Category: เศรษฐกิจ

  • ม.หอการค้าไทย แนะรัฐบาลเร่งจัดการราคาพลังงาน ก่อนกระทบค่าครองชีพ

    ม.หอการค้าไทย แนะรัฐบาลเร่งจัดการราคาพลังงาน ก่อนกระทบค่าครองชีพ

    ม.หอการค้าไทย แนะรัฐบาลเร่งจัดการราคาพลังงาน ก่อนกระทบค่าครองชีพ

    วันนี้, 19:40น.

              นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เพียงสัปดาห์แรกของความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างวันที่ 28 ก.พ. – 6 มี.ค. 2569 นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลาง ลดลงแล้วร้อยละ 18 หรือหายไปกว่า 60,000 คน มีการยกเลิกเที่ยวบิน 292 เที่ยวบิน และราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นร้อยละ 30-80 ตามราคาน้ำมัน พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ภาคใต้ โดยเฉพาะ จังหวัดภูเก็ต

              ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 20 ของอุปทานน้ำมันโลก

              การประเมินแบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ตามระยะเวลาความขัดแย้ง

              หากสงครามจบลงในเวลา 1 เดือน ราคาน้ำมันเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล เศรษฐกิจเสียหาย 64,787 ล้านบาท GDP ไทยลดลงร้อยละ 0.35

              สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน ราคาน้ำมันเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล เศรษฐกิจเสียหาย 198,350 ล้านบาท GDP ไทยลดลงร้อยละ 1.07

              และหากสงครามขยายวงกว้างและยีดเยื้อนาน 6 เดือน ซึ่งเป็นกรณีเลวร้ายสุด ราคาน้ำมันเฉลี่ย 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เศรษฐกิจเสียหายสูงถึง 427,197 ล้านบาท GDP ไทยลดลงร้อยละ 2.31

              อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ความเป็นไปได้มากที่สุดคือความขัดแย้งกินเวลาราว 2 เดือน ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยหายไปประมาณร้อยละ 1 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียงร้อยละ 1–1.6 และหากสถานการณ์บานปลาย เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาส ขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 1 หรือแม้แต่หดตัวได้

              ส่วนผลกระทบด้านพลังงาน ประเมินว่าหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืดเยื้อนาน 6 เดือน จะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 143,000 ล้านบาท และหากมีการลดภาษีสรรพมิต ทุกการลด 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รายได้เข้ารัฐหายไปกว่า 3,000 ล้านบาท

              อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เสนอให้รัฐบาลเร่งบริหารจัดการราคาพลังงานเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ด้วยการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 3-5 บาทต่อลิตร ขยายเพดานตรึงราคาดีเซลจาก 30 บาท เป็น 35 บาท และเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลเป็น B10 หรือ B20 และออกมาตรการช่วยเหลือนักลงทุน ผู้ประกอบการภาคขนส่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิง

    #มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1COdSFTMwqqUXrKrvAMJ3V

  • กองทุน ววน. ผนึก 8 PMU ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยอาศัยวิจัยและนวัตกรรม | เดลินิวส์

    กองทุน ววน. ผนึก 8 PMU ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยอาศัยวิจัยและนวัตกรรม | เดลินิวส์

    สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุม “PMU Retreat 2569” ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ทั้ง 8 หน่วย เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ให้มีความเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งสร้าง Alignment ของการดำเนินงานทั้งระบบ ตั้งแต่การกำหนดทิศทางเชิงนโยบาย การบริหารจัดการทุนวิจัย ไปจนถึงการผลักดันผลลัพธ์สู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

    การหารือครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการปรับบทบาทของระบบกองทุน ววน. ไปสู่การดำเนินงานแบบ Agenda-based โดยยึดเป้าหมายการพัฒนาประเทศเป็นตัวตั้ง และเชื่อมโยงการดำเนินงานตาม แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสนับสนุนงานวิจัยเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund: FF) ให้สามารถต่อยอดไปสู่ทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund; SF) จนถึงการวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์ (Research Utilization: RU) เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของห่วงโซ่การพัฒนาความรู้สู่ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยชูกลไก Policy Sandbox และการจัดสรรงบประมาณเชิงรุก (Agenda-based) เพื่อตอบโจทย์วิกฤตและความต้องการของประเทศอย่างรวดเร็ว พร้อมผลักดันการร่วมลงทุน (Co-investment) กับภาคเอกชนและต่างประเทศ รวมถึงการสื่อสารแบบ Single Communication เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของกองทุน ววน. ในการยกระดับเศรษฐกิจไทยบนฐานความรู้และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

    รวมถึงการยกระดับการบริหารจัดการทุนวิจัยสู่ยุคดิจิทัลด้วยการนำเทคโนโลยี AI และ Automation เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพระบบ NRIIS ให้สามารถแสดงผลข้อมูลแบบ Real-time Dashboard และมีระบบ Similarity Check เพื่อลดความซ้ำซ้อนของโครงการวิจัยตั้งแต่ต้นทาง โดยเน้นการออกแบบระบบที่ใช้งานง่าย นอกจากนี้ยังเตรียมจัดตั้งคณะทำงานร่วมจาก PMU เพื่อรับฟังเสียงสะท้อน (Feedback) มาพัฒนาระบบข้อมูลให้เป็นกลไกหลักในการสื่อสารผลกระทบ (Impact) ต่อภาคประชาคมด้วยหลักการ “เปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก” เพื่อความโปร่งใสสูงสุด

    การประชุม PMU Retreat ในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือของหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อให้การลงทุนด้านวิจัยของประเทศไทยสามารถดำเนินไปอย่างเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยบนฐานความรู้และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5683849/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yoa5FvcVBod6U3dm-_MXg

  • CREDIT ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ในงาน “มหกรรมการออม 52 ปี” กรมการพัฒนาชุมชน รุกเติมความรู้ทางการเงิน เสริมแกร่งชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CREDIT ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ในงาน “มหกรรมการออม 52 ปี” กรมการพัฒนาชุมชน รุกเติมความรู้ทางการเงิน เสริมแกร่งชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย เดินหน้าส่งต่อความรู้ทางการเงิน มุ่งมั่นเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและปลูกฝังวินัยการออม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน ในงาน “มหกรรมการออม 52 ปี ทุนชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก (ระดับกรม)” ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด และเยี่ยมชมบูธของธนาคารภายใต้หัวข้อ “ความรู้ทางการเงิน (Financial Knowledge)” ตอกย้ำพันธกิจการมุ่งมั่นสร้างวินัยการออมเพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแกร่ง

    ในโอกาสนี้ ธนาคารไทยเครดิต นำโดย นางสาวเขมฤทัย อัศวนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ และนางสาวรตินันทน์ วงศ์วัชรานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร พร้อมด้วยคณะ ได้เข้าร่วมจัดกิจกรรมและถ่ายทอดแนวทางการบริหารจัดการเงินฉบับเข้าใจง่ายและสามารถประยุกต์ใช้งานได้จริง เพื่อสร้างความตระหนักถึงการมีพื้นฐานทางการเงินที่มั่นคง พร้อมเน้นย้ำว่า ‘วินัยทางการเงินที่ดี’ คือจุดเริ่มต้นของการเติบโตอย่างยั่งยืนจากระดับครัวเรือนสู่ชุมชน สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของธนาคารที่ว่า พื้นฐานทางการเงินที่มั่นคงคือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มั่งคั่งและยั่งยืนสำหรับทุกคน

    ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างธนาคารไทยเครดิตและกรมการพัฒนาชุมชนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 6 ปี ผ่านการจัดอบรมให้ความรู้ทางการเงินใน “โครงการตังค์โต Know-how” โดยได้จัดอบรมแก่กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตรวม 47 ครั้ง มีผู้เข้าอบรม 1,964 คน และหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้กรมการพัฒนาชุมชนอีกกว่า 198 ครั้ง สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่ประชาชนสะสมแล้วทั้งสิ้น 11,654 คน ทั้งนี้ ธนาคารไทยเครดิตยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าขยายผลการส่งเสริมความรู้ทางการเงินในฐานะพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งการออมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/13/625394/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IDflmc7gp7Ax9bna47BTG

  • “ศุภจี” ถกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ปรับแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    “ศุภจี” ถกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ปรับแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    วันนี้ (13 มี.ค.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง นโยบายการค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ประเทศไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การส่งออกยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 11.1 ล้านล้านบาท

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    โดยปีนี้กระทรวงพาณิชย์ประชุมทูตพาณิชย์ปี 2569 จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์การค้าโลกเชิงลึก และกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการส่งออกไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างการส่งออกพบความท้าทายสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ การกระจุกตัวของตลาดส่งออก ปัจจุบันไทยพึ่งพาตลาดหลักกว่า 30% ของการส่งออกทั้งหมด และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ติดตามอย่างใกล้ชิด และพยายามผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ

    กระทรวงพาณิชย์ประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกปี 2569 จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์การค้าโลกเชิงลึก และกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการส่งออกไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    กระทรวงพาณิชย์ประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกปี 2569 จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์การค้าโลกเชิงลึก และกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการส่งออกไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    การกระจุกตัวของผู้ส่งออก ประเทศไทยมีผู้ประกอบการส่งออกกว่า 30,000 ราย แต่ผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงประมาณ 7,000 ราย มีสัดส่วนการส่งออกถึง 84% ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs มีเพียง 16% จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ SMEs และช่วยหาตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดโลก และโครงสร้างการผลิตที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสูง จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วน Local Content และส่งเสริมสินค้า Made in Thailand เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ

    รมว.พาณิชย์ กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง หรือ VUCA World  มาจาก Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity (ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงาน เปลี่ยนเป็น VUCA ที่ประกอบด้วย Vision, Understanding, Clarity, Agility (วิสัยทัศน์ ความเข้าใจ ความชัดเจน และความคล่องตัว)

    รับมือกับความเปลี่ยนแปลงโดยนำแนวคิด TAM Model มาใช้ คือ Think Big – Act Small – Move Right คือคิดเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนเริ่มจากจุดเล็ก ๆ และปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกทำงานเชิงรุก โดยเน้น รักษาตลาดเดิมควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ (Market Diversification) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักมากเกินไป

    นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

    นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

    สำหรับตลาดสำคัญที่ต้องเร่งขยาย เช่น อินเดียและเอเชียใต้ มุ่งเน้นสินค้าอาหาร วัตถุดิบอุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ เช่นเรื่อง การสนับสนุนวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเมืองรองที่มีชนชั้นกลางและกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ตลาดจีน เร่งรุกตลาดสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ พร้อมขยายตลาดสู่จีนตะวันตกและจีนชั้นในรวมทั้งใช้ช่องทางออนไลน์และ KOL ในการทำตลาด

    ส่วนตลาดตะวันออกกลาง ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด พร้อมหาเส้นทางโลจิสติกส์สำรองและรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน  ในขณะที่ตลาดญี่ปุ่น โอกาสที่ไทยและญี่ปุ่นจะครบรอบ 140 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 ร่วมกันกำหนดทิศทางความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ภาพประกอบข่าว “ศุภจี” ถกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ปรับแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    สำหรับตลาดยุโรป ในปีนี้ ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 170 ปี ไทยและฝรั่งเศส ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีในการต่อยอดส่งเสริมสินค้าและวัฒนธรรมไทยในภูมิภาคยุโรป นอกจากนี้ ยังกำชับให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลก เร่งผลักดัน สินค้าเกษตรและผลไม้ไทย สู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมเตรียมรองรับฤดูกาลผลไม้ไทยที่กำลังจะออกสู่ตลาด

    ขณะเดียวกันกระทรวงยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริม ธุรกิจบริการของไทย อาทิ ดิจิทัลคอนเทนต์ เกม ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ ร้านอาหารไทย และธุรกิจสุขภาพและเวลเนส ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ในตลาดโลก

    ทั้งนี้การส่งออกยังคงเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย ที่ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการขยายตลาดใหม่ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า สนค. คาดว่าจะปรับเป้าส่งออกปี 2569 นี้ใหม่ โดยอิงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า ซึ่งสนค.จะประเมินทุกด้านเพื่อให้เห็นตัวเลขที่แท้จริง โดยการส่งออกของไทยปี 2568 ขยายตัว 12.9% ทำมูลค่าสูงสุดใหม่ถึง 11 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2564

    อ่านข่าว:

    “ศุภจี”  สั่งตั้งทีมรับมือสหรัฐฯ เปิดไต่สวน มาตรา 301 เผย 3 สินค้าไทยกระทบ

    “ข้าวอินทรีย์ไทย” ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ตลาดจีน อานิสงส์เทรนด์ รักสุขภาพ-กำลังซื้อสูง

    สรท. จับมือ EXIM BANK ช่วยผู้ส่งออกไทย รับมือปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503318&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mzFFFpuFjlYhYeKjaACtT

  • ดัชนีเชื่อมั่น เดือน ก.พ. 69 พุ่งสูงสุดในรอบ 9 เดือน แตะระดับ 53.7

    ดัชนีเชื่อมั่น เดือน ก.พ. 69 พุ่งสูงสุดในรอบ 9 เดือน แตะระดับ 53.7

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นมีการปรับตัวดีขึ้น มาอยู่ที่ระดับ 53.7 ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดยการสำรวจ ในครั้งนี้ ยังไม่นับรวมผลกระทบจากสงครามระหว่าง สหรัฐอิสราเอล และอิหร่านลงไปในการสำรวจ

    ที่มา : หอการค้าไทย
    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในปัจจุบันปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกัน จากระดับ 32.9 ในเดือนก่อนมาอยู่ที่ระดับ 34.0  ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนาคต (ใน 6 เดือนข้างหน้า) ของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก็ปรับตัวดีขึ้นจาก 59.9 อยู่ที่ระดับ 60.6 

    สำหรับการปรับตัวดีขึ้นดังกล่าวมีปัจจัยบวก จากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกาศตัวเลข GDP ไทย ปี 2568 ขยายตัว 2.4% ที่ดีกว่าที่คาด และปรับเป้าหมายแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สูงกว่าเดิมเป็น 2% อีกทั้งนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจนขึ้น และเสถียรภาพและทิศทางทางการเมืองเริ่มดีขึ้น

    รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.25% เป็น 1% ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อคุมการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น  อีกทั้งสถานการณ์สู่รบตามแนวชายแดนกัมพูชายุติและสงบลงตั้งแต่ปลายปี 2568 จนถึงปัจจุบัน  

    นอกจากนี้การส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2569 ก็เพิ่มขึ้น 24.44%  มีมูลค่า 31,573.06 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ SET Index ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 202.64 จุด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มาหนุนความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้ปรับตัวดีขึ้นเช่นเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม ระบุว่า แม้ดัชนีจะปรับตัวดีขึ้น แต่การที่ทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ ที่ระดับ 100 นั้นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันมีภาวะที่แย่ อีกทั้งผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังมีความรู้สึกว่าภาวะเศรษฐกิจในอนาคตยังฟื้นตัวไม่ดีขึ้นมากนัก

    โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง มีทั้งสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อยังคงเป็นปัจจัยลบที่สร้างความกังวล ต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และอาจส่งผลต่อราคา น้ำมันและพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเดือนมีนาคมนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาที่ยังคงมีอยู่ 

    ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่มีการปรับแข็งค่าขึ้น และผู้บริโภคยังมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงผู้บริโภคยังรู้สึกว่ารายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น  รวมถึงราคาผลการผลิตภาคการเกษตรในบางรายการ อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก เป็นต้น

    ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดการณ์ว่าในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ผู้บริโภคจะยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย เพื่อรอดูความชัดเจนของนโยบายและเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ รวมถึงทิศทางของสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว

    ส่วนข้อเสนอของภาคเอกชนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่มีต่อภาครัฐ ระบุว่า ภาครัฐควรมีแนวทางรับมือกับวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณ และราคาพลังงานโลก จัดทำแนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาฟื้นตัว ควรสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเพื่อดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในประเทศ
      
    ควบคู่กับการเร่งสนับสนุน SMEs  แก้ปัญหาหนี้สินที่จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงยาว  ช่วยจัดการสินค้าเกษตรที่มีผลผลิตออกมา และดูแลราคาสินค้าเกษตร 

    รวมถึงควรออกมาตรการสกัดกั้นสินค้าด้อยคุณภาพ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานและบังคับใช้ภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน และรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/270753&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y4E37Z6pfoA0TT7DZ9XJ4

  • “รองฯ ดวงดาว” ลงพื้นที่โคราช เยี่ยมผู้ประกอบการดาวเด่น ชูต้นแบบเอสเอ็มอีสู่ 7-11 สป.อุตฯ กาง 5 โครงการปี 69 สร้างมูลเศรษฐกิจ 465 ล้านบาท

    “รองฯ ดวงดาว” ลงพื้นที่โคราช เยี่ยมผู้ประกอบการดาวเด่น ชูต้นแบบเอสเอ็มอีสู่ 7-11 สป.อุตฯ กาง 5 โครงการปี 69 สร้างมูลเศรษฐกิจ 465 ล้านบาท

    นครราชสีมา – นางดวงดาว ขาวเจริญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีโอกาสลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประกอบการจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีสถานประกอบการหลายรายเข้าร่วมโครงการกับสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (สปอ.) และมีความพร้อมเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรดกับ เซเว่น-อีเลฟเว่น ซึ่งกระทรวงฯ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ เพื่อคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและมีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของศูนย์เซเว่น อีเลฟเว่น สนับสนุนเอสเอ็มอี โดยรายแรกคือ ผู้ประกอบการที่พัฒนาจากวิสาหกิจผลิตหมี่โคราช สู่เอสเอ็มอี ตั้งโรงงานและพัฒนาสินค้าหลายรายการที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และรายที่สองคือผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรม ที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมด้านอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมดีเด่น และรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

    โดยรายแรกเยี่ยมชม บริษัท โรงหมี่หนองหัวฟาน 99 จำกัด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายอาหารกึ่งสำเร็จรูป ได้แก่ เส้นหมี่โคราชพร้อมน้ำปรุง ผัดหมี่โคราช ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยว กุ้งอบวุ้นเส้น และสุกี้ ซึ่งบริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มมูลค่าพืชเศรษฐกิจใหม่และสินค้าเกษตรอัตลักษณ์สู่เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมพัฒนา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยได้พัฒนาเป็นสินค้า food function ในรูปแบบซอสหมี่โคราชกี่งสำเร็จรูป สูตร “ลดหวาน 50%” “ลดโซเดียม” ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการอาหารที่สะดวก ง่าย รวดเร็ว และมีคุณค่าโภชนาการที่เหมาะสม และบริษัทฯ ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการสร้างโอกาสด้านการตลาดร่วมกับศูนย์เซเว่น อีเลฟเว่น สนับสนุนเอสเอ็มอี โดยสินค้าที่นำเข้าไปจำหน่าย มีจำนวนทั้งสิ้น 6 รายการ คือ 1) ผัดหมี่โคราชกึ่งสำเร็จรูป รสต้นตำรับ 2) ผัดหมี่โคราชกึ่งสำเร็จรูป รสเผ็ดจัดจ้าน 3) ผัดไทยกึ่งสำเร็จรูป 4) ก๋วยเตี๋ยวเรือกึ่งสำเร็จรูป เส้นหมี่โคราช 5) ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกึ่งสำเร็จรูป เส้นหมี่โคราช และ 6) เย็นตาโฟกึ่งสำเร็จรูป เส้นหมี่โคราช ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความเหมาะสม และยังมีความต้องการขยายกำลังการผลิตสำหรับรองรับคำสั่งซื้อในอนาคต จึงต้องการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำมาใช้ในการลงทุนและเป็นทุนหมุนเวียน ซึ่งเบื้องต้นกระทรวงฯ ได้แนะนำการยื่นขอสินเชื่อกับกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้พิจารณาและเตรียมความพร้อมในการยื่นคำขอสินเชื่อ

    “ที่ผ่านมา ได้มีการคัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อจัดจำหน่ายในเซเว่น-อีเลฟเว่น แล้ว 5 ราย ส่วนใหญ่วางจำหน่าย จำนวน 25-50 สาขา สร้างรายรวมแล้วกว่า 5,764,000 บาท และในปีนี้มีสินค้าของจังหวัดนครราชสีมา อีก 3 รายคือ 1) หมี่โคราช 2) น้ำพริก และ 3) กล้วยเบรกแตก สำหรับหมี่โคราช คือ บริษัท โรงหมี่หนองหัวฟาน 99 จำกัด ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2499 ซึ่งเริ่มจากโรงเส้นหมี่ ที่ใช้มือทำทุกขั้นตอน ต่อมาดำเนินการตั้งโรงงานนำเครื่องจักรมาใช้ผลิตเส้นหมี่และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย จนถึงผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน การได้รับเลือกเข้า เซเว่น-อีเลฟเว่น แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทั้งสถานประกอบการและตัวผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งมีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยสร้างจุดขายและความแตกต่าง รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารพื้นถิ่นของไทยอย่างผัดหมี่โคราช ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยวพร้อมปรุง ในรูปแบบคัพ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ประกอบการที่สามารถผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับการพัฒนาแบบอุตสาหกรรม การเข้าร่วมโครงการกับกระทรวงฯ นอกจากจะได้รับการพัฒนาต่อยอดในทุกด้านแล้ว กระทรวงฯ จะช่วยหาช่องทางทางการตลาดสู่โมเดิร์นเทรด ซึ่งนับว่าเป็นโมเดลสำคัญให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ต่อไป” รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

