Category: เศรษฐกิจ

  • เกาหลีเหนือเปิดประชุมพรรคแรงงาน โชว์ผลงานเศรษฐกิจ-เล็งกำหนดทิศทาง 5 ปี : อินโฟเควสท์

    เกาหลีเหนือเปิดประชุมพรรคแรงงาน โชว์ผลงานเศรษฐกิจ-เล็งกำหนดทิศทาง 5 ปี : อินโฟเควสท์

    เกาหลีเหนือเปิดม่านการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีซึ่งจัดขึ้นทุก 5 ปี โดยคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เน้นย้ำความสำเร็จด้านเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ตลอดจนความสำเร็จ “ในทุกด้าน” ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการป้องกันประเทศ การทูต และการเมือง

    สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของเกาหลีเหนือรายงานว่า การประชุมพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี (19 ก.พ.) และมีผู้แทนเข้าร่วมประชุม 5,000 คน คาดว่าจะกินเวลาหลายวัน ขณะที่คิมระบุว่า เกาหลีเหนือได้บรรลุความสำเร็จตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติระยะ 5 ปี ที่กำหนดไว้ในการประชุมครั้งก่อนเมื่อเดือนม.ค. 2564

    อย่างไรก็ตาม ในสุนทรพจน์เปิดการประชุม คิมไม่ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หรือโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธแต่อย่างใด

    ทั้งนี้ เหล่าผู้สังเกตการณ์ต่างเฝ้าจับตาการตัดสินใจด้านนโยบายการต่างประเทศและกลาโหมของเกาหลีเหนือในอีก 5 ปีต่อจากนี้ ตลอดจนคำถามที่ว่า คิม จูแอ บุตรสาววัยรุ่นของคิม จองอึน จะได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการหรือไม่

    เมื่อช่วงต้นเดือนนี้ หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ระบุว่า บุตรสาวผู้นี้ได้เข้าสู่ “ขั้นตอนการแต่งตั้งภายใน” เพื่อเป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจของคิมแล้ว โดยอ้างอิงจากการปรากฏตัวต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม KCNA มิได้รายงานว่าเธอเข้าร่วมการประชุมพรรคเมื่อวันพฤหัสบดีด้วยหรือไม่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/570668&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15F2-rz5SeN23hBV8La4L7

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 – InterGold

    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.24 น.

    กลยุทธ์ : รอย่อซื้อ
    แนวรับ : $4,900 หรือ 72,900
    แนวต้าน : $5,090 หรือ 74,500

    ข่าว :

    .

    ภาพรวมข่าวฝั่งภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นตัวเร่งความผันผวน โดยประเด็นนิวเคลียร์สหรัฐฯ–อิหร่านตึงขึ้นจากสัญญาณเจรจาไม่คืบและเส้นตายที่ถูกกดดัน ทำให้แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำกลับมาเด่นอีกครั้ง ขณะเดียวกันฝั่งยุโรปมีความไม่แน่นอนเพิ่มจากกระแสข่าวเรื่องผู้นำ ECB อาจเปลี่ยนแปลง รวมถึงราคาน้ำมันที่เร่งตัวจากความเสี่ยงด้านอุปทาน ยิ่งเพิ่มโทน “ความเสี่ยงสูง” ในระบบตลาด แต่ฝั่งสหรัฐฯ ตัวเลขเศรษฐกิจยังแข็ง ทั้งภาคที่อยู่อาศัยและการผลิต รวมถึงหุ้นใหญ่บางตัวพยุงบรรยากาศการลงทุน ทำให้เงินบางส่วนไหลกลับไปสินทรัพย์เสี่ยงและลดแรงไล่ซื้อทองในระยะสั้น

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    ทองคำถูกดันขึ้นจากธีม Safe Haven แต่ถูกจำกัดทางขึ้นด้วยสัญญาณเฟดที่ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ซึ่งหนุนดอลลาร์แข็งและกดเพดานการขึ้นของทองในเชิงจิตวิทยา เมื่อรวมกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยัง “อึด” ภาพจึงออกมาเป็นตลาดที่มีแรงหนุน-แรงกดทับสู้กันชัด ทำให้ราคามีแนวโน้มแกว่งออกข้างเพื่อสร้างฐานมากกว่าจะเร่งขึ้นแบบทางเดียวในทันที เชิงเทคนิคสื่อว่าความผันผวนเริ่มลดลงและกำลังเข้าสู่โหมดสะสมแรงในกรอบ

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์หลักคือ “รอย่อซื้อ” โดยมองกรอบการแกว่งเพื่อสร้างฐานในช่วง 2–3 เดือน เน้นสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวมากกว่าการไล่ราคา ระดับที่จับตาคือแนวต้านแถว $5,090 (ประมาณ 74,500 บาท) และแนวรับหลักแถว $4,900 (ประมาณ 72,000 บาท) พร้อมเผื่อโซนทดสอบลึกลงได้ถึงบริเวณ $4,800 (ประมาณ 72,000 บาท) ในกรณีที่กระบวนการสร้างฐานยังไม่จบ และให้ใช้การทยอยแบ่งไม้เพื่อคุมความเสี่ยงระหว่างทาง

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-20-feb-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eCHKVl0Nhc9_eUsDK5Ygl

