Category: เศรษฐกิจ

  • “รมว.วราวุธ” ดันเครื่องยนต์ลงทุนไทย ชูไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รมว.วราวุธ” ดันเครื่องยนต์ลงทุนไทย ชูไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115416&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hYtmnTNMG0aSApoe9-6gz

  • “เอเซียพลัส” คัด 11 หุ้นรับเทรนด์น้ำมันดิ่ง-เศรษฐกิจฟื้น ชู GULF-BDMS เด่น

    “เอเซียพลัส” คัด 11 หุ้นรับเทรนด์น้ำมันดิ่ง-เศรษฐกิจฟื้น ชู GULF-BDMS เด่น

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASP เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้แนะนำหุ้นที่ได้รับปัจจัยบวกจากสถานการณ์สงครามที่ผ่อนคลายลง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานลดลง ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP, บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS

    นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและการฟื้นตัวของการบริโภค ได้แก่ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK

    ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ทยอยปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในรอบปีที่ 118.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 99.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความหวังเชิงบวกเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) อีกครั้ง และช่วยลดระดับความกังวลจากปัญหาภาวะขาดแคลนอุปทาน (Supply Shortage) ลงได้ ในขณะเดียวกัน ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงมาแล้ว 11% และยังมีแนวโน้มย่อตัวลงต่อจากปัจจัยทางเทคนิคที่ราคาน้ำมันทำรูปแบบ Diamond Top มีโอกาสย่อตัวลงต่อ ประกอบกับความคืบหน้าในการเจรจา และผลกระทบจากสงครามที่ยืดเยื้อซึ่งกดดันคะแนนความพึงพอใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม ร่องรอยผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อที่ทิ้งไว้ส่งผลให้การตัดสินใจในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่มุมมองของตลาดพันธบัตรกำลังเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยสูงยาวนาน (Higher-for-longer) โดยล่าสุดส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Spread) ระหว่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี และ 5 ปี ลดลงเหลือเพียง 0.81% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี นับเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของตลาดหุ้นในระยะถัดไป

    ด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทย กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 ขยายตัวที่ระดับ 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 20.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 45.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 29.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักๆ มาจากการนำเข้าวัตถุดิบ กึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน และน้ำมันดิบ ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 10,020 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ วัฏจักรสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นขาขึ้น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการนำเข้าและส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรก ตามการเติบโตของโลกจากกระแสเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการส่งออก

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/834435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13f5o4k0LQhtwePU-NrVVS

  • “รมว. สุชาติ” เปิดงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ ปี 69 ชูแนวคิด “สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” มุ่งเป้าป่าชุมชน 12,000 แห่งทั่วประเทศ สู่ฐานเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน

    “รมว. สุชาติ” เปิดงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ ปี 69 ชูแนวคิด “สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” มุ่งเป้าป่าชุมชน 12,000 แห่งทั่วประเทศ สู่ฐานเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน

    25 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์สมุททานุภาพกองทัพเรือ จังหวัดชลบุรี – นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ” ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “Community Forest Based Wellness : ป่าชุมชน สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ. ชลบุรี ให้การต้อนรับ โอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารในสังกัด หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ตลอดจนเครือข่ายป่าชุมชนเข้าร่วมงาน โดยการจัดงานครั้งนี้ มุ่งเน้นส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูลตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมยกระดับป่าชุมชนกว่า 1.2 หมื่นแห่ง ให้เป็นรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีระกุล ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะการส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาป่าตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งป่าชุมชนกระจายอยู่ทุกภูมิภาคกว่า 12,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 7 ล้านไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 5 ล้านครัวเรือน การจัดงานในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงวางรากฐานตามแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ มุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างการดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์อย่างเกื้อกูล เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญในการกักเก็บคาร์บอน ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งต่อมรดกทางธรรมชาติที่สมบูรณ์นี้ให้แก่รุ่นลูกหลานต่อไป

    ด้าน นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนให้เครือข่ายป่าชุมชนมีความเข้มแข็งและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 กรมป่าไม้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้กำกับดูแล แต่เปรียบเสมือน “พี่เลี้ยง” ที่คอยสนับสนุนทั้งในด้านวิชาการ การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์จากป่า รวมถึงการบริหารจัดการเพื่อให้ป่าชุมชนเป็นแหล่งรายได้และแหล่งความสุขที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง สำหรับการจัดงานในวันนี้มีกิจกรรมสำคัญ คือการมอบถ้วยและโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่เครือข่ายป่าชุมชนต้นแบบสู่ความยั่งยืน และภาคีเครือข่ายที่ให้การสนับสนุน อีกทั้งจะได้มอบเงินอุดหนุนให้แก่ตัวแทนป่าชุมชน 4 ภาค และการมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “รักษ์ป่า รักแผ่นดิน” มีการจัดแสดงตลาดนัดผลผลิตป่าชุมชน และการสาธิตการทำผลิตภัณฑ์และบริการที่เกิดจากการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน

    ทั้งนี้ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมรณรงค์ทำกิจกรรมเพื่อรักษาป่าชุมชนในพื้นที่ของตน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ การทำฝายชะลอน้ำ การลาดตระเวน หรือการทำแนวกันไฟ เพื่อร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฐานทรัพยากรของชาติอย่างยั่งยืนสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1022038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xWPNBcCju3RXbpIwwJ8yD

  • ถึงคิวบัตรสวัสดิการ คลังเผยแล้ว เงินไทยช่วยไทย 1,000  มิ.ย.69 โอนเข้าวันไหน | เดลินิวส์

    ถึงคิวบัตรสวัสดิการ คลังเผยแล้ว เงินไทยช่วยไทย 1,000 มิ.ย.69 โอนเข้าวันไหน | เดลินิวส์

    นายธนะโชค รุ่งธิปานนท์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิผ่านบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ตการ์ด ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2569 จะได้รับสิทธิ ดังนี้

    วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้รับวงเงินสิทธิเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และค่าเดินทาง (ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้และไม่สะสมในเดือนถัดไป) ประกอบด้วย

    – วงเงินซื้อสินค้า 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย. 69)

    – วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย. 69)

    – วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน (ได้แก่ บขส. รถไฟ ขสมก. รถไฟฟ้า และรถโดยสารเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ)

    วันที่ 19 มิถุนายน 2569

    – ได้รับเงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือน

    สำหรับผู้มีสิทธิที่เป็นคนพิการ ซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเบี้ยความพิการ 800 บาทต่อเดือน (โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของผู้มีสิทธิ หรือบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิหรือผู้รับมอบอำนาจที่ใช้รับเงินเบี้ยความพิการ 800 บาท)

    “หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 0 2109 2345 หรือ Call บัญชีเงินสิทธิ Center กรมบัญชีกลาง 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5891348/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37CSp79iffn5KSevRXhVm6

