Category: เศรษฐกิจ

  • เมื่อรางรถไฟไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่คือสายเลือดใหม่ของเศรษฐกิจ

    เมื่อรางรถไฟไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่คือสายเลือดใหม่ของเศรษฐกิจ

    เมื่อรางรถไฟไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่คือสายเลือดใหม่ของเศรษฐกิจ

    วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.17 น.

    เมื่อรางรถไฟไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่คือสายเลือดใหม่ของเศรษฐกิจ

    ในปัจจุบัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศไทยได้ก้าวข้ามผ่านจุดที่เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกในการสัญจรไปสู่การเป็น “กลไกหลัก” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับมหภาค โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail) ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังใหม่ที่เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ นวัตกรรม และการพัฒนาเชิงพื้นที่เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

    1. การเชื่อมโยงสามสนามบิน : หัวใจหลักของระเบียงเศรษฐกิจ EEC

    โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา) คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคตะวันออกของไทยกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียน การเชื่อมต่อนี้ไม่ได้เพียงแค่ลดระยะเวลาการเดินทาง แต่เป็นการสร้าง “Single Market” ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วยให้นักลงทุนและบุคลากรระดับสูงสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างไร้รอยต่อ ส่งผลให้เกิดการหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมการบิน โลจิสติกส์ และเทคโนโลยีดิจิทัล

    2. ประตูสู่ภูมิภาค : รถไฟไทย-จีน และการเชื่อมโยง Pan-Asia Railway

    โครงข่ายรถไฟความเร็วสูงความร่วมมือระหว่างไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ – หนองคาย ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการเชื่อมต่อประเทศไทยเข้ากับแผนยุทธศาสตร์ “Belt and Road Initiative” (BRI) ของจีน การพัฒนาเส้นทางนี้จะเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจาก “ทางผ่าน” ให้กลายเป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” (Logistics Hub) ของภูมิภาคอินโดจีน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมไปยังตลาดจีนและยุโรปได้รวดเร็วขึ้นอย่างมหาศาล

    3. การพัฒนาพื้นที่รอบสถานี (TOD) และการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น

    แนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit Oriented Development : TOD) คือหัวใจของการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในอนาคต สถานีรถไฟความเร็วสูงในจังหวัดต่างๆ เช่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี หรือนครราชสีมา จะไม่ได้เป็นเพียงที่พักผู้โดยสาร แต่จะถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม ศูนย์กลางธุรกิจ และที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง ซึ่งเป็นการกระจายความเจริญจากกรุงเทพมหานครไปสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสร้างงานในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    4. การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาด

    รถไฟความเร็วสูงในยุค 2026 ไม่ได้ทำงานโดดเดี่ยว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G และ AI ในการบริหารจัดการเดินรถ (Smart Mobility) เพื่อความปลอดภัยและความแม่นยำสูงสุด นอกจากนี้ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนยังสอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศ ช่วยลดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและเพิ่มภาพลักษณ์การเป็นฐานการผลิตสีเขียว (Green Manufacturing Hub) ดึงดูดนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG ทั่วโลก

    รถไฟความเร็วสูง

    การลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่ใช่เพียงการลงทุนในโครงสร้างเหล็กและคอนกรีต แต่เป็นการลงทุนใน “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ของคนไทยทั้งประเทศ เมื่อระบบรางมีความพร้อม จะเกิดการเชื่อมต่อระหว่างฐานผลิต (EEC) ประตูการค้า (ท่าเรือและชายแดน) และศูนย์กลางการกระจายสินค้า (Smart Hub) เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมแข่งขันในเวทีโลกและก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างมั่นคง

    เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

    • สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) : แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC

    • กระทรวงคมนาคม : แผนแม่บทการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย (M-MAP)

    • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) : รายงานความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และโครงการรถไฟความร่วมมือไทย-จีน

    • ธนาคารโลก (World Bank) : รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/962243&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-vYm34jJz5GftSftZ-eHY

  • แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง ผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อคนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว ซึ่งพบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน ส่วนใหญ่ 67.22% เห็นด้วยกับโครงการ 

    โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% ค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% และไม่เห็นด้วย 32.78% สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการและบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

    นางสาวรัชดา ระบุว่า ผลสำรวจดังกล่าวที่พบว่ากว่าครึ่งหรือ 54.53% เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย ถือเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น

    “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” 

    แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ เช่น มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

    “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658204&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dwhhuML4prZKoFCF1o0tz

  • “วราวุธ” เปิดบ้านสุพรรณบุรี เยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) ฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า ตั้งเป้า SME- SMEs โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    “วราวุธ” เปิดบ้านสุพรรณบุรี เยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) ฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า ตั้งเป้า SME- SMEs โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    การเมือง

    “วราวุธ” เปิดบ้านสุพรรณบุรี เยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) ฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า ตั้งเป้า SME- SMEs โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    วันจันทร์ ที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.55 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาตนพร้อมด้วยนายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบุรี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 ต.กำยาน อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี 

    นายวราวุธ  กล่าวตอนหนึ่งว่า การนำทีมผู้บริหารของกระทรวงอุตสาหกรรมมาที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) มารับฟังเสียงความต้องการของประชาชน เพื่อให้เข้าถึงปัญหาและสอดคล้องนโยบาย ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว เสาที่ 1 จาก 4 เสาหลักของนโยบายดังกล่าว และส่วนตัวยังดีใจที่มาตรวจเยี่ยมงานพื้นที่สุพรรณบุรีในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม เพราะศูนย์ DC8 แห่งนี้ก่อตั้งสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา  เป็น รมว.อุตสาหกรรม เมื่อ 36 ปีก่อน ซึ่งศูนย์ DC8 เกิดจากความคาดหวังที่กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าของสุพรรณบุรี และจังหวัดโดยรอบของสุพรรณบุรี มาตั้งแต่ปี 2533 โดยนายบรรหาร ที่จากพวกเราไป 10 ปีแล้ว จึงอยากจะมารื้อฟื้นความหวัง และทำให้ SME- SMEs เติบโตได้ และจะทำให้หอการค้ามีแฟลตฟอร์มผลักดันสินค้าชุมชนต่อยอดระดับประเทศ และระดับโลก

