Category: เศรษฐกิจ

  • สะเทือนภาพลักษณ์!! โพล “ไฟแนนเชียล ไทมส์” ชี้ชาวมะกันเกินครึ่ง ระบุชัดชีวิตยุค “ทรัมป์” แย่ลง เศรษฐกิจเดินไปในทิศทางผิดๆ | TOPNEWS

    สะเทือนภาพลักษณ์!! โพล “ไฟแนนเชียล ไทมส์” ชี้ชาวมะกันเกินครึ่ง ระบุชัดชีวิตยุค “ทรัมป์” แย่ลง เศรษฐกิจเดินไปในทิศทางผิดๆ | TOPNEWS

    ผลสำรวจใหม่ล่าสุด พบชาวอเมริกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่าครึ่ง ระบุว่า ฐานะของพวกเขาแย่ลง ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังบริหารประเทศมานาน 1 ปีครึ่ง ทั้งยังพบว่า พรรคเดโมแครตเป็นต่อในศึกเลือกตั้งกลางเทอม

    สะเทือนภาพลักษณ์!! โพล “ไฟแนนเชียล ไทมส์” ชี้ชาวมะกันเกินครึ่ง ระบุชัดชีวิตยุค “ทรัมป์” แย่ลง เศรษฐกิจเดินไปในทิศทางผิดๆ – Top News รายงาน

    ผลการสำรวจออนไลน์ ที่ โฟคัลเดตา ( Focaldata ) บริษัทวิจัยในลอนดอน จัดทำให้กับ ไฟแนนเชียล ไทมส์ สื่อธุรกิจชั้นนำในอังกฤษ เป็นการวัดความรู้สึกของชาวอเมริกัน ในขณะที่เหลือเวลาอีก 3 เดือนจะถึงการเลือกตั้งกลางเทอม

    โดยรวมแล้ว ชาวอเมริกันทุกฝ่ายทางการเมือง กล่าวว่า พวกเขามีชีวิตแย่ลง กว่าเมื่อ 19 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต สิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และเตรียมส่งไม้ต่อให้กับทรัมป์

    ประมาณ 53 % ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด กล่าวว่า พวกเขามีฐานะแย่ลงในขณะนี้ เนื่องจากสงครามกับอิหร่านและปัญหาต่างๆ ที่ผลักดันค่าครองชีพสูงขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ชาวรีพับลิกันที่คิดแบบเดียวกันอยู่ที่ 25% และสูงกว่านั้นในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ ซึ่งอยู่ที่ 57%

    เกือบ 2 ใน 3 กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ผิด มีเพียง 25% กล่าวว่ากำลังมุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง

    ชาวอเมริกันผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยังให้พรรคเดโมแครต เหนือกว่าพรรครีพับลิกัน ในเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพ รวมถึงการจ้างงานและเศรษฐกิจ คะแนนความนิยมของทรัมป์ในเรื่องอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพนั้นอ่อนแอเป็นพิเศษ โดยมีถึง 64% ไม่พอใจในผลงาน รวมถึงเกือบ 7 ใน 10 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ และประมาณ 1 ใน 3 ของชาวรีพับลิกัน ซึ่งนี่อาจเป็นสัญญาณที่แย่ที่สุดสำหรับพรรครีพับลิกัน เพราะเชื่อกันว่า การสนับสนุนในประเด็นเหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ชนะ กมลา แฮร์ริส คู่แข่ง ในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีปี 2567

    โดยรวมแล้ว 55% ไม่พอใจผลงานของทรัมป์ ขณะที่คะแนนความนิยมสุทธิของทรัมป์ในหมู่พรรครีพับลิกันลดลง 8 จุด จากเดือนก่อนหน้า

    พรรคเดโมแครต ยังมีคะแนนนิยมนำพรรครีพับลิกัน 44% ต่อ 39% เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกถามว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะสนับสนุนพรรคใด ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า พรรคเดโมแครตอยู่ในตำแหน่งที่จะกลับมาควบคุมสภาผู้แทนราษฎรได้ ในขณะที่การควบคุมวุฒิสภา อาจจะยากกว่า