  • บิ๊กหยม มาแล้ว พรรคเศรษฐกิจเล่นใหญ่ เปิดตัวลงผู้ว่า กทม.พร้อมผู้สมัครสก.49เขต

    บิ๊กหยม มาแล้ว พรรคเศรษฐกิจเล่นใหญ่ เปิดตัวลงผู้ว่า กทม.พร้อมผู้สมัครสก.49เขต

    พรรคร่วมรัฐบาลเขย่าเก้าอี้ ‘ศุภจี’ หากแก้ปัญหาทุเรียนไม่ได้ ก็ลาออกไป จี้จัดการใบอนุญาตส่งออก

    นายคริส โปตระนันท์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงกรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปรากฏตัวอยู่ในคลิปของ อินฟลูเอนเซอร์ ก่อนที่จะมีการไลฟ์สดขายทุเรียน ว่า สิ่งที่นางศุภจี ทำ อาจไม่ได้แก้ไขเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ เรื่องที่เป็นหัวใจโครงสร้างปัญหาทุเรียนในปัจจุบัน จนตอนนี้โซเชียลฯได้ถล่มรมว.พาณิชย์จำนวนมาก และขอเรียกร้องให้นางศุภจี ลาออกจากตำแหน่ง

    ‘คริส’ ขนพรรคเศรษฐกิจค้านขึ้นแวต 10%

    พรรคเศรษฐกิจ แถลงจุดยืนคัดค้านการขึ้น VAT จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 พร้อมเสนอ 2 แนวทางในการเพิ่มรายได้ให้รัฐโดยการเก็บภาษีจากคนต่างด้าวและปราบปรามการคอร์รัปชันให้ลดลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1002802/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09j-X0SvMl8CB_YPHyyuzV

  • เปิดสาเหตุ ลงทะเบียนไทยช่วยไทย 23 ล้าน แต่ทำไมคน 3 แสนราย “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ” | เดลินิวส์

    เปิดสาเหตุ ลงทะเบียนไทยช่วยไทย 23 ล้าน แต่ทำไมคน 3 แสนราย “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ” | เดลินิวส์

    เกาะติดความคืบหน้าโครงการ ล่าสุด ยอดประชาชนที่แห่เข้ามาลงทะเบียนพุ่งสูงถึง 23 ล้านคนแล้ว ซึ่งระบบได้ดำเนินการคัดกรองและจัดสรรสิทธิอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางผู้ที่สมหวัง ยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องติดขัดกับปัญหา “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ” เราจะมาเจาะลึกสรุปตัวเลข ส่องสาเหตุหลัก

    สรุปสถานะตัวเลขยอดลงทะเบียน (ณ เวลา 12.00 น.)

    จากจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมดกว่า 22.6 ล้านคน สามารถจำแนกสถานะออกเป็น 4 กลุ่มหลัก และจำนวนสิทธิที่ยังเปิดกว้าง ดังนี้

    • ลงทะเบียนสำเร็จ : 17,374,758 คน (กลุ่มนี้ผ่านด่านแรกฉลุย รอก้าวต่อไป)
    • อยู่ระหว่างรอตรวจสอบคุณสมบัติ : 4,921,910 คน (ระบบกำลังดึงข้อมูลเพื่อเช็กเงื่อนไขอย่างละเอียด)
    • ลงทะเบียนไม่สำเร็จ : 335,319 คน
    • สิทธิประชาชนที่ยังคงเหลือ : 7,368,013 สิทธิ (โอกาสยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน)

    กางสาเหตุ : ทำไมคน 3.3 แสนรายถึง “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ”?

    เมื่อดูจากตัวเลขผู้ที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จจำนวน 335,319 คน พบว่าไม่ได้เกิดจากระบบล่ม แต่เกิดจากเงื่อนไขทางคุณสมบัติเฉพาะบุคคล โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน ดังนี้

    กลุ่มผู้ลงทะเบียนไม่สำเร็จ จำนวน (ราย) สาเหตุหลัก
    1. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 335,153 คน เนื่องจากกลุ่มนี้มีฐานข้อมูลในระบบเดิมอยู่แล้ว หรือมีเงื่อนไข/สิทธิประโยชน์ในรูปแบบอื่นที่แยกเฉพาะออกไป ทำให้ระบบไม่เปิดให้ลงทะเบียนซ้ำซ้อนในช่องทางนี้
    2. กลุ่มอื่น ๆ 166 คน เป็นกลุ่มที่มีประวัติการทำผิดเงื่อนไขในโครงการรัฐที่ผ่านมา เช่น เคยทำผิดเงื่อนไขในโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นต้น ทำให้ถูกจำกัดสิทธิโดยระบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5891432/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DZ-MjWH3htpMbNUggZ4fw

  • ทุนต่างชาติไหลเข้า..ธุรกิจไทยต้องปรับตัว.!

    ทุนต่างชาติไหลเข้า..ธุรกิจไทยต้องปรับตัว.!

    ช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 สัญญาณทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ จากรายงานสถิติอย่างเป็นทางการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สะท้อนภาพโครงสร้างธุรกิจไทย ที่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่าน ทั้งการเติบโตของกลุ่มธุรกิจยุคใหม่ พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

    การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่พบสถิติตัวเลขสะสมช่วงม.ค.-เม.ย. 69 อยู่ที่ 29,679 ราย แม้ตัวเลขจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย 1.56% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน แต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประเมินว่า การลดลงเพียงเล็กน้อยไม่ได้มีนัยเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวม แต่สิ่งที่น่าสนใจกลับเป็นเหตุผลเบื้องหลังของการชะลอตัวดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากมาตรการเข้มงวดของภาครัฐในการจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในการถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือปัญหา “นอมินี” นั่นเอง

    มาตรการปราบปรามนอมินี ไม่เพียงช่วยสกัดกั้นกลุ่มธุรกิจสีเทาหรือการเข้ามาแย่งอาชีพคนไทยอย่างผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ส่งผลให้ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านั้น ทยอยตัดสินใจเลิกประกอบกิจการ สอดคล้องกับตัวเลขสถิติการจดทะเบียนเลิกกิจการช่วง 4 เดือนแรก ที่มีจำนวนสะสมอยู่ที่ 4,217 ราย เพิ่มขึ้น 7.55% และมีมูลค่าทุนจดทะเบียนเลิกกิจการรวมกว่า 26,258 ล้านบาท

    การล้างไพ่ระบบทะเบียนธุรกิจครั้งนี้ จึงถือเป็นการคัดกรองเพื่อให้เหลือเพียงธุรกิจที่มีความโปร่งใส แข็งแกร่ง และพร้อมดำเนินกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยกระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้าหมายเชิงบวกว่า ตลอดทั้งปีนี้จะมียอดจัดตั้งธุรกิจใหม่ทะลุ 80,000 ราย

    หากเจาะลึกประเภทของธุรกิจไทย ที่สามารถเติบโตอย่างโดดเด่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พบว่า มี 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่ขยายตัว กลุ่มแรกคือ ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต (E-commerce) ที่มีผู้จดทะเบียนรายใหม่ 801 ราย เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 51.99% สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านหน้าจอของคนไทยกลายเป็นวิถีชีวิตหลัก

