Category: เศรษฐกิจ

  • ณัฏฐ์ มงคลนาวิน เคลียร์ชัด! ทำไมไทยต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์?

    ณัฏฐ์ มงคลนาวิน เคลียร์ชัด! ทำไมไทยต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์?

    วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.26 น.

    29 มีนาคม 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เวลาเราเห็นราคาน้ำมันขยับขึ้น คำถามคลาสสิกที่ผมได้รับเสมอคือ “เรามีโรงกลั่นในประเทศตั้งหลายแห่ง ทำไมเราไม่ตั้งราคาเอง? ทำไมต้องไปตามก้นสิงคโปร์ ?”

    ในฐานะนักยุทธศาสตร์ที่คลุกคลีกับกลไกตลาดและมองย้อนกลับไปตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ผมบอกได้เลยครับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ตัวเลข” แต่มันคือเรื่องของ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” และ “ความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลก” ครับ

    1. ทำไมต้องสิงคโปร์? [????????] (The Regional Benchmark)

    โลกการค้าน้ำมันไม่ได้ตั้งราคากันลอยๆ ครับ แต่เขาถูกแบ่งเป็น “เขตเศรษฐกิจ” โดยมีตลาดกลาง (Trading Hub) เป็นตัวกำหนดราคากลางที่สะท้อน Demand และ Supply จริงๆ:

    * อเมริกา: อ้างอิงราคาที่ Gulf Coast

    * ยุโรป: อ้างอิงราคาที่ Rotterdam

    * เอเชีย: อ้างอิงราคาที่ Singapore (MOPS: Mean of Platts Singapore)

    สิงคโปร์คือ “ตราชั่ง” ที่แม่นยำที่สุดในภูมิภาคเรา เพราะมีปริมาณการซื้อขายมหาศาล (High Liquidity) จนไม่มีใครสามารถปั่นราคาหรือ “ซ่อนตัวเลข” ได้ ราคาที่เราอ้างอิงจึงเป็นราคาที่โปร่งใสและยุติธรรมที่สุดตามมาตรฐานสากลครับ

    2. หลักการ “ราคาที่ต้องจ่ายจริง” (Import Parity)

    เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งครับว่า แม้เราจะกลั่นเอง แต่เรานำเข้าน้ำมันดิบ (Crude Oil) มาจากต่างประเทศกว่า 90%

    * หากโรงกลั่นในไทยฝืนกลไกตลาด แล้วตั้งราคาขายถูกกว่าราคาสิงคโปร์มากๆ โรงกลั่นย่อมอยากจะ “ส่งออก” ไปขายต่างประเทศเพื่อเอากำไรที่ควรจะได้ ผลที่ตามมาคือเราจะ “ขาดแคลนน้ำมัน” ในประเทศทันที

    * ในทางกลับกัน ถ้าเราตั้งราคาแพงเกินไป ผู้ค้าน้ำมันก็จะเลือก “นำเข้า” น้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์เข้ามาแข่งแทน

    นี่คือกลไก “ตลาดเสรี” ที่ช่วยรักษาสมดุลไม่ให้เราขาดแคลนพลังงานครับ

    3. “ความแน่นอน” คือรากแก้วของความเชื่อมั่นนักลงทุน

    ทำไมการอ้างอิงราคาสากลถึงทำให้นักลงทุน (ทั้งไทยและต่างชาติ) กล้าลงเงินแสนล้านในอุตสาหกรรมพลังงานไทย?

    * คาดการณ์ได้ (Predictability): นักลงทุนรู้ว่ากำไรหรือขาดทุนจะวิ่งไปตามกลไกตลาดโลก ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ “การเมือง” ในแต่ละวัน

    * ความโปร่งใส (Transparency): เมื่อใช้เกณฑ์สากลอย่าง Platts นักลงทุนจึงมั่นใจว่าไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่งแบบลับๆ

    * การป้องกันความเสี่ยง (Hedging): การอ้างอิงราคาสากลช่วยให้บริษัทไทยสามารถใช้เครื่องมือการเงินระดับโลกเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนได้ ถ้าเราตั้งราคาเอง เราจะถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลกทันทีครับ

    มุมมองทางยุทธศาสตร์โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

    หลายคนอาจมองว่าการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ทำให้เราดูเหมือนเสียเปรียบ แต่ในมุมมองยุทธศาสตร์…

    “ความเชื่อมั่นของนักลงทุน คือ ‘รากแก้ว’ ที่ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ครับ”

    หากเราประกาศเลิกอ้างอิงราคาโลกในวันนี้?

