Category: เศรษฐกิจ

  • สภาพัฒน์ เผยตัวเลขหนี้ครัวเรือน-การจ้างงาน ขยับขึ้นเล็กน้อยแนะควรสร้างทักษะการเงินตั้งแต่ประถมศึกษา

    สภาพัฒน์ เผยตัวเลขหนี้ครัวเรือน-การจ้างงาน ขยับขึ้นเล็กน้อยแนะควรสร้างทักษะการเงินตั้งแต่ประถมศึกษา

    สภาพัฒน์ เผยตัวเลขหนี้ครัวเรือน-การจ้างงาน ขยับขึ้นเล็กน้อยแนะควรสร้างทักษะการเงินตั้งแต่ประถมศึกษา

    25 พฤษภาคม 2569, 20:09น.

              นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือน ไตรมาส 4/68 อยู่ที่ระดับ 86.7% ของ GDP ขยายตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า (ไตรมาส 3/68 อยู่ที่ 86.4% ของ GDP) โดยหนี้สินครัวเรือน ไตรมาส 4/68 มีมูลค่า 16.44 ล้านล้านบาท ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ โดยข้อมูลจากเครดิตบูโร พบว่า สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวม 9.59 % เพิ่มขึ้นจากระดับ 9.45 % ของไตรมาสที่ผ่านมา

               ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

               1. พฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ ที่มักซื้อสินค้าและบริการตามรีวิว หรือเทรนด์ออนไลน์ ทำให้หนี้คงค้างบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ของผู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี เพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นในปี 2568 ดังนั้นจึงควรเร่งเสริมสร้างทักษะทางการเงินแก่คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ประถมศึกษา

                2. การเปิดตัวของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) อาจต้องเฝ้าระวังการก่อหนี้เพิ่ม ซึ่งมีกรณีประเทศจีน ที่พบว่าผู้กู้บางส่วนเข้าสู่วงจรหนี้ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ฟิลิปปินส์ พบว่าธนาคารดิจิทัล มีสัดส่วน NPLs สูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม

                3. อิทธิพลของ influencer ต่อพฤติกรรมการเงินครัวเรือนในยุคดิจิทัล โดย influencer บางส่วนอาจ เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน จึงควรให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลเนื้อหาของ influencer อาทิ กำหนดให้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และควรต้องมีใบอนุญาต

                ส่วนสถานการณ์แรงงานในไตรมาส 1/69 พบว่า ผู้มีงานทำ มีจำนวนทั้งสิ้น 41.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาส 1/68) เป็นผลจากแรงงานภาคเกษตรกรรมฟื้นตัว โดยแรงงานในภาคเกษตรกรรมอยู่ที่ 11.3 ล้านคน กลับมาขยายตัว 6.2% ตามความต้องการแรงงานในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่แรงงานนอกภาคเกษตรกรรม 29.9 ล้านคน ขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.0% โดยขยายตัวมากสุดในสาขาการค้าส่ง-ค้าปลีก ที่ 7.3% รองลงมา เป็นสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้า 4.5% สาขาการผลิต 2.2% สาขาโรงแรม/ภัตตาคาร 1.5% และสาขาก่อสร้าง 0.4%

                 ภาพรวมของชั่วโมงการทำงานของแรงงานค่อนข้างทรงตัว โดยภาพรวมอยู่ที่ 40.9 ชั่วโมง/สัปดาห์ โดยภาคเอกชน อยู่ที่ 43.9 ชั่วโมง/สัปดาห์ สำหรับผู้ทำงานล่วงเวลา อยู่ที่ 6.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.1% ขณะที่ผู้ทำงานต่ำระดับ (ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมง/สัปดาห์) อยู่ที่ 1.9 แสนคน เพิ่มขึ้น 5.4%

               ไตรมาส 1/69 มีจำนวนผู้ว่างงานประมาณ 3.9 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.94% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/68 ที่มีจำนวนผู้ว่างงาน 2.8 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.70% โดยในส่วนของค่าจ้างแรงงาน พบว่า ค่าจ้างแรงงานในภาพรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 16,145 บาท/คน/เดือน ลดลง 0.6% แต่ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคเอกชน อยู่ที่ 14,392 บาท/คน/เดือน หรือ 0.08 %

                ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและให้ความสำคัญ ได้แก่

              1. การรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต่อการจ้างงานและรายได้ของแรงงานที่อาจลดลง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเร่งเตรียมมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการจับคู่การจ้างงานในสาขาที่มีความต้องการแรงงาน

              2. การว่างงานแฝงมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปี 2568 มีจำนวนกว่า 2.2 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 17.8% ส่วนใหญ่มีการศึกษาไม่สูง และอยู่ในภาคเกษตร จึงควรเร่งยกระดับผลิตภาพและสร้างอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มชั่วโมงการทำงานและรายได้

               3. ความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากการผลิตรถยนต์สันดาปลดลงต่อเนื่อง ทำให้แรงงานมีความเสี่ยงต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น

    #หนี้ครัวเรือน

    #การจ้างงาน

    Cr:สภาพัฒน์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161699&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vHGKe7Fe0wuLFZApmkS_M

