Category: เศรษฐกิจ

  • จีนประกาศความพร้อมเผชิญวิกฤตพลังงานโลก ชูยุทธศาสตร์สำรองน้ำมัน 1.3 พันล้านบาร์เรล

    จีนประกาศความพร้อมเผชิญวิกฤตพลังงานโลก ชูยุทธศาสตร์สำรองน้ำมัน 1.3 พันล้านบาร์เรล

    ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกหลังเกิดเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากการโจมตีอิหร่านทางอากาศร่วมกัน ส่งผลให้เกิดข้อกังวลหากมีการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็น “เส้นเลือดแดง” ของพลังงานโลก ซึ่งขนส่งน้ำมันมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 1 ใน 5 ของอุปทานของโลก 

    จีนเป็นผู้นําเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ส่งผลให้จีนมีคู่ค้านําเข้าน้ำมันดิบ 48 ราย โดยมีซัพพลายเออร์รายใหญ่ เช่น รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และอิรัก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% และการนําเข้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและอเมริกาใต้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ในภาวะความไม่สงบในครั้งนี้ รัฐบาลจีนได้แสดงความมั่นใจในความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เผยยุทธศาสตร์การสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่ดำเนินการมานานกว่าสองทศวรรษ สามารถสร้างสถิติสำรองน้ำมันดิบสูงถึง 1.3 พันล้านบาร์เรล พร้อมรองรับการบริโภคภายในประเทศได้นานถึง 3 เดือนโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า

    • คลังสำรองน้ำมัน 1.3 พันล้านบาร์เรล รับมือวิกฤต 180 วัน

      จีนประสบความสำเร็จในการกักตุนน้ำมันดิบเชิงยุทธศาสตร์รวมกว่า 1.3 พันล้านบาร์เรล ซึ่งปริมาณดังกล่าวสามารถรองรับการบริโภคทั่วประเทศได้นานถึง 3 เดือนเต็ม หรือหากคำนวณตามเกณฑ์การนำเข้าสุทธิจะครอบคลุมได้นานถึง 180 วัน ยุทธศาสตร์นี้ช่วยให้จีนสามารถเผชิญหน้ากับภาวะราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงเฉียบพลันได้ โดยมีเวลาเพียงพอสำหรับการปรับตัวทางเศรษฐกิจและแสวงหาแหล่งพลังงานทางเลือกโดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตในทันที

    • สร้างคลังสำรองน้ำมันระดับโลก ด้วยยุทธศาสตร์ ซื้อต่ำ ขายสูง” 

    ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จีนได้วางรากฐานการกักตุนน้ำมันอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะการเร่งจัดซื้อในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงเช่นในปี 2568 ทำให้ปัจจุบันจีนมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการนำเข้าสุทธิถึง 180 วัน และมีการกระจายฐานสำรองน้ำมันในหลายส่วนของประเทศ ได้แก่ เมืองท่าสำคัญทางตะวันออกและตอนใต้เพื่อรองรับน้ำมันดิบนำเข้า (มณฑลเจ้อเจียง มณฑลซานตง มณฑลเหลียวหนิง มหานครเทียนจิน และมณฑลกวางตุ้ง)  และฐานสำรองน้ำมันในพื้นที่จีนตอนในและตะวันตกเพื่อความมั่นคงทางการทหาร (เขตปกครองตนเองซินเจียง มณฑลกานซู และนครฉงชิ่ง) รวมทั้งขยายคลังเพิ่มเติมอีก 11 แห่งทางตอนกลางและตอนใต้ของจีน (มณฑลส่านซี มณฑลเหอหนาน และมณฑลยูนนาน) กลไกการบริหารจัดการน้ำมันสำรองนี้ไม่เพียงแต่ช่วยประกันความมั่นใจในยามสงครามหรือวิกฤตขนส่ง แต่ยังเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันภายในประเทศไม่ให้ผันผวนตามตลาดโลกจนเกินไป

    • โครงสร้างพลังงานสามมิติ : เพิ่มการผลิต ลดการพึ่งพา 

    แม้จีนจะยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 70% แต่รัฐบาลได้วางโครงสร้างความปลอดภัยสามมิติเพื่อกระจายความเสี่ยง

    การผลิตในประเทศ: ในปี 2568 จีนสามารถคงระดับการผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้สูงถึง 200 ล้านตัน และเดินหน้าขยายการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

    ความหลากหลายของพันธมิตร: จีนกระจายการนำเข้าน้ำมันจากประเทศคู่ค้ากว่า 48 แห่งทั่วโลก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป

    ผู้นำพลังงานทางเลือก นอกจากการสำรองน้ำมันดิบ จีนยังประสบความสำเร็จในการขยายโครงสร้างพลังงานให้มีความหลากหลายเพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก ซึ่งเป็นการดำเนินงานตั้งแต่ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 14 เป็นต้นมา  จีนได้สร้างระบบพลังงานหมุนเวียนและห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยสร้างสถิติโลกด้วยการมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและโซลาร์เซลล์รวมกว่า 1.8 พันล้านกิโลวัตต์ ซึ่งให้พลังงานมากกว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าของ 27 ประเทศในยุโรปรวมกัน เพื่อรองรับการลดสัดส่วนการใช้น้ำมันในระยะยาว 

    • ความแข็งแกร่งทางการเงินและการใช้เงินหยวนในตลาดพลังงาน

    เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จีนได้ผลักดันการชำระค่าน้ำมันด้วยเงินหยวนอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการชำระหนี้กับรัสเซียด้วยเงินหยวนเกือบร้อยละ 70 และขยายการใช้หยวนดิจิทัล (e-CNY) กับกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นใจว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะไม่หยุดชะงักแม้เผชิญภาวะความผันผวนทางการเงิน

    • ทิศทางอุตสาหกรรมถ่านหินและเป้าหมายเศรษฐกิจปี 2569

    แม้จะมุ่งสู่พลังงานสะอาดแต่ถ่านหินยังคงเป็นฐานรากสำคัญ โดยในปี 2568 จีนทำสถิติผลิตถ่านหินสูงถึง 4.83 พันล้านตัน  โดยมีมณฑลซานซี ส่านซี มองโกเลีย และซินเจียง เป็นพื้นที่ผลิตหลักคิดเป็นร้อยละ 81.7 ของผลผลิตทั้งหมดของประเทศ อย่างไรก็ตาม ตามแผนเดิมรัฐบาลมีแผนปรับลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินลงในปี 2569 เพื่อบรรลุเป้าหมาย “คาร์บอนคู่” (Dual Carbon) ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจ (GDP) ยังคงรักษาระดับการเติบโตไว้ที่ 5.0%

    ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

    • จากผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง จีนได้รับผลกระทบในแง่ของความตึงเครียดด้านอุปทานและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ด้วยยุทธศาสตร์การกักตุนน้ำมันและการกระจายแหล่งพลังงานที่ทำมาอย่างยาวนาน ทำให้จีนสามารถตอบสนองได้อย่างใจเย็น และมีความมั่นคงทางพลังงานสูงกว่าหลายประเทศ 

    • อย่างไรก็ดี พลังงานหมุนเวียนของจีนก็ยังคงมีความท้าทายจากการสร้างระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และระบบการส่งพลังงาน (Micro Grid) ที่อาจจะยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ และยังไม่สามารถทดแทนพลังงานฟอสซิลทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์

    • ทั้งนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังหากสถานการณ์การสู้รบที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรมของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง (1) อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งใช้น้ำมันและก๊าซเป็นวัตถุดิบโดยตรงในการผลิตพลาสติก ยางสังเคราะห์ และสารเคมี  (2) การขนส่งและโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ ที่จะเผชิญกับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่พุ่งสูง (3) อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก (4) ความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากผลกระทบจากราคาปุ๋ยและน้ำมันสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร และจีนยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากหลายประเทศ รวมทั้งผลกระทบของเงินเฟ้อในประเทศและทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าเงินเฟ้อของจีนอาจจะไม่สูงเท่าประเทศในยุโรปหรือสหรัฐฯ แต่อาจส่งผลกระทบต่องบประมาณภาครัฐ ที่ต้องนำมาอุดหนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและดูแลค่าครองชีพของประชาชน

    ที่มา

    https://baijiahao.baidu.com/s?id=1858514413079421887&wfr=spider&for=pc

    https://news.bjx.com.cn/html/20260228/1485587.shtml

    https://www.gov.cn/xinwen/2023-01/17/content_5737451.htm?f_link_type=f_linkinlinenote&flow_extra=eyJpbmxpbmVfZGlzcGxheV9wb3NpdGlvbiI6MCwiZG9jX3Bvc2l0aW9uIjowLCJkb2NfaWQiOiI5MjFhZTU2NWMzMWMzYWYzLWVlYzQ4MmVmZDAwYjkyOWEifQ%3D%3D

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vf9swv0p9p5bmiek4y4txa7p&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lawZrjhVcRA1wtmXzSu9n

  • จีนออกโรงเตือน “เศรษฐกิจโลก” รับเคราะห์ หนุนสันติภาพในตะวันออกกลาง

    จีนออกโรงเตือน “เศรษฐกิจโลก” รับเคราะห์ หนุนสันติภาพในตะวันออกกลาง

    เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงถึงกรณีสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่าน โดยระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ และน่านน้ำโดยรอบเป็นเส้นทางการค้าสินค้าและพลังงานระหว่างประเทศที่สำคัญอย่างยิ่ง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยุติปฏิบัติการทางทหารทันที เพื่อป้องกันสถานการณ์ตึงเครียดลุกลามบานปลาย

    ก่อนหน้านี้ สื่ออิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ให้เรือสินค้าสัญจรผ่าน พร้อมประกาศว่าเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซดังกล่าวไม่ปลอดภัย หลังเผชิญการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล

    เหมาหนิงย้ำว่า จีนมีความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และคัดค้านการใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะเป็นการละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอื่น ๆ

    ทั้งนี้ จีนพร้อมทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันความพยายามเชิงรุกในการส่งเสริมสันติภาพ ป้องกันการเกิดสงคราม และแก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจา โดยเป้าหมายเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือหยุดปฏิบัติการทางทหารทันที และป้องกันไม่ให้ความรุนแรงขยายวงกว้าง เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลางและทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/484/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V9f5COkJWxsh3q2q6jGHb

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 02/03/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 02/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132221&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_dgsKvbIJJN26PNAE-7BV

  • “มีแต่คำว่า โอกาส เต็มไปหมด ในการพัฒนาเศรษฐกิจ” จรีพร จารุกรสกุล

    “มีแต่คำว่า โอกาส เต็มไปหมด ในการพัฒนาเศรษฐกิจ” จรีพร จารุกรสกุล

    ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ล่วงเลยมาจนถึงช่วงต้นปี 2569 เชื่อว่าเราต่างได้ยินการคาดการณ์ เศรษฐกิจไทย ปี 69 ซึ่งเป็นไปในทางที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เพราะต้องยอมรับว่ามีปัจจัยความท้าทายเกิดขึ้นทั้งในระดับโลก ภูมิภาค และประเทศไทยเอง มากมาย โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ช็อกโลกหลังสหรัฐอเมริการ่วมมืออิสราเอลบุกโจมตีอิหร่าน และนี่ยังไม่รวมปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกและสงครามการค้าโลกที่สั่นคลอนการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในทุกมิติ ตลอดจนประเด็นในเรื่องกฏเกณฑ์การค้า ที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญในการปรับตัวตามมาตรการ ESG และสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการผลิตและส่งออกสินค้าไปทั่วโลก


    ทว่า ท่ามกลางปัจจัยท้าทายที่หน่วงหนักตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ผู้บริหารหญิงแกร่ง จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กลับเน้นย้ำว่า “การพัฒนาเศรษฐกิจไทย ปี 69 มีแต่คำว่า “โอกาส” เต็มไปหมด”
    จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
    “ปี 2569 เป็นปีแห่งความท้าทายรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน และการเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ พลวัตการค้าโลกที่ผันผวน เทคโนโลยี AI และดาต้าที่เปลี่ยนอุตสาหกรรม รวมถึงแนวโน้มด้าน ESG ที่เป็นมาตรฐานบังคับและมาตรการการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม WHA มองว่านี่คือโอกาสของประเทศไทยในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร เพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) โดยเฉพาะกลุ่ม EV เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และพลังงานหมุนเวียน”
    “และผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งยืนยันว่าท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยมีโอกาสจริงๆ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา WHA Group มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไร 18,232 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,135 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 18,108 ล้านบาท ขณะที่กำไรปกติ 5,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16%  (Y-Y) ทุบสถิติรอบใหม่ สร้าง New Record High ต่อเนื่อง ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 สะท้อนศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจของ WHA