    * นักลงทุนจะหนี: เพราะความเสี่ยงทางการเมืองสูงเกินไป ใครจะกล้าสร้างโรงกลั่นถ้าวันดีคืนดีรัฐบาลสั่งลดราคาจนขาดทุน?

    * อันดับความน่าเชื่อถือประเทศลดลง: กระทบต่อภาพรวมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่การ “ฝืนกลไกตลาด” แต่คือการบริหารจัดการ “โครงสร้างภาษี” และ “กองทุนน้ำมัน” ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชนโดยไม่ทำลายความเชื่อมั่นของประเทศครับ

    ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

    “คุณคิดว่าความโปร่งใสตามมาตรฐานสากล สำคัญกว่าการลดราคาชั่วคราวแต่ทำลายความมั่นใจนักลงทุนหรือไม่? หรือเราควรมีทางสายกลางแบบไหน? มาแชร์ไอเดียกันใต้คอมเมนต์นี้ครับ”

    ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
    28 มีนาคม 2569

    #ณัฏฐ์มงคลนาวิน #ราคาน้ำมัน #สิงคโปร์ #MOPS #ยุทธศาสตร์พลังงาน #ความเชื่อมั่นนักลงทุน #เศรษฐกิจไทย #DigitalStrategist #Neuroscore #ความรู้คู่จริยธรรม .# #ภูมิคุ้มกันทางความคิด #Nattmongkolnavin

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/955463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v9K2i9_10fLa7gWVkMj0I

  • ค่าครองชีพพุ่ง! อาหารสด กทม. ขึ้นสูงสุด 12% แซงค่าแรง ผู้บริโภคแบกรับหนัก

    ค่าครองชีพพุ่ง! อาหารสด กทม. ขึ้นสูงสุด 12% แซงค่าแรง ผู้บริโภคแบกรับหนัก

    ค่าครองชีพพุ่ง! อาหารสด กทม. ขึ้นสูงสุด 12% แซงค่าแรง ผู้บริโภคแบกรับหนัก

    สภาองค์กรของผู้บริโภคเผย ราคาอาหารสดใน กทม. พุ่ง 3–12% ภายใน 1 เดือน หมู-ไก่-ไข่ปรับขึ้นต่อเนื่อง สวนทางค่าแรงเพิ่มเพียง 2.9%

    เมื่อวันที่ 29 มี.ค.69 สภาองค์กรของผู้บริโภค โพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า  

    ในช่วงเวลาเกือบ 1 เดือน ราคาอาหารสดในพื้นที่ กทม.

    ปรับขึ้นเฉลี่ยประมาณ 3–12% ผู้บริโภคเผชิญค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

    ผลสะท้อนรอบเกือบ 1 เดือนสินค้ากลุ่มอาหารสดโดยรวมมีการปรับขึ้นเฉลี่ยดังนี้

    – ขึ้นมากสุด หมูสะโพกประมาณ +11.86%

    – รองลงมา ไก่น่อง/สะโพกประมาณ +8.82%

    – ไข่ไก่ ขึ้นประมาณ 4.5–6.5% 

    – น้ำมันปาล์ม ประมาณ +2.15%

    เปรียบเทียบกับค่าแรงไทยที่ประกาศในปี 2568 ที่ผ่านมา

    – ค่าแรงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.9% เพิ่มขึ้นในอัตรา 7-55 บาท

     อัตราต่ำสุดวันละ 337 บาท อัตราสูงสุด 400 บาท

    – ราคาอาหารส่วนใหญ่ +3% ถึง +12% มากกว่าค่าแรงที่ปรับขึ้นไปแล้ว

    #ค่าครองชีพ #ของแพง #อาหารแพง #หมูแพง #ไข่ไก่ #ค่าแรงขั้นต่ำ #เศรษฐกิจไทย #ผู้บริโภค #สภาองค์กรของผู้บริโภค #เงินเฟ้อ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jQhDp-9HmRv51AwWeyKvA

  • อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดันคาร์บอนเครดิตเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดันคาร์บอนเครดิตเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดันคาร์บอนเครดิตเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

    นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 ในหัวข้อ “การสร้างโอกาสจาก Carbon Credit ในตลาดโลก” เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมอบรมจำนวน 85 คน

    หลักสูตรดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของมูลนิธิเกษตราธิการ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำภาคการเกษตรให้สามารถขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ในการบรรยาย อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้สะท้อนภาพรวมทิศทางของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยระบุว่า ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC 3.0 สู่ระดับร้อยละ 47 ภายในปี ค.ศ. 2035 ซึ่งภาคเกษตรถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในภาคการเกษตร

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า “Carbon Credit” คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดหรือกักเก็บได้จากการดำเนินโครงการที่ผ่านการรับรอง ซึ่งสามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอน โดยมีหน่วยเป็น “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” และได้เน้นย้ำว่า ปัจจุบันภาคเกษตรเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณร้อยละ 19 ของประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของคาร์บอนเครดิตในหลายมิติ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน ด้านเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร และด้านสังคมที่ช่วยยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของภาคการผลิต พร้อมระบุว่า คาร์บอนเครดิตกำลังกลายเป็น “สินทรัพย์ดิจิทัล” ที่สามารถซื้อขายในตลาดได้จริง

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดันคาร์บอนเครดิตเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวย้ำว่า การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในภาคเกษตรควรส่งเสริมการรวมแปลง หรือ รวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อเพิ่มขนาดพื้นที่และลดต้นทุนต่อหน่วย ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินโครงการมีความคุ้มค่าและยั่งยืนมากขึ้น 

    ในส่วนของการดำเนินงาน กรมวิชาการเกษตรได้ขับเคลื่อนภารกิจภายใต้แนวคิด DOA TOGETHER โดยพัฒนาต้นแบบการลดก๊าซเรือนกระจกในพืชเศรษฐกิจสำคัญ 6 ชนิด ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ทุเรียน และมะม่วง และมีโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนภายใต้มาตรฐาน T-VER แล้วในหลายพื้นที่ และยังได้พัฒนาศักยภาพหน่วยงานสู่การเป็นผู้ตรวจประเมิน (VVB) ในสาขาเกษตร ตามมาตรฐานสากล ISO และถือเป็นหน่วยงานภาครัฐรายแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในระบบดังกล่าว ซึ่งจะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรไทย

    ในมิติระดับนานาชาติ กรมวิชาการเกษตรได้ขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ในการขับเคลื่อนการใช้ไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อกักเก็บคาร์บอนและแก้ปัญหา PM 2.5 รวมถึงการผลักดันมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของไทยสู่ระดับ “Premium T-VER” เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยมีเป้าหมายส่งออกคาร์บอนเครดิตสู่ตลาดโลก ซึ่งราคาคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงมีแนวโน้มที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และจะกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของเกษตรกรไทย หากสามารถพัฒนาระบบให้ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับตลาดสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ช่วงท้ายการบรรยาย อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้เน้นย้ำว่า “กรมวิชาการเกษตรพร้อมทำหน้าที่ทั้งในฐานะผู้พัฒนาโครงการ ที่ปรึกษา และผู้ตรวจประเมิน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และระบบข้อมูล มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาคเกษตร ทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นของกรมวิชาการเกษตร ที่จะพลิกโฉมภาคการเกษตรไทย สร้างโอกาสจาก Carbon Credit และนำพาเกษตรกรไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน”

    นอกจากนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยังได้กล่าวเสริมถึงสถานการณ์ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะ “ปุ๋ยเคมี” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคเกษตรไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยมีการนำเข้าเฉลี่ยประมาณ 5–6 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มผันผวนตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งในด้านแหล่งผลิต การขนส่ง และข้อจำกัดด้านการส่งออกของบางประเทศ 

    ทั้งนี้ โครงสร้างการใช้ปุ๋ยของไทยยังพึ่งพาปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรีย (46-0-0) ในสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 40 ของการใช้ทั้งหมด ขณะที่ปุ๋ยสูตรสำคัญ เช่น 16-20-0 และ 15-15-15 ยังคงเป็นกลุ่มหลักของตลาด อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ปริมาณปุ๋ยคงคลังทั้งแม่ปุ๋ยและปุ๋ยผสมยังอยู่ในระดับเพียงพอ สามารถรองรับความต้องการของภาคการผลิตได้ในระยะสั้น พร้อมเน้นย้ำว่าการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพตามหลัก “ถูกต้อง ถูกสูตร ถูกที่ และถูกเวลา” จะช่วยลดต้นทุนและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rokVKOFlDCA4b3bILcMok