    บริษัทที่สองได้เข้าเยี่ยมชม บริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งเป็นฟาร์มโคนมออร์แกนิครายแรกของไทย ทึ่ผลิตและจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิค ได้แก่ น้ำนมพร้อมดื่ม โยเกิร์ต นมเปรี้ยว และนมอัดเม็ด ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรและผู้บริโภคไปสู่การผลิตและบริโภคสินค้าออร์แกนิค เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้ผลิต ผู้บริโภค และลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้เคมีเกษตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งบริษัทฯ ได้รับรางวัลอุตสาหกรรม ด้านอุตสาหกรรมขนาดกลางและขยาดย่อมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2566 ประเภทการจัดการเทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม และได้รับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก.เอส) รวมทั้งการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry : GI) ระดับ 5 เครือข่ายสีเขียว ที่เป็นระดับสูงสุด นั่นหมายถึงการขยายความร่วมมือออกสู่ภายนอกตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยสนับสนุนคู่ค้าและพันธมิตรให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียวด้วย ซึ่งมีเพียง 113 สถานประกอบการเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์จาก 64,000 ราย

    “บริษัท แดรี่โฮมฯ นับว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีการดำเนินกิจการสอดรับกับเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่เน้นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ออร์แกนิก และยังเป็นผู้ประกอบการที่ได้รางวัลรางวัลอุตสาหกรรมด้านอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2566 ซึ่งกระทรวงฯ เล็งเห็นว่าผู้ประกอบการมีคุณสมบัติที่พร้อมในการสมัครเข้าร่วมประกวดรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นในสาขาอื่นๆ ได้อีก การได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น นอกจากจะได้พัฒนาองค์กรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์แล้ว ยังมีคำแนะนำจากคณะผู้ตรวจประเมินของกระทรวงอุตสาหกรรม และได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีกมากมาย อาทิ การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ (DIPROM Pay/SME Bank/กองทุนเอสเอ็มอีฯ) สิทธิลดหย่อนค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาตต่างๆ และการลดค่าธรรมเนียมตามกฎหมายแร่ การปรับลดระยะเวลาตรวจติดตามใบรับรอง มอก. ตลอดจนโอกาสในการประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์รางวัลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือระดับสากล จึงเชิญชวนเข้าสมัครในครั้งต่อไป และหากมีผู้ประกอบการรายใดสนใจสามารถติดตามรายละเอียดการสมัครรางวัลอุตสาหกรรม ในปี 2570 ได้ที่เว็บไซต์กระทรวงอุตสาหกรรม” นางดวงดาวกล่าว

    สำหรับการส่งเสริมผู้ประกอบการ ของ สปอ. ในปี 2569 จะเน้น “อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ” ที่เติบโตอย่างยั่งยืนคู่ชุมชน” โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมจากการผลิตแบบเก่า สู่การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพ มูลค่า และมาตรฐานที่ดีขึ้น ซึ่งในปีงบประมาณ 2569 สปอ. มีโครงการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ รวม 5 โครงการสำคัญ อาทิ 1) การยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอุตสาหกรรมสู่ธุรกิจตลาดสมัยใหม่ 2) การปั้นผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมคู่ชุมชน 3) การยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 5.0 4) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมฮาลาลของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ และ 5) การพัฒนาหัตถกรรมสิ่งทอแม่โขง-ล้านช้าง งบประมาณรวมทั้งสิ้น 51 ล้านบาท มีเป้าหมายการพัฒนาฯ จำนวน 4,630 คน 168 กิจการ 446 ผลิตภัณฑ์ และคาดว่าจะเกิดมูลค่าทางเศรษกิจ เป็นเงินกว่า 465 ล้านบาท คิดเป็น 9 เท่าของงบประมาณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1003920&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09wCicShhwdk__LDAEyucl

  • รอง นรม. นายพิพัฒน์ฯ ให้ความมั่นใจ ศบก. เตรียมมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างรอบด้าน ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ ราคาสินค้า และการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

    รอง นรม. นายพิพัฒน์ฯ ให้ความมั่นใจ ศบก. เตรียมมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างรอบด้าน ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ ราคาสินค้า และการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

    รอง นรม. นายพิพัฒน์ฯ ให้ความมั่นใจ ศบก. เตรียมมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างรอบด้าน ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ ราคาสินค้า และการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง


    13/03/2569 | 106 |

    วันนี้ (วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. ครั้งที่ 3/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง การท่องเที่ยว แรงงาน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยในมิติต่าง ๆ

    ที่ประชุมฯ ได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของ ศบก. ในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจ ได้แก่ ผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงแนวทางการดูแลราคาน้ำมันและการหาแหล่งพลังงานทางเลือกนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง การป้องกันการกักตุนน้ำมันและพลังงานเชื้อเพลิง และมาตรการประหยัดพลังงาน ประเด็นเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย “มยุรีนารี” ถูกโจมตีและได้รับความเสียหายบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ การช่วยเหลือลูกเรือไทย การอพยพคนไทยในตะวันออกกลางออกจากพื้นที่เสี่ยง และการป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน

    กระทรวงการต่างประเทศ รายงานสถานการณ์การสู้รบ และสถานการณ์การช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งการโจมตีระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป โดยอิหร่านได้ยกระดับการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเดินเรือ ระบบไซเบอร์ ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ในหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดขยายไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยกระทรวงการต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

    สำหรับกรณีเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 สะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์ซึ่งคุกคามความปลอดภัยของพลเรือนทั้งในและนอกภูมิภาค รวมถึงคนไทย พร้อมเรียกร้องให้มีการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและขอให้ทุกฝ่ายกลับสู่การเจรจา ขณะเดียวกัน วานนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยมาพบ และได้ประท้วงอย่างสูงสุดต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับเรือสัญชาติไทย พร้อมขอให้ทางอิหร่านออกแถลงการณ์ขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเอกอัครราชทูตอิหร่านฯ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรับจะไปรายงานการประท้วงของไทยให้เมืองหลวงทราบต่อไป  และในวันเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน โดยขอบคุณโอมานที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจำนวน 20 คน ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตไทยได้ประสานพูดคุยกับเจ้าของเรือ และพร้อมดำเนินการนำลูกเรือไทยออกจากพื้นที่ ขณะที่ลูกเรืออีก 3 คนที่สูญหาย กระทรวงการต่างประเทศกำลังเร่งประสานเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่อไป

    กระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยสถานการณ์การใช้น้ำมันในประเทศไทยช่วง 2 วันที่ผ่านมา กลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ซึ่งในวันนี้ กรมธุรกิจพลังงานและพลังงานจังหวัดทั่วประเทศตรวจสำรองน้ำมันในคลังทั้ง 122 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ

    สำหรับการจัดหาปริมาณน้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง ขณะนี้มีปริมาณน้ำมันที่จัดหาไว้เพียงพอต่อการใช้งานรวม 98 วัน พร้อมหารือเพื่อสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานสำรองอื่น ๆ ให้กับประเทศไทย รวมถึงแนวทางลดผลกระทบต่อราคาน้ำมัน และมาตรการลดใช้พลังงาน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว และได้แจ้งขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจะมีแคมเปญต่าง ๆ เกิดขึ้นในช่วงต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะบูรณาการความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อรับมือสถานการณ์ด้านพลังงานต่อไป

    กระทรวงพาณิชย์ รายงานสถานการณ์ด้านราคาสินค้าและภาวะการค้า พร้อมประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้ง และผลกระทบทั้งทางตรง ทางอ้อม และผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานมาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่ การตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าที่เชื่อมโยงกับพลังงาน ขณะที่การขอปรับราคาสินค้าจะพิจารณาอนุญาตตามต้นทุนที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น และหากพบการฉวยโอกาสหรือกักตุน จะมีบทลงโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีมาตรการดูแลปัจจัยการผลิต (ปุ๋ยเคมี) โดยสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการกักตุนและฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา รวมถึงโครงการธงเขียวช่วยเหลือต้นทุนปุ๋ย และการช่วยเหลือเรื่องอาหารสัตว์ ขณะที่การช่วยเหลือเรื่องค่าระวางเรือและค่าประกัน กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันวางแนวทางช่วยเหลือต่อไป

    กระทรวงคมนาคม รายงานสถานการณ์การช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้าง และสถานการณ์การปิดสนามบินในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินที่บินมาประเทศไทยใน 5 สนามบินหลัก ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และกระบี่ เฉลี่ยกว่า 60 เที่ยวบิน มีผู้โดยสารได้รับผลกระทบกว่า 6,000 คน และตัวเลขสะสมที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบินรวมกว่าแสนคน อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมได้เร่งประสานและให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารที่ตกค้างอย่างเร่งด่วน

    ในช่วงท้าย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ รายงานสถานการณ์ด้านความมั่นคงภายในประเทศ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162299


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/485124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zNfQfXirzdDjBX38tbWcG

  • พาณิชย์เรียกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประชุมปรับแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน สั่งลุยตลาดใหม่ ดันสินค้าเกษตรและบริการสู่ตลาดโลก

    พาณิชย์เรียกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประชุมปรับแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน สั่งลุยตลาดใหม่ ดันสินค้าเกษตรและบริการสู่ตลาดโลก

    พาณิชย์เรียกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประชุมปรับแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน สั่งลุยตลาดใหม่ ดันสินค้าเกษตรและบริการสู่ตลาดโลก


    13/03/2569 | 68 |

    (13 มี.ค. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมแผนผลักดันการค้าระหว่างประเทศเชิงรุก ปี 2569 ร่วมกับนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์การค้าโลกเชิงลึก และกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการส่งออกไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง นโยบายการค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ประเทศไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การส่งออกยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 11.1 ล้านล้านบาท

    นางศุภจี กล่าวว่า ในสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง หรือ VUCA World  มาจาก Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity (ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงาน เปลี่ยนเป็น VUCA ที่ประกอบด้วย Vision, Understanding, Clarity, Agility (วิสัยทัศน์ ความเข้าใจ ความชัดเจน และความคล่องตัว) รับมือกับความเปลี่ยนแปลงโดยนำแนวคิด TAM Model มาใช้ คือ Think Big – Act Small – Move Right คือคิดเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนเริ่มจากจุดเล็ก ๆ และปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกทำงานเชิงรุก โดยเน้น รักษาตลาดเดิมควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ (Market Diversification) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักมากเกินไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/485248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bfuJiUvYwYYu98JSEvBLe

  • “ตลาดรอมฎอน” พื้นที่สร้างบุญปันสุขเดือนถือศีลอด เสริมแกร่งเศรษฐกิจชุมชน

    “ตลาดรอมฎอน” พื้นที่สร้างบุญปันสุขเดือนถือศีลอด เสริมแกร่งเศรษฐกิจชุมชน

    เดือนรอมฎอน ถือเป็นเดือนสำคัญของพี่น้องชาวมุสลิม เป็นเดือนแห่งการถือศีลอด ซึ่งชาวมุสลิมจะงดเว้นการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก รวมทั้งงดเว้นการประพฤติที่ขัดต่อหลักศาสนา เพื่อฝึกความอดทน ขัดเกลาจิตใจ และเสริมสร้างคุณธรรมในการดำเนินชีวิต

    เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงบ่ายแก่ ๆ บรรยากาศตามตลาดเริ่มคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าต่างนำอาหารคาวหวานหลากหลายเมนูมาจัดวางจำหน่าย เพื่อให้ผู้คนได้เลือกซื้ออาหารเตรียมไว้สำหรับการละศีลอดในช่วงเย็น

    ภาพประกอบข่าว

    ก่อนแสงสุดท้ายของวัน เมื่อใกล้ถึงเวลาละศีลอด ผู้คนต่างมีจุดหมายเดียวกัน คือการออกมาจับจ่ายซื้ออาหารเพื่อนำกลับไปรับประทานร่วมกับครอบครัว บรรยากาศของผู้คนที่มารวมตัวกันในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ตลาดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ค้าขายเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปัน ความอบอุ่น และการเติมเต็มพลังใจให้กับชุมชน

    ตลาดรอมฎอนแหล่งรวมอาหารมุสลิมที่ครบครัน ทั้งเมนูคาวและเมนูหวาน นับเป็นหนึ่งในสีสันและไฮไลต์สำคัญของช่วงเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม ความคึกคักของตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพี่น้องชาวมุสลิมเท่านั้น หากยังดึงดูดชาวไทยพุทธและนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสบรรยากาศและลิ้มลองอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หลายเมนูเป็นอาหารพื้นถิ่นหรือเมนูหายาก

    ภาพประกอบข่าว

    ตลาดรอมฎอนจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจากหลากหลายศาสนาและวัฒนธรรมได้มาพบปะกัน เสมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และความงดงามทางวัฒนธรรมของพี่น้องชาวมุสลิมได้อย่างชัดเจน

    จ.ปัตตานี มีตลาดรอมฎอนหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ตลาดรอมฎอนจะบังติกอ ตลาดรอมฎอนปูยุด, ตลาดรอมฎอนยะหริ่ง ฯลฯ

    ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี เป็นอีกหนึ่งตลาดรอมฎอนที่เป็นตลาดใหม่ ริเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2567 หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมืองปัตตานี และได้รับการปรับปรุงพัฒนายกระดับขึ้นจากตลาดเทศกาล สู่พื้นที่นวัตกรรมสังคม โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมจากงานวิจัย เชื่อมโยงกับคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และโครงการแก้ปัญหาความยากจนเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี) ได้เข้ามาหนุนเสริมการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

    ภาพประกอบข่าว

    ภาคเอกชนกับการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคม-เศรษฐกิจท้องถิ่น

