Category: เศรษฐกิจ

  • “เอกนิติ” ดัน SME 3 มิติ เปิดตลาด-เติมทุน-ปลดล็อกกฎ เร่งเครื่องเศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” ดัน SME 3 มิติ เปิดตลาด-เติมทุน-ปลดล็อกกฎ เร่งเครื่องเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานประชุม FTI Reinvent Thailand: พลวัตรใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการผลักดัน SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางแนวทางสนับสนุน SME ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทั้งภาครัฐและเอกชน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างแต้มต่อสินค้า “Made in Thailand” ควบคู่กับการผลักดันแนวคิด “พี่ช่วยน้อง” เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงคู่ค้า และเสริมความแข็งแกร่งให้ SME ไทยเติบโตไปพร้อมกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน

    ขณะเดียวกัน เร่งเพิ่มสภาพคล่องและโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านความร่วมมือของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมรายย่อย (บสย.) ธนาคาร และสถาบันการเงินต่าง ๆ รวมถึงการใช้แพลตฟอร์ม PromptBiz ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพัฒนา Supply Chain Finance เชื่อมโยงข้อมูลทางการค้าเข้ากับการเข้าถึงสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเติบโตได้จริง

    พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพควบคู่กับการปลดล็อกกฎระเบียบ โดยยกระดับธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงการ Reskill และ Upskill แรงงาน พร้อมทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวและแข่งขันได้มากขึ้น

    นายเอกนิติ กล่าวว่า กระทรวงการคลังพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเปลี่ยน “โอกาส” ให้เป็น “ผลลัพธ์จริง” และผลักดันให้ SME ไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปรับเพิ่มจาก 0.3% เป็น 2.5% ไม่ได้เกิดจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน โดยการลงทุนภาครัฐขยายตัว 13.3% และเมื่อรวมภาคเอกชนแล้วเติบโตเฉลี่ยราว 8% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนผ่านความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเห็นได้จากทิศทางตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงก่อนเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงแนวคิดนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ว่า ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ต้องควบคู่กับการสร้างศักยภาพในระยะยาว โดย “พลัส” จะไม่ใช่ให้ปลา แต่จะให้เบ็ด ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ การใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์การขาย และการบริหารรายได้-รายจ่ายของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบระบบต้นแบบ (mockup) เพื่อช่วยยกระดับผู้ค้ารายย่อยให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่

    พร้อมกันนี้ ยังย้ำถึงความจำเป็นในการ “ปลดล็อกกติกา” ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และเชิญชวนภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการร่วมกันทรานส์ฟอร์ม SME ไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/820755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w7VxmO2Aw06RX_kQmVKXQ

  • ตะวันออกกลาง เริ่มกดดันเศรษฐกิจไทย จ่อ ทบทวน GDP ปี 2569 ใหม่

    ตะวันออกกลาง เริ่มกดดันเศรษฐกิจไทย จ่อ ทบทวน GDP ปี 2569 ใหม่

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจภายใต้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางว่า แม้ในขณะนี้ตัวเลขหรือเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ซึ่งมักเป็นข้อมูลย้อนหลังอาจจะยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบออกมาอย่างชัดเจนนัก แต่ในความเป็นจริงผลกระทบได้เริ่มก่อตัวและส่งผ่านมายังระบบเศรษฐกิจแล้วผ่านช่องทางของต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 

    ที่มา : ธปท.
    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ปัจจัยชี้ขาดในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ แม้ว่าในระยะแรกผู้ประกอบการจะพยายามแบกรับภาระต้นทุนเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค แต่หากสถานการณ์ลากยาวออกไปจนเกินขีตความสามารถในการรับภาระ ท้ายที่สุดผู้ประกอบการก็มีความจำเป็นที่จะต้องส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง

    “เศรษฐกิจมันเป็น indicator ที่เป็นย้อนหลัง แต่เชื่อว่าทุกวันนี้ผลกระทบกำลังมา ตั้งแต่ราคาต้นทุน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อ แน่นอนผู้ประกอบการก็คงไม่ได้อยากจะขึ้นราคาภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ก็คงจะต้องดูว่าเขาแบกรับได้แค่ไหน แต่ในที่สุดถ้าไม่ไหวก็ต้องส่งผ่าน”

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกนั้น ธปท. ประเมินว่าทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ปัญหาความขัดแย้งยังสร้างอุปสรรคต่อระบบการขนส่งและการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังภาคการท่องเที่ยว ในส่วนของสถานการณ์ค่าเงินบาทที่ปรับตัวอ่อนค่าและเผชิญกับความผันผวนสูงนั้น มีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่เป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนที่สูง ประกอบกับเศรษฐกิจกำลังพึ่งพาการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม แม้ความผันผวนของค่าเงินบาทในปัจจุบันจะขยับขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณ 9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แต่ ธปท. ยืนยันว่ายังไม่ใช่ระดับที่สูงจนเป็นประวัติการณ์ โดยได้เข้าไปดูแลและบริหารจัดการความผันผวนเพื่อประคับประคองไม่ให้รุนแรงเกินไป

    ในด้านการประเมินแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีของไทย นั้น นางสาวชญาวดี ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง ทำให้ต้องมองภาพออกเป็นหลายฉากทัศน์ ฉากทัศน์ที่ดีที่สุดคือความขัดแย้งยุติลงได้ภายในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ผลกระทบก็จะยังลากยาวไปถึงช่วงครึ่งหลังของปีอย่างแน่นอน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ความขัดแย้งได้รับความเสียหายอย่างหนัก แตกต่างจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนในอดีต ปัจจัยนี้จะทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนานขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบอาจเฉลี่ยแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในกรณีฐาน หรือประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในกรณีที่ดีที่สุด 

    ทั้งนี้ จากความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ธปท. เตรียมทบทวนการประมาณการจีดีพีปีนี้ใหม่อีกครั้ง จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ระดับ 2% ซึ่งตัวเลขอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านลบ

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและสร้างภาระที่หนักขึ้นให้กับลูกหนี้ในระบบ แม้ ธปท. จะมองว่าปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้เสียเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วและอาจจะไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน แต่สถานการณ์ที่ยืดเยื้อจะยิ่งซ้ำเติมกลุ่มผู้ที่อาจมีรายได้ลดลงจากการท่องเที่ยว ทำให้ความเสี่ยงในการชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่คือความไม่แน่นอนที่ประเมินได้ยากและสร้างความผันผวนสูง ซึ่ง ธปท. จะต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้อย่างใกล้ชิด