    “ยืนยันว่ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่ดูแลแค่ผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่จะโฟกัสถึงคนตัวเล็กตัวน้อย SME ขนาดกลางขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชน เพราะเป็นหัวใจและเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามสถานการณ์ความท้าทายของเศรษฐกิจโลก และทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร คาดว่าภายในสิ้นปี 2569 จะเห็นอุตสาหกรรมระดับ SME- SMEs เติบโตอย่างก้าวกระโดด และเป็นฟันเฟืองทำให้จีดีพีของไทยแตะ 2-2.5% โดยกระทรวงอุตสาหกรรม จะเร่งทำงานอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมาขอสินเชื่อ SME D Bank กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีวงเงินถึง 20,000 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก สามารถผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี  วงเงินกู้สูงสุดรายละ 30 ล้านบาท การมาเปิดบ้านสุพรรณบุรีในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการเปิดบ้านต้อนรับผู้ประกอบการ พร้อมรวบรวมการ “ให้” ทั้งหมดนี้ไว้ด้วยกัน เพื่อเป็น One Stop Service สำหรับผู้ประกอบการในทุกมิติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารชุมชน ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ“ นายวราวุธ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวราวุธพร้อมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมได้เยี่ยมชมบูธต่างๆ ที่นำมาจัดแสดงโดยมีทั้งคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจเบื้องต้น โซนตลาดนัดอุตสาหกรรม กระบวนการทดลองเครื่องจักร เครื่องสกัดด่วน เครื่องระเหยข้น สเปรย์ดราย (มะพร้าวน้ำหอม) เครื่องอบลมร้อน (ผำ) เครื่องปั่นบดละเอียด (ข้าว) และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “8-พร้อม-พัฒน์ : (8 PROM PLUS)” อาทิ นมข้นจากน้ำมะพร้าว เครื่องแกงป่าพร้อมรับประทาน แป้งข้าวผงและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผำผงอบแห้ง มะพร้าวน้ำหอมผงพร้อมดื่ม ซอสซีอิ๊วพร้อมปรุงอเนกประสงค์ แป้งข้าว กข.43 ยกระดับมาตรฐานGHPs เพื่อควบคุมความสะอาดปลอดภัยของอาหาร ปรับปรุงพัฒนาเตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าได้ดีขึ้น
     
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/474813&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eHkelKRkm1X7pf6l7M0v5

  • เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    ‘ธีระชุณ บุญสิทธิ์’ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1–11 ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ลงพื้นที่ช่วยเหลือทันทีตามสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการจัดหาน้ำกินน้ำใช้ น้ำต้นทุนผลิตประปา และช่วยเหลือภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ

    ผลการดำเนินงานในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาทิ จังหวัดลำปาง นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา จันทบุรี นครศรีธรรมราช พิษณุโลก ชุมพร กระบี่ และอุบลราชธานี มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ แจกจ่ายน้ำสะอาด และสนับสนุนภารกิจภาคสนามอย่างครบวงจร ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง

    เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำสามารถช่วยเหลือประชาชนได้แล้วกว่า 21,600 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชาชนกว่า 43,200 คน พร้อมสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ด่านหน้าดับไฟป่าเกือบ 2,000 ขวด สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันจะเดินหน้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ลดความเดือดร้อนในช่วงวิกฤต และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

    พามาดูการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) จัดสัมมนา “Triple Planetary Crisis” เพื่อชวนทุกภาคส่วนร่วมรับมือ 3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมสำคัญของโลก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ พร้อมผลักดันการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

    ภายในงาน ผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชนเห็นตรงกันว่า วิกฤตทั้ง 3 ด้านเชื่อมโยงกันโดยตรง และกำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการผลักดันแนวคิด Nature Positive ที่ชวนภาคธุรกิจปรับบทบาทจากการ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การ “ฟื้นฟูธรรมชาติ” ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านเครื่องมือใหม่อย่างคาร์บอนเครดิต การเงินสีเขียว และการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส

    เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเดินหน้าผลักดันนโยบายสำคัญ ทั้งเป้าหมาย Net Zero 2050, กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลไกราคาคาร์บอน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ไทยแข่งขันได้ภายใต้กติกาเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    เวทีเสวนายังสะท้อนเสียงจากภาคธุรกิจชั้นนำที่เริ่มปรับตัวอย่างจริงจัง ทั้งด้านพลังงาน การเงิน เกษตร และวัสดุก่อสร้าง โดยมุ่งพัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

    สารสำคัญของงานครั้งนี้ชัดเจนว่า “วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่โจทย์ของโลก แต่คือโจทย์อนาคตเศรษฐกิจไทย” และหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ วิกฤตครั้งใหญ่ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/863222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Sc0oYa-TClkfQyYk9N_nK

  • เร่งปราบนอมินีต่างชาติ เตือน ‘คนไทยช่วยถือหุ้น’ เสี่ยงโทษหนัก

    เร่งปราบนอมินีต่างชาติ เตือน ‘คนไทยช่วยถือหุ้น’ เสี่ยงโทษหนัก

    ‘นอมินีต่างชาติ’ ไม่ใช่เพียงช่องโหว่ทางธุรกิจ แต่เป็นความผิดตามกฎหมายไทยที่มีบทลงโทษชัดเจน ทั้งจำคุก ปรับ และอาจถูกดำเนินคดีกับคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือหรือรู้เห็นเป็นใจด้วย