    นายนนทวัฒน์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฎอนซี.เอส. กล่าวว่าตลาดรอมฎอนซี.เอส. จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยจุดเริ่มต้นมาจากแนวคิดและความตั้งใจของผู้บริหารซึ่งเล็งเห็นถึงบทบาทของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอนอันเป็นเดือนสำคัญของพี่น้องชาวไทยมุสลิม

    “วางแนวคิดในการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านเป็นสำคัญ ท่ามกลางบริบทที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องเผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ จากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ค้าขาย จึงมีความคิดที่จะเปิดพื้นที่บริเวณสนามหญ้าหน้าโรงแรมให้เป็นตลาดชั่วคราวในช่วงเดือนรอมฎอน โดยไม่เก็บค่าเช่าพื้นที่ เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยได้มีโอกาสในการสร้างรายได้ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้สะท้อนถึงความเข้าใจในบริบทของสังคมในพื้นที่ ซึ่งเดือนรอมฎอนไม่เพียงเป็นช่วงเวลาแห่งศรัทธา หากยังเป็นช่วงที่การจับจ่ายอาหารละศีลอดมีความคึกคัก การจัดตั้งตลาดจึงเป็นการตอบโจทย์ทั้งวิถีชีวิต ศาสนา และเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน”

    นนทวัฒน์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฎอนซี.เอส.

    นนทวัฒน์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฎอนซี.เอส.

    นายนนทวัฒน์ ยังกล่าวด้วยว่า จากความตั้งใจเล็ก ๆ ที่ต้องการช่วยให้ชาวบ้านมีที่ทำมาหากิน ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. จึงค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนที่มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 200 ร้านค้าในปัจจุบัน อีกทั้งยังพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการที่เป็นระบบ การบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ

    “จากความสำเร็จเมื่อปีที่แล้วที่มียอดขายสูงถึง 30 ล้านบาท มาปีนี้สิ่งที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงก็คือ เรามีการจัดวางระบบเรื่องการแบ่งปัน ผมมองว่าถ้าเราทำระบบสามารถตรวจเช็กได้ว่ามีการแบ่งกันกี่มื้อ กี่สิทธิ์ แบ่งกันแบบไหน พ่อค้าแม่ค้าสามารถให้ได้อย่างไรบ้าง เราสามารถให้เขาแจ้งความจำนงในระบบว่าเขาอยากจะแบ่งอาหารกี่มื้อในแต่ละวัน เช่น 3 มื้อ หรือ 2 มื้อ ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เขาจะแบ่งปัน เป็นเรื่องของการทำบุญหรือที่เรียกว่า ซะกาต”

    ผู้จัดการตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ยังได้กล่าวต่อว่า เป้าสูงสุดเท่าที่ได้พูดคุยกับคณาจารย์นักวิจัย ม.อ. ปัตตานี คือเราอยากให้ตลาดแห่งนี้เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ และสามารถยกระดับไปเชื่อมต่อกับตลาดรอมฎอนในโลกอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดรอมฎอนซาอุดีอาระเบีย

    ภาพประกอบข่าว

    ยกระดับ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ชูระบบข้อมูล-กลไกแบ่งปัน

    รศ.จรีรัตน์ รวมเจริญ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี นักวิจัยคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตลาดรอมฎอนซี.เอส. ปัตตานีเป็นตลาดนัดที่จัดขึ้นเฉพาะช่วงเดือนรอมฎอน หรือเดือนถือศีลอดของพี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลาม ณ บริเวณหน้าโรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นเพื่อรองรับการจับจ่ายของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในช่วงเวลานี้ของปี

    รศ.จรีรัตน์ รวมเจริญ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี นักวิจัยคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล

    รศ.จรีรัตน์ รวมเจริญ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี นักวิจัยคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล

    สำหรับกิจกรรมที่ ม.อ.ปัตตานี เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดรอมฎอนซีเอส มี 3 ส่วนหลักด้วยกัน ได้แก่

    1. จัดการระบบข้อมูล โดยทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักวิทยบริการ ม.อ.ปัตตานี ได้ให้การสนับสนุนเรื่องการออกแบบระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาด เช่น การจัดเก็บข้อมูลของผู้ค้า ตลอดจนประเภทสินค้า แหล่งวัตถุดิบ การวิเคราะห์ปริมาณความต้องการสินค้าในช่วงเวลาต่าง ๆ การติดตามการหมุนเวียนรายได้โดยประมาณ การใช้ข้อมูลเชิงระบบช่วยให้การจัดสรรพื้นที่

    2. จัดระบบการลงทะเบียนและบริหารผู้ค้า ได้มีการพัฒนาระบบลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายสินค้า โดยมีการวางแนวทางระบบลงทะเบียนออนไลน์ ฐานข้อมูลกลาง การกำหนดโควตาผู้ประกอบการ ซึ่งร้านค้าในแนวทางดังกล่าวถือเป็นการสะท้อนหลักธรรมาภิบาลและลดความขัดแย้งในการบริหารพื้นที่ตลาด

    3. จัดระบบการแบ่งปันภายในตลาด ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักจิตวิญญาณของเดือนรอมฎอน โดยตลาดได้ออกแบบกลไกการแบ่งปันภายในตลาด มีมุมของอาหารที่แบ่งปัน ทำระบบคูปองในการสนับสนุนอาหารที่จะแบ่งปัน ซึ่งผลจากการจัดทำระบบดังกล่าวจะทำให้ทราบถึงจำนวนของร้านค้าที่แจกจ่ายอาหาร ตลอดจนจำนวนผู้ที่มารับสิทธิ์

    ภาพประกอบข่าว

    ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี ยังเป็นพื้นที่ทดลองปฏิบัติการจริงสำหรับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย ในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปประยุกต์ใช้กับผู้ประกอบการในสถานการณ์จริง เช่น การให้คำแนะนำผู้ประกอบการเกี่ยวกับการลงทะเบียนระบบดิจิทัล การทดลองผลิตภัณฑ์ที่กำลังดำเนินงานวิจัย การประชาสัมพันธ์ร้านค้าชุมชนของมหาวิทยาลัย

    ตลาดแห่งนี้จึงกลายเป็นห้องเรียนภาคสนามที่เชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง สอดคล้องกับบทบาทมหาวิทยาลัยในฐานะกลไกพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและสังคม

    พาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

    พาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

    3 พลัง ยกระดับ “ตลาดรอมฎอน” สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อสันติภาพ

    นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า ตลาดรอมฎอนในพื้นที่ปัตตานีมีอยู่หลายแห่งที่มีเอกลักษณ์และเชื่อมโยงวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น ตลาดจะบังติกอ และตลาดปูยุด แต่สิ่งที่น่าชื่นชมสำหรับ “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี” คือการเป็นพื้นที่ที่เกิดจากการรวมตัวของ “3พลัง” สำคัญบนพื้นฐานของการให้ ได้แก่ พลังแห่งองค์ความรู้ พลังศรัทธาจากพี่น้องชาวมุสลิมและภาคเอกชน และพลังภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานสนับสนุน ผู้ประกอบการ และประชาชนผู้ใช้ประโยชน์จากตลาด ทั้งในฐานะผู้ขายและผู้ซื้อ

