Category: เศรษฐกิจ

  • ศึกสหรัฐ-อิหร่านปะทุ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยเสี่ยงเต็มแรง

    ศึกสหรัฐ-อิหร่านปะทุ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยเสี่ยงเต็มแรง

    ศึกสหรัฐ-อิหร่านปะทุ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยเสี่ยงเต็มแรง

    ศึกสหรัฐ-อิหร่านปะทุ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยเสี่ยงเต็มแรง

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4176 ระหว่างวันที่ 19-21 ก.พ. 2569 โดย…กาแฟขม

    *** ตึงเครียดรอบใหม่ สงครามสหรัฐ-อิหร่าน ที่นักวิเคราะห์จับตามองสถานการณ์ใกล้ชิด บางคนประเมินเป็นไปได้ถึง 70-80% ในการเปิดศึก เมื่อสหรัฐส่งกองเรือรบและเรือบรรทุกเครื่องบินสองกลุ่ม (USS Abraham Lincoln และ USS Gerald R. Ford) เพื่อเตรียมพร้อมโจมตีทางทหาร เคลื่อนเข้าใกล้ประชิดพื้นที่ภูมิภาคตะวันออกกลางมากขึ้นแล้ว

    *** สหรัฐยื่นเงื่อนไขให้หยุดพัฒนานิวเคลียร์ ไม่ผลิตขีปนาวุธ ไม่สนับสนุนกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาค ข้อแรกประเมินว่าพอไหว แต่ข้อหลังๆ อิหร่านไม่ยอมง่ายๆ ยังมีปัจจัยอิสราเอล ที่พร้อมเปิดฉากกับอิหร่านอีก โดยมีสหรัฐหนุนหลัง สถานการณ์จึงดูวุ่นวาย ที่ต้องดูมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีน จะเป็นตัวแปรสำคัญ หาก 2 มหาอำนาจไม่ดันหลังอิหร่านเต็มที่ และสถานการณ์เป็นการปะทะก่อนเป็นสงครามใหญ่ จะทำให้ความโกลาหลเกิดขึ้นและขยายวงผลกระทบไปทั่วโลก

     *** ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ม.หอการค้าไทย ที่จับตาเรื่องนี้ประเมิน เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ หากสงครามเต็มรูปแบบ ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ ต้นทุนนำเข้านํ้ามัน ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่งสินค้า ภาคส่งออกที่พึ่งพาตลาดโลก ค่าเงินผันผวน ลามไปกระทบตลาดทุน เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น แม้เศรษฐกิจฟื้นตัวดีไตรมาส 4 ปีก่อน แต่โตขึ้นแบบเปราะบาง ฉะนั้น รัฐบาลใหม่ต้องเตรียมรับมือ บริหารความเสี่ยงเชิงรุก ทั้งในมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจ

     *** เหลียวดูเศรษฐกิจไทย สภาพัฒฯ แถลงจีดีพีปี 68 โต 2.4% ขยายตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์ 2-2.2% ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย สะท้อนประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำงานอย่างมืออาชีพในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ประสานภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ทำให้มาตรการต่าง ๆ ออกแบบได้ตรงจุด โปร่งใส และเกิดผลจริง มีมาตรการ “Quick Big Win” ประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมๆ กับวารากฐานในระยะยาว กำหนดเจ้าภาพชัดเจน ตั้งเป้าหมายและกรอบเวลาที่วัดผลได้ ลดความซํ้าซ้อน ทำให้การดำเนินนโยบายเป็นเอกภาพมากขึ้น และมีความชัดเจนในการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับข้อจำกัดด้านวินัยการคลัง และกรอบการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นนักลงทุน
     

    *** ปี 2569 นี้ โจทย์สำคัญไม่ใช่รักษาอัตราการเติบโต อยู่ที่รัฐบาลใหม่ สร้าง Trust and Confidence เศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ผลการเลือกตั้งที่ออกมาในเชิง “Vote of Confidence” สะท้อนความคาดหวังต่อความต่อเนื่องของนโยบายและความมั่นคงของรัฐบาล ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล การเร่งพิจารณางบประมาณปี 2570 และการเบิกจ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจ

    ทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มืออาชีพที่มีประสบการณ์ การตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนข้อมูล อยู่ในกรอบมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ภายใต้ภาวะความผันผวนและความท้าทาย ต้องสร้างโมเมนตัมให้ต่อเนื่อง ปีนี้ให้เป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดช่องโหว่ทุจริต เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ 

                                          ศึกสหรัฐ-อิหร่านปะทุ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยเสี่ยงเต็มแรง

    *** ซํ้าด้วย ประธาน ส.อ.ท. เกรียงไกร เธียรนุกุล นโยบายเศรษฐกิจจะได้ผลสูงสุด ต้องควบคู่กับการลดและปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อปิดรูรั่วของงบประมาณ และทำให้เม็ดเงินภาครัฐที่อัดฉีดลงไปในระบบเศรษฐกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และจากการฟื้นตัวที่เปราะบาง 

    รัฐบาลใหม่ต้องจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจใหม่ ให้ถูกฝาถูกตัว นำมืออาชีพที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง เข้ามาขับเคลื่อนในทุกกระทรวงเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงบางกระทรวงเหมือนที่ผ่านมา ที่สำคัญต้องขจัดคอร์รัปชัน สร้างความเชื่อมั่นคืนมา จึงจะฟื้นฟูรักษาคนป่วยแห่งเอเชียให้กลับมาได้ 

    หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45  ฉบับที่ 4,176 วันที่ 19 -21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/than-society/652103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a6X98xsuyg3PZzNlZgQXU

  • นักวิชาการวิเคราะห์เศรษฐกิจ หลังศาลสูงสหรัฐสั่งคว่ำ”ภาษีทรัมป์” แต่ “ทรัมป์” ไม่ยอมแพ้ ชี้ “ไทย” เสี่ยงสูงในการเจรจาต่อรองภาษี