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกมาย้ำเตือนอีกครั้งให้คนไทยระวังการเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงสร้างธุรกิจที่เข้าข่าย ‘นอมินี’ หรือการถือหุ้นแทนให้ต่างชาติหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายไทย โดยระบุชัดว่า การให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจต่างด้าวที่ฝ่าฝืนกฎหมาย อาจทำให้ผู้เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดได้ทันที

    การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเดินหน้าตรวจสอบเชิงรุกของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หลังใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลและเชื่อมโยงฐานข้อมูลนิติบุคคลทั่วประเทศ คัดกรองพบ นิติบุคคลต่างด้าวจำนวน 6,551 ราย ที่อาจเข้าข่ายลักลอบประกอบธุรกิจในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

    จับตา 6,551 ราย เสี่ยงฝ่าฝืนกฎหมายธุรกิจต่างด้าว

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การตรวจสอบรอบนี้มุ่งเป้าไปที่นิติบุคคลต้องสงสัยซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 และมีพฤติการณ์เข้าข่ายประกอบธุรกิจใน ‘3 บัญชีท้าย’ ของกฎหมาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ

    ขณะนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่ระหว่างขยายผลเชิงลึก พร้อมบูรณาการข้อมูลกับหลายหน่วยงาน ทั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านภาษี เพื่อสาวไปถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

    foreign-nominee-6551-thai-penalty-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘3 บัญชีท้าย’ กรอบกฎหมายสำคัญที่ต่างชาติต้องรู้

    กฎหมายไทยไม่ได้ปิดกั้นการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด แต่กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนใน ‘3 บัญชีท้าย’ ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

    บัญชีที่ 1: ห้ามโดยเด็ดขาด

    เป็นกิจการที่รัฐสงวนไว้เพื่อประโยชน์พื้นฐานของคนไทย เช่น
    • การทำนา ทำสวน ทำไร่
    • การประมงในน่านน้ำไทย
    • การทำไม้จากป่าธรรมชาติ
    • การค้าขายที่ดิน

    ธุรกิจเหล่านี้ ชาวต่างชาติไม่สามารถประกอบกิจการได้โดยเด็ดขาด

    บัญชีที่ 2: เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและทรัพยากรประเทศ

    ธุรกิจในกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ระดับประเทศ เช่น
    • ธุรกิจด้านความมั่นคง
    • คมนาคมและขนส่ง
    • ธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ

    ชาวต่างชาติสามารถดำเนินธุรกิจได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี และผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

    บัญชีที่ 3: คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน

    เป็นกลุ่มธุรกิจที่กฎหมายยังต้องการคุ้มครองผู้ประกอบการไทย เช่น
    • ธุรกิจบริการ
    • บัญชีและกฎหมาย
    • ค้าปลีก ค้าส่ง
    • ท่องเที่ยว
    • โรงแรม

    ต่างชาติสามารถเข้ามาประกอบกิจการได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

    คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ เสี่ยงโทษเท่ากัน

    ประเด็นที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหยิบขึ้นมาย้ำครั้งนี้ คือ “นอมินี” หรือการที่คนไทยเข้าไปถือหุ้นแทน หรือช่วยอำพรางโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่อให้ต่างชาติหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย

    กรณีเช่นนี้ ไม่ได้มีความผิดเฉพาะนักลงทุนต่างชาติเท่านั้น แต่ คนไทยที่รู้เห็นเป็นใจ ช่วยเหลือ หรือไม่ป้องกันการกระทำผิดทั้งที่สามารถป้องกันได้ อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย

    บทลงโทษตามกฎหมายมีดังนี้
    • จำคุกไม่เกิน 3 ปี
    • ปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท
    • หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

    มาตรการนี้สะท้อนโจทย์เศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า

    การกวาดล้างนอมินีในรอบนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังสะท้อนนโยบายเชิงเศรษฐกิจของรัฐในการรักษาสมดุลระหว่าง การเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ กับ การคุ้มครองผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม

    เพราะหากปล่อยให้เกิดโครงสร้างธุรกิจอำพรางต่อเนื่อง ย่อมกระทบทั้งการแข่งขันทางการค้า รายได้ภาษี ความโปร่งใสของระบบธุรกิจ และความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบเชิงรุกต่อเนื่อง โดยใช้ฐานข้อมูลเชื่อมโยงและเทคโนโลยีวิเคราะห์ความเสี่ยง พร้อมเปิดรับเบาะแสจากประชาชนผ่านช่องทางของกรม เพื่อร่วมกันปกป้องระบบเศรษฐกิจไทยจากธุรกิจผิดกฎหมาย

    foreign-nominee-6551-thai-penalty-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/foreign-nominee-6551-thai-penalty&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mjEMqYZmzrKbVBG47u63E

  • นักวิชาการชี้ ‘แลนด์บริดจ์’ ไทย เสี่ยงขาดทุนล้านล้าน สศช.-สนข.เห็นต่างหนัก

    นักวิชาการชี้ ‘แลนด์บริดจ์’ ไทย เสี่ยงขาดทุนล้านล้าน สศช.-สนข.เห็นต่างหนัก

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการแลนด์บริดจ์ริเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ โดยรัฐบาลได้ให้สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปศึกษา เพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้และความคุ้มค่าโครงการมิติต่างๆ โดยได้ทำการวิจัยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานศึกษาฉบับสมบูรณ์ก็ได้มีการเผยแพร่ตอสาธารณะ 

    ข้อสรุปภาพรวมคือโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่มีความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตรงกันข้ามกับรายงานของ สนข. กระทรวงคมนาคม ที่แสดงถึงความเป็นไปได้โครงการ และผลบวกเชิงเศรษศาสตร์ในหลายแง่มุมที่ประเทศจะได้รับหากโครงการนี้เกิดขึ้น 

    ในส่วนของการผลักดันโดยรัฐบาล โครงการแลนด์บริดจ์ได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยรัฐบาลเศรษฐาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งแม้จะไม่ได้นำเอาโครงการอยู่ในการแถลงนโยบายรัฐบาล  แต่ก็ได้มีการผลักดันเต็มที่ผ่านทางรัฐมนตรีคมนาคม โดยกระทรวงคมนาคมได้ใช้รายงานของ สนข. เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่อไป 

