Category: เศรษฐกิจ

  • รอบรั้วการตลาด : วธ. ขยายเครือข่ายหนุนศิลปะร่วมสมัยไทยก้าวสู่สากลดันเศรษฐกิจเติบโต

    รอบรั้วการตลาด : วธ. ขยายเครือข่ายหนุนศิลปะร่วมสมัยไทยก้าวสู่สากลดันเศรษฐกิจเติบโต

    นายประสพ เรียงเงิน ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงมีภารกิจและหน้าที่ในการส่งเสริมงานเกี่ยวกับศิลปะ ศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งต่อยอดพัฒนางานศิลปะให้มีความร่วมสมัย โดยมีสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เป็นหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่กิจกรรมสร้างสรรค์และต่อยอดงานศิลปะร่วมสมัย ซึ่งในการดำเนินการได้บูรณาการ ความร่วมมือเชิงรุก ระหว่างสศร. กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย เครือข่ายศิลปะร่วมสมัยและภาคส่วนต่างๆ 

    ทั้งนี้เพื่อให้การสนับสนุนศิลปินและผู้ประกอบการด้านศิลปะร่วมสมัยเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดในการเปลี่ยนต้นทุน  ทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ สืบสาน สร้างสรรค์และนำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคต อย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด ไท ไทย ซึ่งมุ่งเน้นการนำรากเหง้าแห่งภูมิปัญญา วัฒนธรรม ศิลปะหรืออัตลักษณ์ท้องถิ่นมาต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ช่วยสร้างอาชีพและรายได้สู่ศิลปิน ประชาชนและชุมชนเพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมไทยให้เป็นรากฐานพัฒนาเศรษฐกิจของชาติให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย 

    คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สศร. กล่าวว่า กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยจัดตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2551 ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย พ.ศ. 2551  ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา กองทุนฯได้สนับสนุนการทำงานของศิลปินและองค์กรทางศิลปวัฒนธรรมครอบคลุมศิลปะทุกสาขา ซึ่งนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2561 – 2569 กองทุนฯได้ส่งเสริมโครงการไปแล้วทั้งหมด 367 โครงการ และจัดสรรเงินสนับสนุนรวมกว่า 116 ล้านบาท  

    โดยในปี  2569 มีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมทั้งหมด 44 โครงการ ซึ่งครอบคลุม 9 สาขา ได้แก่ ทัศนศิลป์ , วรรณศิลป์, ดนตรี, ศิลปะการแสดง, ภาพยนตร์, สถาปัตยกรรม, มัณฑนศิลป์, เรขศิลป์ , ออกแบบเครื่องแต่งกาย  ซึ่งทุกโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากกองทุนฯ ล้วนมีความโดดเด่น และมีเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตนเองและวธ.โดย สศร. กองทุนฯ ผู้ให้การสนับสนุน เครือข่ายศิลปิน เครือข่ายศิลปะร่วมสมัยและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนต่างรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมศิลปินและเครือข่ายศิลปะร่วมสมัยให้สามารถพัฒนาองค์ความรู้และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงานศิลปะร่วมสมัยของไทย ไปสู่ระดับชาติและระดับนานาชาติ 

    คุณหญิงปัทมา กล่าวอีกว่า กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจในการส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปะร่วมสมัยทั้ง 9 สาขาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมืออันดีจากภาคีเครือข่าย  ที่สำคัญตลอดมา ได้แก่ 1. ไอคอนสยาม, 2. ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) 3.กลุ่ม Chat Lab และ 4.มูลนิธิ แม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    ขณะเดียวกันได้มีการขยายฐานความร่วมมือสู่ระดับสถาบันการศึกษาและระดับนานาชาติ ระหว่างสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยกับเครือข่ายด้านศิลปะร่วมสมัย ได้แก่ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา และ Cheongju Craft Biennale โดย Cheongju Craft Biennale Organizing Committee  ซึ่งการลงนาม MOU ในครั้งนี้ ทำให้การบูรณาการความร่วมมือ ในการส่งเสริมการสร้างสรรค์ การพัฒนาและเผยแพร่ผลงานศิลปะร่วมสมัยให้มีความเข้มแข็งและก้าวไปสู่ระดับนานาชาติมากขึ้น 