    นักวิชาการวิเคราะห์เศรษฐกิจ หลังศาลสูงสหรัฐสั่งคว่ำ”ภาษีทรัมป์” แต่ “ทรัมป์” ไม่ยอมแพ้ ชี้ “ไทย” เสี่ยงสูงในการเจรจาต่อรองภาษี

    สงครามการค้าโลกยังไม่จบ แม้ศาลสูงสหรัฐมีคำตัดสินคว่ำ”ภาษีทรัมป์” แต่ทรัมป์ไม่ยอมแพ้ ประกาศมาตรการภาษีการค้ารอบใหม่สวนทันที เก็บภาษีนำเข้า 10% จากทุกประเทศ

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ และ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊ก หลังศาลสูงสหรัฐตัดสินคว่ำมาตรการภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่า สงครามการค้าโลก ยกที่ 2 ยังไม่จบ หลังศาลสูงสหรัฐมีคำตัดสินว่าที่ทำมา “เกินอำนาจ” “กฎหมายไม่รองรับ” โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงไม่ยอมแพ้ ประกาศมาตรการภาษีการค้ารอบใหม่ สวนทันที ทั้งเก็บภาษี 10% Global Tariffs ภายใต้ Section 122 และ Tariffs เพิ่มเป็นรายอุตสาหกรรม ภายใต้ Section 301 ที่จะเริ่มสอบสวนประเทศต่างๆ แล้วทยอยออกมา ทั้งหมด เพื่อปกป้องสหรัฐจาก Unfair Trading Practices และทดแทนภาษี Reciprocal Tariffs ที่หายไปจากคำตัดสิน

    ดร.กอบศักดิ์ ชี้ว่า นอกจากนี้ ประเทศที่เคยยอมมาแล้ว ก็อย่าดีใจ ไม่ต้องคิดฝันที่จะยกเลิกข้อตกลงที่ทำไว้กับสหรัฐ ทั้งหมดก็เพราะว่า ประธานาธิบดีสหรัฐได้จดไว้หมดแล้วว่าใครยอมอะไร “ยิ่งไปกว่านั้น อ้อยเข้าปากพญาอินทรีแล้ว คงยากจะไปดึงกลับมา”

    สอดคล้องกับ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ที่ระบุว่า สถานการณ์การส่งออกไทยไปสู่ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรคและไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สำหรับสินค้าไทยที่เคยเสียภาษีในอัตราเฉลี่ย 19% แต่ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีได้เปลี่ยนรูปแบบไปสู่ ภาษีรายเฉพาะสินค้า (Product-specific Tariffs) ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงและรุนแรงกว่าเดิม ตามเครื่องมือทางกฎหมายที่ทรัมป์มีอยู่ และมีโอกาสที่จะเจอภาษีสวมสิทธิ์ เพราะไทยยังเจรจาข้อดีลทางการค้ากับสหรัฐฯไม่จบ ทำให้มันมีประเด็นที่ยังสงสัยในสินค้าส่งออกในประเทศไทย เมื่อเทียบกับดีลการค้าประเทศอื่น ๆ ที่ปิดดีลกับสหรัฐฯไปแล้ว ฉะนั้นก็ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องไปเจรจากับสหรัฐฯอีกว่าจะจบแบบไหน มีความไม่แน่นอนสูงในการจบภาษีกับทรัมป์

    สถานะดังกล่าวส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงสูงในการเจรจาต่อรองภาษี เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่าไทยเป็นประเทศที่เจรจาได้ยากและมีท่าทีเอนเอียงไปทางประเทศจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าหลักของสหรัฐฯ ความคลุมเครือนี้ส่งผลให้สินค้าไทยในกลุ่มที่เคยได้รับสิทธิภาษี 0% จำนวนกว่า 1,000 รายการ ตกอยู่ในความไม่แน่นอนว่ายังจะได้รับสิทธิต่อไปหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับการเจรจา

    จากการประเมินเบื้องต้น สินค้ากลุ่มหลักที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ และกำลังถูกจัดเก็บภาษีหรือมีความเสี่ยงที่จะถูกเพิ่มภาษี ประกอบด้วย กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เซมิคอนดักเตอร์ เฟอร์นิเจอร์, เครื่องครัว และยารักษาโรค ทองแดง และชิ้นส่วนโลหะ โดยมูลค่าความเสียหายจากการจัดเก็บภาษีรายเฉพาะสินค้าในล็อตแรก คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะสูงขึ้น

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/457687&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_NVE3wxCNxyiGLagOqDtr

  • GDP สหรัฐฯ ชะลอตัวต่ำกว่าคาด ทรัมป์โทษการปิดรัฐบาล

    GDP สหรัฐฯ ชะลอตัวต่ำกว่าคาด ทรัมป์โทษการปิดรัฐบาล

    เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเติบโตช้าลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2025 ตามข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ ซึ่งเป็นการปิดท้ายปีแรกของการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ Donald Trump

    ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันรีบออกมาโทษการปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้อในปีที่ผ่านมาว่าเป็นสาเหตุของการชะลอตัวของการเติบโต โดยโยนความรับผิดชอบไปที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตผ่านโพสต์ในโซเชียลมีเดียก่อนที่ข้อมูลล่าสุดจะถูกเผยแพร่

    ตัวเลข GDP ต่ำกว่าคาดการณ์

    เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกขยายตัวในอัตรา 1.4% ต่อปีในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์รายงานว่าต่ำกว่าอัตรา 2.5% ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้สำหรับไตรมาสนี้อย่างมีนัยสำคัญ

    GDP เต็มปีเติบโต 2.2% ในปี 2025 ซึ่งต่ำกว่าตัวเลข 2.8% ในปีก่อนหน้า Trump เขียนในโพสต์ Truth Social ด้วยความโกรธว่า “การปิดรัฐบาลของพรรคเดโมแครตทำให้สหรัฐอเมริกาสูญเสีย GDP อย่างน้อย 2 จุด” ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนผลการประกาศอย่างเป็นทางการ

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโต

    กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าการเติบโตที่ช้าลงในไตรมาสที่สี่ “สะท้อนให้เห็นการลดลงของการใช้จ่ายของรัฐบาลและการส่งออก รวมถึงการชะลอตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภค” ซึ่งชดเชยได้บางส่วนด้วยการเพิ่มขึ้นของการลงทุน

