Category: เศรษฐกิจ

  • ชาวสวนน้ำตาตก ผักราคาตกต่ำ กะหล่ำปลีเหลือกิโลละ 50 สตางค์

    ชาวสวนน้ำตาตก ผักราคาตกต่ำ กะหล่ำปลีเหลือกิโลละ 50 สตางค์

    ดูทีวีกด 33 ดูออนไลน์ที่ 3Plus - ช่อง3

    ออกจากระบบ

    เสียใจจังจะหยุดพักความสนุกไว้แค่นี้…

    ยกเลิกตกลง

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    คุณต้องการล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด?

    ยกเลิกล้างทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    เศรษฐกิจ

    5 ชั่วโมงที่แล้ว

    32 views

    ชาวสวนน้ำตาตก ผักราคาตกต่ำ กะหล่ำปลีเหลือกิโลละ 50 สตางค์

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/ZGymyJrZcwA

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  ผักราคาตก ,ราคากะหล่ำปลี

    คุณอาจสนใจ

    Related News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/weekend/460021&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yWsMrbAA84P0OmYW5pwMi

  • ผู้ว่าฯ สงขลา ประธานเปิดงานศรัทธาวิถี รักษา สืบศิลป์ ถิ่นใต้ | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ สงขลา ประธานเปิดงานศรัทธาวิถี รักษา สืบศิลป์ ถิ่นใต้ | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ สงขลา ประธานเปิดงานศรัทธาวิถี รักษา สืบศิลป์ ถิ่นใต้

    • เผยแพร่ : 29/03/2026 17:50

    วันที่ 29 มี.ค. 2569 ณ หลาดดงตาล สวนเทพหยา ต.ป่าขาด อ.สิงหนคร จ.สงขลา บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้ประกอบการ ร้านค้า ประชาชน และนักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจกับตลาดหลาดดงตาล ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนาตลาดวัฒนธรรม เท่สิงหนคร” โดยมี นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานพิธีเปิด พร้อมด้วย นางสาวณัฐกานต์ สายน้อย นายอำเภอสิงหนคร อ.ดร.นิวัตน์ สวัสดิ์แก้ว รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและชุมชนสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และผู้แทนประชาคมวัฒนธรรม ร่วมพิธีเปิดโครงการ

    ตลาดหลาดดงตาลเปิดทุกวันอาทิตย์ เวลา 09.00-15.00 น. ตลอดปี 2569 โดยรวบรวมและยกระดับ “ทุนวัฒนธรรม” ของอำเภอสิงหนคร ทั้งที่จับต้องได้ เช่น อาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด งานหัตถกรรม และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม และทุนวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น วิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณี ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน และภูมิปัญญา การแสดงเพลงบอกจากนายสมพงศ์ อินทสระและคณะเพลงบอกเทอสิงหนคร รวมถึงการแสดงรำมะนา เปิดโอกาสให้เยาวชนและนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม

    นายมงคล รอดบุญธรรม ผู้แทนประชาคมวัฒนธรรม กล่าวว่า การพัฒนาตลาดวัฒนธรรมเริ่มจากงานวิจัยเชิงพื้นที่ของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อรวบรวมและยกระดับทุนวัฒนธรรมโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ ทำให้เกิด “หลาดดงตาล” ตลาดวัฒนธรรมที่เป็นทั้งแหล่งเศรษฐกิจและการเรียนรู้ของชุมชน ปัจจุบันจัดต่อเนื่องถึงครั้งที่ 7 และต่อยอดสู่การจัดงาน “ศรัทธาวิถี รักษา สืบศิลป์ ถิ่นใต้” เป็นปีที่ 3 นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าฯ สงขลา กล่าวว่า ตลาดแห่งนี้สะท้อนถึงการนำทุนวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจและอาชีพ สร้างความภาคภูมิใจท้องถิ่น พร้อมเดินชมผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา และพบปะให้กำลังใจผู้ประกอบการอย่างเป็นกันเอง

    อนุกูล บุญมี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    11SOCAIL 16-9 copy

    9-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered

    ม.บูรพา เจ้าภาพฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 25 เปิดเวทีพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่สู่เวทีโลก

    เปิดข้อมูล “E-3 Sentry AWACS” เครื่องบินสอดแนมสหรัฐฯ ประจำการในซาอุฯ โดนอิหร่านยิงขีปนาวุธ ยิงถล่มพังเสียหายทั้งลำ

    “เชียงใหม่” วิกฤต “ฝุ่น PM 2.5” พุ่ง อากาศแย่สุดในโลก พบจุดความร้อนกว่า 651 จุด จนท.ระดม “รถน้ำ” ฉีดพ่นทั่วเมือง หวังช่วยลดปริมาณฝุ่น

    ผู้ว่าฯ สงขลา ประธานเปิดงานศรัทธาวิถี รักษา สืบศิลป์ ถิ่นใต้

    ดิ้นไปได้เรื่อยๆ “อดีตผู้สมัครสส.” พรรคส้ม โพสต์จับผิดสน.สุทธิสาร สร้างใหม่ไม่ปกติ โดนแจงสวนปั่นไม่ตรงจริง รีบพลิ้วไปหาเรื่องผู้รับเหมา!

