Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% โตแรงสุดรอบ 3 ไตรมาส อานิสงส์ ‘ยอดลงทุนรวม’ พุ่งแรงสุดรอบ 11 ปี

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% โตแรงสุดรอบ 3 ไตรมาส อานิสงส์ ‘ยอดลงทุนรวม’ พุ่งแรงสุดรอบ 11 ปี

    เศรษฐกิจไทยโตแรงสุดในรอบ 3 ไตรมาส ขยายตัว 2.8% ในไตรมาส 1 ปี 2569 อานิสงส์ลงทุนรวมโตแรงสุดในรอบ 11 ปี สภาพัฒน์โดยยังคงประมาณการ GDP ปีนี้ไว้ที่ 2.0% (ค่ากลาง กรณีฐาน) เผยกรณีเลวร้ายสุด GDP อาจโตแค่ 0.8% หากสงครามยืดไปปีหน้า แม้คาด ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้าน’ กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก 0.4% ในปีนี้

    วันนี้ (18 พฤศจิกายน) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.8%YoY ซึ่งถือว่าเร่งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับการขยายตัว 2.5%YoY ในไตรมาส 4 ปี 2568 และนับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส

    ภาพกราฟแสดงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของปี 2569 1

    สำหรับสาเหตุที่ GDP ไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาด ดนุชาเปิดเผยว่า เป็นผลมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) การลงทุนรวมพุ่งสูงสุดในรอบ 11 ปี (2) การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวได้ดี และ (3) การอุปโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐเร่งตัวขึ้น

    • การลงทุนรวมขยายตัวสูงถึง 9.9%YoY นับเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี หรือในรอบ 44 ไตรมาส (นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558) โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.4%
    • การส่งออกสินค้าและบริการยังขยายตัวได้ดีถึง 12.6% YoY โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวถึง 15.5% โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อุปกรณ์โทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และรถกระบะ ส่วนการส่งออกบริการอยู่ที่ 1.0%
    • การอุปโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐเร่งตัวขึ้น 3.4%YoY เนื่องจากมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ทั้งในส่วนของรายจ่ายประจำและรายจ่ายการโอนเพื่อสวัสดิการสังคม

    โดยเมื่อเปรียบเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาส หรือเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว GDP ไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 0.7% QoQ ชะลอตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่ ขยายตัว 1.9% QoQ

    คงประมาณการ GDP ปีนี้ไว้ที่ 2.0% (ค่ากลาง)

    ดนุชากล่าวต่อว่า สำหรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง 2.0%) นับเป็นตัวเลขที่ไม่เปลี่ยนแปลงจาก คาดการณ์เดิม (ณ 16 ก.พ. 69) โดยคาดหวังแรงสนับสนุนจากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว 9.6% การลงทุนภาคเอกชนและรัฐ การบริโภคภาคเอกชน รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณจากภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

    ภาพกราฟแสดงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของปี 2569 2

    การปรับประมาณการใหม่ครั้งนี้ ยังได้รวมผลของ (1) การขยายตัวดีกว่าที่คาดในไตรมาส 1/2569 (2) แรงสนับสนุนจากงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน และ (3) ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเอาไว้แล้ว

    อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก และความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูงและคุณภาพสินเชื่อ SME ด้อยลง ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงและส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคเกษตรมากขึ้น

    ภาพกราฟแสดงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของปี 2569 3

    คาดพ.ร.ก.กู้เงินฯ กระตุ้น GDP ไทยได้ 0.4% ในปีนี้

    ดนุชาเปิดเผยอีกว่า คาดการณ์ GDP ปีนี้ได้รวม ผลจากพ.ร.ก.กู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว โดยในสมมติฐานปัจจุบันคาดว่า จะมีเม็ดเงินประมาณ 170,000 – 200,000 ล้านบาท ถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ ซึ่งประเมินว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจ (GDP) โตเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.4%

    ดนุชากล่าวต่อว่า เม็ดเงินส่วนนี้น่าจะเข้าไปช่วยให้ประชาชนยังมีกำลังซื้อสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันต่อไปได้ ในช่วงที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยแม้มาตรการนี้จะไม่ได้ช่วยลดอัตราเงินเฟ้อโดยตรง แต่ก็ถือเป็นการช่วยเหลือที่จำเป็น

    เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ดนุชา กล่วาว่า สภาพัฒน์ได้ประเมินฉากทัศน์ (Scenarios) ต่อการเติบโตของ GDP ปี 2569 ไว้ 3 กรณี (Scenarios) ได้แก่ กรณีที่ 1 (Base Case) หากความขัดแย้งยุติลงภายในช่วงครึ่งปีแรก คาดว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวได้ 2.0% (ผนวกรวมกับผลงานที่ดีกว่าคาดในไตรมาส 1 แล้ว) กรณีที่ 2 หากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงช่วงสิ้นปีนี้ คาดว่า GDP จะขยายตัวเหลือเพียง 1.0% ส่วนกรณีที่ 3 หากสถานการณ์ยืดเยื้อข้ามปี ไปถึงครึ่งแรกของปี 2570 คาดว่า GDP ปีนี้จะเติบโตเพียง 0.8%

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-q1-2026-investment-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3My7UGc0H8-kiIpaQUpFm_

  • เศรษฐกิจจีนชะลอตัว การบริโภคและการผลิตเติบโตต่ำสุดในรอบปี

    เศรษฐกิจจีนชะลอตัว การบริโภคและการผลิตเติบโตต่ำสุดในรอบปี

    เศรษฐกิจจีนเผชิญความท้าทายสำคัญเมื่อข้อมูลทางการเผยการบริโภคและการผลิตในโรงงานเดือนเมษายนเติบโตช้าที่สุดในรอบหลายปี สะท้อนความยากลำบากของรัฐบาลปักกิ่งในการกระตุ้นกิจกรรมเศรษฐกิจภายในประเทศ แม้จะมีการส่งออกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งก็ตาม

    ยอดขายปลีกชะลอตัวรุนแรง

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ยอดขายปลีกเดือนเมษายนเติบโตเพียง 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 ช่วงที่ประเทศกำลังต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 หลังยกเลิกมาตรการควบคุมโรคระบาดอย่างกะทันหัน

    ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าการคาดการณ์ของบลูมเบิร์กที่คาดว่าจะเติบโต 2.0% โดยอ้างอิงจากการสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์

    การผลิตอุตสาหกรรมไม่เป็นไปตามคาดหมาย

    การผลิตอุตสาหกรรมเช่นกันไม่เป็นไปตามความคาดหวัง โดยขยายตัว 4.1% เมื่อเทียบปีต่อปี ลดลงจาก 5.7% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตของการผลิตในโรงงานที่ช้าที่สุดที่ NBS บันทึกไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566

    Fu Linghui โฆษกของ NBS กล่าวในงานแถลงข่าวหลังเผยแพร่ข้อมูลว่า “สภาพแวดล้อมภายนอกยังคงซับซ้อนและผันผวน” และเสริมว่า “ในประเทศ ความไม่สมดุลระหว่างอุปทานที่แข็งแกร่งและอุปสงค์ที่อ่อนแอยังคงเป็นประเด็นสำคัญ”

    นักวิเคราะห์เตือนสัญญาณอันตราย

    Alicia Garcia-Herrero หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิกของ Natixis กล่าวกับ AFP ว่า ข้อมูลของวันจันทร์ “ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนต่อผู้ที่คาดหวังการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ”

    เธออธิบายว่า โมเดลการเติบโตของประเทศ “แยกออกเป็นสองแนวโน้มที่แตกต่าง คือ อุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอลงและการแสดงผลที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชั้นสูง” และเสริมว่า “ตลาดส่งออกดูเหมือนจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ระบบยั่งยืนได้ อย่างน้อยในระยะสั้น”

    วิกฤติอสังหาริมทรัพย์ส่งผลกระทบ

    วิกฤติในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเฟื่องฟูนานหลายปีได้ทำให้ผู้บริโภคกังวล แม้ว่านักวิเคราะห์จะระบุว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวเล็กน้อยในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

    ข้อมูล NBS แสดงให้เห็นว่า ราคาบ้านใหม่ใน 70 เมืองที่คัดเลือกมา ลดลงในอัตราที่ช้าลงในเดือนเมษายนเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

