Category: เศรษฐกิจ

  • จุดอ่อนสำคัญที่เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทย

    จุดอ่อนสำคัญที่เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทย

    ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้ประสบปัญหาหลายประการจนทำให้ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) ขยายตัวในอัตราต่ำลงมาอยู่ในระดับ 1-2% ต่อปี หลายฝ่ายคงมีข้อสงสัยที่คล้ายกันหลายประการ

    เช่น สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านด้วยหรือไม่ เกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร และช่องทางใดจะช่วยแก้ไขพื้นฐานของปัญหาเพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน 

    บทความนี้ต้องการตอบคำถามเหล่านี้ จึงเริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบอัตราการขยายตัวรายปีของ Real GDP ของแต่ละประเทศในกลุ่ม ASEAN ตามข้อมูลจาก World Bank ที่แสดงในตารางที่ 1 ปรากฏว่าในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา (ปี 2000-2025)

    แม้ว่า Real GDP Growth โดยเฉลี่ยของไทยและเพื่อนบ้านใน ASEAN จะลดลงไปพร้อม ๆ กัน แต่ของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม ในขณะที่ของเวียดนามอยู่ในระดับสูงสุด

    จุดอ่อนสำคัญที่เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทย

    ตารางที่ 2 เจาะลึกลงไปใน Real Investment Growth ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพราะกาารลงทุนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ GDP เนื่องจากค่าใช้จ่ายประเภทนี้จะช่วยสร้างศักยภาพการขยายตัวของ GDP ในอนาคต

    พบว่า การลงทุนในไทยได้อ่อนแรงลงเสมอมาจนอัตราการขยายตัวต่ำที่สุดใน ASEAN จึงกดดันให้ Real GDP Growth ของไทยตกต่ำลง คำถามต่อไปคือ อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่มาเหนี่ยวรั้งการลงทุนในไทยให้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องเช่นนี้

    จุดอ่อนสำคัญที่เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทย

    ตามผลการสำรวจของหลายหน่วยงาน ธุรกิจเอกชนมักลังเลหรือตัดสินใจไม่ลงทุนในไทยเป็นเพราะ 4 สาเหตุหลัก (1) สภาวะทางการเมืองผันแปรอยู่บ่อยครั้ง (2) ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยมีน้อยที่ใช้งานและก่อประโยชน์ได้จริง (3) ประสิทธิภาพของการบริหารงานของหน่วยงานรัฐ 

    และ (4) แรงงานหรือบุคลากรของไทยมีคุณภาพต่ำในหลายแง่มุม เช่น ขาดทักษะในการอ่านและจับใจความที่สำคัญ (โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษ) ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อ่อนแอ ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีเหตุผล ไม่มีแนวคิดริเริ่มหรือแก้ไขปัญหาได้ รวมทั้งขาดความสามารถในการประสานงานและสื่อสารกับผู้อื่น 

    คุณภาพที่ต่ำเหล่านี้ตรงกับผลการสอบ PISA ของนักเรียนไทยวัย 15 ปี ในปี 2022 ซึ่งลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 20 ปี และยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD อย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นที่กล่าวข้างต้นนี้ส่อความหมายทันทีว่า

    จุดอ่อนที่สำคัญอันหนึ่งของเศรษฐกิจไทย คือ การศึกษาที่เน้นการท่องจำ ในขณะที่โลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จึงต้องการทักษะที่กว้างขึ้นกว่าเดิม

    ควบคู่กับปัญหาเรื่องหลักสูตร คือ ปัญหาเรื่องครู ในขณะที่งบประมาณของกระทรวงศึกษาสูงถึง 3.28 แสนล้านบาทต่อปี 73% ของเงินจำนวนนี้เป็นงบบุคลากร งบประมาณที่เหลือสำหรับการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ที่แท้จริง (เช่น สื่อการเรียนการสอน การพัฒนาครู และการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้) จึงอยู่ในสัดส่วนที่จำกัดมาก 

    นอกจากนั้น รัฐยังไม่มีการประเมินผลงานของครูที่ถูกต้อง กล่าวคือ ตามปกติถ้าเราต้องการประเมินผลงานของใครก็ตาม เราก็น่าจะดูจากผลลัพธ์หรือผลงานโดยตรงของเขา ในกรณีของครู เราจึงควรพิจารณาคุณภาพของเด็กหลังการเรียนแล้วว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แต่ในปัจจุบัน รัฐกลับไปให้ความสำคัญแก่โครงการต่าง ๆ ที่กระทรวงศึกษากำหนดให้ครูทำ 

    กล่าวโดยย่อคือ แม้ไทยจะได้ลงทุนทางด้านการศึกษาไปค่อนข้างสูงแล้วเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียงกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับต่ำและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนเงินทุน แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

    สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้คือ ตัวอย่างหนึ่งของกลยุทธ์ในการปรับปรุงการศึกษาเพื่อเพิ่มคุณภาพของแรงงานไทย หลักการที่สำคัญอันหนึ่งคือ เน้นให้เด็กคิด (ซึ่งรวมถึงความช่างสังเกต การให้เหตุผล และการคิดข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหา) มากกว่าท่องจำ (เช่น จำคำตอบไปใช้ แต่ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด)