    ทหารพัฒนามอบลูกโค หนุนอาชีพยั่งยืนชายแดนใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1531437&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cz7KJvErTNu6O5HF9uw1s

  • อนุทิน เตรียมแผนรับมือภัย 4 ด้านแถลงนโยบายต่อสภา

    อนุทิน เตรียมแผนรับมือภัย 4 ด้านแถลงนโยบายต่อสภา

    วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

    อนุทิน เตรียมแผนรับมือภัย 4 ด้านแถลงนโยบายต่อสภา

    เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่โดยจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าวันที่ 30 มี.ค. พร้อมกับเดินหน้าทำร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ

    ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยวางไทม์ไลน์การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯไว้ก่อนสงกรานต์ช่วงประมาณวันที่ 7-9 เม.ย. ซึ่งคำแถลงนโยบายจะมีทั้งสิ้นประมาณ 20-30 หน้า มีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะใช้ชื่อ “Thailand 10 Plus” ซึ่งมี 4 ด้าน คือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้ และแผนการรับมือภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตไว้ 4 ด้าน คือภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/955508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lropFjSmSsq_cowUhxo_X

  • สินค้า GI ไทยโต 1.15 แสนล้าน ลุยขึ้นทะเบียนเพิ่มเป็น 272 รายการ ภายในปี 69

    สินค้า GI ไทยโต 1.15 แสนล้าน ลุยขึ้นทะเบียนเพิ่มเป็น 272 รายการ ภายในปี 69

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงพื้นที่บ้านบางเสด็จ จังหวัดอ่างทอง โดยกล่าวว่าตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI)ประเภทหัตถกรรม ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับทรัพยากรในพื้นที่ โดยใช้ดินเหนียวคุณภาพดีจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเนื้อละเอียด นุ่ม และเหนียวเป็นพิเศษ เหมาะต่อการขึ้นรูป ทำให้ผลงานมีความประณีต สวยงาม และสะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีไทย อาทิ การละเล่น เครื่องดนตรี และพิธีแต่งงาน

    ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในพื้นที่ประมาณ 20 ราย มีกำลังการผลิตรวม 1,200 ชิ้นต่อปี สร้างมูลค่าทางการตลาดประมาณ 360,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยรายได้ระดับหลักแสนบาทต่อรายต่อปี โดยขนาดผลิตภัณฑ์มีตั้งแต่ไม่เกิน 3 เซนติเมตร ไปจนถึง 10–25 เซนติเมตร สามารถถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตไทยผ่านงานหัตถศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัดเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย โดยคณะทำงานระดับจังหวัดจะตรวจสอบกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการจดเครื่องหมายการค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายช่องทางจำหน่าย ทั้งในห้างสรรพสินค้า สนามบิน และตลาดต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมส่งเสริม อาทิ งาน GI Market ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงการนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ

    “การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้า GI ให้เป็นไปตามข้อกำหนด พร้อมผลักดันระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคว่าสินค้ามีแหล่งที่มาแท้จริง ผลิตตามมาตรฐาน และคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งจะช่วยยกระดับมูลค่าสินค้า เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และเปิดโอกาสขยายสู่ช่องทางตลาดใหม่อย่างยั่งยืน”

    นอกจากนี้ ยังมีแผนต่อยอดพัฒนาตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จในหลายมิติ ทั้งการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย การสร้างเรื่องราวสินค้า การขยายตลาดออนไลน์ ตลอดจนการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเวิร์กชอป เพื่อสร้างประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยว และเพิ่มรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนในระยะยาว

    จากนั้น นางอรมน ได้ลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าซุง ซึ่งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังไปจำหน่ายที่ตลาดมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท และเห็นว่ายังมีโอกาสขยายช่องทางจำหน่ายไปยังห้างสรรพสินค้าเพิ่มเติม เช่น ท็อปส์ แม็คโคร และโลตัส โดยอาจต้องประสานความร่วมมือกับกรมประมง เพื่อพัฒนามาตรฐานขนาดและน้ำหนักปลาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากปัจจุบันการเลี้ยงปลาในกระชังยังมีขนาดคละกัน

    ในด้านปริมาณผลผลิต ผู้ประกอบการต้องการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่ออาชีพเลี้ยงปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรัง ซึ่งเป็นสินค้า GI รายแรกและปัจจุบันเป็นรายการเดียวของจังหวัดอุทัยธานี มีจุดเด่นด้านรสชาติและการเลี้ยงแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นในระบบธรรมชาติแบบออร์แกนิก ปัจจุบันมีผู้ประกอบการประมาณ 115 ราย ที่ผ่านมาตรฐานตามคู่มือควบคุมกระบวนการผลิตตามเงื่อนไข GI และสามารถใช้ตราสัญลักษณ์ GI ได้ หากเพิ่มจำนวนผู้เลี้ยง จะช่วยให้ปริมาณผลผลิตเพียงพอและมีความเสถียรต่อการจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า