    “หนี้เสียมันมีอยู่แล้ว แต่ว่ามันจะรุนแรงกว่าเดิมที่เรามองว่ามันอาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบที่เราก็ไม่ได้ commit ไว้ว่าหนี้เสียจะเป็นยังไง แต่เราก็เชื่อว่าภายใต้สถานการณ์แบบนี้ มันก็คือเดิมต่อให้ไม่มีสงคราม มันก็ยังเป็นสถานการณ์ที่ขาขึ้นอยู่แล้ว ถามว่ามันมีความไม่แน่นอนเยอะขึ้นไหม ก็เยอะขึ้น แล้วก็มันจะส่งผลต่อหลายๆเรื่องไหม มันก็เราก็ต้องติดตามใกล้ชิด”

    สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อนั้น นางสาวชญาวดีอธิบายว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินจะต้องนำสมมติฐานใหม่ ทั้งเรื่องราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุนเข้ามาพิจารณาอย่างรอบด้าน การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในรอบนี้มาจากปัจจัยกดดันทางด้านอุปทาน ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยในทันทีอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขาดแคลนได้ ธปท. อาจมองผ่านปัจจัยชั่วคราวนี้ไปก่อน เว้นแต่ว่าปัญหาจะเริ่มส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความต้องการซื้อและทำให้เกิดการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ฝังลึก โดยย้ำว่า การบริหารจัดการความผันผวนและการดูแลให้ตลาดสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ตามปกติ ไม่เกิดภาวะชะงักงันจากการตื่นตระหนก

    “การปรับขึ้นลงดอกเบี้ยมันไม่ได้สามารถจะไปแก้ปัญหาด้านอุปทานได้ แต่ถ้าปัญหานั้นมันส่งผ่านไปถึงดีมานด์ คือการใช้จ่ายมันก็จะก็จะเป็นหน้าที่ของดอกเบี้ย ดังนั้นหน้าที่ของแบงก์ชาติมี 2 อย่าง ตลาดเงินคือดูความผันผวน กับดู functionality ฟังก์ชัน คือให้ตลาดยังทำงานได้ตามปกติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Uaii8n1qlrqToiW-4Y3R7

  • สงครามอิหร่าน: ประเทศใดบ้างที่ถือเป็น “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” จากสงครามครั้งนี้ ? – BBC News ไทย

    สงครามอิหร่าน: ประเทศใดบ้างที่ถือเป็น “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” จากสงครามครั้งนี้ ? – BBC News ไทย

    ประเทศใดบ้างที่ถือเป็น “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” จากสงครามในอิหร่าน ?

    ที่มาของภาพ, Sedat Suna / Gett Images

    คำบรรยายภาพ, ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดด้วยผลพวงจากความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้
      • Author, ดาร์ชินี เดวิด
      • Role, รองบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ
    • เวลาอ่าน: 8 นาที

    ผลกระทบทางการเงินจากสงครามในตะวันออกกลางเริ่มปรากฏให้เห็นชัดแล้ว ตั้งแต่ราคาน้ำมันเพื่อทำความร้อนภายในบ้านพุ่งสูงขึ้นที่เมืองยอร์กเชียร์ของอังกฤษ ไปจนถึงการปิดโรงเรียนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในปากีสถาน

    มันชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าผลกระทบจากการตอบโต้ของทางการอิหร่านที่ถูกออกแบบมาเพื่อสั่นคลอนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ อาจไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ และซ้ำไปกว่านั้น มันยังเกิดขึ้นอย่างไม่เท่าเทียมเอามาก ๆ

    นอกเหนือไปจากรายชื่อผู้ที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจำนวนมาก ยังมีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วย และนี่คือรายชื่อของพวกเขา

    ผู้ชนะ: นอร์เวย์ แคนาดา และรัสเซีย

    แม้จะมีความพยายามมากมายในการแสวงหาพลังงานหมุนเวียน แต่พวกเรายังคงต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ การสำรองน้ำมันเอาไว้จำนวนมากดูเหมือนจะนำความมั่งคั่งมหาศาลมาให้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้น้ำมันดิบถูกเรียกว่าเป็น “ทองคำสีดำ” (black gold) เมื่อราคาของมันสูงขึ้น ผู้ผลิตก็มักจะแสวงหากำไร ในขณะที่ผู้ใช้น้ำมันต้องจ่ายเงินจนหมดกระเป๋า

    แต่นี่ไม่ใช่วิกฤตราคาน้ำมัน (oil price shock) ทั่วไป

    ตะวันออกกลางคือภูมิภาคที่เป็นหัวใจของอุปทานน้ำมัน และช่องแคบฮอร์มุซก็เป็นหลอดเลือดแดงหลัก

    การปิดกั้นโดยพฤตินัยและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวอาหรับ เช่น กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย เมื่อทางการอิหร่านมุ่งเป้าโจมตีพันธมิตรของอเมริกา

    เมื่อลูกค้าเริ่มมองหาทางเลือกอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มที่นอร์เวย์และแคนาดาจะได้ประโยชน์

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    หลังรัสเซียรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 และเมื่อหลายประเทศพยายามที่จะเลี่ยงการพึ่งพาก๊าซจากรัสเซีย นอร์เวย์สามารถเพิ่มการผลิตและช่วงชิงความได้เปรียบมาได้สำเร็จ

    ในขณะเดียวกัน ทิม ฮอดจ์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของแคนาดา ก็วางจุดยืนของประเทศในฐานะ “ผู้ผลิตพลังงานที่มีเสถียรภาพ เชื่อถือได้ คาดเดาได้ และให้ความสำคัญกับคุณค่า (values-based)” ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีคำถามอยู่ว่าพวกเขาสามารถเพิ่มการผลิตได้แค่ไหน

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ทิม ฮอดจ์สัน แสดงออกชัดเจนว่าแคนาดาเปิดรับการเจรจาทางธุรกิจ แต่ก็ยังมีข้อคำถามเกี่ยวกับขีดความสามารถของประเทศในการเพิ่มการผลิตพลังงาน

    บางรายงานคาดการณ์ว่าทางการรัสเซียอาจสร้างรายได้สูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ (กว่า 1.63 แสนล้านบาท) หรือมากกว่านั้น ภายในช่วงสิ้นเดือน มี.ค. และอาจอยู่บนเส้นทางของการได้รับรายได้ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันตลอดทั้งปีมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022

    อเมริกาเสี่ยงที่จะมอบลาภลอยให้กับรัสเซียโดยแลกกับความสูญเสียของชาติในอ่าวอาหรับ และยังมีประเทศอื่น ๆ ที่อาจได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน

    การที่บางประเทศได้เพิ่มการใช้ถ่านหิน นับเป็นโอกาสอันหอมหวานสำหรับผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น อินโดนีเซีย เมื่อราคาเชื้อเพลิงชนิดนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

    ผู้แพ้: สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และยุโรป

    แล้วผลกระทบต่อสหรัฐฯ เองล่ะ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น สหรัฐฯ จะ “สร้างเงินได้มากมาย”