    ในช่วงอายุ 0-6 ปี รัฐควรเพิ่มการลงทุนเพื่อเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เด็กทุกคนเข้าถึงได้ โดยเฉพาะเด็กจากกลุ่มที่มีฐานะยากจนหรือตกต่ำทางเศรษฐกิจ 

    ในช่วงอายุ 6-12 ปี หรือประถมศึกษาควรปรับหลักสูตรขั้นพื้นฐานไปในทิศทางที่เน้น Science, Technology, English, Mathematics (STEM) การอ่านจับใจความ สอนทักษะในการสื่อสารพร้อมกับมีมนุษยสัมพันธ์ที่เหมาะสม กระตุ้นการคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ พร้อมทั้งหนุนหลังให้กล้าแสดงความคิดเห็นส่วนตัวทั้งภายในและนอกห้องเรียน 

    ในช่วงอายุ 12-15 ปี ฝึกให้เด็กรอบคอบมากขึ้น และวางแผนล่วงหน้า นอกจากนั้นควรแนะแนวทางประกอบอาชีพต่าง ๆ แก่เด็ก เพื่อให้เด็กพิจารณาถึงความชอบและความสามารถของตน ในช่วงอายุ 15-18 ปี เด็กจะเตรียมตัวสอบเข้าอุดมศึกษาในสายที่ตนสนใจและมีทักษะ ซึ่งรวมถึง ปวช. ปวส. และ(มหา) วิทยาลัย  

    ในช่วงอายุ 18-22 ปี เมื่อเด็กเข้าสู่อุดมศึกษาแล้ว ควรอนุญาตให้เด็กมีวิชาเลือกได้อย่างอิสระใน 2 ปีแรก โดยให้คลุมทั้งสาขาสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และในช่วงวันหยุดฤดูร้อนก็ควรเปิดโอกาสให้เข้าไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยในสายธุรกิจที่เด็กแสดงความสนใจ เพื่อจะได้ทราบถึงความสนใจที่แท้จริงของตน และใน 2 ปีหลัง เด็กจึงจะกลับมาเรียนในวิชาหลักอย่างเข้มข้นขึ้น

    จากตัวอย่างของวงจรการศึกษาที่กล่าวข้างต้น คงเห็นได้ว่าควรให้ธุรกิจเอกชนเข้ามาร่วมมือกับรัฐในหลายแง่มุม เช่น ร่วมวางหลักสูตร จัดโครงการฝึกงานให้แก่นักศึกษา และฝึกวิธีการสอนให้แก่ครู การประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐและธุรกิจเอกชนนี้ จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่การศึกษาไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันที่ผันแปรอยู่เสมอ 

    กล่าวโดยสรุป การปฏิรูประบบการศึกษาอย่างถูกต้องและรวดเร็วในทุกแง่มุม จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทั้งเพิ่ม “ศักยภาพของการเจริญเติบโต” ให้แก่ ระบบเศรษฐกิจในระยะยาว และยังทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถลดความเปราะบางต่อความปั่นป่วนในตลาดโลกได้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1235046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E_sSK63sfxOZGVhYF0tMS

  • ผลการเลือกตั้งของรัฐทมิฬนาฑู ทิศทางการเมือง และแนวโน้มเศรษฐกิจการลงทุนในอินเดียตอนใต้

    ผลการเลือกตั้งของรัฐทมิฬนาฑู ทิศทางการเมือง และแนวโน้มเศรษฐกิจการลงทุนในอินเดียตอนใต้

    การเลือกตั้งสภานิติบัญญัติแห่งรัฐทมิฬนาฑู ปี 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองของอินเดียตอนใต้ ภายหลังจากผลการนับคะแนนปรากฏว่า พรรค Tamilaga Vettri Kazhagam (TVK) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหม่ ภายใต้การนำของนาย C. Joseph Vijay นักแสดงชื่อดังที่ผันตัวเข้าสู่เส้นทางการเมือง สามารถชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลแห่งรัฐทมิฬนาฑูได้สำเร็จ ถือเป็นการยุติบทบาททางการเมืองของสองพรรคการเมืองหลักดั้งเดิม ได้แก่ พรรค Dravida Munnetra Kazhagam (DMK) และพรรค All India Anna Dravida Munnetra Kazhagam (AIADMK) ซึ่งครองอำนาจทางการเมืองของรัฐมาอย่างยาวนาน และผลัดเปลี่ยนกันบริหารรัฐในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

    ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงกระแสความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ชนชั้นกลาง และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การต่อต้านคอร์รัปชัน การสร้างงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อชัยชนะของพรรค TVK ได้แก่

    • การได้รับการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่
    • ความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชน
    • ความคาดหวังด้านความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชัน  
    • ความต้องการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างงาน
    • กระแสความนิยมในตัวนาย C. Joseph Vijay ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ 

    ทั้งนี้ รัฐบาลชุดก่อนภายใต้การนำของนาย M. K. Stalin ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายสวัสดิการ การดึงดูดการลงทุนภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ส่งผลให้รัฐทมิฬนาฑูกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการผลิตยานยนต์ที่สำคัญที่สุดของอินเดีย

    อย่างไรก็ดี แม้จะเกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่แนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มที่จะสานต่อนโยบายนับสนุนภาคอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีสารสนเทศ โลจิสติกส์ สิ่งทอ และอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐทมิฬนาฑู

    นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ยังให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบราชการ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารภาครัฐ การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และการลงทุน ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยมุ่งเน้นการสร้างงานสำหรับเยาวชน และการสนับสนุนระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ทอัพ

    การดำเนินมาตรการสำคัญภายหลังเข้ารับตำแหน่ง

    1. มาตรการไฟฟ้าฟรีสำหรับภาคครัวเรือน

      รัฐบาลประกาศให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรีไม่เกิน 200 หน่วย สำหรับครัวเรือนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนรายได้น้อย เสริมสร้างสวัสดิการภาคครัวเรือน และกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ 

    2. การปรับโครงสร้างระบบบริหารราชการ

      รัฐบาลได้ดำเนินการโยกย้ายและปรับเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการระดับสูง (IAS Officers) ในหลายหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ กระทรวงการคลัง การท่องเที่ยว การบริหารรายได้ โครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการภัยพิบัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงาน เร่งรัดกระบวนการตัดสินใจ และส่งเสริมระบบบริหารที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ 

    3. มาตรการต่อต้านยาเสพติดและเสริมสร้างความปลอดภัยสาธารณะ

      รัฐบาลได้ประกาศจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติด ระบบติดตามและเฝ้าระวังในสถานศึกษา มาตรการส่งเสริมความปลอดภัยของสตรี และการพัฒนาศักยภาพรวมถึงเทคโนโลยีของตำรวจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างเสถียรภาพทางสังคม 

    นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า แนวทางการบริหารภายใต้รัฐบาลของนาย Vijay จะเป็นการผสมผสานระหว่างนโยบายสวัสดิการ การบริหารที่มุ่งเน้นคนรุ่นใหม่ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารภาครัฐ การส่งเสริมการลงทุนและภาคอุตสาหกรรมตลอดจนการบริหารราชการที่โปร่งใส โดยรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การสร้างงาน การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

    แนวโน้มเศรษฐกิจของรัฐทมิฬนาฑู

    ในภาพรวม รัฐทมิฬนาฑูยังคงเป็นหนึ่งในรัฐเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของอินเดีย โดยมีจุดแข็งสำคัญ ได้แก่ การเป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออกที่มีประสิทธิภาพ แรงงานทักษะสูง และระดับความเป็นเมืองที่สูง

    สำหรับอุตสาหกรรมสำคัญที่มีแนวโน้มเติบโต ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานหมุนเวียน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล อุตสาหกรรมทางทะเลและการต่อเรือ รวมถึงอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร

    ทั้งนี้ คาดว่ารัฐทมิฬนาฑูจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม การผลิตเพื่อการส่งออก และความร่วมมือทางธุรกิจกับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับรัฐทมิฬนาฑู เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

    แหล่งที่มา 

    1. Reuters

    2. The Economic Times

    3. The Hindu

    4. Times of India

    5. Business Line

    6. Tamil Nadu Government Economic Survey 2025–26

    7. Tamil Nadu Budget Documents 2025–26

    8. Election Commission of India

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c3m7piq0fyd0h6iv9393zcc1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38-95TeQjMKRSMKi4mPXX0

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยสัญญาณธุรกิจไทยเดินหน้า นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยสัญญาณธุรกิจไทยเดินหน้า นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยสัญญาณธุรกิจไทยเดินหน้า นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    วันนี้, 04:04น.

              นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือนเมษายน 2569 มีจำนวน 6,454 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุนจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 22,765 ล้านบาท แต่ยอดการจัดตั้งธุรกิจใหม่ ช่วง 4 เดือนของปี 2569 (มกราคม-เมษายน) รวม 29,679 ราย ลดลงร้อยละ 1.56 รวมทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 81,341 ล้านบาท 3 ประเภทธุรกิจ ที่ขยายตัวน่าสนใจ ได้แก่ 1) ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.99 มูลค่าทุนจดทะเบียน 1,121 ล้านบาท 2) ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น เพิ่มขึ้นร้อยละ 139.57 และ 3) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.82 (YoY)

              สำหรับการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนเมษายน 2569 มี 981 ราย ลดลงร้อยละ 11.70 แต่ภาพรวมในช่วง 4 เดือนของปี 2569 (มกราคม-เมษายน) มีการจดเลิกจำนวน 4,217 ราย ยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.55

              ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,079,756 ราย โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 992,420 ราย

              ส่วนการลงทุนของชาวต่างชาติในไทยเดือนเมษายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 91 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,553 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-เมษายน) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย รวม 438 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน รวมเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 129,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 124 โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รองลงมาคือ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และ ฮ่องกง

              ขณะที่ การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor: EEC) ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-เมษายน) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 134 ราย คิดเป็นร้อยละ 31 ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 49,957 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 39 ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยสูงสุด เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 43 ราย ลงทุน 21,095 ล้านบาท รองลงมา ญี่ปุ่น 22 ราย ลงทุน 7,042 ล้านบาท และสิงคโปร์ 19 ราย ลงทุน 7,940 ล้านบาท

    #เศรษฐกิจ

    #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161630&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PgshqoKxs1lYK7SRdSnb9