  • ตัวเลขว่างงานสหรัฐต่ำกว่าคาด 206K ตลาดคริปโตเผชิญแรงกดดัน

    ตัวเลขว่างงานสหรัฐต่ำกว่าคาด 206K ตลาดคริปโตเผชิญแรงกดดัน

    By

    กุมภาพันธ์ 19, 2026

    ตัวเลขว่างงานสหรัฐต่ำกว่าคาด 206K ตลาดคริปโตเผชิญแรงกดดัน

    สรุปข่าว
    • ตัวเลขคำขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐ (Initial Jobless Claims) ประจำสัปดาห์ออกมาที่ 206K ต่ำกว่าคาด 223K และต่ำกว่าสัปดาห์ก่อน 229K
    • ตลาดแรงงานแข็งแกร่งเกินคาดส่งสัญญาณว่า Fed อาจคงดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Ethereum
    • BTC ซื้อขายที่ $65,905 ลดลง 1.85% ขณะที่ ETH อยู่ที่ $1,916.44 ลดลง 2.54% ในรอบ 24 ชั่วโมง

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    ตัวเลขว่างงานที่ต่ำกว่าคาดการณ์สะท้อนตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเกินไป ทำให้ Federal Reserve มีพื้นที่รักษาอัตราดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Ethereum เข้าสู่ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงแทน

    กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยข้อมูลคำขอรับสวัสดิการว่างงาน (Initial Jobless Claims) ประจำสัปดาห์เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 ออกมาที่ 206,000 ราย ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 223,000 ราย และลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 229,000 ราย

    ตัวเลข Initial Jobless Claims คือจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพตลาดแรงงาน ตัวเลขที่ต่ำหมายถึงคนว่างงานน้อย แสดงว่าเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ในขณะที่ตัวเลขสูงสะท้อนถึงการเลิกจ้างงานเพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจอาจชะลอตัว

    ตลาดคริปโตตอบสนองในเชิงลบต่อข้อมูลนี้ โดย Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ระดับ $65,905 ลดลง 1.85% ในรอบ 24 ชั่วโมง ส่วน Ethereum อยู่ที่ $1,916.44 ลดลง 2.54% สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อนโยบายการเงินที่อาจตึงตัวต่อเนื่อง

    ทำไมตลาดแรงงานแข็งแกร่งถึงเป็นข่าวร้ายสำหรับคริปโต

    แม้ตัวเลขว่างงานที่ลดลงจะฟังดูเป็นข่าวดี แต่สำหรับตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Ethereum กลับเป็นสัญญาณเชิงลบ เพราะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเกินไปทำให้ Federal Reserve มีเหตุผลที่จะรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อเนื่อง หรืออาจชะลอการปรับลดดอกเบี้ยที่ตลาดคาดหวังไว้

    เมื่อดอกเบี้ยยังคงสูง นักลงทุนสามารถได้ผลตอบแทนที่ดีจากพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างสกุลเงินดิจิทัล นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นจากความคาดหวังดอกเบี้ยสูงยังสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อราคาคริปโตที่ถูกตีราคาเป็นดอลลาร์

    เทรนด์ตลาดแรงงานและผลกระทบต่อนโยบาย Fed

    การที่ตัวเลขว่างงานลดลงติดต่อกันจาก 229,000 ราย เป็น 206,000 ราย แสดงให้เห็นเทรนด์ที่ชัดเจนว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง แม้ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา นี่เป็นสัญญาณที่เจ้าหน้าที่ Fed จะใช้ประกอบการตัดสินใจนโยบายการเงินในการประชุมครั้งถัดไป

    นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า ข้อมูลชุดนี้จะทำให้ Fed ยืนยันจุดยืน “Higher for Longer” คือรักษาดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ เพื่อให้แน่ใจว่าเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน ซึ่งหมายความว่านักลงทุนคริปโตต้องเตรียมพร้อมกับสภาพแวดล้อมสภาพคล่องที่ตึงตัวต่อไปอีกระยะหนึ่ง

    จุดสังเกตสำหรับนักลงทุนคริปโต

    แม้ข้อมูลรอบนี้จะสร้างแรงกดดันในระยะสั้น แต่นักลงทุนควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจชุดถัดไปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PCE ที่จะออกมาในสัปดาห์หน้า หากเงินเฟ้อยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดแรงงานจะแข็งแกร่ง Fed ก็อาจมีพื้นที่พิจารณาปรับลดดอกเบี้ยได้ในช่วงปลายปีนี้

    สำหรับระยะสั้น Bitcoin อาจเผชิญแรงกดดันที่แนวรับ $65,000 หากแนวนี้ไม่อยู่ อาจเห็นแรงขายเพิ่มลงมาทดสอบโซน $62,000-63,000 ในขณะที่ Ethereum มีแนวรับสำคัญที่ $1,900 ซึ่งหากหลุดลงไปอาจมีความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


    ความเห็นผู้เขียน

    ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลขรอบนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าการลงทุนคริปโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ปัจจัยภายในตลาดเท่านั้น แต่ยังถูกครอบงำด้วยปัจจัยมหภาคโดยเฉพาะนโยบายการเงินของ Fed อย่างหนัก ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งอาจฟังดูเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจโดยรวม แต่สำหรับพอร์ตคริปโตของเรากลับหมายถึงดอกเบี้ยสูงต่อเนื่องและเงินทุนที่ไหลออกไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า

    ที่น่าสนใจคือตัวเลขว่างงานต่ำกว่าคาดถึง 17,000 ราย ซึ่งถือว่าเป็นส่วนต่างที่มากพอสมควร แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานยังไกลจากการชะลอตัว ผมคาดว่าในระยะสั้น 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ตลาดคริปโตจะยังคงมีความผันผวนและเคลื่อนไหวในกรอบแคบ รอลุ้นข้อมูลเศรษฐกิจชุดถัดไป โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อที่จะเป็นตัวชี้ขาดจริง ๆ ว่า Fed จะมีท่าทีอย่างไรในการประชุมเดือนหน้า สำหรับคนที่ถือสายแนะนำให้จับตาแนวรับสำคัญที่กล่าวไว้ และเตรียมเงินสดไว้รับมือถ้าราคาปรับฐานลงมาเพิ่มก็ถือเป็นโอกาสสะสมในราคาที่ดีขึ้นครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/02/19/us-jobless-claims-206k-below-forecast-crypto-pressure/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l2lgvgbqLku_YWpYwedRW