  • เช็กผลลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส มี 2 ช่องทาง ขึ้นข้อความนี้ถึงได้รับสิทธิ | เดลินิวส์

    เช็กผลลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส มี 2 ช่องทาง ขึ้นข้อความนี้ถึงได้รับสิทธิ | เดลินิวส์

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง เริ่มแล้วตั้งแต่ 6 โมงเช้า วันที่ 25 พ.ค. เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 29 พ.ค. 69 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านสิทธิ โดยรัฐช่วยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน รวมสูงสุด 4,000 บาท เริ่มใช้จ่ายวันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 69

    สำหรับผู้ที่รอผลการลงทะเบียนโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะแจ้งผลลงทะเบียนผ่าน 2 ช่องทาง ดังนี้

    1.ข้อความแจ้งเตือนในแอปเป๋าตัง

    2.ข้อความ SMS

    ข้อความแจ้งผลลงทะเบียน รับสิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40

    • กรณีได้รับสิทธิ : ลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำเร็จ คุณสามารถใช้สิทธิผ่านแอปเป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 69 เป็นต้นไป
    • กรณีไม่ได้รับสิทธิ ลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ไม่สำเร็จ เนื่องจากคุณสมบัติของคุณไม่ตรงตามเงื่อนไขโครงการ

    โปรดระวังมิจฉาชีพ ข้อความแจ้งสิทธิจากโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ไม่มีการแนบลิงก์ใดๆ ทั้งสิ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5889609/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FhR-em2Lu95vjf6vPxKRf

  • บางจากฯ หนุน “วันผึ้งโลก ครั้งที่ 5” รณรงค์อนุรักษ์ธรรมชาติและยกระดับเศรษฐกิจสีเขียวชุมชนบางน้ำผึ้งสู่สากล

    บางจากฯ หนุน “วันผึ้งโลก ครั้งที่ 5” รณรงค์อนุรักษ์ธรรมชาติและยกระดับเศรษฐกิจสีเขียวชุมชนบางน้ำผึ้งสู่สากล

    25 พฤษภาคม 2569, 15:19น.

      บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับหน่วยงานภาคี จัดงาน “วันผึ้งโลก (World Bee Day) ประจำปี 2569” เพื่อรณรงค์อนุรักษ์ธรรมชาติ ดูแลระบบนิเวศ และส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งชันโรงของกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งชันโรง ตำบลบางน้ำผึ้ง ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทั้งมาตรฐานอาหารปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาตรฐานชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเอง (มพช.) และมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียนและสีเขียว (BCG Model)

       นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บางจากฯ มีความยินดีและภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนการจัดงานวันผึ้งโลก และได้เห็นความก้าวหน้าของกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งชันโรง ตำบลบางน้ำผึ้ง ซึ่งปีนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มฯ ในการยกระดับการเลี้ยงผึ้งชันโรงจนได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อย. มาตรฐาน BCG และมาตรฐานชุมชนเข้มแข็ง (มพช.) สะท้อนถึงการผสานการดูแลสิ่งแวดล้อม พื้นที่สีเขียวปลอดสารเคมี และการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างเป็นรูปธรรม”

       นายอานนท์ บูรณะภักดี นายอำเภอพระประแดง กล่าวว่า “ปัจจุบันประชากรผึ้งทั่วโลกกำลังลดลงจากผลกระทบของสารเคมีและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผึ้งและชันโรงจึงมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศและภาคการเกษตร การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพ ยกระดับรายได้ และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าอย่างยั่งยืน”

       นางสาวขวัญตา หล่อเพชร เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดฯ ได้สนับสนุนกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งชันโรงบางน้ำผึ้งผ่านโครงการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ตั้งแต่การสนับสนุนรังแม่พันธุ์ พืชอาหาร การอบรมมาตรฐาน GAP ไปจนถึงการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญในน้ำผึ้งและโพรโพลิส เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและรายได้ให้เกษตรกร

      ปัจจุบันกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งชันโรงตำบลบางน้ำผึ้งมีสมาชิก 124 ราย และขยายจำนวนรังเลี้ยงจาก 900 รัง เป็น 1,100 รัง ซึ่งสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และความปลอดภัยจากสารเคมีในพื้นที่ โดยผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งชันโรงคุณภาพมาตรฐาน อย. วางจำหน่ายภายใต้แบรนด์กลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งชันโรง ตำบลบางน้ำผึ้ง ณ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชน ผู้สนใจสั่งซื้อน้ำผึ้งชันโรง หรือร่วมอบรมการเลี้ยงผึ้งชันโรง สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 08 9440 3362

       ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ Special Talk โดยนายกิตติ สิงหาปัด ผู้ประกาศข่าวระดับแนวหน้าของประเทศ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในฐานะผู้เลี้ยงผึ้งมือใหม่จาก “นา 3 D” อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก พิธีมอบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐาน อย. มพช. BCG และ GAP ให้แก่สมาชิกกลุ่ม รวมถึงการประกวดรังผึ้งชันโรงและนิทรรศการให้ความรู้จากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมกันสืบสานคุณค่าของผึ้งจิ๋วผู้พิทักษ์ระบบนิเวศให้คงอยู่ต่อไป

