Category: เศรษฐกิจ

  • สินค้าเกษตรไทยยังแกร่ง เกินดุลการค้า 1.9 แสนล้าน

    สินค้าเกษตรไทยยังแกร่ง เกินดุลการค้า 1.9 แสนล้าน

    สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมการค้าสินค้าเกษตรไทยกับตลาดโลกในไตรมาสแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวม 519,016 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการส่งออก 356,575 ล้านบาท และมูลค่าการนำเข้า 162,441 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงเกินดุลการค้าสินค้าเกษตรสูงถึง 194,134 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า ภาคเกษตรและอาหารไทยยังมีฐานการผลิตที่เข้มแข็ง และยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดโลก

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แม้ตัวเลขเกินดุลการค้าสินค้าเกษตรยังอยู่ในระดับสูง แต่การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการค้าทั้งด้านส่งออกและนำเข้า เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางของห่วงโซ่เกษตรและอาหารไทยในระยะต่อไป โดยเฉพาะท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งภาวะราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก การแข่งขันด้านราคา ต้นทุน โลจิสติกส์ อัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนมาตรฐานทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทมากขึ้นในตลาดโลก

    “ไทยยังมีความได้เปรียบในหลายด้าน ทั้งความหลากหลายของสินค้าเกษตร ฐานการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ความเชี่ยวชาญด้านเกษตรเขตร้อน และชื่อเสียงของสินค้าอาหารไทยในตลาดโลก แต่การแข่งขันในระยะต่อไปไม่สามารถพึ่งพาปริมาณหรือราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องยกระดับไปสู่สินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละตลาด”

    สำหรับโครงสร้างตลาด พบว่า บางตลาดหลักมีการปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขัน ขณะที่ตลาดเอเชียใต้มีสัญญาณขยายตัวที่น่าสนใจ โดยมูลค่าการค้ากับเอเชียใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ 55.84 และการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 153.85 สะท้อนโอกาสของไทยในการกระจายตลาดเชิงยุทธศาสตร์ โดยต้องวิเคราะห์เชิงลึกเป็นรายสินค้า รายตลาด และรายคู่แข่ง เพื่อกำหนดแนวทางการส่งออกให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มตลาด เช่น ตลาดพรีเมียม เน้นมาตรฐาน คุณภาพ และความแตกต่างของสินค้า ตลาดทั่วไปเน้นความสามารถด้านต้นทุนและความต่อเนื่องของอุปทาน ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นความมั่นคงทางอาหารและความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    โครงสร้างสินค้าเกษตรไทยยังมีสัดส่วนสินค้าเกษตรขั้นต้นและกึ่งแปรรูปอยู่ในระดับสูง เช่น ข้าว ยางพารา ผลไม้สด และสินค้าเกษตรที่ราคาผูกกับตลาดโลก จึงควรเร่งยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มสูงให้มีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าแปรรูปที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ปลาทูน่าปรุงแต่ง เครื่องปรุงรส อาหารพร้อมบริโภค และสินค้าอาหารที่ใช้มาตรฐานความปลอดภัยสูง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้กับภาคเกษตรไทยท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก

    ด้านพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สศก. ในฐานะหน่วยงานด้านข้อมูลและวิเคราะห์เศรษฐกิจการเกษตรเห็นว่าแนวทางสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย คือ การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการรักษาฐานสินค้าเกษตรหลักของไทย เพื่อให้ภาคเกษตรไทยมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของราคาตลาดโลกมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบข้อมูลด้านการค้าเกษตรที่สามารถติดตามสถานการณ์คู่ค้า คู่แข่ง และสินค้าในระดับลึก เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของส่วนแบ่งตลาด และปัจจัยการแข่งขันในแต่ละสินค้าและแต่ละตลาด ไม่ว่าจะเป็นราคา คุณภาพ มาตรฐาน โลจิสติกส์ หรือมาตรการทางการค้า

    นอกจากนี้ ควรเร่งพัฒนาระบบมาตรฐานและการตรวจสอบย้อนกลับ ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับกติกาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น ยางพารา ปศุสัตว์ ข้าว อาหารทะเล และสินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อเปลี่ยนมาตรฐานจากภาระด้านต้นทุนให้เป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นและมูลค่าเพิ่มในตลาดโลก พร้อมทั้งพัฒนาระบบติดตามการส่งผ่านราคา เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ต้นทุน ส่วนต่างราคา และผลตอบแทนตลอดห่วงโซ่สินค้าเกษตรอย่างโปร่งใส

    “โจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทยในระยะต่อไป ไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้าเกษตรให้ได้มากขึ้น แต่คือการทำให้สินค้าเกษตรไทยแข่งขันได้ด้วย คุณภาพ มาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบย้อนกลับ การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้มูลค่าจากตลาดโลกสามารถส่งผ่านกลับมายังเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/economic-business-thai-agricultural-trade&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X68AeUQoxTKt8nPsUa_zK

  • ร้านค้าตื่นตัว! เร่งติดป้ายรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ มั่นใจกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระประชาชน | เดลินิวส์

    ร้านค้าตื่นตัว! เร่งติดป้ายรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ มั่นใจกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระประชาชน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการเตรียมความพร้อมรองรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ 60/40 ในพื้นที่อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี พบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ร้านค้าต่าง ๆ เริ่มตื่นตัวและเร่งติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้าว่าทางร้านยินดีเข้าร่วมและรองรับการใช้สิทธิตามโครงการดังกล่าว

    ที่ร้าน บ้านพลัสดุ ร้านจำหน่ายเครื่องเขียนและวัสดุสำนักงานประจำอำเภอทัพทัน ของ นางสาวปัทมา ทองวิชิต เจ้าของร้าน ได้นำป้ายโครงการมาติดตั้งเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยระบุว่าทางร้านมีความพร้อมขานรับนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากประสบการณ์ในโครงการคนละครึ่ง ที่ผ่านมา พบว่าได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ทำให้ยอดขายภายในร้านเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    โดย นางสาวปัทมา กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองที่ต้องซื้ออุปกรณ์การเรียนและของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งเชื่อว่าการที่ประชาชนจ่ายเองเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ จะยิ่งช่วยให้ตัดสินใจจับจ่ายใช้สอยได้ง่ายขึ้น