  • ทิศทางหุ้นวันนี้ ดัชนีฯ จะผันผวนสูง แม้ได้อานิสงส์ Fund Flow ไหลเข้า

    ทิศทางหุ้นวันนี้ ดัชนีฯ จะผันผวนสูง แม้ได้อานิสงส์ Fund Flow ไหลเข้า

    บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีฯ จะผันผวนสูง แม้ตลาดหุ้นไทย จะได้อานิสงส์จากเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น แต่สถานการณ์สงคราม (สหรัฐฯ-อิหร่าน) ที่อาจเกิดขึ้น มีผลต่อตลาดต่างประเทศวันที่ผ่านมา

    โดยปัจจัยสำคัญในประเทศ มีดังนี้

    การเมืองไทย เป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยอีกครั้ง ช่วงนี้อยู่ระหว่างการเลือกตั้งซ่อม และรอ กกต. รับรองผล สส. อย่างเป็นทางการ

    FB DAOL
    บล.ดาโอ คาดการณ์ทิศทางหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีฯ จะผันผวนสูง แม้ตลาดหุ้นไทย จะได้อานิสงส์จากเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น

    และเปิดประชุมสภาในลำดับถัดไป การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีเสถียรภาพ เป็นผลดีในการปฏิบัติงาน และดำเนินนโยบาย Fund Flow มีแนวโน้มไหลเข้าต่อ

    ผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นไทย  บริษัทในตลาดหุ้นทยอยส่งงบ ไตรมาส 4 อย่างต่อเนื่องและประกาศจ่ายเงินปันผลของปี มีหลายบริษัท(ขนาดใหญ่) ที่จ่ายเงินปันผลสูงกว่าปีก่อนและมีเงินปันผลพิเศษ ซึ่งเป็นข่าวดีของผู้ถือหุ้น

    คอนเทนต์แนะนำ

    โดยประเมินประเมินกำไร ไตรมาส 4/2025 ไว้ที่ 2.2 แสนล้านบาท +34% yoy -15% qoq หากกำไรออกมาตามนี้ กำไรตลาดปีนี้ จะจบที่ 1.1 ล้านล้านบาท ด้วยกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 88 บาท

    Fund Flow ไหลเข้า วานนี้ (19 ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิในตลาดหุ้น 4,866 ล้านบาท, และในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 3,951 ล้านบาท

    ค่าเงินบาท  ปิดตลาดเย็นที่ระดับ 31.18 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งปรับตัว แข็งค่า จากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 31.25 บาท/ดอลลาร์ โดยเป็นการแข็งค่าสุดในภูมิภาค ปัจจัยหนุนมาจากเงินทุนไหลเข้าและราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ นักบริหารเงินคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้ไว้ที่ 31.05 – 31.30 บาท/ดอลลาร์

    ปัจจัยต่างประเทศ

    ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขีดเส้นตายให้อิหร่านบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ภายใน 10-15 วัน (นับจากวันพฤหัสบดี) มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับ “ผลลัพธ์ที่เลวร้าย”  ความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านส่งผลให้หุ้นร่วงลงและขยายการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก พุ่งสูงกว่า 71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพฤหัสบดี

    คดีภาษีทรัมป์  วันนี้(20) ศาลฎีกาสหรัฐฯ กำหนดประกาศคําตัดสินเกี่ยวกับภาษีของทรัมป์หลังยืดเยื้อมานาน ติดตามคำตัดสินของศาลฯ จะชี้ว่าผิดหรือไม่ หากตัดสินผิดตามศาลอุทธรณ์ จะต้องดูต่อว่าจะกำหนดให้ชดเชยความเสียหายอย่างไร อย่างไรก็ตาม ทรัมป์สามารถหลบเลี่ยงไปใช้กฎหมายทางเลือกอื่น เพื่อเรียกเก็บภาษีรายอุตสาหกรรมหรือรายประเทศได้

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ วันนี้มีการรายงานตัวเศรษฐกิจสำคัญได้แก่ ตัวเลข GDP และ PCE  ตลาดให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นตัวบ่งชี้เศรษฐกิจ ตลอดจนเงินเฟ้อ และนำไปสู่แนวทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ Fed  ซึ่งแม้รายงานวันก่อนจะมีการส่งสัญญาณความกังวลด้านเงินเฟ้อ แต่ตลาดยังคงคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ (ปัจจุบันอยู่ที่ 3.50-3.75%)

    กลยุทธ์การลงทุน

    ตลาดวันนี้ อาจลดความร้อนแรงลงชั่วคราว เนื่องจาก อาจเกิด event สำคัญ ในช่วงวันหยุด คือ มีข่าวตามสื่อว่า สหรัฐฯอาจโจมตีอิหร่านในช่วงวันหยุดนี้ และยังมีเรื่องที่ศาลฎีกาฯของสหรัฐฯ อาจพิจารณาคดีที่ผู้นำสหรัฐฯใช้มาตรการภาษีไปเมื่อ 2 เม.ย.68

    กลยุทธ์ลงทุนวันนี้ จะแนะให้ขายทำกำไรหุ้นออกไปบางส่วน เพื่อลดความเสี่ยง ที่อาจจะเกิดขึ้น

    หุ้นในพอร์ตแนะนำ : นำ ITC ออก หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย BDMS*(10%), KTB(10%), COM7*(10%), SIRI(10%), TRUE*(10%), CPALL(10%), ADVANC*(20%)

    Technical : EGCO, PLUS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/269005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DmKG0YQPuliEHjoSYpdHu

  • “ORI” กางอาณาจักรหมื่นล้าน! ผุด 19 โปรเจกต์ยักษ์รับดอกเบี้ยขาลง ชูธงผู้นำคอนโดสัตว์เลี้ยง

    “ORI” กางอาณาจักรหมื่นล้าน! ผุด 19 โปรเจกต์ยักษ์รับดอกเบี้ยขาลง ชูธงผู้นำคอนโดสัตว์เลี้ยง

    Origin 2026 มากกว่าอสังหาฯ คือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเติบโต!

    ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก “นายพีระพงศ์ จรูญเอก” แม่ทัพใหญ่ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI วางเกมใหม่เน้นการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสในทุกช่องว่างของตลาด

    “ออริจิ้น” ยังคงตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นผู้นำคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ที่มีมากกว่า 25 โครงการในพอร์ต ในปี 2569 เตรียมเปิด 3 โครงการใหม่ในทำเลทองอย่าง กรุงเทพฯ, พัทยา และภูเก็ต มูลค่า 4,200 ล้านบาท

    นอกจากนี้ยังรุกหนักในกลุ่ม Investment Property ผ่านการบริหารโดย Hampton เพื่อรองรับพอร์ตลูกค้าต่างชาติที่รอโอนกรรมสิทธิ์อยู่กว่า 6,300 ล้านบาท ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมั่นคง

    พีระพงศ์ จรูญเอก

    BRI ปักหมุดโรงงาน-นิคมฯ

    ฝั่งของ “บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI” เน้นเจาะทำเลศักยภาพใกล้แหล่งงานและนิคมอุตสาหกรรม โดยเตรียมเปิด 3 โครงการใหม่มูลค่า 3,200 ล้านบาท

    แต่สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคือการเปิดตัว Brilliant Business Park พื้นที่ธุรกิจมัลติฟังก์ชั่นที่เป็นทั้งออฟฟิศ โชว์รูม และที่อยู่อาศัยในหนึ่งเดียว เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานยุคใหม่ใน 5 ทำเลยุทธศาสตร์

    PRI ยกระดับมาตรฐานพรีเมียม

    “บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI” ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูปด้วยแนวคิด PRIMO TRANSFORMATION ERA ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 2,000 ล้านบาท

    หัวใจสำคัญ คือ การสร้าง Community Ecosystem ผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยี Happy Maker และ Primo Plus พร้อมให้ความสำคัญกับความยั่งยืนภายใต้แนวคิด PRIMO CARE เพื่อมัดใจลูกค้าระดับบน

    ORI ยังใช้กลยุทธ์การบริหารการเงินที่ชาญฉลาดผ่านโมเดล Build-Operate-Exit-Reinvest โดยมีแผนขายโรงแรม 4 แห่ง มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อสร้างกระแสเงินสดพิเศษ 1,300 ล้านบาทกลับเข้ามาลงทุนต่อ

    ขณะเดียวกัน บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA ผู้พัฒนาธุรกิจอินดัสเทรียล พร็อพเพอร์ตี้เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีอัตราการเช่าสูงถึง 95% สะท้อนดีมานด์จากการย้ายฐานผลิตของนักลงทุนต่างชาติ และเตรียมนำโครงการเข้ากองทรัสต์ ALPHA REIT เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/738262&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3si5CDTwlfAo3K1ZSN2RZ_

  • ผู้นำคิมเปิดประชุมใหญ่พรรคแรงงาน มอบนโยบายกลาโหม การทูตและเศรษฐกิจ

    ผู้นำคิมเปิดประชุมใหญ่พรรคแรงงาน มอบนโยบายกลาโหม การทูตและเศรษฐกิจ

    ผู้นำคิมเปิดประชุมใหญ่พรรคแรงงาน มอบนโยบายกลาโหม การทูตและเศรษฐกิจ

    วันนี้, 09:12น.

              นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี (WPK) ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 5 ปี เพื่อประกาศเป้าหมายนโยบายสำคัญในด้านการป้องกันประเทศ การทูต และเศรษฐกิจ การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนพรรคประมาณ 5,000 คนจากทั่วประเทศเข้าร่วม รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง 200 คนจากสำนักงานใหญ่ของพรรค นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่จากภาคส่วนระดับภูมิภาคและอุตสาหกรรมเข้าร่วมอีกกว่า 4,700 คน

              สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานในวันนี้ (20 ก.พ.69) ว่า การประชุมใหญ่ครั้งที่ 9 ของพรรคแรงงานเกาหลี ที่เริ่มต้นขึ้นด้วยการประชุมระดับสูงเมื่อวานนี้ (19 ก.พ.) คือการเริ่มต้นเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ปี 2564 และการประชุมจะดำเนินต่อไปอีกหลายวัน

              สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้รายงานว่า การประชุมในครั้งนี้จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อดูสัญญาณใดๆ ที่อาจบ่งชี้ถึงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ หรือท่าทีต่อเกาหลีใต้และสหรัฐฯ แต่ในสุนทรพจน์ของนายคิมครั้งนี้ ไม่ได้กล่าวถึงทั้ง 2 ประเทศ แต่กลับมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจ

              นายคิมกล่าวว่า ภารกิจหนักและเร่งด่วนที่อยู่เบื้องหน้า คือการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้เร็วที่สุด

              นักวิเคราะห์มีความเห็นว่าเกาหลีเหนือมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงหนุนจากการค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 และการส่งออกอาวุธเพื่อช่วยเหลือรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน โดยเมื่อวานนี้ นายคิมยังเปิดตัวยานปล่อยขีปนาวุธระยะสั้นที่สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้จำนวน 50 ลำ

