Category: เศรษฐกิจ

  • คอลัมน์การเมือง – โมโตจีพีวิถีไทย ประทับใจอินเตอร์  คุ้ม หรือไม่คุ้ม?

    คอลัมน์การเมือง – โมโตจีพีวิถีไทย ประทับใจอินเตอร์ คุ้ม หรือไม่คุ้ม?

    ผ่านไปแล้วสำหรับ MotoGP 2026 พร้อมด้วยภาพจำ ประทับใจ “โมโตจีพี วิถีไทย”

    ใส่เอกลักษณ์และเสน่ห์แบบไทยเข้ามาไม่ยั้ง

    ทั้งรถอีแต๋นรับส่ง-คนดู

    รถตุ๊กตุ๊กให้นักบิดระดับโลกขับขี่ครื้นเครง

    ไหนจะผ้าขาวม้า ชุดไทย อาหารไทย หนังใหญ่ ศิลปวัฒนธรรมไทยต่างๆ ที่ถูกนำมาผสมผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งในมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกครั้งนี้

    เป็นที่ฮือฮา น่าชื่นชม

    1. การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” เป็นการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตสองล้อเบอร์หนึ่งของโลก

    สนามแรกของปีนี้ ที่ประเทศไทย “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์” ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

    นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน

    สร้างปรากฏการณ์ เป็นสนาม MotoGP ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด 228,228 คน

    สร้างรายได้ 5,139 ล้านบาท

    2. ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลภาคสนามเพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก MotoGP สนามที่ 1 “PT Grand Prix of Thailand2026” ณ สนามช้าง อินเตอร์ เนชั่นแนล เซอร์กิต ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569

    ระบุว่า การแข่งขัน MotoGP ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมานั้น (ปี 2563 และปี 2564 ไม่มีการจัดการแข่งขันเนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19) ได้สร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับประเทศชาติเป็นอย่างมาก

    หลังจบจากการจัดการแข่งขันครั้งล่าสุดในรายการ PT Grand Prix of Thailand 2026 นั้น สามารถสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ในจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดอื่น ๆ 5,139 ล้านบาท

    ก่อให้เกิดการจ้างงาน จำนวน 7,983 ตำแหน่ง (เทียบเท่าระยะเวลา 1 ปี)

    ภาครัฐได้รับรายได้ ในรูปแบบภาษีกว่า 358 ล้านบาท

    มีผู้เข้าร่วมงานตลอดการแข่งขัน (3วัน) จำนวน 228,228 คน

    3. ประเทศไทย ได้รับการยืนยันต่อสัญญากับ โมโตจีพี ออกไปอีก 5 ปี

    การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ต่อสัญญาไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP อีก 5 ปี

    เท่ากับว่า ประเทศไทยยังคงเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์”ไปจนถึงฤดูกาล 2031

    ประเด็นการต่อสัญญาเป็นเจ้าภาพ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียล โดยผูกโยงไปกับการโจมตีทางการเมือง

    บางประเด็น มีการปั้นแต่งข้อมูลใส่ร้ายจนไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และอาจถูกดำเนินคดี

    สำหรับประเด็นสาระสำคัญ ในแฟนเพจ Chang Circuit Buriram ได้สรุปชี้แจงไว้ชัดเจน ว่าด้วย“9 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับMotoGP สนามประเทศไทย ไม่คุ้มค่า-เอกชนไม่สนับสนุน-ไม่มีคนดู จริงหรือ?”

    “1.เงิน 3,997 ล้านบาท ตกไปที่ใคร และมีการใช้ทันทีทั้งหมดหรือไม่?

    ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ มีนโยบายที่จะทำสัญญากับ รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐบาลประเทศนั้นๆ โดยตรงเท่านั้น เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐดังนั้น การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะหน่วยงานรัฐ จึงเป็นคู่สัญญาโดยตรงแต่เพียงผู้เดียวกับ ดอร์น่าสปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ MotoGP ทั่วโลก

    ค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดจะถูก ทยอยขออนุมัติงบประมาณเป็นรายปี และจ่ายตรงไปที่ ดอร์น่า สปอร์ต เท่านั้น ไม่ได้ผ่านคนกลางหรือตกไปที่เอกชนรายอื่น

    ในทางกลับกัน ผลประโยชน์และรายได้จากการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเข้าชมหรือเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน ก็จะถูกนำส่ง ตรงไปที่ กกท. เช่นกัน เพื่อใช้สมทบและลดภาระงบประมาณภาครัฐอย่างเต็มที่

    2. ค่าลิขสิทธิ์แพงขึ้นมาก มีการเจรจาปกป้องผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่?