    เช่นเดียวกับที่ร้าน เจ๊โปรย ใจดี ร้านขายของชำชื่อดังในอำเภอเดียวกัน ภายในร้านมีการเตรียมความพร้อมอย่างคึกคัก นางสาวบุญพิง บุตรดี พนักงานประจำร้านซึ่งทำงานมานานกว่า 10 ปี กำลังเร่งจัดเตรียมและติดป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ โดยเปิดเผยว่า ในช่วงโครงการคนละครึ่งครั้งก่อน ทางร้านได้รับผลตอบรับดีมาก มีประชาชนเข้ามาใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เศรษฐกิจภายในชุมชนมีความคึกคัก

    นางสาวบุญพิง ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ในครั้งนี้ จะได้รับเสียงตอบรับดียิ่งกว่าเดิม เนื่องจากประชาชนมีภาระในการจ่ายเงินเองน้อยลง จากเดิมที่ต้องร่วมจ่าย 50 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพได้อย่างชัดเจน

    ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต่างเฝ้ารอการเปิดใช้สิทธิ โดยหลายคนระบุว่าโครงการดังกล่าวช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้มาก โดยเฉพาะการซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งการที่ร้านค้าต่าง ๆ เริ่มติดป้ายประกาศอย่างชัดเจน ยังช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนเดินทางมาใช้สิทธิได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางความหวังว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5898707/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29KrBUSlA2dsoUEod32J_-

  • ธนาคารไทยเครดิต จัดอบรม “ตังค์โต Know-how เปิดโลกธุรกิจชุมชน: เสริมแกร่งและติดปีกความสำเร็จสำหรับผู้ประกอบการ OTOP” จังหวัดฉะเชิงเทรา

    ธนาคารไทยเครดิต จัดอบรม “ตังค์โต Know-how เปิดโลกธุรกิจชุมชน: เสริมแกร่งและติดปีกความสำเร็จสำหรับผู้ประกอบการ OTOP” จังหวัดฉะเชิงเทรา

    ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Everyone Matters ทุกคนคือคนสำคัญ” และกลยุทธ์ “ธนาคารเพื่อความยั่งยืน” (Sustainability Banking) จัดโครงการอบรมหลักสูตร “ตังค์โต Know-how เปิดโลกธุรกิจชุมชน: ติดปีกความสำเร็จสำหรับผู้ประกอบการ OTOP” เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    การอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวให้โอวาทแก่ผู้ประกอบการ OTOP ที่เข้าร่วมอบรมจำนวน 98 ราย โดยมี นางสาวเตือนใจ บุญทิม พัฒนาการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย นางอาภร โพธิ์เจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน และ นางสรัลนุช โพธิ์ชัยโย ผู้อำนวยการกลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธี ในส่วนของธนาคารไทยเครดิต นำโดย นางสาวเขมฤทัย อัศวนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ และ นายพิทักษ์ เครือกลัด ผู้อำนวยการแผนกสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ภาคกลาง 1 เข้าร่วมงาน ณ ห้องรอยัลอินน์ ชั้น 1 โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ต แอนด์ โฮเทล จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา

    ในโอกาสนี้ นางสาวเขมฤทัย อัศวนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของโครงการว่า ธนาคารไทยเครดิตให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล

    ทั้งนี้ โครงการ “ตังค์โต Know-how” ได้ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดยมุ่งสร้างการเข้าถึงองค์ความรู้ทางธุรกิจและบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียม เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สำหรับเนื้อหาของการอบรมครั้งนี้ ออกแบบมาเพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาธุรกิจชุมชน การเสริมสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน การใช้เครื่องมือดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการบริหารจัดการการเงินอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ในหัวข้อพิเศษ “การนำสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรด (Modern Trade)” ธนาคารยังได้รับเกียรติจากพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง CJ Express มาร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์และประสบการณ์ตรง เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถต่อยอดสินค้าและขยายช่องทางการจัดจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงการผสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ ในการร่วมกันยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ขยายช่องทางการตลาดสู่ระดับสากล และเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1022803&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cir7ZkSoCjEFqUMAvi89v

  • การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน

    การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน

    การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน

    ข่าว ธปท. ฉบับที่ 20/2569 | 28 พฤษภาคม 2569

    นายจิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ เลขานุการคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมได้คัดเลือกและมีมติแต่งตั้ง นายสมชาย หาญหิรัญ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แทนนายสันติธาร เสถียรไทย ที่ลาออกก่อนครบวาระ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของนายสันติธาร เสถียรไทย คือ จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569  

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    28 พฤษภาคม 2569  

    rn”}}” id=”anchor1″>

    นายจิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ เลขานุการคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมได้คัดเลือกและมีมติแต่งตั้ง นายสมชาย หาญหิรัญ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แทนนายสันติธาร เสถียรไทย ที่ลาออกก่อนครบวาระ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของนายสันติธาร เสถียรไทย คือ จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569  

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    28 พฤษภาคม 2569  

    นายสมชาย หาญหิรัญ

    สอบถามเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260528.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DxEAhCUcRX-My4TfgC_hK

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 28/05/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 28/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/150467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EMHWw9-ChN5FcxlmzNr7E

  • เมื่อวิกฤตเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทย ลามถึง “อสังหาริมทรัพย์” คนตายมากกว่าเกิด “บ้าน-รถ” ขาดลูกค้า

    เมื่อวิกฤตเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทย ลามถึง “อสังหาริมทรัพย์” คนตายมากกว่าเกิด “บ้าน-รถ” ขาดลูกค้า

    ใครเกิดทันยุค 90 (ช่วงปี พ.ศ. 2533-2542) คงจำกันได้ว่า ครั้งหนึ่ง ประเทศไทยเคยเยื้องย่าง เข้าใหญ่คำว่า “พญาเสือ” เพราะเศรษฐกิจโตดี ระดับ 8-10% ต่อปี ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รุ่งเรืองถึงขีดสุด 