    “นอกจากนั้น ในภาพรวมของประเทศ ถ้าดูจาก GDP ปีที่แล้วเราเติบโต 2.4% ปีนี้ก็คาดว่าจะเติบโต 1.5- 2.5% แต่โดยส่วนตัวมีความเชื่อว่า ถ้าเราสามารถตั้งรัฐบาลได้เร็ว และมีคนเก่งเข้ามาบริหารประเทศ อัตราการเติบโตในปี 2569 อาจจะได้เห็นการเติบโตของเศรษฐกิจเกิน 2% ก็ได้ ส่วนถ้าเจาะดูการเติบโตใน Import – Export ของไทย มีการเติบโตถึง 13% โดยยืนยันได้จาก BOI ที่ในปี 2568 มีตัวเลขมูลค่าการลงทุนมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีจำนวนโครงการกว่า 3,300 โครงการ ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ที่ยกไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค”
    อย่างไรก็ดี ในมุมมองของ คุณจรีพร มองว่า “เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ต้องมีการพัฒนาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure ให้พร้อม โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอุตสาหกรรมสีเขียว และประเด็นต่อมาต้องมีการ Transform Human Capital หรือการพัฒนาคน เพราะความรู้ในอดีตไม่ใช่ความรู้ในอนาคต ต่อไป คือ การปรับเปลี่ยนกฎหมาย กฎเกณฑ์ ขั้นตอนต่างๆของภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้มีการลงทุนหรือดำเนินการได้เร็วขึ้น ถ้าอย่างน้อย สามารถปรับในด้านต่างๆที่กล่าวมาได้ รับรองว่าประเทศไทยจะก้าวหน้าไปได้ไกลกว่านี้ในเวทีการค้าโลกแน่นอน”
    นอกจากนั้น คุณจรีพร และคณะผู้บริหาร ยังได้ฉายภาพแผนการดำเนินงานในปี 2569 ในทุกธุรกิจของ WHA Group โดยมุ่งเน้นดำเนินงานภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ในระยะยาว สอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลกและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ประกอบด้วย
    • Extend Leadership: ต่อยอดความเป็นผู้นำในประเทศและขับเคลื่อนการเติบโตในภูมิภาค
    • Embrace Technology: ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อต่อยอดธุรกิจ และสร้างธุรกิจ S-Curve ใหม่ ๆ
    • Highlight Green Commitment: มุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593
    • Power Up Organization: พลิกโฉมด้วย Digital Transformation สู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูง
    โดยภายในงานแถลงข่าว สรุปผลการดำเนินงานปี 2568 ของ WHA Group ยังมีการให้ข้อมูลเชิงลึกในแต่ละธุรกิจของ WHA Group ว่ามีอัตราการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น
    • ธุรกิจโลจิสติกส์ ปี 2568 WHA มีพื้นที่คลังสินค้าและโรงงานรวม 3,241,949 ตร.ม. พร้อมลงนามสัญญาเช่าเพิ่มอีก 204,437 ตร.ม. โดยโครงการใหม่ ได้แก่ WHA Mega Logistics Center บางนา-ตราด กม.23 และ เทพารักษ์ กม.21 ได้รับการตอบรับดี มีผู้เช่าแล้วเกือบเต็มทั้งโครงการ ขณะที่ศูนย์โลจิสติกส์แห่งแรกในเวียดนาม ณ นิคมฯ มินห์กวาง จังหวัดฮึงเอียน มีอัตราเช่าแล้วกว่า 60%
    • ธุรกิจโมบิลิตี้ ภายใต้แบรนด์ โมบิลิกส์ (Mobilix) ในปี 2568 ประสบความสำเร็จในการให้บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าสะสมรวม 387 คัน สำหรับกลยุทธ์ปี 2569 เน้นสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมการให้บริการแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ การให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้า บริการเครือข่ายสถานีชาร์จ และ Mobilix Software Solution ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลกรีนโลจิสติกส์อัจฉริยะสำหรับจัดการยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ โดยปี 2569 บริษัทตั้งเป้าให้บริการเช่ารถ EV สะสม 637 คัน
    • ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม บริษัทบริหารนิคมอุตสาหกรรม 17 แห่งในประเทศไทยและเวียดนาม บนพื้นที่รวม 88,900 ไร่ ในปี 2568 มียอดขายที่ดิน 1,340 ไร่ ยอดโอน 2,074 ไร่ และ Backlog รอโอน 770 ไร่ พร้อมยอด LOI/MOU รอเซ็นสัญญา 1,632 ไร่ และล่าสุด ในไตรมาส 1/2569 สัญญา LOI/MOU ได้แปลงเป็นสัญญาซื้อขายเรียบร้อยแล้วกับลูกค้ารายหนึ่ง พื้นที่กว่า 900 ไร่ และในปี 2569 เดินหน้าพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ โดยเฉพาะ WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 5 (WHA ESIE5) พื้นที่ 6,490 ไร่ ซึ่งคาดว่าเริ่มโอนได้ในไตรมาส 1/2569

    • ธุรกิจสาธารณูปโภค (น้ำ) ปี 2568 WHAUP มียอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวม 160 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นประเทศไทย 122 ล้านลูกบาศก์เมตร และเวียดนาม 38 ล้านลูกบาศก์เมตร ปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 170 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม Smart Water เพื่อยกระดับการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการขยายระบบสาธารณูปโภคและพัฒนาแหล่งน้ำสำรอง เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของกลุ่มลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์ที่สูงกว่าปกติถึง 12-16 เท่า อีกทั้งยังผลักดันโซลูชัน Water Reclamation การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการฟื้นฟูและการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ เสริมความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำในระยะยาว
    • ธุรกิจไฟฟ้า ปี 2568 มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 1,026 เมกะวัตต์ ซึ่งดำเนินการแล้ว 715 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 311 เมกะวัตต์ และปี 2569 เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนในไทยและเวียดนาม รองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของภาคอุตสาหกรรมและแรงกดดันด้าน Decarbonization โดยตั้งเป้าหมายสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ลงนามสะสม 1,124 เมกะวัตต์ พร้อมพัฒนาโครงการ Solar Private PPA, Feed-in-Tariff และ Direct PPA ควบคู่ การพัฒนาโซลูชันพลังงานหมุนเวียน
    • ธุรกิจดิจิทัล ในปี 2568 ประสบความสำเร็จในการยกระดับไปสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Technology-driven Organization) ผ่านโครงการ Digital Transformation และ AI Transformation พร้อมเดินหน้าส่งเสริมศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านดิจิทัล และต่อยอดการขับเคลื่อนองค์กรก้าวสู่ Intelligent Enterprise Ecosystem ภายใต้ โรดแมพ “Flight of the Future” ในปี 2571 สำหรับปี 2569 WHA Digital ยังมุ่งเน้นการพัฒนา Mobilix Software Solution ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับจัดการยานพาหนะไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ เพื่อสนับสนุนธุรกิจโมบิลิตี้ และการพัฒนา WHASApp แอปพลิเคชันการสื่อสารระหว่างลูกค้าและทีมงาน WHA ที่พร้อมด้วยฟีเจอร์ครบครัน ตั้งแต่แพลตฟอร์ม CO2ZERO ช่วยบริหารจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ตลอดจนการจัดการขยะรีไซเคิลผ่านโครงการ WeCYCLE