    สำหรับสินค้าแปรรูป กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้า GI โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาแรด เช่น แหนมปลาแรด ข้าวเกรียบ และลูกชิ้น ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานก่อนวางจำหน่าย พร้อมพัฒนาตราสัญลักษณ์ GI สำหรับสินค้าแปรรูปเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความน่าเชื่อถือในตลาด

    ปัจจุบันมีผู้ผลิตปลาแรดในพื้นที่กว่า 119 ราย สามารถสร้างปริมาณการผลิตรวมกว่า 940,000 กิโลกรัมต่อปี และหลังได้รับ GI ทำให้ราคาปลาหน้ากระชังเพิ่มจากกิโลกรัมละ 70 บาท เป็น 100–120 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากคุณภาพสินค้าได้รับการยอมรับและมีตรารับรอง GI สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค โดยลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยว ผู้ค้าจากต่างจังหวัด ร้านอาหาร และโรงพยาบาล

    “ปัจจุบันจังหวัดอุทัยธานีมีสินค้า GI 1 รายการ คือ ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรัง และอยู่ระหว่างผลักดันสินค้าเพิ่มเติม ได้แก่ ส้มซ่า ทุเรียนห้วยขาแข้ง มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองอุทัยธานี และผ้าลายไก่บ้านไร่ ซึ่งบางรายการอยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำคำขอขึ้นทะเบียน”

    ทั้งนี้ แผนการส่งเสริมสินค้า GI ในปี 2569 จะเดินหน้าผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 3 เดือนแรกของปี (ม.ค.–มี.ค.2569) มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 8 รายการ ได้แก่ ชมพู่คลองหาดสระแก้ว ส้มโอเวียงแก่นเชียงราย ปลานิลสายน้ำไหลเบตงยะลา กุ้งมังกรเจ็ดสีภูเก็ต ครกดินเผาบ้านกลางนครพนม ผ้าย้อมครั่งลำปาง ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ และแตงโมหวานยโสธร

    ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ขึ้นทะเบียนแล้ว 254 รายการ สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 115,000 ล้านบาท และในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปีมีแผนผลักดันเพิ่มอีก 18 รายการ คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมเร่งจัดทำระบบควบคุมคุณภาพให้สอดคล้องตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนไว้ โดยขณะนี้มีสินค้า GI ที่จัดทำระบบควบคุมคุณภาพแล้ว 210 รายการ หรือคิดเป็น 83% ของ GI ไทยทั้งหมด และมีผู้ประกอบการได้รับตราสัญลักษณ์ GI แล้วกว่า 17,000 ราย

    นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับแล้ว 3 รายการ ได้แก่ ทุเรียนนนท์ ปลากุเลาเค็มตากใบ และมังคุดคีรีวงศ์นครศรีธรรมราช รวมถึงการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยในต่างประเทศ จากปัจจุบันขึ้นทะเบียนแล้ว 11 รายการใน 33 ประเทศ และอยู่ระหว่างยื่นขออีก 8 รายการใน 3 ประเทศ

    คาดว่า ภายในปี 2569 ประเทศไทยจะมีสินค้า GI ขึ้นทะเบียนรวม 272 รายการ สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 117,000 ล้านบาท เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนและผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272028&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fz5j2-qHCLTPn4F-rdEsk

  • ทำไม ‘วิกฤติน้ำมัน’ บีบเศรษฐกิจไทย  เสี่ยงชนเพดานหนี้ 70%

    ทำไม ‘วิกฤติน้ำมัน’ บีบเศรษฐกิจไทย เสี่ยงชนเพดานหนี้ 70%

    ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 เศรษฐกิจไทย ก็เจอเข้ากับกำลังบททดสอบครั้งสำคัญที่เปรียบเสมือน “พายุซ้อนพายุ” ที่กำลังตั้งเค้า

    เมื่อวิกฤติพลังงานโลกจากการปิดเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าในตะวันออกกลาง วิ่งเข้าชนกับข้อจำกัดทางการคลังของประเทศที่กำลังเข้าสู่สภาวะตึงตัวที่เรียกว่าหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน 70% สถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

    โลกเผชิญ Supply Shock

    ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่บานปลายจนนำไปสู่การปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งคิดเป็น 20% ของอุปทานทั่วโลก ด้านองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้นิยามสถานการณ์นี้ว่าเป็น “การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” 

    KKP Reserch ประเมินว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศเอเชียที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการขาดดุลพลังงาน หรือพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงที่สุดในภูมิภาค ประมาณ 6.5% – 7.8% ของ GDP และผลกระทบนี้ส่งผ่านไปยังต้นทุนขนส่งที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15-20% และกดดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นทันที 

    กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เลือดไหลไม่หยุด

    ในสถานการณ์นี้ รัฐบาลไทยใช้ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นเครื่องมือหลักในการตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรเพื่อดูแลค่าครองชีพ แต่ในภาวะที่ราคาตลาดโลกพุ่งสูง แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเผยว่ากองทุนต้องแบกรับภาระชดเชยสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 26 บาทต่อลิตร 

    ทำไม ‘วิกฤติน้ำมัน’ บีบเศรษฐกิจไทย  เสี่ยงชนเพดานหนี้ 70%

    หากดูสถานะกองทุนล่าสุด ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569 ฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันฯ ติดลบรวมถึง 28,109 ล้านบาท โดยแยกเป็น