    ก่อนจะถูกดับฝันด้วยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แต่ย้อนไปในตอนนั้น เราใช้เวลาเพียง 3-4 ปี ก็สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ เพราะโครงสร้างประเทศยังแข็งแรง แต่หลังจากนั้นมา ทุกครั้งที่ไทยเจอวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หรือวิกฤตโควิด-19 ตัวเลข GDP ของเรากลับเตี้ยลงเรื่อยๆ จากที่เคยคาดหวังว่าจะโตได้ไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี แต่ปี 2569 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเรา กลับโตได้เพียง 2.4% เท่านั้น และมีแนวโน้มว่าจะไม่มีวันกลับไปโตเหมือนเดิมอีกแล้ว

    จากคำบรรยาย ของ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย จาก บล.เกียรตินาคินภัทร ในงานเสวนา “PROPERTY HACK 2026” ที่จัดโดยสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย , สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์นนทบุรี และ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด 

    รวมถึงรายงานล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ฉายภาพความจริงที่น่ากลัวว่า ประเทศไทยกำลังกลายเป็น “คนป่วยใหม่ของเอเชีย” และนี่คือ 4 สัญญาณอันตรายที่บอกว่า ปัญหาครั้งนี้ใหญ่เกินกว่าที่การ “แจกเงิน” จะเยียวยาได้

    ดร.พิพิฒน์ ได้จำลองเปรียบเทียบ ประเทศไทยเป็นโรงงาน เครื่องจักรตัวนี้กำลังเผชิญภาวะ “ผลผลิตถดถอย” อย่างรุนแรงจาก 3 มิติที่เป็นแกนหลักของประเทศ

    • รายได้คนไทย ต่ำกว่าสิงคโปร์ 12 เท่า: ในขณะที่ชาติเอเชียกำลังอยู่ในยุคทอง รายได้ต่อหัวของคนไทยกลับโตช้าจนน่าใจหาย ปัจจุบันเราตามหลังสิงคโปร์ถึง 12 เท่า และที่น่ากังวลกว่าคือ ประเทศที่เคยวิ่งตามหลังเราอย่าง มาเลเซีย และ เวียดนาม กำลังไล่บี้เข้ามาจนแทบจะแซงหน้า
    • Deindustrialization (ภาคอุตสาหกรรมฝ่อก่อนรวย): ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ประเทศไทยเจอภาวะภาคการผลิตหดตัวเร็วกว่าหลายประเทศ เรากลายเป็นแค่ “ทางผ่าน” นำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบแล้วส่งออก โรงงานไทยทยอยปิดตัวลงเพราะสู้สินค้าราคาถูกจากจีนไม่ได้
    • ท่องเที่ยวชนเพดาน: เครื่องยนต์สุดท้ายอย่างการท่องเที่ยว เริ่มเห็นสัญญาณส่งแรงได้น้อยลง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มชะลอตัวและชนเพดาน ไม่สามารถแบกเศรษฐกิจทั้งประเทศได้ไหวอีกต่อไป

    ปัญหาเชิงโครงสร้าง “ตายมากกว่าเกิด” บ้าน-รถ กำลังขาดลูกค้า

    นี่คือวิกฤตทางกายภาพที่แก้ไม่ได้ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัจจุบันโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “คนตายมากกว่าคนเกิด” และลูกได้กลายเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” ที่คนรุ่นใหม่ไม่เลือกจะมี

    เมื่อคนฉีดวัคซีนเข้าสู่วัยแรงงานลดลง คนซื้อรถและซื้อบ้านก็ลดลงตามธรรมชาติ ดีมานด์ในตลาดอสังหาฯ ที่เคยพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด กำลังดิ่งลงสู่ขาลงอย่างชัดเจน คล้ายจะบอกว่า ต่อให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ขยายเวลาผ่อนคลายมาตรการ LTV (กู้สินเชื่อได้เต็ม100%ของมูลค่าบ้าน) ออกไปจนถึงปี 2570 มันก็ช่วยพยุงได้แค่ระยะสั้น เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่คนไม่อยากซื้อ แต่คือคนไม่มีกำลังซื้อ และไม่มีคนรุ่นใหม่มากพอมาเติมเต็มตลาด

    เอ็กซเรย์ตลาดอสังหาฯ ซบเซา ลากยาว คนเลือก “เช่า” มากกว่า “ซื้อ”

    ข้อมูลเชิงสถิติจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) และ ธปท. สะท้อนภาพตรงกันว่า ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังอยู่ในภาวะ “จุกอก” แม้ไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดโอนกรรมสิทธิ์จะดูเหมือนบวกขึ้นเล็กน้อย แต่มันมีความจริงที่ซ่อนอยู่:

    1. บ้านมือสองกลืนตลาด: ยอดโอนในตลาดกลายเป็น “บ้านมือสอง” สูงถึง 67% ขณะที่บ้านสร้างใหม่เหลือสัดส่วนแค่ 33% สะท้อนว่าคนเลือกซื้อของราคาจับต้องได้มากกว่าบ้านใหม่จากผู้ประกอบการ
    2. ตลาดบนเกิน 7 ล้านบาทหดตัวหนัก: กลุ่มคนรวยที่เคยเป็นความหวัง เริ่มเบรกการซื้อ โดยยอดโอนบ้านระดับราคาเกิน 7 ล้านบาท ดิ่งลงถึง 14.8% ในเชิงหน่วย และมูลค่าลดลง 16.3% (YoY)
    3. กู้ไม่ผ่าน-หนี้ทับถม: กลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่าง อยากได้บ้านแต่กู้ไม่ผ่าน เพราะแบงก์เข้มงวดสกัด NPL หนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่วทำให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้
    4. Gen ใหม่เลือก “เช่า” แทน “ซื้อ”: พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความไม่แน่นอนในอาชีพและรายได้ ทำให้คนรุ่นใหม่ปฏิเสธการเป็นหนี้ระยะยาว 30 ปี และหันมาเช่าอยู่แทน จนผู้ประกอบการต้องยอมรับว่าตลาดกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่

    ขณะนี้ ดีเวลลอปเปอร์ทั้งรายใหญ่รายเล็กต้องดิ้นรนรักษาสภาพคล่อง ทั้งลดราคา แจกโปรโมชัน ตัดขั้นตอน Pre-sale รวมถึงผันตัวมาช่วยลูกค้า “ผ่อนดาวน์เพื่อสร้างโปรไฟล์ยื่นกู้” เพื่อระบายสต็อกที่คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 2-4 ปีถึงจะหมด

    ทางออกอสังหาฯ ยุคใหม่ จากคำแนะนำจาก Terra 

    ในเมื่อเครื่องจักรเดิมพัง ดีมานด์เดิมหดหาย แล้วอสังหาริมทรัพย์ไทยจะไปทางไหน?