    อัปเดตมุมมองการทำธุรกิจยุคใหม่จากผู้บริหารแถวหน้า

    ดร.วิรไท สันติประภพ เสนอโมเดลพัฒนาประเทศ ดันเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามโลกเก่า เท่าทันการเปลี่ยนแปลงโลก

    จากสายพานอุตสาหกรรมสู่สนามนโยบายชาติ ผศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ นั่งแท่นผู้อำนวยการ บพข. คนใหม่ ปักธงยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยบนเวทีโลก

    เจียง เหว่ย อัครราชทูตจีนฯ ประจำประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนร่วมกัน สานต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย ครบรอบ 50 ปี

    Post Views: 137

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/02/opportunity-in-every-field-jareeporn-jarukornsakul-wha-group/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n41TeSf6-pnPZ7l2cbPQ_

  • นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เน้นย้ำไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน ตลาดเงินเสถียร พร้อมดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เน้นย้ำไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน ตลาดเงินเสถียร พร้อมดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เน้นย้ำไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน ตลาดเงินเสถียร พร้อมดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว


    วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พลเอกอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุม รวมทั้งมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ด้วย

    ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้ได้ประชุมตั้งแต่ช่วงเช้า โดยหารือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมมีมติและมาตรการรองรับในด้านต่าง ๆ ออกมาแล้ว รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารข้อมูลต่อสื่อมวลชนและนานาประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับท่าทีและการดำเนินการของรัฐบาลไทย

    ในช่วงบ่าย ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับกระทรวง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อรับทราบสถานการณ์ ปัญหา และแนวทางการรับมือ ตลอดจนการแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยผลการประชุมพบว่า แม้ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดความรุนแรงของผลกระทบ พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสให้กับประเทศไทยในทุกมิติ

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ได้เชิญผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมรับฟังสถานการณ์และเสนอแนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน ทั้งนี้ ก่อนการประชุม รัฐบาลได้หารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง และกลุ่มผู้ผลิตได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิต จึงคาดว่าผลกระทบต่อราคาจะไม่รุนแรงมากนัก

    สำหรับประเทศไทย ด้านความมั่นคงทางพลังงานยังอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน และกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด

    ในส่วนของการดูแลคนไทยในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตในแต่ละประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของแรงงานและคนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ หากยังไม่มีความประสงค์เดินทางกลับ จะดูแลให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในทุกวิถีทาง โดยได้ประสานกับหน่วยงานด้านคมนาคมและกองทัพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดเที่ยวบินหรือภารกิจรับคนไทยกลับประเทศในกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน ซึ่งได้จัดเตรียมแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ผลกระทบในทุกมิติ 2) มาตรการรองรับระยะสั้น และ 3) การวางกลยุทธ์ระยะยาว โดยมีผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก ได้แก่

    พลังงาน น้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของโลกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยภาพรวมเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5 อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมาก กระทรวงพลังงานได้เตรียมกลไกดูแล โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้ อีกทั้งประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอประมาณ 60 วัน จึงมั่นใจว่าสามารถดูแลไม่ให้กระทบต่อประชาชน และมีเวลาเพียงพอในการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม

    การค้าสินค้าและบริการ ผลกระทบทางตรงยังไม่มาก เนื่องจากไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึงร้อยละ 4 และนำเข้าประมาณร้อยละ 8 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางอ้อมด้านการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ

    การท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อาจเป็นโอกาสในระยะยาว หากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบและมีการย้ายฐานมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย

    ตลาดเงินและตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวดีขึ้น แม้มีการอ่อนตัวเล็กน้อยแต่ยังคงมีเสถียรภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับความเสี่ยงได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูง สะท้อนถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งของระบบการเงินไทย

    แรงงาน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานวางกลยุทธ์และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้โจทย์สำคัญว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ไทยจะคว้าโอกาสในทุกมิติได้อย่างไร ทั้งด้านการลงทุนที่อาจย้ายเข้าสู่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร ตลอดจนการใช้จุดแข็งด้านบทบาทความเป็นกลางของไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ย้ำถึงท่าทีของไทยที่มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาทางการทูต เพื่อให้ความสงบสุขกลับคืนสู่ภูมิภาค โดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของคนไทย พร้อมวางแผนอพยพผู้ประสงค์เดินทางกลับให้ถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะคนไทยในอิหร่าน ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคนไทยในพื้นที่ที่มีความประสงค์เดินทางกลับ โดยการเดินทางอาจต้องใช้เส้นทางทางบกผ่านประเทศตุรกี และจะมีการจัดหาเที่ยวบินพาณิชย์เพื่ออำนวยความสะดวกต่อไป สำหรับในพื้นที่อื่น ๆ ได้มีการเตรียมแนวทางรองรับไว้แล้วด้วยเช่นกัน

    ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึงในมิติด้านการค้าว่า ผลกระทบทางตรงต่อไทยยังจำกัด เนื่องจากการส่งออกไปอิสราเอลคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.2 และการค้ากับอิหร่านประมาณร้อยละ 0.02 ของมูลค่าการค้ารวมของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบภาพรวมของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนการค้ากับไทยประมาณร้อยละ 4–5 รวมถึงผลกระทบทางอ้อมด้านโลจิสติกส์ในยุโรปที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน  โดยกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการหลัก 6 ประการ ได้แก่ 1) กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา 2) จัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรองร่วมกับภาคเอกชน 3) สนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ 4) จัดตั้งศูนย์ประสานงานและสายด่วน 1169 ตลอด 24 ชั่วโมง 5) ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก 6) วิเคราะห์ผลกระทบด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งศูนย์เร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์และดูแลแรงงานไทย โดยเฉพาะในอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยเกือบ 60,000 คน ขณะนี้มีผู้ประสงค์เดินทางกลับไม่ถึง 10–20 ราย ส่วนแรงงานไทยในอิหร่านมีประมาณ 40–50 ราย รัฐบาลได้มอบหมายให้ประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและดูแลความปลอดภัย หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมทันที

    สำหรับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 มีการยกเลิกเที่ยวบิน 135 เที่ยวบิน จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่บางส่วน โดยสายการบินจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร และการจัดเที่ยวบินทดแทน ทั้งนี้ แม้ช่วงดังกล่าวตรงกับเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิมทำให้นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางลดลง แต่กลับเป็นโอกาสให้เที่ยวบินตรงจากยุโรปมายังไทยมีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น โดยมีผู้โดยสารเต็มเกือบทุกเที่ยวบิน

    โอกาสนี้ ผู้แทนภาคเอกชน โดยประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคเอกชนกังวลเรื่องการนำเข้าน้ำมัน แต่ภายหลังหารือกับกระทรวงพลังงานแล้วมีความมั่นใจในแผนสำรอง ขณะที่อุตสาหกรรมการส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ยและน้ำมัน ยังได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย พร้อมมองว่าวิกฤติครั้งนี้อาจเป็นโอกาส โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหารและอาหารฮาลาล รวมถึงโอกาสดึงดูดการลงทุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางที่มั่นคงในภูมิภาค

    ในช่วงท้าย ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์ พร้อมสะท้อนความกังวลด้านการเดินเรือ แต่เห็นว่าการปรับเส้นทางเดินเรือและสถานะความเป็นพื้นที่ปลอดภัยของไทย อาจเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงาน จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุแรงงานต่างด้าวเดิม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481674&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o0PnwZhGdppItpLLZeLKe

  • CIMBT เตือนศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงลากเศรษฐกิจไทยเสี่ยงภาวะถดถอย

    CIMBT เตือนศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงลากเศรษฐกิจไทยเสี่ยงภาวะถดถอย

    CIMBT เตือนศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงลากเศรษฐกิจไทยเสี่ยงภาวะถดถอย

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ออกบทวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจไทย

    โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเผชิญ “สุญญากาศทางการคลัง” จากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งจำกัดความสามารถในการออกมาตรการรับมือวิกฤต

    CIMBT แบ่งสถานการณ์ออกเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

    • ฉากทัศน์แรก ความตึงเครียดจำกัดวง มีการตอบโต้ทางทหารเป็นระยะ แต่ไม่กระทบเส้นทางขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นในกรอบ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนคลี่คลายภายใน 1 เดือน ตลาดทุนผันผวนระยะสั้นแต่ยังไม่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจ
    • ฉากทัศน์ที่สอง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและ LNG ราว 20% ของโลก จะดันราคาน้ำมันพุ่งสู่ระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์ในเอเชียเพิ่มขึ้นทันที กระทบประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างไทยโดยตรง
    • ฉากทัศน์ที่สาม สงครามยืดเยื้อและลุกลาม หากความขัดแย้งขยายวงกว้างและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันอาจทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเข้าสู่โหมด “Risk-off” เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง

    ดร.อมรเทพระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงราคาน้ำมัน แต่คือข้อจำกัดเชิงนโยบายในประเทศ ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม การเบิกจ่ายงบลงทุนอาจล่าช้า รัฐบาลรักษาการไม่สามารถออกมาตรการเยียวยาขนาดใหญ่ได้ทันการณ์ ส่งผลให้ “เครื่องยนต์การคลัง” ทำงานได้จำกัด

    ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้สะสมสูง และหนี้สาธารณะใกล้กรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้มากเหมือนในอดีต ภาระต้นทุนจึงถูกส่งผ่านสู่ผู้บริโภคทันที

    หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) และเพิ่มโอกาสถูกทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะดันต้นทุนการกู้ยืมของประเทศ (Bond Yield) สูงขึ้น

    ในมุมตลาดการเงิน ราคาทองคำและน้ำมันมีแนวโน้มปรับขึ้น ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขาย ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าจากการนำเข้าน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้ดุลการค้าเผชิญแรงกดดัน

    ด้านเงินเฟ้อ มีความเสี่ยงเกิดภาวะ Cost-push Inflation จากต้นทุนพลังงาน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเผชิญโจทย์ยากในการปรับดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจภายในประเทศยังอ่อนแอ

    ภาคธุรกิจโดยเฉพาะขนส่ง โลจิสติกส์ โรงแรม และค้าปลีก จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวบางตลาดอาจชะลอการเดินทาง

    CIMBT แนะนำให้ภาคธุรกิจเตรียมบริหารสภาพคล่องรองรับต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่อาจเพิ่มขึ้น 20-30% ผู้นำเข้าควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging) หากเงินบาทอ่อนค่าหนัก และภาคครัวเรือนควรชะลอการก่อหนี้ใหม่เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/652773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jc3aeS9T-YjWKj_xlBURY

  • บ้านใหญ่ขยับ “ภูมิใจไทย” สะเทือน | เดลินิวส์

    บ้านใหญ่ขยับ “ภูมิใจไทย” สะเทือน | เดลินิวส์

    อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ “นายอนุชา สะสมทรัพย์” สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายหลังการเข้ารายงานตัว ที่สำนักงานเลขาธิการสภา ทำให้นึกถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับพรรคแกนนำรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี อย่าลืมว่า พรรคภท.ได้ สส.มากถึง 193 ที่นั่ง มีบ้านใหญ่มาร่วมกันกว่า 78 ตระกูล โดย “นายอนุชา” กล่าวว่า กลุ่มของตนได้ที่นั่ง สส. 4 เขต ดังนั้นจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ที่จากเดิม ตนเคยเป็น รมช.สาธารณสุข แล้วจะขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. จะพิจารณา

    ก่อนหน้านั้น ในระหว่างการประชุมพรรค ภท. เมื่อวันที่ 12 ก.พ. นายอนุทิน กล่าวกับสมาชิกพรรคว่า วันนี้ปวารณาตัวมารับใช้ประชาชนแล้ว เรื่องประโยชน์ต่างๆ ส่วนตัว การทำมาหากิน ใครที่ยังห่วงทำมาหากินอยู่ ก็ไม่ต้องมาเป็น สส. เมื่อมาเป็น สส.แล้วต้องเลิกหวังในสิ่งที่เป็นผลกำไรต่างๆ จะได้ไม่ว่อกแว่ก ก็พูดกันแบบนี้ตรงไปตรงมา ในพรรค ภท.ห้ามมีมุ้ง มุ้งมีมุ้งเดียวคือมุ้งอนุทิน ห้ามตั้งมุ้งตั้งก๊วน รักษาอัตลักษณ์ของพรรค ภท. คือไปไหนไปด้วยกัน มีเอกภาพ มีภราดรภาพ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น ไม่ว่าในวันที่พรรค ภท.มี สส.เกือบ 200 คน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีกลุ่มมีมุ้งมีก๊วนได้

