Category: เศรษฐกิจ

  • ย้ำรัฐบาลเดินหน้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่หวั่นศาล รธน.รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ความเดือดร้อนประชาชนรอไม่ได้ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ย้ำรัฐบาลเดินหน้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่หวั่นศาล รธน.รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ความเดือดร้อนประชาชนรอไม่ได้ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115294&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RCJWanivIggSMU4DLuYn9

  • ประชุมสุดยอด ‘สีจิ้นผิง-ทรัมป์’ เสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

    ประชุมสุดยอด ‘สีจิ้นผิง-ทรัมป์’ เสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

    วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

    ปักกิ่ง, 18 พ.ค. (ซินหัว)  การพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13-15 พ.ค. ได้รับเสียงชื่นชมจากบรรดาสถาบัน ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรสื่อมวลชนทั่วโลกว่าเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกและสัญญาณเชิงบวกของโอกาสทางธุรกิจ

    เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) จูลี โคแซ็ก ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าการที่สองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกจัดการหารือระดับสูงสุดเช่นนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ทุกสิ่งที่ช่วยลดความตึงเครียดและความไม่แน่นอนทางการค้าล้วนดีต่อทั้งสองประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจโลก

    ทอม วัตคินส์ อดีตที่ปรึกษาศูนย์นวัตกรรมมิชิแกน-จีน ชี้ว่าทั้งชาวอเมริกันและชาวจีน รวมถึงผู้นำทั่วโลก ต่างไม่ชอบความไม่มั่นคงและความไม่แน่นอน ขณะนักลงทุนชอบสิ่งที่คาดการณ์ได้และมีเสถียรภาพ ดังนั้นคณะผู้นำควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกสามารถเจริญรุ่งเรืองและเติบโตอย่างสันติ โดยวัตคินส์ยกตัวอย่างว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีสีเขียว และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันได้

    บรูซ แมคลาฟลิน ซีอีโอของซิโนจี คอนซัลติง กรุ๊ป จากออสเตรเลีย กล่าวว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันทำให้ยิ่งต้องพึ่งพาข้อตกลงการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง มั่นคง และตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์มากขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพของโลก โดยความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไม่เพียงส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนทางการค้าและเศรษฐกิจทวิภาคี แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดโลก รวมถึงความมั่นคงของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย

    แมคลาฟลินเสริมว่าการพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ครั้งนี้เป็นโอกาสล้ำค่าสำหรับนานาประเทศและภาคธุรกิจในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยกระดับเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน โดยความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพอาจช่วยลดต้นทุนที่เกิดจากการแตกกระจายและความซ้ำซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงกระตุ้นการลงทุนและความเชื่อมั่นของตลาด

    อนึ่ง กรณีทรัมป์เยือนจีนอย่างเป็นทางการได้ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก โดยสหรัฐฯ และจีนพยายามรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทวิภาคี ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ

    โมฮามาดี คอมปาโอเร นักข่าวอาวุโสชาวไอวอรีโคสต์ และผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแห่งโกตดิวัวร์ เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่พัฒนาดีขึ้นจะช่วยสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจโลก รักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และลดความผันผวนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อหลายประเทศในแอฟริกาที่พึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ นอกจากนั้นความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปยังอาจสร้างโอกาสใหม่ให้แอฟริกาในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน เหมืองแร่ และการผลิต โดยการแข่งขันและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอาจกระตุ้นการลงทุนและการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นทั่วทวีปแอฟริกา

    วิลสัน ลี ฟลอเรส คอลัมนิสต์ประจำเดอะ ฟิลิปปินส์ สตาร์ หนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษของฟิลิปปินส์ กล่าวว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะได้ประโยชน์หากชาติมหาอำนาจแข่งขันกันทางเศรษฐกิจแต่ยังร่วมมือกันทางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาสันติภาพ โดยความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์จะลดความไม่แน่นอนและส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ และการเติบโตระดับภูมิภาค รวมถึงช่วยส่งเสริมการผลิตในภูมิภาค อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โลจิสติกส์ การส่งออกสินค้าเกษตร และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    (แฟ้มภาพซินหัว : สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน หารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ณ อาคารมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งของจีน วันที่ 14 พ.ค. 2026)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/476551&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-fDGdrKMBypcx5pPy1Jkl

  • วิกฤตพลังงานน้ำมันส่งผลต่อเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างไร  | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    วิกฤตพลังงานน้ำมันส่งผลต่อเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างไร  | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    วิกฤตพลังงานน้ำมันส่งผลต่อเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างไร 

    วิกฤตพลังงานน้ำมันส่งผลต่อเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างไร 

    เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตรวดเร็วแบบก้าวกระโดด เศรษฐกิจที่รุ่งเรืองนำไปสู่การตั้งเป้าหมายผลักดันให้ประเทศก้าวหน้าไปสู่สถานะประเทศที่มีรายได้สูงภายในปีค.ศ. 2045 ด้วยอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยอย่างน้อยร้อยละ 10 หากพิจารณาถึงภาพรวมของเศรษฐกิจเวียดนามในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าเวียดนามมีศักยภาพมากเพียงพอจะตั้งเป้าหมายยิ่งใหญ่เช่นนั้น จากการที่เวียดนามเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก อย่างไรก็ตาม วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อนานาประเทศก็เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของเวียดนามด้วยเช่นกัน ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจผลกระทบของวิกฤตพลังงานน้ำมันที่มีต่อเศรษฐกิจเวียดนาม ดังนี้ [1, 2, 3]

    ปัญหาพลังงานขาดแคลนที่เกิดขึ้นทั่วโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างรุนแรง จากเดิมที่เวียดนามได้เคยตั้งเป้าจีดีพีให้ได้เฉลี่ยร้อยละ 10 ในไตรมาสแรกของปีค.ศ. 2026 นี้ จีดีพีของเวียดนามกลับชะลอตัวลงเหลือเพียงร้อยละ 7.83 อาจเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางให้เวียดนามขยับขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงได้ช้าลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

    วิกฤตพลังงานทำร้ายเศรษฐกิจเวียดนาม อัตราเงินเฟ้อในเวียดนามยังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเดือนเมษายน ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5.46 สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ร้อยละ 4.5 ในขณะที่ช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน การนำเข้าน้ำมันกลั่นมีมูลค่าสูงขึ้นมากถึงร้อยละ 144 ทำให้เวียดนามขาดดุลการค้า อุตสาหกรรมที่สำคัญล้วนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องขึ้นราคาค่าโดยสาร และพิจารณาปรับลดเที่ยวบิน หรืออุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่สูงขึ้น ที่สำคัญ การก่อสร้างสถานที่รองรับการจัดประชุม APEC ในปีค.ศ. 2027 ยังได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องจักร 

    การชะงักงันของการพัฒนาโครงการสำคัญ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นปัญหาใหญ่ที่เวียดนามต้องหาทางรับมือ ในขณะนี้ เวียดนามยังคงมีน้ำมันสำรองในระดับต่ำ ครอบคลุมการบริโภคไม่ถึง 30 วัน ในขณะที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รัฐบาลเวียดนามได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยมาตรการเร่งด่วน จากการยกเว้นภาษีน้ำมันชั่วคราว ออกคำสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ลดการใช้น้ำมันเบนซิน ด้วยการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมทั้งพยายามแก้ไขปัญหาระยะยาวด้วยการปรับใช้พลังงานนิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน 

    วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นกับเวียดนามในครั้งนี้เป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศทั้งหลายด้วยเช่นกัน เศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาของหลายประเทศต้องหยุดชะงัก จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยจับตาดูการแก้ปัญหาของเวียดนาม เพื่อถอดบทเรียนและเตรียมพร้อม ในช่วงเวลาที่โลกยังคงเผชิญกับความไม่สุขสงบจากสงคราม

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] Vu, K. and Guarascio, F. (May 13, 2026). Vietnam imports more fuel to offset oil shortfall amid Iran war, data shows. https://www.reuters.com/business/energy/vietnam-imports-more-fuel-offset-oil-shortfall-amid-iran-war-data-shows-2026-05-13/

    [2] Hiep, L. H. (March 30, 2026). Iran Conflict Highlights Vietnam’s Energy Security and Foreign Policy Vulnerabilities. https://fulcrum.sg/iran-conflict-highlights-vietnams-energy-security-and-foreign-policy-vulnerabilities/

    [3] Uyen, N. D. T. and Quynh, N. X. (April 4, 2026). Vietnam growth slows as rising energy costs feed uncertainty. https://sg.finance.yahoo.com/news/vietnam-growth-slows-rising-energy-182207187.html

    อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/vietnam-oil/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fDGLmM2JgtaSH3uRcEGNR

  • โลกจับตาประชุม G7 นัดถกร่วมหวังลดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจโลก

    โลกจับตาประชุม G7 นัดถกร่วมหวังลดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจโลก

    วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

    18 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐมนตรีคลัง และ ผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G7 ประชุมกันที่ปารีสในวันจันทร์นี้ โดยประเด็นสำคัญที่สุดในการประชุมคือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสงครามกับอิหร่าน

    นายโรลองด์ เลสกูร์ ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ ยังกล่าวว่า กลุ่ม G7 เปิดโอกาสให้มีการเจรจาอย่างตรงไปตรงมาในกลุ่มพันธมิตร ในช่วงเวลาที่ความไม่ลงรอยกับรัฐบาลวอชิงตันเพิ่มขึ้น