    ผลสำรวจผู้บริโภคจาก Terra Research โดย สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จํากัด ชี้ให้เห็น “แสงสว่างปลายอุโมงค์” ในฝั่งผู้พัฒนาโครงการ ว่า ท่ามกลางความระมัดระวังในการใช้เงินของผู้บริโภค ยังมีหนึ่งเทรนด์ที่ผู้คนพร้อมจะจ่าย นั่นคือคำว่า “LONGEVITY” (การมีอายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ) และ “Wellness Living”

    ผลสำรวจพบว่า 90% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มจะซื้อบ้านมากขึ้น หากโครงการนั้นชูแนวคิดเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เคยอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ มีความสนใจสูงถึง 94%

    นิยาม “บ้านในฝัน” ของคนไทยเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่โตหรูหรา แต่คือบ้านที่ “สุขภาพดีและปลอดภัย”

    • Fresh Air is the New Wellness: อากาศบริสุทธิ์กลายเป็นหัวใจสำคัญอันดับหนึ่ง โดยในแต่ละเซกเมนต์มีความต้องการที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ:
      • บ้านเดี่ยว: ต้องการระบบกรองอากาศอัจฉริยะ อากาศต้องบริสุทธิ์
      • ทาวน์โฮม: ต้องการพื้นที่สีเขียวเพื่อการพักผ่อน ฟื้นฟูสภาพจิตใจ
      • คอนโดมิเนียม: ต้องการ Fitness Center ที่ครบครัน หรือ Wellness Center เพื่อดูแลสุขภาพเชิงรุกในโครงการ

    สรุปโจทย์เก่า ในโลกใบใหม่ ประเทศไทยไม่อาจใช้วิธีเดิมๆ ในการขับเคลื่อนประเทศได้อีกต่อไป การแจกเงินหรือมาตรการกระตุ้นทางการเงินระยะสั้น ไม่อาจฝืนโครงสร้างประชากรที่หดตัวและภาคอุตสาหกรรมที่กำลังล้าสมัยได้

    สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ หมดยุคของการสร้างบ้านกล่องสี่เหลี่ยมเพื่อเน้นขายจำนวนหน่วย แต่คือการก้าวเข้าสู่ยุคของการขาย “คุณภาพชีวิตและทางรอดด้านสุขภาพ” ใครปรับตัวตอบโจทย์สังคมสูงวัยและสุขภาวะได้ก่อน คือผู้ที่จะรอดชีวิตในมหาสมุทรที่กำลังวิกฤตนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2935748&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cMSa9JGII_bDA9YrrG6-2

  • ‘ไทย-อินโดฯ’ แห่กู้เงินระยะสั้น แก้วิกฤติเศรษฐกิจช่วงสงคราม

    ‘ไทย-อินโดฯ’ แห่กู้เงินระยะสั้น แก้วิกฤติเศรษฐกิจช่วงสงคราม

    พิษสงครามป่วนอาเซียน! ดันเงินเฟ้อพุ่ง-พันธบัตรระยะยาวร่วง ‘ไทย-อินโดฯ’แห่กู้เงินระยะสั้น นักวิเคราะห์ตั้งคำถาม ทางรอดชั่วคราว หรือความเสี่ยง ‘กู้โปะหนี้เก่า’ ในอนาคต?

    บลูมเบิร์กรายงานว่า ตอนนี้สองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดใน “อาเซียน” กำลังเพิ่มการขายตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรับมือกับภาวะความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากสงคราม ที่สร้างความกังวลเรื่อง “เงินเฟ้อ” ซึ่งส่งผลให้เกิดการเทขายพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวทั่วโลก

    ‘อินโดนีเซีย’  เร่งออกตั๋วเงินคลังรูเปียห์

    ธนาคารกลางอินโดนีเซียจึงต้องเร่งออกตั๋วเงินคลังรูเปียห์ ระยะสั้น (SRBI)  (อายุไม่เกิน 12 เดือน) เพิ่มขึ้น เพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาช่วยพยุงค่าเงินรูเปียห์ ที่เพิ่งดิ่งลงไปแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เงินรูเปียห์อ่อนค่าลงประมาณ 2% และกลายเป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชียในไตรมาสนี้

    ในเดือนที่ผ่านมา ยอดคงค้างรวมของตั๋วเงินคลังสกุลเงินรูเปียห์ของแบงก์ชาติอินโดนีเซีย  พุ่งสูงขึ้นถึง 126.7 ล้านล้านรูเปียห์  ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี 

    การเร่งออกตั๋วเงินคลังนี้ทำให้อัตราผลตอบแทน  พุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ 6.76% ซึ่งสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเสียอีก ส่งผลให้นักลงทุนแห่มาซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้นนี้แทน เพราะได้ผลตอบแทนดีและมีความเสี่ยงต่ำกว่า จนไปแย่งสภาพคล่องและทำให้ความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของอินโดนีเซียลดน้อยลง

    ‘ไทย’ เล็งกู้เงิน 4 แสนล้านบาท 

     ส่วนในประเทศไทย รัฐบาลก็เริ่มหันมาพึ่งพาการออกตั๋วเงินระยะสั้น  โดยรัฐบาลได้อนุมัติแผนกู้เงินฉุกเฉินกู้วิกฤติมูลค่า 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาทำมาตรการช่วยเหลือประชาชน

    ในเงินก้อนนี้ ประเทศไทยเตรียมระดมทุนรอบแรกประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์  โดยจะเน้นกู้ผ่านตราสารระยะสั้น เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินกู้ระยะยาวแบบกำหนดระยะเวลา รวมถึงการกู้เงินเพิ่มสำหรับปีงบประมาณ 2026 ก็จะเน้นวิธีนี้แทนการออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว

    ทีมนักยุทธศาสตร์ของซิตี้กรุ๊ป รวมถึง กอร์ดอน โกะ (Gordon Goh) ได้ระบุในรายงานเมื่อช่วงต้นเดือนพ.ค.ว่า การกู้เงินเพิ่มเติมสำหรับปีงบประมาณ 2026 ของไทย มีแนวโน้มที่จะทำผ่านตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วเงินคลัง แทนที่จะเป็นการออกพันธบัตรรัฐบาล พร้อมเสริมว่าตราสารหนี้ระยะสั้นเหล่านี้ น่าจะเข้าไปดึงความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลในภาพรวมให้ลดลงไปด้วย

    จากข้อมูลล่าสุดของธนาคารกลางที่บลูมเบิร์กรวบรวมพบว่า ยอดคงค้างของตั๋วสัญญาใช้เงิน ณ สิ้นเดือนมี.ค. อยู่ที่ประมาณ 1.16 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2023 

    นอกจากนี้ พันธบัตรระยะยาวของไทยได้ถูกเทขายไปก่อนหน้านี้แล้ว จากความกังวลเรื่องการคลังและเงินเฟ้อ ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี และอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ  1.10% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งถือเป็นส่วนต่างที่กว้างที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2022

     จันเดรช เจน (Chandresh Jain) นักยุทธศาสตร์ด้านอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนจากธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า “เนื่องจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยมีความ “ชันมาก” รัฐบาลจึงต้องการควบคุมต้นทุนดอกเบี้ยให้ต่ำไว้ก่อน” โดยการหันไปพึ่งพาตราสารระยะสั้นมากกว่า เช่น เงินกู้ระยะยาว และตั๋วสัญญาใช้เงิน

    นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์นี้จะช่วยให้ทั้งสองประเทศมีความยืดหยุ่นในการหาเงินทุนมากขึ้น แต่ในระยะยาวก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้หรือการหาเงินกู้ก้อนใหม่มาโปะหนี้เก่า

    อ้างอิง Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1235986&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SI3fpiqbSjD0A8UnxywIA

  • ความเสี่ยงการเลือกตั้งก่อนกำหนดในอิสราเอลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    ความเสี่ยงการเลือกตั้งก่อนกำหนดในอิสราเอลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา รัฐสภาอิสราเอล (Knesset) ได้ลงมติ “วาระแรก/ขั้นต้น” เห็นชอบร่างกฎหมายยุบสภา (preliminary vote to dissolve parliament) หลังรัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรี Benjamin Netanyahu เผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งภายในรัฐบาลเกี่ยวกับประเด็น “การเกณฑ์ทหารชาวยิว ultra-Orthodox (Haredi)” ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบสภาและการเลือกตั้งก่อนกำหนดในปี 2026

    ประเด็นดังกล่าว เกิดจากแรงกดดันของสังคมและศาลสูงอิสราเอล ที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการยกเว้นการเกณฑ์ทหารแก่ชาว Haredi ซึ่งเป็นกลุ่มฐานเสียงสำคัญของพรรคศาสนาในรัฐบาลผสม ขณะที่พรรคศาสนา เช่น Shas และ United Torah Judaism (UTJ) ยืนยันให้คงสิทธิยกเว้นดังกล่าวต่อไป ส่งผลให้รัฐบาลอยู่ในภาวะเปราะบาง เนื่องจากหากพรรคศาสนาถอนตัว รัฐบาลจะสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภา (Knesset)

    ความตึงเครียดดังกล่าวรุนแรงขึ้นจากภาระด้านความมั่นคงและสงครามที่ยืดเยื้อ ทำให้กองทัพอิสราเอลที่มีความต้องการกำลังพลเพิ่ม ขณะเดียวกันประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะทหารกองหนุน (reserve soldiers) มองว่า ระบบการยกเว้นเกณฑ์ทหารไม่เป็นธรรม เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ต้องเข้ารับราชการทหารภายใต้สถานการณ์สงครามต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้านได้ผลักดันกระบวนการยุบสภา และมีการลงมติขั้นต้นในรัฐสภาแล้ว ส่งผลให้ตลาดการเงินและนักลงทุนเริ่มประเมินว่า โอกาสเกิดการเลือกตั้งก่อนกำหนดเพิ่มสูงขึ้น แม้นายกรัฐมนตรี Netanyahu ยังพยายามประคองรัฐบาลก็ตาม

    นักวิเคราะห์มองว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิสราเอลในหลายด้าน ได้แก่ การชะลอการลงทุนจากต่างประเทศ, ความผันผวนของค่าเงินและตลาดทุน, ความล่าช้าในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณ และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนลดลง นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่า หากมีการเลือกตั้งจริง อิสราเอลอาจกลับเข้าสู่ภาวะการเมืองไม่เสถียรและการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อเหมือนช่วงปี 2019–2022 ซึ่งเคยมีการเลือกตั้งถึง 5 ครั้งภายในระยะเวลาประมาณ 4 ปี 

    ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจอิสราเอลยังมีจุดแข็งจากภาคเทคโนโลยี การเงิน และการส่งออกบริการดิจิทัล แต่ความเสี่ยงด้านการเมืองและความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลานี้ครับ

    ความเห็นของ สคต.

    ประเด็นความเสี่ยงการเลือกตั้งก่อนกำหนดและความไม่แน่นอนทางการเมืองของอิสราเอล ถือว่าเป็น “ปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ที่อาจกระทบต่อการค้า การลงทุน และบรรยากาศธุรกิจของไทยในอิสราเอลทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะเมื่อเกิดพร้อมกับสงครามและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดย สคต. เห็นว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองของอิสราเอลและความเสี่ยงต่อการเลือกตั้งก่อนกำหนด อาจส่งผลให้ภาคธุรกิจและผู้นำเข้าอิสราเอลระมัดระวังการลงทุนและการสั่งซื้อมากขึ้นในระยะสั้น รวมทั้งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ค่าเงิน และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตาม ตลาดอิสราเอลยังมีปัจจัยสนับสนุนจากกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคเทคโนโลยี และความต้องการนำเข้าสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง

    เห็นควรให้ผู้ส่งออกไทยติดตามสถานการณ์ด้านการเมือง ความมั่นคง และต้นทุนการขนส่งอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารความเสี่ยงด้านการชำระเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และระยะเวลาขนส่งให้รอบคอบ รวมถึงรักษาความสัมพันธ์กับผู้นำเข้าเดิมและเน้นสินค้าในกลุ่มที่ยังมีความต้องการต่อเนื่องในตลาดอิสราเอล เช่น อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไปครับ

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il 

    ที่มา : 

    1. สำนักข่าว Reuters – https://www.reuters.com/

    2. The Guardian –  https://www.theguardian.com/international

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qe6yep2miz8etdc0i3luh6uz&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GpWVvLTy615VrC6EY1vAf

  • เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.: เปิดเบอร์หาเสียงแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 2569 ใครได้เบอร์อะไรบ้าง ? – BBC News ไทย

    เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.: เปิดเบอร์หาเสียงแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 2569 ใครได้เบอร์อะไรบ้าง ? – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    Published

    เวลาอ่าน: 8 นาที

    ในวันแรกของการเปิดรับสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) บรรดาผู้สมัคร ผู้สนับสนุน และทีมงานเดินทางมาถึงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก

    สิ่งแรก ๆ ที่ผู้สมัครและทีมงานทำเมื่อเดินทางมาถึงอาคารไอราวัตพัฒนา สถานที่รับสมัครก็คือ การไหว้ขอพรที่ประติมากรรมพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย

    จากนั้นผู้สมัครหลักได้แยกย้ายกันให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนซึ่งจัดเวทีรายงานสดบริเวณลานด้านหน้าอาคาร เพื่อเสนอตัวเป็นผู้บริหารเมืองหลวงและฉายภาพว่ากรุงเทพฯ จะดีขึ้นได้อย่างไรหากพวกเขาได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.

    สำหรับผู้สมัครที่พรรคการเมืองส่งเข้าแข่งขัน อาทิ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน (ปชน.), นายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช จากพรรคเศรษฐกิจ (ศก.)

    ส่วนผู้สมัครที่ลงสนามเลือกตั้งในนามอิสระ อาทิ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการ กทม. ที่ขอ “สานงานต่อ” นั่งเก้าอี้สมัยที่ 2 รวมถึงนายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล หรือ “ซินแสโจ้”, ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, นายชัชชาติ พร้อมทีมงานเดินทางมาถึงสถานที่รับสมัครเป็นคนแรกเวลา 05.50 น.

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ เดินทางมาถึงสถานที่รับสมัครเป็นคนแรกเวลา 05.50 น. ด้วยการปั่นจักรยานมาพร้อมทีมรองผู้ว่าฯ จากสเตเดียมวัน-ศาลาว่าการ กทม. รวมระยะทางประมาณ 6 กม. ทั้งนี้เขาตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่าหากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยจะทำอะไรก่อน โดยบอกว่า “ก็จะเป็นผู้ว่าฯ ติดดินเหมือนเดิม”

    นายชัชชาติให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ทีเอ็นเอ็น นิวส์ ถึงนโยบายต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการมาและนโยบายที่นำเสนอในการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งก่อนเริ่มต้นด้วยนโยบาย 226 โครงการ พอดำเนินการไปแล้วพบว่าเพิ่มขึนเป็น 244 โครงการแต่ในที่สุดก็จบลงด้วย 235-236 โครงการ เขายอมรับว่ามี 7-8 โครงการ ที่ไม่ได้ทำ เพราะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์

    “ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว วิสัยทัศน์ของเราคือ เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน สำหรับปีนี้วิสัยทัศน์คือ เมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน เราเชื่อว่า ปีที่แล้วเราทำให้เมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว แต่ว่าอนาคตเราต้องเน้นเรื่องเศรษฐกิจ ความหวัง เรื่องโอกาสกับทุกคน” นายชัชชาติกล่าว

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ในอีก 4 ปีข้างหน้าตามแนวความคิดของนายชัชชาติ นั้นคือ อยากให้เมืองมีความเข้มแข็งมากขึ้นทางเศรษฐกิจ ใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงความโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ยังบอกว่าพร้อมทำงานกับ ส.ก.กับทุกคน เนื่องจากว่า การเลือกผู้ว่าฯ กทม. กับการเลือกตั้ง ส.ก. แยกกัน

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัคร สก. เข้าคิวกันขอพรจากประติมากรรม “พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” ก่อนเข้ายื่นเอกสารสมัครและจับฉลากหมายเลข

    “กทม. ต้องทำหลาย ๆ เรื่องพร้อมกัน” นายชัชชาติบอก แต่เขาเสริมว่า “quick win” (แผนปฏิบัติการเร่งรัด) ของตนและทีมงานก็คือการเสริมสร้างเศรษฐกิจด้วยการปลดปล่อยประสิทธิภาพของมือง เช่น การปลดกฎระเบียบต่าง ๆ อำนวยความสะดวก เพิ่มความโปร่งใส และคุณภาพชีวิต

    นอกจากนี้ เขายังนำเสนอนโยบายภายใต้แนวคิด “ระบบขับเคลื่อนเมือง” ซึ่งหมายถึงการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในระบบราชการ เช่น การยื่นคำร้อง หรือ การให้ส่งข้อมูลสาธารณสุขทางระบบดิจิทัล ย่นเวลาเพื่อผู้คนจะได้นำเวลาไปทำสิ่งอื่น ๆ

    นอกจากนี้ เขายอมรับด้วยว่าไม่มีความหนักใจในการลงเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการ กรุงเทพฯ ครั้งนี้ เพราะตนไม่ได้แบกรับความคาดหวังเนื่องจากเป็นผู้สมัครเลือกตั้งในนามอิสระ

    “ตัวเราเองเป็น[ผู้สมัครในนาม]อิสระ แพ้ก็แพ้ชนะก็ชนะ เราไม่ได้แบกอะไรไว้บนหลังเรา…แล้วแต่ประชาชนเลย ได้คะแนนเสียงเยอะก็ดี ได้น้อยก็ไม่ได้เสียใจอะไรนะ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน” เขาบอก

    “ถ้าเลือกผมก็คือไว้ใจผม จะเลือกใครก็ขอให้ไว้ใจคนนั้นว่าเขาทำงานได้ ซื่อสัตย์สุจริตและเห็นแก่ส่วนรวม” เขากล่าว