    หน่วยงานรัฐมีความขัดแย้งอย่างชัดเจนในเรื่องความเป็นไปได้ของโครงการ และ ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ โดยการศึกษา ของ สนข. กระทรวงคมาคม ระบุว่าโครงการนี้มีศักยภาพในการดึงดูดการขนส่งสินค้าจากการประหยัดต้นทุนและเวลา 

    คาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางได้ประมาณ 4 วัน เมื่อเทียบกับการอ้อมช่องแคบมะละกา ในกรณีสินค้าที่ต้องผ่านการ Transshipment หรือพักถ่ายลำ สนข. ประเมิน อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ไว้ที่ประมาณ 17.43% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่าแก่การลงทุนในมุมมองของรัฐ โดยอัตราพื้นฐานของภาครัฐคือ 12% หากต่ำกว่านั้นโครงการไปต่อไม่ได้ 

    นักวิชาการชี้ ‘แลนด์บริดจ์’ ไทย เสี่ยงขาดทุนล้านล้าน สศช.-สนข.เห็นต่างหนัก

    นอกจากนี้ยังประเมินอีกว่าโครงการจะสร้างงานในพื้นที่ภาคใต้กว่า 280,000 อัตรา ขณะที่ รายงานของ สศช. ซึ่งทำวิจัยร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นตรงกันข้ามกับรายงานของ สนข. โดยทาง สศช. ระบุถึงปัจจัยต่างๆที่ทำให้โครงการขาดความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์  

    มีการประเมินว่า ความคุ้มค่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่สูง ใช้เงินลงทุนสูง เงินลงทุนเริ่มต้นกว่า 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากโครงการต้องการสร้างระบบโครงข่ายเชื่อมโยงขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมถึง ท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง (ระนอง และ ชุมพร), รถไฟทางคู่เชื่อม 2 ฝั่งทะเล, ทางหลวงพิเศษ (Motorway) 

    และระบบท่อขนส่งพลังงาน มูลค่าลงทุนมหาศาลส่งผลให้ NPV โครงการติดลบ เนื่องจากเงินลงทุนมูลค่าล้านล้านบาท ต้องจ่ายออกไปตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ ของโครงการ ในขณะที่รายรับจะค่อยๆ ทยอยมาในอีกหลายปีข้างหน้า เมื่อเงินก้อนใหญ่ในปัจจุบันถูกเปรียบเทียบกับรายได้ในอนาคตที่ถูกคิดลดลงมาในแบบ discount ทำให้มูลค่าที่ได้จึงไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมเงินลงทุน NPV จะเป็นบวกได้ รายรับต้องมากพอและได้รับเร็วขึ้น 

    แต่ในรายงานระบุข้อจำกัดที่ทำให้รายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากจะมีการแข่งขันด้านราคากับช่องแคบมะละกา หากแลนด์บริดจ์ตั้งราคาค่าบริการสูงเพื่อให้คุ้มทุน สายการเดินเรือก็จะกลับไปใช้เส้นทางเดิม สิงคโปร์/มาเลเซีย โดยไม่ต้องเสียค่าขนถ่ายซ้ำซ้อน นอกจากนั้นรายงานวิเคราะห์ว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่จะผ่านโครงการนี้อาจมีเพียงสินค้ากลุ่มเฉพาะ (Niche Market) ไม่ใช่สินค้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดของโลก ทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียมผ่านท่าไม่มากพอที่จะทำกำไร ต้นทุนการดำเนินงานและบำรุงรักษาที่สูงในระยะยาวก็เป็นอีกปัจจัยทำให้ NPV ติดลบ เนื่องจากการรักษาประสิทธิภาพของท่าเรือและระบบรางให้เป็นระดับโลก (World Class) มีค่าใช้จ่ายสูงมาก

    เมื่อตัวโครงการไม่สามารถสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้ ทุนข้ามชาติ เข้ามาลงทุน รัฐบาลก็ต้องมีสิทธิประโยชน์ต่างๆไปแลกกับการลงทุน แต่สิทธิประโยชน์เหล่านี้ ต้องไม่ทำให้ พื้นที่บริเวณแลนด์บริดจ์และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ กลายสภาพเป็นกึ่งอาณานิคมทางเศรษฐกิจ หรือเกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขต หากรัฐบาลไปเสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆเพิ่มเติม ไปแลกกับการลงทุนของทุนข้ามชาติของมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเช่าและถือครองที่ดิน 99 ปี การพัฒนาที่ดินโดยการยกเว้นกฎหมายการบังคับใช้กฎหมายบางฉบับเพื่อดึงดูดการลงทุน ตลอดจนการให้สิทธิประโยชน์พิเศษทางภาษี การเสียสิทธิอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายของประเทศตนเองภายในดินแดนของตน ประเทศมหาอำนาจผ่านทุนข้ามชาติอาจบังคับใช้กฎหมายของตนเองเหนือบุคคลหรือทรัพย์สินในประเทศไทยได้ จะกลายเป็นความอ่อนไหวทางด้านการเมืองและความมั่นคง   

    ส่วนผลกระทบและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมสูงมาก โครงการแลนด์บริจด์จะกระทบต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 12.59 ตารางกิโลเมตร พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน ขนาด 0.62 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ บริเวณปากคลองกะเปอร์ 1.15 ตารางกิโลเมตร ที่สำคัญอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากคลองกะเปอร์-ปากแม่น้ำกระบุรี ที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ อาจได้รับผลกระทบจากเส้นทางการเดินเรือ 