    แน่นอนว่าผู้ผลิตน้ำมันชาวอเมริกันอาจอยู่บนเส้นทางของการสร้างรายได้เพิ่มเติมมากกว่าเดิมหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ หากราคาน้ำมันดิบจะยังทรงตัวอยู่ในระดับที่ใกล้กับปัจจุบัน

    แต่มันก็ไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ เป็นผู้ชนะโดยสมบูรณ์

    สาเหตุประการแรกก็คือ สายการผลิตส่วนที่อยู่ในตะวันออกกลางของผู้ผลิตบางรายหยุดต้องชะงักอย่างหนักไปด้วย เช่น เอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) ที่มีการดำเนินการในศูนย์รวมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ในกาตาร์ ซึ่งต้องปิดการผลิตไปตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. และตอนนี้ก็ถูกโจมตีโดยขีปนาวุธของอิหร่านไปแล้ว ทำให้เกิด “ความเสียหายเป็นวงกว้าง”

    ประการที่สองคือ หลังจากที่มีการลดกำลังการผลิตลงมาหลายปีเนื่องจากราคาขายส่งที่ลดลง ผู้ผลิตน้ำมันจากแหล่งหินดินดาน (shale) หลายรายไม่สามารถจะเพิ่มการผลิตได้แบบทันทีทันใด

    และประการที่สำคัญที่สุดมาจากพื้นฐานรายตัวบุคคลเอง ชาวอเมริกันคือผู้ใช้น้ำมันและก๊าซมากที่สุดบนโลกใบนี้

    พวกเขากำลังเผชิญกับราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวน ทั้งในการใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาวที่เลวร้ายในเขตมิดเวสต์ ไปจนถึงการเติมเชื้อเพลิงยานยนต์ในฤดูกาลขับขี่

    นักเศรษฐศาสตร์จากออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ (Oxford Economics) เตือนว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 140 ดอลลาร์สหรัฐ (4,577 บาท) และคงอยู่ที่ระดับนั้น ก็มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะหดตัว

    ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ชาวอเมริกันต้องเผชิญกับราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวนอย่างหนัก

    แน่นอนว่า ชาวอเมริกันไม่ได้เผชิญกับความเปราะบางเช่นนี้เพียงลำพัง แต่การพึ่งพาก๊าซนำเข้าสำหรับผู้ใช้ก๊าซชาวยุโรป ซึ่งรวมถึงผู้คนในสหราชอาณาจักร ทำให้มีความเสี่ยงอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นมาด้วย

    และมันจะเกิดขึ้นด้วยการเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ โดยพัฒนาการของตลาดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.5% ตามมาในปีนี้ หากทิศทางยังคงเดิม เมื่อราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงทำให้ราคาสินค้าต่าง ๆ เช่น ปุ๋ย และค่าขนส่ง เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    ข่าวดีก็คือ ประเทศตะวันตกโดยทั่วไปสามารถปรับตัวกับการขึ้นราคาพลังงานฉับพลันได้ดีกว่าในอดีต จากความพยายามประหยัดพลังงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    กระนั้น เมื่อยกตัวอย่างสหราชอาณาจักรที่มีการใช้น้ำมันและก๊าซกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้พลังงานทั้งหมด ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้รถยนต์ ค่าใช้จ่ายในการทำให้อุณหภูมิในบ้านอุ่นขึ้น ไปจนถึงภาคส่วนที่ต้องใช้พลังงานในระดับสูงอย่างภาคอุตสาหกรรม ก็ยังคงประสบปัญหา และอีกหลายประเทศทั่วโลกก็เผชิญกับสภาวะนี้เช่นกัน

    ผลกระทบโดยส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาในอนาคตเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการตอบสนองของรัฐบาลต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรง

    ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทางการในหลายประเทศจะลังเลในการจะคิดถึงการจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อช่วยอุ้มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพราะบัญชีการเงินของพวกเขาก็กำลังร้อนระอุอยู่เช่นกัน

    ปฏิกิริยาในตลาดตราสารหนี้ที่มีต่อความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น มีแนวโน้มที่จะไปเพิ่มต้นทุนหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับประเทศต่าง ๆ ที่มีหนี้สินอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้วภัยคุกคามฉับพลันที่อันตรายที่สุดมักจะเกิดกับลูกค้าน้ำมันและก๊าซเหลวที่หลั่งไหลเข้าสู่ดินแดนตะวันออกผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

    โดยทั่วไป ภูมิภาคเอเชียนำเข้าน้ำมันดิบราว 59% มาจากตะวันออกกลาง ขณะที่เกาหลีใต้ถือว่ามีสัดส่วนมากถึง 70% เมื่อสัดส่วนดังกล่าวลดน้อยลงจากการหยุดชะงักในตะวันออกกลางและจากความกังวลด้านต้นทุน ก็มีนักการเมืองบางส่วนที่ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมการผลิตชิปของประเทศ

    เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ผลิตชิปหน่วยความจำมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เช่น ศรีลังกา บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์ ก็ออกมาตรการอื่น ๆ เช่น การปันส่วนเชื้อเพลิง รวมถึงการลดเวลาเรียนเหลือสี่วันต่อสัปดาห์และปิดสถานศึกษาต่าง ๆ

    ทว่าผู้ที่บริโภคทรัพยากรนี้อย่างตะกละตะกลามที่สุดในทวีป กลับมีเกราะป้องกันโดยอาศัยการวางแผนและการทูต จีนสำรองเชื้อเพลิงเพียงพอต่อการใช้งานอย่างดีได้สองถึงสามเดือน และยังมีรายงานว่าประเทศได้เพิ่มการซื้อเชื้อเพลิงจากอิหร่านด้วย

    เช่นเดียวกับอินเดียที่แสวงหาประโยชน์จากการได้รับไฟเขียวชั่วคราวในการหันไปหารัสเซีย

    อะไรจะเกิดขึ้นตามมา แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ในอนาคต แต่ดูเหมือนว่าในตอนที่สหรัฐฯ วางกลยุทธ์ไว้ล่วงหน้าก่อนเริ่มโจมตีอิหร่าน พวกเขาไม่ได้เล็งเห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจเหล่านี้บางประการ

    และหากสงครามนี้ยืดเยื้อ ความเสี่ยงที่อันตรายขึ้นมาอีกคือมันจะไม่ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่มันจะแพร่กระจายและสาดกระเซ็นไปทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cd7j3yrn1dqo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02SqRSYhhXnZomQMBeCCmU

  • ธปท.เล็งหั่นเป้า GDP ปีนี้ รับสงครามตอ.กลางกดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ พร้อมดูแลค่าเงินใกล้ชิด : อินโฟเควสท์

    ธปท.เล็งหั่นเป้า GDP ปีนี้ รับสงครามตอ.กลางกดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ พร้อมดูแลค่าเงินใกล้ชิด : อินโฟเควสท์

