Category: เศรษฐกิจ

  • “ช่องแคบฮอร์มุซ” สำคัญอย่างไร? เส้นเลือดใหญ่กุมชะตาพลังงานและเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์

    “ช่องแคบฮอร์มุซ” สำคัญอย่างไร? เส้นเลือดใหญ่กุมชะตาพลังงานและเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์

    หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่าน และอิหร่านเปิดปฏิบัติการโจมตีตอบโต้กลับ ความสนใจทั่วโลกต่างมุ่งไปที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ทันที โดยเฉพาะหลังจากที่อิหร่านออกมาประกาศกร้าวขัดขวางการสัญจรผ่านทางน้ำสายสำคัญนี้ ซึ่งได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดโลก

    อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ช่องแคบแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด? ในอดีตเคยมีการปิดเส้นทางนี้หรือไม่? และในทางปฏิบัติแล้ว การปิดล้อมช่องแคบโดยสมบูรณ์สามารถทำได้เพียงใด?

    ทำไมช่องแคบฮอร์มุซจึงสำคัญ?

    ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน ช่องแคบแห่งนี้จึงเป็นทางออกสู่ทะเลเพียงแห่งเดียวจากกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียไปสู่มหาสมุทร กลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก

    รายงานล่าสุดจาก เจพี มอร์แกน (J.P. Morgan) เตือนว่า ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางจะสามารถประคองการผลิตได้ “ไม่เกิน 25 วัน” หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากซาอุดีอาระเบีย อิรัก กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงตัวอิหร่านเอง ต่างต้องพึ่งพาเส้นทางแคบ ๆ นี้ในการส่งออกน้ำมันดิบ

    ข้อมูลระบุว่า ราว 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยกาตาร์ซึ่งเป็นหนึ่งในสามผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ของโลก ขนส่งก๊าซเกือบทั้งหมดผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของปริมาณ LNG ทั่วโลก

    เหตุการณ์โจมตีอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม สัญญาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนเมษายน พุ่งขึ้น 12.4% แตะระดับ 75.33 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม พุ่งขึ้น 13% ไปอยู่ที่ 82.37 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์เตือนว่าหากความขัดแย้งบานปลาย ราคาน้ำมันอาจทะยานสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ผลกระทบนี้ยังลามไปถึงค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่พุ่งสูงขึ้น ยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งทางเรืออย่าง MSC, Maersk, CMA CGM และ Hapag-Lloyd ต่างเริ่มเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อความปลอดภัย หรือระงับการจองระวางสินค้าใหม่ชั่วคราว

    ขณะที่บทวิเคราะห์จาก The Economist ระบุว่า ความตึงเครียดนี้จะดันต้นทุนการขนส่งพลังงานโลกให้สูงขึ้นมหาศาล จากเบี้ยประกันที่แพงขึ้นมาก และเรือบรรทุกน้ำมันที่อาจต้องเดินทางอ้อมไกลไปทางแหลมกู๊ดโฮปแทน

    ในอดีตเคยมีการปิดช่องแคบหรือไม่?

    แม้ช่องแคบฮอร์มุซไม่เคยถูกปิดโดยสมบูรณ์หรือถาวร แต่ทุกครั้งที่มีสัญญาณความไม่สงบ ราคาน้ำมันโลกมักจะตอบรับทันที

    ในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก (2523-2531) อิหร่านขู่ปิดช่องแคบหลายครั้ง และมีการวางทุ่นระเบิดในปี 2530 เพื่อโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งจาก 30 ดอลลาร์ เป็นกว่า 45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค่าระวางเรือพุ่งขึ้นเท่าตัว

    ส่วนเหตุการณ์ในเดือนกรกฎาคม 2561 อิหร่านยึดเรือบรรทุกน้ำมันของอังกฤษในช่องแคบ หลังจากสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์และกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง

    และในเดือนมิถุนายน 2568 หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ฟอร์โดว์, นาทานซ์ และอิสฟาฮาน รัฐสภาอิหร่านมีมติเห็นชอบให้ปิดช่องแคบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นทันที 6%

    การปิดล้อมโดยสมบูรณ์จะทำได้จริงหรือ?

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญทางการทหารยังคงกังขาว่าการปิดล้อมโดยสมบูรณ์จะทำได้จริงหรือไม่

    อุปสรรคแรกคือ ภูมิศาสตร์ ช่องแคบนี้มีความกว้างเพียง 21 ไมล์ทะเลในจุดที่แคบที่สุด โดยมีร่องน้ำลึกสำหรับการเดินเรือกว้างเพียงด้านละ 2 ไมล์เท่านั้น การวางทุ่นระเบิดและรักษาพื้นที่ไว้ตลอดเวลาทำได้ยากลำบาก และเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้ทางทหารจากนานาชาติ

    อุปสรรคประการต่อมาคือ ตัวอิหร่านเอง เนื่องจากการส่งออกน้ำมันของอิหร่านก็ต้องผ่านเส้นทางนี้เช่นกัน การปิดช่องแคบจึงเท่ากับการตัดรายได้หลักของตนเอง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลเตหะรานพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด

    สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจึงยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด อิหร่านเองต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับนานาชาติที่พึ่งพาเส้นทางนี้เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น ซึ่งสถานีโทรทัศน์ NHK ระบุว่าเศรษฐกิจของประเทศอาจเผชิญกับหายนะ หากช่องแคบถูกปิดถาวร เนื่องจากญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 90% และอาจส่งผลให้ GDP ของญี่ปุ่นหดตัวลงถึง 3%