    ประเด็นสำคัญของการประชุมที่กรุงปารีส คือ สิ่งที่นายโรลองด์ เลสกูร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝรั่งเศส อธิบายว่าเป็น ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกที่ฝังรากลึก ซึ่งทำให้ความขัดแย้งทางการค้าทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดความเสี่ยงของการผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดการเงิน รูปแบบการพัฒนาของเศรษฐกิจโลกในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ยั่งยืนอย่างเห็นได้ชัด โดยชี้ให้เห็นถึงรูปแบบที่จีนบริโภคน้อยเกินไป สหรัฐบริโภคมากเกินไป และยุโรปลงทุนน้อยเกินไป

    ส่วนนายคีเรียกอส ปิแอร์ราคาคิส ประธานยูโรกรุ๊ป (Euro group) กล่าวใน แถลงการณ์ว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการยุติความขัดแย้งอย่างถาวรมีความสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ต้นทุนการกู้ยืมในกลุ่มประเทศ G7 พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว ขณะที่ปริมาณสำรองน้ำมันทั่วโลกลดลงในอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์

    ยูโรกรุ๊ป (Euro group) เป็นกลุ่มรัฐมนตรีคลังของประเทศที่ใช้เงินยูโร และในการประชุม G7 ครั้งนี้  ‘คีเรียกอส ปิแอร์ราคาคิส ‘ จะเป็นตัวแทนเข้าร่วม ขณะที่สมาชิกหลักของ G7 ประกอบด้วย สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น เขากล่าวว่า “แม้เศรษฐกิจยุโรปจะยังคงแข็งแกร่งและยืดหยุ่นท่ามกลางวิกฤตพลังงานครั้งนี้ แต่เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังต้องเผชิญแรงกดดัน แม้ความขัดแย้งจะยุติลงอย่างรวดเร็วก็ตาม”

    โดยมีการคาดการณ์ว่าการประชุมสำคัญในสัปดาห์นี้คงไม่ได้ช่วยคลายความกังวลลงได้มากนัก อีกทั้งรัฐมนตรีคลังในกลุ่ม G7 จะมองหาความคืบหน้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน หลังการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับสี และความพยายามครั้งล่าสุดของสหรัฐ ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

    ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวของหลายประเทศในกลุ่ม G7 พุ่งสูงขึ้น หลังนักลงทุนกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวจากปัญหาพลังงานตึงตัว ขณะที่สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก

    ขณะเดียวกัน สต็อก น้ำมันทั่วโลกกำลังลดลงในอัตราที่เร็วเป็นประวัติการณ์ เพื่อชดเชยปัญหาซัพพลายจากตะวันออกกลาง และอาจเข้าใกล้ระดับวิกฤต หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับมาเปิดใช้งาน

    สำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency) เตือนในรายงานประจำเดือนล่าสุดว่า ราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีก ก่อนเข้าสู่ช่วงความต้องการใช้น้ำมันสูงสุดในฤดูร้อนนี้ ระบุว่า “ปริมาณสำรองที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานที่ยังต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการพุ่งขึ้นของราคาครั้งใหม่ในอนาคต”

    ด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะเรียกร้องให้รัฐมนตรีคลังกลุ่ม G7 ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตร เพื่อป้องกันไม่ให้เงินทุนไหลไปยังสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “เครื่องจักรสงคราม” ของอิหร่าน เบสเซนต์ กล่าวเสริมว่า การเดินทางเยือนจีนของคณะผู้แทนสหรัฐฯ นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น “ประสบความสำเร็จอย่างมาก”

    เรียบเรียงจาก : CNBC , Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/965185&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21OiexaRGBJBRCmHIAr8dz

  • พลิกโฉมทักษะแรงงานทุกวัย สู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน

    พลิกโฉมทักษะแรงงานทุกวัย สู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน

    พลิกโฉมทักษะแรงงานทุกวัย สู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน


    18/05/2569 | 55 |

    “วันแรงงานแห่งชาติ” (May Day) ในอดีตมักถูกระลึกถึงในฐานะวันแห่งการเฉลิมฉลองสิทธิของผู้ใช้แรงงานและการเรียกร้องสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ทว่าในบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสดิจิทัลดิสรัปชัน (Digital Disruption) และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) ความหมายของวันแรงงานกำลังถูกท้าทายและเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด “New Way” หรือวิถีใหม่

    การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เข้มแข็งและยั่งยืน ไม่อาจพึ่งพาเพียงแรงงานราคาถูกหรือทักษะแบบดั้งเดิมได้อีกต่อไป หากแต่ต้องอาศัยการ “พลิกโฉมทักษะ” (Skill Transformation) ของแรงงานทุกช่วงวัย เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ที่หมุนเวียนด้วยข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ (Automation) การสร้างโอกาสทางอาชีพที่เท่าเทียมและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ


    1. ความท้าทายสองมิติ: แรงงานสูงวัยกับภัยคุกคามจากเทคโนโลยี

    โครงสร้างตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายแบบ “Double Whammy” หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต ได้แก่:

    • โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป: ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ส่งผลให้สัดส่วนของแรงงานในระบบส่วนใหญ่กลายเป็นแรงงานที่มีอายุมาก (Aging Workforce) ซึ่งอาจมีความคุ้นชินกับเทคโนโลยีน้อยกว่าคนรุ่นใหม่

    • การแทนที่ด้วยเทคโนโลยี (Displacement by Technology): รายงานจากสถาบันระดับโลกชี้ให้เห็นว่า ระบบอัตโนมัติและ Generative AI มีแนวโน้มจะเข้ามาทดแทนงานประจำ (Routine Tasks) มากขึ้น

    ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับแรงงานไร้ฝีมือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแรงงานสายวิชาชีพที่ปรับตัวไม่ทัน ดังนั้น “New Way” จึงไม่ใช่เพียงการจ้างงานคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะดิจิทัลอยู่แล้ว แต่คือการดึงแรงงาน “ทุกช่วงวัย” ให้สามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


    2. การพลิกโฉมทักษะ (Upskilling & Reskilling) หัวใจสำคัญของแรงงานทุกวัย

    การปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีการยกระดับทักษะ (Upskilling) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskilling) โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามบริบทที่เหมาะสม:

    • แรงงานรุ่นใหญ่ (Baby Boomers & Gen X): มุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) เช่น การใช้งานแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูล การตลาดออนไลน์ และการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) เพื่อนำประสบการณ์และองค์ความรู้ดั้งเดิมที่มีอยู่ (Tacit Knowledge) มาต่อยอดบนระบบดิจิทัล

    • แรงงานรุ่นกลางและรุ่นใหม่ (Gen Y & Gen Z): มุ่งเน้นไปที่ทักษะขั้นสูง (Advanced Digital Skills) เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) การบริหารจัดการระบบคลาวด์ (Cloud Computing) และการประยุกต์ใช้ AI ในการทำงาน ควบคู่ไปกับทักษะทางอารมณ์และสังคม (Soft Skills) เช่น ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Adaptability) และการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

    การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จะต้องเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงทฤษฎีมาสู่แนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงในองค์กร เพื่อให้แรงงานทุกวัยสามารถรักษาคุณค่าของตนเองในตลาดงานไว้ได้


    3. พลังแห่งความร่วมมือข้ามเจเนอเรชัน (Intergenerational Synergy)

    เศรษฐกิจที่เข้มแข็งเกิดจากการผสมผสานจุดแข็งของแรงงานแต่ละช่วงวัย องค์กรยุคใหม่ควรสร้างระบบนิเวศการทำงานที่เกื้อกูลกัน เช่น ระบบ Reverse Mentoring หรือการให้พนักงานรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมาเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับพนักงานรุ่นใหญ่ ในขณะที่พนักงานรุ่นใหญ่ก็ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารความสัมพันธ์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และทักษะการเจรจาต่อรอง

    การผสานพลังดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ในองค์กร แต่ยังช่วยสร้างนวัตกรรมและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทั้ง “ประสบการณ์” และ “เทคโนโลยี”


    4. บทบาทของภาคส่วนต่างๆ ในการสร้างกลไกที่ยั่งยืน

    การพลิกโฉมทักษะแรงงานเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยกลไกแบบจตุภาคี (Quadruple Helix) หรือการมีส่วนร่วมจาก 4 ภาคส่วนหลัก:

    1. ภาครัฐ: ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็น “ผู้สนับสนุน” (Facilitator) โดยการออกนโยบายเงินอุดหนุนหรือมาตรการลดหย่อนภาษีให้แก่องค์กรที่ลงทุนในการพัฒนาทักษะพนักงาน รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติที่ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี

    2. ภาคเอกชน: ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการฝึกอบรม โดยมองว่าการพัฒนาบุคลากรคือ “การลงทุน” ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” และควรเปิดโอกาสให้แรงงานสูงวัยได้เข้าถึงตำแหน่งงานที่ใช้ทักษะใหม่ๆ

    3. ภาคการศึกษา: ต้องปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคธุรกิจจริง (Demand-Driven Education) มุ่งเน้นการแจกใบประกาศนียบัตรระยะสั้น (Micro-credentials) มากกว่าปริญญาบัตรแบบเดิม