  • เช็กราคาทองล่าสุด วันนี้ 29/03/69  ปิดตลาด 28 มี.ค. พุ่งขึ้น 1,000 บาท รูปพรรณ ขายออก  70,900 บาท

    เช็กราคาทองล่าสุด วันนี้ 29/03/69 ปิดตลาด 28 มี.ค. พุ่งขึ้น 1,000 บาท รูปพรรณ ขายออก 70,900 บาท

    วันที่ 29 มี.ค.69 ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ(ปิดทำการ) ซึ่งปิดตลาดทองคำ เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ประกาศครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09:00น. ปรับขึ้นแรง 1,000 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ประกาศครั้งที่ 1

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 69,900 บาท

    • ขายออก บาทละ 70,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 68,508.04 บาท

    • ขายออก บาทละ 70,900 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137866&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14qmgGdJWannIy4MLrAk8K

  • เงินบาทอ่อนค่ากดหุ้นไทยผันผวน จับตาตะวันออกกลาง-ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ

    เงินบาทอ่อนค่ากดหุ้นไทยผันผวน จับตาตะวันออกกลาง-ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินค่าเงินบาทในสัปดาห์วันที่ 23–27 มีนาคม 2569 ว่า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่า โดยแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 10 เดือนที่ 33.06 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นสัปดาห์ จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อย่างไรก็ดี เงินบาทฟื้นตัวขึ้นช่วงสั้นตามแรงซื้อคืนสินทรัพย์เสี่ยงในเอเชีย หลังมีสัญญาณว่าสถานการณ์อาจคลี่คลายบางส่วน จากการที่สหรัฐฯ ชะลอแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม เงินบาทกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ สอดคล้องกับราคาน้ำมันโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่ยังยืดเยื้อ ขณะที่เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากความกังวลเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในปีนี้

    สำหรับสัปดาห์วันที่ 30 มีนาคม – 3 เมษายน 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.10–33.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยต้องติดตามปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ตะวันออกกลาง ทิศทางราคาน้ำมันโลก เงินทุนเคลื่อนย้าย และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และประเทศเศรษฐกิจหลัก

    ขณะที่ตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET Index ปรับตัวผันผวนและหลุดระดับ 1,400 จุดในช่วงต้นสัปดาห์ จากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติและสถาบัน ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ดี ดัชนีฟื้นตัวในช่วงกลางสัปดาห์ หลังสหรัฐฯ เลื่อนแผนโจมตีและส่งสัญญาณการเจรจากับอิหร่าน รวมถึงมีรายงานว่าอิหร่านอนุญาตให้เรือขนน้ำมันของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ส่งผลให้มีแรงซื้อกลับในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี พลังงาน และธนาคาร

    แต่ในช่วงปลายสัปดาห์ ดัชนีลดช่วงบวกลงบางส่วน จากกระแสข่าวที่ยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน สะท้อนความไม่แน่นอนที่ยังคงกดดันตลาด แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาซื้อสุทธิในช่วงท้ายสัปดาห์

    ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยประเมินแนวรับดัชนีในสัปดาห์ถัดไปไว้ที่ 1,430 และ 1,410 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,465 และ 1,490 จุด โดยปัจจัยที่ต้องติดตามยังคงเป็นทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ สถานการณ์ตะวันออกกลาง และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของประเทศเศรษฐกิจหลักทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/271987&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-ce2zmC1P507nLHpDdMIR

  • อดีตนายกฯ เนปาลถูกจับกุม พัวพันสลายการชุมนุมนองเลือด

    อดีตนายกฯ เนปาลถูกจับกุม พัวพันสลายการชุมนุมนองเลือด

    อดีตนายกรัฐมนตรีเนปาลถูกเจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุมในวันเสาร์ ในฐานะผู้ต้องสงสัยพัวพันกับการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงเมื่อปีก่อน จนทำให้มีประชาชนเสียชีวิตหลายสิบศพ