    #พรรคแรงงานเกาหลี

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eWwgfU0o9ttbdXGIqS8om

  • ผู้ว่าการเฟดสหรัฐฯ ปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบิ้ยปี 2025

    ผู้ว่าการเฟดสหรัฐฯ ปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบิ้ยปี 2025

    สตีเฟน มิราน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับลดคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2025 หลังข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดแสดงสัญญาณแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้

    มิราน กล่าวในการสัมภาษณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีผ่านสื่อออนไลน์ The Peg ว่า “ตลาดแรงงานมีสถานการณ์ดีกว่าที่คาดหวังในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา” พร้อมเสริมว่า “เงินเฟ้อสินค้ามีสัญญาณแข็งแกร่งขึ้น”

    การปรับเปลี่ยนท่าทีนโยบายการเงิน

    ด้วยปัจจัยทั้งสองประการดังกล่าว มิราน จึงตัดสินใจ “ยกเลิกสิ่งที่ทำในเดือนธันวาคม” โดยในเดือนธันวาคม 2024 เขาคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบิ้ยควรลดลงต่ำกว่า 2.25% ภายในสิ้นปี 2026

    ปัจจุบัน มิราน เปลี่ยนแปลงท่าทีกลับไปสู่จุดยืนในเดือนกันยายน ซึ่งคาดการณ์ให้อัตราดอกเบิ้ยอยู่ต่ำกว่า 2.75%

    บทบาทในระบบธนาคารกลาง

    มิราน เป็นหนึ่งในเจ็ดผู้ว่าการของคณะกรรมการเฟด ซึ่งร่วมกับประธานธนาคารกลางภูมิภาคอีกห้าคน ประกอบเป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจลงคะแนนเสียงในการกำหนดอัตราดอกเบิ้ย

    แม้มิราน ยังคงจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนาที่เฟดที่มีท่าที “นุ่มนวล” หรือสนับสนุนการลดดอกเบิ้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าการขึ้นดอกเบิ้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ

    ความเชื่อมโยงกับรัฐบาลทรัมป์

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอชื่อมิราน เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดในปีที่แล้ว เพื่อทำหน้าที่แทน อาเดรียนา คูเกลอร์ ซึ่งเป็นผู้ที่ โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดี แต่งตั้งและลาออกก่อนครบวาระ

    การปรับเปลี่ยนท่าทีของมิราน อาจสะท้อนความแตกต่างกับจุดยืนของทรัมป์ ซึ่งเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบิ้ยอย่างมีนัยสำคัญ

    แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงผู้นำเฟด

    แม้วาระของมิราน จะสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นเดือนมกราคม เขายังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าวุฒิสภาจะอนุมัติผู้สืบทอดตำแหน่ง คาดการณ์ว่าทรัมป์ จะแต่งตั้ง เควิน วอร์ช ซึ่งเป็นตัวเลือกสำหรับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ให้ดำรองตำแหน่งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/us-fed-governor-miran-scales-back-rate-cut-expectations-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01LE9k-aQ1bOyRhCn6AmnJ

  • บอนด์ยีลด์ดีดตัว หลังสหรัฐเผยตัวเลขเศรษฐกิจสดใส

    บอนด์ยีลด์ดีดตัว หลังสหรัฐเผยตัวเลขเศรษฐกิจสดใส

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใส

    ณ เวลา 21.19 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 4.096% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 4.723%

    ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก ดีดตัวสู่ระดับ 16.3 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2568 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 10.0 จากระดับ 12.6 ในเดือนม.ค.

    ดัชนีภาคการผลิตมีค่าเป็นบวก บ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคการผลิตในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก

    กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 23,000 ราย สู่ระดับ 206,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 225,000 ราย

    ตลาดจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนธ.ค. จากระดับ 0.2% ในเดือนพ.ย.

    ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนธ.ค. จากระดับ 0.2% ในเดือนพ.ย.

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDI0IQALP5IHFVZBRPB7GL76J0ME0LD&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mEmS6RwGbrkZiSwdBabYK

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.21 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.14-31.30 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง ตามจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังพอได้อานิสงส์จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ที่ยังคงสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง ทำให้ FED ยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่งรีบลดดอกเบี้ยในระยะสั้นนี้ นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมได้ช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) อนึ่ง เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ได้อานิสงส์จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ร้อนแรงอยู่

    บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลปัญหาการปล่อยกู้ Private Credit ของทาง Blue Owl Capital ที่สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวและยังส่งผลกระทบต่อหุ้นธีม AI ขณะเดียวกัน รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ได้ออกมาผสมผสาน สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.28% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.31%

    ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.53% กดดันโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ อย่าง Rio Tinto -3.7% ที่รายงานผลประกอบการน่าผิดหวัง สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่อื่นๆ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มของหุ้นธีม AI/Semiconductor และเลือกที่จะลดความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว สอดคล้องกับภาพในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน ท่ามกลางสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่

    ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4.07% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เรายังคงมองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

    ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ต่างย้ำจุดยืนไม่เร่งรีบเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศในวันศุกร์นี้เพิ่มเติม ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.6-98.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากทั้งการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยล่าสุด ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนธันวาคม อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) ในเดือนธันวาคม และดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ โดย S&P ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED

    ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ ในเดือนมกราคม พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการจากฝั่งอังกฤษและยูโรโซน ในเดือนกุมภาพันธ์

    และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ พัฒนาการของเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

    สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้ว่า เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ในกรณีที่เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยหากประเมินจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปที่จะทยอยรับรู้ในวันนี้นั้น เราพบว่า มีโอกาสที่เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ แต่เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทดสอบโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ง่ายนัก เนื่องจาก แถวโซนแนวต้านดังกล่าว บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์อยู่ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังร้อนแรง ยังพอช่วยหนุนราคาทองคำ ซึ่งตราบใดที่ราคาทองคำยังสามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้นหรือรีบาวด์ขึ้นบ้าง จะช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้

    ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (เราขอแนะนำให้ติดตาม การประเมินสถานการณ์จาก https://www.pizzint.watch/ ที่มีการจัดทำ Pentagon Pizza Index ที่จะช่วยสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมของฝั่ง Pentagon ได้ หากยอดสั่งซื้อ Pizza ในพื้นที่ใกล้ Pentagon พุ่งสูงขึ้นผิดปกติ ติดต่อกัน โดยล่าสุด ระดับ Doughcon นั้นอยู่ในระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดและไม่ได้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในระยะสั้นนี้) แต่เราประเมินว่า โอกาสเกิดการบุกโจมตีขนานใหญ่ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านและผู้นำสูงสุดในปัจจุบัน อาจมีโอกาสเกิดต่ำ ขณะที่ ทางการสหรัฐฯ อาจเลือกการโจมตีทางอากาศแบบที่เคยทำในช่วงปีก่อนหน้า เพื่อลดทอนความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับทางสหรัฐฯ ทำให้ หากสุดท้ายทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่าน สามารถกลับมาเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดลงได้ อาจกดดันราคาทองคำ รวมถึงราคาน้ำมันดิบ ที่ปรับตัวขึ้นมาพอควรในช่วงนี้ จากประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ เรามองว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังพอทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย เพิ่มเติมได้บ้าง ซึ่งอาจช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าที่อาจเกิดขึ้นต่อเงินบาทได้

    เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.30 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/998397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nGhMJfKAdpN1Gs3aQ84VI

  • บิ๊ก CEO เปิดเกมธุรกิจ รับมือเศรษฐกิจผันผวน ไทยติดกับดัก GDP โตต่ำ

    บิ๊ก CEO เปิดเกมธุรกิจ รับมือเศรษฐกิจผันผวน ไทยติดกับดัก GDP โตต่ำ

    การบินไทย ปักธง Airline Network

    นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของการบินไทยในปีนี้ ต้องมองเรื่องความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และกระจายความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ GDP โตต่ำ การบินไทยใช้กลยุทธ์ Airline Network หรือการเป็นสายการบินที่มีเครือข่ายเชื่อมต่อครอบคลุมจุดหมายปลายทางต่างๆ

    โดยหากจุดไหนมีปัญหาการบินไทยก็จะโยกย้าย Capacity หรือความถี่ในการให้บริการไปยังจุดที่ไม่มีปัญหาเพื่อรักษารายได้ หรือการเน้นรับผู้โดยสารที่เปลี่ยนเครื่อง (Transit) ไปยังเมืองที่ 3 ไม่ได้พึ่งพาแค่ผู้โดยสารเข้า-ออกประเทศไทยเพียงอย่างเดียว

    รวมทั้งการบินไทย ยังทยอยรับมอบเครื่องบินในปีนี้เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ อาทิ เครื่องบินแอร์บัส A321neo เป็นเครื่องบินใหม่ เน้นใช้บินในตลาดเอเชีย และอาเซียน และเครื่องบินโบอิ้ง 787 เป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง ซึ่งคาดว่าจะทำให้การบินไทยมีอัตราการเติบโตของกำลังการผลิต (Capacity) ประมาณ 5.5% และคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเติบโตประมาณ 7% หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ล้านคน

    ทั้งยังเตรียมแผนการลงทุนในโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา หรือ (Maintenance, Repair, and Overhaul) หรือ MRO อู่ตะเภา ซึ่งจะช่วยสร้าง “รายได้ที่มั่นคงรูปแบบใหม่” และการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ เพื่อขยายฐานรายได้ใหม่

    ชาย เอี่ยมศิริ

    โออิชิ ชู 5 กลยุทธรับมือกำลังซื้อหด

    ขณะที่กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น  นางสาวศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า โออิชิได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจผันผวนในปี 2569 ที่กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคในทุกกลุ่ม โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้

    1. การปรับกลยุทธ์ราคาให้เข้าถึงง่าย (Affordability) เนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นและยอดใช้จ่ายต่อครั้งลดลง โออิชิจึงได้เพิ่มเมนูราคาเริ่มต้นในระดับ “หลักสิบบาท” จากเดิมที่มักเริ่มต้นมากกว่าหนึ่งร้อยบาท เพื่อช่วยลดอุปสรรคในการตัดสินใจสั่งซื้อ

    2. เน้นความคุ้มค่าและโมเดลธุรกิจแบบผสมผสาน (Hybrid Model) ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า โดยแพ็กเกจระดับราคาปานกลางได้รับความนิยมสูงสุดถึง 50% ของยอดขาย โออิชิจึงนำกลยุทธ์ Hybrid Model มาใช้ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างบุฟเฟต์และเซตเมนู เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานที่ไม่ต้องการจ่ายในราคาสูงสำหรับมื้อกลางวัน นอกจากนี้บริษัทยังเลือกที่จะยังไม่ปรับขึ้นราคาแม้ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงจะสูงขึ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้

    3.การเติบโตแบบระมัดระวังและเพิ่มประสิทธิภาพสาขาเดิม โออิชิเปลี่ยนจากการขยายสาขาเชิงรุกในอดีต (ปีละ 30–40 สาขา) มาเป็นการโฟกัสการปรับปรุงและรีโนเวทร้านเดิมให้แข็งแกร่งขึ้น การเปิดสาขาใหม่จะพิจารณาเฉพาะทำเลที่มีศักยภาพสูงเท่านั้น เช่น สาขาสามย่านที่เป็นแฟล็กชิปสโตร์ซึ่งมีการปรับเมนูให้ราคาเข้าถึงง่ายและมียอดเติบโตถึง 20%