    4. ภาคประชาสังคมและแรงงาน: ตัวแรงงานเองต้องมีทัศนคติแบบเติบโต (Growth Mindset) พร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่และพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ


    สรุป (Summary)

    หัวข้อ “May Day… New Way: พลิกโฉมทักษะแรงงานทุกวัย สู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน” เป็นเสมือนเข็มทิศนำทางตลาดแรงงานไทยในยุคปัจจุบัน ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไม่ได้วัดกันที่จำนวนแรงงานอีกต่อไป แต่วัดกันที่ “ขีดความสามารถในการปรับตัว” ของแรงงาน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืน จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันทลายข้อจำกัดด้านอายุ เปิดรับเทคโนโลยี และสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่โอบรับแรงงานทุกกลุ่ม เพื่อเปลี่ยนความท้าทายจากเทคโนโลยีดิสรัปชันและสังคมสูงวัย ให้กลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศอย่างมั่นคง


    แหล่งอ้างอิง (References)

    1. World Economic Forum (WEF). The Future of Jobs Report. รายงานแนวโน้มตลาดแรงงานโลกและการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะที่จำเป็นอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์

    2. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). รายงานผลกระทบของสังคมสูงวัยต่อตลาดแรงงานไทยและการปรับตัวทางนโยบาย. งานวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับการยกระดับทักษะแรงงานไทยและการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในยุคดิจิทัล

    3. สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (ธนาคารแห่งประเทศไทย). บทความวิจัยด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและขีดความสามารถในการแข่งขันของแรงงานไทย. Analysis of labor market resilience and structural changes.

    4. กระทรวงแรงงาน. แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve). แนวทางการขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมแรงงานไทยสู่ศตวรรษที่ 21


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/503964&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GwyiBYUc6oa7OtLcnVtHr

  • “ณรงค”ชำแหละความเสียหาย “รถไฟชนรถเมล์ ” “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ”ต้องจ่ายซ้ำซาก | TOPNEWS

    “ณรงค”ชำแหละความเสียหาย “รถไฟชนรถเมล์ ” “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ”ต้องจ่ายซ้ำซาก | TOPNEWS

    “ณรงค”ชำแหละความเสียหาย “รถไฟชนรถเมล์ ” “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ”ต้องจ่ายซ้ำซาก

    • เผยแพร่ : 18/05/2026 16:21

    “ณรงค”ชำแหละความเสียหาย “รถไฟชนรถเมล์ ” “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ”ต้องจ่ายซ้ำซาก จากความล้มเหลว ของระบบความปลอดภัย

    #topnewstv #รถไฟชนรถเมล์ #โศกนาฏกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1577348&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bf8JrlsP5eqjjXe-ufB-p

  • จีนอ่วม! ‘กำลังซื้อวูบ-ธุรกิจงดลงทุน’ ฉุดเศรษฐกิจในประเทศซบหนัก

    จีนอ่วม! ‘กำลังซื้อวูบ-ธุรกิจงดลงทุน’ ฉุดเศรษฐกิจในประเทศซบหนัก

    จีนกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจในประเทศอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ให้เห็นว่า แม้การส่งออกของจีนจะเติบโตได้ดีมาก แต่ตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศกลับปรับตัวแย่ลง

    การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 หดตัวลง 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ 

    ขณะที่ ยอดค้าปลีกในเดือนเม.ย.เติบโตเพียง 0.2% ซึ่งถือเป็นระดับที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักคาดการณ์ไว้

    จีนอ่วม! 'กำลังซื้อวูบ-ธุรกิจงดลงทุน' ฉุดเศรษฐกิจในประเทศซบหนัก

    ภาคการผลิตเชิงอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 4.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่อ่อนแอที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ส่วนยอดสินเชื่อใหม่ของภาคครัวเรือนปรับตัวลดลงอย่างมาก ทั้งหมดชี้ให้เห็นสภาวะที่ประชาชนไม่กล้าใช้จ่ายหรือกู้ยืมเพื่อการลงทุน

    นอกจากนี้ วิกฤติตลาดแรงงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ยังเป็นปัจจัยซ้ำเติม โดยอัตราการว่างงานของแรงงานอายุน้อยพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยี AI ต่อการจ้างงาน

    จีนอ่วม! 'กำลังซื้อวูบ-ธุรกิจงดลงทุน' ฉุดเศรษฐกิจในประเทศซบหนัก  

    แม้ภาคการส่งออกจะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักที่ทำงานได้ดี โดยเติบโตถึง 15% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี จากอานิสงส์ของการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก และความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐ ที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นภายหลังการเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    อย่างไรก็ดี แรงขับเคลื่อนนี้กลับทำได้เพียงช่วยพยุงให้เศรษฐกิจจีนยังคงอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 4.5% ถึง 5% เท่านั้น และไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปสงค์ภายในประเทศที่หายไปได้ทั้งหมด