        บางจากฯ เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนกับชุมชนเพื่อนบ้าน และร่วมดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอดตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีของการดำเนินธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/161693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16TDmBaL63pJVQJGJVBw-A

  • นักวิชาการชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ประคองเศรษฐกิจ แนะรัฐเร่งดึงร้านค้าเข้าระบบ

    นักวิชาการชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ประคองเศรษฐกิจ แนะรัฐเร่งดึงร้านค้าเข้าระบบ

    ท่ามกลางกระแสความสนใจของประชาชนที่แห่ลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” อย่างล้นหลามในวันแรก (25 พ.ค.) ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาให้มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวมีศักยภาพในการช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้นได้ โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังซื้ออ่อนแรง

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องตระหนักว่า “กระสุนทางการคลัง” ของประเทศกำลังลดน้อยถอยลง และนี่อาจเป็นหนึ่งในการกู้เงินขนาดใหญ่ครั้งสุดท้ายที่รัฐยังพอมีพื้นที่ดำเนินการได้โดยไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นทางการคลัง ดังนั้น การใช้จ่ายงบประมาณทุกบาทจึงควรถูกออกแบบบนฐานของ “หลักฐานเชิงประจักษ์” มากกว่าความรู้สึก

    ดร.อธิภัทร ได้หยิบยกงานวิจัยที่ศึกษาจากข้อมูลการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) และแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีในโครงการ “คนละครึ่ง” รอบที่ผ่านๆ มา เพื่อเป็น 4 บทเรียนสำคัญในการอุดช่องโหว่และยกระดับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ดังนี้

    1. ช่วยร้านเล็กได้จริง สร้างฐานลูกค้าใหม่

    ผลวิจัยชี้ชัดว่าโครงการลักษณะนี้ช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 50% และที่น่าสนใจคือ ยอดขายนอกโครงการก็เติบโตตามไปด้วย กลไกสำคัญเกิดจากการที่ร้านค้าได้ “เปิดตลาด” และพบลูกค้าใหม่ (Customer Discovery) โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรีที่พบว่า ร้านค้ามีจำนวนลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มขึ้นถึง 176% ซึ่งผลลัพธ์เชิงบวกนี้ยังคงอยู่แม้โครงการจะสิ้นสุดลงไปแล้ว

    2. เม็ดเงิน “กระจุกตัว” สูง จี้รัฐคุมเพดานรายร้านค้า

    แม้ร้านเล็กจะได้ประโยชน์ แต่เมื่อเจาะลึกการกระจายตัวของเม็ดเงิน กลับพบความซับซ้อนที่น่ากังวล ข้อมูลระบุว่า ร้านค้ากลุ่ม Top 5% สามารถกวาดเงินสนับสนุนจากรัฐรวมกันไปได้ถึง 41% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งกลุ่มนี้มักเป็นร้านที่มีขนาดใหญ่กว่า มีฐานลูกค้าเดิมที่แข็งแกร่ง และคุ้นชินกับระบบ e-Payment

    โจทย์ใหญ่ของ “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงอยู่ที่การออกแบบกลไกเพื่อส่งเม็ดเงินให้ถึง “ร้านเล็กที่แท้จริง” เช่น การพิจารณากำหนดเพดานเงินอุดหนุน (Subsidy Cap) ต่อร้านค้า เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐอุดหนุนกลุ่มร้านใหญ่ซ้ำๆ มากจนเกินไป

    3. ยอมรับความจริง นี่คือการ “เยียวยา” ไม่ใช่ “กระตุ้นเศรษฐกิจ”

    ในมิติของการกระตุ้นเศรษฐกิจ งานวิจัยพบปรากฏการณ์ย้ายที่ซื้อ (Crowd Out) ค่อนข้างชัดเจน ประชาชนมักโยกการใช้จ่ายจากร้านที่ไม่ได้ร่วมโครงการมาร้านที่ร่วมโครงการ มากกว่าจะเกิดการใช้จ่ายใหม่ทั้งหมด

    ค่าประสิทธิผลต่อการใช้จ่าย (MPC) ของโครงการอยู่ที่ระดับ 0.4 หมายความว่า รัฐอุดหนุน 1 บาท จะเกิดการใช้จ่ายใหม่จริงเพียง 40 สตางค์เท่านั้น ยิ่งในรอบนี้รัฐเพิ่มสัดส่วนการอุดหนุนเป็น 60% ยิ่งสะท้อนชัดเจนว่า โครงการนี้ทำหน้าที่ “ประคองกำลังซื้อและเยียวยาสภาพคล่อง” มากกว่า “เร่งเศรษฐกิจ” ซึ่งรัฐบาลควรสื่อสารเป้าหมายนี้ต่อสาธารณะให้ชัดเจน หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง จะต้องใช้เครื่องมืออื่นที่ออกแบบมาเพื่อสร้างการใช้จ่ายใหม่ ไม่ใช่เพียงการดึงเงินอนาคตมาใช้ก่อน