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาพเศรษฐกิจของไทย มีความเสี่ยงด้านต่ำ (Down Side Risk) เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ซึ่งภาพเศรษฐกิจรายเดือนที่ผ่านมา ยังไม่ได้สะท้อนผลจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ในปัจจุบันผลกระทบได้ผ่านหลายช่องทางอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ต้นทุนพลังงาน จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

    โดยขณะนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามว่าต้นทุนพลังงานนี้ จะถูกส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชนมากน้อยเพียงใด หากผู้ประกอบการไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ อาจจะมีการส่งผ่านไปราคาสินค้า ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็เผชิญปัญหานี้เช่นเดียวกัน อาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว และกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย รวมทั้งผลกระทบต่อรายได้ของคนบางกลุ่ม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของลูกหนี้ในเรื่องของความสามารถในการชำระหนี้ แต่เชื่อว่าสถาบันการเงิน จะดูแลติดตามลูกค้าพอร์ตของตัวเองอย่างใกล้ชิด

    • เปิด 2 สมมติฐาน ผลกระทบต่อศก.ไทย

    ความไม่แน่นอน และยังไม่สามารถคาดเดาว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อไปในระดับและจบลงอย่างไร ซึ่งคล้ายกับช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่มีความไม่แน่นอนสูง ธปท.ได้ตั้งสมมติฐานไว้ 2 กรณี คือ

    1. กรณี Better Case คาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะจบลงภายในครึ่งแรกของปีนี้ (H1/69) การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มผ่อนคลายลง โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี อาจอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล

    2. กรณี Base Case สถานการณ์อาจจบลงในครึ่งปีแรกเช่นกัน แต่ผลกระทบจะลากยาวไปถึงครึ่งปีหลัง เนื่องจากมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแตกต่างจากกรณีรัสเซีย-ยูเครน ที่ไม่ได้ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง ทำให้ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู (Recover) นานกว่า โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และการเดินเรือจะยังคงติดขัดไปจนถึงครึ่งปีหลัง

    “ธปท. ยอมรับว่ามีความเสี่ยงด้านต่ำ ที่อาจทำให้ตัวเลข GDP ต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้จากรายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน เพราะความไม่แน่นอนสูงขึ้น แต่การระบุตัวเลขเศรษฐกิจจะจบที่จุดไหน คงทำได้ยาก ต้องรอประเมินข้อมูลใหม่ โดย ธปท.จะทบทวนตัวเลขอีกครั้ง” น.ส.ชญาวดี ระบุ

    • เงินเฟ้อพุ่งจากฝั่งดีมานด์ “ปรับดอกเบี้ย” ไม่ใช่ทางแก้ที่ตรงจุด

    สำหรับนโยบายการเงินนั้น น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า หากเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น มาจากปัญหาด้านอุปทาน (Supply Shock) เช่น ราคาพลังงาน และคาดการณ์ว่าจะกลับลงมาได้ในที่สุด สามารถมองผ่านได้ (Look Through) การปรับดอกเบี้ยอาจไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา เพราะดอกเบี้ยไม่สามารถจัดการกับปัญหาฝั่ง Supply ได้โดยตรง แต่หากปัญหาเริ่มส่งผ่านไปกระทบต่อการใช้จ่าย (Demand) หรือการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว ธปท. จึงจะพิจารณาการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยตามความเหมาะสม โดยจะเห็นว่าในช่วงสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ธปท.ไม่ได้ปรับดอกเบี้ยขึ้นรวดเร็ว

    ขณะที่ฝั่งตลาดการเงิน (Financial Market) ในส่วนของค่าเงิน จะเห็นว่ามีความผันผวน โดยบางจังหวะอ่อนค่านำสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Importer) และเศรษฐกิจพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงค่าเงินบาทก็ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาได้บ้าง โดยยอมรับว่าความผันผวนที่ระดับ 9% ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ถึงขั้นสูงเป็นประวัติการณ์ก็ตาม

    “บทบาทการดูแลของ ธปท.ได้เข้าไปบริหารจัดการความผันผวนของค่าเงิน โดยจะดูแล 2 ฝั่ง ทั้งในฝั่งแข็งค่า และอ่อนค่า ซึ่งเป้าหมายหลัก คือ การดูแลเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคา และดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่เดือดร้อนจนเกินไป รวมถึงการดูแลให้ตลาดการเงินยังคงฟังก์ชัน (Functionality) หรือทำงานได้ตามปกติ ธปท. ติดตามดูแลกิจกรรมภาคการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ซ้ำเติม และประคับประคองกันไป” น.ส.ชญาวดี ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/578643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uN_fhBSeNLHJpl2hT-lBq

  • IMF จับตาสงครามอิหร่านใกล้ชิด เตือนเงินเฟ้อพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจชะลอตัว

    IMF จับตาสงครามอิหร่านใกล้ชิด เตือนเงินเฟ้อพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจชะลอตัว

    IMF จับตาสงครามอิหร่านใกล้ชิด ประเมินคาดการณ์ใหม่ที่รวมผลกระทบสงครามในรายงาน WEO เดือนเม.ย. เตือนหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่พุ่งแรงอาจกดดันเงินเฟ้อและฉุดเศรษฐกิจโลก

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงว่า “กำลังติดตามสถานการณ์สงครามอิหร่าน และผลกระทบต่อการผลิตพลังงานอย่างใกล้ชิด” พร้อมเตือนว่าหากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจผลักดันเงินเฟ้อและกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

    ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางทะเล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    จูลี โคแซค โฆษกไอเอ็มเอฟกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้ “ยังไม่มีคำขอรับความช่วยเหลือทางการเงินฉุกเฉิน” อย่างเป็นทางการ แต่ไอเอ็มเอฟก็พร้อมให้การสนับสนุนประเทศสมาชิก

    โดยเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับบรรดารัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง รวมถึงองค์กรระดับภูมิภาค และทางไอเอ็มเอฟกำลังอยู่ระหว่างการ “ปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ที่รวมถึงผลกระทบจากสงคราม”

    IMF เตรียมปรับประมาณการฉบับ เม.ย. ใหม่

    โคแซคระบุว่า ผลกระทบของสงครามจะขึ้นอยู่กับ “ระยะเวลา ความรุนแรง และขอบเขตของความขัดแย้ง” โดยไอเอ็มเอฟจะรวมผลกระทบดังกล่าวไว้ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ฉบับปรับปรุง ซึ่งจะเผยแพร่ในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ ระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิของไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

    “ราคาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในเดือนนี้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ การขนส่งปุ๋ยยังถูกรบกวน และเมื่อรวมกับปัญหาด้านโลจิสติกส์ อาจทำให้ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของสถานการณ์” เธอกล่าว