    ข้อเท็จจริง คือ ค่าลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นทุกประเทศและค่าลิขสิทธิ์ประเทศไทยถือว่า ต่ำกว่าประเทศอื่น

    โดย การกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพหลักได้เจราจาต่อรองเรื่องค่าลิขสิทธิ์การแข่งขัน เพื่อให้ได้ในอัตราเท่าเดิม แต่เนื่องจากเกิดการแข่งขันในการเสนอตัวเป็นประเทศเจ้าภาพเพิ่มขึ้น ประกอบกับจากการจัดการแข่งขันที่ผ่านมา มีการแข่งขันในวันแข่งจริงเพียงวันเดียว แต่ในสัญญาใหม่ จะมีการแข่งขัน 2 วัน คือ วันที่แข่ง Sprint Race (วันเสาร์) และวันที่แข่งจริง (Race Day) (วันอาทิตย์) ส่งผลให้มีผู้ชมสนใจมากยิ่งขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการแข่งขันมากขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่การปรับเพิ่มราคาเกิดขึ้นทั่วโลก และประเทศไทยสามารถเจรจาได้ในอัตราที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นจึงถือว่าการเจรจาเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

    3. งบโมโตจีพีสำคัญกว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจริงหรือ?

    งบประมาณคนละส่วน รัฐมีการจัดสรรงบทางกีฬาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน การเปรียบเทียบวงเงินนี้เชื่อมโยงกันอย่างไม่ถูกต้อง

    ตามหลักการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยงบประมาณสำหรับกิจกรรมส่งเสริมกีฬาและการเป็นเจ้าภาพระดับโลก (เช่น MotoGP) จะถูกจัดสรรในส่วนของรายจ่ายของส่วนราชการ (การกีฬาแห่งประเทศไทย) ซึ่งมีวงเงินและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนตามยุทธศาสตร์ของประเทศ

    ในขณะที่งบประมาณสำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน มักจะมาจาก “งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” ซึ่งเป็นงบฉุกเฉินที่รัฐบาลบริหารจัดการเพื่อบรรเทาสาธารณภัยโดยเฉพาะ

    ดังนั้น งบประมาณทั้งสองส่วนจึงแยกจากกันอย่างชัดเจน และการขออนุมัติกรอบวงเงิน 4,000 ล้านบาทสำหรับสัญญาปี 2570-2574 นั้น ไม่ได้กระทบต่องบประมาณที่รัฐบาลใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในปัจจุบันแต่อย่างใด

    4.รีบเร่งต่อสัญญาเกินไปหรือไม่?

    ยืนยันว่า การเจรจาต่อสัญญาไม่ได้เป็นการ “เร่งรีบ” แต่เป็นการดำเนินการที่ล่าช้ากว่าช่วงเวลาที่ควรเริ่มดำเนินการด้วยซ้ำ เนื่องจากสัญญาเดิมจะสิ้นสุดลงในปี 2569 (2026) และ ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ กำหนดให้คู่สัญญาเดิมต้องแจ้งความประสงค์ต่อสัญญาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งหมายถึงต้องแจ้งภายในปี 2568 (2025)

    ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา และการที่มีหลายประเทศทั่วโลกกำลังรอเสนอตัวและยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นเจ้าภาพแทนประเทศไทย การดำเนินการเจรจาในขณะนี้จึงถือเป็น การตัดสินใจที่ทันต่อสถานการณ์และจำเป็น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องเสียสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันระดับโลก ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 28,000 ล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า

    5. ผู้ชมน้อยลงทุกปี ความคุ้มค่าอยู่ตรงไหน?

    ข้อเท็จจริง คือ ยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเคยได้รับรางวัล Best Grand Prix of theYear ในปี 2561 ด้วยยอดผู้ชมสูงสุดในฤดูกาล 222,535 คน และเพิ่มเป็น 226,655 คน ในปี 2562 ส่วนยอดผู้ชมที่ลดลงในช่วงปี 2565 (178,463 คน) เป็นผลมาจากการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข แต่หลังจากนั้น ยอดผู้ชมก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี

    สำหรับความคุ้มค่าด้านเศรษฐกิจ การจัดโมโตจีพี 8 ปีที่ผ่านมา (2561-2568) สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยสูงถึง 24,927 ล้านบาท และสัญญาใหม่ 5 ปี (2570-2574) ถูกประมาณการว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก 28,000 ล้านบาท และยังไม่มีอีเว้นต์ไหนในประเทศไทยที่ทำได้

    6. จริงหรือไม่ ? เอกชนลดการสนับสนุนลงทุกปี –รัฐแบกภาระเกินไป

    ในการบริหารจัดการ การจัด MotoGP ในหลายประเทศทั่วโลก รัฐบาลเป็นผู้รับค่าลิขสิทธิ์เต็มจำนวนหรือเกือบทั้งหมด

    ในทางกลับกัน ประเทศไทย เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่พึ่งพางบประมาณภาครัฐในสัดส่วนที่น้อยมาก