    ตัวเลขไตรมาสที่สี่แสดงให้เห็นการชะลอตัวอย่างชัดเจนจากการเติบโต 4.4% ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน นักวิเคราะห์โดยทั่วไปคาดว่าผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการปิดรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งยืดเยื้อจากเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน จะเป็นเพียงชั่วคราว

    อัตราเงินเฟ้อยังคงท้าทาย

    รายงานแยกต่างหากของรัฐบาลในวันศุกร์แสดงให้เห็นว่าตัววัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนในเดือนธันวาคม สูงกว่า 2.8% ที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์และสูงกว่าตัวเลขเดือนพฤศจิกายนด้วย

    เศรษฐกิจสหรัฐได้เติบโตในจังหวะที่มั่นคงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยขับเคลื่อนด้วยการบริโภคขณะที่ครัวเรือนยังคงใช้จ่ายแม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่ดื้อรั้นและตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/us-gdp-growth-misses-expectations-trump-blames-shutdown&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zZeiO8c9nID4Voc_8u4mO

  • ด่วน! ศาลฎีกาสหรัฐฯ ชี้มาตรการภาษี “ทรัมป์” ผิดกฎหมาย กระทบการค้าโลก

    ด่วน! ศาลฎีกาสหรัฐฯ ชี้มาตรการภาษี “ทรัมป์” ผิดกฎหมาย กระทบการค้าโลก

    ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง หลังดำเนินมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกโดยอาศัยอำนาจพิเศษอย่างกว้างขวาง คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของทำเนียบขาวในประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกับนโยบายต่างประเทศและวาระเศรษฐกิจหลักของผู้นำสหรัฐฯ

    คำวินิจฉัยครั้งนี้นับเป็นความพ่ายแพ้ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองต่อศาลฎีกาซึ่งมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม โดยก่อนหน้านี้ในปีที่ผ่านมา ศาลเคยมีคำสั่งฉุกเฉินหลายครั้งที่เข้าข้างประธานาธิบดีในคดีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการอพยพ การปลดผู้นำหน่วยงานอิสระ และการปรับลดงบประมาณภาครัฐในวงกว้าง

    จอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกา เป็นผู้เขียนคำวินิจฉัยเสียงข้างมาก โดยศาลมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง เห็นว่ามาตรการภาษีนำเข้าดังกล่าวเกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ศาลระบุว่า ประธานาธิบดีได้อ้างอำนาจพิเศษเพื่อกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าในระดับ จำนวน ระยะเวลา และขอบเขตที่ไม่จำกัด ซึ่งไม่สอดคล้องกับกรอบกฎหมายของรัฐสภา

    ในคำวินิจฉัย ศาลชี้ว่า เมื่อพิจารณาจากบริบททางรัฐธรรมนูญ ประวัติศาสตร์ และขอบเขตของอำนาจฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐสภาอย่างชัดเจนก่อนใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าว พร้อมย้ำว่าอำนาจฉุกเฉินที่ทรัมป์พยายามอ้างนั้น “ไม่เพียงพอ” ตามหลักกฎหมายของรัฐบาลกลาง

    #ศาลฎีกาสหรัฐ #โดนัลด์ทรัมป์ #ภาษีนำเข้า #ข่าวต่างประเทศ #เศรษฐกิจโลก #นโยบายการค้า #การเมืองสหรัฐ #ข่าวการเมืองโลก #ข่าวด่วน #วิเคราะห์เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/130540&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H4v2OnmYZLmnt3mz-4RWe

  • เทียบชัดๆ! อดีตบิ๊ก ศรภ. เผย 3 ปัจจัยทำปี 49 โมฆะ ต่างจากปัจจุบันที่ เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว กำลังบูม

    เทียบชัดๆ! อดีตบิ๊ก ศรภ. เผย 3 ปัจจัยทำปี 49 โมฆะ ต่างจากปัจจุบันที่ เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว กำลังบูม

    วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.22 น.

    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ฝากไปให้ “พวกขี้อิจฉาทั้งหลาย” ทราบ

    การเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ 2 เมษา 49 ที่เป็นต้นเหตุทำให้ ใครต่อใครที่อกหักจาการเลือกตั้งครั้งปัจจุบันนี้ (โดยเฉพาะพรรคประชาชน) มักจะนำไปอ้างถึง เพื่อใช้คำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จากการเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษา 49 นั้น มาล้มการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้เป็นโมฆะ ทั้งๆที่รู้ว่า

    สถานการณ์ซึ่งเป็นตัวกำหนดคำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ครั้งแตกต่างกันมากมาย เหมือน มือกับเท้า ลองอ่านดูครับ

    1. การเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษา 49 นัั้น เกิดขึ้นเพราะนายทักษิณ นรม.ในตอนนั้นได้ยุบสภา เพื่อหาทางยุติการจัดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ที่กดดันต่อรัฐบาลอย่างรุนแรง จากเรื่องสารพัดโกง รัฐบาลทักษิณจึงกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ขึ้นอย่างรวดเร็วภายในแค่ 35 วันเท่านั้น

    2.พรรคการเมือง 3 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน จึงประท้วง ไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งด้วย เนื่องจาก รัฐบาลเอาเปรียบยุบสภาแล้วรีบกำหนดวันเลือกตั้งแบบกระชั้นชิดเกินไป

    3. หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิฉัย ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ด้วยเหตุผล 2 เรื่องประกอบกัน ได้แก่

    (1) กำหนดวันเลือกตั้งในพระราชกฤษฎีกายุบสภา ไม่เหมาะสมและไม่เที่ยงธรรม เนื่องจากกำหนดวัน เลือกตั้งห่างจากวันยุบสภาเพียง 35 วันเท่านั้น เป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ

    (2) กกต.ได้จัดคูหาในลักษณะที่บุคคลภายนอกสามารถสังเกตเห็นได้ว่าผู้เลือกตั้งใช้สิทธิเลือกตั้งหมายเลขใด ซึ่งไม่เคยมีการกระทำในลักษณะนี้มาก่อน