    รายงานของสภาพัฒน์และจุฬาฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมา การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมักทำเป็นรายโครงการ (EIA) แต่ขาดการมองภาพรวมแบบ SEA (Strategic Environmental Assessment) โดยจะต้องคำนึงถึง 1.ผลกระทบสะสม (Cumulative Impact) โดยการศึกษาของจุฬาฯและสภาพัฒน์กังวลว่าเมื่อมีท่าเรือ จะมีโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรืออุตสาหกรรมหนักตามมา ซึ่งจะสร้างมลพิษทางอากาศและขยะอุตสาหกรรมในปริมาณที่ระบบนิเวศภาคใต้ไม่สามารถรองรับได้ 2. ความขัดแย้งกับชุมชน เนื่องจากคนในพื้นที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติทั้งการประมงและการท่องเที่ยว การทำลายสิ่งแวดล้อมจึงเท่ากับเป็นการทำลายแหล่งรายได้ของชาวบ้าน อาจนำไปสู่การต่อต้านและปัญหาทางสังคมรุนแรง

    ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความรุ่งเรืองใหม่ได้หรือไม่ต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดภายใต้พลวัตภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์โลก  อย่างไรก็ตาม ต้องทำประชาพิจารณ์ผลกระทบชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจฐานเดิม การทำประเมินผลกระทบของนโยบายของการลงทุนขนาดใหญ่ (Policy Impact Assessment of Megaprojects) ก่อนเดินหน้าการดำเนินการตามนโยบาย จำเป็นจะต้องมีกลไกคณะกรรมการร่วมที่มีภาควิชาการ ภาคศึกษาวิจัยนโยบายอย่างรอบด้าน 

    ร่วมกับภาคประชาสังคมเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย ใช้ Open Data ในการส่งเสริมการออกแบบกระบวนการนโยบายที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Policy Design) การดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์จะต้องเน้นให้ความสำคัญต่อกระบวนการและเป้าหมายไปพร้อมกัน หากเราสนใจแต่เป้าหมาย สุดท้ายจะเป็นการรับรองกระบวนการแบบอำนาจนิยมหรือบนลงล่าง หากเราต้องการการพัฒนาและการเติบโตแบบยั่งยืน เราต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม กระบวนการประชาธิปไตยแบบยั่งยืนนี้จะเน้นเอาความเป็นธรรมและกำกับการพัฒนาแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงอยู่แล้วในไทย เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาโดยหน่วยงานของรัฐขัดแย้งกันเอง 

    จึงเห็นควรว่าควรมีการศึกษาโดยหน่วยงานที่เป็นกลางและเป็นอิสระเพิ่มเติม เพราะเป็น โครงการขนาดใหญ่ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศได้ และ ควรเพิ่มเติมการศึกษาเรื่อง มิติทางภูมิรัฐศาสตร์ มิติความมั่นคงและบทบาทไทยบนภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มูซ ส่งผลต่อสถานะและความสำคัญของประเทศไทยต่อการเดินเรือและจุดยุทธศาสตร์ของเอเชีย หากเกิด สถานการณ์ที่อาจมีการเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกาโดยอินโดนีเซียในอนาคต ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา 

    โครงการแลนด์บริดจ์นี้หากมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการเอื้อประโยชน์กันโดยไม่ถูกต้อง โครงการนี้จะกลายเป็นโครงการทุจริตเชิงนโยบายสำคัญในรอบหลายทศวรรษและทำลายอนาคตของลูกหลานไทยได้ วางยุทธศาสตร์และวิเทโศบายไม่ดี ไทยจะกลายเป็นพื้นที่แย่งชิงผลประโยชน์ อำนาจการควบคุมการเดินเรือของมหาอำนาจ           

    ขณะที่หากโครงการนี้ดำเนินการอย่างรอบคอบรัดกุมไม่มีการทุจริตเป็นไปตามหลักวิชา ก็จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสถานะของประเทศบนเวทีโลกได้ แต่ต้องศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์และการเงินให้ดีเสียก่อน  

    นอกจากนี้ รัฐบาล นักลงทุน หรือผู้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ พึงตระหนักถึงแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อพื้นที่และวิถีชีวิตและเศรษฐกิจดั้งเดิม ซึ่งภาวะดังกล่าวมีลักษณะเป็นความยั่งยืนแบบ Productive ต่อสังคมโดยรวม แต่บางครั้ง การพัฒนาอย่างยั่งยืน อาจถูกใช้เป็นเพียง วาทกรรม (Discourse) เพื่อต่อต้านการลงทุนขนาดใหญ่ซึ่งสภาพดังกล่าวเป็นการถ่วงการพัฒนา 

    และมีลักษณะเป็น Counter-Productive การยืนยันในหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ไม่ใช่เพียงวาทกรรม ความต่อเนื่องและเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบอันซับซ้อนเกิดขึ้นได้ และ เกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวมในระยะยาว นอกจากนี้ ทำอย่างไรให้เกิดการกระจายผลประโยชน์จากการลงทุนของต่างชาติภายใต้ระบบการเมืองและเศรษฐกิจผูกขาดแบบไทยไทย จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก    

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658179&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1abNd-pSdPXOhYUw9KrTyR

  • สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการ Economic Fury เพื่อ”บีบคอ”อิหร่านด้วย

    สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการ Economic Fury เพื่อ”บีบคอ”อิหร่านด้วย

    สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลัง “บีบคอ” ผู้นำอิหร่านด้วย “การปิดล้อมทางเศรษฐกิจ” ที่เปิดตัวควบคู่ไปกับการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ

    “เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยคำสั่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจากประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับการกดดันสูงสุด และเมื่อสามสัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดีได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเริ่มปฏิบัติการ ‘Economic Fury’” เบสเซนต์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ โดยอ้างถึงโครงการริเริ่มของกระทรวงเพื่อเสริมปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” ของเพนตากอน

    “เรากำลังบีบคั้นระบอบการปกครองของอิหร่าน และพวกเขาไม่สามารถจ่ายเงินเดือนให้ทหารได้ นี่คือการปิดล้อมทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และมันเกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของรัฐบาล – ทุกคนต้องร่วมมือกัน” เขากล่าวในรายการ “Sunday Morning Futures”