    ในขณะนี้ การปิดช่องแคบในระยะยาวดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก แต่เพียงแค่ “ความไม่แน่นอน” ที่เกิดขึ้น ก็เพียงพอแล้วที่จะทอดเงามืดเหนือเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก เพราะในพื้นที่น้ำที่คับแคบแห่งนี้ คือชีพจรทางเศรษฐกิจของโลกที่ทุกแรงสั่นสะเทือนล้วนมีความหมาย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573567&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0242_tlliENs3ANebMrtxE

  • ประเมิน3ฉากทัศน์สงครามอิหร่าน

    ประเมิน3ฉากทัศน์สงครามอิหร่าน

    ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิต อัตราเงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ นอกจากนี้ ความตึงเครียดที่อาจลุกลามไปยังประเทศผู้ผลิตหลัก หรือกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาจทำให้ตลาดการเงินเข้าสู่ ‘ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off)’ ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายจากตลาดเกิดใหม่ไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยว การขนส่ง และการประกันภัยระหว่างประเทศก็เผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัย

    สำหรับภาพการลงทุน ความขัดแย้งในลักษณะนี้มักกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ พันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว และเงินสกุลหลักบางสกุล ในขณะที่ตลาดหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานสูงอาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้น

    อย่างไรก็ดี กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Cross Asset Investment Opportunity (SCB CIO) ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่าน 3 ฉากทัศน์หลัก โดย ศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า SCB CIO คาดว่าสงครามจะไม่ลุกลามเป็นวงกว้างจนกลายเป็นสงครามในระดับภูมิภาค ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบันยังจำกัด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เรามองความเป็นไปได้ของสถานการณ์เป็น 3 กรณี ดังนี้

    1. 1. Base Case (โอกาสเกิด 65%) มีการปะทะรุนแรงในระยะสั้น แต่อิหร่านยอมถอยในประเด็นนิวเคลียร์หลังการสูญเสียผู้นำ นำมาสู่การเจรจาเพื่อยุติสงครามในที่สุด ซึ่งคาดว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล 2. Best Case (โอกาสเกิด 25%) การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว ทำให้ชาวอิหร่านลุกขึ้นสู้และเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ที่ฝักใฝ่ตะวันตก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันกลับมาเร็ว ราคาน้ำมันดิบ Brent จะปรับฐานลง อยู่ที่ 55-60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ 3. Worst Case (โอกาสเกิด 10%) สงครามยืดเยื้อ ขยายวงกว้างขึ้นและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร โดยการเปลี่ยนระบอบการปกครองทำได้ยากและเกิดสงครามกลางเมือง ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งขึ้น อยู่ที่ 90-120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

    โดยในส่วนของคำแนะนำลงทุน SCB CIO มองว่า ตลาดหุ้นโลกมีโอกาสปรับลดลงในระยะสั้น ตามความกังวลบนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) โดยเราไม่แนะนำขายหุ้นจากประเด็นนี้ เนื่องจากผลกระทบยังจำกัด แต่เป็นโอกาสทยอยซื้อสะสม (Buy on weakness) ในตลาดหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งทั้งบนพอร์ตหลักระยะยาว (Core Portfolio) และพอร์ตเสริมระยะสั้น (Opportunistic Portfolio) สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูงขึ้นไป

    สำหรับ ‘ตลาดหุ้นไทย’ แม้ได้รับแรงหนุนระยะสั้น จากการมีหุ้นกลุ่มพลังงานในสัดส่วนที่มาก แต่ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวน และอาจปรับลดลงตามตลาดหุ้นโลกเช่นกัน นอกจากนี้ ดัชนี SET Index พุ่งขึ้นถึง 21.3% แล้ว เพิ่มโอกาสที่จะมีแรงขายทำกำไรของนักลงทุน โดยกรณีผู้ที่มีหุ้นไทยอยู่ในพอร์ตลงทุน แนะนำให้ถือ เพื่อรอขายเมื่อดัชนีฯ ฟื้นตัว เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรของดัชนี SET Index ยังต่ำกว่าตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ กรณีที่รับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาจกระจายการลงทุนผ่านกองทุนรวม ไปยังตลาดหุ้นเอเชียที่มีแนวโน้มกำไรดีกว่า เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/956540/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3slcd9VZMQVCtp2g_i9tLu

  • เจาะตลาดดีเจโลก 2026 เศรษฐกิจพันล้าน โอกาสกระจุก รายได้กระจาย

    เจาะตลาดดีเจโลก 2026 เศรษฐกิจพันล้าน โอกาสกระจุก รายได้กระจาย

    ยังคงเติบโตไม่หยุดสำหรับเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจรอบวงการดีเจและดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หรือ EDM  ทั่วโลก แนวโน้มล่าสุดชี้ว่าอุตสาหกรรม EDM โลกปี 2026 จะมีมูลค่าประมาณ 11,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานจาก Persistence Market Research

    มีการคาดการณ์ว่าตลาดจะพุ่งไปถึง 17,000-19,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2032-2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.8-8.3%

    ตัวเลขเหล่านี้ทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่อย่าง Tomorrowland, Ultra, EDC ล้วนขายบัตรหมดเกลี้ยง พร้อมกับยอดสตรีมมิงบนแพลตฟอร์มอย่าง Spotify หรือ Beatport ที่พุ่งทะยาน ท่ามกลางแฟนเพลงกลุ่มใหม่จากเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ที่กำลังทะลักเข้ามาอีกหลายล้านคน

    แต่ข้อมูลจาก Resident Advisor ซึ่งเป็นฐานข้อมูลคลับดีเจชั้นนำระดับโลก ณ เดือนพฤษภาคม 2025 พบว่ามีโปรไฟล์ดีเจทั่วโลกมากถึง 134,147 คน แต่มีดีเจที่ยังแอคทีฟ คือมีงานแสดงอย่างน้อย 1 งานในอนาคตอยู่ราว 21,351 คน หรือประมาณ 16% เท่านั้น