    • บัญชีน้ำมัน มีสถานะยังเป็นบวก 9,302 ล้านบาท 
    • บัญชีก๊าซ LPG ติดลบหนักถึง 37,411 ล้านบาท

    ที่น่ากังวลคือ “ภาวะเลือดไหล” ที่กองทุนต้องควักเงินชดเชยสูงถึง 2,400 ล้านบาทต่อวัน หรือราว 70,000 ล้านบาทต่อเดือน หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย หนี้ก้อนนี้จะพุ่งแตะหลักแสนล้านได้ในเวลาไม่นานคล้ายกับวิกฤติพลังงานในปี 2565 ของช่วงสงครามยูเครน-รัสเซีย

    กู้เงินเพิ่ม vs ลดภาษีสรรพสามิต

    เมื่อกองทุนน้ำมันเริ่มเข้าสู่ขีดจำกัด รัฐบาลจึงต้องพิจารณาทางเลือกที่ล้วนมีราคาต้องจ่ายทั้ง 2 ทาง

    1. การกู้เงินเข้ากองทุนเพิ่ม 

    นักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นว่า การกู้เงินเพิ่มเพื่อพยุงราคาเป็นการนำเงินในอนาคตมาจ่ายค่าน้ำมันในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดานเร็วขึ้น 

    ตามพ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 26 กองทุนกู้เงินเองได้ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท หากจำเป็นต้องใช้มากกว่านั้น ต้องออกกฎหมายเพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน ซึ่งภาระหนี้นี้จะถูกนับรวมเป็น “หนี้สาธารณะ” ทันที

    2. การลดภาษีสรรพสามิต

    กรมสรรพสามิตเปิดเผยแบบจำลองว่า ทุกการลดภาษี 1 บาทต่อลิตร รัฐจะสูญรายได้เดือนละ 2,800 ล้านบาท หากลด 5 บาทสำหรับน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิล ซึ่งเท่ากับช่วงปี 2565 รายได้รัฐจะหายไปถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน เป็นภาพสะท้อนบทเรียนจากอดีตว่ารัฐเคยสูญเสียรายได้รวมสูงถึง 1.6 แสนล้านบาทต่อปีจากการใช้มาตรการนี้ 

    ทำไม ‘วิกฤติน้ำมัน’ บีบเศรษฐกิจไทย  เสี่ยงชนเพดานหนี้ 70%

    การลดภาษีในขณะที่รายจ่ายคงที่ ภาวะ “รายได้ลด หนี้เพิ่ม” จะนำไปสู่การขาดดุลงบประมาณที่รุนแรงขึ้น จากที่ตอนนี้ก็ขาดดุลอยู่แล้วถึง 3.56% ต่อ GDP หรือ 7 แสนกว่าล้านบาท

    เมื่อรายได้ของรัฐหายไป เมื่อรายได้ไม่เข้าตามเป้า สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอยู่ดี ซึ่งก็นำไปสู่การขยับเพดานหนี้ในที่สุด 

    สำหรับทางเลือกแรก “เงินอุดหนุนในวันนี้ คือภาษีแฝงในวันหน้า” เมื่อราคาน้ำมันโลกลดลง ประชาชนยังต้องใช้น้ำมันราคาแพงต่อไปเพื่อนำเงินส่วนต่างไปชดเชยหนี้กองทุนที่กู้มา 

    อย่างไรก็ดี ยังไม่มีนักวิเคราะห์ออกมาคาดการณ์ถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ว่าหากกู้ยืมเพิ่มจะทำให้หนี้สาธารณะไทยขึ้นไปอยู่ที่ระดับใด เพราะสถานการณ์ฝั่งตะวันออกกลางนั้นยากจะคาดเดา

    สำหรับทางเลือกที่ 2 กระทรวงการคลังกังวลเรื่องรายได้ลดลง เพราะไทยมี “รายจ่ายประจำ” เช่น เงินเดือนข้าราชการและสวัสดิการ สูงถึง 23% ของงบประมาณ ซึ่งยากที่จะลดทอน

    ทำไมหนี้สาธารณะ 70% น่ากังวล

    ความน่ากังวลของหนี้สาธารณะไทยในครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ตัวเลขที่สูงขึ้น แต่มีปัจจัยลบแฝงที่ทำให้สถานการณ์อันตรายกว่าในอดีต

    ก่อนโควิด-19 ไทยเคยภูมิใจกับหนี้สาธารณะที่ต่ำกว่า 40% ของ GDP แต่ปัจจุบันหนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 66% ของ GDP หรือกว่า 12.66 ล้านล้านบาท  ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลัง หรือ Fiscal Space อีกเพียง 4% ก่อนจะชนเพดาน 70% 

    เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เหล่าสถาบันระดับโลกอย่าง S&P, Fitch และ Moody’s ได้ปรับแนวโน้ม (Outlook) ของไทยเป็น “เชิงลบ” (Negative) หากก่อหนี้เพิ่มโดยไม่สร้างรายได้ เราเสี่ยงจะถูกลดอันดับเครดิต ทำให้ต้นทุนการกู้เงินทั้งประเทศแพงขึ้นทันที 