    จีนอ่วม! 'กำลังซื้อวูบ-ธุรกิจงดลงทุน' ฉุดเศรษฐกิจในประเทศซบหนัก

    ขณะที่ผู้ผลิตจีนเองยังต้องแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน

    ทางด้านนโยบายรัฐบาล และธนาคารกลางจีนยังคงดำเนินแนวทางแบบ “รอดูสถานการณ์” โดยมีการลดการใช้จ่ายทางการคลัง และยังไม่มีการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม แม้ว่าสภาพคล่องในตลาดจะเพียงพอแต่กลับขาดความต้องการสินเชื่อจากภาคธุรกิจ และประชาชน

    อย่างไรก็ตาม ยังพอมีสัญญาณบวกที่หาได้ยากจาก ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยราคาบ้านมือสองปรับตัวลดลงในอัตราที่ช้าลงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2568 ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการรักษาเสถียรภาพในภาคส่วนที่เปราะบางที่สุดส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1234464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YhAgaW0cwgH44FjvqZOHj

  • ‘เอกนิติ’ ชง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เข้า ครม. พรุ่งนี้ เผยลงทุนหนุนGDPไตรมาสแรกโต 2.8%

    ‘เอกนิติ’ ชง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เข้า ครม. พรุ่งนี้ เผยลงทุนหนุนGDPไตรมาสแรกโต 2.8%

    ‘เอกนิติ’ เตรียมเสนอ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เข้าครม. 19 พ.ค.นี้ ช่วยประชาชนรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน ต้นทุน และค่าครองชีพ พร้อมมาตรการเสริมช่วยเกษตรกรและภาคขนส่ง ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาสแรกโต 2.8% มาจากการลงทุนรวมขายตัวพุ่ง

    18 พ.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมนำโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้(19 พ.ค.69) เพื่อใช้เป็นมาตรการหลักในการดูแลประชาชนและประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงจาก วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่เริ่มชะลอตัวจนน่ากังวล

    โดย ไทยช่วยไทยพลัส พัฒนาต่อยอดจากคนละครึ่งพลัส เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการ ประคองเศรษฐกิจระยะที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและปากท้องอย่างรุนแรง โดยปรับรูปแบบเป็น รัฐช่วย 60 ประชาชนจ่าย 40 เพื่อกระจายเม็ดเงินลงสู่ร้านค้ารายเล็กและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ รัฐบาลมองว่า วิกฤตพลังงานโลกที่ยืดเยื้อกำลังส่งผ่านต้นทุนเข้าสู่ราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง

    “วิกฤตครั้งนี้ถือว่าเป็นวิกฤต ลูกแรกคือ พลังงาน ลูกที่สองคือต้นทุน และลูกที่สามกำลังจะกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่เข้าไปดูแล อาจเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งของแพง กำลังซื้อหด และเศรษฐกิจชะลอตัว หากไม่มีมาตรการรองรับ จะกระทบต่อปากท้องประชาชนอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง” นายเอกนิติกล่าว

    นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลวิเคราะห์ว่าหลังจากผ่านวิกฤตพลังงานและวิกฤตต้นทุนมาแล้ว ปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่ วิกฤตค่าครองชีพและปากท้อง สถานการณ์นี้เกิดจากภาวะที่เรียกว่า วิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ต้นทุนสินค้าพุ่งสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยเดือนเมษายนสูงถึง 2.9% ในขณะที่กำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง

    โดยรัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณ วงเงิน 200,000 ล้านบาท ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการนี้ควบคู่ไปกับการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเข้าสู่การพิจารณาของครม.ในวันพรุ่งนี้ด้วยพร้อมกัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังและป้องกันไม่ให้ปัญหาค่าครองชีพขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤตการตกงานในอนาคต

    ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% ซึ่งเร่งตัวขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อน และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก การลงทุน ที่ชี้ว่ากลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอีกครั้งนั้น มองว่าตัวเลขการลงทุนรวมขยายตัวสูงถึง 9.9% ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโตถึง 10.1% เป็นการขยายตัวระดับสองหลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักร เครื่องมือ และยานพาหนะ ซึ่งเป็นผลจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ  และโครงการ BOI Fast Pass ที่ช่วยปลดล็อกการลงทุนให้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น เชื่อว่าจากนี้การลงทุนถือเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ เพราะไม่เพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว หลังประเทศไทยเผชิญภาวะลงทุนต่ำต่อเนื่องมาหลายปี

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกยังเป็นเพียง ภาพสะท้อนในกระจกหลัง เพราะยังไม่รวมผลกระทบเต็มรูปแบบจากวิกฤตพลังงานโลกที่เริ่มกดดันเศรษฐกิจในไตรมาส 2 เป็นต้นไป