    ทั้งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาได้กำหนดข้อจำกัดสำหรับเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานที่ส่งออกไฮโดรคาร์บอนจากอ่าวเปอร์เซีย

    ในขณะที่อิหร่านปิดกั้นเรือส่วนใหญ่ในเส้นทางนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ กล่าวว่ากำลังปิดกั้นเรือทั้งหมดที่มุ่งหน้าไปยังหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากันในขณะที่การหยุดยิงที่เปราะบางยังคงอยู่

    เบสเซนต์กล่าวว่ากระทรวงของเขากำลังใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ “กับทุกคนที่พยายามโอนเงินเข้าไปในอิหร่านเพื่อช่วยเหลือ IRGC” ซึ่งเป็นกองกำลังทหารชั้นยอดของอิหร่าน

    “พวกเขาเป็นสถาบันที่ทุจริต พวกเขาขโมยเงินจากประชาชนอิหร่านมาหลายปีแล้ว พวกเขามีเงินอยู่ต่างประเทศ เราติดตามเรื่องนี้จนเจอแล้ว และเราจะติดตามต่อไป และเราจะรักษาทรัพย์สินเหล่านั้นไว้ให้ประชาชนอิหร่านที่อยู่อีกฝั่งของความขัดแย้งนี้” เขากล่าว

    เมื่อวันเสาร์ เบสเซนต์ได้เขียนข้อความบนเว็บไซต์ X โดยเปรียบเทียบผู้นำอิหร่านว่า “เหมือนหนูในท่อระบายน้ำ” และระบุว่า “การปิดล้อมจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีเสรีภาพในการเดินเรือก่อนวันที่ 27 กุมภาพันธ์” ในช่องแคบอิหร่าน

    ในโพสต์เดียวกัน เขากล่าวว่า “มีการปันส่วนอาหารและน้ำมันเชื้อเพลิง” ในอิหร่าน

    ขณะเดียวกัน ในรายการ “Face the Nation” ทางช่อง CBS เมื่อวันอาทิตย์ เควิน แฮสเซ็ตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ได้กล่าวสนับสนุนคำพูดของเบสเซนต์ โดยระบุว่าอิหร่าน “มีเศรษฐกิจที่อยู่บนขอบเหวแห่งหายนะอย่างร้ายแรง”

    “พวกเขากำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง” เขากล่าวเสริม “พวกเขากำลังเริ่มอดอยาก”

    Agence France-Presse

    Photo – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ซ้าย) กล่าวสุนทรพจน์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ ยืนอยู่เคียงข้าง ในระหว่างการประชุมโต๊ะกลมเกี่ยวกับนโยบาย “ไม่เก็บภาษีจากทิป” ของเขา ที่โรงแรมเอซี โฮเทล ลาสเวกัส ซิมโฟนี พาร์ค ในลาสเวกัส รัฐเนวาดา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2026 (Photo by Jim WATSON / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/42457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZvBkl-Ho1lAj-VvGOaqf5

  • ‘เศรษฐกิจ-ตลาดเงิน’อิสราเอลยังแกร่ง แม้สงครามระอุตะวันออกกลาง

    ‘เศรษฐกิจ-ตลาดเงิน’อิสราเอลยังแกร่ง แม้สงครามระอุตะวันออกกลาง

    ไม่กี่วันก่อนธนาคารกลางอิสราเอลเพิ่งปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ อ้างว่าเพราะสงครามในตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่โดดเด่นสำหรับประเทศที่อยู่ในสงครามมาเกือบสามปีคือ ธนาคารกลางยังคงคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโต 3.6% แม้ปรับลดลง 1.4% แล้วก็ตาม

    อามีร์ ยารอน ผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล เผยกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี เมื่อวันที่ 16 เม.ย. หากแก้ไขความขัดแย้งในภูมิภาคได้ ปี 2026 เศรษฐกิจอิสราเอล สามารถฟื้นตัวมาเติบโต5.5%

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า เศรษฐกิจอิสราเอลจะขยายตัว 3.5% ในปีนี้ เทียบกับสหรัฐโต 2.3% และสหภาพยุโรป 1.3% นอกจากนี้ยังหมายความว่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศของอิสราเอล (GDPอิสราเอล) คาดว่าจะเติบโตแซงหน้าประเทศกลุ่มจี7ทั้งหมดในปี 2026 โดยในปีหน้าไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า อิสราเอลจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ 4.4% ซึ่งจะยังคงเติบโตแซงหน้าประเทศพัฒนาแล้วรายใหญ่หลายประเทศ

    อิสราเอลมีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ หลายประเทศ ไอเอ็มเอฟประเมินไว้ปีนี้อยู่ที่ 69.8% แม้จะเพิ่มขึ้นจากปี 2025 เล็กน้อย แต่ก็ต่ำกว่าอัตรา 123.7% ของกลุ่มจี7 อยู่มาก

    อัตราการว่างงานก็ขยับขึ้นมาเล็กน้อยอยู่ที่ 3.2% ในเดือน มี.ค. แต่ก็ต่ำกว่าสหรัฐที่อัตราว่างงาน 4.3% และยูโรโซน 6.2%

    ขณะที่เงินเฟ้อยังทรงตัวในช่วงสองเดือนนับตั้งแต่เริ่มสงครามอิหร่าน โดยผ่อนคลายลงมาอยู่ที่ 1.9% ในเดือน มี.ค. ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงทำให้ค่าครองชีพในสหรัฐ อียู และสหราชอาณาจักรพุ่งตาม พิสัยเงินเฟ้อเป้าหมายในอิสราเอลอยู่ที่ 1%-3%

    อิสราเอลนั้นอยู่ในความขัดแย้งต่อเนื่องมาตั้งแต่ถูกฮามาสโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2023 เป็นเหตุให้อิสราเอลต้องตอบโต้ด้วยการโจมตีกาซา ต่อมาอิสราเอลร่วมกับสหรัฐเล่นงานอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. รวมทั้งต่อกรกับฮิซบอลเลาะห์ที่มีอิหร่านหนุนหลังในเลบานอน แถมยังตกเป็นเป้าการโจมตีของกลุ่มฮูตีในเยเมนด้วย