    กลุ่มที่สองคือ ธุรกิจบริการสนับสนุนอื่น ๆ ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด 139.57% เพื่อรองรับการจ้างงานภายนอกและการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรใหญ่ และกลุ่มสุดท้ายคือ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ที่มีจำนวนจัดตั้งใหม่สูงถึง 1,408 ราย เติบโต 13.82% ขับเคลื่อนด้วยภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ฟื้นตัว

    การลงทุนจากต่างประเทศ พบสถิติเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่าสูงถึง 129,332 ล้านบาท เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 124% หรือมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน มีจำนวนนักลงทุนเข้ามาดำเนินกิจการรวม 438 ราย เพิ่มขึ้น 21% กลุ่มทุนหลัก คือ นักลงทุนจากประเทศสหรัฐฯ สิงคโปร์และจีน เป้าหมายหลักคือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างต่อเนื่อง

    ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความทันสมัย ในมิติของระบบข้อมูลภาครัฐอย่างเต็มรูปแบบ โดยตั้งแต่ 1 ก.ค. 69 หน่วยงานราชการไทยเริ่มขับเคลื่อนนโยบายการงดขอสำเนาเอกสารรูปแบบกระดาษจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างสิ้นเชิง นั่นจะช่วยลดภาระทางเอกสารอันซับซ้อน ลดต้นทุนแฝงการดำเนินธุรกิจ ที่สำคัญสุดคือการเพิ่มความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลในระบบดิจิทัลเพื่อป้องกันการทุจริต

    ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 จึงเป็นภาพการเดินหน้าพร้อมกับการจัดระเบียบครั้งใหญ่การผสมผสานระหว่างการเติบโตของธุรกิจดิจิทัล เม็ดเงินลงทุนข้ามชาติเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว การปฏิรูประบบราชการสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล ทั้งหมดนี้จะเป็นเสาหลักสำคัญต่อการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศ และแข่งขันบนเวทีโลกยุคใหม่

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/834218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11NZYzLGvmrPgn2_PS-oXx

  • ไหวไหม!ปีนี้ไทยโต 2%

    ไหวไหม!ปีนี้ไทยโต 2%

    เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนสูงมากตั้งแต่ช่วงต้นปี และยังเจอภาวะสงคราม และความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ซ้ำเติม ส่งผลให้แรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอกๆ

    ทำให้ “มิสเตอร์พี” ไม่ได้รวบรวมการประมาณการเศรษฐกิจไทยของสำนักต่างๆ มาฝากกันค่อนข้างนานกว่าปกติที่จะพยายามทำทุกๆไตรมาส

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของไทยที่ได้ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทย เพราะเห็นว่าผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะช่วยประคองเศรษฐกิจปีนี้ได้ระดับหนึ่ง จึงอยากลองรวบรวมมาเพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้มองภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไป ท่ามกลางสงครามการค้า และสงครามตะวันออกกลางที่จะยังกดดันภาวะเศรษฐกิจโลกต่อไปจนถึงปลายปี

    โดยเริ่มจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งได้มีการ แถลงข่าวตัวเลขเศรษฐกิจจริงของเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้ว่า แม้จะมีสงครามรุกคืบ

    เข้ามาส่วนหนึ่งของไตรมาส แต่ยังขยายตัวได้ถึง 2.8% จากระยะเดียวกันปีก่อน ทำให้เมื่อรวมผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล สภาพัฒน์ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เป็น 1.5-2.5% หรือเฉลี่ย 2% ซึ่งใกล้เคียงกับแบงก์ชาติที่ปรับขึ้นประมาณการปีนี้ขึ้นมาเป็น 2.1%

    มาที่ฝั่งธนาคารพาณิชย์  ธนาคารซีไอเอ็มบีประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้เท่ากับแบงก์ชาติที่ 2.1% และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% จากเดิมที่ 1.2% ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ไทยพาณิชย์

    ที่ประเมินผลของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้ปรับขึ้นได้ 0.7% และมีโอกาสจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตขึ้นมาที่ประมาณ 2% ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับวิจัยกรุงศรีฯที่มองเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 2% เช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ttb analytics ยังประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า จะขยายตัวต่ำกว่า 2% ที่ 1.7% ขณะที่ Krungthai COMPASS ก็ยังไม่ปรับขึ้นประมาณการ ยังคงตัวเลขเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 1.8%

    แต่ที่น่าสนใจคือ มุมมองเอกชนในภาคผลิตและการค้าที่มองทิศทางเศรษฐกิจปีนี้ต่ำกว่าคนอื่น โดยการประเมินล่าสุดของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ล่าสุด ไม่กี่วันที่ผ่านมามองเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่าจะขยายตัวในช่วง 1.2-1.6% หรือค่ากลางที่ 1.4% แม้จะเห็นแนวทางคร่าวๆในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแล้วก็ตาม

    โดยเท่าที่รู้มาภาคธุรกิจกังวลว่า ผลกระทบจากสงครามจะส่งผลต่อต้นทุนของการผลิตสินค้า และกำลังซื้อของคนไทยชัดเจนมากขึ้นในไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ในช่วง 3 เดือนจากนี้ จึงจะเป็นช่วงของการต่อสู้กันอย่างเต็มกำลังระหว่างผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจ กับมาตรการบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    ถ้ารัฐบาลชนะได้ การรวบรวมประมาณการครั้งหน้า คงได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจโตได้ที่ 2% หรือมากกว่า.

    มิสเตอร์พี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2935231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01UunfCog9Ojgj7zU_dUcJ

  • 3 กูรูเสนอปฏิรูปขยะชาติ ชง พรบ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ผลักดัน “ขยะเป็นโอกาสสร้างงาน”

    3 กูรูเสนอปฏิรูปขยะชาติ ชง พรบ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ผลักดัน “ขยะเป็นโอกาสสร้างงาน”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/149777&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12K9Rh8xMWmMrVqxZ_5TgS

  • อุตสาหกรรมค้าปลีกในชิลี

    อุตสาหกรรมค้าปลีกในชิลี

    1. ภาพรวม 

    การค้าปลีกถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญต่อเศรษฐกิจของชิลีตั้งแต่ปี 2523 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของ GDP ของชิลี โดยชิลีมีการส่งออกและนำเข้าสินค้าต่าง ๆ จากทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าสำคัญของชิลี ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมค้าปลีกในประเทศ ซึ่งกลุ่มบริษัทสำคัญ ได้แก่  Falabella, Cencosud, Walmart และ Ripley และในช่วงระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ชิลีมีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมค้าปลีกเฉลี่ยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.5 ต่อปี อย่างไรก็ดี การค้าปลีกในชิลีได้รับผลกระทบครั้งสำคัญจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางสัมคมในปี 2562 และสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) ในปี 2563 ทำให้กิจกรรมด้านการค้าปลีกในชิลีลดลจำนวนลงอย่างมาก นอกจากนี้ ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ภาคธุรกิจต่างได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบให้การบริโภคลดลง และความเข้มงวดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อย่างไรก็ดี ในช่วงปีที่ผ่านมา การค้าปลีกของชิลีกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากความต้องการบริโภคของประชาชนที่เพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าที่มีความหลากหลาย ในขณะที่ ราคาสินค้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งในการตัดใจเลือกซื้อสินค้า ซึ่งผู้บริโภคชาวชิลีให้ความสนใจต่อสินค้าที่มีการให้ส่วนลดและข้อเสนอที่คุ้มค่า รวมทั้ง ภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมค้าปลีกมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ช่องทางต่าง ๆ ในการประชาสัมพันธ์สินค้าและข้อเสนอต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น[1]

              เศรษฐกิจของชิลีฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปี 2567 โดยพิจารณาจากการขยายตัวของ GDP ที่อัตราร้อยละ 2.5 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีอัตราการขยายตัวที่ร้อย 0.3 – 0.6 ทั้งนี้ ยอดการค้าปลีกในปี 2567 มีการขยายตัวเพิ่มสูงที่สุดในเดือนพฤษภาคม หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.3 โดยยอดการค้าปลีกในปี 2566 มีการหดตัวตลอดทั้งปี[2]สภาพการค้าปลีกในชิลีมีความหลากหลายและมีอัตราการแข่งขันค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการมีตั้งแต่รายย่อยระดับท้องถิ่น จนถึงผู้ประกอบกอบการ / นักลงทุนจากต่างชาติ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) และเทคโนโลยีในการขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า และช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภคที่นิยมเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทาง E-Commerce มากขึ้น โดยธุรกิจสำคัญในอุตสาหกรรมค้าปลีก ได้แก่ 

    1. ซูเปอร์มาเก็ต ซึ่งธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในชิลีถือเป็นธุรกิจที่สำคัญต่อชิวิตประจำวัน  และชาวชิลีส่วนใหญ่ หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของประชากรทั้งประเทศ ซื้อหาสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากความสะดวก ความหลากหลายของสินค้า ความสะอาด ข้อเสนอการซื้อสินค้าทางออนไลน์ และการให้บริการจัดส่งสินค้า 

              2. ธุรกิจด้านการปรับปรุงบ้าน มีผู้ให้บริการหลัก ได้แก่ ห้าง Easy และห้าง Sodimac จัดจำหน่ายสินค้าวัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ์ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน รวมทั้ง การให้บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงและการตกแต่งบ้าน โดยในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมาธุรกิจดังกล่าวมีการขยายตัวอย่างมาก เนื่องจากชาวชิลีนิยมซ่อมบำรุง และตกแต่งบ้านด้วยตนเอง 

        3. ห้างสรรพสินค้าในชิลีดำเนินธุรกิจโดยกลุ่มบริษัทสำคัญ ได้แก่  Falabella, Cencosud (ห้าง Paris) และ Ripley ซึ่งห้างสรรพสินค้า อาทิ Falabella และ Ripley มีการให้บริการทางการเงินและธนาคาร เช่น Banco Falabella และ Banco Ripley โดยให้บริการทางการเงินที่เน้นธุรกรรมการค้าปลีก บัตรเครดิต  และการทำประกันภัยต่าง ๆ 

              4. ศูนย์การค้า เป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมในการซื้อหาสินค้าของชาวชิลี อีกทั้งยังเป็นสถานที่สำหรับการพบปะสังสรรค์ เนื่องจากมีการอำนวยความสะดวกด้านร้านค้าปลีก ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ กิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ โดยศูนย์การค้าที่เป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยม เช่น ห้าง Costanera และห้าง Mall Plaza  ที่ตั้งอยู่ในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ   

              ในด้านการนำเข้าสินค้าในอุตสาหกรรมค้าปลีก พบว่าในปี 2567 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 มีการฟื้นตัว อย่างมีนัยสำคัญของการนำเข้าสินค้าที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.4 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากความต้องการบริโภคสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งในช่วงปี 2565 – 2566 การนำเข้าสินค้าในอุตสาหกรรมค้าปลีกมีการหดตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาสินค้านำเข้าในสกุลเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 โดยลดลงคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.3 ต่อปี หรือมีการลดลงสะสมที่ร้อยละ 4.1 ในปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกที่ลดลง และการปรับต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ดังนั้น ดัชนีมูลค่าต่อหน่วยที่มีแนวโน้มลดลง (ราคาต่างประเทศ) ของสินค้านำเข้าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้าปลีกของชิลี และสามารถควบคุมราคาผู้บริโภคได้ท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและการอ่อนค่าของเงินเปโซชิลีในปี 2567 (แผนภูมิที่ 1) อย่างไรก็ดี ชิลีพึ่งพาประเทศจีนค่อนข้างมากในฐานะแหล่งอุปทานหลัก ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ในประเทศ 

    แผนภูมิที่ 1ดัชนีมูลค่าต่อหน่วยเป็นรายไตรมาสระหว่างปี 2562 – 2567

    image.png

    ที่มา: National Chamber of Commerce and Quant Research

    2. ผู้ให้บริการรายสำคัญ 

    2.1. ศูนย์การค้า

    ชิลีมีศูนย์การค้าจำนวน 278 แห่งทั่วประเทศและมีร้านค้ารวมทั้งหมด 4,417 ร้าน โดยมีศูนย์การค้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวน 21 โครงการ[1] 

    2.2 ห้างสรรพสินค้า

    • ห้าง Falabella เป็นห้างสรรพสินค้าที่มีบริษัทต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือบริษัท S.A.C.I. Falabella และได้รับการยอมรับว่าเป็นห้างสรรพสินค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกา มีสาขาในประเทศ ชิลี เปรู และโคลอมเบีย จำนวน 44 สาขา มีพนักงานจำนวนกว่า  24,500 คน และให้บริการผู้บริโภคจำนวนกว่า 16 ล้านคน www.falabella.cl            

    • ห้าง Paris หรือบริษัท Paris S.A เป็นห้างสรรพสินค้าที่อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท Cencosud Chile S.A. ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทค้าปลีกข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของชิลี เป็นที่รู้จักและยอมรับในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดย Cencosud Chile S.A. มีการดำเนินงานในประเทศต่าง ๆ ได้แก่  อาร์เจนติน่า บราซิล ชิลี เปรู และโคลอมเบีย ให้บริการที่หลากหลาย เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต การปรับปรุงบ้าน ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า บริการทางการเงิน โดยในส่วนของ บริษัท Paris S.A ที่ให้บริการห้างสรรพสินค้า มีการดำเนินงาน / ให้บริการในชิลีและเปรู มีจำนวนสาขารวม 48 แห่ง www.paris.cl