    เมื่อ 28 มี.ค. 2569 นายเคพี ชาร์มา โอลี อดีตนายกรัฐมนตรีเนปาล ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลภายหลังถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวในข้อหาพัวพันกับการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเมื่อปีก่อน

    เจ้าหน้าที่ระบุว่า นายโอลีถูกนำตัวส่งคลินิกแห่งหนึ่งในกรุงกาฐมาณฑุเพื่อตรวจร่างกายตามขั้นตอนปกติของตำรวจ ทันทีหลังจากที่เขาถูกจับกุมที่บ้านพักเมื่อเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา

    ในการสลายการชุมนุมดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2568 มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 70 ศพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประท้วงที่ถูกตำรวจยิงระหว่างออกมาชุมนุมต่อต้านคำสั่งแบนสื่อสังคมออนไลน์ของรัฐบาล แต่สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นจากความโกรธแค้นเรื่องคอร์รัปชันและสภาวะเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ นายราเมช เลคัก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวัย 62 ปี ก็ถูกจับกุมในวันเสาร์เช่นกัน หลังจากคณะกรรมการสอบสวนเหตุความไม่สงบเสนอแนะให้ดำเนินคดีกับทั้งคู่ในข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

    ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลให้สัมภาษณ์กับบีบีซี แผนกภาษาเนปาลว่า นายโอลีต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อรอผลตรวจร่างกาย เนื่องจากเขาอายุ 74 ปีแล้ว และมีประวัติการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไตมาแล้วถึงสองครั้ง

    การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากที่ นายบาเลนดรา ชาห์ แรปเปอร์หนุ่มวัย 35 ปีที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หลังจากชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

    ก่อนหน้านี้ นายโอลีได้ปฏิเสธผลการสอบสวนของคณะกรรมการ โดยเขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Annapurna Post ว่าผลการสอบสวนเหล่านี้คือ “การใส่ร้ายป้ายสีและเป็นความเกลียดชังทางการเมือง”

    ทนายความของเขาบอกกับสำนักข่าว Reuters ว่า การควบคุมตัวในขั้นตอนการสอบสวนนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล “มันผิดกฎหมายและไม่เหมาะสม เพราะไม่มีความเสี่ยงที่เขาจะหลบหนีหรือเลี่ยงการให้ปากคำ”

    ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้สนับสนุนพรรค CPN-UML ของนายโอลี ได้เริ่มรวมตัวประท้วงในกรุงกาฐมาณฑุ หลังจากที่กองเลขาธิการพรรคมีมติให้เปิดฉากการประท้วงทั่วประเทศ

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2923231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-vWtEHs5i1EqH-TkcL4Bb

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95-91 รวมถึง E85 และ E20 ขึ้น 6 บาทต่อลิตร

    เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดีเซลขึ้น 6 บาทต่อลิตร  

    ขณะที่ ดีเซล พรีเมี่ยมขึ้น 8 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 49.64 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 52.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 57.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 41.05 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 40.68 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 36.05 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 22.79 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.64 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 38.94 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 56.84 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 38.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-FzxziIZK800gUbZcLiFI

  • เศรษฐกิจที่เปราะบาง ของ ‘ดูไบ’ และ ‘ยูเออี’ | กันต์ เอี่ยมอินทรา

    เศรษฐกิจที่เปราะบาง ของ ‘ดูไบ’ และ ‘ยูเออี’ | กันต์ เอี่ยมอินทรา

    เปรียบเทียม เศรษฐกิจที่เปราะบางของ ‘ดูไบ’ และ เศรษฐกิจภาพใหญ่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ยูเออีคือหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจที่บอบบาง และได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างหนักจากสงครามในอิหร่านครั้งนี้

    ยูเออีประกอบด้วยรัฐเล็กๆ ที่มีเจ้าผู้ครองนคร 7 รัฐ โดยรัฐที่มีชื่อเสียงที่คนทั่วโลกรู้จักนั่นคือ ดูไบ ขณะที่รัฐที่ทรงอิทธิพลทั้งทางการเงินและการเมืองที่สุดนั้นคือ อาบูดาบี ยูเออีนั้นเป็นประเทศที่มีน้ำมันมาก โครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพารายได้จากน้ำมันถึง 85% เงินจากน้ำมันนั้นคือกระแสหล่อเลี้ยงค่าใช้จ่ายของภาครัฐกว่า 75%