    พรรคเดโมแครต จำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่ม 4 ที่นั่งในวุฒิสภา และอีก 4 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ได้เสียงข้างมากในสองสภาในปีหน้า การทำเช่นนั้นได้ในสภาใดสภาหนึ่ง จะขัดขวางการออกกฎหมายที่เป็นไปในลักษณะแบ่งพรรคแบ่งพวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระยะ 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้วาระของพรรครีพับลิกันหมดไป ยกเว้นนโยบายที่ประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีสามารถทำได้ด้วยอำนาจของฝ่ายบริหาร

    นอกจากนี้ หากพรรคเดโมแครต ได้ครองสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาอีกครั้ง พวกเขาได้ให้คำมั่นแล้วว่า จะสอบสวนธุรกรรมทางการเงินของครอบครัวทรัมป์ รวมถึงผลกำไรที่สูงเป็นประวัติการณ์ ภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของทรัมป์ คณะกรรมาธิการฯหลายชุด ยังกำลังพิจารณาอำนาจการออกหมายเรียกของรัฐสภา เพื่อสอบสวนการไล่ออกและการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบัน ที่มี อีลอน มัสก์ เป็นหัวหอก เมื่อครั้งเป็นที่ปรึกษาพิเศษของทรัมป์ด้วย

    ผลสำรวจออนไลน์ของไฟแนนเชียลไทมส์ จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 7 ถึง 10 สิงหาคม โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้ว จำนวน 1 พัน 913 คน มีค่าความคลาดเคลื่อน บวกลบ 2.9%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1664546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36cinXWfjfgGnP2l3pqCDE

  • เศรษฐกิจไทย ครึ่งปีแรกดูดี แต่ไส้ในความเสี่ยงเพียบ : News Hour 17-08-69

    เศรษฐกิจไทย ครึ่งปีแรกดูดี แต่ไส้ในความเสี่ยงเพียบ : News Hour 17-08-69

    เผยแพร่:

    เศรษฐกิจไทย ครึ่งปีแรกดูดี แต่ไส้ในความเสี่ยงเพียบ : News Hour 17-08-69 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/euFQuHRsFF0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F0woH56LPyv4IB_eUHf97

  • สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 17 ส.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 ส.ค. 2569

    | 23 view

    สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์

    โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น.

    ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ

    1. ผลการเยือนรัสเซียของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

            1.1 ภาพรวม

    • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือนกรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซียระหว่างวันที่ 12–15 สิงหาคม 2569
    • การเยือนในครั้งนี้ เป็นการสานต่อจากการหารือทวิภาคีระดับผู้นำระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีรัสเซีย เมื่อเดือนมิถุนายน 2569
    • วัตถุประสงค์หลักของการเยือนครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขยายโอกาสความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการทูตเศรษฐกิจของไทยที่สนับสนุนการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
    • ในการเยือนครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้นำคณะภาคเอกชนร่วมเดินทางไปด้วย นำโดยคณะผู้บริหารหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย

            1.2 กำหนดการสำคัญ

    • กำหนดการสำคัญของการเยือนครั้งนี้ ได้แก่ การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–รัสเซีย (JC) ครั้งที่ 9 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีฯ ทำหน้าที่ประธานร่วมกับนายอะเล็กเซย์ เชคุนคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกไกลและอาร์กติก รัสเซีย เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 
    • รองนายกรัฐมนตรีฯ พบหารือทวิภาคีกับผู้แทนระดับสูงของรัสเซีย ในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ได้แก่ นายอเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ซึ่งกำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจ และนายบาคิตชาน ซากินตาเยฟ ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย และได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันร่วมกับภาคเอกชนไทยและรัสเซีย ซึ่งมีนายอิวาน เดมเชนโก ประธานสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทย เป็นเจ้าภาพ
    • ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือทวิภาคีกับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย 