    (ต่อมารัฐบาลได้ กำหนดให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่อีกครั้ง ใน 15 ตุลา ปีเดียวกัน ท่ามกลางการชุมนุมกดดันรัฐบาล นาๆชนิด แต่เกิดเหตุรัฐประหาร 19 กันยา 49 ขึ้นมาเสียก่อน )

    ▪️ คำพิากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีนี้ จะเห็นได้ว่า

    อ้างอิงมาจากข้อเท็จจริงในขณะนั้น 3 อย่าง คือ (1) มีการยุบสภาฯ ที่มาจากการหนีม็อบที่มาชุมนุมขับไล่ นายกฯ ไม่ใช่ยุบเพราะสาเหตุทางการเมือง และยังกำหนดวันที่เลือกตั้งเร็วมาก (2) มีความพยายามโกงการเลือกตั้งจริงๆ เห็นเจตนาได้ชัดเจน ถึงตั้งคูหาเลือกตั้งแบบนั้น พิสูจน์ได้ง่าย และ (3) สถานการณ์ของบ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะสับสน ทั้งม็อบ และการต่อต้านการเลือกตั้งของประชาชน ตามตัวอย่าง ดังนี้

    เรื่องม็อบกดดันต่อ หลังจากยุบสภา 

    มีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุมกดดันตัวนายกฯขึ้นอีกหลายครั้ง จนกระทั้ง เคลื่อนขบวนไปชุมนุมปักหลักอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
    โดยทำม็อบ “ดาวกระจาย” ไปประท้วงตามจุดต่างๆ เช่น กกต. ศาลปกครอง และ ศาลรัฐธรรมนูญ สถานทูตสิงคโปร์ สยามสแควร์ เรียกร้องให้นายทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรักษาการลาออก…….

    เรื่อง ความไม่สมบูรณ์ ของการเลือกตั้ง ( 2เมษา 49 )

    ….เมื่อหลายพรรค ไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย จึงเป็นพรรคเดียวที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. โดยมีพรรคการเมืองเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่ง ลงสมัครเป็นตัวประกอบ แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า หลายเขต มีคะแนน “โนโหวต ” สูงกว่าคะแนนที่ออกเสียงเลือกผู้สมัคร และ บางเขตมีคะแนนที่เลือก ส.ส. ไม่ถึงร้อยละ 20 จนทำให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่….. ม็อบไล่นายก จึงคึกคักนัก

    มาเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภา 69 แล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นคนละเรื่องเลย สถานการณ์ในประเทศในตอนปัจจุบันนี้ ดีเยี่ยม ประชาชนรักสามัคคีกัน แม้จะมีสงครามสู้รบตามแนวชายแดนไทยถึง 7 จังหวัด เห็นได้จากการจัดงานปีใหม่ 2569 มีชาวต่างชาติ/นักท่องเที่ยว เข้ามาเที่ยวถึงประมาณ 1 ล้าน 5 แสนคน มีจัดเคาดาวน์ในกรุงเทพ ถึง 10 แห่ง / GDP ประเทศไทย ปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งกว่าคาดที่ 2.4% มีมูลค่ารวม 18.97 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 5.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงหนุนหลักมาจากภาคการท่องเที่ยว การบริโภคเอกชน และการลงทุนภาครัฐที่เร่งตัว ซึ่งคาดการณ์แนวโน้มปี 2569 จะเติบโตเพิ่มขึ้น / ประเทศไทยเริ่มเป็นประเทศที่มีสิทธิมีเสียง พูดแล้วประเทศอื่นๆต้องหยุดฟังบ้างแล้ว / การปราบทุนเทา ดำเนินงานอย่างเข็มแข็ง ไม่ต้องให้ชาติอื่นยกกำลังมามาปราบ ถึงในประเทศ แบบกัมพูชา / การทวงคืนแผ่นดินไทยสมบูรณ์แล้วมาก กว่า 90% ฯลฯ

    การพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง นั้น จะผิดหรือถูก เป็นเรื่องของ กกต. แต่ถ้าจะกดดันให้ศาล รัฐธรรมนูญวินิฉัยว่า “ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ” นั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องหาทางชี้แจงให้ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับเสียก่อน ว่า “บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดนั้น บิดเบือนเจตจำนงค์ของประชาชน ที่มาเลือกตั้งจริงหรือไม่” เช่น มีหลักฐานว่า พรรคภูมิใจไทย ร่วมมือ กับ กกต. ใช้ประโยชน์จากบัตรเลือกตั้ง จริงๆ

    ลองไปคิดกันดู เถอะครับ ว่าพรรคตัวเองมีข่าวแย่ๆออกมาเกือบทุกวัน จะให้ประชาชนเค้าสนับสนุนแบบเดิมอีกหรืออย่างไร แต่ถึงจะมีการเลือกตั้งใหม่ ผมก็กลัวว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้ ถล่มทลายมากขึ้นแบบ การเลือกตั้งของญี่ปุ่น แล้วที่นี้จะไปโทษใครอีก เวรกรรมแท้ๆ
    หรือแค่อยากให้ “ประเทศไทยกลับไปอยู่ในห้อง ICU อีกครั้งหนึ่ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/948463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19MKm3ZON7q-LdmHOQqa7Z

  • ฉะเชิงเทรา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยวัฒนธรรมอาหาร” เปิดแคมเปญ “มีนา มาแปดริ้ว!” | เดลินิวส์

    ฉะเชิงเทรา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยวัฒนธรรมอาหาร” เปิดแคมเปญ “มีนา มาแปดริ้ว!” | เดลินิวส์