    • ห้าง  RIPLEY เป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของประเทศ มีสาขาจำนวน 43 แห่งทั่วประเทศ และมีการดำเนินการในเปรู นอกจากนี้ ยังมีบริการทางการเงิน และบริการจัดการห้างสรรพสินค้าด้วย www.ripley.cl

    • ห้าง abc มีขนาดเล็กกว่าห้าง  Falabella, Paris  และ Ripley สินค้าที่จัดจำหน่ายมีความหลากหลายแต่มีจำนวนแบรนด์ในแต่ละประเภทสินค้าให้เลือกน้อยกว่า มีสาขาที่ตั้งอยู่ในเขตชานเมือง และต่างจังหวัด มีจำนวนสาขากว่า 100 แห่งทั่วประเทศ www.abc.cl 

    • ห้าง hites มีขนาดเล็กเช่นเดียวกับห้าง abc สินค้าที่จัดจำหน่ายมีความหลากหลายแต่เน้นจำหน่ายสินค้าภายในบ้าน และเสื้อผ้า มีจำนวนสาขาประมาณ 23 แห่งทั่วประเทศ

    2.3 การค้าปลีกสินค้าอาหาร

    ภาคการค้าปลีกสินค้าอาหารในชิลีมีความทันสมัย และอัตราการแข่งขันสูง โดยซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 50 ของสินค้าอาหารทั้งหมดในชิลี ซึ่งภาคการค้าปลีกสินค้าอาหารในชิลีโดยครอบงำโดยผู้ให้บริการเพียงไม่กี่ราย เช่น Walmart Chile (ดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Lider, Express de Lider, SuperBodega aCuenta) และ Cencosud (ดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Jumbo และ Santa Isabel) นอกจากนี้ ผู้ให้บริการรายสำคัญอื่น เช่น SMU (แบรนด์ Unimarc) และ Tottus (เป็นห้างค้าปลีกที่เริ่มการดำเนินธุรกิจในประเทศเปรู)

    • บริษัท Walmart Chile S.A. เข้ามาดำเนินธุรกิจในชิลีเมื่อปี 2552 ภายใต้ชื่อ Distribución y Servicios D&S S.A. และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Walmart Chile ในปี 2553 โดยบริษัทมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ในขณะที่คู่แข่ง เช่น Jumbo มีเป้าหมายผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับกลาง-สูง ซึ่งห้าง Walmart Chile ถือเป็นเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในชิลี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35 ของเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหมดในชิลี โดยมีจำนวนสาขาประมาณ 122 แห่งทั่วประเทศชิลี  www.walmartchile.cl 
    • บริษัท Cencosud Chile S.A มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศรองจากห้าง Walmart Chile แต่เป็นอันดับที่ 1 ในกลุ่มบริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกา (อาร์เจนตินา บราซิล เปรู ชิลี และโคลอมเบีย) ในส่วนของสินค้าอาหาร บริษัท Cencosud Chile S.A มีสาขาให้บริการรวมกว่า 254 แห่งทั่วประเทศ (ห้าง Jumbo 59 แห่ง ห้าง Santa Isabel 195 แห่ง) มีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28 ของการให้บริการสินค้าอาหารทั้งหมด โดยห้าง Jumbo มีจุดเด่นในด้านการจัดจำหน่ายสินค้าพรีเมี่ยม และสินค้าคุณภาพสูง  ในขณะที่ห้าง Santa Isabel มุ่งเน้นจำหน่ายสินค้าสำหรับชีวิตประจำวัน มีความหลากหลายน้อยกว่าห้าง Jumbo สินค้ามีคุณภาพและราคาไม่แพง www.cencosud.cl  www.jumbo.cl www.santaisabel.cl 

    • บริษัท SMU S.A. จำหน่ายสินค้าอาหารภายใต้แบรนด์ห้าง Unimarc ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศรองจากห้าง Walmart Chile และห้าง Jumbo ตามลำดับ โดยมีสาขาให้บริการจำนวน 284 แห่งทั่วประเทศ www.unimarc.cl 

    • ห้าง Tottus (ภายใต้การบริหารงานของห้าง Falabella) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ โดยมีสาขาให้บริการจำนวน 66 แห่งทั่วประเทศ และมีการให้บริการในประเทศเปรูด้วย www.tottus.cl

    2.4 ห้างสำหรับสินค้าปรับปรุงบ้าน ผู้ให้บริการรายสำคัญในชิลี ได้แก่ 

    • ห้าง Easy Chile เป็นเครือข่ายห้างจำหน่ายสินค้าสำหรับปรับปรุงบ้านและการก่อสร้างภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มบริษัท Cencosud จำนวนสาขาให้บริการ 41 แห่งทั่วประเทศ www.easy.cl 

    • ห้าง Sodimac Chile เป็นเครือข่ายห้างค้าปลีกจำหน่ายสินค้าสำหรับปรับปรุงบ้านและการก่อสร้าง ภายใต้การดำเนินงานของ S.A.C.I. Falabella holding มีจำนวนสาขาให้บริการ 75 แห่งทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบ Sodimac Homecenter, Sodimac Constructor, and Sodimac Express มีพนักงานในชิลีจำนวนรวมกว่า 12,500 คน www.sodimac.cl 

    3. พฤติกรรมผู้บริโภค 

    แม้ภาพรวมทางเศรษฐกิจของชิลีจะอยู่ในระดับที่ดี แต่ผู้บริโภคชาวชิลียังคงต้องรักษาวินัยในการใช้จ่าย และควบคุมค่าใช้จ่ายในบางหมวดสินค้า เช่น อาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว เนื่องจากความไม่แนนอนทางเศรษฐกิจ โดยผู้บริโภคกว่าร้อยละ 53 มีแผนชัดเจนในการลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารสำเร็จรูป อย่างไรก็ดี หลายอุตสาหกรรมในชิลีมีการขยายตัว เช่น ธุรกิจอาหารจานด่วน (fast food) (ร้อยละ 11.8) เครื่องใช้ไฟฟ้า (ร้อยละ 9.6) เฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน (ร้อยละ 8.6) เสื้อผ้า (ร้อยละ 6.9) เป็นต้น โดยผู้บริโภคชาวชิลีให้ความนิยมในการเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น และคาดว่าอัตราการขยายตัวของ E-Commerce ในชิลีจะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 58 ภายในปี 2571 อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าภายในห้าง (ร้อยละ 8.6) เสื้อผ้า (ร้อยละ 6.9) เป็นต้น โดยผู้บริโภคชาวชิลีให้ความนิยมในการเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น และคาดว่าอัตราการขยายตัวของ E-Commerce ในชิลีจะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 58 ภายในปี 2571 อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าภายในห้าง   