    รวมทั้ง ช่องว่างทางการคลังที่ 4% หมายถึงว่า เราเหลือเงินที่จะกู้เพื่อรับมือวิกฤติในอนาคตได้อีกเพียงประมาณ 1 ล้านล้านบาทเท่านั้น หากใช้ไปกับน้ำมันหมด เราจะไม่มีงบประมาณเหลือสำหรับการทำนโยบายต่างๆ หรือเพื่อรับมือกับวิกฤติที่ไม่อาจคาดคิดในอนาคต

    จากมุมมองของคุณถิตย์ แถลงสัตย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์มองว่าภาวะ “เงินเฟ้อต่ำเกินไป” ซึ่งดูเหมือนจะดีต่อผู้บริโภค ทว่าในเชิงเศรษฐกิจมหภาคกลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการแก้ปัญหา “หนี้” เพราะเมื่อราคาสินค้าและบริการไม่เติบโต มูลค่าเศรษฐกิจรวมหรือ GDP ที่เป็น “ตัวหาร” ในการคำนวณสัดส่วนหนี้ก็จะไม่ขยายตัวตามไปด้วย

    ในขณะที่ตัวเลขหนี้สินยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลที่ตามมาคือสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและดูแย่ลงทันทีแม้เราจะไม่ได้ก่อหนี้เพิ่มขึ้นมากมายก็ตาม

    ภาวะดังกล่าวนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “วงจรงูกินหาง”  ที่น่ากลัว เพราะเมื่อเงินเฟ้อไม่มา ราคาสินค้าหยุดนิ่ง ผู้ประกอบการก็ไม่มีกำไรเพิ่มจนไม่สามารถปรับขึ้นค่าจ้างให้พนักงานได้ เมื่อประชาชนไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น กำลังซื้อก็หดหาย กลายเป็นแรงกดดันให้เศรษฐกิจขาดพลังในการขับเคลื่อน จนไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะก้าวเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจซบเซาเรื้อรัง หรือ “ทศวรรษที่สูญหาย” เหมือนกับที่ประเทศญี่ปุ่นเคยเผชิญมาแล้วในอดีต แต่ต่างกันตรงที่ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา

    ท้ายที่สุด ความเสี่ยงเหล่านี้จะวิ่งไปชนกับ “อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ” แม้รัฐบาลจะพยายามยืนยันว่ายังมีศักยภาพในการชำระหนี้คืนได้ตามกำหนด

    แต่หากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกมองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอ่อนแอจนเกินไปและตัดสินใจลดอันดับความน่าเชื่อถือลง จะเกิดผลกระทบเป็นโดมิโนทันที ตั้งแต่ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลที่แพงขึ้น ไปจนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่อาจไหลออก ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยทำได้ยากขึ้นไปอีก

    ขยับเพดานหนี้ 80%

    นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI เตือนว่าการขยายเพดานหนี้เพื่ออุ้มราคาเพียงอย่างเดียวคือความเสี่ยง เราต้องมีแผนรับมือระยะยาวมากกว่าการแจกเงิน เลิกกระตุ้นระยะสั้นแบบ “ไม่ลืมหูลืมตา”

    หนึ่งในแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลายคือ “การขยับเพดานหนี้” ขึ้นไปเป็น 80%

    สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเลือกทางไหน ประชาชนคือผู้ที่ต้องแบกรับภาระ ไม่ว่าจะผ่านภาษีในอนาคตเพื่อใช้คืนเงินกู้ หรือการยอมรับราคาน้ำมันตามตลาดโลก

    เมื่อพายุ 2 ลูกใหญ่กำลังหมุนวนเข้ามาปะทะกัน ทำให้เกิดคำถามว่าเศรษฐกิจไทยในวันนี้มีความพร้อมที่จะรับมือกับพายุอีกลูกหรือไม่ ดังนั้น การบริหารจัดการ Fiscal Space ที่เหลืออยู่  หรือการตัดสินใจขยายเพดานหนี้ จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบที่สุดท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตช้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1227282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw334_Wa2pkLXbOq8HfD4EbS

  • แห่งแรกในไทยม.ศิลปากร เปิดป.เอก CEMIS ซอฟต์เพาเวอร์สร้างเศรษฐกิจชาติ

    แห่งแรกในไทยม.ศิลปากร เปิดป.เอก CEMIS ซอฟต์เพาเวอร์สร้างเศรษฐกิจชาติ

    ดร. ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ

    ในยุคที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์กำลังกลายเป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์อย่างมหาศาล แต่การขับเคลื่อนศักยภาพเหล่านี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้เชิงลึก การบูรณาการข้ามศาสตร์ และผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงโลกของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

    ล่าสุดมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยคณะดุริยางคศาสตร์ เปิดตัว หลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดนตรี นวัตกรรม และซอฟต์พาวเวอร์ (Creative Economy, Music, Innovation and Soft Power: CEMIS) ซึ่งนับเป็นหลักสูตรระดับปริญญาเอกแห่งแรกของประเทศไทยที่บูรณาการองค์ความรู้ระหว่างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดนตรี นวัตกรรม และซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อสร้างผู้นำทางความคิดและนักปฏิบัติที่สามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยสู่เวทีโลก