    โคแซคยังย้ำถึงสิ่งที่ไอเอ็มเอฟออกโรงเตือนก่อนหน้านี้ว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และยืนระยะอยู่เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จะทำให้ เงินเฟ้อโลก เพิ่มขึ้นราว 0.4% และทำให้การผลิตลดลง 0.1 – 0.2% 

    ดังนั้น หากราคาน้ำมันอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์เป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก

    โฆษกไอเอ็มเอฟยังระบุด้วยว่า “ธนาคารกลาง” ควรจับตาว่าแรงกดดันเงินเฟ้อขยายตัวออกนอกภาคพลังงานหรือไม่ และความคาดหวังต่อเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมายหรือไม่

    ตลาดโลกผันผวน ดอลลาร์แข็งค่า ตลาดเกิดใหม่ร่วง

    โคแซคกล่าวว่า ตลาดการเงินโลกได้ตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐ อังกฤษ ยุโรป รวมถึงประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนา

    “ความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และค่าเงินของหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง” 

    ไอเอ็มเอฟ ประเมินเบื้องต้นว่า สงครามจะกดดันการเติบโตของกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) แต่ยังไม่ได้ระบุตัวเลขที่แน่ชัด เพราะขึ้นอยู่กับความสามารถในการกลับมาส่งออกน้ำมันและก๊าซ อย่างไรก็ตาม ประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่ม GCC มีฐานะการคลังและนโยบายที่แข็งแกร่ง และได้ดำเนินการปฏิรูปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจกันไปแล้ว

    ด้าน “กาตาร์” เปิดเผยว่า การโจมตีของอิหร่านทำให้กำลังการส่งออกก๊าซ LNG หายไป 17% ส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียรายได้ราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และกระทบต่ออุปทานไปยังยุโรปและเอเชีย

    ไอเอ็มเอฟ ยังอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบต่อเลบานอน โดยระบุว่า สงครามยิ่งซ้ำเติมวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม และทำให้เศรษฐกิจมหภาคที่เปราะบางอยู่แล้วทรุดตัวลง พร้อมสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

    ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอียิปต์ ยังอยู่ในวงจำกัด โดยไอเอ็มเอฟชื่นชมมาตรการตอบสนอง “เชิงรุก” ของรัฐบาลที่ ทันท่วงทีและประสานงานได้ดี

    ที่มา: Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1226027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36O_cHLe1kDnXZyjXmrB7y

  • 3 อุตสาหกรรมไหนจ่อเลิกจ้างคน? หลังแนวโน้มคนตกงานพุ่งเดือนละ 40,000 คน

    3 อุตสาหกรรมไหนจ่อเลิกจ้างคน? หลังแนวโน้มคนตกงานพุ่งเดือนละ 40,000 คน

    เตรียมรับแรงกระแทก! ศูนย์วิจัยกสิกรฯ เผยตัวเลขเลิกจ้างปี 69 คาดตกงานเดือนละ 4 หมื่นคน ภาคการผลิตกระทบหนักสุด

    จับตาโดมิโนเลิกจ้าง! สถิติแรงงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีสัญญาณน่ากังวล โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าในปี 2569 เปิดเผยว่า จำนวนแรงงานที่ถูกเลิกจ้างในระบบประกันสังคม ม.33 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% ตกงานไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน จากพิษเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่คน

    เปิดตัวเลข “ตกงาน” สะสมพุ่งสูงขึ้น

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง (CAGR ปี 2565-2568) พบว่าการเลิกจ้างแรงงาน ม.33 มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสรุปยอดสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา:

    • จำนวนผู้ถูกเลิกจ้าง: 531,779 คน

    • อัตราการเติบโต: เพิ่มขึ้นถึง 20% (YoY) เมื่อเทียบกับปีจดก่อนหน้า

    • สัดส่วนแรงงาน: กว่า 94% เป็นแรงงานสัญชาติไทย และอีก 6% เป็นแรงงานต่างด้าว

    3 ธุรกิจกลุ่มเสี่ยง ถูกเลิกจ้างมากที่สุด

    วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกกลุ่ม โดยภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่:

    1. ภาคการผลิต (สัดส่วน 24%): รับแรงกระแทกสูงสุดจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อและเทคโนโลยี

    2. ค้าส่ง-ค้าปลีก (สัดส่วน 12%): ผลกระทบจากการปรับตัวของพฤติกรรมผู้บริโภคและ E-commerce

    3. ก่อสร้าง (สัดส่วน 9%): ชะลอตัวตามโครงการอสังหาริมทรัพย์และงบประมาณ

    แนวโน้มปี 2569: ปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวัง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2569 สถานการณ์การเลิกจ้างจะยังไม่คลี่คลาย โดยคาดว่าจะมีแรงงานหลุดออกจากระบบเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน โดยมี “4 ปัจจัยกดดัน” สำคัญคือ:

    • เศรษฐกิจอ่อนแอ: กำลังซื้อภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    • การแข่งขันรุนแรง: ธุรกิจต้องปรับลดต้นทุนเพื่อความอยู่รอด

    • วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์: ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กระทบต่อต้นทุนพลังงานและขนส่งโลก

    • Technology Disruption: การนำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ทดแทนแรงงานคนอย่างรวดเร็ว

    650251497_1274525601443736_41

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948572/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jp6z2JZWVgXGyxIh9O7F6

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล วันที่ 20/03/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล วันที่ 20/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136056&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YD3GB8eEzV52QUoqIAfhR

  • ‘คอร์รัปชัน’ ฉุดเศรษฐกิจไทย 5 แสนล้าน แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้ ก่อนต่างชาติเมินลงทุน

    ‘คอร์รัปชัน’ ฉุดเศรษฐกิจไทย 5 แสนล้าน แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้ ก่อนต่างชาติเมินลงทุน

    สถานการณ์คอร์รัปชั่นของไทยอยู่ในภาวะถดถอย เมื่อองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) เผยแพร่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2569

    การประกาศดังกล่าวระบุว่าไทยได้คะแนน 33 จาก 100 คะแนน อยู่อันดับ116 ของโลก สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันฝังรากลึก และเมื่อเทียบประเทศอาเซียนพบว่าไทยหล่นมาอยู่อันดับ 7 จากเคยอยู่อันดับ 5

    ขณะที่ประเทศในอาเซียนที่มีคะแนนสูงกว่าไทย ได้แก่ สิงคโปร์ 84 คะแนน บรูไน 63 คะแนน มาเลเซีย 52 คะแนน เวียดนาม 41 คะแนน ส่วนอินโดนีเซียและลาวได้ 34 คะแนน ใกล้เคียงไทย ส่งผลให้สถานะความน่าเชื่อถือด้านธรรมาภิบาลของไทยน่ากังวล

    ดร.มานะ นิมิตรมงคลประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT กล่าวว่า ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี 2568 ของไทยตกลงมาอยู่อันดับ 116 ของโลก ส่งผลกระทบไปยังการปรับลดลงของอันดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ หรือ World Competitiveness Ranking จัดอันดับโดย International Institute for Management Development (IMD) ด้วย