    ภาคบริการ ทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การบิน หรีอแม้กระทั่งการเงินถือคือส่วนที่เหลืออีก 15% ของเม็ดเงินเข้าประเทศ ดังนั้นทำให้โครงสร้างภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศนั้นมีความเสี่ยงสูงเพราะพึ่งพาน้ำมันแลภาคการบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวอย่างมาก

    สุลต่านและชนชั้นนำในรัฐทั้ง 7 ที่ประกอบกันเป็นประเทศยูเออีนั้นทราบถึงจุดอ่อนข้อนี้ดี เช่นเดียวกับที่คู่แข่งในภูมิภาคอย่างอิหร่านทราบ ดังนั้นจึงมีโปรเจกต์มากมายเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ของประเทศ และโมเดลที่ทำจนสำเร็จและเป็นต้นแบบของประเทศ คือ ดูไบ รัฐที่เลือกกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมัน เลือกการท่องเที่ยว เลือกการทำสายการบิน เลือกการใช้กลยุทธ์ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์กึ่งกลางของโลกมาเป็นโอกาส

    ดูไบ ที่ถึงแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกในแง่ของการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคตะวันออกกลาง ภาพลักษณ์ของความมั่งคั่งหรูหราอู้ฟู่ ตึกสูงตระการตา ห้างหรูขนาดมโหฬาร เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเงินของโลก เป็นสถานที่ๆ บริษัทใหญ่ๆ และเศรษฐีมากมายเลือกเป็นที่พำนักด้วยเหตุผลทางภาษี ถึงแม้จะมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่หลากหลายมากที่สุดในกลุ่มรัฐทั้ง 7 แต่ความเสี่ยงรายรับก็ยังไม่ถูกกระจายอย่างเพียงพอ

    แท้จริงแล้วดูไบมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปราะบางมาก เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของดูไบนั้นมาจากภาคบริการ อาทิ การค้าย่อยเช่นห้างสรรพสินค้า 26%, มาจากอุตสาหกรรมการบินและการขนส่ง 12% มากจากภาคการเงิน 10%, การผลิต 9%, ภาคอสังหาฯ 7%, ภาคการก่อสร้าง 6% และการท่องเที่ยว 5% ซึ่งโครงสร้างที่ดูไบมีนี้ถือว่าดีที่สุดกว่าอีก 6 รัฐในประเทศ เพราะมีการกระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว

    ดูไบที่เคยพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างหนักปรับโครงสร้างให้รายได้มาจากอุตสาหกรรมการบินที่ดูไบมีสายการบินแห่งรัฐ คือ เอมิเรตส์ เป็นแม่เหล็กหลัก เช่นเดียวกับสนามบินดูไบที่รับนักท่องเที่ยวเกือบ 100 ล้านคนต่อปี ดูไบเนรมิตทะเลทรายให้กลายเป็นห้างสรรพสินค้าหรู โรงแรมและรีสอร์ตริมทะเล ถมทะเลสร้างหมู่บ้านคนรวย ทั้งหมดนี้คือดอกผลที่ดูไบทำมานานหลายสิบปี

    ดูไบเคยเจอพิษเศรษฐกิจอย่างหนักมาแล้วเมื่อครั้งวิกฤติแฮมเบอเกอร์ จนกระทั่งสุลต่านแห่งรัฐข้างเคียงคืออาบูดาบี ซึ่งเป็นรัฐที่มีน้ำมันมากและรวยที่สุดในประเทศต้องเข้ามาช่วยเหลือ จนกระทั่งสุลต่านแห่งดูไบเปลี่ยนชื่อตึกที่สูงที่สุดในโลกอย่างเบริกดูไบ (ชื่อเดิม) เป็นเบริกคาลิฟา (ชื่อปัจจุบัน) เพื่อถวายพระเกียรติแก่สุลต่านคาลิฟาแห่งอาบูดาบีและประธานาธิบดีของประเทศ ที่เข้ามาช่วยเหลือทางการเงิน

    ดังนั้น เมื่อทั้งทั้งช่องแคบฮอร์มุชซึ่งเป็นทางออกของน้ำมันถูกปิด และดูไบเมื่อถูกโจมตีอย่างหนักจากอิหร่าน เศรษฐกิจของยูเออีจึงเกือบจะเป็นอัมพาต หากสงครามยังยืดเยื้อต่อไป ยูเออีจะได้รับผลกระทบไม่น้อยไปกว่าอิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1227267&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34JkxTpLckuQSpFMmJxDqe