    เดือนรอมฎอนคือเดือนแห่งการให้ การให้อภัย และการเคารพวิถีซึ่งกันและกัน การที่ภาคเอกชนเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการกว่า 200 ครัวเรือนเข้ามาทำมาหากินโดยไม่เก็บค่าเช่า ถือเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ เป็นการสร้างโอกาสให้คน 200 หลังคาเรือนได้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ได้รับการดูแลเรื่องคุณภาพ ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย

    ภาพประกอบข่าว

    นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้เน้นย้ำถึงหลักคิด “ปัตตานีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน” โดยชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของตลาดแห่งนี้ไม่ได้วัดที่ความใหญ่โต แต่คือความเรียบง่ายที่ทุกคนเข้าถึงและมีส่วนร่วม สามารถใช้โอกาสเหล่านี้เพื่อสร้าง ขยาย หรือต่อยอดตามศักยภาพของตนเอง

    รวมถึงการนำเทคโนโลยีฐานข้อมูล (Database) มาใช้บริหารจัดการ ซึ่งเป็นจุดต่างจากตลาดดั้งเดิม โดยจังหวัดมีเป้าหมายที่จะนำโมเดลการจัดการข้อมูลของตลาด ซี.เอส. ไปต่อยอดสู่ระดับอำเภอและตำบล เพื่อสร้างโครงข่ายเศรษฐกิจที่เข้มแข็งจากฐานราก

    จังหวัดคาดหวังว่าตลาดรอมฎอน ซี.เอส. จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างห่วงโซ่ความเจริญ เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่ จ.ปัตตานี และเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ต่อไป

    ภาพประกอบข่าว

    ชู “ตลาดรอมฎอน” พื้นที่แบ่งปัน สร้างเศรษฐกิจชุมชน

    เดือนรอมฎอน ไม่ใช่เฉพาะการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเดียว ไม่ใช่การถือศีลอดอย่างเดียว แต่เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และปฏิบัติตนในช่วงรอมฎอน

    นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริการส่วนจังหวัดปัตตานี ระบุว่า เดือนรอมฎอนในปัจจุบันมีการพัฒนาการไปอย่างมาก สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความเข้าใจในแก่นแท้ของรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนที่ทุกคนมุ่งทำความดีและเป็นโอกาสสำคัญในการปรับตัวและกลับเนื้อกลับตัวของทุกคน ผลของการทำความดีนี้จะกลายเป็นผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่แก่ผู้ปฏิบัติ

    เศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริการส่วนจังหวัดปัตตานี

    เศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริการส่วนจังหวัดปัตตานี

    “ตลาดรอมฎอน” ได้กลายเป็นพื้นที่สะท้อนความงดงามของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยมีจุดเด่นคือไม่ใช่พื้นที่เฉพาะของชาวมุสลิมเท่านั้น แต่เป็นตลาดที่ทุกศาสนิกชนมารวมตัวกัน ผู้ซื้อและผู้ขายต่างเข้าใจในวิถีของกันและกัน หลายคนเฝ้ารอเดือนนี้เพื่อจะได้ลิ้มรสอาหารโบราณที่หากินได้ยาก

    หัวใจของตลาดรอมฎอนคือการไม่เอารัดเอาเปรียบ สินค้าไม่มีการขึ้นราคาแม้สถานการณ์โลกหรือในตะวันออกกลางจะมีความผันผวน แต่ที่นี่เราขายบ้าง แถมบ้าง และแบ่งปันกัน ผู้ซื้อไม่ได้ซื้อแค่กินเอง แต่ซื้อเพื่อไปบริจาคต่อ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง

    หนึ่งในโมเดลความสำเร็จที่น่าชื่นชมคือ “โมเดลรอมฎอนซีเอส” ที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยการให้แม่ค้าพ่อค้าเช่าพื้นที่ขายของฟรีโดยไม่คิดค่าเช่า แต่เน้นเงื่อนไขด้านความสะอาดและความเรียบร้อย สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งท้องถิ่นที่เข้ามาดูแลเรื่องขยะ เจ้าหน้าที่รัฐอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและความปลอดภัย ถ้าคิดมูลค่าของรายได้หรือเศรษฐกิจเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีและเชื่อว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างบริสุทธิ์ใจจริง ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ และถ้าขายไม่หมดแม่ค้าก็จะบริจาค ก่อให้เกิดโมเดลกันอยู่ร่วมกัน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การมีจิตอาสาการมีมิตรไมตรีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้รอมฎอนเป็นเดือนที่ทุก “องคาพยพ” ดูแลกันอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้ยากไร้

    นายเศรษฐ์ ยังได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value) ให้กับจังหวัดว่า แบรนด์ปัตตานี มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สูงมาก และปัจจุบันเริ่มเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศแล้ว ทั้งในเรื่องการค้าและประวัติศาสตร์พหุวัฒนธรรม จึงอยากฝากถึงสถาบันการศึกษาและแหล่งเงินทุน ให้ช่วยสนับสนุนงานวิจัยและนำมากำหนดเป็นนโยบายสาธารณะเพื่อวางแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบและเชื่อว่าสันติสุขจะเกิดความยั่งยืน

    ภาพประกอบข่าว

    บพท.ชี้ เศรษฐกิจฐานรากคือทางรอด แนะรัฐหนุนตลาดชุมชน–Local Product กระจายรายได้ในพื้นที่

    นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า ในสภาวะที่โลกเผชิญสงครามการค้า หากประเทศไทยยังคงพึ่งพาแต่เศรษฐกิจมหภาคและการส่งออก ซึ่งคิดเป็น 80 % ของ GDP เพียงอย่างเดียว ประชาชนฐานรากจะอยู่ไม่รอด เนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ยางพาราและผลไม้ จะตกต่ำและผันผวนตามตลาดโลก ในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือครัวเรือนยากจนและกลุ่มเปราะบาง

    รัฐบาลควรลงทุนในเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการใช้ข้อมูลความรู้อย่างยุติธรรม เพื่อให้เศรษฐกิจในพื้นที่เติบโตได้ด้วยตัวเองผ่าน 2 มิติสำคัญ คือ

    1. การยกระดับโครงสร้างการผลิต พัฒนาภาคเกษตร (ยางพารา, ผลไม้) ควบคู่ไปกับภาคบริการและการท่องเที่ยวในพื้นที่
    2. ส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างภาคเศรษฐกิจในพื้นที่ ได้แก่ ภาคตลาด ทั้งตลาดชุมชน ตลาดเมือง ตลาดขนส่ง และตลาดส่งออก

    ตลาดรอมฎอนซี.เอส. ถือเป็นตัวอย่างของตลาดเมืองที่มีส่วนร่วม ที่ประกอบด้วยการออกแบบให้เครือข่ายธุรกิจชุมชนและธุรกิจในพื้นที่ รวมถึงภาคประชาชนและภาคธุรกิจชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตลาดด้วยตนเอง

    กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    การออกแบบตลาดต้องทำให้เห็นการกระจายรายได้และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมควรเป็นผู้จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น (Local Product) ที่ใช้ทรัพยากรในพื้นที่เป็นฐาน และมีโครงสร้างการจ้างงานที่ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ จึงจะได้รับโอกาสเข้ามาค้าขาย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการแบ่งปันอย่างแท้จริงตามหลักคิดของเดือนรอมฎอน เปลี่ยนแนวคิดจาก “การเอาเปรียบชาวบ้าน” ให้เป็น “การแบ่งปันให้กับชาวบ้าน”