    ทั้งนี้ เนื่องจากการวัดขีดความสามารถในการแข่งขันได้เก็บคะแนนและวัดจากตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสหรือธรรมาภิบาลภาครัฐ (Governance) ด้วย ดังนั้น จึงเกี่ยวข้องกันหากไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้จะกระทบขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    สำหรับตัวอย่างของความเกี่ยวข้องกับปัญหาคอร์รัปชัน กับเรื่องเศรษฐกิจ คือ การที่มีเม็ดเงินที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยจากการทุจริต คอร์รัปชันสูงถึงปีละประมาณ 5 แสนล้านบาท 

    ในประเด็นนี้ นายมาเธียส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กล่าวระหว่างเยือนไทยว่าหากไทยตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพหรือเศรษฐกิจขยายตัวปีละ 3 % ไทยต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้ได้

    ทำจดหมายเปิดผนึกจี้รัฐแก้คอร์รัปชัน

    นอกจากนี้ ACT ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอให้ “เอาจริง” กับการปราบคอร์รัปชัน เพื่ออนาคตประเทศไทย ระบุว่า ไทยกำลังอยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวสำคัญยิ่งต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ทั้งในสายตาประชาชนและประชาคมโลก

    ทั้งนี้ ผลดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2568 ของ Transparency International ซึ่งไทยได้คะแนนเพียง 33 คะแนน ต่ำสุดในรอบ 19 ปี และลำดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก 

    สำหรับตัวเลขนี้มิใช่เป็นแค่สถิติ แต่คือ “ต้นทุนของประเทศ” ที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับ ทั้งความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง ความสามารถการแข่งขันถดถอย และงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลไปจากที่ควรยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการปล่อยให้คอร์รัปชันฝังรากลึก เท่ากับปล่อยให้ชาติถอยหลัง 

    รวมทั้งหากรัฐบาลชุดใหม่แสดงเจตจำนงอย่างจริงจังในการปราบโกง ซึ่งไทยย่อมพลิกวิกฤตเป็นโอกาสฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างสังคมที่โปร่งใส และยกระดับศักยภาพของประเทศบนเวทีโลกได้ภายใต้การนำนายอนุทิน

    ทั้งนี้ ได้เสนอให้บรรจุ 5 มาตรการปราบโกงในคำแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา เพื่อยืนยันว่า การปราบปรามคอร์รัปชันในรัฐบาลนี้ “เกิดผลจริง ไม่ใช่แค่คำประกาศ” ได้แก่

    1.ตั้งคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำหนดให้เป็นกลไกขนาดเล็ก คล่องตัว มีอำนาจหน้าที่ชัดเจน กำหนดกรอบเวลา ตัวชี้วัด และเป้าหมายที่วัดผลได้ พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ

    2.ยกระดับประเทศสู่มาตรฐาน OECD ผลักดันให้ทุกหน่วยงานปรับปรุงระบบธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูล และกลไกความโปร่งใสให้เทียบเคียงมาตรฐานสากลอย่างจริงจัง จะเป็นแรงขับเคลื่อนภายใน และสัญญาณบวกต่อประชาคมโลก

    3.ยกระดับ 3 กระทรวงหลักให้เป็นต้นแบบความโปร่งใส ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ โดยเปิดเผยข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้างอย่างครบถ้วน ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น และกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบที่เข้มงวดและโปร่งใส

    4.ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลปิดช่องโกง เร่งขยายการใช้เทคโนโลยีเชิงระบบเปิดเผยข้อมูลและระบบติดตามโครงการ โดยผลักดันการใช้ IP (Integrity Pact) และ CoST (Construction Sector Transparency Initiative) ในโครงการจัดซื้อ จัดจ้างขนาดใหญ่ เปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างอย่างครบถ้วน ตรวจสอบได้ เปลี่ยนการปราบโกง จากปลายทาง สู่การป้องกันเชิงระบบ

    5.สร้างภาครัฐประสิทธิภาพสูง ลดแรงจูงใจการทุจริต เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานข้าราชการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างกำลังคนและปรับรายได้ให้เหมาะสม องค์กรฯ เชื่อว่าข้าราชการส่วนใหญ่เป็นคนดี หากมีรายได้พอกินพอใช้ จะช่วยลดแรงจูงใจในการทุจริต และสร้างระบบราชการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ทั้งนี้ ACT ขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีหลังตั้งรัฐบาลเพื่อหารือและร่วมออกแบบกลไกการทำงานเริ่มภารกิจ “ปราบโกงให้สำเร็จในรัฐบาลนี้” ไปพร้อมกัน เพราะการปราบคอร์รัปชันมิใช่ภาระของรัฐบาลฝ่ายเดียว หากแต่เป็นพันธกิจร่วมของคนไทยทั้งประเทศ

    แนะเร่งแก้ทุนเทาแทรกซึมทุกวงการ

    รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในไทยที่แย่ลงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนปัญหาการทุจริตร้ายแรงขึ้นในสังคมไทย รวมทั้งปัญหา “ทุนเทา” ที่แพร่กระจายแทรกซึมทุกวงการรวมทั้งการเมืองที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้มากขึ้น

    นอกจากนี้แม้กระทั่งองค์กรอิสระที่ควรโปร่งใสในการทำงานกลายเป็นหน่วยงานที่มีปัญหาความโปร่งใสเสียเอง และกลไกที่จะตรวจสอบหรือเอาผิดหน่วยงานที่มีปัญหาการทุจริตทำได้ยากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันล่าช้า ซึ่งเท่ากับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายไม่ดีเท่าที่ควร 

    แม้แต่อาชญกรข้ามชาติยังมองไทยเป็นสวรรค์ของผู้ทำความผิดที่จะหลบหนีเข้ามา เพราะใช้เงินซื้อผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งภาพลักษณ์แบบนี้ทำให้อันดับ CPI ของไทยแย่ลง

    “ภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยที่สะท้อนไปอยู่ในการรับรู้ของคนในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงนักธุรกิจและนักลงทุน ทำให้เวลาสำรวจดัชนีคอร์รัปชันทำให้ไทยได้คะแนนต่ำ ถ้าหากเราไม่แก้เรื่องทุนเทาก็จะแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชันไม่ได้เช่นกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TNHQJ3SVMBPi-N8u-CiDR

  • ครบเครื่อง

    ครบเครื่อง

    การอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์มาอย่างยืนยาว คือ หลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นสำคัญว่า ฝีมือ เลขาฯ อู เก่งกาจขนาดไหน แม้ช่วงหนึ่งจะถูกโยกไปเป็นเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่ทันทีที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ เจ้าตัวถูกดึงกลับมาอยู่ที่เดิม เพื่อหวังใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่

