Category: เศรษฐกิจ

  • ด่วน! ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ปรับขึ้น! ดีเซลเพิ่ม 70 สตางค์ เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ขึ้น 1 บาท

    ด่วน! ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ปรับขึ้น! ดีเซลเพิ่ม 70 สตางค์ เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ขึ้น 1 บาท

    ด่วน! ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ปรับขึ้น! ดีเซลเพิ่ม 70 สตางค์ เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ขึ้น 1 บาท

    วันที่ 20 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 21 มี.ค. 69 สำนักงานการตลาดน้ำมันปิโตรเลียม (ปตท.) และ บริษัทบางจากฯ ได้ประกาศปรับราคาน้ำมันทั่วประเทศ โดยน้ำมันดีเซลจะขึ้นราคา 70 สตางค์ต่อลิตร และน้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ จะปรับเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร สร้างแรงกระเพื่อมในตลาดคมนาคมและการขนส่งทั่วประเทศ

    การปรับขึ้นราคานี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้ขับขี่รถยนต์และผู้ใช้บริการขนส่งจะต้องเตรียมตัวรับมือกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในครั้งนี้

    #ราคาน้ำมัน #ดีเซลขึ้นราคา #เบนซิน #แก๊สโซฮอล์ #ปตท #ราคาน้ำมันวันนี้ #ข่าวเศรษฐกิจ #น้ำมันไทย #ราคาน้ำมัน2026 #ขนส่ง #คมนาคม #ราคาน้ำมันขึ้น #สถานการณ์น้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K8hoAV5pJXECUOEipevgc

  • CMG จัดเวทีระดับโลก “จีนในฤดูใบไม้ผลิ” เปิดมุมมองพัฒนาเศรษฐกิจโลก ดันความร่วมมือไทย-จีนยุคใหม่

    CMG จัดเวทีระดับโลก “จีนในฤดูใบไม้ผลิ” เปิดมุมมองพัฒนาเศรษฐกิจโลก ดันความร่วมมือไทย-จีนยุคใหม่

    China Media Group (CMG) เปิดเวทีเสวนาระดับนานาชาติ “จีนในฤดูใบไม้ผลิ : การพัฒนาของจีนและโอกาสของโลก” ณ กรุงเทพฯ รวมผู้นำภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนไทย-จีน แลกเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ท่ามกลางการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ของจีนที่มุ่งเปิดประเทศและแบ่งปันโอกาสสู่ประชาคมโลก

    China Media Group (CMG) จัดเวทีเสวนาระดับนานาชาติในหัวข้อ “จีนในฤดูใบไม้ผลิ : การพัฒนาของจีนและโอกาสของโลก” เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ นายเซิ่น ไห่ส่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสื่อสารมวลชนและผู้อำนวยการ China Media Group ได้กล่าวสุนทรพจน์ผ่านทางวิดีโอ ในหัวข้อ บทบาทของสื่อในการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ และการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาในยุคโลกาภิวัตน์

    นายเซิ่น ระบุว่า การประชุมสองสภาของจีนซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และเป็นหน้าต่างสำคัญในการติดตามจีนยุคใหม่ ยังคงดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก โดยปีนี้ได้มีมติรับรองเอกสารสำคัญหลายฉบับ รวมถึง “โครงร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15” พร้อมกำหนดเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปี 2026 ไว้ที่ร้อยละ 4.5 ถึง 5 โดยพิมพ์เขียวการพัฒนาคุณภาพสูงของจีนถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่แก่ประชาคมโลก

    นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำถึงการขยายการเปิดประเทศในระดับสูง การเปิดตลาดโลกอย่างกว้างขวาง และการเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเปิดกว้างของจีน

    ขณะเดียวกัน การพัฒนา “พลังการผลิตใหม่คุณภาพสูง” ของจีนตั้งแต่ต้นปีเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์อัจฉริยะในงานกาล่าตรุษจีนของ China Media Group และโมเดล “ภาพยนตร์+” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภค ตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะ “โอเอซิสแห่งความแน่นอน” ขณะที่สถานีฯ พร้อมใช้ศักยภาพด้านการสื่อสารและเทคโนโลยี เพื่อผลักดันความทันสมัยแบบจีนและแบ่งปันโอกาสสู่ประชาคมโลก

    นางเลี่ยว ลี่ รองผู้อำนวยการสำนักงาน CMG Asia-Pacific ตัวแทนผู้จัดงานได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมเรียนเชิญ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนเข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และโอกาสความร่วมมือระหว่างไทย-จีนในอนาคต โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