    ศสัย ตังเดชะหิรัญ

    4.การปรับภาพลักษณ์แบรนด์และขยายฐานลูกค้า มีการปรับโฉมแบรนด์อย่าง “โออิชิ อีทเทอเรียม” เพื่อขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มครอบครัวไปสู่กลุ่มคทำงานและ Gen Z รวมถึงการออกแบบร้านแต่ละสาขาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าในแต่ละทำเลที่ไม่เหมือนกัน

    5.การกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ นอกเหนือจากธุรกิจร้านอาหารที่เป็นรายได้หลัก 80% โออิชิยังมีรายได้อีก 20% จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ซึ่งช่วยเป็นฐานรายที่ช่วยกระจายความเสี่ยงท่ามกลางความผันผวนของธุรกิจร้านอาหารได้

    เดอะมอลล์ อัดอีเวนท์พยุงทราฟฟิก

    เช่นเดียวกับศูนย์การค้าชั้นนำของไทย  นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวแผนการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจผันผวนของเดอะมอลล์ กรุ๊ป จะเน้นกิจกรรมทางการตลาดและอีเวนต์ (Event-driven Strategy) เดอะมอลล์ใช้กลยุทธ์การจัดอีเวนต์มากกว่า 200 งานต่อปี ครอบคลุมทั้งช่วงเทศกาล ไลฟ์สไตล์ และความบันเทิง เพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการ (ทราฟฟิก) เข้าสู่ศูนย์การค้า และเพิ่มโอกาสในการใช้จ่าย

    โดยเป็นการปรับบทบาทจากพื้นที่ค้าปลีกแบบเดิมไปสู่ “พื้นที่แห่งประสบการณ์” เพิ่มความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจ ให้ความสำคัญกับการปรับตัวที่รวดเร็ว ทั้งในด้านโครงสร้างต้นทุน ซัพพลายเชน และการบริหารพื้นที่ขาย เพื่อรับมือกับความผันผวนของต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

    รวมถึงการบริหารความเสี่ยงและการลงทุน เน้นการเล่น “เกมรับ” ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจและการกระจายความเสี่ยงไปสู่แหล่งรายได้ที่หลากหลาย เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาว นอกจากนี้ การตัดสินใจลงทุนใหม่จะถูกพิจารณาเรื่องความคุ้มค่าและความเสี่ยงอย่างรอบด้านมากกว่าที่ผ่านมา และการปรับกลยุทธ์ตามโครงสร้างผู้บริโภค

    วรลักษณ์ ตุลาภรณ์

    เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางลงมามีความอ่อนไหวต่อปัจจัยเศรษฐกิจสูงและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เดอะมอลล์จึงต้องปรับกลยุทธ์ด้านสินค้า ราคา และประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับดีมานด์ที่เปลี่ยนไป รวมถึงปัจจัยระยะยาวอย่างสังคมผู้สูงอายุและความเหลื่อมล้ำด้านรายได้

    YUZU กรุ๊ป เน้นกลยุทธราคา

    นายปรมินทร์ เปรื่องเมธางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ส้มพาสุข จำกัด หรือ YUZU GROUP กล่าวว่า กลยุทธ์การรับมือความผันผวน จะเน้นชะลอการขยายสาขาใหม่ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ และจะประเมินอีกครั้งในช่วงไตรมาส 3 และ 4 รวมถึงเปลี่ยนจากการทุ่มงบขยายสาขามาเป็นการ รีโนเวทสาขาเดิม และมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรต่อพื้นที่ให้สูงสุด การปรับปรุงผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ลดความยุ่งยากซับซ้อนของเมนูลงเพื่อให้บริหารจัดการง่ายขึ้น แต่ยังคงรักษาคุณภาพมาตรฐานเดิมไว้   

    การปรับกลยุทธ์ราคาให้เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากลูกค้ามีความอ่อนไหวต่อราคาสูง และเริ่มดำเนินการในแบรนด์หลัก เช่น Yuzu Suki ที่เริ่มรีแบรนด์บางสาขา และ Kogoro Katsu ที่อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างเมนู รวมถึงมุ่งเน้นการหาแบรนด์ใหม่ที่มี ราคาจับต้องได้ เข้ามาเสริมทัพเพื่อตอบโจทย์กำลังซื้อที่หดตัว

    รวมไปถึงการขยายช่องทางรายได้ใหม่ อาทิ  เพิ่มสัดส่วนรายได้จากช่องทางดีลิเวอรี่ผ่านแบรนด์ “เนื้อหน้าบุญ” ในรูปแบบ Cloud Kitchen ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนเพียง 3–5% ของรายได้รวม เพื่อสร้างการเติบโตในช่องทางที่เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น และการบริหารจัดการต้นทุนและแรงกดดันภายนอก บริษัทต้องเผชิญกับ Supply Chain Disruption และค่าขนส่งที่อาจพุ่งสูงขึ้น 2-3 เท่าจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความผันผวนของค่าเงินบาทที่กระทบต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า

    ปรมินทร์ เปรื่องเมธางกูร

    อย่างไรก็ตามแม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่บริษัทเลือกที่จะ ไม่ปรับราคาขายขึ้นทั้งหมด ตามต้นทุน เพราะต้องรักษาฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อจำกัดในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน แม้จะเผชิญความท้าทายอย่างมาก แต่ YUZU GROUP ยังคงตั้งเป้าการ เติบโตที่ 10–15% ในปีนี้ โดยอาศัยการปรับตัวที่รวดเร็วและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    INET กางแผนปี 69 บุก 4 ธุรกิจ รับศก.ผันผวน