             1.3 ประเด็นหารือสำคัญ

    • ประเด็นหารือสำคัญระหว่างการเยือน ได้แก่ การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขยายการค้าและการลงทุน ซึ่งปัจจุบันทั้งสองฝ่ายยังมีการค้าระหว่างกันไม่มาก โดยมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 จึงมีศักยภาพที่จะขยายตัว
    • ไทยผลักดันให้เร่งกระบวนการเพื่อเริ่มการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย–สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย Eurasia Economic Union หรือ EAEU ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซ เบลารุส และอาร์เมเนีย โดย EAEU มีจำนวนประชากรรวมกันกว่า 180 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจรวมกว่า 99 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับไทย
    • หลังจากนี้ จะมีการจัดประชุมระดับคณะทำงานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านต่าง ๆ อาทิ การค้าอิเล็กทรอนิกส์ ความเชื่อมโยง และพลังงานสีเขียว ตลอดจนสนับสนุนให้ภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
    • ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายไทยและรัสเซียได้หารือประกอบด้วย ความร่วมมือเพื่อแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้าไทย อาทิ สินค้าเกษตรและอาหาร ตลอดจนการอำนวยความสะดวกทางการค้า ความเป็นไปได้ของความร่วมมือด้านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร การเชื่อมโยงด้านคมนาคม การท่องเที่ยว และการส่งเสริมการลงทุน โดยจะมีการจัด Russia–Thailand Investment Forum ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม ซึ่งต่อยอดจากการประชุม Investment Forum ที่ภูเก็ต เมื่อปี 2568
    • ในการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย ซึ่งจะครบรอบ 130 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2570และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์สำคัญในภูมิภาคและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค โดยเฉพาะความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย 
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในเอกสารแผนการหารือ (Plan of Consultations) ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นแผนการหารือความร่วมมือในระดับและสาขาต่าง ๆ
    • คณะภาคเอกชนไทยยังได้เข้าร่วมการบรรยายสรุปโดยสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทย และรับฟังประสบการณ์จากภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในรัสเซีย ตลอดจนเยี่ยมชมกิจการของภาคเอกชนรัสเซียเพื่อโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจ โดยคณะภาคเอกชนไทยที่ร่วมเดินทางไปรัสเซียในครั้งนี้มาจากหลายภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พลังงาน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ICT เครื่องจักรอุตสาหกรรม ยางและชิ้นส่วนยานยนต์
    • การเยือนรัสเซียของรองนายกรัฐมนตรีฯ ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย โดยภาครัฐได้เปิดโอกาสและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขยายการค้าการลงทุน เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนไทยในการแสวงหาโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
    1. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี
    • รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 17 – 22 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์
    • ในการเยือนออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าเยี่ยมคารวะผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ พบหารือกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย รวมถึงพบภาคเอกชนไทยและออสเตรเลีย เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 และจะมีกำหนดการร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเยี่ยมชม Thai Town และพบชุมชนไทยในนครซิดนีย์
    • ในการเยือนนิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการจะพบหารือกับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ พบปะภาคเอกชนไทยและนิวซีแลนด์เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และจะร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ในโอกาสการครบรอบ 70 ปีทางการทูตระหว่างกันในปี 2569 และจะเป็นสักขีพยานการลงนามเอกสารความร่วมมือระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทย โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและวัฒนธรรม
    • การเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ เป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง และเป็นการเยือนออสเตรเลียระดับนายกรัฐมนตรีของไทยในรอบ 14 ปี ขณะที่เป็นการเยือนนิวซีแลนด์ระดับนายกรัฐมนตรีในรอบ 13 ปี
    1. ความคืบหน้ากระบวนการประนอมภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)
    • เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration: PCA) ซึ่งเป็นนายทะเบียนที่ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการประนอม ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งเอกอัครราชทูต แคทรีนา คูเปอร์ ชาวออสเตรเลีย เป็นผู้ประนอมคนที่ 5 ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการประนอม
    • เอกอัครราชทูตคูเปอร์เป็นนักการทูตและนักกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์มายาวนานทั้งในด้านกฎหมายระหว่างประเทศและการทูตการเจรจา ทั้งยังเป็นบุคคลที่รู้จักภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างดี ในฐานะที่เคยเป็นรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียที่มีภารกิจดูแลภูมิภาคนี้ และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ไทยสนับสนุนในกระบวนการปรึกษาหารือระหว่างทุกฝ่ายก่อนหน้านี้
    • เอกอัครราชทูตคูเปอร์เคยเป็นตัวแทนร่วม (Co-Agent) ของรัฐบาลออสเตรเลียในกระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ซึ่งเป็นกระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ครั้งแรกของโลก ทำให้มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งมีความสำคัญสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
    • ฝ่ายไทยมั่นใจว่า ประสบการณ์ในด้านกฎหมายและการทูตของเอกอัครราชทูตคูเปอร์จะช่วยเอื้อต่อความเข้าใจบริบทและประเด็นสำคัญในสถานการณ์ไทย-กัมพูชาเป็นอย่างดี
    • คณะกรรมาธิการประนอมได้รับการแต่งตั้งโดยสมบูรณ์ทั้ง 5 ท่านแล้ว และฝ่ายไทยเองก็ได้แต่งตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทน (Agent) พร้อมด้วยเอกอัครราชทูต ทรงชัย ชัยปฏิยุทธ ในฐานะรองผู้แทน (Deputy Agent) แล้ว
    • ลำดับถัดไป คณะกรรมาธิการฯ จะกำหนดวันและสถานที่ประชุมครั้งแรกซึ่งเบื้องต้นคาดว่า จะจัดขึ้นได้ภายในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งต้องติดตามรายละเอียดต่อไป
    • วาระสำคัญของการประชุมครั้งแรกคาดว่า จะเป็นการพิจารณาจัดทำข้อบังคับ (Rules of Procedure)ซึ่งจะเป็นหลักเกณฑ์และกรอบการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ตลอดจนแนวทางสำหรับการประชุมและการดำเนินกระบวนการในระยะต่อไป เช่น การกำหนดสถานที่และช่วงเวลาสำหรับการประชุม และรายละเอียดแนวทางที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
    • กระบวนการประนอมไม่ใช่การขึ้นศาล ผลลัพธ์ไม่ใช่คำพิพากษาและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นข้อเสนอแนะที่ทั้งสองฝ่ายจะนำไปพิจารณาต่อไป
    • กรรมาธิการทั้ง 5 เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง มีความเข้าใจบริบทของสถานการณ์ และจะช่วยให้ข้อเสนอแนะหรือทางออกที่มีความสมดุล ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องนำเสนอมุมมองและชี้แจงข้อเท็จจริงและพิจารณาข้อเสนอแนะจากคณะกรรมาธิการฯ ว่าจะเป็นพื้นฐานให้ทั้งสองฝ่ายนำไปหารือกันต่อได้หรือไม่
    • ในฐานะสมาชิกของประชาคมระหว่างประเทศที่มีความรับผิดชอบและเคารพ ในกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยพร้อมสนับสนุนและเข้าร่วมกระบวนการอย่างเต็มที่ บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ อย่างดีที่สุด และจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่อง