    และหากดูเฉพาะกลุ่มท็อปสุด ที่มีงานแสดง 5 งานขึ้นไป นั้นมีจำนวนเพียง 2,175 คน หรือ 1.6%

    สถิตินี้สะท้อนความจริงของเม็ดเงินรอบตัวดีเจในปี 2026 ที่มีโอกาสกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็กมาก เหมือนอุตสาหกรรมครีเอทีฟอื่น ๆ ที่มี “ผู้ชนะ” ปักหลักกวาดกินเรียบหมด

    ถามว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้? คำตอบคือเพราะเทคโนโลยีมีส่วนทำให้ทุกคนเริ่มต้นการเป็นดีเจได้ง่ายขึ้นมาก จากยุคที่ต้องมีแผ่นไวนิลราคาแพง และต้องฝึกฝนหนัก ตอนนี้แค่แล็ปท็อปกับคอนโทรลเลอร์ราคาไม่กี่หมื่น ก็เปิดเพลงได้แล้ว ความเสรีนี้เองที่ทำให้จำนวนดีเจเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่จำนวนสล็อตงานแสดงในคลับ เทศกาล หรืออีเวนต์นั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม การแข่งขันจึงโหดร้ายไม่ใช่น้อย

    ทางรอดและทางโต

    การสำรวจล่าสุดพบว่าดีเจส่วนใหญ่มีรายได้ไม่ยั่งยืน ดีเจที่รอดและเติบโตล้วนเป็นกลุ่มที่ปรับตัวต่อเนื่อง โดยหลายคนต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้

    ดีเจ (DJ) นั้นย่อมาจากคำว่า Disc Jockey หมายถึง ผู้จัดรายการเพลง ผู้เลือกเพลง และเปิดเพลงเพื่อความบันเทิงแก่ผู้ฟัง โดยมีหน้าที่สร้างสรรค์บรรยากาศผ่านเสียงเพลง ทั้งในสถานีวิทยุ คลับ ผับ งานอีเวนต์ หรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้ทักษะการมิกซ์เพลง (Mixing) และการสแครชแผ่น (Scratching) เพื่อเชื่อมโยงเพลงให้ต่อเนื่องและน่าสนใจ

    ดีเจสามารถแบ่งประเภทได้ 5 กลุ่มหลัก คือ

    1. Radio DJ หรือดีเจจัดรายการวิทยุ พูดคุย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงและข้อมูลที่น่าสนใจ
    2. Club DJ ดีเจผู้เปิดเพลงตามคลับ ไนต์คลับ หรืองานปาร์ตี้ เน้นความสนุกสนานต่อเนื่อง
    3. Mobile DJ ดีเจผู้รับงานนอกสถานที่ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยง งานอีเวนต์
    4. Producer/Remixer DJ ดีเจที่ทำเพลงเองหรือรีมิกซ์เพลงใหม่ ให้เหมาะกับการใช้งาน
    5. Turntablist ดีเจที่เน้นทักษะการสแครชแผ่น (Scratch) เพื่อสร้างจังหวะใหม่

    ตามหลักการแล้ว หน้าที่หลักของดีเจคือการคัดเลือกเพลงให้ตรงกับบรรยากาศ สถานที่ และกลุ่มผู้ฟัง จากนั้นจะมิกซ์เสียง เชื่อมโยงเพลงต่อเพลงให้ต่อเนื่องกัน โดยไม่สะดุด สร้างบรรยากาศ ใช้ดนตรีควบคุมอารมณ์คนฟังในปาร์ตี้

    อย่างไรก็ตาม การสำรวจของ Toolroom Academy พบว่า 76% ของศิลปินอิเล็กทรอนิกส์บอกว่ารายได้ไม่ยั่งยืน และ 82% ต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้ โดยดีเจที่ทำงานเต็มเวลามีสัดส่วนถึง 56%

    ทางรอดของดีเจวันนี้คือการปรับตัวในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการย้ายไปอยู่เมืองที่เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ เช่น ลอนดอนที่มีโปรไฟล์ดีเจมากที่สุด 14,284 คน แอคทีฟ 18.8% ยังมีเบอร์ลิน และอัมสเตอร์ดัม ที่มีสถิติสูงมาก และการอยู่ในเมืองเหล่านี้ก็ย่อมเพิ่มโอกาสชัดเจน

    ดีเจบางรายเลือกสร้างโอกาสเองด้วยการจัดปาร์ตี้ หรืออีเวนต์ชั่วคราว ยังมีคลับอินดี้ที่ดีเจหลายคนหันมาจัดเองแบบไม่รอให้คนอื่นจ้าง เพราะโซเชียลมีเดียทำให้โปรโมตง่ายขึ้นมาก

    การสำรวจพบว่าดีเจวันนี้ไม่พึ่งพาแค่ค่าตัวงานแสดง แต่กว่า 16% ผลิตเพลงให้คนอื่น, 13% ทำซาวด์เอ็นจิเนียร์, 8% สอนคอร์สดีเจหรือโปรดักชัน ทั้งหมดเป็นการสร้างพอร์ตในอาชีพที่ยั่งยืนระดับหนึ่ง

    และที่สำคัญมากในปี 2026 คือการผลิตเพลง เนื่องจากดีเจที่โปรดิวซ์เพลงเอง จะได้เครดิตและงานมากกว่า แม้แต่ Jay Carder จาก Erbium Records ยังบอกว่าการมีเพลงปล่อยช่วยให้ได้งาน แต่ความเก่งในการทำดีเจและความเรียลส่วนตัว ก็สำคัญไม่แพ้กัน

