Category: เศรษฐกิจ

  • ถล่มทลาย! แห่ยืนยันสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ทะลุ 22.3 ล้านราย รัฐเตือนผู้มีสิทธิ รีบกดยืนยันก่อนหมดเขต 15 ต.ค.นี้ – สยามรัฐ

    ถล่มทลาย! แห่ยืนยันสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ทะลุ 22.3 ล้านราย รัฐเตือนผู้มีสิทธิ รีบกดยืนยันก่อนหมดเขต 15 ต.ค.นี้ – สยามรัฐ

    “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” คึกคัก! รายเดิมยืนยันสิทธิแล้วกว่า 22.3 ล้านราย แตะ 90% รัฐบาลย้ำผู้มีสิทธิที่เหลือกดยืนยันภายใน 15 ต.ค.

    วันนี้ (3 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” ว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. มีประชาชนผู้มีสิทธิในโครงการทั้งหมด 30,709,378 ราย โดยหลังเปิดให้ยืนยันสิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา มีประชาชนทยอยเข้าระบบเพื่อยืนยันการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ 60/40 “รายเดิม” มีผู้มีสิทธิทั้งหมด 24,789,387 ราย ขณะนี้กดยืนยันเข้าร่วมโครงการแล้ว 22,334,281 ราย คิดเป็น 90% ของผู้มีสิทธิในกลุ่มดังกล่าว

    ส่วนกลุ่ม 60/40 “รายใหม่” ซึ่งเป็นผู้ที่ตกเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีผู้มีสิทธิทั้งหมด 5,919,991 ราย ขณะนี้กดยืนยันเข้าร่วมโครงการแล้ว 1,505,307 ราย คิดเป็น 25% ของผู้มีสิทธิในกลุ่มดังกล่าว
    ด้านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีทั้งหมด 1,191,936 ราย โดยลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 838,380 ราย คิดเป็น 70% ของร้านค้าทั้งหมด และอยู่ระหว่างกดยอมรับเงื่อนไข 353,556 ราย คิดเป็น 30%

    นางสาวลลิดากล่าวว่า สำหรับประชาชนผู้ได้รับสิทธิ ให้เข้าแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดและเปิดใช้งาน G Wallet จากนั้นกดแบนเนอร์ “โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” กดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไข พร้อมยืนยันการลงทะเบียนรับสิทธิ โดยสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1–15 ตุลาคม 2569 และใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม–30 พฤศจิกายน 2569 เวลา 06.00–23.00 น. โดยต้องเติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ

    ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิกดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพียงครั้งเดียว ก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ไม่ต้องกดยืนยันทุกครั้งที่ใช้สิทธิ

    ส่วนร้านค้าที่ได้รับอนุมัติเข้าร่วมโครงการ ให้อัปเดตแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เป็นเวอร์ชันล่าสุด จากนั้นกดแบนเนอร์โครงการ และกดยอมรับเงื่อนไขพร้อมข้อตกลงของโครงการเพียงครั้งเดียว โดยร้านค้าสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม–30 พฤศจิกายน 2569 เวลา 06.00–23.00 น. เมื่อดำเนินการแล้วสามารถรับชำระค่าสินค้าและบริการจากประชาชนตามเงื่อนไขของโครงการได้

    สำหรับผู้ได้รับสิทธิผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ต้องกดยืนยันหรือกดยอมรับเงื่อนไขเพิ่มเติม หากเป็นผู้ผ่านเกณฑ์จะได้รับวงเงินตามสิทธิเข้าบัตรโดยอัตโนมัติ และสามารถนำไปใช้จ่ายตามประเภทและเงื่อนไขของวงเงินที่ได้รับ เช่น วงเงินสำหรับซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้า 300 บาทต่อเดือน

    “กระแสตอบรับโครงการเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเพียงช่วงแรกของการเปิดยืนยันสิทธิ กลุ่ม 60/40 รายเดิมกดยืนยันแล้วกว่า 22.3 ล้านราย หรือ 90% ขณะที่กลุ่มรายใหม่ยืนยันแล้วกว่า 1.5 ล้านราย จึงขอให้ผู้ที่ได้รับสิทธิแต่ยังไม่ได้ดำเนินการ เข้าไปกดยืนยันผ่านแอปฯ เป๋าตังภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ส่วนร้านค้าที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถกดยอมรับเงื่อนไขผ่านแอปฯ ถุงเงินได้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน โดยทั้งประชาชนและร้านค้ากดเพียงครั้งเดียวก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้” นางสาวลลิดากล่าว

    #ไทยช่วยไทยพลัส #ไทยช่วยไทย6040 #โครงการไทยช่วยไทย #ยืนยันสิทธิไทยช่วยไทย #แอปเป๋าตัง #แอปถุงเงิน #GWallet #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #ข่าวรัฐบาล #แจกเงินรัฐบาล #กระตุ้นเศรษฐกิจ #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #บัตรคนจน #ร้านธงฟ้า #ข่าวสวัสดิการ #สิทธิประโยชน์ประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YHnmQcmz7HA2d_JyBuvAA

  • กรมการค้าภายในแก้สถานการณ์ไข่ไก่ ขอให้ชะลอการส่งออกไปก่อน หลังฟาร์มบางแห่งถูกน้ำท่วม

    กรมการค้าภายในแก้สถานการณ์ไข่ไก่ ขอให้ชะลอการส่งออกไปก่อน หลังฟาร์มบางแห่งถูกน้ำท่วม