    โดยตลอดสัญญาที่ผ่านมา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากภาคเอกชนรายใหญ่ ทั้งกลุ่มพลังงาน ยานยนต์ และเครื่องดื่ม เข้ามาสนับสนุนการจัดแข่งขันอย่างต่อเนื่องซึ่งช่วยลดภาระของรัฐบาลลงได้อย่างมาก แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา ทำให้เอกชนบางรายต้องลดหรือหยุดการสนับสนุนไปชั่วคราว กกท. ก็ยังคงพยายามหาเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนและรายได้จากการจำหน่ายบัตร เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายและยืนยันการเป็นเจ้าภาพต่อไป

    โดยในสัญญาใหม่ (2570-2574) ก็ยังคงตั้งเป้าระดมเงินสนับสนุนจากเอกชนกว่า 700 ล้านบาท เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยมีการบริหารจัดการที่พึ่งพาเอกชนเป็นหลักมาโดยตลอด

    7.รายได้จากการแข่งขันตกไปที่เอกชนหรือไม่ -จัดที่อื่นได้ไหม ทำไมต้องที่บุรีรัมย์?

    การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ไม่ได้มีสัญญาจ้างกับบริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด (เจ้าของสนามช้างฯ) ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

    ข้อเท็จจริงคือ สนามช้างฯ ได้ให้การสนับสนุน กกท. โดย อนุญาตให้ใช้สนามแข่งฟรีโดยไม่คิดค่าเช่า

    โดยการให้ใช้สนามฟรีนี้มีมูลค่าถึง 12 ล้านบาทต่อปี

    เนื่องจากต้องใช้สถานที่ในการเตรียมการจัดการแข่งขันและวันแข่งจริงประมาณ 30 วัน คำนวณรวม 6 ปี ที่รัฐไม่ต้องจ่ายค่าเช่า เป็นมูลค่า 72 ล้านบาท

    “จัดที่อื่นไม่ได้ เนื่องจากมีสนามแห่งนี้เพียงสนามเดียวในประเทศไทย” ที่เป็นสนามระดับ FIM GRADE A ที่มีมาตรฐานสามารถจัดการแข่งขัน MotoGP ได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งานกีฬาระดับโลกในการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ รวมถึงการท่องเที่ยวต่อเนื่องไปยังจังหวัดอื่นๆ ทุกภาคในประเทศไทย

    8. เอื้อประโยชน์กับเจ้าของสนามแข่งหรือไม่?

    รายได้หลักจากการจัดแข่งขันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแข่งขัน และเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน จะถูกนำส่งเข้าสู่การบริหารจัดการโดย กกท. โดยตรง

    ซึ่งรายได้เหล่านี้จะถูกนำไป หักลบกับภาระค่าลิขสิทธิ์ ที่ต้องจ่ายให้กับ ดอร์น่า สปอร์ต โดยตรง เพื่อลดภาระงบประมาณที่ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐให้เหลือน้อยที่สุด

    กระบวนการนี้จึงเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใส และการบริหารจัดการที่เน้นผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ

    9. MotoGP ถูกสนับสนุนมาทุกรัฐบาล?

    การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP ได้รับการสานต่อและสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่องทุกชุด มาโดยตลอด เนื่องจากตระหนักถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศที่ได้รับ ดังนี้

    สัญญาที่ 1: ปี 2561 – 2563 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รมว. กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร) ครม. เห็นชอบสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์สมทบปีละ 100 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็น 300 ล้านบาท

    ผลการดำเนินงาน: กกท. ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและรายได้รวม 528 ล้านบาท (ใน 2 ปี) จากพันธมิตรรายใหญ่ 12 ราย/แหล่ง

    ความสำเร็จ: ได้รับรางวัล Best Grand Prix of The Year ในปี 2561 และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 2 ปี (2561-2562) ได้ถึง 6,584 ล้านบาท (จัดได้เพียง 2 ปี เนื่องจากโรคระบาด COVID-19)

    สัญญาที่ 2: ปี 2565 – 2569 (เลื่อนจาก 2564-2568) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รมว. พิพัฒน์ รัชกิจประการ) ครม. เห็นชอบกรอบวงเงินเพื่อสมทบค่าลิขสิทธิ์ 900 ล้านบาทโดยเน้นให้นำรายได้จากภาคเอกชนมาสมทบก่อน

    ผลการดำเนินงาน: ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนกว่า 770 ล้านบาท และจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ 800 ล้านบาท

    ผลตอบแทนและข้อได้เปรียบ: สามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวม 6 ปี (2561 – 2568) กว่า 24,927 ล้านบาท อีกทั้งยัง ประหยัดค่าเช่าสนามได้ถึง 72 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาสัญญา จากการใช้สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ฟรี

    สัญญาที่ 3: ปี 2570 – 2574 (ล่าสุด)

    สถานะปัจจุบัน: ครม. ให้ความเห็นชอบเพียงการเป็นเจ้าภาพเท่านั้น ส่วนงบประมาณ กกท. จะนำเสนอขอรับการจัดสรรเป็นรายปีตามภารกิจ ซึ่งประมาณการรายได้จากผู้สนับสนุนไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท (ซึ่งการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเป็นไปตามแผนงานในปี 2570 และไม่ได้กระทบกับงบประมาณที่จำเป็นเร่งด่วนในปัจจุบัน)”