    ปักกิ่งกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้ระหว่าง 4.5-5% เมื่อเทียบปีต่อปี ลดลงจากเป้าหมายปี 2025 ที่ประมาณ 5% ในขณะที่การส่งออกจากประเทศมหาอำนาจการผลิตนี้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำให้ปักกิ่งมีเส้นชีวิตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

    Industrial production also came up short of expectations last month, the official data showed

    Industrial production also came up short of expectations last month, the official data showed

    พนักงานคนหนึ่งทำงานในโรงงานผลิตเสื้อถักในเมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ทางตะวันออกของประเทศจีน

    พนักงานคนหนึ่งทำงานในโรงงานผลิตเสื้อถักในเมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ทางตะวันออกของประเทศจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/china-economy-slowdown-consumption-production-lowest-growth&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20b35kRZc58A1w1bty2c_g

  • สศช.คาดจีดีพีปี 69 โต 1.5-2.5% ท่องเที่ยวชะลอ-ค่าครองชีพสูง

    สศช.คาดจีดีพีปี 69 โต 1.5-2.5% ท่องเที่ยวชะลอ-ค่าครองชีพสูง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-106&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hPtAtbqIT1zselkYQH_Rg

  • ส่อง 5 หุ้นใหญ่ SET100 กำไรสุทธิโต 5 ปีติด ฝ่าได้ทุกวิกฤต เศรษฐกิจแย่แค่ไหนก็ไม่หวั่น!

    ส่อง 5 หุ้นใหญ่ SET100 กำไรสุทธิโต 5 ปีติด ฝ่าได้ทุกวิกฤต เศรษฐกิจแย่แค่ไหนก็ไม่หวั่น!

    ถ้าให้พูดถึงการลงทุนในตลาดหุ้นช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนคงรู้กันดีว่าตลาดหุ้นไทยผ่านมรสุมมานับไม่ถ้วน ทั้งเรื่องโรคระบาดโควิด-19 เศรษฐกิจผันผวน ไปจนถึงดอกเบี้ยขาขึ้น

    การหาหุ้นที่ทำธุรกิจแล้ว “กำไรเติบโต” ได้สักปีสองปีก็ว่าเก่งแล้ว แต่ถ้าหาหุ้นที่ทำกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องได้ถึง “5 ปีซ้อน” ต้องบอกเลยว่านี่คือของแรร์ไอเทม ยิ่งเป็นหุ้นไซส์ใหญ่ที่อยู่ในกลุ่ม SET100 ด้วยแล้ว ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานที่แข็งแกร่งสุดๆ

    Thairath Money สแกนข้อมูลมาฝากกัน พบ 5 บริษัทเด็ดใน SET100 ที่ทำกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นติดต่อกันตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปี 2568 แบบไม่มีแผ่วเลยสักปีเดียว มาดูกันทีละตัวเลย

    1. หุ้น BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

    เริ่มกันที่พี่ใหญ่สีน้ำเงินแห่งกลุ่มธนาคาร อย่างหุ้น BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แบงก์นี้ขึ้นชื่อเรื่องความ Conservative เน้นปล่อยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และรายใหญ่เป็นหลัก

    ถือเป็นชื่อที่มักติดอันดับเสมอถ้าพูดถึงหุ้นแบงก์ที่นักลงทุนสาย VI ชอบเก็บไว้ยาวๆ เพราะเป็นธนาคารที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งด้านฐานทุน และพอร์ตสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่

    สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้เศรษฐกิจไทยโตไม่แรง แต่กำไรของ BBL ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 5 ปีติด โดยเฉพาะช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นที่ผ่านมา ช่วยให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ขยายตัวได้ดี แถมยังมีการตั้งสำรองที่แข็งแกร่งมากๆ มาโดยตลอด ซึ่งการเติบโตของกำไรสุทธิ

    • ปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 26,507.04 ล้านบาท โต 54.28% 
    • ปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 29,305.59 ล้านบาท โต 10.56%
    • ปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 41,635.52 ล้านบาท โต 42.07%
    • ปี 2567 กำไรสุทธิอยู่ที่ 45,211.15 ล้านบาท โต 8.59%
    • ปี 2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 46,006.51 ล้านบาท โต 1.76%