  • แก้เกมเศรษฐกิจ EP.62

    แก้เกมเศรษฐกิจ EP.62

    วิกฤตราคาพลังงานส่งผลให้เกิด ภาวะ Stagflation EP.62

    ออกอากาศ พฤหัสที่ 21 พฤษภาคม 2569

    กำลังจะลาจอ

    รับชมได้ถึง 20 มิถุนายน 2569

    เปิดประเด็นเศรษฐกิจ ถอดรหัสหากลยุทธ์ ก้าวสู่ความสำเร็จกับผู้เชี่ยวชาญ

    คุณน่าจะชอบ

    ตอนใหม่ EP.5

    ตอนใหม่ EP.14

    ตอนใหม่ EP.8

    ตอนใหม่ EP.1993

    ตอนใหม่ EP.2376

    ตอนใหม่ EP.1486

    ตอนใหม่ EP.4

    ตอนใหม่ EP.10

    ตอนใหม่ EP.14

    ตอนใหม่ EP.1642

    ปิดการแจ้งเตือน

    ปิดการแจ้งเตือน แก้เกมเศรษฐกิจ ใช่หรือไม่?

    ยกเลิกปิดการแจ้งเตือน

    เลิกติดตาม

    เลิกติดตาม แก้เกมเศรษฐกิจ ใช่หรือไม่?

    ยกเลิกเลิกติดตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/v/274830&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17iH_TqQqXorng3BPkZEWQ

  • การขยายตัวของการค้าต่างประเทศนครเซี่ยงไฮ้ในช่วงต้นปี 2569

    การขยายตัวของการค้าต่างประเทศนครเซี่ยงไฮ้ในช่วงต้นปี 2569

    ในช่วงต้นปี 2569 นครเซี่ยงไฮ้ยังคงแสดงบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน ข้อมูลจากศุลกากรเซี่ยงไฮ้ระบุว่า มูลค่าการค้าต่างประเทศในช่วง 2 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 7,965.7 พันล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 23.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 4.8 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขดังกล่าวเป็นหลักฐานชัดเจนว่านครเซี่ยงไฮ้เริ่มต้นปีได้อย่างแข็งแกร่งและยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าระหว่างประเทศของจีน

          เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่ามูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 3,576.5 พันล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 19.3 ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 4,389.2 พันล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 26.4 บ่งชี้ว่าทั้งการผลิตเพื่อการส่งออกและความต้องการสินค้านำเข้าต่างปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน

    การค้าระหว่างประเทศของนครเซี่ยงไฮ้ขยายตัวในอัตราบวกติดต่อกันมาแล้ว 13 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ของปีที่ผ่านมา เป็นหลักฐานของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่มีความต่อเนื่องและมั่นคง โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มูลค่าการค้าต่างประเทศรวมอยู่ที่ 3,975.2 พันล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 28.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2554

    ในด้านโครงสร้างตลาด นครเซี่ยงไฮ้ดำเนินนโยบายรักษาความสัมพันธ์กับตลาดหลักควบคู่กับการขยายตัวสู่ตลาดเกิดใหม่ ส่งผลให้เครือข่ายการค้ามีความหลากหลายมากขึ้น การค้ากับสหภาพยุโรปขยายตัวร้อยละ 18.5 ขณะที่การค้ากับอาเซียน ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ขยายตัวร้อยละ 21.815.6 และ 30.4 ตามลำดับ ในขณะเดียวกัน อัตราการหดตัวของการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน บ่งชี้ถึงการปรับสมดุลโครงสร้างการค้าของนครเซี่ยงไฮ้ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

          ในด้านองค์ประกอบสินค้า สินค้าส่งออกกลุ่มแรงขับเคลื่อนใหม่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตโดยรวม โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ลิเทียมที่ขยายตัวร้อยละ 112.6 และ 94.9 ตามลำดับ และเป็นแรงหนุนให้อัตราการเติบโตของการส่งออกโดยรวมปรับสูงขึ้น 5.9 จุดเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้สินค้าอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น เครนตู้คอนเทนเนอร์ชายฝั่ง อุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม มีการเติบโตในอัตราสูง โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 120.677.4 และ 153.5 ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและการยกระดับภาคการผลิต ขณะเดียวกัน สินค้าประเภทใช้แรงงานเข้มข้นยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยสามารถสร้างมูลค่าสูงสุดใหม่ในช่วงเวลาเดียวกัน

     ในด้านการนำเข้าสินค้า เทคโนโลยีขั้นสูงและชิ้นส่วนสำคัญมีการขยายตัวอย่างโดดเด่น มูลค่าการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนหน่วยความจำ และหน่วยประมวลผลกลางที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.9100.8 และ 111.3 ตามลำดับ นอกจากนี้การนำเข้าชิ้นส่วนอากาศยานยังขยายตัวสูงถึงร้อยละ 124.6 ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงความต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของจีน

    ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้

    การขยายตัวของการค้าต่างประเทศนครเซี่ยงไฮ้ในช่วงต้นปี 2569 เป็นหลักฐานของความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งในมิติของการยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการกระจายตลาดสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ภายใต้บริบทดังกล่าว ประเทศไทยควรเร่งปรับโครงสร้างการผลิตและการส่งออกไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวโน้มการค้าดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวทั้งในเชิงมูลค่าและโครงสร้าง และบ่งชี้ถึงการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณภาพและความหลากหลาย ซึ่งประเทศไทยควรนำมาใช้เป็นกรอบในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ___________________________________________________________________________________