    สารส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QV1UfiNVkr0g30CQ5aLGI

  • กกร.จ่อรื้อเป้า ‘GDP’ ปี 69 ใหม่โตต่ำกว่า 1.6% หลังสงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทย

    กกร.จ่อรื้อเป้า ‘GDP’ ปี 69 ใหม่โตต่ำกว่า 1.6% หลังสงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทย

    กกร.จ่อรื้อเป้า ‘GDP’ ปี 69 ใหม่โตต่ำกว่า 1.6% หลังสงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กกร. ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า 

    นอกจากนี้ ยังกระทบการขนส่งสินค้ารวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือและการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น 

    รวมถึงภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก โดยในเบื้องต้นสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตได้เพียง 1.3%-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0% โดย กกร. จะมีการทบทวนต่อไป

    ทั้งนี้ กกร.ให้ความสำคัญในการเตรียมแนวทางรับมือจากผลกระทบที่เกิดขึ้นร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา กกร.ได้ร่วมประชุมหารือกับภาครัฐแต่ละหน่วยงานโดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการรับมือ รวมถึงการสร้างโอกาสจากการที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศที่ดี ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก เช่น ด้านความมั่งคงทางอาหาร (Food Security) และบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) เป็นต้น โดยภาพรวมหน่วยงานภาครัฐได้กำหนดมาตรการรับมือแต่ละมิติอย่างครอบคลุม อาทิ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเร่งด่วน 

    กกร.จ่อปรับ ‘GDP’ ปี 69 ใหม่ หลังสงครามตะวันออกกลางส่อกดเศรษฐกิจไทยหดตัว

    “กกร. จะสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของภาครัฐ รวมถึงช่วยสื่อสารข้อมูลและข้อเท็จจริงจากภาครัฐไปยังภาคธุรกิจและภาคประชาชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ“

    ซึ่งข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน แต่ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

    สำหรับประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10% ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึง ขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ.

    ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ โดย กกร. มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill – Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้องให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและความสามารถในการแข่งขัน ตามแนวทาง Reinvent Thailand

    สำหรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 69 ของ กกร. เดือนมีนาคม 69 ประกอบด้วย

    • GDP 1.6 ถึง 2.0
    • ส่งออก -1.5 ถึง -0.5
    • เงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33kzOLPxYIgRlj4wzr8Evj

  • ผู้บริโภคจีนหันซื้อของมือสอง เศรษฐกิจซบเซาผลักดันตลาดรีไซเคิล

    ผู้บริโภคจีนหันซื้อของมือสอง เศรษฐกิจซบเซาผลักดันตลาดรีไซเคิล

    ปรากฏการณ์ใหม่กำลังเกิดขึ้นในศูนย์การค้าใจกลางเซี่ยงไฮ้ เมื่อลูกค้าเดินเลือกซื้อเสื้อโค้ตมือสอง กางเกงราคา 2 ดอลลาร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านการใช้งานแล้ว สิ่งที่เมื่อ 10 ปีก่อนไม่เคยเห็นในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของจีน

    สภาพเศรษฐกิกที่ซบเซา ปัญหาการว่างงานในกลุ่มวัยรุ่น และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อหลายปี ผลักดันให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย ผู้นำจีนคาดว่าจะประกาศนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในการประชุม Two Sessions ประจำปีสัปดาห์นี้ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทาย

    ความคิดเห็นเปลี่ยนไปต่อสินค้ามือสอง

    “ทุกคนรู้สึกถึงความกดดันทางการเงิน จึงต้องหาของที่ถูกลง” หลิว อายุ 42 ปี ลูกค้าที่มาซื้อหนังสือมือสองที่ร้านในเซี่ยงไฮ้ กล่าว

    ความเชื่อดั้งเดิมของจีนที่มองสินค้ามือสองเป็นสิ่งไม่สะอาดหรือเป็นสัญลักษณ์ของความยากจนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    “การได้ชานมฟรีดีกว่าจ่าย” หลิว ให้คำเปรียบเทียบกับความคิดของเธอ ตลาดออนไลน์ก็เฟื่องฟูเช่นกัน โดยนำโดย Xianyu แพลตฟอร์มของอาลีบาบาที่คล้าย eBay มีผู้ใช้งานกว่า 600 ล้านคน และ Zhuanzhuan แพลตฟอร์มขายของมือสองที่เทนเซ็นต์สนับสนุน

    A taboo in Chinese culture against used goods, seen as unclean or a shameful sign of poverty, is lifting rapidly

    A taboo in Chinese culture against used goods, seen as unclean or a shameful sign of poverty, is lifting rapidly