    ปัจจุบัน เลขาฯ อู ยังเหลืออายุราชการอีกเยอะ และการกลับมาเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์รอบนี้น่าจะตีตั๋วยาว เพราะเป็นมือไม้สำคัญของรัฐบาลนายอนุทิน

    ในช่วงสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เลขาฯ อู มีบทบาทเยอะ นอกจากจะคอยรายงานสถานการณ์การเศรษฐกิจในประเทศ บางครั้งยังทำหน้าที่อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระชับ และเข้าใจง่าย

    อย่างเมื่อวันก่อน ศบก.แถลงผลการประชุมเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน เลขาฯ อู คือ 1 ในข้าราชการประจำที่มานั่งแถลงร่วมกับเสนาบดี 3 คน ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

    ช่วงหนึ่ง เลขาฯ อู ช่วยตอบคำถามเสริม รมว.พลังงาน ถึงกรณีที่คนไม่มั่นใจเรื่องพลังงาน โดยการหยิบตัวเลขน้ำมันตอนสภาวะปกติ กับคนที่แตกตื่นกัน เพื่อไม่ให้คนกังวลว่า จะไม่มีน้ำมันใช้ พร้อมขอให้ทุกคนประหยัดพลังงาน และค่อยๆ ใช้ชีวิตแบบปกติ

    เล่าได้เห็นภาพ เข้าใจง่าย แถลศบก.เมื่อวันอังคารจบ มีแต่คนชมเลขาธิการสภาพัฒน์กันเพียบ เรียกว่า เก่งหลายด้าน และครบเครื่อง.

    ฌ.เฌอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/966326/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HBxtUThZ5bkcWjV8m2OSg

  • โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 19 มี.ค.2569 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีการเสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน

    ที่ประชุมมีมติเลือกนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับคะแนนเสียง 293 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 187 เสียง พรรคเพื่อไทย 73 เสียง พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง

    สำหรับพรรค 1 เสียง ประกอบด้วย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคมิติใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคประชาชน พรรครวมพลังประชาชน และพรรคไทยสร้างไทย

    ด้านนายณัฐพงษ์ ได้รับเสียงโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชน 118 และพรรคเสรีรวมไทย 1 ซึ่งไม่เพียงพอทำให้ต้องอยู่สถานะพรรคฝ่ายค้าน

    ขณะเดียวกันมีจำนวน 86 เสียงของดออกเสียง ประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง พรรคภูมิใจไทย 3 พรรคประชาชน 1 เสียง พรรคเพื่อไทย 1 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 1 เสียง และพรรคไทยภักดี 1 เสียง ทั้งนายหรั่ง ธุระพล สส.พรรคภูมิใจไทย ไม่มาลงคะแนนเสียง

    “อนุทิน” หวังร่วมมือเร่งแก้ปัญหาชาติ

    นายอนุทิน อภิปรายก่อนการลงมติว่า จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำงานร่วมกันสุดความสามารถ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และประชาชน โดยน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคราวเปิดประชุมรัฐสภาวันที่ 14 มี.ค.2569 ขอให้ยึดความถูกต้อง และประโยชน์สุขประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด

    รวมทั้งจะดำเนินตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลจะสนับสนุนงานนิติบัญญัติร่วมกับรัฐสภาเต็มที่ และแม้ขณะนี้มีปัญหาต้องแก้ไขมั่นใจว่าด้วยความร่วมมือทุกฝ่ายจะทำให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์ และแก้ปัญหาให้เต็มประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด

    งานร้อนรัฐบาลใหม่ “วิกฤติพลังงาน”

    ขณะที่วิกฤติพลังงานกำลังเป็นปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญหลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวเกินบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ ซึ่งทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบ 12,605 ล้านบาท ถือเป็นอัตราการติดลบที่เร็วหลังจากสหรัฐ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569

    ทั้งนี้ ช่วงรัฐบาลรักษาการได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม 3 กลุ่ม คือ เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และ SMEs โดยกระทรวงการคลังพิจารณาข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่รับมือกรณีเกิดขีดจำกัดกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย 1.พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 2.พิจารณาเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น 3.พิจารณาออก พ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    ส่วนด้านงบประมาณได้เตรียมเสนอปรับรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อเพิ่มรายการรองรับสงครามตะวันออกกลาง

    รวมทั้งเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เพื่อโอนเข้างบประมาณกลาง โดยใช้แนวทางแบบช่วงโควิดปี 2563 ที่โอนงบได้ 88,452 ล้านบาท เป็นการโอนงบรายจ่ายประจำที่ยังไม่เบิกจ่าย เช่น งบสัมมนา การฝึกอบรม ประชาสัมพันธ์ จ้างที่ปรึกษา เดินทางไปต่างประเทศ โดยคาดว่าจะโอนงบได้หลักหมื่นล้านบาท

    เทรดวอร์ไม่จบ “การค้าโลกเสี่ยง”

    ส่วนประเด็นสงครามการค้าที่มีผลกระทบต่อเนื่องถึงปัจจุบันแม้ศาลสูงสหรัฐจะพิพากษาให้การจัดเก็บภาษีตอบโต้ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่สหรัฐเดินหน้าใช้กระบวนการตามมาตรา 301 กฎหมายการค้าของสหรัฐ ที่ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น เพิ่มภาษีศุลกากร มาตรการจำกัดการนำเข้า

    ทั้งนี้ ไทยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เม.ย.2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ก่อนเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา

    สำหรับตลาดสหรัฐมีสัดส่วนอันดับ 1 ของตลาดส่งออกไทยทั้งหมด โดยไทยเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐสูงถึง 51,000 ล้านดอลลาร์ปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ไทยเกินดุล 46,000 ล้านดอลลาร์

    โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    โจทย์ยากปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    สำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกเรียกร้องมาระยะหนึ่งหลังเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน จีดีพีไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% ชะลอตัวลงจากปี 2567 ที่ขยายตัว 2.9% ภาคเอกชนเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องความต้องการตลาดโลกมากขึ้น

    นอกจากนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอแนวทางการสร้างโมเดลพัฒนาประเทศใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำ และก้าวข้ามโครงสร้างแบบเดิมที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลัง แต่รัฐบาลชุดที่แล้วมีเวลาสั้น จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลใหม่ที่ต้องวางแผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ชัดเจน

    แนะรัฐบาลเร่งสกัดวิกฤติก่อนลุกลาม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งมาตรการกอบกู้สถานการณ์ทันทีก่อนลุกลามกระทบภาคอุตสาหกรรม และประชาชนวงกว้าง ดังนี้

    1.การบริหารจัดการพลังงาน โดยเฉพาะปัญหา “ดีเซล 2 ราคา” ที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมแบกต้นทุนสูง ขณะที่ SMEs เริ่มไม่ไหวจึงเสนอให้รัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนน้ำมันภาคอุตสาหกรรมชั่วคราว 3 เดือน