    นางเลี่ยว ลี่ กล่าวย้ำว่าการประชุมสองสภาที่เพิ่งปิดฉากลงได้ส่งสัญญาณชัดเจน ว่าการพัฒนาของจีนคือโอกาสของทั้งโลกและของไทย งานเสวนาครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอทิศทางการพัฒนาคุณภาพสูงของจีน พร้อมหารือถึงการยกระดับความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทย-จีนในยุคใหม่ เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งนี้ CMG ในฐานะสื่อระดับชาติของจีน พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงนโยบายและจิตใจของประชาชนทั้งสองประเทศ สานต่อเรื่องราวมิตรภาพ เพื่อให้ชาวไทยได้ร่วมรับผลประโยชน์จากการพัฒนาของจีนอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน รวมถึงบทบาทของความร่วมมือระหว่างสองประเทศในบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    นายจาง ได้กล่าวสรุปถึงความสำเร็จของการประชุมสองสภาและการรับรอง “แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15” โดยระบุว่าประชาคมโลกต่างจับตาทิศทางของจีนอย่างใกล้ชิด ซึ่งจีนหวังว่าแผนพัฒนาดังกล่าวจะไม่เป็นเพียงพิมพ์เขียวสำหรับประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการหยิบยื่นโอกาสใหม่ๆ ให้กับโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านสันติภาพและการพัฒนาในปัจจุบัน

    ​เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า จีนจะยังคงยึดมั่นในเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ ผลักดันการพัฒนาคุณภาพสูง และเปิดประเทศสู่ภายนอกในระดับสูงต่อไป พร้อมกันนี้ จีนยินดีที่จะยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านกับไทย เพื่อผลักดันการสร้าง “ประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน” ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชนทั้งสองชาติ ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคต่อไป

    ด้าน นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวถึง ความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและเสถียรภาพของภูมิภาค พร้อมระบุความสัมพันธ์ไทย-จีน มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนความร่วมมือในระดับภูมิภาค

    นายนิรัตน์ กล่าวว่า ประชาคมโลกให้ความสนใจต่อการประชุมสองสภาและการพัฒนาของจีน โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น สะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นำและประสิทธิภาพของรัฐบาล ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนฯ ฉบับที่ 15 ซึ่งจีนยังคงขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสูงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีควอนตัม ยานยนต์พลังงานใหม่ และอวกาศ โดยการพัฒนาพลังการผลิตใหม่คุณภาพสูงของจีนยังเอื้อประโยชน์ต่อหลายประเทศ รวมถึงอาเซียน โดยไทยหวังจะกระชับความร่วมมือกับจีนอย่างต่อเนื่อง

    นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่าการพัฒนาของจีนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจีน แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพสูง ซึ่งได้เปิดโอกาสอันกว้างขวางให้กับประเทศไทย งานเสวนาในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมี CMG ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองชาติมาโดยตลอด จากสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่ว่า “จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ปัจจุบันความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ก้าวสู่บริบทใหม่ ที่มุ่งเน้นความร่วมมือคุณภาพสูงในทุกมิติ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกันต่อไป

    ดร. ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ GISTDA กล่าวว่าจีนได้แบ่งปันผลสำเร็จจากการพัฒนาแก่ประเทศอื่นๆ เสมอมา และพลังการผลิตใหม่ที่คุณภาพของจีนเป็นประโยชน์กับโลก โดยสำหรับด้านการบินอวกาศ จีนและไทยได้ดำเนินความร่วมมือที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งการสำรวจอวกาศ การร่วมก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้งาน การฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินอวกาศ และเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งสะท้อนความพยายามสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และจะสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    ขณะที่ นายหวง เหวยเหว่ย รองประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) และประธานฝ่ายยุทธศาสตร์ความร่วมมือจีน กล่าวว่า ตลาดอันมหาศาลของจีนคือโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับทั่วโลก และเป็นเสมือน “รากฐานสำคัญ” ในยุทธศาสตร์ระดับโลกของเครือซีพี จีนซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท มีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชีวภาพ ช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด

    นอกจากนี้ จีนยังมุ่งมั่นยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและขยายการเปิดประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านนโยบายและเวทีระดับชาติ (เช่น งานแสดงสินค้า CIIE, CISCE และนโยบายปลอดภาษีที่มณฑลไห่หนาน) ด้วยเหตุนี้ เครือซีพีซึ่งมีเครือข่ายและทรัพยากรที่แข็งแกร่งทั้งในไทยและจีน จึงพร้อมก้าวขึ้นเป็น “ซูเปอร์พาร์ตเนอร์” (Super Partner) เพื่อร่วมจับมือและขับเคลื่อนเศรษฐกิจรวมถึงวิสาหกิจจีนอย่างเต็มกำลัง

    ภายหลังช่วงการกล่าวสุนทรพจน์ ยังได้มีการจัดเวทีเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมี ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจและภาควิชาการเข้าร่วมแลกเปลี่ยน ได้แก่ นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย, ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน และ นายต่ง เจี้ยนผิง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/284934&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GLcX8aDZgTiBDxpkMhsWQ

  • ยอดใช้พลังงานรวมปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น รับท่องเที่ยวขยายตัว

    ยอดใช้พลังงานรวมปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น รับท่องเที่ยวขยายตัว

    วันนี้, 13:30น.

              สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปี 2568 พบว่า การใช้พลังงานขั้นต้นเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงร้อยละ 1.6 จากการใช้ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และลิกไนต์ที่ลดลง ขณะที่การใช้น้ำมันและไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น ในส่วนน้ำมันสำเร็จรูป การใช้น้ำมันเครื่องบิน 17,500,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น

              นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. เปิดเผยว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของประเทศ ปี 2568 ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.4 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

              ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่ร้อนเท่าปี 2567 ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย

              การใช้พลังงานจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิง พบว่า การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติ ลดลงร้อยละ 3.8 การใช้ถ่านหิน ลดลงร้อยละ 3.5 และการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 1.2

              การใช้น้ำมันสำเร็จรูป มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 140,900,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.001 โดยปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 67,000,000 ลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 2.8 ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล อยู่ที่ 31,700,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 การใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17,500,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ส่วนการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5,400,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 และการใช้ LPG อยู่ที่ 19,400,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1

              การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 6,630,000 ตัน ลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยจำแนกเป็น การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 42 ของการใช้ทั้งหมด รองลงมา คือ การใช้ในภาคครัวเรือนร้อยละ 32 การใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ร้อยละ 14 และการใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 10

              การใช้ก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 4,422,000,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลงร้อยละ 4.0 โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 61 รองลงมา คือ การใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 17 การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่น ๆ ร้อยละ 20 และการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ (NGV) ร้อยละ 2

              การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ รวมกันอยู่ที่ระดับ 14,193 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ลดลงร้อยละ 3.3 โดยการใช้ถ่านหินนำเข้าอยู่ที่ 11,085 ktoe ขณะที่การใช้ลิกไนต์อยู่ที่ 3,108 ktoe การใช้ไฟฟ้า

              การใช้ไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้า (ไม่รวมผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS) อยู่ที่ 208,428,000,000 หน่วย ลดลงร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 42 ภาคครัวเรือนร้อยละ 28 ภาคธุรกิจร้อยละ 25 และภาคอื่น ๆ ร้อยละ 5

              สำหรับในปี 2569 จะมีการนำสมมติฐานด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมาพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาพลังงาน พร้อมหาแนวทางและมาตรการในการบรรเทาผลกระทบต่อไป

    ภาพ freepik

    #สถานการณ์พลังงาน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160145&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vypAh25TUAsj8LDVDp7AD

  • ผู้ว่าฯพังงาจุดพลังชาวบ้าน “ปลูกผัก-เลี้ยงสัตว์” น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหารฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ

    ผู้ว่าฯพังงาจุดพลังชาวบ้าน “ปลูกผัก-เลี้ยงสัตว์” น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหารฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    ผู้ว่าฯพังงาจุดพลังชาวบ้าน “ปลูกผัก-เลี้ยงสัตว์” น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหารฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมืองพังงา พื้นที่เล็ก ๆ รอบจวนได้ถูกปรับให้เป็นแปลงเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิด อาทิ มะละกอ ตะไคร้ มะนาว พริก มะเขือ และผักโตเร็ว รวมถึงเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน สะท้อนแนวคิด มีหนึ่งเดี่ยวอันดามัน 

    ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาเลี้ยงไก่ไข่และปลูกผักในจวนผู้ว่าราชการจังหวัดไว้ทานเอง ปลุกพลังคนพังงาสู้วิกฤติช่วยเหลือตนเอง ให้ประชาชนสร้างความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือน และได้ลดต้นทุนอาหารให้ไก่โดยได้นำหญ้าหวานมาสับรวมกับอาหารให้ไก่กินด้วยเศรษฐกิจพอเพียงพึ่งตนเอง
         
    ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ในระดับครัวเรือนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยประชาชนสามารถเริ่มต้นได้ง่าย แม้มีพื้นที่จำกัดก็สามารถปลูกผักในแปลงเล็ก ๆ หรือในกระถาง รวมถึงเลี้ยงไก่ไข่หรือเลี้ยงปลา ตามศักยภาพของแต่ละครอบครัว จึงขอเชิญชวนชาวพังงาทุกครัวเรือน หันมาสร้างเกราะป้องกันวิกฤติด้านอาหาร ด้วยการผลิตอาหารกินเอง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ลดการพึ่งพาภายนอก และเพิ่มความมั่นคงในการดำรงชีวิต หากมีผลผลิตเหลือยังสามารถแบ่งปันในชุมชน หรือจำหน่ายสร้างรายได้เสริมได้อีกทางหนึ่ง
       
    ทั้งนี้ การน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ถือเป็นแนวทางสำคัญในการรับมือสถานการณ์โลกที่ผันผวน ช่วยลดรายจ่าย และสร้างความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืนในทุกครัวเรือน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469927&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mWeQ8NILH0OBmauRrEDur

  • ทูตจีนชูแผนพัฒนาฯ ฉบับ15 โอกาสใหม่ของโลก ยกระดับความร่วมมือไทยรอบด้าน

    ทูตจีนชูแผนพัฒนาฯ ฉบับ15 โอกาสใหม่ของโลก ยกระดับความร่วมมือไทยรอบด้าน

    วันนี้ (20 มี.ค. 2569) นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทย–จีน รวมถึงบทบาทของความร่วมมือระหว่างสองประเทศในบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ในเวทีเสวนาระดับนานาชาติในหัวข้อ “จีนในฤดูใบไม้ผลิ : การพัฒนาของจีนและโอกาสของโลก”

    พร้อมระบุว่า เมื่อปีที่ผ่านมา จีนและไทยได้ร่วมกันเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความร่วมมือที่แน่นแฟ้น โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ระดับสูงระหว่างสองประเทศ

    ในการเยือนครั้งดังกล่าว ผู้นำของทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับการยกระดับความสัมพันธ์จีน–ไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ครอบคลุมความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

    นายจางได้กล่าวถึงความสำเร็จของการประชุมสองสภาและการรับรองแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 โดยระบุว่า ประชาคมโลกต่างจับตาทิศทางของจีนอย่างใกล้ชิด ซึ่งจีนหวังว่าแผนพัฒนาดังกล่าวจะไม่เป็นเพียงพิมพ์เขียวสำหรับประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการหยิบยื่นโอกาสใหม่ ๆ ให้กับโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านสันติภาพและการพัฒนาในปัจจุบัน

    จีนแสดงความคาดหวังว่า การพัฒนาในระยะใหม่ของประเทศจะไม่เพียงสร้างความก้าวหน้าภายใน แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ในการขยายความร่วมมือและสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน

    นายจางยังระบุว่า จีนจะเดินหน้าเสริมสร้างระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ให้มีความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต

    การคาดการณ์ระบุว่า ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมดั้งเดิมของจีนจะมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นอีกกว่า 10 ล้านล้านหยวน ขณะที่มูลค่าผลผลิตของอุตสาหกรรมเกิดใหม่จะขยายตัวจากประมาณ 6 ล้านล้านหยวนเป็นมากกว่า 10 ล้านล้านหยวน สะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนใหม่ที่กำลังเติบโตและเริ่มแสดงศักยภาพในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

    นายจางกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยมีการผลักดันการปรับปรุงอุตสาหกรรมให้ทันสมัย และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างจริงจัง ซึ่งยุทธศาสตร์การพัฒนาของทั้งสองฝ่ายมีความสอดคล้องกันอย่างมาก บริษัทจีนจำนวนมากขึ้นกำลังเชื่อมโยงกับความต้องการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทย ผ่านการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนความร่วมมือในสาขาสำคัญ เช่น ยานยนต์พลังงานใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด และเกษตรกรรมสมัยใหม่

    ทั้งนี้ จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ประสานกันของห่วงโซ่การผลิตและการจัดหา ของทั้งสองฝ่าย บูรณาการอย่างลึกซึ้งเข้าสู่กระบวนการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันโดยรวมของกันและกันในตลาดโลก

    เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า จีนจะยังคงยึดมั่นในเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ ผลักดันการพัฒนาคุณภาพสูง และเปิดประเทศสู่ภายนอกในระดับสูงต่อไป พร้อมกันนี้ จีนยินดีที่จะยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านกับไทย เพื่อผลักดันการสร้าง “ประชาคมจีน–ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน” ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชนทั้งสองชาติ ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคต่อไป

    ภาพประกอบข่าว ทูตจีนชูแผนพัฒนาฯ ฉบับ15 โอกาสใหม่ของโลก ยกระดับความร่วมมือไทยรอบด้าน

    จีนเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูง เปิดประเทศกว้าง สร้างโอกาสใหม่สู่โลก

    นายเซิ่น ไห่ส่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสื่อสารมวลชนและผู้อำนวยการ China Media Group ได้กล่าวสุนทรพจน์ผ่านทางวิดีโอ ระบุว่า การประชุมสองสภาของจีนซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และเป็นหน้าต่างสำคัญในการติดตามจีนยุคใหม่ ยังคงดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก โดยปีนี้ได้มีมติรับรองเอกสารสำคัญหลายฉบับ รวมถึงโครงร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 พร้อมกำหนดเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปี 2026 ไว้ที่ร้อยละ 4.5–5 โดยพิมพ์เขียวการพัฒนาคุณภาพสูงของจีนถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่แก่ประชาคมโลก

    นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้เน้นย้ำถึงการขยายการเปิดประเทศในระดับสูง การเปิดตลาดโลกอย่างกว้างขวาง และการเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเปิดกว้างของจีน

    ขณะเดียวกัน การพัฒนาพลังการผลิตใหม่คุณภาพสูงของจีนตั้งแต่ต้นปีเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ช่วยกระตุ้นการบริโภค พร้อมใช้ศักยภาพด้านการสื่อสารและเทคโนโลยี เพื่อผลักดันความทันสมัยแบบจีนและแบ่งปันโอกาสสู่ประชาคมโลก

    ย้ำบทบาทไทย–จีน ขับเคลื่อนความร่วมมือภูมิภาค

    นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและเสถียรภาพของภูมิภาค พร้อมระบุว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีนมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนความร่วมมือในระดับภูมิภาค

    นายนิรัตน์กล่าวว่า ประชาคมโลกให้ความสนใจต่อการประชุมสองสภาและการพัฒนาของจีน โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น สะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นำและประสิทธิภาพของรัฐบาล ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนฯ ฉบับที่ 15 ซึ่งจีนยังคงขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสูงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีควอนตัม ยานยนต์พลังงานใหม่ และอวกาศ

    ทั้งนี้ การพัฒนาพลังการผลิตใหม่คุณภาพสูงของจีนยังเอื้อประโยชน์ต่อหลายประเทศ รวมถึงอาเซียน โดยไทยหวังจะกระชับความร่วมมือกับจีนอย่างต่อเนื่อง

    นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่า การพัฒนาของจีนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจีน แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพสูง ซึ่งได้เปิดโอกาสอันกว้างขวางให้กับประเทศไทย

    จากสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่ว่า “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ปัจจุบันความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ก้าวสู่บริบทใหม่ ที่มุ่งเน้นความร่วมมือคุณภาพสูงในทุกมิติ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างประชาคมไทย–จีนที่มีอนาคตร่วมกันต่อไป

    ไทย–จีนเดินหน้าความร่วมมืออวกาศ

    นายปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA กล่าวว่า จีนได้แบ่งปันผลสำเร็จจากการพัฒนาแก่ประเทศอื่น ๆ เสมอมา และพลังการผลิตใหม่คุณภาพสูงของจีนเป็นประโยชน์ต่อโลก

    โดยในด้านการบินอวกาศ จีนและไทยได้ดำเนินความร่วมมือที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งการสำรวจอวกาศ การร่วมก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้งาน การฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินอวกาศ และเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งสะท้อนความพยายามในการสร้างประชาคมจีน–ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และจะสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    อ่านข่าว :

    พณ.จับมือห้างเร่งระบายมะพร้าวน้ำหอม 3 ล้านลูก คาดเม.ย.ราคาขยับ

    เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ์ โครงการ “ล้างแอร์ช่วยชาติ 2569”

    อย. ย้ำ ยาไม่ขาด รพ.จำกัดจ่าย 1 เดือน เป็นเพียงแผนสำรองรับวิกฤต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bjIDdreuncgRDk9l0CZ9r

  • พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน

    พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน

    พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน


    20/03/2569 | 19 |

    พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน
     
         ที่บริเวณท่าเรือวัดติโลกอาราม จังหวัดพะเยา นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ท่าเรือวัดติโลกอาราม” บนพื้นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน พย.7 เพื่อแก้ปัญหาความทรุดโทรมของโครงสร้างพื้นฐานเดิม และจัดระเบียบพื้นที่ให้มีความสวยงาม ปลอดภัย สมกับเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศ โดยมีส่วนราชการ ภาคเอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน 
        นางสาวเพ็ญนิภา คำภู่ ธนารักษ์พื้นที่พะเยา เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบว่าพื้นที่เดิมยังมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่พะเยาจึงร่วมกับเทศบาลเมืองพะเยา พัฒนาพื้นที่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีหัวใจสำคัญคือการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเทศบาลเมืองพะเยาจะเป็นผู้บริหารจัดการภายใต้แนวทาง 7 ด้าน อาทิ การใช้เรือขนส่งขนาดใหญ่ขึ้นตามมาตรฐานประมงเพื่อความปลอดภัย , การกำหนดอัตราค่าบริการที่ชัดเจน , การใช้อาคารประหยัดพลังงาน , และการจ้างงานคนในพื้นที่เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน 
        ด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกว๊านพะเยาและวัดติโลกอาราม ซึ่งเป็นโบราณสถานกลางน้ำที่มีเอกลักษณ์ พร้อมให้คำแนะนำในการออกแบบสถาปัตยกรรมให้คงกลิ่นอายล้านนาที่สอดคล้องกับพื้นที่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพในระยะยาว
         ขณะนี้ ได้เริ่มขั้นตอนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อส่งมอบพื้นที่ให้เทศบาลเมืองพะเยาเข้าดำเนินการตามระเบียบกรมธนารักษ์ โดยมุ่งหวังให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นมากกว่าจุดรับ-ส่งนักท่องเที่ยว แต่เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ริมน้ำ” ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชาวพะเยาไว้อย่างยั่งยืน 

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/487166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PtgbcL7Tjoq-7LkfEFEsV

  • กรมการพัฒนาชุมชน ชู “OTOP ภูมิภาค 2569”  กระตุ้นเศรษฐกิจยั่งยืน | เดลินิวส์

    กรมการพัฒนาชุมชน ชู “OTOP ภูมิภาค 2569”  กระตุ้นเศรษฐกิจยั่งยืน | เดลินิวส์

    ที่โรงแรมเซนทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ นาย สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน  มอบหมายให้  นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2569” ภายใต้แนวคิด “สีสันถิ่นเรา เรื่องเล่าแห่งภูมิปัญญา” โดยเตรียมยกขบวนสินค้าดี สินค้าเด่นจากทั่วทุกภูมิภาค ไปจัดแสดงและจำหน่ายใน 6 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กาฬสินธุ์, ระยอง, น่าน, ชลบุรี, พัทลุง และเลย โดยมีรองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

    นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการ พัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า การจัดงาน OTOP ภูมิภาคในปีนี้ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้ผลิต และผู้ประกอบการ OTOP ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค สู่สายตาประชาชน รวมถึงเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยปีนี้มาในธีม “สีสันถิ่นเรา เรื่องเล่าแห่งภูมิปัญญา” ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเรื่องราวเบื้องหลังชิ้นงานอันทรงคุณค่าในแต่ละท้องถิ่น

    ไฮไลต์สำคัญภายในงานประกอบด้วย:

    • การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP: พบกับผลิตภัณฑ์ดีเด่นระดับดาวจากทั่วประเทศ ทั้งประเภทอาหาร, ผ้าไทย, เครื่องจักสาน, เครื่องประดับ และของตกแต่งบ้าน

    • นิทรรศการภูมิปัญญา: การถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling) ของผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนวิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค

    • กิจกรรมส่งเสริมการขาย: ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับรางวัลพิเศษมากมายภายในงานตลอด 7 วัน

    ปักหมุด 6 พิกัดทั่วไทย เดินทางไปช้อปได้ตามกำหนดการดังนี้:

    1. จังหวัดกาฬสินธุ์  วันที่ 25 – 31 มีนาคม 2569        ณ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

    2. จังหวัดระยอง     วันที่ 1 – 7 เมษายน 2569           ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง

    3. จังหวัดน่าน        วันที่ 24 – 30 เมษายน 2569      ณ อำเภอหนองน้ำครก

    4. จังหวัดชลบุรี      วันที่ 15 – 21 พฤษภาคม 2569    ณ ศาลากลางจังหวัดชลบุรี

    5. จังหวัดพัทลุง     วันที่ 18 – 24 พฤษภาคม 2569    ณ ศาลากลางจังหวัดพัทลุง

    6 .จังหวัดเลย         วันที่ 25 – 31 พฤษภาคม 2569    ณ ศาลากลางจังหวัดเลย

    “ผมขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสนับสนุนสินค้าจากฝีมือคนไทย เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการ OTOP และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป” รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5706777/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23ewqnFXtleQsrmevf_z-n

  • เกาหลีใต้เผยเศรษฐกิจยังฟื้นตัว แต่สงครามตะวันออกกลางเสี่ยงฉุดขาลง : อินโฟเควสท์

    เกาหลีใต้เผยเศรษฐกิจยังฟื้นตัว แต่สงครามตะวันออกกลางเสี่ยงฉุดขาลง : อินโฟเควสท์

    กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังเกาหลีใต้เปิดเผยรายงานเศรษฐกิจรายเดือน หรือ “กรีนบุ๊ก” (Green Book) ในวันนี้ (20 มี.ค.) โดยประเมินว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังคงฟื้นตัว ซึ่งนับเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันที่ทางกระทรวงฯ ประเมินภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว แต่ก็เตือนว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นที่เศรษฐกิจจะเผชิญภาวะขาลง อันเนื่องมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    รายงานระบุว่า “ในระยะนี้ เศรษฐกิจของเรายังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งรวมถึงการบริโภคและการส่งออกที่แข็งแกร่งซึ่งนำโดยกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์”

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ มองว่าความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ โดยระบุถึงความยากลำบากด้านการจ้างงานที่ยังคงเกิดขึ้นกับภาคส่วนที่เปราะบาง เช่น อุตสาหกรรมการก่อสร้าง พร้อมกับเตือนถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมถึงราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ดี รายงานของกระทรวงฯ ระบุว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเมื่อไม่นานมานี้ยังไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างเต็มที่ โดยในเดือนม.ค. ยอดค้าปลีกปรับตัวขึ้น 2.3% จากเดือนก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มสินค้าคงทน สินค้ากึ่งคงทน และสินค้าไม่คงทน

    ส่วนในเดือนก.พ. คาดว่ายอดค้าปลีกจะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น

    ขณะที่การส่งออกซึ่งนำโดยกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนก.พ. ยอดส่งออกสินค้าไปต่างประเทศเพิ่มขึ้น 28.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่การส่งออกโดยเฉลี่ยรายวันพุ่งสูงถึง 49%

    ส่วนทิศทางในวันข้างหน้า รัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่าจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนค่าครองชีพและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ พร้อมกับพยายามลดผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังระบุว่า หน่วยงานร่วมด้านการตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉิน จะทำหน้าที่เฝ้าระวังทุกภาคส่วนตลอด 24 ชั่วโมง และจะรีบดำเนินการทันทีหากมีสัญญาณบ่งชี้ถึงความไม่มั่นคง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/578617&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GDxma07MWiJ4KGHTiMeBk

  • พลิกวิกฤตน้ำมัน เป็นโอกาสพลังงานทางเลือก แต่ยังห่างไกลความยั่งยืน

    พลิกวิกฤตน้ำมัน เป็นโอกาสพลังงานทางเลือก แต่ยังห่างไกลความยั่งยืน

    Loading…

    พลิกวิกฤตน้ำมัน เป็นโอกาสพลังงานทางเลือก แต่ยังห่างไกลความยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24zNP1PtocYY1mPkFhcTEc

  • พืชเศรษฐกิจไทยอัมพาต พิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนปุ๋ย

    พืชเศรษฐกิจไทยอัมพาต พิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนปุ๋ย

    พืชเศรษฐกิจไทยอัมพาต พิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนปุ๋ย

    วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

    “ปาล์ม-ยาง-ข้าว” พืชเสี่ยงสูงรับผลกระทบจากวิกฤตปุ๋ยเคมี ปาล์มน้ำมันเริ่มได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุชแล้ว เหตุเป็นพืชที่ใช้ปุ๋ยมากที่สุด โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนและปุ๋ยฟอสเฟต ที่ต้องนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก เช่นเดียวกับยางพาราและข้าวที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีมาก มีความเสี่ยงสูง หากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อ การขนส่งปุ๋ยทำได้จำกัด อาจกระทบต่อต้นทุน ปริมาณผลผลิต และความมั่นคงทางอาหารได้