    เคเรน ยูซิเยล นักวิเคราะห์อาวุโสจากอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า แม้เศรษฐกิจอิสราเอลโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเพราะทำสงครามมาหลายปี แต่ภาคเอกชนที่ปรับตัวได้ เงินเฟ้อต่ำ แรงงานทักษะสูงมาก และการเติบโตอย่างต่อเนื่องช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤติ

    “การส่งออกสินค้าและบริการไฮเทคเป็นปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและการสร้างความมั่งคั่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจก็เติบโตอย่างดีในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การพัฒนาทรัพยากรก๊าซและการส่งออกด้านการป้องกันประเทศ”

    “ในปี 2025 อิสราเอลได้ดีลการลงทุนจากต่างประเทศครั้งใหญ่สุดสองรายการทั้งสองรายการอยู่ในอุตสาหกรรมความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้แก่ กูเกิลซื้อกิจการวิซ มูลค่า 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และพาโลอัลโตเน็ตเวิร์กซื้อกิจการไซเบอร์อาร์ก 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ทั้งสองรายการเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมีนาคม 2026” ยูซิเยลกล่าวและว่า โครงสร้างประชากรของอิสราเอลก็เอื้อต่อเศรษฐกิจ อัตราการเติบโตเฉลี่ยเกือบ 2% ต่อปีเป็นส่วนใหญ่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

    “เมื่อเทียบกับมาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้ว ประชากรของประเทศนี้ค่อนข้างอายุน้อย”

    “ต่อให้พิจารณารายหัวผลงานทางเศรษฐกิจก็แข็งแกร่งมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา” ยูซิเยลอธิบายต่อ พร้อมเสริมว่าหากการหยุดยิงยังอยู่แม้อ่อนแอ คาดว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างค่อนข้างแข็งแกร่งภายในกลางปีนี้ ส่งผลเศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวราว 3% ในปีนี้

    “อัตราการว่างงานต่ำ ความต้องการสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีของอิสราเอลจากต่างประเทศที่แข็งแกร่ง รวมถึงการส่งออกด้านกลาโห การลงทุนด้านเทคโนโลยีในระดับโลกคึกคักและผลประโยชน์ที่ครัวเรือนได้รับ โดยเฉพาะผู้มีรายได้สูงจากการลงทุนขนาดใหญ่หลายโครงการ จะช่วยส่งเสริมการเติบโต” นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว และไม่เพียงเท่านั้นภาคพลังงานก็จะมีการลงทุนสูงมากในปี 2026-2027 ทั้งด้านพลังงานหมุนเวียนในประเทศ และการสนับสนุนขีดความสามารถในการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติ

    แต่โจเอา โกเมส อาจารย์ด้านการเงินจากวิทยาลัยธุรกิจวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า เศรษฐกิจของอิสราเอลเริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนแรงงานวัยทำงานที่ถูกระดมพลไปร่วมรบ และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลงเนื่องจากกังวลด้านความปลอดภัย การท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกันส่งผลกระทบต่อการเติบโตและรายได้ของรัฐบาลด้วย

    โกเมสมองว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางและความมั่นคงในมุมมองของอิสราเอลเป็นหลัก

    หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างมากและจำเป็นต้องมีการปรับปรุงทางการคลัง แต่ยังคงอยู่ในระดับที่จัดการได้ ตราบใดที่อิสราเอลสามารถสร้างกรอบสันติภาพที่เปิดให้ลดค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมลงอย่างมากและต่อเนื่อง [และ] รักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและฐานบุคลากรที่มีความสามารถ”

    “สิ่งที่สำคัญน้อยกว่า แต่ก็ยังมีความเกี่ยวข้อง คือ ผลกระทบของสงครามต่อชื่อเสียงของอิสราเอลและความมีเสน่ห์ต่อนักเดินทางทั่วโลก” โกเมสกล่าวเสริม

     ตลาดทุนคึกคัก

    ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจตลาดทุนอิสราเอลก็มีเงินไหลเข้ามากมาย ตั้งแต่ต้นปี ดัชนีเทลอาวีฟ 35 พุ่งขึ้นราว 20% จากที่ขึ้นมาแล้ว 51.6% ในปี 2025 ตลอดช่วงสองเดือนของสงครามกับอิหร่าน ดัชนีเพิ่มขึ้นราว 1% นับถึงขณะนี้ดัชนีเทลอาวีฟ 125 ขึ้นมาแล้วกว่า 17%

    ขณะเดียวกันค่าเงินเชเกลของอิสราเอลแข็งค่าขึ้นเกือบ 7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 4% ตลอดช่วงสงคราม แม้นักลงทุนจะแห่กลับไปลงทุนในดอลลาร์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็ตาม

    ผลงาน 35 ปีนับถึงวันนี้ของตลาดหุ้นเทลอาวีฟนำหน้าคู่แข่งตลาดพัฒนาแล้วอื่นๆ รวมถึงดัชนีสำคัญทั้งสามตัวของวอลล์สตรีท

    “ตลาดไม่ใช่แค่ปรับตัวได้ แต่ยังแข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัดเปลี่ยนจากความช็อกมาเป็นความปกติ” ยูซิเยลกล่าวพร้อมตั้งข้อสังเกตว่านักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนมากอย่างมีนัยสำคัญและกำลังซื้อขายเพิ่มจำนวนขึ้น

    “เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเงินทุนจากต่างประเทศกำลังไหลกลับเข้ามาในตลาดท้องถิ่นส่วนใหญ่ไหลเข้ามาในภาคเทคโนโลยี การเงิน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศ” ยูซิเยลสรุป

     หลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามไม่ได้

    ยูซิเยล นักวิเคราะห์อาวุโสจากอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต กล่าวด้วยว่า ระหว่างความขัดแย้งรอบล่าสุด “รัฐบาลยกเลิกมาตรการปิดเมืองที่ไม่จำเป็นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกังวลว่าการปิดเมืองเป็นเวลานานจะทำให้เศรษฐกิจหดตัวรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลมากขึ้น”

    “กระนั้นเราคาดว่า กิจกรรมของผู้บริโภคจะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเดือน มี.ค.-เม.ย. (ปกติจะเป็นช่วงพีคของเทศกาลวันหยุด)”

    แม้รัฐบาลอิสราเอลต้องการลดทอนขีดความสามารถของทั้งรัฐบาลอิหร่านและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน“ลงอย่างมาก” แต่เป็นไปได้ว่าต้องปฏิบัติตามสหรัฐในขั้นตอนต่อไป สัปดาห์ก่อนรัฐบาลทรัมป์ขยายเส้นตายการหยุดยิงออกไปเพื่อให้มีเวลาเจรจาสันติภาพกับอิหร่านมากขึ้น แต่ทรัมป์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ว่า เขาไม่รีบทำข้อตกลงหรือกำหนดกรอบเวลายุติสงคราม

    และต่อให้การเจรจาได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ “การหยุดยิงใดๆ จะเปราะบางอย่างที่สุด และความเสี่ยงที่อิสราเอลจะดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียวอย่างน้อยๆ ก็ในเลบานอนนั้นมีความเป็นไปได้สูง” นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1232299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw078rHqp0WO0XZcjzQSxWyp

  • “วราวุธ”ลุยฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้าตั้งเป้า SME โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    “วราวุธ”ลุยฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้าตั้งเป้า SME โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%


    “วราวุธ” เยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) สุพรรณบุรี ลุยฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า ตั้งเป้า SME- SMEs โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เผย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาตนพร้อมด้วยนายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบุรี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 ต.กำยาน อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี 

    นายวราวุธ  กล่าวตอนหนึ่งว่า การนำทีมผู้บริหารของกระทรวงอุตสาหกรรมมาที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) มารับฟังเสียงความต้องการของประชาชน เพื่อให้เข้าถึงปัญหาและสอดคล้องนโยบาย ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว เสาที่ 1 จาก 4 เสาหลักของนโยบายดังกล่าว และส่วนตัวยังดีใจที่มาตรวจเยี่ยมงานพื้นที่สุพรรณบุรีในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม เพราะศูนย์ DC8 แห่งนี้ก่อตั้งสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา  เป็น รมว.อุตสาหกรรม เมื่อ 36 ปีก่อน ซึ่งศูนย์ DC8 เกิดจากความคาดหวังที่กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าของสุพรรณบุรี และจังหวัดโดยรอบของสุพรรณบุรี มาตั้งแต่ปี 2533 โดยนายบรรหาร ที่จากพวกเราไป 10 ปีแล้ว จึงอยากจะมารื้อฟื้นความหวัง และทำให้ SME- SMEs เติบโตได้ และจะทำให้หอการค้ามีแฟลตฟอร์มผลักดันสินค้าชุมชนต่อยอดระดับประเทศ และระดับโลก

    “ยืนยันว่ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่ดูแลแค่ผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่จะโฟกัสถึงคนตัวเล็กตัวน้อย SME ขนาดกลางขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชน เพราะเป็นหัวใจและเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามสถานการณ์ความท้าทายของเศรษฐกิจโลก และทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร คาดว่าภายในสิ้นปี 2569 จะเห็นอุตสาหกรรมระดับ SME- SMEs เติบโตอย่างก้าวกระโดด และเป็นฟันเฟืองทำให้จีดีพีของไทยแตะ 2-2.5% โดยกระทรวงอุตสาหกรรม จะเร่งทำงานอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมาขอสินเชื่อ SME D Bank กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีวงเงินถึง 20,000 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก สามารถผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี  วงเงินกู้สูงสุดรายละ 30 ล้านบาท การมาเปิดบ้านสุพรรณบุรีในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการเปิดบ้านต้อนรับผู้ประกอบการ พร้อมรวบรวมการ “ให้” ทั้งหมดนี้ไว้ด้วยกัน เพื่อเป็น One Stop Service สำหรับผู้ประกอบการในทุกมิติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารชุมชน ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ“ นายวราวุธ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวราวุธพร้อมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมได้เยี่ยมชมบูธต่างๆ ที่นำมาจัดแสดงโดยมีทั้งคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจเบื้องต้น โซนตลาดนัดอุตสาหกรรม กระบวนการทดลองเครื่องจักร เครื่องสกัดด่วน เครื่องระเหยข้น สเปรย์ดราย (มะพร้าวน้ำหอม) เครื่องอบลมร้อน (ผำ) เครื่องปั่นบดละเอียด (ข้าว) และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “8-พร้อม-พัฒน์ : (8 PROM PLUS)” อาทิ นมข้นจากน้ำมะพร้าว เครื่องแกงป่าพร้อมรับประทาน แป้งข้าวผงและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผำผงอบแห้ง มะพร้าวน้ำหอมผงพร้อมดื่ม ซอสซีอิ๊วพร้อมปรุงอเนกประสงค์ แป้งข้าว กข.43 ยกระดับมาตรฐานGHPs เพื่อควบคุมความสะอาดปลอดภัยของอาหาร ปรับปรุงพัฒนาเตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าได้ดีขึ้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/42456&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1imaPf1Wly1qR01DAZydH3

  • การศึกษาสำคัญจริงหรือ? ทำไมผ่านมา 4 รัฐบาล แทบไม่ขยับ

    การศึกษาสำคัญจริงหรือ? ทำไมผ่านมา 4 รัฐบาล แทบไม่ขยับ

    Loading…

    การศึกษาสำคัญจริงหรือ? ทำไมผ่านมา 4 รัฐบาล แทบไม่ขยับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/education-52&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vd4zoHLoYenmG-PbbOm-q