    คำถามคือคำพูดของหัวหน้าพรรค ภท. จะสะกดความเคลื่อนไหวของลูกพรรคได้หรือไม่ โดยเฉพาะบรรดาบ้านใหญ่ ที่เข้ามาช่วยสานฝันพรรคสีน้ำเงิน ให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง บางคนหวังมีตำแหน่งทางการเมือง จากนี้ต้องรอดูสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่มี “ภท.” เป็นแกนนำจะประกอบด้วยพรรคการเมืองอะไร การคำนวณเก้าอี้รัฐมนตรี จะเป็นอย่างไร ยิ่งพรรคแกนนำรัฐบาล ต้องเสียเก้าอี้รัฐมนตรีให้คนนอกประกอบด้วย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ เข้ามาทำหน้าที่ดูแลฝ่ายกฎหมาย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ ควบรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ ควบรมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์

    ส่วนแกนนำพรรค ภท.คนที่คาดจะได้ตำแหน่งแน่ๆ นอกจาก นายอนุทิน ซึ่งมีข่าวจะนั่งควบ รมว.กลาโหม ยังมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ควบรมว.คมนาคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ นายไชยนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม หรืออาจมีลุ้นโยกไปเป็นรมว.การท่องเที่ยวฯ โดยมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล บ้านใหญ่พระนครศรีอยุธยาเป็นอีกหนึ่งตัวเต็ง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายภราดร ปริศนานันทกุล มีลุ้นเป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ อีกรอบ กระทรวงอุตสาหกรรมมีชื่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นตัวเต็งนั่งรมว.อุตสาหกรรม

    ดังนั้นจะมีเก้าอี้ รมต. เหลือให้บรรดาบ้านใหญ่ ที่ยอมย้ายเข้ามาสังกัดพรรค ภท. จำนวนเท่าไหร่ ยิ่งขณะนี้รัฐบาลก็มีเสียงสนับสนุนเกือบ 300 เสียง ถ้าหากไปดึงพรรคกล้าธรรม (กธ.) มาร่วมอีก ซึ่งมี สส. 58 ที่นั่ง นั่นหมายความว่า จำนวน สส. ก็ต้องถูกนำมาหารเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอีก แทนที่จะมีความเข้มแข็ง อาจทำให้มีปัญหาขัดแย้งตามมา

    มีมุมมองที่น่าสนใจจาก “นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร” รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลว่า เป็นระบบโควตา ใช้บริการของ 3 ทหารเสือเป็นฉากหน้า คือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นอกนั้นก็เป็นระบบเหมือนเดิม คือขอเรียกว่าเกลี่ยสัดส่วนขี้แมวแล้วกัน มาจัดสรรให้ทั้ง 3 คน แบกภาระหน้าฉากไป ส่วนหลังฉากจัดสรรตามโควตามุ้ง ไม่ได้จัดสรรคนจากความรู้ความสามารถ ซึ่งใครๆ ก็มักบอกว่า พรรค ภท.ไม่มีปัญหา แต่ตนว่า พรรค ภท.ก็มีปัญหา โดย ภท.แท้ๆ มีประมาณ 70 คน อีกร้อยกว่าคน ดูดเอามุ้งการเมืองต่างๆ เข้ามารวม ในใจอาจไม่ได้สีน้ำเงิน แต่ว่าใส่แจ๊กเกตสีน้ำเงินเท่านั้นเอง ภูมิใจใหม่ ก็น่าจะต้องพยายามต่อรองภูมิใจแท้ สุดท้ายหน้าตาครม.หากตัดสัดส่วนขี้แมว 3 คน ออกไป โดยครม. 35 คน แต่มีแค่ 3 คนเป็นความหวัง ถ้าเป็นทีมฟุตบอล ก็เหมือนทั้งทีมมีแค่ 3 คน เป็นตัวชูโรง บาดเจ็บไม่ได้เด็ดขาด

    เมื่อถามว่า ข่าวเรื่อง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. มีแนวโน้มได้เป็นฝ่ายค้านกับพรรค ปชน. นายวิโรจน์ กล่าวว่า ต้องอ่านเกม ร.อ.ธรรมนัส ให้ออก เขาไม่ต้องการล้มรัฐบาล เขาเป็นเหมือนกิ๊กที่อยากจะชิงบ้านจากเมียหลวง เขาจะไปทำร้ายตัวผู้ชายทำไม เขาต้องการทิ่มพวกเมียหลวงซะเพื่อให้ผู้ชายพาเขาเข้าบ้าน การจะบอกว่า ร.อ.ธรรมนัส มาเป็นฝ่ายค้านแล้วจะทำให้ทางฝ่ายนายอนุทิน จะอันตรายนั้น ไม่ใช่เลย เพราะอันตรายทั้งสองฝั่ง คือฝ่ายค้านจะเชื่อข้อมูลทั้งหมดไม่ได้ อาจจะเอาข้อมูลจริงบ้าง ไม่จริงบ้างมาให้ฝ่ายค้านโดนนายอนุทิน ฟ้องหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะเขาต้องการร่วมรัฐบาล จะรบให้สุดไม่ได้ ต้องรบเพื่อเจรจา

    ต้องรอดู จะมีปัญหาเกิดขึ้นกับพรรค ภท. อย่างที่ “นายวิโรจน์” ตั้งข้อสังเกตไว้หรือไม่ รวมทั้งการแสดงว่า ไม่ไว้วางใจ “ร.อ.ธรรมนัส” หากต้องมาทำงานในฐานะพรรคฝ่ายค้านร่วมกับพรรค ปชน. ถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจ

    ส่วนการที่กรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีการลงคะแนน สส.เขตและบัญชีรายชื่อใหม่ จ.พะเยา กรณีมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้ง ที่ใช้ออกเสียงลงคะแนน ในหน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 4 ณ โรงอาหารโรงเรียนบ้านศาลา ต.ท่าวังทอง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 1 โดยสาเหตุที่ต้องมีการลงคะแนนใหม่ มาจากกรณีหญิงสาวซึ่งเป็น กปน. ประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 6 แอบฉีกบัตรเลือกตั้ง จำนวน 7 ใบ ทำเครื่องหมายลงคะแนนแล้ว เดินไปหย่อนบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตร โดยประธาน กปน.สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงทักท้วงและเข้าระงับเหตุไว้ได้ทันที ส่งผลให้บัตรเลือกตั้งดังกล่าว ยังไม่ได้ถูกหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้งแต่อย่างใด หลังเกิดเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพะเยา นำตัวนางจุฑาทิพย์ (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่ กปน. และเอกสารหลักฐานนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพะเยา ดำเนินคดีในข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้ง มาตรา 23 ซึ่งในเบื้องต้นสาว กปน. ให้การรับสารภาพ อ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ซึ่งประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ ต่อมาในชั้นสอบสวนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและขอไปให้การในชั้นศาล