    สามารถรับชมได้ที่ https://fb.watch/J2A5gpNlEE/?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/pb-summary-17082026-th%3Fpage%3D67403f9fc93410213728ffa3%26menu%3D674040c6356f402374088c23&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p5idorsjq4MaDvFKe5E5E

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 18 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 18 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/168109&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FB_G9cKeySbCUc9wfF6ud

  • “รองนายกฯ พิพัฒน์” ประชุมติดตามโครงการทางถนน เร่งรัดโครงการสำคัญให้เป็นไปตามแผน สร้างความปลอดภัย ลดค่าใช้จ่าย และเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั่วประเทศ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รองนายกฯ พิพัฒน์” ประชุมติดตามโครงการทางถนน เร่งรัดโครงการสำคัญให้เป็นไปตามแผน สร้างความปลอดภัย ลดค่าใช้จ่าย และเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั่วประเทศ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/118317&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Na7AvHV5ftvYelnNkMRj9

  • จีนเร่งพยุงอุปสงค์ต่างประเทศ หลังเศรษฐกิจภายในยังซบเซา | เดลินิวส์

    จีนเร่งพยุงอุปสงค์ต่างประเทศ หลังเศรษฐกิจภายในยังซบเซา | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ว่านายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้ารักษาเสถียรภาพของอุปสงค์จากต่างประเทศ และขยายความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศ

    หลี่กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนยังเผชิญปัญหาอุปสงค์ภายในประเทศที่ไม่เพียงพอ ขณะที่บางอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจเผชิญความยากลำบากเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ปัจจุบัน จีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และอันดับหนึ่งของเอเชีย พึ่งพาการส่งออกมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชดเชยการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม วิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ยังคงกดดันการลงทุนและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน

    ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางการค้ากับประเทศคู่ค้า รวมถึงสงครามในตะวันออกกลาง อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ทั่วโลกและความต้องการสินค้าจากจีน

    ข้อมูลเศรษฐกิจที่เผยแพร่ในวันเดียวกันระบุว่า โมเมนตัมทางเศรษฐกิจของจีนยังคงซบเซาในเดือนก.ค. โดยทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกชะลอตัวลง

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของจีน เมื่อไตรมาสที่สองของปีนี้ ขยายตัว 4.3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่รัฐบาลกำหนดไว้ระหว่าง 4.5-5%

    หลี่ยืนยันว่า รัฐบาลปักกิ่งจะพยายามผลักดันให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจประจำปี พร้อมเรียกร้องให้ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะเร่งใช้มาตรการที่มีอยู่ และออกมาตรการใหม่ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ การขยายอุปสงค์ภายในประเทศจะยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลจีน ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะมุ่งส่งเสริมการจ้างงานและเพิ่มรายได้ของประชาชน รวมถึงสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่

    นอกจากนี้ จีนจะเดินหน้าพัฒนากลไกการระดมทุนรูปแบบใหม่ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6116060/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x9KEa4W-M7MNTb7ml6iaw

  • สรุปราคาทองคำ 17 ส.ค.2569 ปิดตลาด -50 บาท ผันผวน 23 ครั้ง

    สรุปราคาทองคำ 17 ส.ค.2569 ปิดตลาด -50 บาท ผันผวน 23 ครั้ง

    วันนี้ (17 ส.ค.2569) “ฮั่วเซ่งเฮง” ทองโลกปรับตัวขึ้น จากดัชนีเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 2 ปี เริ่มมีทิศทางปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง สืบจากสหรัฐอเมริกาเผยตัวเลขยอดค้าปลีกและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคออกมา อ่อนแอกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ / ครั้งก่อน ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วน เริ่มไม่แสดงความเชื่อมั่นต่อความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางตอนใต้ของเลบานอน มีผลทำให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความเสี่ยงหยุดชะงัก ท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงที่จะหมดอายุลงในวันที่ 17 ส.ค.นี้ และทางฝั่งอิหร่านประกาศกร้าว ไม่คืนอำนาจในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว อาจกระตุ้นให้ราคาน้ำมัน / เงินเฟ้อ และแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดปรับตัวขึ้น เป็นปัจจัยลบต่อทองคำ

    ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามคืนนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐฯ เผยดัชนีการผลิตรัฐนิวยอร์กเดือน เทียบรายเดือน ส.ค.วิเคราะห์ราคาทองโลกปรับตัวขึ้นหลังทดสอบแนวรับใหม่ที่ 4,390 ดอลลาร์ แต่ภาพรวมยังอยู่ในระยะ Sideways จึงประเมินว่าทองโลกอาจปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,430 ดอลลาร์ และอาจยังคงแกว่งตัวตามแนวรับ / ต้าน ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากทองโลกหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,370 ดอลลาร์ ทองโลกอาจมีการปรับฐานลงอีกครั้ง