    เอาใจสายท่องเที่ยว : ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนต์และผู้ให้บริการทางการเงินดิจิทัลชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินหน้าขยายอีโคซิสเต็มการให้บริการจ่ายในต่างประเทศสู่แพลตฟอร์มที่รวบรวมฟีเจอร์ด้านการเดินทางไว้ในแอปเดียว โดยเปิดตัวหมวดบริการ ท่องเที่ยว พร้อมชูจุดแข็ง จองง่าย จ่ายสะดวก เน็ตพร้อม ประกันคุ้ม โดยล่าสุดได้จัดงาน One App, Easy Travel เที่ยวครบจบที่ทรูมันนี่ เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษร่วมกับ เอส–ศุภ สง่าวรวงศ์ นักแสดงและนักกีฬาที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อการเดินทางและการใช้จ่ายทั้งในและต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อในแอปเดียว

    รับรางวัล : บลจ.กสิกรไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการกองทุนตราสารหนี้ของไทย ด้วยการคว้ารางวัล Most Prominent Fund House in Corporate Bond Market ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 จากงาน ThaiBMA Best Bond Awards 2025 ซึ่งจัดโดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของความไว้วางใจที่ผู้ลงทุนมอบให้แก่ บลจ.กสิกรไทย ในการนำความเชี่ยวชาญเชิงลึก ความเป็นมืออาชีพ และศักยภาพในการบริหารจัดการพอร์ตตราสารหนี้มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

    ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ย การคัดเลือกตราสารคุณภาพ การบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตและสภาพคล่อง ไปจนถึงการปรับกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมและยั่งยืนในระยะยาว โดยมีนายฐานันดร โชลิตกุล, CFA, Chief Investment Officer นำทีมผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ของ บลจ.กสิกรไทย เข้ารับรางวัล ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2917701&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E_5CsOEI0psqgYTim2MbS

  • อย่าตื่นตระหนก-กักตุนน้ำมัน! “โฆษก พลังงาน” ย้ำไทยสำรอง 7,660 ล้านลิตร ใช้ได้ 60 วัน พร้อมอุ้มราคาผ่านกองทุนฯ

    อย่าตื่นตระหนก-กักตุนน้ำมัน! “โฆษก พลังงาน” ย้ำไทยสำรอง 7,660 ล้านลิตร ใช้ได้ 60 วัน พร้อมอุ้มราคาผ่านกองทุนฯ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xbr–g2jTVgy_orQiy6r4

  • Gen-Z เบื่อจอ หลงของจริง ปลุกเศรษฐกิจอนาล็อกกลับมาคึกคัก

    Gen-Z เบื่อจอ หลงของจริง ปลุกเศรษฐกิจอนาล็อกกลับมาคึกคัก

    ใครจะเชื่อว่าวัยรุ่นที่โตมากับสมาร์ทโฟน จะเป็นคนชุบชีวิต “ของสะสมรุ่นคุณพ่อ” ให้กลับมาทำเงินมหาศาล! ผลสำรวจล่าสุดชี้ชัดว่าชาว Gen-Z กำลังเบื่อหน่ายโลกเสมือนจริง แล้วหันมาคลั่งไคล้ ‘เศรษฐกิจอนาล็อก’ แบบเต็มตัว

    ไม่ว่าจะเป็นการสะสมแผ่นเสียง การอ่านหนังสือเล่มที่ได้กลิ่นกระดาษจริง ๆ ไปจนถึงการยอมควักเงินก้อนโตเพื่อไปยืนเบียดในคอนเสิร์ต สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่กระแสย้อนยุคข้ามคืน แต่คือการโหยหา “สัมผัสที่จับต้องได้” ในยุคที่ทุกอย่างลอยอยู่ในอากาศ จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่คนวัย 20 ถึง 40 ปี ต่างเทใจให้แบบถอนตัวไม่ขึ้น

    Gen-Z เบื่อจอ หลงของจริง ปลุกเศรษฐกิจอนาล็อกกลับมาคึกคัก

    ในยุคที่ความสะดวกสบายเพียงปลายนิ้วสัมผัสเริ่มทำพิษ เมื่อระบบ ‘ดิจิทัล’ ที่แสนจะรวดเร็วกลับสร้างความรู้สึกว่างเปล่าให้กับคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ชาว Gen-Z (กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1997-2012) เริ่มหันหลังให้กับการเสพคอนเทนต์ผ่านหน้าจอเพียงอย่างเดียว แล้วหันมาซบไหล่ ‘ความคลาสสิก’ ที่สัมผัสได้จริงแทน