    การขยายตัวของตลาดมือสอง

    Xianyu เปิดสาขาแรกในปี 2024 และขยายไปกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ ร้านค้าเหล่านี้คล้ายร้านการกุศลในยุโรป โชว์ตุ๊กตาผ้าควบคู่กับรถเข็นเด็กและรองเท้าผ้าใบในสภาพต่างๆ แนวคิดใหม่ในประเทศที่คนชั้นกลางมักชื่นชอบสินค้าลักชัวรี่ล่าสุด

    Zhuanzhuan ดำเนินการเคาน์เตอร์ขายของมือสองหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ เปิดร้านขนาดใหญ่แบบโกดังในปักกิ่งเมื่อปีที่แล้ว จำหน่ายทุกอย่างจากอุปกรณ์เกมส์ไปจนถึงกระเป๋าถือ

    The International Monetary Fund has urged Beijing to expand healthcare, pensions and social benefits to improve consumer willingness to spend

    The International Monetary Fund has urged Beijing to expand healthcare, pensions and social benefits to improve consumer willingness to spend

    แรงจูงใจหลักคือ “ราคา”

    หลี่ หยูจุน ผู้ก่อตั้งร้านค้าของมือสองในเซี่ยงไฮ้ บอก AFP ว่า ผู้บริโภคจีนใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ราคาถูกยังคงเป็นแรงดึงดูดหลัก โดยสินค้ามือสองคุณภาพดีมีราคา 30-60% จากราคาเดิม

    “ชุมชนหลายแห่งจัดตลาดนัด” หลิน อายุ 37 ปี ผู้ซื้อสินค้า บอกกับ AFP “เราสามารถซื้อ (สิ่งที่มีประโยชน์) ในราคาที่ดีมาก”

    ฤดูกาลเทศกาลที่เงียบเหงา

    การบริโภคยังคงซบเซาหลังช่วงเทศกาล แม้รัฐบาลพยายามกระตุ้นการใช้จ่าย การประชุม Two Sessions มาหลังตรุษจีนที่ขยายเป็นวันหยุดสาธารณะ 9 วัน เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวและสันทนาการ

    แม้มีการเดินทางภายในประเทศสถิติใหม่ 596 ล้านครั้งตลอดช่วงวันหยุด การใช้จ่ายท่องเที่ยวต่อหัวต่ำกว่าระดับก่อนแพนเดมิก 8.8% และลดลงจากปีที่แล้ว 0.2% นักวิเคราะห์โกลด์แมนแซคส์ รายงาน

    หัว เหลย อาศัยอยู่ในปักกิ่ง กล่าวกับ AFP หลังนั่งรถไฟกลับบ้านเกิดในมณฑลเหอเป่ย ว่าจะใช้ช่วงเทศกาลอย่างเงียบเหงา “ปกติแล้วเวลากลับบ้านจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ค่อยออกไปไหน”

    รัฐบาลหลีกเลี่ยงการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่พยายามดึงดูดผู้ซื้อด้วยเงินอุดหนุนและคูปองที่จำกัดเฉพาะการซื้อบางประเภท แต่มีผลจำกัด ดันแคน ริกลีย์ จาก Pantheon Macroeconomics บอก AFP ว่า เงินอุดหนุนกระตุ้นการแลกเปลี่ยนสำหรับรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า “มีผลจำกัด เป็นการดึงการใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วมาข้างหน้า และทำให้คนลดการใช้จ่ายในที่อื่น”

    China's leaders will likely announce policies aimed at boosting domestic consumption at the annual Two Sessions political conclave this week

    China’s leaders will likely announce policies aimed at boosting domestic consumption at the annual Two Sessions political conclave this week

    ความท้าทายของตลาด

    ที่ห้างเฟอร์นิเจอร์ใจกลางเซี่ยงไฮ้ พนักงานขายเฟอร์นิเจอร์ บอกกับ AFP ว่าไม่เห็นผลกระทบมากต่อธุรกิจ “ต้องเข้าประกวดเพื่อชิงคูปอง” เธอกล่าว โดยเสริมว่าลูกสาวต้องชวนเพื่อน 10 คนเพื่อจับสลากซื้อเตียง

    เธอชี้ไปที่ศูนย์การค้าที่เกือบว่าง ซึ่งในปีที่ผ่านมาจะเต็มไปด้วยลูกค้าทันทีหลังช่วงปีใหม่ “สถานการณ์ตลาดค่อนข้างน่ากลัว”

    Low prices are a major draw for secondhand shoppers, said Li Yujun, founder of a used goods store in Shanghai

    Low prices are a major draw for secondhand shoppers, said Li Yujun, founder of a used goods store in Shanghai

    ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศเรียกร้องให้ปักกิ่งขยายสวัสดิการด้านสุขภาพ เงินบำนาญ และสิทธิประโยชน์สังคมเพื่อปรับปรุงความเต็มใจของผู้บริโภคในการใช้จ่าย นักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆ สนับสนุนแรงจูงใจที่ตรงไปตรงมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chinese-consumers-secondhand-goods-economic-slowdown&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SONjqWHQL_YS1hI8DHBQ7