    ที่ร้าน ตั้ง เซ่ง จั้ว สาขา ตำบลแสนภูดาษ จังหวัดฉะเชิงเทรา มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานฉะเชิงเทรา, Thailand Gastronomy Network (TGN), เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารฉะเชิงเทรา ตลอดจนผู้ประกอบการท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ ประกาศทิศทางการพัฒนาเมืองภายใต้นโยบาย “วัฒนธรรมอาหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น” (Gastronomy-Led Local Economic Development) ด้วยการเปิดตัวแคมเปญตลอดเดือนมีนาคม 2569 ภายใต้ชื่อ “มีนา มาแปดริ้ว! FOLLOW THE FLAVOURS TO CHACHOENGSAO: A MONTH OF GASTRONOMIC ESCAPES” เพื่อผลักดันเศรษฐกิจฐานรากผ่านพลังวัฒนธรรมอาหาร และยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่นสู่ตลาดจริง การพัฒนาในครั้งนี้ตั้งอยู่บนฐานของเครือข่ายวัฒนธรรมอาหารฉะเชิงเทรา ซึ่งริเริ่มโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ซึ่งเครือข่ายได้รวบรวมและพัฒนาผู้ประกอบการกว่า 50 ราย ครอบคลุมทั้งเกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านอาหาร คาเฟ่ ผู้ผลิตขนมพื้นถิ่น และงานคราฟต์ท้องถิ่น มุ่งเน้นให้แต่ละธุรกิจสร้าง “Signature Invention” หรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง

    รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร กล่าวว่า วัฒนธรรมอาหารคือทุนทางปัญญาของจังหวัด เมื่อพัฒนาผู้ประกอบการให้มีอัตลักษณ์ชัดเจน และเชื่อมโยงกันเป็นระบบ เมืองจะมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจากฐานรากอย่างแท้จริงภายหลังจากการวางรากฐานเครือข่ายผู้ประกอบการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาสนับสนุนด้านการสื่อสารการตลาดในระดับจังหวัด เพื่อขยายการรับรู้สู่กลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในวงกว้าง

    ด้านนางสาวสิริพรรณ เห็นสุข ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานฉะเชิงเทรา กล่าวว่า การพัฒนาเมืองไม่อาจหยุดเพียงการสร้างสินค้า แต่ต้องสร้างเวทีให้ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการได้มีตลาดรองรับ แคมเปญ “มีนา มาแปดริ้ว!” จึงเป็นแพลตฟอร์มตลอดเดือนที่ช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจทั้งระบบ ทั้งนี้ แคมเปญได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Gastronomad – Let Flavours Lead the Way” 

    ขณะผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่ายวัฒนธรรมอาหารแห่งประเทศไทย (TGN) กล่าวว่า ซึ่งมุ่งเน้นการเชื่อมโยงวัตถุดิบ ฟาร์ม แม่น้ำ งานคราฟต์ ร้านอาหาร และการออกแบบ ให้เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจเมืองที่มีเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ชัดเจนด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งใกล้กรุงเทพมหานคร จังหวัดฉะเชิงเทราจึงวางตำแหน่งเป็นเมืองปลายทางสำหรับครอบครัว จุดหมายของคนรุ่นใหม่สายสร้างสรรค์ และเมืองท่องเที่ยวใกล้ศูนย์กลางที่สามารถเดินทางมาได้บ่อย

    สำหรับกิจกรรมตลอดเดือนมีนาคม 2569 แบ่งออกเป็น 5 ช่วง ได้แก่  สัปดาห์ที่ 1 “มีนา มามะ” – มะม่วง มะพร้าว และความสุขของครอบครัว  สัปดาห์ที่ 2 “แปดริ้ว พลิ้วหวาน” – เมืองสามน้ำกับขนมหวานในมิติใหม่  สัปดาห์ที่ 3 “แม่น้ำ ศรัทธา รสชาติ” – เส้นทางบางปะกง Farm-to-River, Bangpakong on a Plate• สัปดาห์ที่ 4 “Art of Flavour” – รสชาติเพื่อการออกแบบ และ Food Gift Hunter Week  สัปดาห์พิเศษ “Happy Meals, Happy Families”แต่ละสัปดาห์สะท้อนมิติของเศรษฐกิจเมืองที่หลากหลาย ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม วัตถุดิบพื้นถิ่น ขนมหวาน วัฒนธรรมแม่น้ำ ไปจนถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้แนวคิด #ตามหารส เป็นกลไกสร้างการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5623015/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AfUPdYazs7UMaiIKsSUi7

  • สาวแทบช็อก! กลายเป็น “คนรวยที่สุดในโลก” ชั่วข้ามคืน หลังเห็นยอดบัตรของขวัญ

    สาวแทบช็อก! กลายเป็น “คนรวยที่สุดในโลก” ชั่วข้ามคืน หลังเห็นยอดบัตรของขวัญ

    สาวอังกฤษกลายเป็น “คนรวยที่สุดในโลก” ชั่วข้ามคืนด้วยบัตรของขวัญมูลค่ามหาศาล รวยกว่าอีลอน มัสก์ แสนเท่า

    เรื่องราวสุดอึ้งนี้เกิดขึ้นเมื่อหญิงสาวคนหนึ่งกลายเป็น คนรวยที่สุดในโลก ชั่วข้ามคืน แซงหน้ามหาเศรษฐีอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) และ บิล เกตส์ (Bill Gates) ไปอย่างขาดลอย สาเหตุมาจาก บัตรของขวัญ ของร้านกาแฟที่มีการประมวลผลตัวเลขผิดพลาด จนกลายเป็นจำนวนเงินมหาศาลที่ใครเห็นก็ต้องตกตะลึง

    จุดเริ่มต้นของบัตรของขวัญ มูลค่า 63 พันล้านล้านปอนด์

    โซฟี ดาวนิง เจ้าของธุรกิจวัย 29 ปี จากเมืองนอตทิงแฮม ประเทศอังกฤษ ได้รับ บัตรของขวัญ จากร้านกาแฟท้องถิ่นชื่อ 200 Degrees เป็นของขวัญคริสต์มาส โดยเธอคาดว่าน่าจะมีมูลค่าประมาณ 10 ปอนด์ แต่เมื่อเธอนำไปซื้อชาเขียวมัทฉะลาเต้ เธอกลับต้องช็อกเมื่อพบว่ามูลค่าที่แท้จริงบนใบเสร็จมีมากกว่า 63 พันล้านล้านปอนด์ หรือเขียนเป็นตัวเลขได้ถึง 63,000,000,000,000,000 ปอนด์