    2.ขอให้เร่งแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีตัวจริงมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจเต็มรูปแบบแทนรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัด

    3.มิติค่าครองชีพกระทบมีสัญญาณขาดแคลนสินค้า และการกักตุนบางพื้นที่ รัฐบาลต้องเร่งดูแลราคา และซัพพลายเชนใกล้ชิด

    4.เร่งยกระดับมาตรการปกป้อง SMEs จากสินค้านำเข้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาตีตลาด โดยใช้เครื่องมือการค้าที่เข้มข้นเพื่อรักษาขีดความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทย 

    5.เร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐประเด็นมาตรา 301/304 ที่ยังค้า และกระทบภาคธุรกิจไทย

    6.เร่งแก้ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน และระบบขนส่ง โดยช่วยหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบใหม่ และบริหารจัดการเส้นทางโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น กลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารเผชิญปัญหาขาดแคลนเม็ดพลาสติก

    “ข้อเสนอทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการทันที หากปล่อยล่าช้า อาจทำให้ปัญหาเศรษฐกิจลุกลาม และกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และนักลงทุน”

    หวัง ครม.ใหม่พร้อมเผชิญวิกฤติโลก

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าไทยไทย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องเร่งจัดตั้ง ครม.เร็วที่สุดเพื่อให้รัฐบาลเริ่มทำงานทันที ควรคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง และทำงานมืออาชีพ

    นอกจากนี้ การทำงานเป็นทีม และความสามัคคีภายใน ครม.สำคัญมาก เพราะประเทศกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐกิจ และวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

    ส่วนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อาจต้องรอความชัดเจนจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยภาคเอกชนเคยเสนอแนวทางต่อรัฐบาลไปแล้ว และบางส่วนอาจถูกนำไปบรรจุในนโยบายที่จะประกาศในอนาคต

    รัฐบาลมีเสถียรภาพ เชื่อหนุน ศก.ฟื้นตัว

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ผ่านการโหวตผ่านสภาฯ ถือว่าส่งผลเชิงบวกต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากมีความชัดเจนมากขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะข้างหน้า

    โดยเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะมีภาพลักษณ์ที่ต่างจากเดิม แต่ทีมเศรษฐกิจโดยรวมถือว่าเรียกความเชื่อมั่นได้ต่อเนื่อง ประเด็นเร่งด่วนจากนี้ต้องทำทันทีคือ ตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้ทันในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่ต้องเร่งแก้คือ ปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่กำลังทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนขนส่ง

    “การใช้นโยบายแบบประชานิยมอาจบิดเบือนกลไกตลาด และสร้างภาระหนี้สาธารณะให้สูงขึ้น หากสถานการณ์ราคาสินค้าลากยาวไปตลอดทั้งปี การแบกรับภาระภาครัฐอาจส่งผลให้ประเทศไทยถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ และอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลจากการนำเข้าพลังงาน และสินค้าที่มีราคาสูง ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพค่าเงินบาท และตลาดทุนในที่สุด”

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า เสถียรภาพของรัฐบาลมีมากขึ้นแต่ความท้าทายที่แท้จริง คือ รักษาสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการปรับโครงสร้างระยะยาว โดยกับดักเฉพาะหน้าคือ เร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ อุดหนุนราคาพลังงาน แต่ต้องไม่ลืมเรื่องระยะยาว จนไม่มีงบประมาณ และเวลาไปจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นตอของความอ่อนแอในเศรษฐกิจไทย ปัญหาเหล่านั้นคือ ความสามารถแข่งขันที่ลดลง ปัจจัยเชิงโครงสร้างประชากร และทักษะแรงงานที่ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

    “โจทย์ใหญ่คือ เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน ซึ่งปัจจุบันไทยมีเพียง 20% ขณะที่ประเทศอื่นไปไกลถึง 50-80% แล้ว รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจติดตั้ง Solar Rooftop และแก้ปัญหาอุปสรรคทางเทคนิค หากไม่เริ่มทำในวันนี้ ไทยจะถูกทิ้งห่างจากกระแสเทคโนโลยี และนโยบายการค้ายุคใหม่ของโลก”

    ดร.บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ช่วงระยะเวลาสั้น 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลถือว่าทำได้ดีโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ แต่มองว่า โจทย์เศรษฐกิจครั้งนี้ยากกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่ปัญหาภายใน แต่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลก รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน และอิสราเอล รวมถึงนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ จากมาตรา 301 ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย

    “วันนี้เสถียรภาพทางการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น มองเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะมีเวลาทำงานเต็มวาระ 4 ปี หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขกฎหมายและระบบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง”

    น้ำมันจ่อแตะ 120-200 ดอลล์ 

    ขณะที่ สถานการณ์พลังงานทั่วโลกยังคงมีความผันผวนสูง ธนาคาร “ซิตี้กรุ๊ป” ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันพุธว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นรวดเร็วจากการหยุดชะงักของอุปทานที่รุนแรงขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับขึ้นสู่ช่วง 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    บทวิเคราะห์ที่นำโดยแม็กซิมิเลียน เลย์ตัน หัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์โลกของซิตี้กรุ๊ป ระบุว่า กรณีฐานใหม่ของซิตี้ ซึ่งให้ความน่าจะเป็น 50% ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการขนส่งน้ำมันจะหยุดชะงักเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ คิดเป็นปริมาณถึง 11-16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องช่วงไม่กี่วันข้างหน้าสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นการปรับตัวขึ้นจนถึงระดับที่ “กระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงทางการเมืองหรือเชิงยุทธศาสตร์”

    ระดับราคาดังกล่าวอาจเป็นจุดที่ผลักดันให้สหรัฐต้องยุติปฏิบัติการทางทหาร หรือเป็นจุดให้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) และกลุ่มประเทศโออีซีดี ต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองออกมา หรือเป็นระดับที่มหาอำนาจทั่วโลกต้อง “ผลักดันอย่างจริงจัง” ให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม สำหรับความเสี่ยงที่ความขัดแย้งถูกยกระดับขึ้นสูง กรณีขาขึ้นซึ่งให้ความน่าจะเป็น 30% ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจ “แตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” และอาจพุ่งไปถึง 200 ดอลลาร์ หากอิหร่านขยายการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในวงกว้าง หรือหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดไปจนถึงเดือนมิ.ย.

    ขณะที่ กรณีขาลงซึ่งมีความน่าจะเป็นเพียง 20% ซิตี้มองว่าราคาน้ำมันอาจปรับลดลงสู่ 65-70 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วและสามารถเปิดช่องแคบได้อีกครั้ง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225937&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VIYmMympWW5TutUqJyjMF