    สรุปราคาทองคำ วันที่ 17 ส.ค.2569

    ครั้งที่ 23 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 22 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,450 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,650 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,083 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,450 บาท

    ครั้งที่ 21 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 20 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,450 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,650 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,083 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,450 บาท

    ครั้งที่ 19 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 18 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,173.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,550 บาท

    ครั้งที่ 17 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 16 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,450 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,650 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,083 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,450 บาท

    ครั้งที่ 15 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 14 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,173.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,550 บาท

    ครั้งที่ 13 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 12 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,173.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,550 บาท

    ครั้งที่ 11 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 10 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,173.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,550 บาท

    ครั้งที่ 9 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 8 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,173.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,550 บาท

    ครั้งที่ 7 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 6 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,173.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,550 บาท

    ครั้งที่ 5 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,600 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,800 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,234.60 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,600 บาท

    ครั้งที่ 4 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,650 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,850 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,280.08 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,650 บาท

    ครั้งที่ 3 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,700 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,900 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,325.56 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,700 บาท

    ครั้งที่ 2 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,650 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,850 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,280.08 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,650 บาท

    ครั้งที่ 1 บวก 150 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,700 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,900 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,325.56 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,700 บาท

    อ่านข่าว:

    สรุปราคาทองคำ 13 ส.ค.2569 ปิดตลาด -300บาท ผันผวน 25 ครั้ง

    “ทองคำ” เช้านี้ +50 บาท “ทองแท่ง” ขายออก 69,100 บาท

    “ทองคำ” เช้านี้ +400 บาท “ทองแท่ง”ขายออก 69,100 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MFLct2VmnHYaHele_oqpG

  • “เอกนิติ” มั่นใจรัฐบาลดูแลเศรษฐกิจมาถูกทาง แม้จีดีพีไตรมาส 2 โตชะลอตัว | เดลินิวส์

    “เอกนิติ” มั่นใจรัฐบาลดูแลเศรษฐกิจมาถูกทาง แม้จีดีพีไตรมาส 2 โตชะลอตัว | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ให้มุมมองเศรษฐกิจไทยหลังสำนักงานสภาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์เปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก

     ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก สะท้อนภาพการเติบโตที่ได้รับแรงกดดันชัดเจนจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคม ผลกระทบดังกล่าวฉุดให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากระดับติดลบ –0.5% ในไตรมาสแรก ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น การบริโภคภาคเอกชนจึงชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 1.9 รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ เพื่อนำมาใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในการประคองกำลังซื้อ พร้อมทั้งเร่งพิจารณาผลตอบรับเพื่อวางแผนงบประมาณสำหรับไตรมาสสุดท้ายต่อไป

    อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง ซึ่งกดดันให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่ 2 รัฐบาลจึงมุ่งลดความเสี่ยงด้วยการอัดฉีดงบลงทุน 2 แสนล้านบาทในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน โซลาร์รูฟท็อป และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้างสินทรัพย์ระยะยาวและยกระดับการผลิตพลังงานให้สอดคล้องกับแผน PDP ของกระทรวงพลังงาน

    ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ การลงทุนภาคเอกชนกลับกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่เติบโตโดดเด่นถึงร้อยละ 13.4 ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 11 ปี เม็ดเงินลงทุนจริงแตะ 2.55 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 จากแรงส่งของมาตรการ Thailand Fast Pass โดย BOI ซึ่งดึงดูดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy และ S-Curve เช่น AI อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานสะอาด สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าและบริการที่โตขึ้นร้อยละ 12.5 สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ในระดับโลก

    นายเอกนิติ ระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว คำถามสำคัญไม่ใช่ไทยจะวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ แต่คือจะคว้าโอกาสให้ไทยเป็น Global Supply Chain และส่งต่อแรงขับนี้สู่ภาคอุตสาหกรรมในประเทศได้อย่างไร