    นอกจากไทยช่วยไทยพลัส รัฐยังเตรียมมาตรการช่วยเฉพาะกลุ่ม ทั้งโครงการปุ๋ยคนละครึ่งช่วยเกษตรกร มาตรการช่วยภาคขนส่ง และการสนับสนุนพลังงานสะอาดเพื่อลดต้นทุนน้ำมันระยะยาว โดยในวันนี้จะหารือกับกระทรวงคมนาคมถึงแนวทางช่วยกลุ่มรถหัวลาก ศึกษาการใช้ หัวลากไฟฟ้า ควบคู่ส่งเสริมไบโอดีเซล B20 เพื่อลดต้นทุนขนส่งและช่วยเกษตรกรชาวสวนปาล์มไปพร้อมกัน

    ส่วนกรณีที่จากตราสารหนี้หรือพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น นั้นมองว่า นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงขึ้นกว่าที่คาด เพราะเงินเฟ้อเป็นตัวสะท้อนระดับเงินเฟ้อในอนาคต

    นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ความน่ากังวลในระยะต่อไปคือ เงินเฟ้อฝังตัว เนื่องจากต้นทุนผู้ผลิตเริ่มปรับเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ผู้ประกอบการยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากถูกบีบกำไร

    “วันนี้ธุรกิจกำลังอุ้มต้นทุนไว้ แต่ในระยะต่อไปจะเริ่มอุ้มไม่ไหว ต้นทุนจะทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและกำลังซื้อชะลอลง” นายสันติธารกล่าว

    อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อในปัจจุบันเป็น เงินเฟ้อจากต้นทุน ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจร้อนแรง ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความท้าทายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องพิจารณาในการประเมินความเหมาะสมตามสถานการณ์เศรษฐกิจต่อไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/998506/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01zFhcWiEX094tR1eUDQKV

  • แกะชุดนโยบายรัฐบาล พยุง SME ไทย ฝ่าคลื่นวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    แกะชุดนโยบายรัฐบาล พยุง SME ไทย ฝ่าคลื่นวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    แกะชุดนโยบายรัฐบาล พยุง SME ไทย ฝ่าคลื่นวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    เจาะลึกยุทธศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา ของรัฐบาลที่มากกว่าแค่พักหนี้ แต่คือการรื้อโครงสร้างผ่านดิจิทัล เติมทุน 2 แสนล้าน สกัดสินค้านอก และใช้ภาษีสร้างแต้มต่อ เพื่อให้คนตัวเล็กเติบโตได้จริง

    ในวันที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ต้นทุนพลังงานยังแกว่งตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขณะที่ภัยธรรมชาติและการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกกดดันผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME อย่างหนัก สิ่งที่รัฐบาลเลือกทำในช่วงปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่แค่ “การประคองธุรกิจ” ระยะสั้น แต่กำลังพยายามวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ SME ไทยเดินต่อได้ในระยะยาว

    ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสภาพคล่อง ภาษี เทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาด ภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” ที่ต้องการเร่งเห็นผลเร็ว ควบคู่กับการสร้างแต้มต่อใหม่ให้ธุรกิจไทย

    เพราะรัฐบาลมองว่า SME ไม่ใช่เพียงกลุ่มธุรกิจรายย่อย แต่คือฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งการจ้างงาน การผลิต และห่วงโซ่อุปทานของประเทศ

    หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกจับตา คือโครงการ “SME Credit Boost” ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการปลดล็อกปัญหาเดิมของผู้ประกอบการไทย นั่นคือ “มีศักยภาพ แต่กู้ไม่ผ่าน”

    ที่ผ่านมา SME จำนวนไม่น้อยยังมีคำสั่งซื้อ มีลูกค้า และยังดำเนินธุรกิจต่อได้ แต่ติดข้อจำกัดเรื่องเครดิต หลักประกัน หรือความเสี่ยงที่สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้เพิ่ม ทำให้หลายธุรกิจขาดเงินทุนหมุนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

    รัฐบาลจึงเลือกใช้แนวทาง “รัฐช่วยรับความเสี่ยง” ผ่านกลไกชดเชยความเสียหายด้านเครดิตวงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดสินเชื่อใหม่ในระบบกว่า 200,000 ล้านบาท เป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่การเติมเงินเข้าระบบ แต่คือการทำให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และลดภาระต้นทุนทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาฟื้นตัวจริง ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่พร้อมภาระหนี้ก้อนเดิม

    ยังมีการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ชั่วคราว ก็เป็นอีกเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เพื่อนำเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบช่วยเหลือลูกหนี้และลดต้นทุนทางการเงินให้ธุรกิจในช่วงเปราะบาง

    แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือรัฐบาลไม่ได้หยุดอยู่แค่การ “อุ้มธุรกิจ” เพราะอีกด้านหนึ่งกำลังเร่งสร้าง “แต้มต่อใหม่” ให้ SME ไทยผ่านนโยบาย Digital Transformation อย่างจริงจัง

    โลกธุรกิจวันนี้แข่งขันกันมากกว่าราคา ความเร็วในการทำงาน การบริหารข้อมูล และความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัล กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ตัดสินว่าใครจะอยู่รอด

    รัฐบาลจึงออกมาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ SME เร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี ทั้งซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และระบบดิจิทัลที่ได้รับการรับรอง โดยเปิดทางให้นำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้สูงกว่าปกติ เพื่อเร่งให้ธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเร็วขึ้น
     

    พร้อมกันนี้ กรมสรรพากรยังเดินหน้าโครงการ “พี่ช่วยน้อง” ดึงบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาช่วย SME ใน Supply Chain ให้เข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt มากขึ้น

    แม้เรื่องภาษีดิจิทัลอาจดูไกลตัวสำหรับผู้ประกอบการบางราย แต่ในความเป็นจริง การอยู่ในระบบดิจิทัลช่วยเพิ่มทั้งความน่าเชื่อถือ โอกาสเข้าถึงสินเชื่อ และความเร็วในการคืนภาษี ซึ่งล้วนส่งผลต่อสภาพคล่องทางธุรกิจโดยตรง

    อีกโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลเริ่มขยับแก้มากขึ้น คือปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้าราคาถูก โดยเฉพาะสินค้าที่ทะลักเข้ามาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างประเทศ

    มาตรการยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ หรือ DMV จึงถูกมองว่าเป็นการ “กันสินค้านอก-หนุนสินค้าไทย” เพื่อลดความได้เปรียบด้านราคาของสินค้านำเข้า และช่วยให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ใกล้เคียงมากขึ้น

    นอกจากนั้น ภาครัฐยังเริ่มใช้กลไกจัดซื้อจัดจ้างเข้ามาช่วย SME มากขึ้น ผ่านการให้แต้มต่อด้านราคาแก่ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับ สสว. และใช้ระบบ e-Tax Invoice ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ที่ต้องการผลักดัน SME เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งกระบวนการ

    อีกมาตรการที่ภาคธุรกิจจับตา คือการผลักดันระบบ PromptBiz และ Supply Chain Financing เพื่อแก้ปัญหา “มีงานแต่ไม่มีเงินหมุน” ที่ SME ไทยเผชิญมานาน

    ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจำนวนมากแม้มีใบสั่งซื้อจากบริษัทใหญ่หรือหน่วยงานรัฐ แต่กลับนำเอกสารเหล่านั้นไปใช้ขอสินเชื่อได้ยาก ทำให้ขาดสภาพคล่องระหว่างรอรับเงิน

    รัฐบาลจึงพยายามเชื่อมข้อมูลการค้า การวางบิล และระบบจัดซื้อจัดจ้างเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ SME ใช้ข้อมูลธุรกิจเป็นหลักฐานเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น และหมุนเงินในระบบได้เร็วกว่าเดิม

    เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่านโยบายช่วยเหลือ SME ของรัฐบาลในรอบนี้ ไม่ได้มีแค่การลดภาระระยะสั้น แต่กำลังพยายามสร้าง Ecosystem ใหม่ให้ธุรกิจไทยปรับตัวเข้าสู่โลกเศรษฐกิจยุคใหม่

    จากมาตรการพักหนี้ เติมทุน ลดต้นทุน ไปจนถึงการผลักดันดิจิทัลและการเข้าถึงตลาด ทุกอย่างกำลังถูกเชื่อมเข้าหากัน เพื่อเปลี่ยน SME ไทยจาก “ผู้รอความช่วยเหลือ” ให้กลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ที่แข่งขันได้จริงในระยะยาว

    และโจทย์ต่อจากนี้ อาจไม่ใช่เพียงว่ารัฐจะออกมาตรการอะไรเพิ่มอีก แต่คือทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเข้าถึงมาตรการเหล่านี้ได้จริง และใช้โอกาสครั้งนี้เปลี่ยนผ่านธุรกิจของตัวเองให้ทันเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/742589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZJd4dFA5mZaoHNDYTlce5

  • เอสเอ็มอีไทยย่ำแย่ ไตรมาสแรก ปิดมากกว่าเปิดกิจการ ครั้งแรกรอบ 2 ปีครึ่ง

    เอสเอ็มอีไทยย่ำแย่ ไตรมาสแรก ปิดมากกว่าเปิดกิจการ ครั้งแรกรอบ 2 ปีครึ่ง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-136&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T1xtqx1N5-w7aJ_RYyerI