              ช่องทางการประชาสัมพันธ์สินค้าทางสื่อสังคมออนไลน์ในชิลี มีอิทธิพลค่อนข้างมากต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค หรือร้อยละ 39 ของการตัดสินใจซื้อสินค้ามาจากคำแนะนำในสื่อสังคมออนไลน์ เช่น สินค้าอาหาร ร้านอาหาร  ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าตลาดสื่อสังคมออนไลน์จะมีการขยายตัวและมีมูลค่าถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องถึงปี 2573 นอกจากนี้ ผู้ประกอบการหลายรายได้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็เริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการรับคำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าต่าง ๆ เพื่อช่วยในกระบวนการตัดใจซื้อสินค้า โดยปัจจุบัน ผู้บริโภคชาวชิลีมีแนวโน้มในการเลือกสินค้าที่มีความคงทน และคุ้มค่าในการจ่ายเงิน เพื่อสินค้าที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น[1]

              รายได้หลักของอุตสาหกรรมค้าปลีกมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคมีหลายประการ เช่น สภาพเศรษฐกิจ ความพร้อมด้านสินเชื่อ/รายได้ ราคา/คุณภาพสินค้า ความรู้เกี่ยวกับสินค้านั้น ๆ วัฒนธรรม รูปแบบการใช้ชีวิต อายุ เป็นต้น มีการคาดการณ์ว่ารายได้หรือยอดขายในภาคการค้าปลีกในชิลีประจำปี 2568 จะมีมูลค่าถึง 27.16 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนการขยายตัวเฉลี่ยที่ร้อยละ 5.9 ต่อปี จนถึงปี 2577 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การขยายตัวของเมือง ผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นผู้ให้บริการหลักและครองส่วนแบ่งภาคการค้าปลีกสูงที่สุด และสินค้าสำคัญที่มียอดการจำหน่ายสูงที่สุด ได้แก่

    • อาหาร: การจำหน่ายอาหารในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 29.76 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 2.9 ต่อปี และคาดว่าในปี 2568 จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.9 

    • สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์มียอดการจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2568 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.93 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 6.81 ต่อปีจนถึงปี 2576 โดยสินค้าที่มียอดการจำหน่ายสูงสุดคือโทรศัพท์มือถือ

    • เสื้อผ้าและรองเท้า:  คาดว่าในปี 2568 ยอดการจำหน่ายเสื้อผ้าจะอยู่ที่ 7.84 พันล้านเหรียญสหรัฐ และรองเท้าจะมียอดการจำหน่ายที่ 2.03 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่ร้อยละ 4.91 ต่อปี จนถึงปี 2573[2]

    ข้อมูลผู้บริโภค

              ประชากรชิลีมีอายุเฉลี่ยประมาณ 36.3 ปี โดยร้อยละ 32.1 ของประชากรทั้งหมด มีอายุต่ำกว่า 25 ปี และร้อยละ 24.6 ของประชากรทั้งหมด มีอายุมากกว่า 55 ปี และร้อยละ 59.5 ของประชากรทั้งหมดเป็นประชากรวัยทำงาน (25-69 ปี) กำลังซื้อหลักอยู่ในเขตเมืองหลวงของประเทศ ซึ่งมีประชากรมากกว่า 6 ล้านคน รองลงไปคือเมือง Valparaíso, Concepción และ Antofagasta ตามลำดับ และอำนาจการซื้อของผู้บริโภคชาวชิลีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ารายได้สุทธิสำหรับการใช้จ่ายในครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 9,570 เหรียญสหรัฐในปีนี้ รวมทั้ง ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงมีเสถียรภาพและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งสัญญาณที่ดีต่อการบริโภคที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต 

              ทั้งนี้ กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีอายุน้อย ค่อนข้างเปิดกว้างต่อการยอมรับประสบการณ์การบริโภคใหม่ ๆ จากแบรนด์สินค้าใหม่ ๆ ในขณะที่ผู้บริโภคในกลุ่มผู้สูงวัยยังคงการบริโภคสินค้าในรูปแบบเดิม และให้ความสำคัญกับราคาและคุณภาพที่เหมาะสมของสินค้า โดยสินค้าที่มีการขยายตัวของความต้องการในทุกกลุ่มผู้บริโภค ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า อุปกรณ์และของตกแต่งบ้าน ดังนั้น ในภาพรวมของการบริโภคในชิลีในปี 2568 ถูกขับเคลื่อนโดยผู้บริโภคในวัยหนุ่มสาว – วัยกลางคน ที่มีการผสมผสานประสบการณ์การบริโภคทั้งจากช่องทางดั้งเดิมและช่องทางดิจิทัล[1]

    4. การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมค้าปลีก

              ภาคการค้าปลีกในชิลีมีอัตราการแข่งขันสูง และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีผู้ให้บริการหลักที่ครองส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วนที่สูง ได้แก่ Falabella, Lider/Walmart และ Cencosud โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลายประการ ได้แก่

    • ผู้ให้บริการจำนวนมากทั้งจากในประเทศและจากต่างประเทศ ในรูปแบบห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ รวมทั้ง การให้บริการจากแพลตฟอร์มการสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ ที่ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากต่างประเทศ และการใช้กลยุทธ์ Omnichannel  ที่ผสมผสานการขายสินค้าในทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์

    • อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของชาวชิลีมีอัตราค่อนข้างสูงที่อัตราร้อยละ 94.1 ของประชากรทั้งประเทศ โดยในปี 2567 มีผู้ใช้งานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในการซื้อขายสินค้าคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนประชากรทั้งหมด 

    • การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยสร้างประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าที่แปลกใหม่และน่าสนใจ อีกทั้ง ผู้ให้บริการมีการนำแนวคิดด้านความยั่งยืน การรักษาสิ่งแวดล้อม สินค้าคุณภาพจากธรรมชาติที่เพิ่มความหลากหลายของสินค้า 

    • ผู้ให้บริการมีเป้าหมายในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นที่ความสะดวกรวดเร็ว ความหลากหลายของสินค้า การให้บริการด้านต่าง ๆ เช่น การจัดส่งสินค้า การเปลี่ยน/คืนสินค้า เป็นต้น รวมทั้ง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การให้ส่วนลดจำนวนมากในช่วงเทศกาลต่าง ๆ 

    5อัตราการจ้างงาน

              ภาคการค้าปลีกในชิลีเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.8 ของการจ้างงานในประเทศ ซึ่งในปี 2568 ภาคการค้า (รวมการค้าปลีก) มีการสร้างตำแหน่งงานใหม่จำนวนกว่า 125,000 ตำแหน่ง เช่น การขนส่ง การจัดเก็บ ผู้เชี่ยวชาญด้านการขายและกลยุทธ์ เป็นต้น อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมค้าปลีกในช่วงระหว่างปี 2565 – 2566 มีการลดการจ้างงานลงจาก 69,790 ตำแหน่ง เป็น 64,088 ตำแหน่ง เนื่องจากผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น และปัจจัยอื่น ๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว เป็นต้น[1]