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    พฤษภาคม 2569

    แหล่งที่มา

    https://www.globaltimes.cn/page/202602/1354952.shtml

    https://www.chinanews.com.cn/cj/2026/03-17/10588208.shtml

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/n9buyz6glr5t9l7fwa83g1c1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08fTPFlmH6gwuNkt4zXYIt

  • ธนาคารกลางลาวคงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน 7 วันไว้ที่ 8% ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

    ธนาคารกลางลาวคงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน 7 วันไว้ที่ 8% ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

    ลงเมื่อ

    21 พฤษภาคม 2569 10:45

    สคต. ณ กรุงเวียงจันทน์ (สปป.ลาว) (TTC, Vientiane (Lao PDR))

             ธนาคารแห่ง สปป.ลาว (BOL) ยืนยันว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะ 7 วันไว้ที่ร้อยละ 8 ต่อปี ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 การประชุมดังกล่าวมีนายบุนคำ วอละจิต ผู้ว่าการธนาคารแห่ง สปป.ลาว เป็นประธาน โดยได้ทบทวนมตินโยบายการเงินก่อนหน้า และประเมินภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงการบริหารจัดการอุปทานเชื้อเพลิง เสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน และการปล่อยสินเชื่อ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและความไม่สงบในภูมิภาค ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อภายในประเทศในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นเป็นเลขสองหลัก แตะระดับร้อยละ 10.2 ขณะที่การใช้หลายสกุลเงินควบคู่กันและกิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบ ยังคงจำกัดประสิทธิภาพในการบังคับใช้นโยบาย เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คณะกรรมการเห็นชอบให้ดำเนินนโยบายการเงินแบบบูรณาการต่อไป ซึ่งรวมถึงการรวมศูนย์เงินฝากของภาครัฐ การออกพันธบัตรตามกลไกตลาด และการบริหารจัดการกระแสเงินตราต่างประเทศ เข้า-ออกอย่างรอบคอบ เจ้าหน้าที่กล่าวว่า การประสานงานกับกระทรวงการเงิน และกระทรวงอุตสาหกรรม และการค้า จะช่วยให้มีการจัดสรรสินเชื่อสำหรับการผลิตภาคเกษตรตามฤดูกาล การทดแทนการนำเข้า และอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การตัดสินใจในปี 2026 นี้ เกิดขึ้นหลังจากมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยมาหลายครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมา ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ธนาคารแห่ง สปป.ลาว ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะ 7 วัน จากร้อยละ 9 เหลือร้อยละ 8.5 เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ส่งเสริมการเติบโตของสินเชื่อ และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจลาว ท่ามกลางความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนโลก ในขณะนั้น เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีความเสี่ยงจากภาระชำระหนี้ต่างประเทศในระดับสูง และจุดอ่อนภายในประเทศที่ยังคงมีอยู่ แม้อัตราเงินเฟ้อถูกคาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับปานกลางที่ประมาณร้อยละ 5 ก่อนหน้านั้น ในช่วงกลางปี 2024 ธนาคารแห่ง สปป.ลาว ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 10 ต่อปี เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นและรักษาเสถียรภาพของเงินกีบ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในอดีตอยู่ที่ร้อยละ 7.5 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2023แผนนโยบายการเงินสำหรับปี 2026 ในระยะต่อไป ธนาคารแห่ง สปป.ลาว จะยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผสมผสาน ซึ่งรวมถึงการออกพันธบัตรระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง การใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบบริหารจัดการ และการปรับอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย ธนาคารการค้าได้รับอนุญาตให้ดำเนินการภายในกรอบส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนร้อยละ 6.5 โดยอัตราอ้างอิงรายวันจะถูกปรับอย่างยืดหยุ่นเพื่อติดตามความผันผวนของค่าเงิน คณะกรรมการยังได้อนุมัติการประชุมตามกำหนด 4 ครั้งในปี 2026 เพื่อทบทวนมาตรการควบคุมราคาสินค้า การยกเว้นภาษี และการปราบปรามการค้าผิดกฎหมาย นอกจากนี้ จะมีความพยายามเพิ่มเติมในการรวมศูนย์เงินฝากของภาครัฐ และปรับปรุงกระบวนการโอนเงินภายในวันถัดไป เพื่อป้องกันการค้างของเงินทุนโดยไม่ได้ใช้งาน พร้อมทั้งจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังมีประสิทธิภาพ เจ้าหน้าที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างการผลิตภายในประเทศ การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่อาจเกิดขึ้น
    ที่มา: The Laotian time
     

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/dqdtw6v9ru8zn9nghypox79o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kFakEAmv3xo8iCLaWWMjy

  • การดี ชง กมธ.ดีอี 5 วาระเร่งด่วนดิจิทัลไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    การดี ชง กมธ.ดีอี 5 วาระเร่งด่วนดิจิทัลไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.47 น.