    ดีเจตัวท็อป ทรงอิทธิพลโลก

    หากดูที่ชั้นบนสุดของพีระมิด พบว่าตัวเลขรายได้ปี 2025 ที่ดีเจระดับท็อปของโลกทำได้นั้นน่าสนใจมาก จากข้อมูลล่าสุดพบว่า Fred Again มีรายได้สูงสุดถึง 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อคืน ขณะที่ Calvin Harris มีเรทที่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อคืน

    ยังมี David Guetta ที่ทำได้ 800,000 เหรียญ Martin Garrix และ Swedish House Mafia ที่ถูกบันทึกว่ามีรายได้ 750,000 เหรียญ มากกว่า Marshmello, Skrillex และ Alesso ที่ทำได้ 700,000 720,000 และ 350,000 เหรียญต่อคืนตามลำดับ

    นี่อาจเป็นเหตุผลที่เทศกาลใหญ่ยอมจ่ายแพง เพราะดีเจเหล่านี้สร้างช่วงเวลาหรือ moment ที่คุ้มค่ากับการแชร์บนโซเชียล กลายเป็นกระแส และดึงดูดผู้ชมหลักแสนคนได้จริง

    สำหรับดีเจส่วนใหญ่ ปี 2026 ย่อมเป็นปีแห่งการปรับตัว ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยสร้างประสบการณ์ ขณะเดียวกันก็ต้องขยายตลาด และหันมาสร้าง community แทนการแข่งขันแบบเดิม

    โครงสร้างตลาดดีเจโลก 2026 จึงเติบโตเป็นเศรษฐกิจพันล้านต่อไป

    ที่มา : Attackmagazine, Persistence Market Research, Furtados School of Music, Tribune, Doubleclap

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1561890&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw145_-YH9uUmP0ijytbI1mg

  • สงครามในตะวันออกกลางเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อควบคู่กับเศรษฐกิจชะงักงัน

    สงครามในตะวันออกกลางเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อควบคู่กับเศรษฐกิจชะงักงัน

    นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อควบคู่กับเศรษฐกิจชะงักงันทั่วโลก ซึ่งเป็นภาวะที่อัตราเงินเฟ้อสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอ เนื่องจากราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น

    จะเกิดวิกฤตน้ำมันหรือไม่?
    ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลประมาณ 20% ของโลกหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด โดยมีเรือหลายลำถูกโจมตี

    ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นในวันจันทร์ โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นสัญญาอ้างอิงระหว่างประเทศ เพิ่มขึ้นเกือบ 9% อยู่ที่ 79.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 1410 GMT

    ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นวัน และสูงขึ้นอย่างมากจาก 61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อต้นปี

    นักเศรษฐศาสตร์ ซิลแวง แบร์ซิเญอร์ กล่าวว่าสงครามมีความเสี่ยงที่จะ “สร้างวิกฤตน้ำมันครั้งที่สาม หลังจากวิกฤตในปี 1973 และ 1979 และวิกฤตก๊าซในปี 2022”

    ราคาก๊าซมาตรฐานของยุโรปพุ่งสูงขึ้นกว่า 50% ในวันจันทร์

    เขากล่าวว่าราคาน้ำมันอาจสูงถึง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เสริมว่านั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากราคาน้ำมันเคยสูงกว่า 140 ดอลลาร์ในปี 2008 และสูงกว่า 100 ดอลลาร์ในช่วงปี 2010

    อดัม เฮตต์ จากบริษัทจัดการสินทรัพย์ Janus Henderson กล่าวว่า แม้ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่การเพิ่มขึ้นควรจะอยู่ “ในระดับที่สมเหตุสมผล”

    ผลกระทบต่อการค้าโลกเป็นอย่างไร?
    นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร ING กล่าวว่าความขัดแย้งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการค้า “ในเวลาที่เลวร้ายที่สุด”

    ระบบการค้าโลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดอยู่แล้วจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ รวมถึงการแตกแยกของห่วงโซ่อุปทานนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 และสงครามในยูเครน

    นอกจากนี้ การปิดน่านฟ้าในอ่าวเปอร์เซียยังส่งผลกระทบต่อการบินระหว่างยุโรปและเอเชียด้วย พวกเขาระบุ

    สำหรับรูเบน นิซาร์ด หัวหน้าฝ่ายวิจัยความเสี่ยงทางการเมืองของ Coface บริษัทประกันสินเชื่อทางการค้า วิกฤตนี้อาจ “สร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีกโดยการผลักดันต้นทุนการขนส่งทางทะเล” และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น

    “ในระดับโลก นี่จะเปิดประตูสู่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจแบบภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (stagflation)” นิซาร์ดกล่าวเสริม โดยหมายถึงสถานการณ์ที่มีเงินเฟ้อสูงและการเติบโตที่อ่อนแอหรือไม่มีเลย

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร?
    ตามที่นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร Natixis กล่าว การหยุดชะงักของการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน “จะมีผลกระทบอย่างมากต่อตลาด แต่ยังรวมถึงพลวัตของเงินเฟ้อและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวมด้วย”

    พวกเขากล่าวเสริมว่า “จีนจะได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้เป็นพิเศษ”

    ซีริลล์ ปัวริเยร์-คูตองเซส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของศูนย์ศึกษาเชิงกลยุทธ์แห่งกองทัพเรือฝรั่งเศส เห็นด้วยว่าจีนพึ่งพาการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นอย่างมาก

    “คำถามคือจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอที่จะทำให้โรงงานของโลกยังคงทำงานต่อไปได้หรือไม่” เขากล่าวกับสำนักข่าว AFP

    สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ ซิลแวง แบร์ซิเญอร์ ผลกระทบต่อยุโรปน่าจะน้อยกว่าวิกฤตการณ์ก๊าซในปี 2022 ซึ่งจะช่วยให้ฝรั่งเศสโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

    สัญญาณบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงคือ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลยุโรปปรับตัวสูงขึ้นในวันจันทร์

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมันอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานในยูโรโซน อยู่ที่ 2.70% ในการซื้อขายช่วงบ่าย เทียบกับ 2.64% ในวันศุกร์

    ความเสี่ยงในสงครามที่ยืดเยื้อคืออะไร?
    ความรุนแรงและระยะเวลาของความขัดแย้งจะเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดผลกระทบ

    “ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ การรวมกันของต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การขนส่งที่หยุดชะงัก และความเชื่อมั่นที่ลดลงโดยทั่วไป จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณการค้าโลก ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังปรับตัวกับผลกระทบด้านเงินเฟ้อและการเติบโตจากมาตรการภาษี” นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร ING กล่าว

    นิซาร์ดจาก Coface กล่าวว่า พวกเขาประเมินว่า “การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเบรนท์ประมาณ 15 ดอลลาร์ในช่วงระยะเวลานาน อาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลงประมาณ 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ และเพิ่มอัตราเงินเฟ้อเกือบครึ่งจุด”

    เขาเสริมว่า ผลกระทบเหล่านี้ “ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย” ในบริบทของ “การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างเปราะบาง”

    Agence France-Presse

    Photo – ผู้คนหลบภัยเมื่อเสียงไซเรนเตือนภัยสงครามดังขึ้นระหว่างพิธีศพของซาราห์และโรนิต เอลิเมเลค ในวันถัดจากเหตุการณ์โจมตีด้วยขีปนาวุธที่เบธเชเมช ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเลมไปทางตะวันตกประมาณ 30 กิโลเมตร คร่าชีวิตผู้คนไปหลายคน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2026 (Photo by ILIA YEFIMOVICH / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eKeQ1A2H9EY11OarykRDU

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดอัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 69 

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 39.14 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 30.55 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.18 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 28.34 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 26.29 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/652838&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qO1xjczDV9J6g8dlwtxHS

  • ไทยเสี่ยง “ต้นทุนพุ่ง-บาทอ่อน” เผชิญแรงกระแทก “เศรษฐกิจ”

    ไทยเสี่ยง “ต้นทุนพุ่ง-บาทอ่อน” เผชิญแรงกระแทก “เศรษฐกิจ”

    แม้มีเหตุการณ์โจมตีตอบโต้กันระหว่างอิหร่านและฝ่ายตรงข้ามเกิดขึ้นเป็นระยะ เช่น การใช้โดรนโจมตีฐานที่มั่นสหรัฐ

    แต่ลักษณะการปะทะที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่การทำสงครามทำลายล้างขนาดใหญ่ที่มุ่งโจมตีชีวิต และทรัพย์สินในวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภูมิภาคยังไม่ได้รับความเสียหาย และยังไม่เห็นการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินรุกคืบอย่างจริงจัง

    ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ แม้ว่าภาคการเดินทางและการบินจะเริ่มได้รับผลกระทบให้เห็นแล้วก็ตาม
    อย่างไรก็ตาม จุดเปราะบางที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดที่สุดไม่ใช่การปะทะทางทหารโดยตรง

    แต่คือความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจด้วยการ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบพลังงานโลก ช่องแคบดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางส่งออกน้ำมันของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นทางผ่านหลักของน้ำมันจากอิรักและซาอุดีอาระเบีย รวมถึงเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์

    ดังนั้น กรณีปิดช่องแคบจะมีกระทบขยายวงกว้างทันที เนื่องจากทรัพยากรพลังงานที่ไหลผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของตลาดโลก ซึ่งสร้างความปั่นป่วนอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก และเป็นตัวเร่งราคาพลังงานพุ่งขึ้นเร็ว

    ในมุมมองผลกระทบเชิงภูมิภาค ประเทศในเอเชียจะได้รับแรงกระแทกมากที่สุด หากการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางสะดุด โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ เช่น อินเดีย จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่พึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคนี้ในสัดส่วนสูง

    กระทบ “ต้นทุนไทย” พุ่ง

    สำหรับ ประเทศไทยผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันดิบที่อาจปรับขึ้น แต่จะลุกลามไปถึงค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานโดยรวม เนื่องจากโครงสร้างพลังงานของไทยมีความเชื่อมโยงกับก๊าซธรรมชาติและ LNG ในระดับสูง

    นอกจากนี้ ต้นทุนการขนส่งและค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจะยิ่งกดดันต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในประเทศ

    ด้านปฏิกิริยาของตลาดการเงิน ในระยะสั้นตลาดจะตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก โดยราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบอาจถูกทดสอบระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเกิดเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง นักลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและพันธบัตร

    “แต่ไม่ควรเร่งเก็งกำไรจากสถานการณ์ระยะสั้นมากเกินไป เพราะจากสถิติในอดีต ความขัดแย้งลักษณะนี้มักหาทางคลี่คลายได้ค่อนข้างเร็ว และราคาสินทรัพย์สามารถปรับฐานลงได้เมื่อความตึงเครียดผ่อนคลาย”

    “เงินบาทจ่ออ่อนค่า” เงินทุนไหลออก

    อีกประเด็นที่น่ากังวลสำหรับไทยคือค่าเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มอ่อนค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค หากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูง เมื่อภาระนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น เงินทุนมีโอกาสไหลออกไปยังดอลลาร์สหรัฐที่มองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยช่วงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง

    อีกทั้งตลาดเกิดใหม่ในเอเชียทั้งหมดมีแนวโน้มเผชิญแรงเงินทุนไหลออกในช่วงที่ความเสี่ยงโลกเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงและถือสินทรัพย์ที่มั่นคงมากขึ้น