              ทั้งนี้ ภาครัฐบาลมีนโยบายมุ่งเน้นปรับปรุงสภาพและสวัสดิการการทำงานของแรงงานในประเทศมากกว่าการเพิ่มตำแหน่งงาน เช่น การลดจำนวนชั่วโมงการทำงานจาก 44 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ เป็น 40 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ โดยเริ่มทะยอยปรับเปลี่ยนตั้งแต่ปี 2567 จนถึง 2571 การเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ การปฏิรูประบบบำนาญ การขยายหลักประกันการว่างงานของแรงงาน เป็นต้น

    6. การนำเข้า

              จากข้อมูลของหอการค้าแห่งชาติ (National Chamber of Commerce: CNC) ของชิลี การนำเข้าในภาคค้าปลีกในปี 2567 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.4 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และเป็นการเพิ่มขึ้นหลังจากมีการหดตัวต่อเนื่องในปี 2565 – 2566 ทั้งนี้ หอการค้าแห่งชาติของชิลียังคาดการณ์ว่าภาคการค้าปลีกของชิลีจะยังคงขยายตัวเฉลี่ยด้วยอัตราร้อยละ 18.9 ต่อปี โดยหมวดสินค้าที่มีแนวโน้มการขยายตัว ได้แก่ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ในครัวเรือน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (แผนภูมิที่ 2)

    แผนภูมิที่ 2ดัชนีปริมาณการนำเข้าสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างปี 2563 – 2567 โดยในปี 2562 เป็นปีฐาน

    image.png

    image.png

    6.1. การนำเข้าตามถิ่นกำเนิด 

              ชิลีมีการนำสินค้าจากต่างประเทศ ในหลายหมวดสินค้า โดยเฉพาะจากประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งอุปทานสำคัญของชิลี โดยในปี 2567 สินค้าในภาคค้าปลีกที่ชิลีนำเข้าจากจีนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 67.5 ของการนำเข้าเสื้อผ้าและเครื่องนุ่มห่มทั้งหมด (2) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 54.0 ของการนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด และ (3) รองเท้า คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51.7 ของการนำเข้ารองเท้าทั้งหมด 

    ตารางที่ 1การนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าตามประเทศถิ่นกำเนิดในปี 2567 (หน่วยร้อยละ)

    ประเทศ

    ค่าเฉลี่ยต่อปี

    ค่าเฉลี่ย 4 ไตรมาส

    จีน 

    67.5

    65.5

    บังคลาเทศ

    10.4

    13.2

    เวียดนาม

    3.7

    3.3

    อินเดีย

    1.6

    2.2

    รวม

    83.2

    84.2

    ชิลีนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าในปี 2567 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.13 พันล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากไทยคิดเป็นมูลค่ารวม 10.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.5 ของมูลค่าการนำเข้าเสื้อผ้าทั้งหมด[1]

    ตารางที่ 2การนำเข้าสินค้ารองเท้าตามประเทศถิ่นกำเนิดในปี 2567 (หน่วยร้อยละ)

    ประเทศ

    ค่าเฉลี่ยต่อปี

    ค่าเฉลี่ย 4 ไตรมาส

    จีน 

    51.7

    51.1

    เวียดนาม

    23.1

    22.0

    อินโดนีเซีย

    8.8

    11.3

    อินเดีย

    2.6

    2.9

    รวม

    86.2

    87.3

                   ชิลีนำเข้าสินค้ารองเท้าในปี 2567 คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 942 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยนำเข้าจากไทยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.08 ของมูลค่าการนำเข้ารองเท้าทั้งหมด

    ตารางที่ 3การนำเข้าสินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์[1]ตามประเทศถิ่นกำเนิดในปี 2567 (หน่วยร้อยละ)

    ประเทศ

    ค่าเฉลี่ยต่อปี

    ค่าเฉลี่ย 4 ไตรมาส

    จีน 

    54.0

    55.4

    เม็กซิโก

    9.2

    11.9

    สหรัฐอเมริกา

    9.9

    10.7

    เวียดนาม

    10.6

    7.6

    รวม

    83.7

    85.5

              สำหรับการนำเข้าสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า (รวมเครื่องใช้ในครัวเรือนและผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง) มีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยในกลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมูลค่าประมาณ 43.5 ล้านเหรียญสหรัฐ[2]

    7. แนวนโยบายต่ออุตสาหกรรมค้าปลีก 

              ภาครัฐบาลของชิลีมิได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมค้าปลีก แต่มีนโยบายส่งเสริมการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขยาดย่อม (SMEs) ในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคการค้าปลีก โดยจัดให้มีการโครงการให้ความช่วยเหลือต่างผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น การสนับสนุนค่าจ้างแรงงาน  การให้เงินอุดหนุนสูงสุดที่ร้อยละ 75 ของการดำเนินธุรกิจหรือเงินอุดหนุนมูลค่าสูงสุดที่จำนวน 15 ล้านเปโซชิลี (ประมาณ 600,000 บาท) สำหรับ Start up ด้านนวัตกรรม นอกจากนี้ รัฐบาลให้การสนับสนุนทางอ้อมด้านอื่น ๆ แก่ SMEs เช่น การลดหย่อนภาษีเงินได้

    8. แนวโน้มอุตสาหกรรม

              ภาคการค้าปลีกของชิลีมีแนวโน้มการเติบโตในเชิงบวก และมีการขยายตัวของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ให้บริการรายสำคัญเพิ่มการลงทุนในส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยี การขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการรับมอบสินค้า  ทั้งนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของภาคการค้าปลีก ได้แก่ 

    • ยอดการจำหน่ายสินค้าที่เพิ่มขึ้นตลอดปี 2568 (มกราคม – ตุลาคม) โดยคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 8.4 ต่อปี ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวมาจากการบริโภคของภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นและการปรับเพิ่มการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

    • ารขยายตัวของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักของการเติบโตของภาคการค้าปลีก โดยการจัดจำหน่ายสินค้าทางแพลตฟอร์ออนไลน์ต่าง ๆ มีมูลค่ารวมกล่า 4.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 หรือมีสัดส่วนการขยายตัวที่ร้อยละ 10.6 ต่อปี คาดว่าภายในปี 2568 จะมียอดการจัดจำหน่ายคิดเป็นมูลค่ากว่า 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีการคาดการณ์ว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าร้อยละ 67 ของผู้บริโภคทั่วประเทศภายในปี 2572 อีกทั้ง ผู้ให้บริการรายสำคัญ เช่น Falabella, Lider (Walmart) และแพลตฟอร์มชั้นนำ MercadoLibre ได้พัฒนาแผนการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์และการขนส่งให้มีความทันสมัยและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    • ผู้ให้บริการได้ปรับกลยุทธ์ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น มุ่งเน้นความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค โดยเริ่มมีการขยายจำนวนของร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กในชุมชนหรือเขตที่พักอาศัยมากขึ้น พร้อมทั้งมีการส่งเสริมการขายและให้ส่วนลดต่าง ๆ เช่นเดียวกับสาขาที่มีขนาดใหญ่ 

    • ผู้ให้บริการมีการลงทุนเพิ่มขึ้นในการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เช่น