    ด้านนางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET ผู้ให้บริการ Local Cloud และ DigitalPlatform สัญชาติไทย เปิดเผยว่า ท่ามกลางปัจจัยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยให้ความสำคัญกับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ ภายใต้กรอบกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการวางกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรองรับความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต

    โดยปีนี้ INET มุ่งเน้นการให้บริการ 4 กลุ่มยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ กลุ่มสาธารณสุข (Health) กลุ่มธุรกิจองค์กร (B2B) กลุ่มการศึกษา (Education) และหน่วยงานภาครัฐ (Government) โดยผนึกกำลังกลุ่มบริษัทในเครือ ขับเคลื่อน Trusted Sovereign Service อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมการให้บริการด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) คลาวด์เซอร์วิส (Cloud Service) ดิจิทัลเซอร์วิส (Digital Service)

    มรกต กุลธรรมโยธิน

    รวมถึงโซลูชันเฉพาะทางที่ตอบโจทย์เฉพาะอุตสาหกรรม มั่นใจศักยภาพในการบริหารจัดการและสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องด้วยยอด VMI ปี 68 ที่ 105,080 VMI คาดการณ์ปี 69 เติบโตจำนวน 150,000 VMI

    โดยในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งมั่นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Trusted Sovereign Service Provider ให้แก่ภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งปัจจุบัน กระแส “Digital Sovereignty” หรือการกำกับดูแลข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์กำลังเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะแรงกดดันจากกฎหมาย US Cloud Act ซึ่งมีการอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลข้ามพรมแดน ทำให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการจัดเก็บและควบคุมข้อมูลภายในประเทศของตนเองมากขึ้น

    INET ในฐานะองค์กรสัญชาติไทย เราได้เตรียมความพร้อมด้าน Sovereign Cloud มามากกว่า 10 ปี เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางเทคโนโลยี และลดการพึ่งพาเทคต่างประเทศ ผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องโดยคนไทย ในรูปแบบ Open Source ทั้งด้าน Cloud Infrastructure, Cybersecurity

    รวมถึง Digital Platform เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัล ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งมั่นใจได้ว่าข้อมูลสำคัญจะได้รับการปกป้องโดยไม่ถูกเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศ พร้อมระบบการควบคุมการเข้าถึงที่ปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

    ศุภาลัย ปรับฟกัสตลาดกลาง รับมือกำลังซื้อเปราะบาง

    ฝั่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ส่งสัญญาณชัดว่าดีมานด์จากกลุ่มคนไทยมีความชัดเจนมากกว่าตลาดต่างชาติ บริษัทจึงปรับกลยุทธ์มาเน้นตลาด Local เป็นหลัก โดยเลือกพัฒนาโครงการในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น อยู่ที่ประมาณ 5–6 ล้านบาท แทนการทำตลาดระดับ 10–20 ล้านบาท เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างและสอดคล้องกับกำลังซื้อจริง

    ในเชิงโครงสร้างพอร์ต ศุภาลัยปรับสัดส่วนมาเน้นตลาดระดับกลาง 4–8 ล้านบาท เป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนถึง 90% ของการพัฒนาโครงการในปีนี้ ขณะที่ตลาดระดับบนยังมีอยู่ในพอร์ตเพียงพอแล้ว จึงไม่เร่งเปิดเพิ่ม ส่วนตลาดระดับล่างมีการชะลอการเปิดตัวอย่างเห็นได้ชัด จากปัญหาอัตราการกู้ไม่ผ่านที่อยู่ในระดับสูงเกือบ 50%

    ประทีป-ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม

    ขณะเดียวกัน บริษัทเร่งปรับกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล โดยใช้แพลตฟอร์มในการยื่นสินเชื่อแบบยื่นครั้งเดียวถึงหลายธนาคารพร้อมนำข้อมูลจริงมาวิเคราะห์เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านการขายอย่างแม่นยำมากขึ้น รวมถึงเริ่มขยายพอร์ตไปสู่รายได้ประจำ (Recurring Income) ผ่านธุรกิจเช่า โรงแรม และคอนโดให้เช่าในทำเลเฉพาะที่มีดีมานด์ชัดเจน เพื่อสร้างสมดุลรายได้ในระยะยาว

    แอสเซทไวส์ เสริมทัพรายได้ประจำ

    ด้าน บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เลือกใช้กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงทั้งในเชิงทำเลและโครงสร้างรายได้ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยยังคงเดินหน้าตลาดระดับกลางควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจในกลุ่ม Leisure Residence โดยเฉพาะโครงการในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีดีมานด์จากลูกค้าต่างชาติและตลาดระยะยาวที่แข็งแรง

    นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ASW ระบุว่า กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้บริษัทลดการพึ่งพารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์แบบขายขาดเพียงอย่างเดียว และเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่มีความสม่ำเสมอมากขึ้นจากธุรกิจในเครือ ซึ่งช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์

    ทั้งนี้การกระจายพอร์ตเชิงทำเล โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงอย่างภูเก็ต ยังช่วยลดแรงกดดันด้านเงินทุน เนื่องจากสามารถใช้เงินจากลูกค้าบางส่วนเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียน แทนการพึ่งพาการกู้ยืมในสัดส่วนที่สูงเกินไป สอดรับกับแนวทางการบริหารความเสี่ยงของบริษัทในระยะยาว

    โดยภาพรวมแล้ว ในภาวะที่เศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ต่างสะท้อนภาพเดียวกัน คือการ “ลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ผ่านการกระจายตลาด รายได้ และรูปแบบธุรกิจ จากเดิมที่เน้นการเติบโตเชิงรุก สู่การวางเกมอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/651951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IbRsb4TvNRCXjGKljMPlP