  • เศรษฐกิจออสเตรเลียขยายตัวแกร่งเกินคาด 0.8% ใน Q4/68 : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจออสเตรเลียขยายตัวแกร่งเกินคาด 0.8% ใน Q4/68 : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (ABS) รายงานในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 0.8% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเมื่อเทียบเป็นรายปี GDP มีการขยายตัว 2.6%

    ทั้งนี้ GDP ไตรมาส 4 ของออสตเรเลียขยายตัวได้ดีกว่าในไตรมาส 3 ซึ่งมีการขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบรายปี

    สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าวออสเตรเลียน บรอดคาสติง คอร์ปอเรเชัน (ABC) ซึ่งมีการเผยแพร่ในช่วงเช้าวันนี้ว่า นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า GDP ไตรมาส 4 ของออสเตรเลียจะขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 2.2% เมื่อเทียบรายปี

    ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ได้เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์อย่างเป็นทางการในเดือนก.พ.ที่ผ่านมาว่า GDP จะขยายตัว 2.3% ในช่วงเวลา 12 เดือนซึ่งสิ้นสุดเดือนธ.ค.

    จิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของออสเตรเลียได้ออกมาแสดงความเห็นว่า ตัวเลข GDP ที่มีการเปิดเผยล่าสุดนี้บ่งชี้ถึงรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้ออสเตรเลียสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่านและทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u8R2jtuab19rRqcFEc7OU

  • ภาคการท่องเที่ยวไทยดูแลนักท่องเที่ยวเต็มสูบ ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    ภาคการท่องเที่ยวไทยดูแลนักท่องเที่ยวเต็มสูบ ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความอุ่นใจของนักท่องเที่ยวทุกคน โดยภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างร่วมมือร่วมใจกันในการให้ความช่วยเหลือและดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่ง ททท. จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ททท. สำนักงานในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา ได้ช่วยประสานในการดูแลนักท่องเที่ยว ทั้งในเรื่องโรงแรมที่พัก ให้ข้อมูลข่าวสารอำนวยความสะดวกการเดินทาง รวมทั้งประสานงานผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ขณะที่ ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวและสมาคมโรงแรมจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา ต่างร่วมกันออกมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการช่วยบรรเทาผลกระทบแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยความรับผิดชอบ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    economic-business-thai-tourists-middle-east-war-support-SPACEBAR-Photo01.jpg

    สำหรับมาตรการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้เพิ่มการอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลและการประสานงานภายในท่าอากาศยาน จัดเตรียมน้ำดื่มแจกจ่ายแก่ผู้โดยสารที่รอเช็กอิน และจัดพื้นที่รองรับให้เพียงพอ ตลอดจนประสานงานกับสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการเที่ยวบินและดูแลผู้โดยสารให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะที่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา และสมาคมโรงแรมจังหวัดพังงา, สมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมการเลื่อนการเดินทางหรือเลื่อนการเข้าพัก (Reschedule) และยกเว้นค่าธรรมเนียมการยกเลิก (Cancellation) สำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมถึงเสนออัตราพิเศษหรือเงื่อนไขที่เหมาะสม สำหรับนักท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องขยายระยะเวลาการพำนัก ตลอดจนอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์และเที่ยวบิน ในส่วนของสายการบินได้มีการผ่อนผันเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนการเดินทางตามสถานการณ์ รวมทั้งดูแลจัดโรงแรมที่พักให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความกังวลของผู้โดยสาร

    นอกเหนือจากมาตรการดูแลเฉพาะหน้า ภาครัฐได้กำหนดนโยบายเชิงรุก เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางในมิติการท่องเที่ยวอย่างรอบด้าน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะสำคัญ ได้แก่

    ·     ระยะสั้น มุ่งกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการชะลอการเดินทางออกนอกประเทศ และรักษาการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ที่ผันผวน

    ·     ระยะยาว มุ่งเสริมศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็น “Second Hub” ทางการบิน เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาศูนย์กลางการบินในพื้นที่ที่มีความไม่แน่นอน พร้อมผลักดันการเพิ่มโอกาสเที่ยวบินตรงของสายการบินไทยสู่ตลาดสำคัญทั่วโลก อันจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบการเดินทางระหว่างประเทศในอนาคต

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่มีแผนเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือพื้นที่ใกล้เคียง ขอให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินอย่างใกล้ชิด ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน เคาน์เตอร์สายการบิน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือช่องทางติดต่อโดยตรงของสายการบิน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ หากต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางหรือประสานขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อ TAT Call Center โทร 1672 Travel Buddy หรือสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว โทร 1155

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourists-middle-east-war-support&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VkoCJjkBI0QEiyRYBEs_t

  • เศรษฐกิจออสเตรเลียขยายตัวแกร่งเกินคาด 0.8% ใน Q4/68

    เศรษฐกิจออสเตรเลียขยายตัวแกร่งเกินคาด 0.8% ใน Q4/68

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)

    สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (ABS) รายงานในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 0.8% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเมื่อเทียบเป็นรายปี GDP มีการขยายตัว 2.6%

    ทั้งนี้ GDP ไตรมาส 4 ของออสตเรเลียขยายตัวได้ดีกว่าในไตรมาส 3 ซึ่งมีการขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบรายปี

    สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าวออสเตรเลียน บรอดคาสติง คอร์ปอเรเชัน (ABC) ซึ่งมีการเผยแพร่ในช่วงเช้าวันนี้ว่า นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า GDP ไตรมาส 4 ของออสเตรเลียจะขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 2.2% เมื่อเทียบรายปี

    ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ได้เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์อย่างเป็นทางการในเดือนก.พ.ที่ผ่านมาว่า GDP จะขยายตัว 2.3% ในช่วงเวลา 12 เดือนซึ่งสิ้นสุดเดือนธ.ค.

    จิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของออสเตรเลียได้ออกมาแสดงความเห็นว่า ตัวเลข GDP ที่มีการเปิดเผยล่าสุดนี้บ่งชี้ถึงรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้ออสเตรเลียสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่านและทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRE30IQ351KB82UU906WOD7P7GZS57ZZ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MW6SGbOFv27S2jDLHJwDX

  • “ไทยสร้างไทย” เสนอ 3 แนวทางเชิงรุก ยกระดับการสื่อสารรัฐบาล สกัดผลกระทบเศรษฐกิจจากสงคราม

    “ไทยสร้างไทย” เสนอ 3 แนวทางเชิงรุก ยกระดับการสื่อสารรัฐบาล สกัดผลกระทบเศรษฐกิจจากสงคราม

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/132656&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35NbtLiKZ1icD-h2_VkUba

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 04/03/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 04/03/69

    วันที่ 4 มี.ค.2569 ส่องกล้องมองตลาดหุ้นไทยตัวไหนน่าลงทุนประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569 โต๊ะเศรษฐกิจสยามรัฐอินไซด์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wOXdUWdUTG-2n5EOPVAV_

  • ‘นักเศรษฐศาสตร์’ วิเคราะห์วิกฤตอิหร่าน 5 ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย 3 ฉากทัศน์ สำคัญ

    ‘นักเศรษฐศาสตร์’ วิเคราะห์วิกฤตอิหร่าน 5 ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย 3 ฉากทัศน์ สำคัญ

    4มี.ค.2569- ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

    [วิกฤตอิหร่าน กับ ความเสี่ยง stagflation]

    ช่วงนี้หลายคนคงเห็นข่าวการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน แล้วอาจจะสงสัยว่า “ก็แค่ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ” อีกรอบ เหมือนตอน Hamas บุกอิสราเอล สหรัฐโจมตีศูนย์พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน หรือสหรัฐบุกเวเนซูเอล่า ซึ่งต้องบอกว่าแทบไม่มีผลกระทบอะไรต่อเศรษฐกิจโลกเลย

    ทำไมรอบนี้โลกถึงน่ากังวลกันนัก ทั้งที่ปกติเหตุการณ์ความไม่สงบในอดีต มักจะกระทบเศรษฐกิจโลกแค่ชั่วคราว

    คำตอบคือ: รอบนี้มี “จุดยุทธศาสตร์” มันต่างออกไป
    ตราบใดที่สงครามไม่กระทบปริมาณ (supply) และราคาน้ำมัน เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยก็แทบไม่ได้รับผลกระทบ
    แต่รอบนี้เป้าหมายและผลกระทบเกิดจากช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเปรียบเสมือนคอขวดสำคัญของพลังงานโลก และส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ทำไมรอบนี้ถึง “น่ากังวลเป็นพิเศษ”? อิหร่านเริ่มดำเนินการปิดช่องแคบ​ Hormuz ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาขู่มาหลายครั้ง ไม่เคยทำได้สำเร็จและไม่เคยทำมาก่อนในระดับนี้ ผลที่ตามมาคือ:
    Supply พลังงานโลกหายวับ: น้ำมันดิบและก๊าซ LNG กว่า 1 ใน 5 ของโลก หายไปจากตลาดทันที
    และไทยพึ่งพาจุดนี้มหาศาล: เราพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบนี้สูงถึง 60% และ LNG อีกกว่า 20% ของที่ใช้ในประเทศ

    5 ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตา
    นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว ผลกระทบจะลามไปถึงเสาหลักเศรษฐกิจอื่นๆ ของไทยด้วย:

    1. ช่องแคบจะปิดนานแค่ไหน?: แม้สหรัฐฯ คงจะต้องพยายามเข้าจัดการ แต่หากยืดเยื้อ ต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยเรือจะพุ่งจนต้นทุนพลังงานแบกไม่ไหว

    2. โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมัน: หากการตอบโต้ลามไปทำลายโรงกลั่นท่อส่งน้ำมัน ท่าเรือ หรือแท่นขุดเจาะ จะทำให้ Supply โลกหายไปแบบ “ไม่ชั่วคราว” ตอนนี้ก็เห็นโรงกลั่นซาอุ และท่อส่งน้ำมันกันแล้ว