    การดี ชง กมธ.ดีอี 5 วาระเร่งด่วนดิจิทัลไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “5 วาระเร่งด่วนดิจิทัลไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    วันนี้อ้อได้มีโอกาสเข้าไปนำเสนอและแลกเปลี่ยนความเห็นในคณะ กมธ. การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ. DE) ค่ะ

    ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเทคโนโลยีไม่ได้เป็นแค่ “ทางเลือก” แต่คือ “ทางรอด” ของประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ไม่ใช่แค่การวางแผน แต่คือ “การลงมือขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง”

    อ้อเสนอ 5 วาระสำคัญที่เราต้องเร่งผลักดัน เพื่อปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจและสังคมไทย

    1. Open Data รัฐต้องเชื่อม ข้อมูลต้องเปิด
    ข้อมูลคือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ เราต้องเร่งผลักดันให้เกิดการเปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ (Open Data & Interoperability) เพื่อให้ภาคเอกชน สตาร์ทอัพ และประชาชน นำข้อมูลไปต่อยอด สร้างนวัตกรรม รวมถึงสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานของภาครัฐ

    2. Fair Trade & Platform Regulation: คุ้มครองผู้ประกอบการไทย กำกับแพลตฟอร์มต่างชาติ
    #SME ไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมบนโลกออนไลน์ เราต้องเร่งสร้างกลไกกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐานสินค้า การจัดเก็บภาษี หรือการป้องกันการทุ่มตลาด เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม และปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย

    3. Digital Asset & Asset Tokenization: สร้างโอกาสใหม่แห่งการระดมทุน
    ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล เราควรเร่งส่งเสริมและปลดล็อกกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุน Asset Tokenization (การแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้เป็น #โทเคนดิจิทัล ) อย่างปลอดภัย ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาในประเทศ

    4. AI Economy Readiness: เตรียมพร้อมรับมือเศรษฐกิจ AI
    AI กำลังเปลี่ยนผ่านทุกอุตสาหกรรม ไทยจะเป็นแค่ “ผู้ใช้” ไม่ได้ เราต้องเตรียมความพร้อมใน 3 แกนหลัก คือ
    * คน: อัปสกิลและรีสกิลแรงงานด่วน
    * ธุรกิจ/Ecosystem: สนับสนุนให้เกิดการใช้และพัฒนา AI ในภาคธุรกิจ
    * กฎหมาย: ต้องมีกฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม แต่ก็รัดกุมพอที่จะคุ้มครองสิทธิและจริยธรรม
    * Data Center

    5. Space Economy: บุกเบิกเศรษฐกิจอวกาศ
    หลายคนอาจมองว่าไกลตัว แต่ #เศรษฐกิจอวกาศ คือขุมทรัพย์ใหม่ โดยเฉพาะเรื่อง Earth Observation และ Space Data Commercialization
    การนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลอวกาศมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จะช่วยพลิกโฉมทั้งภาคการเกษตร การจัดการภัยพิบัติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล

    ทั้ง 5 ข้อนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน อ้อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอเหล่านี้จะถูกนำไปขับเคลื่อนต่อในระดับนโยบายอย่างเร่งด่วน
    แล้วทุกคนล่ะคะ คิดว่าวาระไหนที่เราควรเร่งผลักดันมากที่สุดในตอนนี้? “

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/966062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32lY4duFqzzH2myyY-iggE

  • รัฐบาลเคาะ “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกหนัก 60/40 ดันเศรษฐกิจฐานราก เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้ ผ่านแอปฯ เป๋าตัง จำกัด 30 ล้านสิทธิ์

    รัฐบาลเคาะ “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกหนัก 60/40 ดันเศรษฐกิจฐานราก เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้ ผ่านแอปฯ เป๋าตัง จำกัด 30 ล้านสิทธิ์

    รัฐบาลเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจกลางปี 2569 เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ร่วมจ่ายแบบใหม่ 60/40 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เริ่ม 25–29 พฤษภาคมนี้ จำกัด 30 ล้านสิทธิ์ โดยรัฐช่วยจ่ายสูงสุด 4,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 เดือน หวังพยุงกำลังซื้อประชาชนและฟื้นเศรษฐกิจรายย่อยทั่วประเทศ รัฐบาลเปิดมาตรการใหม่ “ไทยช่วยไทย พลัส” อัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลได้เปิดรายละเอียดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนในรูปแบบ “ร่วมจ่าย 60/40” โดยรัฐบาลจะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40%

    ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดวงเงินช่วยเหลือไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน รวมระยะเวลาโครงการ 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน–กันยายน 2569 หรือรวมวงเงินสูงสุด 4,000 บาทต่อคน

    เปิดลงทะเบียน 25–29 พ.ค.นี้ ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”สำหรับการเปิดลงทะเบียน โครงการจะเปิดให้ประชาชนทั้งผู้มีสิทธิ์เดิมและรายใหม่ ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 25–29 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00–22.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

    โดยรัฐบาลกำหนดจำนวนสิทธิ์ไว้ไม่เกิน 30 ล้านคน หรือจนกว่าจะครบจำนวนสิทธิ์ก่อนปิดลงทะเบียน คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ เป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
    ไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิ์หรือเรียกเงินคืนจากโครงการรัฐที่ผ่านมา เช่น คนละครึ่ง ระยะ 2–5 และคนละครึ่งพลัส

    วิธีลงทะเบียน “ผู้ใช้เดิม” ทำง่ายผ่านแอปฯ
    สำหรับประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” มาก่อน สามารถลงทะเบียนได้ง่ายผ่านแอป “เป๋าตัง” โดยมีขั้นตอนดังนี้(1.)เปิดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
    (2.)กดแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)”(3.)อ่านรายละเอียดและเงื่อนไขโครงการ(4.)กดยืนยันสิทธิ์และยอมรับเงื่อนไข(5,)รอผลตรวจสอบสิทธิ์ผ่านแอปฯ