  • รมว.พลังงาน สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบค่าการกลั่น ชำแหละต้นทุน ย้ำต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย : อินโฟเควสท์

    รมว.พลังงาน สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบค่าการกลั่น ชำแหละต้นทุน ย้ำต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย : อินโฟเควสท์

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ระบุว่า จากวิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้น กระทรวงพลังงาน ได้ออกมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่มีการกล่าวถึงกันมากคือ เรื่อง “ค่าการกลั่น” ซึ่งกระทรวงพลังงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเมื่อวันที่ 27 มี.ค.69 ได้มีการลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบค่าการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงานหรือผู้แทน, ผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน, ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์, ผู้แทนกระทรวงการคลัง, ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนปิโตรเลียม สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นคณะทำงานและเลขานุการ

    ทั้งนี้ เนื่องจากหลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พบว่าค่าการกลั่นปรับตัวสูงกว่าระดับปกติ จนกระทบต่อเสถียรภาพราคาและภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยคณะทำงานชุดนี้ จะเร่งรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลต้นทุนเชิงลึกจากหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบกิจการโรงกลั่น ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ต้นทุนส่วนเพิ่ม ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงผลกำไรและขาดทุนของโรงกลั่น เพื่อนำมาประเมินค่าการกลั่นให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด

    โดยจะพิจารณาให้เกิดความยุติธรรมกับทุกภาคส่วน ก่อนนำผลที่ได้เสนอเป็นแนวทางกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการกิจการโรงกลั่นน้ำมันให้มีความเหมาะสมในช่วงวิกฤตนี้ต่อไป

    “สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโดยตรง และหลังเกิดสถานการณ์พบว่า ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องตั้งคณะทำงานชุดนี้ขึ้นมา เพื่อตรวจสอบข้อมูลต้นทุนและกระบวนการทั้งหมด เพื่อให้ค่าการกลั่นที่โรงกลั่นได้รับเป็นไปอย่างเป็นธรรม และสอดคล้องกับความเป็นจริงที่สุด” รมว.พลังงาน กล่าว

    พร้อมระบุว่า จะพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของกลไกตลาด ผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ และให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถให้รัฐออกมาตรการบริหารจัดการกิจการโรงกลั่นน้ำมันในช่วงวิกฤตนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการกำหนดราคาค่าการกลั่นที่ยุติธรรมกับทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/580864&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nRi7cEX2kZA9Nj9uSKhaI

  • “อนุทิน” เผยเตรียมแถลงนโยบายรัฐบาล วันที่ 7 – 9 เม.ย.นี้

    “อนุทิน” เผยเตรียมแถลงนโยบายรัฐบาล วันที่ 7 – 9 เม.ย.นี้

    วันนี้ (29 มี.ค.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าวันที่ 30 มี.ค.2569 พร้อมกับเดินหน้าจัดทำร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ

    นายอนุทิน ยังกล่าวว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยวางไทม์ไลน์การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯไว้ ในช่วงก่อนสงกรานต์ ในช่วงวันที่ 7 – 9 เม.ย. ซึ่งคำแถลงนโยบายจะมีทั้งสิ้นประมาณ 20 – 30 หน้า

    ทั้งนี้ มีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะใช้ชื่อ “Thailand 10 Plus” ซึ่งมี 4 ด้าน คือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้

     รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้ และแผนการรับมือภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตไว้ 4 ด้าน คือภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม

    อ่านข่าว

    นายกฯ ลงพื้นที่นครพนม เช่ารถขับสุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน ยันสถานการณ์ปกติ

    “อนุทิน” ยืนยัน “คนละครึ่งพลัส” มาแน่ ลั่นจัดเต็มกว่าเดิม

    “อนุทิน” ขอโทษประชาชน ปมบริหารราคาน้ำมันสร้างความปั่นป่วน

    อัปเดต 35 รายชื่อโผ “ครม.อนุทิน 2” ผ่านด่านอรหันต์ตรวจเข้มคุณสมบัติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_T0zcStHbEADI0jS48lDs