    อย่างไรก็ดี บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า ปัจจุบันราคาหุ้นของ BBL ยัง Laggard จากธนาคารใหญ่รายอื่น และซื้อขายด้วย P/BV ปี 2569 ต่ำเพียง 0.5 เท่า และมี Upside 20.6% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2569 เดิมที่ 196 บาท และคาดให้เงินปันผลหุ้นละ 9.2 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5.7% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”

    2. หุ้น ICHI หรือ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

    มาต่อกันที่หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มขวัญใจมหาชนอย่าง หุ้น ICHI หรือ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ของคุณตัน ภาสกรนที ธุรกิจหลักๆ คือผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่ม เครื่องดื่มสมุนไพร และหลังๆ เริ่มรุกตลาดที่ไม่ใช่ชามากขึ้น รวมถึงรับจ้างผลิตด้วย

    หลายคนอาจจำภาพ ICHI ในยุคสงครามชาเขียวเดือดเมื่อหลายปีก่อนได้ แต่หลังจากปรับโครงสร้างธุรกิจและเน้นบริหารต้นทุนจริงจัง วันนี้ ICHI กลายเป็นหนึ่งในหุ้นเครื่องดื่มที่กำไรโตสม่ำเสมอที่สุดตัวหนึ่งของตลาด ซึ่งตัวเลขกำไรย้อนหลัง 5 ปีเติบโตต่อเนื่องทุกปี

    • ปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 546.77 ล้านบาท โต 6.06%
    • ปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 641.64 ล้านบาท โต 17.35%
    • ปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,100.42 ล้านบาท โต 71.50%
    • ปี 2567 กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,306.26 ล้านบาท โต 18.71%
    • ปี 2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,327.63 ล้านบาท โต 1.64%

    ทั้งนี้ บล.กรุงศรี ระบุว่า หุ้น ICHI ยังน่าสนใจ และคาดมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 7.5% มองความคุ้มค่าของการลงทุน (Risk/Reward) น่าสนใจ และประเมินกำไรปี 2570 จะเติบโต 17% จากแนวโน้มเอลนีโญยังมีผลต่อเนื่อง และต้นทุนที่ผ่อนคลายขึ้น ซึ่งให้น้ำหนักรอบที่ดีของธุรกิจจะเริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แนะนำ “ซื้อ” จากราคาเป้าหมาย 15.50 บาท อิง P/E 16 เท่า

    3. หุ้น KTB หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

    กลับมาที่กลุ่มแบงก์อีกตัวอย่างหุ้น KTB หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นธนาคารที่กำไรเติบโตโดดเด่นที่สุด จากการปรับตัวด้านดิจิทัลและการคุมต้นทุนที่ดีขึ้น

    ซึ่งมีฐานลูกค้าทั้งรายย่อย SME ลูกค้าภาครัฐ และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง “เป๋าตัง” ที่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงินไทยและมีฐานข้อมูลคนไทยอยู่ในมือมหาศาล

    สิ่งที่ทำให้กำไรโตต่อเนื่อง 5 ปีติดต่อกันนี้ คือการขยายรายได้จากดอกเบี้ย การตั้งสำรองที่เริ่มลดลง รวมถึงรายได้จากธุรกรรมดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น

    • ปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 21,588.29 ล้านบาท โต 29.03%
    • ปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 33,697.74 ล้านบาท โต 56.09%
    • ปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 36,615.91 ล้านบาท โต 8.66%
    • ปี 2567 กำไรสุทธิอยู่ที่ 43,855.66 ล้านบาท โต 19.77%
    • ปี 2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 48,228.60 ล้านบาท โต 9.97%

    ล่าสุด บล.กสิกรไทย ถึงกับยกให้หุ้น KTB เป็น “แหล่งลงทุนที่ปลอดภัย ให้ผลตอบแทนสูงถึง 17%” ซึ่งแบ่งเป็นโอกาสจากการปรับขึ้นของราคาหุ้น 9% และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 8%

    โดยความปลอดภัยของการลงทุนนี้มาจากคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง มีการตั้งสำรองในระดับสูง สะท้อนจากอัตราสำรองต่อหนี้สูญที่สูงถึง 200% รวมถึงมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่งซึ่งช่วยสนับสนุนทั้งการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงและรักษาการเติบโตของกำไรได้อย่างมั่นคง โดยแนะนำ “ซื้อ” หุ้น KTB ด้วยราคาเป้าหมาย 36.00 บาท 