    ด้าน นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เดินทางมาให้กำลังใจ กปน.ประจำหน่วยลงคะแนนใหม่ที่จ.พะเยา ซึ่งดูจากสถานการณ์รวมถึงการนับคะแนน น่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและจบได้เร็ว สำหรับการรับรอง สส.ในส่วนของสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นเหลืออยู่ 4 เขต ก็น่าจะเรียบร้อยเช่นเดียวกัน ถ้าการลงคะแนนใหม่และการนับคะแนนใหม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก็ใช้เวลาไม่นานในการรับรอง เมื่อมีการรายงานผลไปที่ส่วนกลางก็จะสามารถรับรองได้เลย ส่วน สส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 100 คนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

    ส่วนบรรยากาศจากสำนักงานเขตดินแดง บริเวณลานหน้าศูนย์บริหารราชการ ซึ่งเปิดนับคะแนนเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ใหม่ ของหน่วยเลือกตั้งที่ 74 เขตเลือกตั้งที่ 6 แขวงดินแดง เขตดินแดง หลังจาก กกต. มีคำวินิจฉัยให้ดำเนินการนับคะแนนใหม่ เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ปรากฏภาพคลิปวิดีโอใบคะแนนวางซ้อนทับกัน ในขณะขานและขีดคะแนน จนทำให้เจ้าหน้าที่ กปน. ต้องมุดลงไปใต้กระดาษเพื่อขีดคะแนน ส่งผลให้ประชาชนมองไม่เห็นการปฏิบัติงาน และนำไปสู่การร้องเรียนในที่สุด ภายหลังใช้เวลาในการนับคะแนนใหม่นานกว่า 2 ชั่วโมง ผลปรากฏว่าพรรค ปชน.ยังคงมีคะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง ได้ 198 คะแนน ตามมาด้วยพรรค ภท. 56 คะแนน และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 54 คะแนน ซึ่งผลคะแนนในรอบนี้ มีจำนวนตรงกับ สถิติการนับคะแนนเดิมเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ภาพรวมการตรวจสอบข้อมูลทั้งสองรอบ จึงถือว่าถูกต้องตรงกัน

    ด้าน “ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ” ผอ.การเลือกตั้งประจำ กทม. กล่าวถึงภาพรวมการนับคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 74 เขตเลือกตั้งที่ 6 แขวงดินแดง เขตดินแดง ว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารต่างๆ รวมถึง เอกสาร 5/18 บช. เพื่อรายงานไปยัง กกต.ส่วนกลาง ไม่มีปัญหาอะไร

    จากนี้ไปคงต้อรอขั้นตอนการรับรอง สส. ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ หลังก่อนหน้านั้น กกต.รับรอง สส.ระบบเขตไป 396 คน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญระบุว่า กกต.จะต้องรับรอง สส.ได้เกินกว่า 95% หรือ 475 คน จากทั้งหมด 500 คน จากนั้นภายใน 15 วัน สภาจะต้องประสานไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอเปิดประชุมสภานัดแรกเพื่อเลือกประธานและรองประธานสภา หรือภายในเดือนมีนาคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5647394/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jr2XUAZKs6IC0KAIVE9Hp

  • CIMBT เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยง “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากสงครามตะวันออกกลาง น้ำมันอาจทะลุ 120 ดอลลาร์

    CIMBT เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยง “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากสงครามตะวันออกกลาง น้ำมันอาจทะลุ 120 ดอลลาร์

    วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัยของ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น อาจกลายเป็นความเสี่ยงครั้งใหม่ต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่กลไกการบริหารประเทศยังอยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่านด้านงบประมาณ ซึ่งทำให้ศักยภาพในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจลดลงกว่าปกติ พร้อมเตือนว่าไทยกำลังเผชิญ “ความเสี่ยงซ้อนความเสี่ยง” จากทั้งวิกฤตพลังงานโลกและข้อจำกัดด้านการคลังภายในประเทศ

    ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ของสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีหลายระดับความรุนแรง ซึ่งจะส่งผลต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกแตกต่างกัน หากสถานการณ์ยังจำกัดวงอยู่เพียงการตอบโต้ทางทหารเป็นระยะและไม่กระทบเส้นทางขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันดิบอาจปรับขึ้นมาอยู่ในช่วงประมาณ 70–80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะคลี่คลายภายในราวหนึ่งเดือน ส่งผลให้ตลาดทุนผันผวนเพียงระยะสั้น แต่หากความขัดแย้งลุกลามไปกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก เช่น การปิดช่องทางการเดินเรือสำคัญ ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งขึ้นสู่ระดับ 90–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเป็นทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราวหนึ่งในห้าของการค้าพลังงานโลก ซึ่งจะทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งในเอเชียเพิ่มสูงขึ้นทันที

    ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากสถานการณ์บานปลายเป็นสงครามยืดเยื้อที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ ราคาน้ำมันมีโอกาสทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจะทำให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ นักลงทุนจะโยกเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างรุนแรง

    สำหรับประเทศไทย ความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่ราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านการคลังจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งทำให้การออกมาตรการรับมือวิกฤตทำได้ยากขึ้น ในช่วงที่รัฐบาลยังไม่มีอำนาจเต็ม การเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนจำนวนมากอาจหยุดชะงัก และรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่หรือออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้เหมือนในภาวะปกติ

    ขณะเดียวกัน กลไกสำคัญที่เคยใช้บรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานอย่างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็มีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากภาระหนี้สะสมที่สูงเกินเพดาน ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะของประเทศก็ใกล้กรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่จำกัดในการอุดหนุนราคาพลังงานเหมือนในอดีต หากราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นแรง ภาระค่าครองชีพมีแนวโน้มถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคโดยตรง
    ในมิติของตลาดการเงิน ความผันผวนของราคาพลังงานมีแนวโน้มทำให้ทองคำและน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสถูกเทขาย โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าจากการนำเข้าน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ดุลการค้าเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

    ผลกระทบดังกล่าวยังอาจลุกลามไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในลักษณะต้นทุนผลักดัน เมื่อราคาพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินจะยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางอาจเผชิญทางเลือกที่ยากลำบากระหว่างการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินบาทกับการรักษากำลังซื้อของประชาชนที่ยังอ่อนแอ

    ภาคธุรกิจจำนวนมากจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนส่ง การผลิต และค้าปลีก ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็มีความเสี่ยงจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวในบางภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบต่อธุรกิจโรงแรมและบริการที่เกี่ยวข้อง

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยมองว่า ในช่วงที่ภาครัฐยังมีข้อจำกัดในการออกมาตรการช่วยเหลือ ภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและบริหารความเสี่ยงด้วยตนเองมากขึ้น ทั้งการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน การสำรองเงินสดเพื่อรองรับต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่อาจเพิ่มขึ้น 20–30% รวมถึงการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงค่าเงินสำหรับผู้นำเข้า เนื่องจากค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทะลุระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ขณะเดียวกัน ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการ SMEs จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการก่อหนี้ใหม่ และบริหารภาระทางการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อกว่าที่คาด.