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เดินทางถึงที่รับสมัครเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

    ขณะที่ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า ฯ กทม. จากพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนเข้าสมัครผู้ว่าฯ กทม. ว่า ทางพรรคฯ นำเสนอจุดขายสำคัญของพรรค นั่นคือ วาระเมืองและวาระรายเขต ของ ส.ก. ซึ่งหากว่าประชาชนมีความต้องการให้วาระเขตต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้น ก็ควรเลือกผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชนด้วย โดยเน้นแคมเปญในการหาเสียง “กรุงเทพฯ ง่ายๆ” พร้อมกับเน้นการทำให้กรุงเทพโปร่งใส ใช้ AI ปราบโกงต้นน้ำ

    ต่อมานายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยรัฐว่า นโยบายภายใต้ปีก “กรุงเทพฯ ง่าย ๆ” ว่าจะทวงคืนเวลาของคนกรุงเทพฯ ที่ใช้ไปบนท้องถนนกับการจราจรที่ติดขัดกลับมา

    “กรุงเทพฯ ง่าย ๆ จะเข้ามาตอบโจทย์ของคนกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถเอาเงินมาซื้อความง่ายได้สิ่งที่เขาต้องแลกมาคือเวลากับพลังชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่ต้องเสียเวลารถติดบนท้องถนน วันหนึ่งขาไปเป็นชั่วโมงกลับเป็นชั่วโมง…ถ้าเราเอาเวลาคืนกลับมาให้คนกรุงเทพฯ สักวันละ 15 นาที เราจะได้เวลากลับมาสี่วันเต็ม ๆ” นายชัยวัฒน์กล่าว

    ขณะที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร หนึ่งในทีมงานของนายชัยวัฒน์ บอกว่า การเผชิญหน้ากับคู่แข่งอย่างนายชัชชาติก็ไม่ง่าย แต่ย้ำว่า “มันไม่ใช่การแข่งขันระหว่างอาจารย์ชัชชาติหรือเรา แต่เป็นการแข่งขันเชิงนโยบายและมองเมืองข้างหน้าไปไกล”

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าฯ สังกัดพรรคเศรษฐกิจ (ศก.)

    นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ จากกลุ่มกรุงเทพบินได้ คาดหวังจะได้รับคะแนนเท่ากับอดีตผู้ว่าฯ “ชัชชาติชนะ 1.3 ล้าน ผมก็อยากได้ 1.3 ล้าน ไม่อย่างนั้นก็บริหารไม่ได้”

    ด้านนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานที่ปรึกษากลุ่มกรุงเทพบินได้ ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่านโยบายของกลุ่มเป็นไปไม่ได้จริง โดยยกตัวอย่างนโยบาย “คลองแสนกินได้” ว่า คนที่บอกว่าทำไม่ได้เพราะไร้ความสามารถที่จะทำ เห็นแล้วใน 4 ปี แต่กลุ่มมองว่าเป็นไปได้ เช่นเดียวกับนโยบาย “ปั๊มลูก” ซึ่งทางกลุ่มไม่ต้องการ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” แต่อยากให้คน กทม. “ทำงาน ออกกำลังกาย พักผ่อน ปั๊มลูก” ไม่เช่นนั้นจะไม่มีคนมาทำงาน

    พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าฯ สังกัดพรรคเศรษฐกิจ (ศก.) ปฏิเสธจะพูดถึงคะแนนเป้าหมายที่คาดหวังจากการลงสมัครในครั้งนี้ โดยบอกว่าได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ส่วนที่ผลสำรวจคะแนนนิยมพบว่าชัชชาติมีคะแนนนำและทิ้งห่างผู้สมัครรายอื่น ๆ จนถูกมองว่าผู้สมัครที่เหลืออาจเป็นเพียง “ไม้ประดับ” นั้น แคนดิเดตผู้ว่าฯ จากพรรค ศก. ตอบว่า “ผมไม่ใช่ผู้หญิงจะได้เป็นไม้ประดับ ลงมาเราสู้เต็มที่”

    พล.ต.ท.ชาญเทพ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยรัฐ ว่าตนมาพร้อมกับการนำเสนอนโยบาย 5 ข้อ ได้แก่ การปราบปรามอาชญากรรมชีวิตและทรัพย์สิน, การจราจร, การจัดการขยะ, ระบบสาธารณะสุข, และ ความโปร่งใส

    แต่หากเป็นแผนปฏิบัติการเร่งรัด เขาเผยว่าจะเน้นไปที่เรื่องการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่เทศกิจ กทม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ จากพรรคประชาธิปัตย์

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เดินทางมาพร้อมนายอนุชา บูรพชัยศรีแคนดิเดตผู้ว่าฯ ของพรรค โดยยืนยันว่าทุกองคาพยพของพรรคพร้อมสนับสนุนงาน เพราะปัญหาของ กทม. พันกับปัญหาระดับชาติ การเดินหน้าให้ กทม. เป็นไปได้มากกว่านี้ต้องอาศัยทุกกลไก ซึ่งพรรค ปชป. พร้อมทั้งนโยบายและบุคลากร

    ส่วนคะแนนแคนดิเดตผู้ว่าฯ และยอด สก. ต้องได้เท่าไร จึงจะถือว่า ปชป. กลับมาแล้วในยุคฟื้นฟูพรรคนั้น นายอภิสิทธิ์ตอบว่า “ต้องได้มากกว่าคนอื่น สัก 1 คะแนนก็พอ”

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ ในนามอิสระ

    เปิดเบอร์หาเสียงแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม.