    แม้จีดีพีไตรมาส 2 ยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ แต่นายเอกนิติมองว่าเป็นหลักฐานว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของรัฐบาลมาถูกทาง โดยเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วง “ประคองเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน” เพื่อให้กลับมาเติบโตเต็มศักยภาพในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6115391/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WlkscX1e5dUHF9ookhJN2

  • สศช.เพิ่มเป้าจีดีพีปี69 โต 2.2% สวนทางเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูง

    สศช.เพิ่มเป้าจีดีพีปี69 โต 2.2% สวนทางเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูง

    Loading…

    สศช.เพิ่มเป้าจีดีพีปี69 โต 2.2% สวนทางเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-139&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x8IKKPi_Ip1ktnoKJ4x-7

  • “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ช่วง “ประคองเข้าสู่เปลี่ยนผ่าน” แม้ GDP Q2 โตแค่ 1.9%

    “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ช่วง “ประคองเข้าสู่เปลี่ยนผ่าน” แม้ GDP Q2 โตแค่ 1.9%


    “เอกนิติ” ชี้ จีดีพี ไตรมาส 2 โตแค่ 1.9% สะท้อนเศรษฐกิจไทยอยู่ช่วงประคองสู่เปลี่ยนผ่าน ลงทุนเอกชน-ส่งออกเทคโนโลยีโตแรง ดัน New Economy

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ให้มุมมองเศรษฐกิจไทยหลังสำนักงานสภาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์เปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก

    นายเอกนิติ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังเคยประเมินไว้ และยืนยันภาพที่ทีมเศรษฐกิจคาดการณ์ก่อนหน้า โดยเฉพาะแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และส่งผลเป็นระลอกในไตรมาส 2

    ผลกระทบดังกล่าวเริ่มจากวิกฤตน้ำมัน ก่อนลามสู่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพ เห็นได้จากเงินเฟ้อไตรมาส 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากไตรมาสแรกที่ติดลบ 0.5% ทำให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงเหลือ 1.9% จาก 3.3%

    นายเอกนิติ ระบุว่า หากไม่หยุดวงจรพลังงานแพง ของแพง และกำลังซื้ออ่อนแรง อาจนำไปสู่วิกฤตปากท้องและแรงกดดันเศรษฐกิจระลอกต่อไป นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ เพื่อใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพประชาชน

    ส่วนการเดินหน้าโครงการในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องพิจารณาผลจากระยะแรกที่จะสิ้นสุดในไตรมาส 3 ควบคู่กับวงเงินงบประมาณที่เหลือ เพื่อให้การใช้เงินเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

    อีกสัญญาณสำคัญคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 ขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 6 แสนล้านบาท จากไตรมาสแรกที่เกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง

    นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด โดยโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป โครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอนาคต ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว

    ด้านบวกที่เห็นชัดในไตรมาสนี้คือการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% สูงสุดในรอบ 11 ปี และโต 2 หลักต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 10.1% ส่วนหนึ่งมาจาก Thailand Fast Pass ของบีโอไอ ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงไตรมาส 2 สูงถึง 2.55 แสนล้านบาท

    การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และการแปรรูปเกษตร ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการยังขยายตัวต่อเนื่องเป็น 12.5% จาก 12.1% ในไตรมาสแรก โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับสำคัญ

    นายเอกนิติ ระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว คำถามสำคัญไม่ใช่ไทยจะวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ แต่คือจะคว้าโอกาสให้ไทยเป็น Global Supply Chain และส่งต่อแรงขับนี้สู่ภาคอุตสาหกรรมในประเทศได้อย่างไร

    แม้จีดีพีไตรมาส 2 ยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ แต่นายเอกนิติมองว่าเป็นหลักฐานว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของรัฐบาลมาถูกทาง โดยเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วง “ประคองเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน” เพื่อให้กลับมาเติบโตเต็มศักยภาพในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_Nsbggibc1QUeE_rfc5ye