    4. หุ้น KTC หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

    เมื่อมี KTB แล้วจะขาดลูกรักอย่างหุ้น KTC หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ไปได้ยังไง เพราะนี่คือผู้นำตลาดบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีกฎเกณฑ์แบงก์ชาติเรื่องการคุมเพดานดอกเบี้ย หรือปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงกดดัน 

    แต่ KTC ก็โชว์ประสิทธิภาพด้วยการคุมหนี้เสีย (NPL) ได้ต่ำมาตลอด และเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพ ทำให้กำไรยังเดินหน้าบวกได้ทุกปี

    • ปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 5,878.69 ล้านบาท โต 10.24%
    • ปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 7,079.40 ล้านบาท โต 20.42%
    • ปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 7,295.39 ล้านบาท โต 3.05%
    • ปี 2567 กำไรสุทธิอยู่ที่ 7,437.16 ล้านบาท โต 1.94%
    • ปี 2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 7,781.63 ล้านบาท โต 4.63%

    โดย บล.บัวหลวง ระบุว่า ปี 2569 นี้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 จะพุ่งแตะระดับ 8.1 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 4% ซึ่งถือเป็นการทำสถิติใหม่สูงสุด จากพอร์ตสินเชื่อขยายตัว และส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

    ขณะที่ราคาหุ้นยังมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไร คาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ปี 2569 สูงถึง 17.6% แถมคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2569 สูงถึง 6.5% จึงแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 36 บาท

    5. หุ้น SISB หรือ บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน)

    ปิดท้ายกันด้วยหุ้นสุดฮอตแห่งกลุ่มการศึกษาอย่างหุ้น SISB หรือ บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือที่เรารู้จักกันในนาม “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์” ถือว่าโตแรงของแท้ เพราะธุรกิจโรงเรียนนานาชาติมีจุดเด่นคือ รายได้ค่อนข้างแน่นอน เก็บค่าเทอมล่วงหน้า และพ่อแม่ยุคใหม่ยอมทุ่มเทไม่อั้นเพื่อการศึกษาของลูก

    โดยที่ผ่านมา SISB ขยายแคมปัสใหม่ๆ และเพิ่มจำนวนนักเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรเติบโตระดับก้าวกระโดด

    • ปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 208.75 ล้านบาท โต 30.53%
    • ปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 369.28 ล้านบาท โต 76.90%
    • ปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 653.53 ล้านบาท โต 76.98%
    • ปี 2567 กำไรสุทธิอยู่ที่ 885.19 ล้านบาท โต 35.45%
    • ปี 2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 961.98 ล้านบาท โต 8.67%

    งบการเงินดีแบบนี้ บล.กรุงศรี แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 15 บาท เนื่องจากมองเป็นหุ้น Defensive ที่น่าสนใจจากคาดกำไรยังเติบโตได้จากแรงหนุนฐานจำนวนนักเรียนและการเลื่อนชั้นเรียน และมี Operating  leverage จากโครงสร้างส่วนใหญ่ 70%-80% เป็นต้นทุนคงที่ รวมถึงคาดมีโอกาสเติบโตจากการขยายสาขาสู่ตลาดระดับกลางด้วย

    และนี่ก็คือ 5 หุ้นใหญ่ไซส์ SET100 ที่สามารถเสกกำไรให้เติบโตได้ติดต่อกันถึง 5 ปีซ้อน แต่ขอเตือนกันไว้ว่า ข้อมูลในอดีตที่ว่าดี ไม่ได้การันตีอนาคตเสมอไป ก่อนตัดสินใจลงทุน อย่าลืมไปเจาะดูแผนธุรกิจข้างหน้าและ Valuation ปัจจุบันกันให้ชัวร์ก่อนควักกระเป๋าซื้อกันด้วย

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2933541&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JkWyZWsS-eKZaqUy8GBE3

  • จับตา สศช. ปรับ GDP ไทย ปี 2569 ครั้งใหม่ รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    จับตา สศช. ปรับ GDP ไทย ปี 2569 ครั้งใหม่ รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    จับตา สศช. ปรับ GDP ไทย ปี 2569 ครั้งใหม่ รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    18 พฤษภาคม 2569 เวลา 9.30 น. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เตรียมแถลงข่าวรายงาน ภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 โดยต้องติดตามการปรับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของไทย ครั้งใหม่ ภายหลังการเกิดสถานการณ์วิกฤตในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซี่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานต้นทุนหลักของภาคการขนส่ง และมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก

    ก่อนหน้านี้ในช่วงการแถลงข่าว GDP ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา สศช. ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 -2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.2 – 2.2%

    โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร 

    แต่อย่างไรก็ดีภายหลังจากนั้นไม่นานได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จนทำให้เกิดการสู้รบกระทบต่อแหล่งการผลิตน้ำมันและพลังงานในหลายประเทศ ส่งผลให้เกิดสิกฤตด้านราคาพลังงานไปทั่วโลก และปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวก็ยังไม่มีท่าทีจะจบได้โดยเร็ว

    ดังนั้น สศช.จึงมีการประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจ โดยกรณีที่ 1 หากสถานการณ์กระจายตัวทั่วภูมิภาค และสิ้นสุดลงใน 2 เดือน คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 1.4% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.7%

    ฉากทัศน์ที่ 2 หากสงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และสิ้นสุดลงภายใน 3-5 เดือน ในฉากทัศน์นี้สงครามจะขยายวงกว้างครอบคลุมประเทศต่างๆในภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันได้รับความเสียหายส่งผลต่อการผลิตน้ำมันดิบในภูมิภาค รวมถึงการส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อขึ้น ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 105 – 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.9% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4.4%

    ฉากทัศน์ที่ 3 หากสงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และยืดเยื้อ 6-9 เดือน หรือยืดเยื้อไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือจะเกิดสงครามเต็มรูปแบบระหว่างอิหร่าน และกลุ่มพันธมิตร กับสหรัฐ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.2% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 5.8%

    ฉากทัศน์ที่ 4 หากเกิดสถานการณ์สงครามเต็มรูปแบบ โดยมีประเทศพันธมิตรเข้าร่วม นำโดยประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป จีน และรัสเซีย ซึ่งจะทำให้สถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ซึ่งหากเกิดสถานการณ์นี้ขึ้นเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง ท่ามกลางการขาดแคลนพลังงานและอาหาร และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะถดถอยต่อเนื่อง และจะทำให้มีโอกาสเกิด ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ขึ้นได้

    ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามรรรับฟังการแถลงข่าว เรื่อง “รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569” ณ ห้องประชุม 521 อาคาร 5 ชั้น 2 สศช. โดยมี เลขาธิการ สศช. และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้แถลง ผ่านการถ่ายทอดสด ดังนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/659285&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xr6tob78QJuib74KqX4NJ

  • “สภาพัฒน์” คงเป้า GDP ไทยปี 69 โต 2% “ส่งออก” พุ่ง รับแรงส่ง “รัฐกู้” 4 แสนล้าน

    “สภาพัฒน์” คงเป้า GDP ไทยปี 69 โต 2% “ส่งออก” พุ่ง รับแรงส่ง “รัฐกู้” 4 แสนล้าน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/148249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gfz-0LPpKRebkvk0Wi-Nl

  • สศช.เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ(จีดีพี)ไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% คาดทั้งปีนี้ 2% | เดลินิวส์

    สศช.เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ(จีดีพี)ไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% คาดทั้งปีนี้ 2% | เดลินิวส์

    วันที่ 18 พ.ค. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% โดยคาดว่าทั้งปี 69 จีดีพีขยายตัวช่วง 1.5-2.5% ค่ากลาง 2% คงเดิม โดยรวมผลกระทบตะวันออกกลาง และพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขยายตัวได้ดีกว่าคาดในไตรมาส 1/2569

    นายดนุชา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมาสแรกปีนี้ที่ผ่านมา มีตัวเลขการลงทุนรวมขยายตัวสูง 9.9% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 การอุปโภคบริโภคขยายตัว 2.4% และการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 3.7%  มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ ขยายตัว 9.6% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.0-3.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.0% ของจีดีพี

    ปัจจัยสนับสนุน

    • การขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนทั้งการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน

    • แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล ตามการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2569

    • การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก ตามความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง

    ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง

    • ความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    • ความเสี่ยงจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก และความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน

    • ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูงและคุณภาพสินเชื่อของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ด้อยลง

    • ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงและ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรมากขึ้น 

    นายดนุชา กล่าวว่า แรงส่งการส่งออก การค้าโลก มีแรงส่งไปได้อีกระยะหนึ่ง ตลาดส่งออกขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทั้งสหรัฐ จีน อาเซียน ยุโรป แต่ตลาดสินค้า CLMV ตะวันออกกลาง เกาหลีใต้ ลดลง โดยตะวันออกกลางจากความขัดแย้ง ทำให้การส่งออกสินค้าไปยากมากขึ้น

    ขณะที่การนำเข้าเร่งตัวขึ้น ขยับตัวเพิ่ม 21.1% จากไตรมาสก่อนหน้า 9.5% เช่น  แผงวงจรและชิ้นส่วน ซึ่งจากการนำเข้าค่อนข้างสูง ไตรมาสแรกปี 69 ขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส อยู่ที่ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 9,600 ล้านบาท

    ไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกกลางสัดส่วน 46-50% และได้รับผลกระทบจึงได้ปรับนำเข้าน้ำมันดิบ จากสหรัฐ แอฟริกา แต่ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาอยู่ระดับสูง แม้ช่วงต่อไปคาดว่า สถานการรณ์สิ้นสุดกลางปีนี้ แต่ราคาน้ำมันดิบจะสูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากแหล่งน้ำมันก๊าซถูกทำลายต้องใช้เวลาฟื้นฟู

    ส่วนก๊าซธรรมชาติ ไทยมีแหล่งก๊าซในอ่าว และจากแหล่งอื่นๆด้วย โดยก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า ไม่ได้รับผลกะทบ แต่ราคาอาจมีสูงขึ้นบ้าง

    อย่างไรก็ตามรัฐบาลควรช่วยดูแลค่าครองชีพ ถ้าเหตุการณ์ตะวันออกกลางไม่ยุติ ก็ทำให้เกิดวิกฤติค่าครองขีพกระทบกับประชาชนได้

    การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2569 ควรให้ความสำคัญ ดังนี้

    1.การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน

    3.การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

    4.การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง

    5.การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

    6.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5869441/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B6OIW_QHcOp4VvQ8vTuDC

  • ‘สภาพัฒน์’ แถลงจีดีพีไตรมาส 1 ปี 69 ขยายตัว 2.8% คาดจีดีพีทั้งปีโต 2% จับตาตัวเลขขาดดุลการค้า

    ‘สภาพัฒน์’ แถลงจีดีพีไตรมาส 1 ปี 69 ขยายตัว 2.8% คาดจีดีพีทั้งปีโต 2% จับตาตัวเลขขาดดุลการค้า

    วันนี้ (18 พ.ค.69) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาสที่ 1/2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.8% ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการลงทุนรวมที่ขยายตัวสูงถึง 9.9% ซึ่งถือเป็นอัตราการขยายตัวที่ สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่โตถึง 10.1% จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ และยานพาหนะ

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นายดนุชา ระบุว่า การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 17.8% ตามการเติบโตของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 33.1% ส่งผลให้ ดุลการค้ากลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง มีรายรับรวมจากการท่องเที่ยว 7.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 9.317 ล้านคน

    'สภาพัฒน์' แถลงจีดีพีไตรมาส 1 ปี 69 ขยายตัว 2.8% คาดจีดีพีทั้งปีโต 2% จับตาตัวเลขขาดดุลการค้า

    สำหรับการผลิตภาคเกษตรขยายตัว 1.2% จากผลผลิตพืชผลสำคัญ เช่น ทุเรียน มังคุด และปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ในด้านรายได้เกษตรกรโดยรวมกลับปรับตัวลดลง 6.3% ตามการลดลงของราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ยางพารา สุกร และข้าวเปลือก

    ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมี.ค.2569 มีมูลค่า 12.68 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.38% ของ GDP

    นายดนุชา กล่าวต่อไปถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 – 2.5% ค่ากลาง 2.0% โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐ

    ทั้งนี้ สศช. ได้เสนอแนะประเด็นการบริหารนโยบายที่สำคัญในช่วงที่เหลือของปี ดังนี้

    1. บริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงาน และการดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
    2. ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน เร่งรัดโครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง และใช้ระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวก
    3. รักษาแรงส่งภาคส่งออก เตรียมพร้อมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ และเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ๆ
    4. เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7%
    5. ดูแลภาคเกษตร และรับมือภัยแล้ง เตรียมจัดหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรทดแทน และบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งปีหลัง
    6. แก้ปัญหาหนี้สิน และสินเชื่อ เร่งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนเชิงรุก และช่วย SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่อง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1234448&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ac7PKlzHvUHNLTgSNl328

  • รบ.เร่งปฏิรูป กม.เศรษฐกิจ เล็งทบทวน 7,000 ฉบับ ต่อยอด-ลดความซ้ำซ้อน

    รบ.เร่งปฏิรูป กม.เศรษฐกิจ เล็งทบทวน 7,000 ฉบับ ต่อยอด-ลดความซ้ำซ้อน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ ลดต้นทุนที่เกิดจากขั้นตอนซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการลงทุน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย กำกับดูแลการดำเนินงาน โดยรัฐบาลจะเร่งทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎกระทรวง กว่า 7,000 ฉบับ ว่าฉบับใดควรคงไว้ ปรับปรุง หรือยกเลิก หากยังมีความจำเป็นต้องกำกับดูแล จะนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายปกรณ์ ได้ให้ กกร. รวบรวมกฎหมายลำดับรอง ที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ และจัดลำดับเรื่องเร่งด่วน 10–20 ฉบับ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขประกอบมาด้วย โดยเอกชนจะส่งข้อเสนอให้รัฐบาลในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ จากนั้น เมื่อรับเรื่องจถเข้าสู่กระบวนการดำเนินงาน ตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อติดตามผลการแก้ไขกฎหมายเป็นรายเรื่อง ให้เกิดผลในทางปฏิบัติและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

    น.ส.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันแนวคิดการใช้ใบอนุญาตเดียวครอบคลุมหลายกิจกรรม ( Super License ) ลดภาระการขออนุญาตหลายครั้ง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับความเร็วของเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ผ่านมามีการปรับปรุงและเห็นผลแล้ว คือมาตรการ BOI Fast Pass ส่งผลให้ยอดการลงทุนในไตรมาสแรก ปี 2569 เติบโตได้ถึง 18%

    ทั้งนี้ การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจุดแข็งของไทย ที่ผลสำรวจ Enterprise Surveys 2025 ของธนาคารโลกสะท้อนว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการเชิงบวกด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ระบบดิจิทัล และประสิทธิภาพบริการภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลต้องการยกระดับต่อไปให้ไทยเป็นประเทศที่แข่งขันได้ ลงทุนง่าย และมีกฎระเบียบที่สอดรับกับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000046768&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PRjIiPEI9sR7rvyQmJXwb

  • สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาส 1/69 โต 2.8% ชี้เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณบวก

    สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาส 1/69 โต 2.8% ชี้เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณบวก


    สภาพัฒน์ เผย  เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ดีเกินคาด ขยายตัว 2.8% เร่งตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หลังได้แรงหนุนจากภาคเกษตร-ท่องเที่ยว-ส่งออก และการบริโภคภาคเอกชนที่กลับมาคึกคัก

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.8% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในช่วง 0.3-2.4% และเร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัว 2.5%

    สภาพัฒน์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งภาคเกษตรและภาคนอกเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาคเกษตรขยายตัว 1.2% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 0.6%

    ขณะที่ภาคนอกเกษตรขยายตัว 3.0% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.7% ในไตรมาสก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาไฟฟ้า สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขนส่ง รวมถึงสาขากิจกรรมทางการเงินและการประกันภัยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

    ด้านการใช้จ่ายภายในประเทศ การอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของภาคเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เริ่มฟื้นตัว ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาล การลงทุน หรือการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น รวมถึงการส่งออกสินค้าและบริการ ต่างขยายตัวเร่งขึ้นเช่นกัน

    ตัวเลข GDP ที่ออกมาสูงกว่าคาดการณ์ ถือเป็นสัญญาณบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์การค้าและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/42864&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DDdnh-g3WnAo6Kludb4gb