      – ศูนย์กระจายสินค้าที่มีการติดตั้งระบบการดำเนินงานแบบอัตโนมัติ

      – การผสมผสานประสบการณ์การซื้อสินค้าในทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (omnichannel) 

      การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้บริโภคเพื่อจัดทำกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมสำหรับผู้บริโภคกลุ่มต่าง ๆ และการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้คำแนะนำแก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า เช่น แชทบอท 

      – การพัฒนาการดำเนินงานและรูปแบบการจัดส่งสินค้าจนถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    • กลุ่มสินค้าที่มียอดการจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น 

      – อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน และสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี

      – เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับ

      – รถยนต์ขนาดเล็ก

      อย่างไรก็ดี ผู้ให้บริการในภาคการค้าปลีกของชิลียังกระจุกตัวอยู่เพียง 2-3 บริษัท ได้แก่ Walmart (ห้างLider/Acuenta), Cencosud (ห้าง Jumbo/Paris/Santa Isabel), SMU (ห้าง Unimarc) และ Falabella (ห้าง Tottus) โดยภาคการค้าปลีกในชิลียังมีมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และแบรนด์สำคัญจากต่างประเทศมีการขยายการดำเนินธุรกิจ / สาขา เพิ่มขึ้นในชิลี เช่น Lush และ LC Waikiki เป็นต้น 
       

    9. บทสรุปและความเห็น สคต.

              ภาคการค้าปลีกของชิลีมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีอย่างต่อเนื่อง และในปี 2567 ที่ผ่านมา มีการขยายตัวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.3 ต่อปี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน สำหรับในปีนี้ คาดการณ์ว่าภาคการค้าปลีกของชิลีจะมีมูลค่าประมาณ 27.16 พันล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยอัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่ร้อยละ 5.9 ต่อปี จนถึงปี 2577 ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของเมือง และการเพิ่มขึ้นของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชิลี[1] นอกจากนี้ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการขยายตัวของภาคการค้าปลีก โดยผู้บริโภคชาวชิลีนิยมใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ / สมาร์ทโฟน ในการหาข้อมูลสินค้า เลือกซื้อสินค้า และการชำระเงิน เนื่องจากความสะดวก และรวดเร็ว  

    การให้บริการในภาคการค้าปลีกของชิลีมีอัตราการแข่งขันสูง แม้จะมีผู้ให้บริการรายสำคัญน้อยราย โดยผู้บริโภคในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับคุณค่าและคุณภาพของสินค้ามากขึ้น และพิจารณาควบคู่กับราคา เพื่อให้ได้สินค้าที่คุ้มค่าและมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่จะหาข้อมูลของสินค้านั้นก่อนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งแหล่งข้อมูลของสินค้าส่วนใหญ่มาจากเว็บไซต์ของแบรนด์สินค้านั้น ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการรีวิวสินค้า เป็นต้น นอกจากนี้ สินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้บริโภค

    แม้ภาคการค้าปลีกในชิลีจะมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดี แต่ความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยังคงมีอยู่ เช่น   

    • ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความไม่มั่นคงทางการเมือง ทำให้ผู้บริโภคจำเป็นต้องระมัดระวังการใช้จ่าย  อีกทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของชิลีในระดับปานกลาง (ร้อยละ 2.0 – 2.3) ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของภาคการค้าปลีก 

    • การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคตามสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้ผู้ให้บริการจำเป็นต้องพัฒนาการดำเนินงานและสินค้า รวมทั้งการลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลให้ทันสมัยอยูตลอดเวลา เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

    • การแข่งขันที่เข้มข้นในภาคการค้าปลีก ซึ่งมีแข่งขันจากผู้ให้บริการหลักและแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าทางออนไลน์  ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับกลยุทธ์การขายให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และพัฒนาการให้บริการแก่ผู้บริโภคที่นิยมเลือกซื้อสินค้าทางออฟไลน์ 

    • ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น เช่น ราคาพลังงาน นโยบายเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ำและการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการต่าง ๆ ให้แก่ลูกจ้าง 

    _________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก
     


    [1]One of the world’s largest newswire distribution networks, specializing in the delivery of corporate press releases, financial disclosures, and multimedia content to media outlets, investors, consumers, and the general public worldwide –https://www.globenewswire.com/news-release/2025/05/15/3082253/28124/en/Chile-Social-Commerce-Market-Intelligence-Report-2025-2030-Featuring-Facebook-Instagram-ESCAPESwithYOU-360-and-Fantastic.html

    A company specializes in providing comprehensive digital insights and analytics globally – https://datareportal.com/reports/digital-2025-chile 

    A Chilean financial technology (fintech) company that specializes in providing digital financing and financial management solutions for businesses – https://xepelin.com/blog/corporativos/tendencias-consumo-chile-2025 

    an American artificial intelligence (AI) company based in San Francisco, California, founded in 2017. The company specializes in providing an open-source machine learning platform that helps train, track, and develop deep learning models more efficiently – https://determ.com/blog/future-of-consumer-behavior/ 


    [1]One of the world’s largest newswire distribution networks, specializing in the delivery of corporate press releases, financial disclosures, and multimedia content to media outlets, investors, consumers, and the general public worldwide –https://www.globenewswire.com/news-release/2025/05/15/3082253/28124/en/Chile-Social-Commerce-Market-Intelligence-Report-2025-2030-Featuring-Facebook-Instagram-ESCAPESwithYOU-360-and-Fantastic.html

    A company specializes in providing comprehensive digital insights and analytics globally – https://datareportal.com/reports/digital-2025-chile 

    A Chilean financial technology (fintech) company that specializes in providing digital financing and financial management solutions for businesses – https://xepelin.com/blog/corporativos/tendencias-consumo-chile-2025 

    an American artificial intelligence (AI) company based in San Francisco, California, founded in 2017. The company specializes in providing an open-source machine learning platform that helps train, track, and develop deep learning models more efficiently – https://determ.com/blog/future-of-consumer-behavior/ 


    [1]One of the world’s largest newswire distribution networks, specializing in the delivery of corporate press releases, financial disclosures, and multimedia content to media outlets, investors, consumers, and the general public worldwide –https://www.globenewswire.com/news-release/2025/05/15/3082253/28124/en/Chile-Social-Commerce-Market-Intelligence-Report-2025-2030-Featuring-Facebook-Instagram-ESCAPESwithYOU-360-and-Fantastic.html

    A company specializes in providing comprehensive digital insights and analytics globally – https://datareportal.com/reports/digital-2025-chile 

    A Chilean financial technology (fintech) company that specializes in providing digital financing and financial management solutions for businesses – https://xepelin.com/blog/corporativos/tendencias-consumo-chile-2025 

    an American artificial intelligence (AI) company based in San Francisco, California, founded in 2017. The company specializes in providing an open-source machine learning platform that helps train, track, and develop deep learning models more efficiently – https://determ.com/blog/future-of-consumer-behavior/ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xor1hc1e6v7jmrpxrhezwatn&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38D7P05pIEU75yGOk_uVVh