    หลักสูตร CEMIS มีเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายของนักคิด นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ให้สามารถร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ใหม่และต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้เชิงวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และนโยบายสาธารณะ โดยหลักสูตรดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาในการศึกษา 3 ปี โดยผู้เรียนจะศึกษารายวิชาหลักในรูปแบบ Coursework ในปีแรก รวมจำนวน 5 รายวิชา และจะดำเนินการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในระดับดุษฎีบัณฑิต รวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 51 หน่วยกิต โดยเน้นการพัฒนางานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในเชิงนโยบาย เชิงวิชาชีพ และเชิงพาณิชย์ รวมถึงการต่อยอดสู่การพัฒนาองค์กรและธุรกิจอย่างยั่งยืน

    ดร. ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ ผู้อำนวยการหลักสูตร CEMIS มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ที่ศึกษาระดับปริญญาเอกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริหาร ผู้ประกอบการ และมืออาชีพในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจอันทรงคุณค่า ซึ่งสามารถนำประสบการณ์จริงจากการทำงานมาสังเคราะห์ วิเคราะห์ และพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีใหม่ในเชิงวิชาการ พร้อมทั้งต่อยอดสู่การสร้างงานวิจัยเชิงลึกที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับสังคมได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน  โดยที่หลักสูตรได้เชิญ ทั้งผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่ล้วนแต่เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เป็นผู้บริหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ไม่ว่าจะมาจากองค์กรด้านเทคโนโลยี, คณะกรรมการ Soft Power, หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว, วัฒนธรรม และ Policy Maker ในหน่วยงานของรัฐต่างๆ

    “เมื่อประสบการณ์จากโลกธุรกิจถูกนำมาผสานกับกรอบแนวคิดทางวิชาการ จะทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ที่ไม่เพียงมีคุณค่าในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศได้อย่างแท้จริง” ดร. ณัฐพล กล่าว

    หลักสูตร CEMIS ออกแบบการเรียนรู้ในลักษณะ การบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ โดยผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ธุรกิจ นวัตกรรม เทคโนโลยี และวัฒนธรรมร่วมสมัย พร้อมทั้งมีการศึกษาดูงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และรูปแบบธุรกิจในโลกยุคใหม่
    นอกจากนี้ หลักสูตรยังมุ่งสร้าง สังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนจากหลากหลายสาขาอาชีพได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด และมุมมองทางธุรกิจร่วมกัน เกิดเป็นเครือข่ายของผู้นำ นักคิด และผู้ประกอบการที่สามารถต่อยอดความร่วมมือทางวิชาการและธุรกิจได้ในระยะยาว

    “เราต้องการให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนานโยบาย การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ หรือการสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล” ดร. ณัฐพล กล่าว

     ดร. ณัฐพลย้ำอีกว่าหลักสูตร CEMIS จะช่วยเติมเต็มศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็นเมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่เน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการด้วยความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่เป็นมิติของการสร้างสิ่งใหม่ๆ แต่ปัจจุบันประสบปัญหาการกระจุกตัว การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ที่ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น และยังเป็นที่นิยมแค่ช่วงเวลาสั้นๆ โดยทั้งองค์กรภาคธุรกิจและรัฐบาลไม่สามารถรักษาความนิยมและความเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ รวมถึงไม่สามารถสร้างให้เป็นธุรกิจที่มีความยั่งยืนได้  เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะยืนยาวได้จึงต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญได้แก่ บุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง และการสนับสนุนของระบบนิเวศน์ หรือ Eco System ไม่ว่าจะเป็นนโยบายภาครัฐและสภาพตลาดที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโต ภาคการศึกษาจึงยังจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ให้เจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพที่ควรจะเป็นผ่านการผลิตบุคลากรและองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ทันสมัยและตรงตามที่ตลาดในยุคปัจจุบันต้องการ
    สำหรับ กลุ่มเป้าหมายของหลักสูตรจึงประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจ เช่น CEO และ COO ผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ ข้าราชการระดับผู้อำนวยการ นักธุรกิจในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนศิลปิน นักแสดง และผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาศักยภาพด้านความคิดเชิงกลยุทธ์และภาวะผู้นำ เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับองค์กร อุตสาหกรรม และสังคม

    โดยหลักสูตร CEMIS กำลังเปิดรับสมัครนักศึกษา รุ่นที่ 2  จำนวนจำกัด เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เชิงลึกและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างใกล้ชิดระหว่างผู้เรียนและคณาจารย์ ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าศึกษาใน หลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดนตรี นวัตกรรม และซอฟต์พาวเวอร์ (CEMIS) ได้ตั้งแต่ วันนี้ – 8 พฤษภาคม 2569

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/971381/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M22V76-OIdHNnsi3g3Siw

  • สงครามอิหร่าน วิกฤติฟีดสต็อก ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง โจทย์หิน รมว.พลังงาน คนใหม่

    สงครามอิหร่าน วิกฤติฟีดสต็อก ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง โจทย์หิน รมว.พลังงาน คนใหม่