    BPM Media

    รวยกว่าอีลอน มัสก์ และเศรษฐกิจโลก

    เพื่อให้เห็นภาพความมั่งคั่งนี้ชัดเจนขึ้น ทรัพย์สินของ อีลอน มัสก์ ที่มีราว 6.24 แสนล้านปอนด์นั้น น้อยกว่ามูลค่าในบัตรของเธอถึง 100,000 เท่า นอกจากนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังมากกว่าขนาดเศรษฐกิจของหลายประเทศรวมกัน สิ่งเดียวที่นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามีมูลค่ามากกว่าความมั่งคั่งนี้คือ ดาวเคราะห์น้อยไซคี (Psyche) ในอวกาศ โดยสามารถเปรียบเทียบมูลค่าบัตรของเธอได้ดังนี้:

    • มากกว่าทรัพย์สินของ อีลอน มัสก์ 100,000 เท่า
    • มากกว่าเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร 22,500 เท่า
    • มากกว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา 2,700 เท่า
    • มากกว่าเศรษฐกิจโลกถึง 670 เท่า

    ข้อจำกัดเดียวของการเป็นคนรวยที่สุดในโลก

    แม้มูลค่าในบัตรจะมหาศาล แต่ข้อเสียเปรียบคือเธอไม่สามารถนำเงินนี้ไปซื้อบ้าน รถยนต์ หรือแก้ไขปัญหาความอดอยากของโลกได้ เพราะมันใช้ซื้อได้แค่กาแฟและครัวซองต์ในร้านเท่านั้น โซฟีเล่าว่าพนักงานคิดเงินเองก็งงกับตัวเลขที่ปรากฏขึ้นบนเครื่อง แต่พนักงานก็บอกให้เธอเก็บบัตรไว้ใช้ต่อไปได้ตามปกติ

    Google Maps

    บทสรุปของบัตรของขวัญสุดป่วน

    อย่างไรก็ตาม โซฟีซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจบริการกำจัดขนชื่อ Secret Sugar Club มีจิตสำนึกที่ดีเยี่ยม หลังจากลองใช้บัตรเป็นครั้งที่ 2 และพบว่าตัวเลขมหาศาลยังคงอยู่ เธอจึงตั้งใจว่าจะไม่ใช้มันอีก เธอคาดเดาว่าพนักงานอาจจะสแกนบาร์โค้ดผิดพลาดจนกลายเป็นยอดเงิน

    แม้ว่าทางร้านกาแฟจะยังไม่ได้ออกมายอมรับความผิดพลาดนี้ แต่การที่ คนรวยที่สุดในโลก จากเหตุบังเอิญคนนี้เลือกที่จะไม่เอาเปรียบร้านค้า ก็ถือเป็นเรื่องราวที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

    1. LADbible

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9874758/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VMDOUbzk8omIQlhZOstO_

  • เปิด 6 ประเด็นสำคัญหลังศาลสูงสุดเช็กบิลภาษีทรัมป์ สะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ-การค้า : อินโฟเควสท์

    เปิด 6 ประเด็นสำคัญหลังศาลสูงสุดเช็กบิลภาษีทรัมป์ สะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ-การค้า : อินโฟเควสท์

    คำวินิจฉัยครั้งประวัติศาสตร์ของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ที่มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้ยกเลิกมาตรการภาษีวงกว้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างแรงสะเทือนทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และหลักการตามรัฐธรรมนูญ พร้อมกระตุ้นปฏิกิริยาไม่พอใจอย่างรุนแรงจากตัวทรัมป์เอง

    1. ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของทรัมป์

    คำตัดสินครั้งนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ และนับเป็นหนึ่งในไม่กี่กรณีที่ศาลสูงสุดเข้ามาจำกัดความพยายามขยายอำนาจฝ่ายบริหารในสมัยที่สองของเขา

    ที่ผ่านมา ทรัมป์ย้ำว่าภาษีเป็นหัวใจของนโยบายหลัก ทั้งด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ โดยใช้มาตรการภาษีและการขู่ขึ้นภาษีเป็นเครื่องมือกดดันทั้งประเทศคู่แข่งและพันธมิตร การถูกยกเลิกมาตรการจึงกระทบแนวทางนโยบายโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

    หลังคำตัดสิน ทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อผู้พิพากษาที่ลงมติคัดค้านฝ่ายรัฐบาล พร้อมกล่าวหาว่ามีการอ่อนข้อให้ต่างชาติ อย่างไรก็ตาม เขาได้เดินหน้าเตรียมใช้กลไกทางกฎหมายอื่นเพื่อออกมาตรการภาษีรอบใหม่ แม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดมากขึ้น และไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล

    2. ศาลสูงสุดแสดงความเป็นอิสระ-ย้ำบทบาทตรวจสอบอำนาจบริหาร

    ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ศาลสูงสุดเคยมีคำตัดสินหลายครั้งที่เป็นคุณต่อรัฐบาลทรัมป์ ทั้งในประเด็นผู้อพยพ ความเป็นอิสระของหน่วยงานรัฐ และทหารข้ามเพศ

    แต่คดีภาษีครั้งนี้ถือเป็นคำวินิจฉัยเนื้อหาโดยตรงเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งฝ่ายบริหารในสมัยที่สอง และสะท้อนบทบาทของศาลในการถ่วงดุลอำนาจอย่างชัดเจน

    จอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกาเป็นผู้เขียนความเห็นเสียงข้างมากให้ยกเลิกภาษี โดยมีผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม 2 คนที่ทรัมป์แต่งตั้งในสมัยแรก ได้แก่ เอมี โคนีย์ บาร์เร็ตต์ และนีล กอร์ซัช ร่วมลงมติด้วย

    3. ราคาสินค้าอาจไม่ลดลงทันที

    ก่อนหน้านี้ ภาษีดังกล่าวได้ผลักดันให้ราคาสินค้านำเข้าหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้น เช่น เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มองว่า คำตัดสินของศาลอาจไม่ทำให้ราคาสินค้าปรับลดลงในทันที หรืออาจไม่ลดเลย เนื่องจากทรัมป์กำลังพิจารณาใช้ฐานกฎหมายอื่นออกภาษีใหม่ อีกทั้งบริษัทที่ปรับขึ้นราคาไปแล้วอาจไม่เร่งลดราคา โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราภาษียังมีความไม่แน่นอน