    “หากพิจารณามุมมองของมหาอำนาจอย่างสหรัฐ เป้าหมายอาจไม่ได้มุ่งสู่สงครามภาคพื้นดินเพื่อยึดครองพื้นที่แบบเดิม แต่เป็นความพยายามผลักดัน “การเปลี่ยนระบอบ” หรือการเปลี่ยนผู้นำผ่านแรงกดดันภายในประเทศอิหร่าน ตราบใดความขัดแย้งจำกัดผลกระทบเศรษฐกิจโลกยังควบคุมได้ แต่ถ้าเป็นสงครามภาคพื้นดินยืดเยื้อจะกระทบรุนแรง และราคาน้ำมันมีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

    อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งแตกต่างจากกรณียูเครน ซึ่งปัจจัยนี้เป็นตัวยับยั้งสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเกินจุดควบคุม ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณของสงครามภาคพื้นดินขนาดใหญ่ และยังมีความหวังว่าจะไม่มีการใช้อาวุธร้ายแรง

    เตือนรับมือตลาดเงินป่วน

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้มุมมองเพิ่มเติมต่อผลกระทบตลาดน้ำมันโลก โดยชี้ว่า หากพิจารณาเฉพาะกำลังการผลิตของอิหร่านเพียงประเทศเดียว จะพบว่ามีสัดส่วนไม่ถึง 3% ของซัพพลายน้ำมันโลก

    ดังนั้น หากไม่มีการหยุดชะงักของระบบขนส่ง การหายไปของน้ำมันอิหร่านเพียงลำพังจะไม่ทำให้ตลาดโลกปั่นป่วนมากนัก

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะกระทบตลาดอย่างรุนแรงในระยะสั้น และอาจผลักดันราคาน้ำมันขึ้นไปแตะระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ทันที
    ทั้งนี้มองว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมีแนวโน้มเป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจากตลาดน้ำมันโลกปัจจุบันอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน และมีปริมาณน้ำมันสำรองจำนวนมากทั่วโลก

    แม้การปิดช่องแคบจะสร้างแรงกระแทกช่วงแรก แต่กลุ่มประเทศผู้ผลิตยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยได้ โดยแหล่งผลิตอื่น เช่น อาร์เจนตินา สามารถเข้ามาเติมอุปทานในตลาดได้ และห่วงโซ่อุปทานโลกมีศักยภาพในการปรับตัวค่อนข้างเร็ว ทำให้ราคาน้ำมันในระยะยาวไม่น่าจะยืนสูงมาก หากกลไกตลาดทำงานตามปกติ

    สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญคือการเตรียมรับมือความผันผวนระยะสั้น รัฐบาลควรบริหารจัดการผ่านน้ำมันสำรองที่มีอยู่ และควรมองหาเส้นทางนำเข้าทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดิม นอกจากนี้ ไทยอาจยังต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการส่งออกไปตะวันออกกลางที่อาจล่าช้าจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ รวมถึงแรงกดดันต่อค่าเงินบาท หากราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นเร็ว

    ในตลาดเงิน จากภาวะตื่นตระหนกจะทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า อย่างไรก็ตามความผันผวนลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต และผลกระทบระยะยาวมักไม่รุนแรง เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

    เสี่ยงสงครามบานปลาย

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เริ่มวันที่ 2 สงครามอิสราเอล-สหรัฐ กับอิหร่าน เริ่มด้วยการข่มขู่จากทั้ง 2 ฝั่ง อิหร่านประกาศจะตอบโต้อย่างรุนแรง ขณะที่President Trump ตอบถ้าอิหร่านตอบโต้อย่างรุนแรง สหรัฐก็จะถล่มจุดต่างๆ ด้วยพลังอำนาจที่ยิ่งกว่าเดิม

    ดังนั้นต้องติดตามดูกันว่าจะเกิดอะไรต่อไป จะลุกลาม บานปลายเพียงใดโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง จะมีความเสียหายต่อโครงสร้างการผลิตจะเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งน้ำมัน

    จะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อหรือไม่

    ทั้งหมด จะกำหนดผลต่อไปว่าช่วงต้นสัปดาห์นี้ “ตลาดทุนโลก” จะปรับตัวอย่างไรราคาน้ำมัน ราคาทอง ราคาหลักทรัพย์ ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ค่าเงินและหลังจากนั้น การต่อสู้ที่อาจจะตามมา ถ้ายืดเยื้อ ยาวนาน จะส่งผลต่อ “เศรษฐกิจจริง” ของเศรษฐกิจแต่ละประเทศต่าง ๆ ต่อไป

    ภาพและข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378974262&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WknFygqCl-ImVMAapMZJ9

  • ศึกตะวันออกกลางระอุ! สนค. กางผลกระทบ 4 ด้าน เสี่ยงทุบเศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    ศึกตะวันออกกลางระอุ! สนค. กางผลกระทบ 4 ด้าน เสี่ยงทุบเศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์ถึงผลกระทบที่อาจจะมีต่อประเทศไทย จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ, อิสราเอล กับอิหร่าน ใน 4 ด้านสำคัญ ทั้งราคาพลังงาน, การท่องเที่ยว, แรงงาน-การบริโภคในประเทศ และการลงทุน-ตลาดเงิน ดังนี้

    1. สถานการณ์ในขณะนี้ถือเป็น Negative Supply Shock อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ซึ่งแม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่อาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที สิ่งนี้จะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทย เร่งตัวขึ้นผ่านราคาค่าขนส่ง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า

    2. สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมักเดินทางมาไทย เพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทาง และความกังวลเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ความไม่สงบระดับโลก อาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น เกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี

    3. ด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศ จากแรงงานไทยกว่า 77,000 คน ในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

    4. ด้านบรรยากาศการลงทุน และเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น อาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจ ต้องถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

    ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐได้วางแนวทางในการดำเนินงานไว้ ดังนี้

    – กระทรวงพลังงาน โดย รมว.พลังงาน ได้สั่งการด่วนระงับการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศชั่วคราว เพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศให้ได้นานที่สุด โดยปริมาณสำรองปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่ 1 มี.ค.69 ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองรวม (น้ำมันคงเหลือ และอยู่ระหว่างขนส่ง) ประมาณ 7,660 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานได้ประมาณ 60 วัน

    ส่วนแผนสำรองก๊าซธรรมชาติ สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพิ่มการผลิตก๊าซในอ่าวไทย และเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตออกไปก่อน เพื่อลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ ขณะที่ด้านการผลิตไฟฟ้า ได้สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติหยุดชะงัก

    – กระทรวงการคลัง ได้จัดตั้งศูนย์ติดตาม และประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด

    – กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตฯ ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ของไทยในภูมิภาคทุกแห่ง ได้เตรียมการช่วยเหลือที่จำเป็นแก่คนไทยในพื้นที่ รวมถึงเตรียมแผนอพยพในกรณีจำเป็นไว้แล้วด้วย และได้จัดตั้งศูนย์ 24 ชั่วโมง ของกรมการกงสุลเพื่อรับความช่วยเหลือเร่งด่วน

    – กระทรวงแรงงาน ตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์ และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง เพื่อเกาะติดสถานการณ์ พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นอพยพ โดยในปัจจุบัน มีแรงงานไทยอยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานแรงงาน 3 แห่ง รวมทั้งสิ้น 77,495 คน ประกอบด้วย สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล จำนวน 58,921 คน สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 11,227 คน สำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย จำนวน 7,347 คน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h4wm7bYZTdHKgpL64pYYE

  • SCB EIC ชี้ สงครามตะวันออกกลาง ‘ยิ่งยืด ยิ่งเจ็บ’ เปิด 4 ด้านเศรษฐกิจไทยเจ็บหนัก

    SCB EIC ชี้ สงครามตะวันออกกลาง ‘ยิ่งยืด ยิ่งเจ็บ’ เปิด 4 ด้านเศรษฐกิจไทยเจ็บหนัก

    SCB EIC ชี้ สงครามตะวันออกกลาง 'ยิ่งยืด ยิ่งเจ็บ' เปิด 4 ด้านเศรษฐกิจไทยเจ็บหนัก

    ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกระลอก ประเด็นที่ทั่วโลกจับตาไม่ได้มีเพียงมิติทางการเมืองหรือความมั่นคง แต่คือแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผ่านไปทั่วโลก ผ่าน 2 ช่องแคบยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ช่องแคบ ‘ฮอร์มุส’ และช่องแคบ ‘บับเอลมันเด็บ’ เส้นทางทะเลแดงเชื่อมต่อคลองสุเอซ รวมถึงความผันผวนของ 3 สินทรัพย์หลักอย่างทองคำ หุ้น และน้ำมัน

    ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC ประเมินว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกสามารถแบ่งได้เป็น 2 ฉากทัศน์หลัก คือกรณีสถานการณ์คลี่คลายเร็วภายใน 1–2 สัปดาห์ ซึ่งผลกระทบจะจำกัด และกรณียืดเยื้อหรือรุนแรง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่ประเมินไว้

    ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC

    “ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ เศรษฐกิจโลกปี 2569 ก็มีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อนอยู่แล้ว จากผลของภาษีการค้าสหรัฐและการปรับตัวของภาคธุรกิจทั่วโลก ดังนั้น ความขัดแย้งครั้งนี้จึงเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากยืดเยื้อจนกระทบต่อการค้าและการลงทุน”

    ซัพพลายน้ำมันคือจุดเสี่ยงหลัก

    ช่องแคบฮอร์มุสเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก หากเกิดการจำกัดหรือปิดกั้นการผ่าน ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับสูงกว่ากรอบฐานที่ประเมินไว้ โดยกรณียืดเยื้ออาจเห็นระดับ 80–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากรุนแรงมากอาจสูงกว่านั้น

    ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะกระทบเงินเฟ้อโลก ผ่านต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งอาจทำให้ทิศทางนโยบายการเงินโลกที่กำลังเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย ต้องกลับมาพิจารณาความเสี่ยงเงินเฟ้ออีกครั้ง

    ช่องแคบฮอร์มุส SCB EIC ชี้ สงครามตะวันออกกลาง 'ยิ่งยืด ยิ่งเจ็บ' เปิด 4 ด้านเศรษฐกิจไทยเจ็บหนัก

    ขณะเดียวกัน หากเส้นทางผ่านทะเลแดงได้รับผลกระทบ จะทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้น ค่าระวางเรือและประกันภัยสูงขึ้น เสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน คล้ายช่วงโควิดที่การขนส่งติดขัดแล้วราคาสินค้าปรับตัวขึ้นรวดเร็วทั่วโลก

    ไทยเสี่ยง 4 ด้าน พลังงาน–ส่งออก–ท่องเที่ยว–ค่าเงิน

    สำหรับเศรษฐกิจไทย SCB EIC มองว่า ปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% อยู่แล้ว โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ราว 1.8% และหากรวมความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง อาจทำให้ตัวเลขต่ำกว่านั้น