    4. โอกาสทองในการดึงธุรกิจเข้า “ระบบภาษี”

    ที่ผ่านมามักมีความกังวลว่าร้านค้าไม่อยากเข้าร่วมโครงการของรัฐเพราะกลัวการเสียภาษี แต่ข้อมูลวิจัยกลับลบล้างความเชื่อนั้น โดยพบว่ามีร้านค้าเพียง 6% ที่ออกจากระบบด้วยเหตุผลดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ธุรกิจขนาดเล็กถึง 40% เลือกเข้าสู่ระบบ VAT ด้วยความสมัครใจ แม้รายได้จะยังไม่ถึงเกณฑ์บังคับ 1.8 ล้านบาทต่อปีก็ตาม

    สิ่งนี้สะท้อนว่า ธุรกิจจำนวนมาก “พร้อมเข้าระบบ” หากมองเห็นความคุ้มค่าและต้นทุนการจัดการที่ไม่สูงเกินไป รัฐบาลจึงควรใช้โอกาสที่มีเม็ดเงินมหาศาลนี้ สร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี ใช้ e-Payment และสร้าง Digital Footprint เพื่อยกระดับโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว

    ในตอนท้าย ดร.อธิภัทร ได้กล่าวสรุปเพื่อฝากข้อคิดถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า โครงการลักษณะนี้เป็นนโยบายที่ประชาชนคุ้นเคยและประสบความสำเร็จทางการเมืองสูงมาก แต่ “ความป๊อปปูลาร์ ไม่ได้แปลว่าเป็นนโยบายที่ดีที่สุดเสมอไป” ภารกิจสำคัญของกระทรวงการคลังจึงไม่ใช่แค่การทำให้ประชาชนถูกใจ แต่คือการออกแบบนโยบายที่ช่วยร้านเล็กได้จริง ลดการกระจุกตัว กระตุ้นเศรษฐกิจได้คุ้มค่า และพาร้านค้าเข้าสู่ระบบได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1235516&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WYty3XP_AhwYj8NILOb9u

  • เศรษฐกิจและการเมืองในสังคมสูงวัย

    เศรษฐกิจและการเมืองในสังคมสูงวัย

    โลกเราขณะนี้กําลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ประเทศไทยก็เช่นกัน เมื่ออายุมากขึ้นเราคาดว่าคนสูงวัยจะมีบทบาทในสังคมน้อยลง ให้เวลากับตัวเองและพักผ่อนมากขึ้น ตรงกันข้าม ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น บทบาทคนสูงวัยในระบบเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศยังไม่หายไปไหน อิทธิพลของคนกลุ่มนี้ยังมากและเข้มแข้ง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และระดับบอร์ดบริษัท จนมีศัพท์ทางวิชาการว่า “ชราธิปไตย” หรือ Gerontocracy คือ ปกครองโดยคนสูงอายุ ซึ่งฟังดูดีเพราะคนสูงวัยมีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก น่าจะนําพาประเทศให้อยู่รอดปลอดภัยและส่งผ่านประเทศที่ดีให้กับลูกหลาน

    แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเฉพาะในบางประเทศเท่านั้น เช่น สิงค์โปร์ ที่ส่งผ่านประเทศให้กับลูกหลานได้ดี เพราะในหลายประเทศคนสูงวัยสมัยหนุ่มสาวจะนำพาประเทศอย่างเข้มแข็ง คือเป็นกําลังสําคัญ แต่พออายุมากขึ้น หลายคนความคิดเปลี่ยนมาเป็นต่อต้านหรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีอยู่และประโยชน์ที่ตนจะได้มากขึ้น จนบางครั้งเป็นอุปสรรคต่อการก้าวต่อของประเทศและการแก้ปัญหา ประเทศเราก็เข้าลักษณะนี้ การส่งผ่านประเทศที่ดีให้กับลูกหลานจึงทำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ความหวังจึงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ที่จะแก้ไขให้ทุกอย่างดีขึ้นเมื่อมีอำนาจ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    ชราธิปไตยคือการปกครองที่อํานาจการตัดสินใจอยู่ในมือคนสูงวัย ที่เป็นผู้ตัดสินใจตัวจริงในเรื่องต่างๆ สูงวัยในที่นี่คืออายุหกสิบปีขึ้นไป และในสังคมที่ให้คุณค่ากับการเคารพผู้ใหญ่อย่างประเทศเรา บทบาทและอิทธิพลของคนกลุ่มนี้จะหนาแน่น ไม่เฉพาะแค่การเมืองหรือธุรกิจ แต่รวมถึงสถาบันปกครองสําคัญของประเทศ เช่น ศาลยุติธรรม สภาสูง องค์กรอิสระ การตัดสินใจของคนกลุ่มนี้จึงกระทบทุกส่วนของสังคม เพราะมีอิทธิพลต่อนโยบาย การออกกฏหมาย และการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ตัวอย่างเช่น วุฒิสภาสหรัฐ ที่ไม่มีการจํากัดวาระการดำรงตำแหน่ง หลายคนอายุเกิน 75-80ปี เป็นที่รวมของผู้ทรงอิทธิพลทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ จนถูกเรียกเป็นสโมสรคนสูงวัยที่รวยที่สุดในโลก