    สำหรับ รายใหม่ต้องสมัคร G-Wallet ก่อน
    ส่วนประชาชนที่ไม่เคยใช้สิทธิ์ “คนละครึ่ง พลัส” มาก่อน ต้องดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้ (1.)ดาวน์โหลดแอป “เป๋าตัง”(2.)สมัครใช้งานและเปิดระบบ G-Wallet(3.)เข้าสู่เมนู “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)”(4.)กรอกข้อมูลและยืนยันตัวตน(5.)รอผลอนุมัติภายใน 3 วัน

    เริ่มใช้สิทธิ์ 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69
    โครงการกำหนดให้เริ่มใช้สิทธิ์ผ่านแอป “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00–23.00 น.
    ส่วนการใช้สิทธิ์ผ่านระบบ Food Delivery Platform สามารถใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00–21.00 น.

    ซื้ออะไรได้บ้าง? สิทธิ์ “ไทยช่วยไทย พลัส” สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการที่ร่วมโครงการ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค บริการที่กำหนด สั่งอาหารผ่าน Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการบางประเภท เช่น สลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ รวมถึงบริการนวด สปา ทำเล็บ และทำผม

    ย้ำต้องยืนยันตัวตนก่อนใช้สิทธิ์ รัฐบาลกำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิ์ต้องดำเนินการ “พิสูจน์และยืนยันตัวตน” ผ่านธนาคารกรุงไทย สาขาธนาคาร หรือเครื่อง ATM สีเทาที่รองรับระบบ Confirm ID เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ ทั้งนี้ ผู้ที่เคยยืนยันตัวตนผ่านโครงการรัฐของธนาคารกรุงไทยมาแล้ว จะไม่ต้องดำเนินการซ้ำคาดเงินสะพัดกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และช่วยพยุงผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้า และธุรกิจชุมชนทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวในหลายภาคส่วน โดยคาดว่าจะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบจำนวนมากตลอดช่วง 4 เดือนของโครงการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/296870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lrxjh5EJO-XPiXSjDOb48

  • รายได้ต่อหัวคนไทยเพิ่ม แต่โรงงานแห่ปิดตัวพุ่งในรอบ 3 ปี! เจาะไส้ในเศรษฐกิจไทย ยอดบนโต-ฐานล่างพัง

    รายได้ต่อหัวคนไทยเพิ่ม แต่โรงงานแห่ปิดตัวพุ่งในรอบ 3 ปี! เจาะไส้ในเศรษฐกิจไทย ยอดบนโต-ฐานล่างพัง

    ตัวเลขล่าสุดจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ขยายตัวได้ดีที่ 2.8 % เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ที่โตเพียง 2.5 % ภาพรวมนี้ส่งผลให้ ณ พ.ค. 2569  “รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทย” ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 282,024.4 บาทต่อคนต่อปี ขยับขึ้นจากช่วงต้นปีอย่างเห็นได้ชัด 

    ซ้ำยังมีข่าวดีสะท้อนผ่านตลาดแรงงานที่มีผู้มีงานทำพุ่งสูงถึง 41.94 ล้านคน (โต 4.7%) ขณะที่ภาคเกษตรกลับมาพลิกเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 9 ไตรมาส หันไปดูฝั่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ยอดการส่งออกสินค้าไฮเทค ยังคงไปได้ดี มีการแจ้งขยายกิจการถล่มทลายถึง 106 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 82.8 % ผ่านการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ระบบสูงถึง 1.52 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องจักรกล พลาสติก อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเม็ดเงินก้อนนี้กวาดการจ้างงานไปได้ถึง 99.3% ของแรงงานในกลุ่มขยายกิจการทั้งหมด

    เจาะไส้ในเศรษฐกิจไทย “ยอดบนโต แต่ฐานล่างพัง”

    แต่ถ้าเรามองลึกลงไปใต้ภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่สวนทางกับภาพการขยายตัวข้างต้นคือ นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส (หรือตั้งแต่ปลายปี 2566) ที่ “โรงงานปิดกิจการ” มีจำนวนมากกว่า “โรงงานเปิดใหม่” ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า 3 เดือนแรกของปีนี้ มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 139 แห่ง (ลดลงถึง 63.9 %) ขณะที่โรงงานปิดกิจการมีสูงถึง 156 แห่ง (เพิ่มขึ้น 11.4%)

    สัญญาณอันตรายนี้ตกอยู่กับ “กลุ่มคนตัวเล็ก” หรือผู้ประกอบการดั้งเดิมและ SMEs (โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะและพืช) ที่กำลังล้มตาย ทุนหาย กำไรหด จากปัญหากำลังซื้อที่ลดลง และการสู้รบกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศไม่ได้ ขีดความสามารถการแข่งขันดั้งเดิมที่เคยมี…กำลังหมดไป

    คนไทยหนี้ท่วมหัว เจอหมัดฮุค “สงครามตะวันออกกลาง”

    ข้อสงสัยสำคัญ คือ ทำไมรายได้ต่อหัวคนไทยเพิ่ม แต่คนข้างล่างกลับไม่รอด? คำตอบสะท้อนผ่านแผลกดทับทางเศรษฐกิจ 2 ด้านใหญ่