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุ กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนโดยตรงต่อ “ระบบพลังงานโลก” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นรวดเร็วจากความกังวลด้านอุปทาน โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    แรงกระเพื่อมดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อประเทศผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ แต่ยังสะท้อนมาถึงประเทศไทยอย่างชัดเจน ผ่านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไปจนถึงค่าไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนหลักของภาคอุตสาหกรรมและค่าครองชีพของประชาชน

    ในจังหวะที่ความเสี่ยงด้านพลังงานกำลังทวีความรุนแรง ประเทศไทยกลับอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางนโยบาย หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ด้านพลังงานทันที

    “พลังงานแพง” ความเสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นไม่ใช่เพียงตัวเลขในตลาดโลก แต่กำลังกลายเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานเข้มข้น เช่น ปิโตรเคมี เหล็ก ปูนซีเมนต์ และ โลจิสติกส์ กำลังเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้เต็มที่ ท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบาง

    ขณะเดียวกัน ภาคครัวเรือนก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันขายปลีกที่มีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง และค่าไฟฟ้าที่อาจขยับขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะ LNG ที่ผูกกับราคาตลาดโลก

    นโยบายพลังงาน “ติดกับดัก” ระยะสั้น-ระยะยาว

    โจทย์สำคัญของรัฐบาลใหม่จึงไม่ใช่แค่การตรึงราคา เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างมาตรการระยะสั้นกับการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานในระยะยาว

    ในระยะสั้น รัฐบาลอาจต้องพึ่งพากลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การลดภาษีสรรพสามิต หรือการอุดหนุนราคาพลังงานบางประเภท เพื่อประคองสถานการณ์ แต่เครื่องมือเหล่านี้ล้วนมีข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง และไม่สามารถใช้ได้อย่างยั่งยืน

    ในระยะยาว ประเทศไทยยังเผชิญคำถามสำคัญ เช่น

    • จะลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าได้อย่างไร
    • จะเร่งพลังงานหมุนเวียนให้ทันความต้องการได้หรือไม่
    • และจะปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนจริงโดยไม่กระทบประชาชนมากเกินไปได้อย่างไร

    จับตา “รมว.พลังงานคนใหม่” กับบททดสอบแรก

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คนใหม่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวแปรสำคัญ ในการกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศในช่วงวิกฤติ โดยบทบาทสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่

    • การบริหารเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศ
    • การจัดหาพลังงานให้เพียงพอท่ามกลางความเสี่ยงด้านอุปทาน
    • การเจรจาและบริหารสัญญาพลังงานระยะยาว
    • การเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือกและโครงสร้างพื้นฐาน

    นอกจากนี้ ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและนักลงทุน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่ต้องพึ่งพาความมั่นคงด้านพลังงานเป็นหลัก

    “วิกฤต” หรือ “โอกาส” ปรับโครงสร้างพลังงานไทย

    แม้วิกฤติราคาพลังงานจากสงครามอิหร่านจะเป็นแรงกดดันระยะสั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็น โอกาสให้ประเทศไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่

    การผลักดันพลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการกระจายแหล่งพลังงาน อาจไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ

    คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน และรัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ จะสามารถเปลี่ยน “แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์” ให้เป็น “จุดเปลี่ยนเชิงนโยบาย” ได้หรือไม่

    เพราะในโลกที่พลังงานผันผวนจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความมั่นคงทางพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ

    รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน สางบทบาทกองทุนน้ำมัน

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงพลังงานในยุคใหม่ ต้องกล้าตัดสินใจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงความไม่โปร่งใสในระบบ พร้อมย้ำว่าการทำงานจะยึดข้อมูลจากประชาชนเป็นตัวตั้ง มากกว่ารายงานจากหน่วยงานรัฐเพียงด้านเดียว

    ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นสำคัญคือการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จากเครื่องมือชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบ กลายเป็นกลไกถาวรที่บิดเบือนราคา

    ดังนั้น ในบทบาทของกองทุนฯ เงินที่นำไปอุดหนุนราคาน้ำมันนั้น แท้จริงแล้วช่วยประชาชน หรือกลับกลายเป็นการชดเชยต้นทุนและกำไรให้ผู้ประกอบการในระบบ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเปิดข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดเพื่อให้สังคมตรวจสอบได้

    ควบคู่กันนั้น จะต้องเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้าหารือ เพื่อทบทวนโครงสร้างรายได้ โดยเฉพาะค่าการกลั่น (GRM) และกำไรจากสต็อกน้ำมัน หรือ Stock Gain ที่เพิ่มสูงในช่วงวิกฤติ ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและสะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่สร้างภาระให้ประชาชนในช่วงราคาพลังงานผันผวน

    “ปัจจุบันมีความผิดปกติของปริมาณน้ำมันในระบบ โดยข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่ามีการเบิกจ่ายออกจากคลังมากขึ้น แต่กลับไม่ถึงมือผู้บริโภค สะท้อนความเป็นไปได้ของการกักตุนหรือการลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน”

    อีกหนึ่งข้อเสนอเชิงโครงสร้าง คือการจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันของรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤติพลังงาน โดยไม่ต้องพึ่งพาการสำรองของเอกชนเพียงอย่างเดียว