    คนสูงวัยที่มีอำนาจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนในตำแหน่ง แต่รวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจ ที่เป็นฉากหลัง เป็นมือที่มองไม่เห็น ที่เป็นพ่อค้า อดีตข้าราชการ อดีตนักการเมือง ผู้ใหญ่ที่มีบารมีในสังคม ที่ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆของประเทศ ทั้งการเมือง เช่นใครจะมาเป็นรัฐบาล ภายใต้เงื่อนไขอะไร เศรษฐกิจ คือนโยบาย การจัดสรรผลประโยชน์ รวมถึงการตรวจสอบ เช่น การทําหน้าที่ขององค์กรอิสระ อํานาจเหล่านี้มีอยู่จริงและไม่ใช่ต่างคนต่างทํา แต่ประสานกันผ่านเครือข่ายและระบบอุปถัมภ์ที่ปลูกฝังไว้ ทําให้ประเทศเหมือนถูกกำกับและอยู่ในมือคนสูงวัยเหล่านี้

    กรณีประเทศไทย เครือข่ายชราธิปไตยปัจจุบันมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์ เพราะผู้สูงวัยที่มีอำนาจก็มาจากคนกลุ่มนี้ที่เกิดระหว่างปี 2489-2507 เป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลและอํานาจมากที่สุดในโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองไทยขณะนี้ เบบี้ บูมเมอร์ ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่โชคดีที่สุด เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ต้องไปรบ เกิดและโตในช่วงที่ประเทศไทยกําลังเริ่มพัฒนา ทุกอย่างพร้อม ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คนน้อย ที่ดินว่างเปล่ามากมาย ราคาถูก โอกาสต่างๆ จึงมาก บริษัทต่างประเทศก็ต้องการเข้ามาลงทุน สามารถฉกฉวยโอกาสสร้างฐานะสร้างชีวิต คนรุ่นเบบี้ บูมเมอร์จึงมีส่วนร่วมเต็มที่ในการพัฒนาประเทศในระยะต้นและได้ประโยชน์ ตั้งตัวได้ กลายเป็นเจ้าของกิจการ เศรษฐี และผู้นําสังคม พร้อมกับเศรษฐกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดด

    ถึงประมานช่วงปี 2530 เป็นต้นไป ขาขึ้นของเศรษฐกิจไทยและการพัฒนาแบบก้าวกระโดดก็เริ่มชะงักและชะลอต่อเนื่องอีกยี่สิบกว่าปีต่อมาหลังปี 2540 สาเหตุเพราะเบบี้ บูมเมอร์ไทยที่ช่วงนั้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวและเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตัวจริง ทําหน้าที่ได้ไม่ดีพอในการสร้างและพัฒนาประเทศ เทียบกับเบบี้ บูมเมอร์ประเทศอื่น เช่น สิงค์ไปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้เติบโตต่อเนื่อง พัฒนาดีกว่า หลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง โตต่ำ ไม่ไปไหน เวลากว่ายี่สิบปีนี้ต้องถือว่านาน เพราะสามารถสร้างหรือเปลี่ยนประเทศแบบพลิกฝ่ามือได้ เช่น กรณี จีน เวียตนาม แต่เบบี้ บูมเมอร์ไทยใช้เวลายี่สิบกว่าปีวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ ไม่แก้ไข ทําให้ประเทศเสียโอกาสถึงทุกวันนี้

    หนึ่ง ความขัดแย้งทางการเมือง ที่เบบี้ บูมเมอร์ไทยทะเลาะกันไม่เลิกตั้งแต่การเมืองเปิด ต่างต้องการอํานาจ แย่งอํานาจ และไม่ยอมรับให้อีกฝ่ายได้อำนาจ เกิดวัฐจักร เลือกตั้ง ปฏิวัติ ยุบพรรค เลือกตั้งใหม่ ทําให้การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพและยืนระยะนานกว่ายี่สิบปีถึงวันนี้โดยผู้เล่นกลุ่มเดิมที่ยังทะเลาะกัน เริ่มจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่มีอํานาจอยู่ก่อนกับกลุ่มใหม่ที่ต้องการอํานาจ ซึ่งเป็นเบบี้ บูมเมอร์ทั้งคู่ ทะเลาะกันนานจนคนรุ่นใหม่ระอา เกิดเป็นความตึงเครียดระหว่างรุ่น

    สอง นโยบายผิดพลาด เมื่อการเมืองไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลเปลี่ยนบ่อย นโยบายก็ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจนว่าจะเดินต่ออย่างไร ต่างจากสิงค์โปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ที่สําคัญ เบบี้ บูมเมอร์ทั้งสองข้างที่ทะเลาะกันก็ทําเหมือนกัน คือ เน้นทํานโยบายระยะสั้นเพื่อคะเเนนเสียง ชอบอุดหนุนแจกให้เปล่าเพื่ออำนาจ มากกว่าที่จะลงทุนวางโครงสร้างระยะยาวที่เข้มแข็งให้กับประเทศ เช่น การศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน ภาคธุรกิจจึงไม่ลงทุน เงินลงทุนจากต่างประเทศลด ไทยกลายเป็นประเทศที่ไม่มีนวัตกรรม ผลิตภาพหรือความสามารถในการผลิตต่ำ ความสามารถในการแข่งขันตํ่า ต้องพึ่งภาคบริการในการเติบโตโดยอาศัยต้นทุนแรงงานที่ไม่แพง เช่นการท่องเที่ยว