    4. คู่ค้าหลักทั่วโลกจับตาใกล้ชิด

    ประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ แสดงท่าทีระมัดระวัง สะท้อนความเข้าใจว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่านโยบายภาษีของทรัมป์จะสิ้นสุดลง

    แคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งปัจจุบันเสียภาษีนำเข้าในอัตราต่ำที่สุดภายใต้ข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือ แทบไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำตัดสินครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์เดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% ผ่านช่องทางกฎหมายใหม่ ก็อาจทำให้ทั้งสองประเทศเผชิญภาระมากขึ้น

    ด้านสหภาพยุโรปไม่ได้แสดงท่าทียินดีต่อคำตัดสินดังกล่าว และระบุว่าจะจับตาความเคลื่อนไหวของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อรอดูความชัดเจนของมาตรการที่จะออกมาในขั้นต่อไป

    5. ความไม่แน่นอนของฐานะการคลังรัฐบาลกลาง

    แม้มาตรการภาษีของทรัมป์จะไม่สามารถฟื้นฟูภาคการผลิตหรือแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าได้อย่างชัดเจน แต่ก็สร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้รัฐบาลกลางที่มีภาระหนี้สูง

    ก่อนคำตัดสินของศาลฎีกานั้น สำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภา (CBO) ประเมินว่า ภาษีของทรัมป์จะสร้างรายได้ราว 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 9 ปีข้างหน้า

    นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ภาษีที่ถูกยกเลิกคิดเป็นรายได้ประมาณครึ่งหนึ่งของตัวเลขดังกล่าว โดย Yale Budget Lab ประเมินผลกระทบไว้ราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่าจะออกมาตรการภาษีใหม่ รวมถึงภาษีแบบครอบคลุม 10% เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป และระบุว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น

    6. ขั้นตอนคืนเงินภาษียังไม่ชัดเจน

    คำวินิจฉัยเปิดทางให้รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ผู้นำเข้า แต่ไม่ได้กำหนดแนวทางดำเนินการอย่างละเอียด

    ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าคาดว่า อาจเกิดกระบวนการฟ้องร้องและการดำเนินการทางปกครองที่ยืดเยื้อหลายเดือนหรือหลายปี โดยศาลชั้นต้นและศาลการค้าระหว่างประเทศจะเป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการ ส่วนหน่วยงานศุลกากรและกระทรวงการคลังจะรับหน้าที่ดำเนินการคืนเงิน

    ผู้นำเข้าที่ชำระภาษีโดยตรงมีสิทธิ์ยื่นขอคืนเงิน ขณะที่ธุรกิจอื่นที่รับภาระต้นทุนอาจต้องใช้ช่องทางฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องชดเชย และยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้บริโภคที่จ่ายค่าสินค้าราคาสูงขึ้นจะได้รับการเยียวยาหรือไม่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/570887&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Df3Z9-xRnbbk4b6Yqc7Rp

  • ปี 2026 จุดเสี่ยงเศรษฐกิจดิจิทัลไทย หลังพบ รหัสผ่านรั่ว พุ่งกว่า 6,000%

    ปี 2026 จุดเสี่ยงเศรษฐกิจดิจิทัลไทย หลังพบ รหัสผ่านรั่ว พุ่งกว่า 6,000%

    ความเสี่ยงไซเบอร์กำลังยกระดับจากประเด็นด้านไอที สู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่กระทบความเชื่อมั่นและความสามารถแข่งขันของประเทศ หลังข้อมูลการรั่วไหลของ Username และ Password ในไทยเพิ่มขึ้นถึง 6,250% จาก 80,000 รายการ เป็นกว่า 5 ล้านรายการ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 164% และอาจสร้างความเสียหายสะสมแตะ 50,000 ล้านบาท

    นายอัตพล พยัคฆ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี บริษัท ไซเบอร์จีนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ปี 2026 จะเป็นช่วง “Perfect Storm” ของความมั่นคงไซเบอร์

    thaipr
    นายอัตพล พยัคฆ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี บริษัท ไซเบอร์จีนิคส์ จำกัด

    เมื่อ AI, Cloud และ Quantum Computing ถูกนำมาใช้ทั้งฝั่งธุรกิจและฝั่งผู้โจมตี ทำให้รูปแบบการแฮกเป็นอัตโนมัติและรวดเร็วระดับมิลลิวินาที ต้นทุนความเสียหายไม่ได้จำกัดแค่ค่าไถ่หรือค่ากู้ระบบ แต่รวมถึงการหยุดชะงักทางธุรกิจ ความเชื่อมั่นของลูกค้า และความเสี่ยงด้านกฎหมาย หากองค์กรยังพึ่งพารหัสผ่านเป็นกลไกหลัก ความเสียหายจะเพิ่มแบบทวีคูณ

    CyberGenics ประเมินว่า โครงสร้างความปลอดภัยแบบเดิมที่เน้นป้องกันรอบนอกองค์กรไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมธุรกิจยุคดิจิทัลที่พนักงาน คู่ค้า และระบบคลาวด์เชื่อมต่อกันตลอดเวลา แนวทางที่ควรเร่งดำเนินการ คือการปรับสู่โมเดล “Zero Trust” ซึ่งยึดหลักตรวจสอบทุกการเข้าถึง ไม่เชื่อถือโดยอัตโนมัติ แม้จะล็อกอินถูกต้อง

    กลยุทธ์หลักประกอบด้วย

    1. Identity-first Security ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน ไม่พึ่งพารหัสผ่านเพียงอย่างเดียว

    2. Least Privilege จำกัดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลตามหน้าที่ ลดวงความเสียหายหากบัญชีถูกเจาะ

    3. Autonomous Response ตอบสนองภัยคุกคามอัตโนมัติในระดับเครื่องจักร ลดการพึ่งพาการตัดสินใจแบบแมนนวล

    นอกจากปัญหารหัสผ่านรั่วไหล CyberGenics ยังเตือน 3 ความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบภาคธุรกิจโดยตรง ได้แก่