    จากรายงาน Luminate 2024 Year-End Music Report พบข้อมูลที่น่าทึ่งว่า ชาว Gen-Z มีแนวโน้มที่จะซื้อแผ่นเสียง ‘ไวนิล’ มากกว่าค่าเฉลี่ยของนักฟังเพลงทั่วไปถึง 27% แม้ว่าพวกเขาจะเติบโตมาในยุคของ ‘สตรีมมิ่ง’ แบบ 100% ก็ตาม โดยพวกเขามองว่าการค่อย ๆ วางเข็มลงบนแผ่นเพลงคือ ‘พิธีกรรม’ ที่สร้างความสุขทางใจได้มากกว่าการกดปุ่มเพลย์บนแอปฯ เช่นเดียวกับวงการหนังสือที่กลับมาผงาดอย่างแข็งแกร่ง

    ข้อมูลจาก Association of American Publishers (AAP) ระบุว่าในปีที่ผ่านมา ยอดขายหนังสือแบบรูปเล่มครองส่วนแบ่งรายได้ถึง 50.5% ของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหนังสือปกแข็งและปกอ่อนที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะผู้อ่านต้องการการ ‘ดีท็อกซ์’ สายตาจากแสงสีฟ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/862301&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zZkgYlR6JXc8he6uDI_L1

  • ผวาสงคราม หุ้นร่วง ทองพุ่ง ไทยปรับแผนนำเข้าน้ำมัน มีสำรองใช้ 60 วัน แจงยังต้องส่งให้ลาว

    ผวาสงคราม หุ้นร่วง ทองพุ่ง ไทยปรับแผนนำเข้าน้ำมัน มีสำรองใช้ 60 วัน แจงยังต้องส่งให้ลาว

    ออกจากระบบ

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    เศรษฐกิจ

    ผวาสงคราม หุ้นร่วง ทองพุ่ง ไทยปรับแผนนำเข้าน้ำมัน มีสำรองใช้ 60 วัน แจงยังต้องส่งให้ลาว

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/ELhpuoECcA8

    คุณอาจสนใจ

    Related News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/458276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n9UpZvSfoc8gbLkz_hzJu

  • ฉุดไม่อยู่แล้ว! ‘คาลเท็กซ์’ ตาม ‘เชลล์’ มาติดๆ ขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1.80 บ. โซฮอล์ 0.90 บ. | เดลินิวส์

    ฉุดไม่อยู่แล้ว! ‘คาลเท็กซ์’ ตาม ‘เชลล์’ มาติดๆ ขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1.80 บ. โซฮอล์ 0.90 บ. | เดลินิวส์

    หลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังคงยืดเยื้อ และยังไม่มีใครรู้ว่า จะจบเมื่อไร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนอย่างรุนแรง

    แม้ว่าทางกระทรวงพลังงาน ระบุว่า จะใช้กองทุนน้ำมันเชื่อเพลิงที่ขณะนี้เป็นบวกอยู่ 2,459 ล้านบาท เข้ามาดูแล แต่ล่าสุดผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ อย่างสถานีบริการน้ำมันเชลล์ ได้ประกาศปรับราคาในช่วงเช้าวันที่ 3 มี.ค. นี้แล้ว ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายเริ่มกังวลในเรื่องการปรับขึ้นราคาน้ำมัน หลังจากปั๊มเชลล์ ได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันไปแล้วช่วงเช้า ล่าสุดปั๊มคาลเท็กซ์ ได้ประกาศขึ้นราคาเช่นกัน ในเวลา 11.00 น.

    ล่าสุด ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ ประกาศปรับราคาน้ำมันขายปลีก ได้แก่ น้ำมันดีเซลขึ้น 1.80 บาท/ลิตร ยกเว้นน้ำมันพาวเวอร์ ดีเซล เทครอน ดี น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ปรับขึ้น 0.90 บาท/ลิตร ยกเว้นน้ำมันเบนซิน โกลด์ 95 เทครอน มีผลวันนี้ 3 มีนาคม ตั้งแต่ 11.00 น.