    สาม เมื่อการเมืองมองสั้น เบบี้ บูมเมอร์ในภาคธุรกิจโดยเฉพาะระดับใหญ่ก็มองสั้นตามไปด้วย ไม่ลงทุน ยกเว้นจะถูกร้องขอหรือบีบโดยภาครัฐ แต่มุ่งหากําไรจากค่าเช่าทางเศรษฐกิจ สัมปทาน อสังหาริมทรัพย์ และระบบเครือข่าย ทำให้การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจลดลง ระบบอุปถัมถ์และระบบเส้นสายมีอิทธิพลต่อการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจมากกว่ากลไลตลาดและความสามารถ (Merit) เมื่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไม่ลงทุน เศรษฐกิจก็ไม่โต ไม่มีการจ้างงาน ลดโอกาสทางเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่ ความตึงเครียดระหว่างรุ่นระหว่างวัยในสังคมจึงทวีมากขึ้น

    นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเรา เป็นผลงานที่คนรุ่นเบบี้ บูมเมอร์ทําไว้และต้องรับผิดชอบ เพราะได้รับมรดกประเทศที่ดีอุดมสมบูรณ์จากคนรุ่นก่อนที่ได้เริ่มวางรากฐานการพัฒนาประเทศ แต่ปัจจุบันไทยตามหลังประเทศอื่น ส่วนเบบี้ บูมเมอร์เองก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่แก่และจนเพราะไม่มีทรัพย์สมบัติซึ่งเป็นส่วนใหญ่ อีกกลุ่มเล็กกว่า คือผู้สูงวัยที่มีอำนาจ รวย ทรัพย์สินมาก มีอิทธิพลมากในสังคม และไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อปกป้องสิ่งที่ตนมี นี่คือกลุ่มชราธิปไตยที่บางคนยกระดับว่าเป็น รัฐพันลึก ตัวจริง ที่แม้เศรษฐกิจไม่โต ประเทศมีปัญหา แต่ความมั่งคั่งของคนกลุ่มนี้ก็เพิ่มขึ้นตลอดจากความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ค่าเช่าจากทรัพย์สินที่สะสมมา ผลตอบแทนจากการลงทุน และความใกล้ชิดที่มีกับวงในของอำนาจทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

    นี่คือสิ่งที่ชราธิปไตยได้จากสังคมไทย จึงมองการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงเป็นภัย เมื่อไม่เปลี่ยนแปลง การส่งผ่านประเทศที่ดีให้กับลูกหลานคงทําได้แค่นี้ ความหวังจึงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ที่เข้ามามีอำนาจ ที่จะมองประโยชน์ต่อประเทศและสังคมมากกว่าที่คนรุ่นเก่ามองและทําสิ่งที่ดีกว่าทิ้งไว้

    เขียนให้คิด

    ดร. บัณฑิต นิจถาวร

    ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    [email protected]

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1002471/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ua4YzHkDbZlyXhQw6LWeB

  • บ้านพักผู้สูงวัยวิกฤต กระจุกตัวในเมืองใหญ่ แต่เท่าไรก็ไม่พอ

    บ้านพักผู้สูงวัยวิกฤต กระจุกตัวในเมืองใหญ่ แต่เท่าไรก็ไม่พอ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_iTpkOhwmFls9gj8kr_9f

  • เปิด MOU ดันอุตฯอาหารสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม เจาะตลาดอินเดีย

    เปิด MOU ดันอุตฯอาหารสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม เจาะตลาดอินเดีย

    สถาบันอาหาร–หอการค้าไทย ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ชี้ ‘อินเดีย’ ตลาดดาวรุ่งแนะ จากจำนวนประชากรกว่า 1.46 พันล้านคน ชูเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มในเวทีโลก

    25 พ.ค. 2569 – นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร(NFI) เปิดเผยว่า สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายภาคธุรกิจ ตั้งเป้ายกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยในเวทีโลก และศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาค

    โดยความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และโภชนาการมากขึ้น

    สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุม 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาวิชาการ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า การส่งเสริมตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Ecosystem) เพื่อส่งเสริม Startup และ SMEs ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะเดียวกัน สถาบันอาหารยังเดินหน้าพัฒนา “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มสนับสนุนนวัตกรรมอาหารแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนและการลงทุน เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

    “ปัจจุบันอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น” นางสาวไปยดา กล่าว

    ทั้งนี้ อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก” จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเติบโตของรายได้และชนชั้นกลาง (Income Growth) การขยายตัวของเมือง (Urbanization) โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ (Favorable Demographics) การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล (Technology & Innovation) และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค (Evolving Consumer Attitudes) ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของตลาดอาหารมูลค่าสูงและสินค้า Premium Food ในระยะยาว