    • มิติแรกคือ ความมั่นคงพลังงาน ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และพึ่งพาการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุสมากกว่าครึ่งหนึ่ง ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองประมาณ 61 วัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกรอบดังกล่าว อาจกระทบความมั่นคงพลังงานและต้นทุนในประเทศ อย่างไรก็ดี ไทยมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันเกิน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
    • มิติที่สองคือการค้าและการส่งออก สินค้าบางประเภทที่ส่งออกไปตะวันออกกลาง เช่น รถยนต์เชิงพาณิชย์ และอาหารหรือผลไม้แปรรูป อาจได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะเดียวกัน หากการเดินเรือผ่านทะเลแดงสะดุด จะเพิ่มต้นทุนและเสี่ยงทำให้การส่งออกที่เดิมคาดว่าจะโตเพียงเล็กน้อย พลิกกลับมาติดลบได้
    • มิติที่สามคือการท่องเที่ยว ปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวหดตัวราว 7% และปีนี้คาดฟื้นตัว 3–4% โดยกลุ่มตะวันออกกลางเป็นตลาดศักยภาพที่เข้ามาทดแทนนักท่องเที่ยวจีนบางส่วน หากความตึงเครียดกระทบการเดินทางหรือความปลอดภัย อาจส่งผลต่อรายได้ท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่ม Medical และ Wellness
    • มิติที่สี่คือภาคการเงินและค่าเงินบาท ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนเข้าสู่โหมดลดความเสี่ยง เงินทุนอาจไหลไปสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและสกุลเงินหลัก ขณะที่ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่าบ้างจากดอลลาร์ที่แข็งขึ้น แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นแรงไหลออกกระทบเสถียรภาพอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความผันผวนค่าเงินจะเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม

    GDP มีแนวโน้มต่ำลง นโยบายการเงินเผชิญโจทย์ยาก

    ดร.ฐิติมาระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับประมาณการ GDP อย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางเป็นลบแน่นอน โดยตัวแปรสำคัญอยู่ที่ความยืดเยื้อและระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ซึ่งจะโยงไปยังระดับราคาน้ำมันโลก

    สำหรับไทย หากเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าคาด ธนาคารกลางยังมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยได้อีกราว 50 basis points หลังปรับลดลงมาอยู่ที่ 1% อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือเศรษฐกิจมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูงจากต้นทุนพลังงานที่อาจปรับเพิ่ม

    ท้ายที่สุด ทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยจะขึ้นอยู่กับคำถามเดียวว่า ความขัดแย้งจะจบเร็วหรือยืดเยื้อ เพราะยิ่งลากยาว แรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจยิ่งรุนแรงมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/652778&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0naGAglWnXjQ0g1_seJ1th

  • ศุภาลัย เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจชุมชน  ผลักดันแคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม”

    ศุภาลัย เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจชุมชน ผลักดันแคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม”

    ศุภาลัย เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจชุมชน ผลักดันแคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม”

    วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

    นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพราะบ้านที่ดี ไม่ได้เกิดจากการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสมดุลระหว่างคุณภาพของบ้านและความเข้มแข็งของชุมชนโดยรอบ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) จึงเดินหน้าสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนทั่วประเทศ พร้อมผลักดันแคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม” คัดสรรของดีฝีมือท้องถิ่นจาก 5 จังหวัด 5 ภูมิภาค ส่งต่อเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าที่เยี่ยมชมโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมศุภาลัยทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม–31 พฤษภาคม 2569

                ภายใต้ความเชื่อว่า “บ้าน” คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและสังคม ศุภาลัยจึงตั้งใจทำให้ทุกการเยี่ยมชมโครงการมีความหมายมากกว่าการเลือกที่อยู่อาศัย แต่เป็นโอกาสในการร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและสร้างพลังให้เศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง

                “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม” รวบรวมผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาจากแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าจักสานกระจูดจากบ้านห้วยลึก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่สานด้วยมือทีละเส้นจากวัสดุธรรมชาติ
    ชาสมุนไพร หอมป่า ฮ่อมดอย จากชุมชนแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่ ที่ต่อยอดองค์ความรู้พื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพร่วมสมัย ดอกเกลือบ้านย่า จังหวัดสมุทรสาคร ที่สืบทอดวิถีนาเกลือดั้งเดิม กล่องทิชชูจักสานกกจากเสื่อจันทบูร จังหวัดจันทบุรี ที่ผสานงานหัตถกรรมกับดีไซน์เรียบง่ายใช้งานได้จริง และข้าวระยะเม่า
    จากตำบลสีสุก จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งต้องเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่พอดี อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์

                ทุกชิ้นผลิตภัณฑ์ไม่ใช่เพียงของขวัญเล็กๆ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้ เปิดโอกาส และเติมความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชน สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางสังคมควบคู่กับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง
     

    “ศุภาลัยเชื่อว่าความยั่งยืนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้จบลงที่การส่งมอบบ้านคุณภาพ แต่ต้องรวมถึงการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่แข็งแรงด้วย “บ้านที่ดี” ควรทำให้ชุมชนรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน แคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม” จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่เราเชื่อมโยงลูกบ้านกับผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ทุกการเยี่ยมชมมีความหมายมากกว่าการดูบ้าน แต่คือการร่วมกันสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับสังคมไทย

                แคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม” จึงเป็นภาพสะท้อนของแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนที่ศุภาลัยยึดมั่นเสมอมา ด้วยการส่งต่อคุณค่าของภูมิปัญญาไทย สร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้แข็งแรงจากรากฐานไปพร้อมกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพ
     

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/950119&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NnLt_7SVyxRLWEf_M7UrG

  • วิกฤตพลังงานโลก: 3 ฉากทัศน์ สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

    วิกฤตพลังงานโลก: 3 ฉากทัศน์ สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TSBaSkc7TVodQoRRwIr1F