    3. การท่องเที่ยว (โดนเต็มๆ ในระยะสั้น): * ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น: ต้นทุนน้ำมันอากาศยานที่พุ่งสูงจะสะท้อนไปที่ราคาตั๋วทันที

    นักท่องเที่ยวหาย: กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่เป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงจะไม่สามารถเดินทางมาได้ และบรรยากาศความขัดแย้งทำให้คนทั่วโลกชะลอการเดินทาง

    4. การค้าและค่าเดินเรือ: ค่าระวางเรือจะพุ่งสูงขึ้นทันทีจากความเสี่ยงและเส้นทางที่ต้องอ้อมไกลขึ้น กระทบต่อต้นทุนสินค้าส่งออกและนำเข้าของไทย รวมถึงการค้าโลกที่อาจชะลอตัวจากกำลังซื้อที่ลดลง

    5. ใครจะมาแทนน้ำมันที่หายไป?: OPEC เพิ่มกำลังการผลิตหลักแสนบาร์เรลต่อวัน ไม่สามารถชดเชย 21 ล้านบาร์เรลต่อวันที่หายไปได้ ความหวังสำคัญคือการระบายน้ำมันสำรอง (SPR) ของสหรัฐฯ

    ผลกระทบต่อกระเป๋าเงินคนไทย

    ปัญหาสำคัญคือไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาค (6% ของ GDP)
    หากน้ำมันสูงกว่ากรณีฐาน 10% และค้างสูงทั้งปี (หวังว่าจะไม่นะครับ) จะฉุด GDP ไทย และดุลการค้าประมาณ 0.5% กระทบต่อค่าเงินได้เลย และเงินเฟ้ออาจจะปรับตัวขึ้น กลายเป็น stagflation shock ที่น่ากังวล ในภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่ดีเลย

    และภาระของการคลังของรัฐคงทะยานสูงขึ้น หนี้กองทุนน้ำมัน เราเพิ่งจะบริหารจนหนี้แสนล้านกลับมาเป็นบวกได้ไม่กี่เดือน หากต้องกลับไปอุดหนุนราคาอีกครั้ง หนี้ก้อนโตจะกลับมาทันที
    นี่ยังไม่นับค่าไฟ ที่คงตรึงไม่อยู่แน่ ถ้าราคา LNG ขึ้นเยอะๆ

    มองไปข้างหน้า: 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) สำคัญ
    คงมีฉากทัศน์ทางการเมืองและการทหารเต็มไปหมด ที่ยากเกินกว่าจะวิเคราะห์ แต่ผมคง focus ที่ผลกระทบต่อ supply และราคาน้ำมันเป็นหลัก เพราะเป็นช่องทางสำคัญที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

    – จบเร็ว (Regime Alteration): จบในไม่กี่สัปดาห์ เช่นได้รัฐบาลใหม่ที่ยอมทำตามสหรัฐ ช่องแคบ Hormuz กลับมาเปิดได้ น้ำมันคงพุ่งสั้นๆ แล้วกลับมาที่ $60-$70 (ไทยรอดตัว)

    – ยืดเยื้อแต่ไม่รุนแรง: การสู้รบจำกัดวงแต่ช่องแคบปิดบ้างเปิดบ้าง ความเสี่ยงค้างสูง น้ำมันค้างอยู่ที่ $70-$90 (ไทยเหนื่อยหนัก)

    – รุนแรงและบานปลาย: สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ ทำลายโครงสร้างพลังงาน น้ำมันทะลุ $100++ (ปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก)

    บทสรุป: แม้เราจะหวังให้เรื่องนี้จบเร็ว แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รอบนี้กระทบไทยทั้งราคาพลังงาน การท่องเที่ยว และการค้าต่างประเทศ วางแผนรับมือกันดีๆ ครับ!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/957150/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wby42adMCHeoMP3DFoJyx

  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ประจำวันที่ 03/03/69 พุ่งขึ้น 3.33 ดอลลาร์  ปิดที่ 74.56 ดอลลาร์/บาร์เรล

    สัญญาน้ำมันดิบ WTI ประจำวันที่ 03/03/69 พุ่งขึ้น 3.33 ดอลลาร์ ปิดที่ 74.56 ดอลลาร์/บาร์เรล

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 4% ในวันอังคาร (3 มี.ค.) เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับบอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลาง และก่อให้เกิดความกังวลว่าข้อพิพาทในครั้งนี้อาจจะยืดเยื้อ

    สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. พุ่งขึ้น 3.33 ดอลลาร์ หรือ 4.67% ปิดที่ 74.56 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2568

    ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ค. พุ่งขึ้น 3.66 ดอลลาร์ หรือ 4.71% ปิดที่ 81.40 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132622&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29RZpRZLHt00w1Dngq8HNW