    จากข้อมูล PwC’s Voice of the Consumer 2025: India Perspective พบว่า ผู้บริโภคอินเดียให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคา รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัยอาหาร และความสะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Ready-to-Eat, Convenience Food, Functional Food และ Personalized Nutrition ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับระบบ Food Safety และ Traceability มากขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

    อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีภาษาหลักกว่า 121 ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 705 กลุ่มทั่วประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing หรือการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันระยะยาว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1002568/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T8tnRhTi3KjHBDlbIZKA-

  • เปลี่ยนขยะเป็นโอกาสสร้างงาน 3 กูรู กางแผนปฏิรูปครบวงจน ดัน พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน

    เปลี่ยนขยะเป็นโอกาสสร้างงาน 3 กูรู กางแผนปฏิรูปครบวงจน ดัน พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน

    วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

    3 กูรูด้านขยะ เสนอการจัดการต้นทางและนโยบายระดับชาติจต้องเร่งขับเคลื่อนเรื่องขยะให้ครอบคลุมถึงการคัดแยก ผลักดัน พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน กำหนดแนวคิดขยะเป็นโอกาสสร้างงาน ด้านการสร้างแรงจูงใจหนุนการใช้กลไกเครดิตทางสังคม เพื่อให้ประชาชนหันมาใส่ใจเรื่องขยะอย่างยั่งยืนๆ และจัดการปลายทางด้วยเทคโนโลยี

    วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานกรุงเทพฟ้าใหม่ FORUM ครั้งที่ 5 ในหัวเรื่อง “The Last Landfill” นับถอยหลังขยะฝังกลบ สู่อนาคตกรุงเทพฯ สีเขียว เพื่อนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนผ่านมุมมองที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการต้นทาง การใช้ข้อมูลขับเคลื่อนพฤติกรรม ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีกำจัดขยะปลายทาง โดยมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือการลดปริมาณขยะฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งมีวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ร่วมวงเสวนา 3 ท่าน ได้แก่ นายชนัมภ์ ชวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท รีไซเคิลเดย์ จำกัด รศ.ดร. ตระการ ประภัสพงษา อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประธานฝ่ายวิชาการ สมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย และ 3.นายสุธีร์ ฉุยฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี อินเวนชั่น เทคโนโลยี จำกัด ดำเนินรายการโดยนายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา

    3 กูรูด้านขยะ

    นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมงานเสวนาด้วย ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ และว่ามี่ผู้สมัคร สก. พรรค 

    ทั้งนี้ในด้านการจัดการต้นทางและนโยบายระดับชาติ รศ.ดร. ตระการ ได้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาฝุ่นและขยะเป็นวาระที่ยังคงอยู่มาอย่างยาวนาน แม้ปัจจุบันขยะร้อยละ 77 จะได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม แต่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องมุ่งเน้นการลดการใช้และการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เช่น การตั้งเป้าลดขยะพลาสติกให้ได้ร้อยละ 100 ภายในปี 2570 ผ่านการลดและเลิกใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง 

    3 กูรูด้านขยะ

    นอกจากนี้ การจัดการขยะอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเริ่มจากการบริโภคให้พอดีและไม่เหลือทิ้ง เพื่อนำเศษอาหารไปแปรรูปเป็นพลังงาน การขับเคลื่อนเรื่องนี้ยังครอบคลุมไปถึงการคัดแยกขยะแบบ 4+1 การกำหนดกติการ่วมกันในระดับท้องถิ่น และการผลักดัน พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าขยะไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นโอกาสในการสร้างงาน

    ส่วนในมุมมองของการสร้างแรงจูงใจและการปรับพฤติกรรมเมือง นายชนันท์ ได้เสนอแนวคิดในการเปลี่ยนผ่านจากการจัดการขยะแบบ analog สู่เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven City) โดยมองว่าขยะไม่ใช่ของสกปรก แต่เป็นข้อมูลที่บ่งบอกพฤติกรรมของเมือง การแก้ปัญหาจึงต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจรผ่านแอปพลิเคชันที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดเก็บขยะต้นทาง กระบวนการจัดการกลางทาง ไปจนถึงการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ที่ปลายทาง 

    3 กูรูด้านขยะ

    “กุญแจสำคัญคือหากเราสามารถลดขยะอาหารลงได้ร้อยละ 30 การจัดการขยะประเภทอื่นจะง่ายขึ้นทันที” นายชนันท์ กล่าว

    นอกจากนี้ การใช้กลไกอย่างระบบเครดิตทางสังคม (Social Credit) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้หันมาใส่ใจเรื่องขยะอย่างยั่งยืน