    1. ความเสี่ยงจากคู่ค้า (Third-party Risk) การรั่วไหลผ่านพาร์ตเนอร์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความจำเป็นในการบริหารความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลอย่างรอบด้าน

    2. Social Engineering ด้วย AI การใช้ Deepfake ปลอมเสียงหรือภาพผู้บริหารเพื่อหลอกโอนเงิน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและสร้างความเสียหายมูลค่าสูง

    3. Harvest Now, Decrypt Later การเก็บข้อมูลเข้ารหัสไว้เพื่อรอถอดรหัสเมื่อเทคโนโลยี Quantum พัฒนาเต็มที่ ส่งผลต่อองค์กรที่ถือครองข้อมูลระยะยาว เช่น การเงิน สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐาน

    ขณะที่ ข้อมูลจาก Allianz และ NCSA สะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าข้อมูล Username และ Password ของคนไทยที่รั่วไหลเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดกว่า 6,250% จากระดับเพียง 8 หมื่นรายการ เป็น 5 ล้านรายการ

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์เฉลี่ยกว่า 3,200 ครั้งต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 164% ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่าองค์กรไทยกำลังตกอยู่ในเรดาร์ของภัยคุกคามดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากประเมินความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจ ผลกระทบสะสมจากอาชญากรรมไซเบอร์อาจมีมูลค่าความเสียหายสะสมพุ่งสูงเทียบเท่ากับวิกฤตแผ่นดินไหวที่คาดการณ์ไว้ถึง 5 หมื่นล้านบาท นั่นหมายความว่า “ความเสี่ยงทางไซเบอร์” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้าน IT อีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นโดยรวม

    ดังนั้น การลงทุนในแนวคิด Identity-first Security และ Zero Trust ยกระดับมาตรฐานการเข้ารหัสสู่ Post-Quantum Cryptography ไม่ใช่ต้นทุนส่วนเกิน แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจในยุคที่ภัยคุกคามไซเบอร์ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

    “คำถามไม่ใช่ว่าจะถูกโจมตีหรือไม่ แต่คือองค์กรจะควบคุมความเสียหายได้เร็วแค่ไหน ความมั่นคงไซเบอร์จึงเป็นวาระระดับผู้บริหารและบอร์ด ไม่ใช่เพียงฝ่ายไอที” นายอัตพลกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/269120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KOfcMPS2iLRrHWHikWy0p

  • กางสูตรโควตา ครม.อนุทิน 10:1 ล็อก 5 เก้าอี้กลาง ดึงมืออาชีพคุมเศรษฐกิจ-ไร้ชื่อกล้าธรรม

    กางสูตรโควตา ครม.อนุทิน 10:1 ล็อก 5 เก้าอี้กลาง ดึงมืออาชีพคุมเศรษฐกิจ-ไร้ชื่อกล้าธรรม

    เปิดสูตรจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทยยึดเกณฑ์ 10 สส. ต่อ 1 รัฐมนตรี กัน 5 โควตากลางดึงมืออาชีพคุมกระทรวงยุทธศาสตร์ พร้อมปิดประตูพรรคกล้าธรรม หวังคุมเสถียรภาพและลดแรงต่อรอง

    สูตรเฉลี่ย 10 ต่อ 1 ล็อกอำนาจแกนนำ

    การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ชัดเจนด้วยหลักการ “10 สส. ต่อ 1 โควตารัฐมนตรี” เพื่อสร้างความเป็นธรรมและคุมสมดุลอำนาจ โดยพรรคภูมิใจไทยที่มี 193 เสียง จะได้โควตา 19 ตำแหน่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทย 74 เสียง ได้ 7 ตำแหน่ง ส่วนที่เหลืออีก 4 โควตา จะกระจายไปยังพรรคร่วมขนาดเล็ก อาทิ พรรคไทรวมพลัง พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาชาติ

    โควตากลาง 5 เก้าอี้ ดึงมืออาชีพคุมทีมเศรษฐกิจ-กฎหมาย

    จุดเด่นของการจัดทัพครั้งนี้คือการกั้น “โควตากลาง” 5 ตำแหน่ง ไว้สำหรับบุคคลภายนอกที่เป็นมืออาชีพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตำแหน่งยุทธศาสตร์ โดยมีรายชื่อที่ถูกวางตัวไว้เบื้องต้น ดังนี้:

    • บวรศักดิ์ อุวรรณโณ: รองนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายกฎหมาย)
    • สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ
    • เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง
    • ศุภจี สุธรรมพันธุ์: รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์
    • รมว.พลังงาน: อยู่ระหว่างการทาบทาม

    เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “ทีมเศรษฐกิจรวมศูนย์” เพื่อให้การทำงานของกระทรวงพาณิชย์ เกษตร และการคลัง เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันอย่างเอกภาพ

    ปิดประตู “กล้าธรรม” เกมยาวคุมเสถียรภาพ

    แม้พรรคกล้าธรรมจะมีถึง 58 ที่นั่ง แต่กลับไร้ชื่อร่วมวงรัฐบาล เนื่องจากความกังวลเรื่องอำนาจต่อรองที่สูงเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของ ครม. ในระยะยาว รวมถึงความขัดแย้งเชิงพื้นที่จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา นอกจากนี้ ข้อเสนอขอคุมกระทรวงหลักอย่าง เกษตรฯ และท่องเที่ยวฯ ยังทับซ้อนกับยุทธศาสตร์หลักของพรรคภูมิใจไทย

    การตัดสินใจครั้งนี้ของ อนุทิน ชาญวีรกูล จึงเป็นการจัดระเบียบอำนาจภายใน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างกลุ่ม “บ้านใหญ่” ในพรรค และป้องกันไม่ให้เสียงรัฐบาลบวมเกินความจำเป็นจนบริหารจัดการยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lwMhd8l0POw2LHJLieqKS