    รายงานสถานการณ์การผลิตและการตลาดรายสัปดาห์ ปี 2569 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ช่วงวันที่ 5 – 16 มีนาคม 2569 ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 การปิดกั้นการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าพลังงานและวัตถุดิบโลก ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตปาล์มน้ำมันในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านปัจจัยการผลิต

    วิกฤตปุ๋ยเคมี

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    สำหรับภูมิภาคอ่าวเปอร์เชียเป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนรายใหญ่ของโลก เมื่อเส้นทางดังกล่าวถูกปิดกั้น ทำให้การค้าปุ๋ยไนโตรเจนเกือบหนึ่งในสามของโลกหยุดชะงัก ขณะเดียวกันกำมะถันซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยฟอสเฟต ก็ต้องพึ่งพาเส้นทางเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณสูง โดยในปี 2569 สศก. คาดการณ์ว่า เนื้อที่ให้ผลผลิตปาล์มจะมี 6.58 ล้านไร่

    ดังนั้นหากการนำเข้าปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟตมีข้อจำกัดด้านปริมาณและราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงในระยะต่อไป

    ส่วนพืชที่พึ่งพาปุ๋ยเคมีมากอีกชนิดคือ ยางพารา ในปี 2569 จะมีเนื้อที่กรีด 22.5 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2568 

    วิกฤตปุ๋ยเคมี

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ทั้งนี้ปาล์มน้ำมันและยางพารามีอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีสูงสุดเนื่องจากต้องการธาตุอาหารต่อพื้นที่สูง การที่มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกจึงส่งผลต่อความต้องการใช้ปุ๋ยเคมี

    สศก. คาดการณ์พื้นที่เพาะปลูกข้าวในปี 2569 ประมาณ 61 ล้านไร่ ข้าวเป็นพืชที่มีอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีต่อพื้นที่ต่ำกว่าปาล์มน้ำมันและยางพารา แต่การที่มีเนื้อที่เพาะปลูกมากที่สุดจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้ปุ๋ยเคมีมากที่สุด คิดเป็น 51% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด

    ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุถึงปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 7 แสนตันซึ่งเป็นปริมาณใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ตามปริมาณดังกล่าว จะมีเพียงพอใช้จนถึงประมาณเดือนพฤษภาคม โดยห้วงนั้น จะเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกนาปี ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย 

    ความท้าทายในขณะนี้คือ การเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่ ขณะที่บางประเทศมีมาตรการจำกัดหรือห้ามส่งออกปุ๋ยเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารเช่น จีนมีนโนบายลดการส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟต 

    วิกฤตปุ๋ยเคมี

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    บทวิเคราะห์ แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2569-2571: อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีของวิจัยกรุงศรีระบุว่า ในปี 2566 มูลค่าส่งออกปุ๋ยเคมีทั่วโลกอยู่ที่ 93.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง -30.3% จากปี 2565 ซึ่งมีมูลค่า 134.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศที่ส่งออกปุ๋ยเคมีมากที่สุดคือ รัสเซีย (สัดส่วน 15.2% ของมูลค่าส่งออกปุ๋ยเคมีในตลาดโลก) รองลงมา คือ จีน แคนาดา และสหรัฐฯ ตามลำดับ ส่วนประเทศที่นำเข้าปุ๋ยเคมีมากที่สุดคือ บราซิล (สัดส่วน 14.6% ของมูลค่านำเข้าปุ๋ยเคมีโลก) รองลงมา ได้แก่ อินเดีย สหรัฐฯ และจีน ตามลำดับ สำหรับไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 50 ของโลก (สัดส่วนเพียง 0.1%) และเป็นผู้นำเข้าอันดับ 7 ของโลก (สัดส่วน 2.6%) สะท้อนว่า ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีเพื่อรองรับความต้องการใช้ในภาคเกษตรกรรม

    ดังนั้นหากการนำเข้าปุ๋ยมีข้อจำกัดทั้งด้านปริมาณและการขนส่งจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะกระทบต่อต้นทุนการผลิตและประสิทธิภาพของผลผลิตของเกษตรกร ตลอดจนอาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยไม่เพียงไทยเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ อาจเป็นกระทบทั่วโลก
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/953869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nqoKzzHOFwfDFzX6CVPFe