    3 กูรูด้านขยะ

    สำหรับการจัดการปลายทางด้วยเทคโนโลยี นายสุรีย์ ได้เน้นย้ำว่าในบริบทที่ประเทศเรายังไม่มีระบบคัดแยกขยะที่สมบูรณ์แบบ เทคโนโลยีเตาเผาแบบ Stoker Gate เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยคือระบบควบคุมมลพิษทางอากาศ (Air Pollution Control) แบบครบวงจรเพื่อฟอกสารพิษ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจให้กับชุมชนรอบข้าง การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าขยะยังสามารถนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและดูแลการบำรุงรักษาได้ ทิศทางในอนาคตจึงต้องปรับโครงสร้างและเปลี่ยนมุมมองว่าการกำจัดขยะคือบริการสาธารณะ ควบคู่ไปกับการแก้ระเบียบการประมูลให้แข่งขันกันที่ผลประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นหลัก เพื่อให้โครงการนำร่องสามารถบูรณาการร่วมกับพื้นที่และลดภาระของเมืองได้อย่างแท้จริง

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/966576&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QUUl7XflCNoyr6TbHGqLY

  • กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก


    25/05/2569 | 31 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    วันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เวลา 11.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการขยายช่องทางการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน (ROADSHOW OTOP) จังหวัดสระแก้ว โดยมีนางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม พัฒนากาารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดสระแก้ว รวมทั้ง แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

    การจัดงานในครั้งนี้ ดำเนินการ ระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 โดยจัดแสดงและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ของดีขึ้นชื่อจากจังหวัดสระแก้ว กว่า 148 บูธ เป็นสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในเมืองหลวงโดยตรง เพิ่มช่องทางการตลาดและขยายโอกาสกระจายสินค้าให้แก่กลุ่มผู้ผลิต และผู้ประกอบการ OTOP และส่งเสริมรายได้ขับเคลื่อนกลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน จึงขอเชิญชวนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง ร่วมอุดหนุนและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีจากจังหวัดสระแก้ว ในงาน ROADSHOW OTOP ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ตั้งแต่วันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 นี้

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/367876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nai7HKSCocbWufVzE44dF

  • สงครามตะวันออกกลาง กระทบ ยอดส่งออกรถยนต์ของไทย ร่วงต่ำสุดในรอบ 5  ปี

    สงครามตะวันออกกลาง กระทบ ยอดส่งออกรถยนต์ของไทย ร่วงต่ำสุดในรอบ 5 ปี

    25 พฤษภาคม 2569, 14:23น.

               นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอดผลิตรถยนต์เดือนเม.ย.2569 อยู่ที่ 103,794 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.44% จากการส่งออกรถยนต์ ลดลง 8.43% อยู่ที่ 60,190 คัน

    เนื่องจากไทยส่งออกรถยนต์ไปตลาดตะวันออกกลางได้เพียง 993 คัน ลดลงถึง 11,053 คัน คิดเป็นการลดลงถึง 91.76% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี เพราะผลกระทบจากสงครามระหว่าง สหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไม่สามารถส่งออกรถยนต์ได้ และการลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลางและอเมริกาใต้

              นอกจากนี้ ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 36,532 คัน ลดลง 1.70% จากรถกระบะที่มียอดขายลดลง 9.7% เพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน จากเศรษฐกิจและดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนและการจ้างงานยังน่ากังวล ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า

               “ปัจจัยข้างต้น โดยเฉพาะการผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกที่ลดลงในตลาดตะวันออกกลาง จากสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกไม่ถึงเป้าปีนี้ที่ตั้งไว้ที่ 9.5 แสนคัน หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อไปนานมากกว่า 3 เดือน”

              ทั้งนี้ แม้ว่ายอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนเม.ย.2569 จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.54% เนื่องจากการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่จองมากกว่าครึ่งของยอดจองรวมในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เมื่อปลายเดือนมี.ค.-ต้นเดือนเม.ย. จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นมากจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับการออกรถรุ่นใหม่และการเริ่มผลิตรถบรรทุกของบริษัทหนึ่งที่ย้ายโรงงาน

              ขณะเดียวกัน การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไตรมาส 1/2569 ที่ 2.8% และการลงทุนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติโครงการต่างๆ อาจช่วยสร้างงานสร้างเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราสูงขึ้นหากได้ลงทุนในปีนี้ รวมทั้งการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ที่จะลดการนำเข้าพลังงานและเพิ่ม การลงทุนที่จะเพิ่มการจ้างงานในประเทศไทยด้วย

              อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ยังต้องติดตามภาวะสงครามอย่างใกล้ชิดในเดือนพ.ค.-มิ.ย.ต่อไปว่า จะยืดเยื้อแค่ไหน เพื่อประกอบการทบทวนประมาณการยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 ให้มีความชัดเจนอีกครั้ง โดยขณะนี้เรายังคงเป้าหมายยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นยอดผลิตเพื่อส่งออก 9.5 แสนตันคน และยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 5.5 แสนคัน

              นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบที่น่ากังวลมาก คือ การขอปรับราคาขึ้นของชิ้นส่วนต่างๆ โดยอ้างสงครามตะวันออกกลาง จะยิ่งซ้ำเติมต่อยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ให้ลดลงด้วย จึงใคร่ขอให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์คุมราคาไว้ในภาวะที่กำลังซื้อยังอ่อนแอไประยะหนึ่ง

    #ส่งออกรถยนต์ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161688&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z4iRt8GfiJcGqrYmiioRS