    ทั้งนี้ หากรัฐมีน้ำมันสำรองในมือ จะสามารถอัดฉีดเข้าสู่ระบบได้ทันทีในช่วงวิกฤติ ช่วยควบคุมราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาระการใช้งบจากกองทุนน้ำมันที่ต้องอุดหนุนเอกชนเหมือนในปัจจุบัน

    ดันไฟฟ้าเสรี ปลดล็อกแข่งขัน-หนุนโซลาร์ประชาชน

    นอกจากนี้ ในระยะยาว นายเอกนัฏ เสนอการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า ด้วย ผ่านการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เพื่อลดบทบาทการผูกขาดของผู้ซื้อรายเดียว และเปิดทางให้เกิดการแข่งขันในระบบมากขึ้น

    แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าไฟและกระจายอำนาจการผลิตพลังงานออกจากศูนย์กลาง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1227038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34awC8ngWURvJSE1mADkwd

  • นำเทรนด์ประหยัดพลังงาน นั่งคาร์พูล ชูโมเดลท่องเที่ยวยั่งยืน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    นำเทรนด์ประหยัดพลังงาน นั่งคาร์พูล ชูโมเดลท่องเที่ยวยั่งยืน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/114340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CTlOPDZdwNO47Ynly3oPi

  • เช็กที่นี่! อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 29 มี.ค. “เบนซิน” ทะลุเกือบ 50 บาท “ดีเซล” เฉียด 39 บาท กระทบทั้งประเทศ

    เช็กที่นี่! อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 29 มี.ค. “เบนซิน” ทะลุเกือบ 50 บาท “ดีเซล” เฉียด 39 บาท กระทบทั้งประเทศ

    เช็กครบทุกชนิดที่นี่! อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 29 มี.ค. “เบนซิน” ทะลุเกือบ 50 บาท “ดีเซล” เฉียด 39 บาท กระทบทั้งประเทศ

    เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดตราคาน้ำมันประจำวันพรุ่งนี้ (29 มีนาคม 2569) จากผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันชั้นนำ ได้แก่ PTT Oil and Retail Business, Bangchak Corporation, PTG Energy, Chevron Thailand และ Shell Thailand โดยราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและภาคขนส่งทั่วประเทศ

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” (29 มี.ค. 2569)

    • ไฮพรีเมียมดีเซล S : 56.84 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S : 38.94 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 : 57.54 บาท/ลิตร
    • E85 : 32.79 บาท/ลิตร
    • E20 : 36.05 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 : 40.68 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 : 41.05 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” (29 มี.ค. 2569)

    • ดีเซล : 38.94 บาท/ลิตร
    • เบนซิน : 49.64 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 : 41.05 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 : 40.68 บาท/ลิตร
    • E20 : 36.05 บาท/ลิตร
    • E85 : 32.79 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ ดีเซล : 54.64 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 : 52.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” (29 มี.ค. 2569)

    • ฟิวเซฟ E20 : 36.55 บาท/ลิตร
    • ฟิวเซฟ 91 : 40.93 บาท/ลิตร
    • ฟิวเซฟ 95 : 41.55 บาท/ลิตร
    • วี-เพาเวอร์ 95 : 49.84 บาท/ลิตร
    • ฟิวเซฟ ดีเซล : 38.94 บาท/ลิตร
    • วี-เพาเวอร์ ดีเซล : 57.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “พีที”

    • ดีเซล : 38.94 บาท/ลิตร
    • เบนซิน : 50.14 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 : 41.05 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 : 40.68 บาท/ลิตร
    • E20 : 36.05 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์”

    • โกลด์ 95 : 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 : 41.05 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 : 40.68 บาท/ลิตร
    • E20 : 36.05 บาท/ลิตร
    • ดีเซล : 38.94 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ดีเซล : 56.84 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยแนวโน้มราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังคงสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    #ราคาน้ำมัน #น้ำมันวันนี้ #น้ำมันพรุ่งนี้ #น้ำมันแพง #ปตท #บางจาก #เชลล์ #พีที #คาลเท็กซ์ #ราคาน้ำมันล่าสุด #เบนซิน #ดีเซล #แก๊สโซฮอล์ #E20 #E85 #เศรษฐกิจไทย #ค่าครองชีพ #ของแพง #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #อัปเดตราคาน้ำมัน #ราคาพลังงาน #ข่าวด่วน #น้ำมันขึ้นราคา #กระทบประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_sh2kwHM5aKOU4y-ruFx9

  • เปิดลิสต์ 7 สินค้าควบคุมใหม่ พาณิชย์เตรียมเสนอครม. คุมเข้มราคา

    เปิดลิสต์ 7 สินค้าควบคุมใหม่ พาณิชย์เตรียมเสนอครม. คุมเข้มราคา

    เปิดลิสต์ 7 สินค้าควบคุมใหม่ กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอ ครม. คุมเข้มราคา ช่วยคนไทยลดค่าครองชีพ สู้วิกฤตพลังงาน

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/oEsIjaU3ECQ

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  7สินค้าควบคุม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/weekend/460020&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hrco0H67i8LqWHpXhrjwz