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/950164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jgcAv10d8rHbZnFcsqn27

  • สงครามตะวันออกกลางไฟลามทุ่งถึงประเทศไทยเศรษฐกิจกำลังระเนระนาด : ข่าวลึกปมลับ 02/03/69

    สงครามตะวันออกกลางไฟลามทุ่งถึงประเทศไทยเศรษฐกิจกำลังระเนระนาด : ข่าวลึกปมลับ 02/03/69

    เผยแพร่:

    สงครามตะวันออกกลางไฟลามทุ่งถึงประเทศไทยเศรษฐกิจกำลังระเนระนาด : ข่าวลึกปมลับ 02/03/69 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/VgbgOOZkfzw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PYrZRxlIMgSgMCrZzBJsZ

  • นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    02 มีนาคม 2569, 20:00น.

              เวลา 13.30 น.วันนี้ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

               โดยกล่าวว่า แม้ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดความรุนแรงของผลกระทบ พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสให้กับประเทศไทยในทุกมิติ

               วันนี้ได้เชิญผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมรับฟังสถานการณ์และเสนอแนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน ทั้งนี้ ก่อนการประชุม รัฐบาลได้หารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง และกลุ่มผู้ผลิตได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิต จึงคาดว่าผลกระทบต่อราคาจะไม่รุนแรงมากนัก

               สำหรับประเทศไทย ด้านความมั่นคงทางพลังงานยังอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน และกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด

              ในส่วนของการดูแลคนไทยในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตในแต่ละประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของแรงงานและคนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ หากยังไม่มีความประสงค์เดินทางกลับ จะดูแลให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในทุกวิถีทาง โดยได้ประสานกับหน่วยงานด้านคมนาคมและกองทัพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดเที่ยวบินหรือภารกิจรับคนไทยกลับประเทศในกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน ซึ่งได้จัดเตรียมแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว

             ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ผลกระทบในทุกมิติ 2) มาตรการรองรับระยะสั้น และ 3) การวางกลยุทธ์ระยะยาว โดยมีผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก ได้แก่

              พลังงาน น้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของโลกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยภาพรวมเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5 อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมาก กระทรวงพลังงานได้เตรียมกลไกดูแล โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้ อีกทั้งประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอประมาณ 60 วัน จึงมั่นใจว่าสามารถดูแลไม่ให้กระทบต่อประชาชน และมีเวลาเพียงพอในการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม

              การค้าสินค้าและบริการ ผลกระทบทางตรงยังไม่มาก เนื่องจากไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึงร้อยละ 4 และนำเข้าประมาณร้อยละ 8 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางอ้อมด้านการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ

              การท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อาจเป็นโอกาสในระยะยาว หากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบและมีการย้ายฐานมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย

              ตลาดเงินและตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวดีขึ้น แม้มีการอ่อนตัวเล็กน้อยแต่ยังคงมีเสถียรภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับความเสี่ยงได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูง สะท้อนถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งของระบบการเงินไทย

               แรงงาน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

              นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานวางกลยุทธ์และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้โจทย์สำคัญว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ไทยจะคว้าโอกาสในทุกมิติได้อย่างไร ทั้งด้านการลงทุนที่อาจย้ายเข้าสู่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร ตลอดจนการใช้จุดแข็งด้านบทบาทความเป็นกลางของไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

             ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึงในมิติด้านการค้าว่า ผลกระทบทางตรงต่อไทยยังจำกัด เนื่องจากการส่งออกไปอิสราเอลคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.2 และการค้ากับอิหร่านประมาณร้อยละ 0.02 ของมูลค่าการค้ารวมของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบภาพรวมของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนการค้ากับไทยประมาณร้อยละ 4–5 รวมถึงผลกระทบทางอ้อมด้านโลจิสติกส์ในยุโรปที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน  โดยกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการหลัก 6 ประการ ได้แก่ 1) กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา 2) จัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรองร่วมกับภาคเอกชน 3) สนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ 4) จัดตั้งศูนย์ประสานงานและสายด่วน 1169 ตลอด 24 ชั่วโมง 5) ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก 6) วิเคราะห์ผลกระทบด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

              ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งศูนย์เร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์และดูแลแรงงานไทย โดยเฉพาะในอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยเกือบ 60,000 คน ขณะนี้มีผู้ประสงค์เดินทางกลับไม่ถึง 10–20 ราย ส่วนแรงงานไทยในอิหร่านมีประมาณ 40–50 ราย รัฐบาลได้มอบหมายให้ประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและดูแลความปลอดภัย หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมทันที

              โอกาสนี้ ผู้แทนภาคเอกชน โดยประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคเอกชนกังวลเรื่องการนำเข้าน้ำมัน แต่ภายหลังหารือกับกระทรวงพลังงานแล้วมีความมั่นใจในแผนสำรอง ขณะที่อุตสาหกรรมการส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ยและน้ำมัน ยังได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย พร้อมมองว่าวิกฤติครั้งนี้อาจเป็นโอกาส โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหารและอาหารฮาลาล รวมถึงโอกาสดึงดูดการลงทุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางที่มั่นคงในภูมิภาค

               ในช่วงท้าย ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์ พร้อมสะท้อนความกังวลด้านการเดินเรือ แต่เห็นว่าการปรับเส้นทางเดินเรือและสถานะความเป็นพื้นที่ปลอดภัยของไทย อาจเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงาน จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุแรงงานต่างด้าวเดิม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศในระยะต่อไป

    #นายกหารือภาคเอกชน

    #สหรัฐอิหร่าน 

    Cr:เพจรัฐบาลไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02M60WgAbodiBkdHZzAjsl