    หากมีการจัดทำข้อมูลและการออกแบบที่ดี จะทำให้เห็นเศรษฐกิจในพื้นที่ที่เติบโตและหมุนเวียนได้จริง ซึ่งเป็นคำตอบและทางรอดสำคัญในปัจจุบัน โดยต้องลดการพึ่งพาการส่งออก หันมากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียนมากขึ้น ผ่านกลไกความร่วมมือของธุรกิจชุมชน และการหมุนเวียนธุรกิจภายในพื้นที่ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเติบโต ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Supporter) คอยอำนวยความสะดวกด้านงบประมาณและมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้กลไกในพื้นที่เป็นผู้นำและออกแบบกิจกรรมด้วยตนเอง

    เมื่อไหร่ก็ตามที่เศรษฐกิจฐานรากดีขึ้นความมั่นคงอย่างยั่งยืนจะตามมา

    ภาพประกอบข่าว

    ตลาดรอมฎอนซี.เอส. นอกจากจะมีมนต์เสน่ห์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจต่อการมาเยือนของพี่น้องชาวไทยพุทธ ตลอดจนพี่น้องชาวไทยมุสลิมแล้ว ยังมีอีกหนึ่งประการสำคัญ คือการได้รับการเติมเต็มด้านองค์ความรู้จากรั้วมหาวิทยาลัยสู่ภาคธุรกิจ ที่ต้องการยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าให้ได้มาตรฐาน รวมถึงเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายมากขึ้น

    และในท้ายที่สุดคือการเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาของบุตรหลานที่อยู่ต่างพื้นที่ เพื่อกลับมาจำหน่ายสินค้าในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดแห่งนี้ไม่ใช่เพียงพื้นที่ค้าขายเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเชื่อมโยงวิถีชีวิต ความผูกพัน และการกลับคืนสู่บ้านเกิดของคนในชุมชน อีกทั้งยังก่อให้เกิดรายได้ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

    อ่านข่าว :

    รู้จัก “อุมเราะห์” การแสวงบุญของชาวมุสลิม ในเดือนรอมฎอน

    “รอมฎอน 2569” เดือนแห่งศรัทธา ชาวมุสลิมเข้าสู่การถือศีลอด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16XqIJ_0elPjyh_dSjuqGW

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : Sideway
    แนวรับ : $5,020 หรือ 77,000
    แนวต้าน : $5,230 หรือ 79,000

    .

    ราคาทองคำที่กลับมาฟื้นตัวในวันนี้เป็นเพียงแรงรีบาวด์ระยะสั้น หรือกำลังสะท้อนการกลับมาของแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยกระดับขึ้นจากฝั่งอิหร่านที่ขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กำลังส่งสัญญาณว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจกลับมาอีกระลอกหรือไม่ และจะกลายเป็นปัจจัยหนุนทองคำได้มากแค่ไหน นอกจากนี้ รอยร้าวในตลาด Private Credit และแรงกดดันจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงแรง จะยิ่งผลักให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อทองคำมากขึ้นหรือไม่ รวมถึงการคาดการณ์ว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน จะกลายเป็นแรงหนุนรอบใหม่ให้ทองคำเดินหน้าต่อ หรือราคาจะยังคงเคลื่อนไหวแบบ Sideway เพื่อรอปัจจัยชี้นำรอบถัดไป

    .

    บรรยากาศการลงทุนในตลาดทองคำกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เร่งตัวขึ้นจากท่าทีแข็งกร้าวของอิหร่าน ซึ่งส่งสัญญาณพร้อมปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ความเคลื่อนไหวลักษณะนี้ทำให้ตลาดหันกลับมาประเมินความเสี่ยงด้านพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกใหม่ทั้งหมด ส่งผลให้ทองคำกลับมาได้รับความสนใจในฐานะ Safe Haven อย่างรวดเร็ว หลังจากเพิ่งเผชิญแรงขายไปก่อนหน้า

    แรงหนุนสำคัญอีกด้านมาจากราคาน้ำมัน Brent ที่พุ่งแตะระดับ 100.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าต้นทุนพลังงานอาจกลับมากดดันเงินเฟ้ออีกครั้ง แม้ Bond Yield จะขยับขึ้นตามความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ในภาวะที่ตลาดเผชิญความเสี่ยงจากสงครามและความไม่แน่นอนเชิงระบบ ทองคำยังคงถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าได้ดีกว่าเงินสดในช่วงเวลาที่ตลาดเปราะบาง

    นอกจากปัจจัยสงครามและพลังงานแล้ว ตลาดยังเริ่มกังวลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินมากขึ้น จากข่าวที่เกี่ยวข้องกับการลดวงเงินปล่อยกู้และการปรับมูลค่าสินเชื่อในกลุ่ม Private Credit ซึ่งสะท้อนว่าตลาดการเงินนอกธนาคารเริ่มมีรอยร้าวชัดเจนขึ้น เมื่อความเสี่ยงด้านสภาพคล่องเพิ่มขึ้น นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงมีแนวโน้มลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง และโยกเงินกลับเข้าสู่ทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง

    ในเวลาเดียวกัน การปรับตัวลงของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 และ Nasdaq มากกว่า 1.5% ยังเพิ่มแรงกดดันให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนเพื่อประคองเศรษฐกิจ หากทิศทางดังกล่าวชัดเจนขึ้นจริง ก็จะยิ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ เพราะดอกเบี้ยขาลงมักช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ และเพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำหลังจากเหวี่ยงลงแรงได้เริ่มดีดกลับขึ้นมาบริเวณ 5,120 ดอลลาร์ แต่ภาพรวมยังไม่ใช่การทะลุกรอบขึ้นอย่างชัดเจน จึงยังประเมินว่าราคามีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideway ในกรอบ 5,020–5,230 ดอลลาร์ นักลงทุนระยะสั้นจึงยังควรใช้กลยุทธ์ซื้อใกล้แนวรับและขายใกล้แนวต้านไปก่อน จนกว่าตลาดจะได้รับปัจจัยใหม่ที่รุนแรงพอจะผลักดันให้เกิดการเบรกเอาท์

    .

    สรุป :

    ราคาทองคำเริ่มกลับมาได้แรงหนุนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ความกังวลต่อเสถียรภาพของตลาดเครดิต และความคาดหวังว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในภาพเทคนิคทองคำยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway โดยมีกรอบสำคัญที่ 5,020–5,230 ดอลลาร์ ดังนั้นกลยุทธ์ในระยะสั้นยังเหมาะกับการเล่นตามกรอบ ซื้อบริเวณแนวรับ 5,020 ดอลลาร์ หรือประมาณ 77,000 บาท และทยอยขายบริเวณแนวต้าน 5,230 ดอลลาร์ หรือประมาณ 79,000 บาท ไปก่อน จนกว่าราคาจะมีสัญญาณเลือกทางที่ชัดเจนมากขึ้น

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-13-mar-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MiJOy13qlp4a8wtaZp0dP