    • หนี้ท่วม-แบงก์เข้ม โดยสภาพัฒน์ฯ รายงานว่า ล่าสุด หนี้สินครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง เพราะสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยกู้อย่างหนัก กลุ่มรากหญ้าที่มีบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลไม่เกิน 50,000 บาท เริ่มผิดนัดชำระหนี้ (กลุ่ม SM หรือหนี้ค้างชำระ 31-90 วัน พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง) ฝั่ง SMEs วงเงินกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท ก็เจ็บหนัก ข้อมูล NPL ขยับขึ้นไปแตะ 9.12% และหนี้ในขั้น Stage 2 (ชั้นเฝ้าระวังพิเศษ) สูงถึง 15.82%
    • ต้นทุนพลังงาน-โลจิสติกส์ พุ่ง! โดยสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ได้ดันราคาพลังงานและค่าขนส่งให้สูงขึ้น การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด กระทบสินค้าส่งออกไทยที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูง เช่น ยานยนต์ (พึ่งพา 35.4%) แอร์ (7.8%) และยางพารา (4.6%)

    เมื่อต้นทุนน้ำมัน ปุ๋ย และพลาสติกแพงขึ้น แต่ธุรกิจปลายน้ำอย่างร้านอาหาร ค้าปลีก หรือเกษตรกร “ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้” เพราะขืนขึ้นราคาลูกค้าก็ไม่มีกำลังซื้อ สุดท้ายจึงต้องแบกรับต้นทุนไว้เอง 

    ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ ตอกย้ำว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ “K-Shaped Recovery” อย่างชัดเจน ขาขึ้นที่เฉียงหัวขึ้นคือกลุ่มทุนใหญ่และอุตสาหกรรมไฮเทคที่ได้ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุน ส่วนขาลงที่ปักหัวลงคือคนตัวเล็ก SMEs และแรงงานอิสระที่กำลังขาดสภาพคล่องและไร้กำลังซื้อ เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำจนเห็นตัวเลขโรงงานปิดตัวมากกว่าเปิดใหม่ในรอบเกือบ 3 ปีแบบนี้ คำถามคือ แล้วคนตัวเล็กจะรอดจากมรสุมนี้ได้อย่างไร? 

    ที่มา : สภาพัฒน์ฯ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2934260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lJQ9JIOkVN2ATKzdDzOgB

  • วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

    วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

    วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

    “วันวิชิต”ชี้”ไทยช่วยไทยพลัส”กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ แนะรัฐใช้โอกาส 4 เดือน วางรากฐานเศรษฐกิจอนาคต

    21 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นกรณีโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือ “คนละครึ่งพลัส” เตรียมเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนนี้ ว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็น “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ” ที่มีเป้าหมายทั้งการช่วยเหลือประชาชนฐานราก และการเร่งการใช้จ่ายภายในประเทศไปพร้อมกัน

    ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยเวลานี้ แม้ตัวเลขมหภาคหลายด้านจะเริ่มฟื้นตัว ทั้ง GDP การส่งออก หรือภาคการลงทุน แต่หากมองลงไปในรายละเอียดระดับชีวิตประจำวัน จะพบว่ายังมี “ความฝืดเคือง” ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นผลจากต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    “เราอย่าไปมองแค่ตัวเลข GDP หรือยอดส่งออกเป็นสารัตถะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และชีวิตจริงของประชาชนด้วย เพราะตัวเลขภาพใหญ่ดีขึ้น ไม่ได้แปลว่าทุกครอบครัวจะกลับมามีกำลังซื้อเหมือนเดิมแล้ว” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ระบุว่า จุดสำคัญของโครงการไทยช่วยไทยพลัส คือการ “เติมความเชื่อมั่น” ให้ประชาชนกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ผู้คนจำนวนมากเลือกเก็บเงินและชะลอการใช้จ่าย ซึ่งยิ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนช้าลง

    “ผมจำได้ว่าในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีโครงการคนละครึ่ง ส่วนในรัฐบาลอนุทิน 1 ก็มีมาตรการลักษณะเดียวกัน ซึ่งทั้งสองช่วงมันช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายได้จริง มันทำให้คนรู้สึกอยากใช้เงิน กล้าจับจ่ายมากขึ้น และเมื่อเงินเริ่มหมุน ระบบเศรษฐกิจก็เริ่มคึกคัก” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    พร้อมอธิบายว่า การใช้จ่ายของประชาชนจะนำไปสู่การเร่งผลิตสินค้า การจ้างงาน และการบริโภคในระบบ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้เงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง ถือเป็นกลไกสำคัญในการประคองเศรษฐกิจฐานรากในช่วงที่โลกยังเผชิญความผันผวนสูง

    อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดต่อจากนี้ คือ “หลังครบ 4 เดือนแล้วจะเดินต่ออย่างไร” เพราะมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการต่อยอดเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป

    “เงินก้อนนี้จะสะพัดแน่นอน และจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักได้ระดับหนึ่ง แต่โจทย์สำคัญคือ หลังจาก 4 เดือนนี้ รัฐบาลจะต่อยอดอย่างไรให้การอัดฉีดรอบนี้ กลายเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ใช่แค่กระตุ้นแล้วจบไป เพราะสุดท้ายประเทศไทยต้องมีแผนอนาคตรองรับต่อจากมาตรการระยะสั้นด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวทิ้งท้าย

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/965956&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IBVrjM66yCGvfPTvzC53-