    สำหรับราคาขายปลีกใหม่ มีดังนี้ (บาท/ลิตร)
    โกลด์ 95 เทครอน : 49.51
    แก๊สโซฮอล์ 95 : 31.45 เพิ่มขึ้น 0.90 บาท
    แก๊สโซฮอล์ อี20 : 29.24 เพิ่มขึ้น 0.90 บาท
    แก๊สโซฮอล์ 9 1: 31.08 เพิ่มขึ้น 0.90 บาท
    ดีเซล เทครอน ดี : 30.84 เพิ่มขึ้น 1.80 บาท
    พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน ดี : 45.64 บาท

    ราคาข้างต้นเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่

    ส่วนราคาน้ำมันปั๊มเชลล์ที่ได้ประกาศปรับไปช่วงเช้า  

    ดีเซลปรับขึ้นราคาดีเซลสูงถึงลิตรละ 4.20 บาท

    แก๊สโซฮอล์ E20 ปรับเพิ่มลิตรละ 1.50 บาท

    แก๊สโซฮอล์ 91 ปรับเพิ่มลิตรละ 1.50 บาท

    แก๊สโซฮอล์ 95 ปรับเพิ่มลิตรละ 1.50 บาท

    ดีเซล เพิ่มลิตรละ 4.20 บาท/ลิตร

    ส่งผลให้ราคา

    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 34.14 บาทต่อลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 49.84 บาทต่อลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 30.44 บาทต่อลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 32.28 บาทต่อลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 32.85 บาทต่อลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 49.84 บาทต่อลิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5652450/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XW4EYUoGgRx3JqOxsnZhV

  • รู้แล้วนะ ล้มอิหร่านได้คือล้มสิ่งนี้ได้?! 03/03/69 #สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #อิสราเอล #เศรษฐกิจโลก

    รู้แล้วนะ ล้มอิหร่านได้คือล้มสิ่งนี้ได้?! 03/03/69 #สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #อิสราเอล #เศรษฐกิจโลก

    เผยแพร่:

    #สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #อิสราเอล #เศรษฐกิจโลก #การเมือง Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/2MC-shDtxsk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hFMax9nkAWSJdArYzdHUS

  • “กรมส่งเสริมสหกรณ์” จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปี สหกรณ์ไทย ยึดหลัก “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง” | TOPNEWS

    “กรมส่งเสริมสหกรณ์” จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปี สหกรณ์ไทย ยึดหลัก “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 03/03/2026 17:03

    “กรมส่งเสริมสหกรณ์” จัดกิจกรรม ฉลองครบรอบ 110 ปี สหกรณ์ไทย ยึดหลัก “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง”

    “กรมส่งเสริมสหกรณ์” จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปี สหกรณ์ไทย ยึดหลัก “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง” – Top News รายงาน

    กรมส่งเสริมสหกรณ์

    นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาเป็นประธานในงานวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ” ซึ่งในปีนี้ครบรอบ 110 ปี การสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศร่วมกันจัดกิจกรรมเนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและ ร่วมเทิดพระเกียรติพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” ซึ่งพระองค์ได้ทรงวางรากฐานการสหกรณ์ในประเทศไทย ทรงส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรกของประเทศ คือ “สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้” ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2459 และทรงดำรงตำแหน่งนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านนายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 ครบรอบ 110 ปีสหกรณ์ไทย ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร ภายในงานประกอบไปด้วย 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.พิธีทำบุญทางศาสนา และพิธีวางพานพุ่ม เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ 2.กิจกรรมเผยแพร่นโยบายและอ่านสารนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่สมาชิกสหกรณ์ และบุคลากรในขบวนการสหกรณ์ ให้เกิดความเข้าใจและสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาสหกรณ์ไปสู่เป้าหมาย3.การจัดแสดงนิทรรศการและผลการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง” เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับความสำคัญของการสหกรณ์ในประเทศไทย ประวัติความเป็นมาและความก้าวหน้าของการพัฒนาสหกรณ์ บทบาทหน้าที่สมาชิกสหกรณ์ รวมถึงตัวอย่างสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จ 4.กิจกรรมรับบริจาคโลหิต และ 5.กิจกรรมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นและสินค้าเกษตรคุณภาพจากสถาบันเกษตรกร เครือข่ายสหกรณ์ กลุ่มอาชีพ โครงการหลวง และวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ ภายใต้ชื่องาน “Co-op Market Fair 2026 พลังสหกรณ์ ขับเคลื่อนสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น By ร้านสหกรณ์เทเวศร์ จำกัด” สินค้าที่นำมาจำหน่ายมีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ส้มโอขาวใหญ่ ฝรั่ง โคเนื้อกำแพงแสน อาหารทะเลแปรรูป ปลาแดดเดียว น้ำพริกปรุงสำเร็จรูปข้าวแต๋นธัญพืช มะม่วงน้ำปลาหวาน หมูทุบ ข้าวสาร ไข่ไก่ ผักสด นมพร้อมดื่ม ไอศกรีม ถั่วทอดสมุนไพร กล้วยอบแผ่น ผ้าไหม ผ้าทอพื้นเมือง ผ้าหม้อห้อมแพร่ ชุดผ้าซิ่น เครื่องปั้นดินเผา กระเป๋า Handmade และสินค้าของดีอีกมากมาย คัดสรรมารวมกันไว้ที่งานนี้

    อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อว่านอกจากการจัดพิธีถวายพานพุ่มสักการะ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ แล้ว ยังมีการจัดพิธีถวายพานพุ่มสักการะที่สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ และสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยในส่วนภูมิภาคจะมีการจัดกิจกรรมของขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ กิจกรรมที่เสริมสร้างความสามัคคีของชาวสหกรณ์ เช่น การจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ทำบุญ บริจาคโลหิต การออกร้านจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ภายในจังหวัด และกิจกรรมกีฬาสร้างความสามัคคีและการรวมพลังของคนในขบวนการสหกรณ์ นอกจากนี้ ในโอกาสพิเศษครบรอบ 110 ปีการสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดงานแสดงนิทรรศการ “นับ 1 ถึง 110 ปี การสหกรณ์ไทย” เพื่อย้อนรำลึกถึงความเป็นมาของการก่อตั้งสหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดใช้ ต.วัดจันทร์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของสหกรณ์แห่งแรกในประเทศไทย ณ บริเวณลานหน้าสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก  รวมทั้งจัดกิจกรรมทางวิชาการและกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการผ่านช่องทางออนไลน์เพจFacebook กรมส่งเสริมสหกรณ์ – CPD อีกด้วย

    “ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และสหกรณ์ออมทรัพย์ รวม 6,268 แห่ง สมาชิกสหกรณ์กว่า 12 ล้านครอบครัว ทุนดำเนินการ/ปริมาณธุรกิจ รวมกว่า 2.73 ล้านล้านบาท โดยสหกรณ์เป็นหนึ่งในสถาบันเกษตรกรที่มีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพของสมาชิก โดยมีหน้าที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็ง ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในภาวะวิกฤติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่จะต้องเข้าไปขับเคลื่อน ผลักดันสร้างความรู้แก่สหกรณ์อย่างรอบด้าน ทั้งด้านการผลิต การบริหารธุรกิจ การตลาด และนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเป็นองค์กรที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้มวลสมาชิกได้อย่างแท้จริง” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

         

    ปก web ล้อมจับเสือโคร่ง

    ปก web ผวาสงครามแห่เติมน้ำมัน

    ยายวัย 73 ปี สู้ชีวิตปีนต้นตาลเก็บลูกขาย พลาดตกเสียชีวิต

    ฮือฮา ปาฏิหาริย์เจ้าแม่จินดา! ลมพัดแรงกุมารเข้าทรง แจกเลขเด็ดแก้บนอุตรดิตถ์

    อบจ.นครฯ จัดโชว์มโนราห์ร้อยชีวิต-นางเอกหนังลุง งานมาฆบูชาปี 2569

    นครสวรรค์ วุ่น! แห่ขนถัง 200 ลิตรตุนน้ำมัน หลังบางยี่ห้อพุ่งลิตรละ 4.20 บาท

    ชาวเบตงแห่เติมน้ำมันล้นปั๊ม หวั่นสู้รบตะวันออกกลางกระทบราคาพุ่ง-ขาดแคลน

    หลวงตาสินทรัพย์ สนทนาธรรม หัวข้อ “ไม่มีพระ ป่าไม่เหลือ” โดยมีญาติธรรมเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1504903&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fwz36eCaEp_Jxk0g76G2X