    ในการจับสลากหมายเลขของผู้สมัครเพื่อเป็นลำดับในการยื่นใบสมัครของผู้สมัครรายนั้น รวมถึงเป็นหมายเลขประตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะใช้ตลอดการหาเสียง มีผู้มายื่นก่อนเวลา 08.30 น. จำนวน 13 คน ทั้งผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองและผู้สมัครอิสระ โดยผลการจับสลากหมายเลขประตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีดังนี้

    • เบอร์ 1: ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)
    • เบอร์ 2: นายสมัย ละเลิศ
    • เบอร์ 3: นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์
    • เบอร์ 4: นายประทีป วัชรโชคเกษม
    • เบอร์ 5: นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)
    • เบอร์ 6: นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์
    • เบอร์ 7: นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ (อิสระ กลุ่มกรุงเทพบินได้)
    • เบอร์ 8: นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์กุล
    • เบอร์ 9: นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการ กทม. (อิสระ)
    • เบอร์ 10: นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน)
    • เบอร์ 11: นายประยูร ครองยศ
    • เบอร์ 12: พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ)
    • เบอร์ 13: นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล (อิสระ)

    สำหรับผู้สมัครที่เดินทางมาหลังจากเวลาเริ่มรับสมัคร จะได้รับหมายเลขประจำตัวเป็นเลขลำดับถัดไป

    ทันทีที่รู้ผลการจับสลากหมายเลขของผู้สมัคร บรรดากองเชียร์ที่รออยู่ด้านนอกก็เริ่มตะโกนชื่อผู้สมัคร พร้อมหมายเลขโต้กันไปมาเซ็งแซ่

    หลังจากจับสลากหมายเลขประจำตัวของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แล้ว ในส่วนของ ส.ก. ก็จะมีการจับสลากเรียงทีละเขตจนครบทั้ง 50 เขตต่อไป

    การรับสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. จะมีไปถึงวันที่ 1 มิ.ย. ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ ณ ห้องบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง

    สำหรับขั้นตอนหลังจากปิดรับสมัครรับ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน ผู้สมัครที่คุณสมบัติครบถ้วนจะได้รับการประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครในวันที่ 8 มิ.ย. นี้

    กกต. ยืนยันบัตรเลือกตั้งไร้บาร์โค้ด

    นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.ทถ.กทม.) แถลงว่า ภาพรวมการเปิดรับสมัครผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้คาดหวังว่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าปี 2565 ซึ่งมาใช้สิทธิ 60.73% ถ้าเป็นไปได้อยากให้ถึง 100%

    ด้านนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.กลาง เปิดเผยว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และนายกเมืองพัทยา จะใช้บัตรเลือกตั้งคนละประเภทกับการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งได้ว่าจ้างโรงพิมพ์จัดทำบัตรเลือกตั้งโดยไม่มีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด แต่มีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงโดยใช้ตราประทับ

    การเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. และ ส.ก. จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. เวลา 08.00-17.00 น. เพียงวันเดียวเท่านั้น ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าหรือเลือกตั้งนอกเขต โดยเป็นการเลือกตั้งในรอบ 4 ปี หลังจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 18 พ.ค. ก่อนครบวาระไม่กี่วัน

    ในครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4.5 ล้านคน โดยเพิ่มขึ้น 1 แสนคนจากเมื่อ 4 ปีก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cjdpgx7zvrdo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ghsZgArjHivBsnt7bQIJB

  • “สมคิด” ชี้ไทยเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต เสนอปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ-คัดลงทุนคุณภาพ รับคลื่นลงทุนรอบใหม่

    “สมคิด” ชี้ไทยเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต เสนอปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ-คัดลงทุนคุณภาพ รับคลื่นลงทุนรอบใหม่


    “สมคิด” เตือนไทยวิกฤตซ้อนวิกฤต ผนวกวิกฤตโลกทั้งสงคราม เงินเฟ้อ น้ำมันพุ่ง เสนอแก้ต้นตอโครงสร้างพลังงาน ย้ำไทยต้องคัดเลือกการลงทุนที่สร้าง “GDP คุณภาพ” เร่งปั้นศก.ใหม่คว้าโอกาสจากคลื่นลงทุนโลก

    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงาน TIAM UDOM Dinner Talk 2026 หัวข้อ “เตรียมอุดมฯ คิด เศรษฐกิจพ้นภัย” จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษาในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่สะสมมานาน ทั้งจีดีพีเติบโตต่ำ ภาคการผลิตขาดมูลค่าเพิ่ม ความยากจนและความเหลื่อมล้ำสูง เมื่อรวมกับวิกฤตโลก ทั้งสงคราม ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อ ทำให้สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้น

    นายสมคิด ระบุว่า รัฐบาลควรเร่งช่วยเหลือประชาชนฐานราก เกษตรกร และเอสเอ็มอีที่กำลังได้รับผลกระทบหนัก พร้อมเสนอให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะโครงสร้างราคาน้ำมัน ซึ่งมองว่าไทยไม่ควรอิงราคาตลาดสิงคโปร์ทั้งหมด ทั้งที่สามารถกลั่นน้ำมันเองได้ พร้อมเสนอให้ลดภาษีน้ำมันและลดค่าการตลาดในช่วงวิกฤต เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน

    ขณะเดียวกัน นายสมคิด มองว่า ไทยกำลังมีโอกาสครั้งสำคัญจากกระแสการลงทุนต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ในอดีตเคยปฏิเสธการลงทุนในไทย แต่ปัจจุบันกลับยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวนมาก เปรียบเสมือน “คลื่นการลงทุนลูกที่ 2”

    อย่างไรก็ตาม ไทยต้องออกแบบนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยไม่มุ่งเพียงตัวเลขจีดีพีเชิงปริมาณ แต่ต้องเป็น “จีดีพีคุณภาพ” ที่สร้างประโยชน์ระยะยาวให้ประเทศ รวมถึงต้องคัดกรองทุนสีเทา และกำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนร่วมพัฒนาบุคลากรไทย โดยเฉพาะด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง

    นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างความสำเร็จของเกาหลีใต้ในการผลักดัน K-Food ผ่านการเชื่อมโยงวัฒนธรรม ซีรีส์ และเพลงป๊อป จนสร้างมูลค่าส่งออกมหาศาล พร้อมสะท้อนว่าไทยแม้ประกาศเป็น “ครัวโลก” มานาน แต่ยังขาดการต่อยอดด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ และบรรจุภัณฑ์สมัยใหม่

    ช่วงท้าย นายสมคิด เสนอแนวคิด “New Deal for New Future” หรือ “ข้อตกลงใหม่เพื่ออนาคตใหม่ของประเทศไทย” พร้อมเรียกร้องให้คนรุ่นใหม่และภาคประชาชนเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น เพื่อร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลงประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bPcRr20ZgmtvppTft1ZPH