  • เสถียรภาพและการเติบโต ทำอย่างไรไปด้วยกัน

    เสถียรภาพและการเติบโต ทำอย่างไรไปด้วยกัน

    “เสถียรภาพดี แต่เศรษฐกิจโตต่ำ ก็อยู่ไม่ได้ เพราะจะกระทบเสถียรภาพเช่นกัน ดังนั้น เสถียรภาพและการเติบโตจึงต้องเดินคู่กัน ต้องได้ทั้งคู่” เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงของผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ทำให้เห็นการปรับบทบาทแบงก์ชาติกันค่ะ

    แม้เป้าหมายหลักของแบงก์ชาติ คือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่เรื่องการเติบโตก็เป็นเรื่องสำคัญ การมองภาพทั้งมิติระยะสั้นและระยะยาวเป็นเรื่องจำเป็น ทุกภาคส่วนไม่ควรเน้นเพียงกระตุ้นระยะสั้นเท่านั้นแต่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ และเน้นการโตแบบทั่วถึง กระจายสู่รายย่อย

    เสถียรภาพและการเติบโต ทำอย่างไรไปด้วยกัน

    คำว่า เศรษฐกิจ สามารถมองได้ 2 มิติ คือ 1. GDP หรือ เศรษฐกิจจริง ที่ปีนี้ คาดว่าโตราว 1.9% กับ 2. Potential GDP หรือ ศักยภาพของเศรษฐกิจ ของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ 2.7%

    โจทย์สำคัญที่ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ กล่าวไว้ คือ การช่วยกันผลักดันให้ GDP ที่โตราว 1.9% ไปแตะระดับศักยภาพและ การปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อขยายศักยภาพที่ 2.7% ให้สูงขึ้นเป็น 3-3.5% ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนใหม่ๆ

    GDP สะท้อน การใช้จ่ายมวลรวมของประเทศ ในกรณีเศรษฐกิจซบเซา โตต่ำต่อเนื่อง ภาครัฐจึงออกนโยบายเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ เช่น มาตรการคนละครึ่งพลัส ด้านนโยบายการเงิน กนง. ก็ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ เช่นกัน

    ล่าสุด อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดเป็น 1% เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ ยังบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยในครั้งนี้ และลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไป

    เลขานุการ กนง. คนใหม่ ดร. ดอน นาครทรรพ จึงได้ให้เหตุผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ ว่า “เราเห็นความสำคัญในการช่วยเศรษฐกิจไทยได้เร็วขึ้น อย่างน้อย 2-3 เดือน หากจะลดอยู่แล้ว ก็ลดครั้งนี้เลย ก็เหมือน front load ขึ้นมา การที่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 1% ก็เป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้”

    ดร. ดอน ยังได้ขยายความว่า ในการตัดสินนโยบายการเงินแต่ละครั้ง กนง. จะพิจารณาสามด้านด้วยกัน ได้แก่ เสถียรภาพราคา (เงินเฟ้อ) การขยายตัวของเศรษฐกิจ และเสถียรภาพของระบบการเงิน

    โดยในสามด้านนี้ มีเพียงเสถียรภาพราคาที่เป็นเป้าหมายทางการ (Official target) การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ จึงสะท้อนความมุ่งมั่น (Commitment) ของ กนง. ต่อเป้าหมายเงินเฟ้อด้วย

    ที่ผ่านมา แม้เงินเฟ้อต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายที่ 1% แต่มองไประยะปานกลาง (2-3 ปีข้างหน้า) ประมาณการเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่ล่าสุดพบว่า มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะเข้ากรอบเป้าหมายช้ากว่าเดิม จากครึ่งแรกของปี 2570 เป็นครึ่งหลังของปี 2570 ตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการช่วยค่าครองชีพของภาครัฐที่อาจจะมีเพิ่มเติม

    รวมถึงปัจจัยฉุดรั้งจากเศรษฐกิจที่โตต่ำ ดังนั้น แม้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation expectations) ในระยะปานกลางที่ กนง. ติดตาม จะยังอยู่ในกรอบ1-3% แต่โน้มลดลงต่อเนื่องในระยะหลัง ทำให้ กนง. มีความเป็นห่วงแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต

    การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำแล้ว ยังเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลาง ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วย

    โดย กนง. เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง สะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอ และสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า 

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่โตต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ มองว่า ต้องช่วยกันลงมือทำ โดยแบงก์ชาติต้องขยายบทบาท สู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านมาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพิ่มเติมจากการดูแลเสถียรภาพ และประคับประคองเศรษฐกิจ เพื่อหนุนให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นพร้อมๆ กับการดูแลเสถียรภาพ 4 เดือนที่ผ่านมา แบงก์ชาติเร่งออก 4 มาตรการ ประกอบด้วย

    1.โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้เสีย ผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยโดย SAM ที่ปรับเป็น Social AMC เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ 

    2.โครงการ “SMEs Credit Boost” เพื่อช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น และยังตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะในด้านที่จะขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต เท่าทันโลกยุคใหม่

    3.การกำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำบนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลการซื้อขายทองคำที่มีมูลค่าสูง และยกระดับให้การทำธุรกรรมซื้อขายทองคำมีความโปร่งใสและมีมาตรฐานขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาปริมาณการซื้อขายทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และในบางช่วงพบว่าธุรกรรมขนาดใหญ่ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

    4.การจัดการทุนเทา/ ธุรกรรมไม่พึงประสงค์ โดยดำเนินการในหลายมิติ อาทิ การกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในการฝาก-ถอนเงินสดมูลค่าสูง การจำกัดวงเงินรับซื้อธนบัตรต่างประเทศ การติดตามธุรกรรมซื้อ/ขาย USDT ของ Non-resident

    นอกจากนี้ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ยังได้กล่าวถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน ซึ่งมีความหลากหลาย โดยจะกำหนดมาตรฐานให้เป็นธรรมแก่ผู้ใช้บริการทางการเงิน

    “เราต้องปรับบทบาทแบงก์ชาติ จากเดิมแบงก์ชาติทำหน้าที่กำกับดูแลดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือเดียว แต่เราขยายบทบาทออกมาเป็นมาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในจุดต่างๆ” เป็นคำกล่าวของผู้ว่าการฯ คุณวิทัย รัตนากร ที่สื่อถึงบทบาทเชิงรุก โดยการผสมผสานเครื่องมือ ทั้งดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการเฉพาะจุด เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งเสถียรภาพและการเติบโตที่ทั่วถึง

    * บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1223414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bSR0A8TrMvbXAe4FxoWOG

  • “สว.ไชยยงค์”ชี้วิกฤตมะพร้าวน้ำหอมไม่ใช่ล้นตลาด แต่กลไกบิดเบี้ยวร้องรัฐเร่งจัดระเบียบล้ง | เดลินิวส์

    “สว.ไชยยงค์”ชี้วิกฤตมะพร้าวน้ำหอมไม่ใช่ล้นตลาด แต่กลไกบิดเบี้ยวร้องรัฐเร่งจัดระเบียบล้ง | เดลินิวส์

    สถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมที่ตกต่ำต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 จนปัจจุบันราคารับซื้อหน้าสวนเหลือลูกละ 2 บาท และบางส่วนเหลือเพียง 1 บาท กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกหลักของประเทศ โดยเฉพาะภาคกลาง

    นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยกับเดลินิวส์ว่า จากการติดตามข้อมูลในพื้นที่และรับฟังเสียงสะท้อนจากเกษตรกร พบว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากผลผลิตล้นตลาดตามกลไกอุปสงค์-อุปทาน เนื่องจากราคาขายปลีกในกรุงเทพมหานครยังอยู่ที่ 30–35 บาทต่อผล ขณะที่เมืองท่องเที่ยวหลายแห่งจำหน่ายในช่วง 40–75 บาท และยังมีความต้องการบริโภคต่อเนื่อง

    ส.ว.ไชยยงค์ ระบุว่า โครงสร้างตลาดมะพร้าวน้ำหอมมีลักษณะกระจุกตัว โดยกลุ่มผู้รับซื้อหรือ “ล้ง” ซึ่งมีทุนต่างชาติเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อในพื้นที่ผลิต ขณะที่การส่งออกไปตลาดหลักอย่างประเทศจีนก็อยู่ในมือกลุ่มทุนดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกษตรกรขาดอำนาจต่อรอง

    “หากไม่เร่งจัดการที่ต้นเหตุ คือกลไกตลาดที่บิดเบี้ยว ปล่อยให้ผู้รับซื้อกำหนดราคาเพียงฝ่ายเดียว เกษตรกรจะไม่มีทางอยู่ได้” นายไชยยงค์กล่าว พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ เข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจัง

    ทั้งนี้ ข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมาประกอบด้วย การกำหนดราคากลางที่สะท้อนต้นทุนการผลิต การตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของจุดรับซื้อในพื้นที่ และการขยายช่องทางส่งออกที่ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินการได้โดยตรง เพื่อลดการพึ่งพาผู้ซื้อรายใหญ่เพียงกลุ่มเดียว

    วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ท้าทายรัฐบาลในการสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5650446/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pqfV8P2pkH1gp2p51E43e

  • หวั่นวิกฤตพลังงาน! จีนเร่งล็อบบี้อิหร่าน เปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ”

    หวั่นวิกฤตพลังงาน! จีนเร่งล็อบบี้อิหร่าน เปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ”

    หวั่นวิกฤตพลังงาน! จีนเร่งล็อบบี้อิหร่าน เปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ”

    จีนงัดบทบาททางเศรษฐกิจ เร่งล็อบบี้อิหร่าน เปิดเส้นทาง “ช่องแคบฮอร์มุซ” หวั่นวิกฤตพลังงาน สะเทือนนำเข้า LNG

    สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวระดับสูงในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติซึ่งเปิดเผยว่า รัฐบาลจีนกำลังกดดันทางการอิหร่านให้หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกก๊าซของกาตาร์ หรือการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลก

    แม้จีนจะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดและเป็นคู่ค้าสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของอิหร่าน แต่จีนก็พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียในสัดส่วนที่สูงมากเช่นกัน โดยการขนส่งพลังงานเหล่านี้จำเป็นต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซทั้งสิ้น

    รัฐบาลจีนแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ในสัดส่วน 1 ใน 5 ของโลก หลังจากเกิดเหตุโดรนจากฝั่งอิหร่านโจมตีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้กาตาร์ต้องระงับการผลิตที่ศูนย์ Ras Laffan ซึ่งเป็นโรงงานส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นการหยุดผลิตเต็มรูปแบบครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี

    ช่องแคบฮอร์มุซ

    กลุ่มผู้บริหารบริษัทนำเข้าพลังงานของจีนระบุว่า ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รัฐว่ารัฐบาลกำลังพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้เรือขนส่งสินค้าสามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ

    แหล่งข่าวซึ่งขอสงวนนามระบุเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนได้หารือกับทางการอิหร่าน เพื่อเรียกร้องให้รับประกันว่าจะไม่มีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซ LNG ในบริเวณดังกล่าว และขอให้การขนส่งดำเนินต่อไปได้

    การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักลงตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธทั่วภูมิภาค

    แหล่งข่าวระบุด้วยว่า จีนได้ขอให้อิหร่านหลีกเลี่ยงการโจมตีศูนย์กลางการส่งออกอย่างกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งจัดหา LNG ให้จีนถึงร้อยละ 30 ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด

    หวั่นวิกฤตพลังงาน! จีนเร่งล็อบบี้อิหร่าน เปิด

    ด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนยังคงสงวนท่าทีต่อวิกฤตดังกล่าว โดยแถลงการณ์ระบุเพียงว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเมื่อวันจันทร์ว่า จีนสนับสนุนความพยายามในการปกป้องความมั่นคงของชาติ แต่อิหร่านก็ควรคำนึงถึงข้อกังวลที่สมเหตุสมผลของประเทศเพื่อนบ้านด้วย

    ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศจีนยังไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับจุดยืนด้านความมั่นคงทางพลังงาน ขณะที่โฆษกกระทรวงฯ ระบุในการแถลงข่าวตามปกติเพียงว่า รัฐบาลจีนมีความ “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่ลุกลามและบานปลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/738808&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1al-t4PtRRgX8U7eqjhbVa