    วันที่ 2 ต.ค.2569 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงสถานการณ์ไข่ไก่ว่า จากการติดตามร่วมกับฟาร์มผู้ผลิต พบว่า น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อฟาร์มบางแห่ง แต่ภาพรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยกรมการค้าภายในประชุมร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้ผลิต ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2569 เพื่อประเมินสถานการณ์และร่วมกันบริหารผลผลิตให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งมีความต้องการประมาณ 12 ล้านฟองต่อวัน

    กรมการค้าภายในขอความร่วมมือผู้ส่งออกลดปริมาณการส่งออก 30–50% หรือเลื่อนการส่งออกไป 2–3 สัปดาห์ พร้อมจัดส่งแผนการส่งออกช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้สามารถติดตามและบริหารปริมาณไข่ไก่ในประเทศอย่างใกล้ชิด

    ขณะเดียวกัน ขอความร่วมมือผู้เลี้ยงไก่ไข่ขยายระยะเวลาแม่ไก่ยืนกรงอีก 3–5 สัปดาห์ เพื่อรักษาปริมาณแม่ไก่และเพิ่มผลผลิตเข้าสู่ตลาด พร้อมกำชับฟาร์มผู้ผลิตให้จัดสรรไข่ไก่ผ่านช่องทางการค้าและคู่ค้าตามปกติ โดยเฉพาะห้างค้าปลีกค้าส่ง เพื่อให้มีการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึงและป้องกันการฉวยโอกาสในการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง

    อ่านข่าว :

    กทม.อัปเดตระบายน้ำโซนตะวันออก “ลาดกระบัง” น้ำยังสูง-เร่งพร่องแก้มลิงรอฝนระลอกใหม่

    กทม.แจงเยียวยาน้ำท่วม 2 ระบบ “ทางรัฐ-กทม.” เตรียมขยายจุดช่วยกรอกข้อมูลใน 250 ศูนย์พักพิง

    เช็กพื้นที่ 38 เขต 118 แขวง กทม. ผู้ประสบอุทกภัยสามารถขอรับเงินช่วยเหลือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/559087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dEjaBEkGVsEaWt43jds6O

  • น้ำมัน WTI 02/10/69 ร่วง 1.9% ปิด 91.11 ดอลลาร์ หลัง EU เห็นชอบระบายน้ำมันดีเซลสำรองตามข้อเรียกร้องทรัมป์ – สยามรัฐ

    น้ำมัน WTI 02/10/69 ร่วง 1.9% ปิด 91.11 ดอลลาร์ หลัง EU เห็นชอบระบายน้ำมันดีเซลสำรองตามข้อเรียกร้องทรัมป์ – สยามรัฐ

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม หลังมีรายงานว่าประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เห็นชอบข้อเสนอให้ระบายน้ำมันดีเซลสำรองเพิ่มเติมออกสู่ตลาด ตามข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดราคาเชื้อเพลิงและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากสหรัฐฯ

    สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 1.76 ดอลลาร์ หรือ 1.9% ปิดที่ 91.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 6 เซนต์ หรือ 0.06% ปิดที่ 102.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    สำหรับภาพรวมตลอดสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 0.11% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 1.6%

    แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเห็นชอบข้อเสนอของฝรั่งเศสที่จะระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองเพิ่มเติมออกมา ซึ่งตลาดมองว่าอาจช่วยเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดและลดแรงกดดันด้านราคา

    ด้านทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า ยุโรปได้เห็นชอบที่จะระบายน้ำมันดีเซลสำรองจำนวนมหาศาลที่มีการกักเก็บไว้ในปริมาณมากออกมา โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้ทรัมป์กล่าวว่า กำลังพิจารณามาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลจากสหรัฐฯ

    การเคลื่อนไหวของยุโรปและท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดน้ำมันจับตา เนื่องจากการเพิ่มปริมาณดีเซลสำรองออกสู่ตลาดอาจส่งผลต่อสมดุลอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TlKkUz3LHUT8LwxG_DS6j

  • นักวิชาการแนะ ทำ ’เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย‘ ก่อน ’กรุงเทพ’ จมบาดาลใน 25 ปี!

    นักวิชาการแนะ ทำ ’เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย‘ ก่อน ’กรุงเทพ’ จมบาดาลใน 25 ปี!

    “นักวิชาการ” แนะ พลิกวิกฤตน้ำท่วมด้วยเมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย ชี้ ทางออกเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างความมั่งคั่งและยั่งยืน

    • นักวิชาการเตือนว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลมีความเสี่ยงที่จะจมอยู่ใต้น้ำอย่างถาวรภายใน 25 ปี จากปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงและแผ่นดินทรุดตัว
    • เสนอแนวคิดสร้าง “เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย” ซึ่งเป็นการออกแบบเมืองใหม่บนแนวป้องกันชายฝั่ง โดยให้โครงสร้างของเมืองทำหน้าที่เป็นเขื่อนกั้นน้ำทะเลถาวรไปในตัว
    • โครงการนี้ถูกออกแบบให้สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้โครงการสามารถเลี้ยงตัวเองได้ทางการเงินโดยไม่เป็นภาระงบประมาณของรัฐ
    • แนวคิดดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาว เพื่อรับมือทั้งแผ่นดินทรุดและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น พร้อมทั้งสามารถออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) กล่าวว่า 
    ตลอดหลายวันที่ผ่านมา มวลน้ำมหาศาลไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนจำนวนมากทั้งกรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดอีกครั้ง ภาพชาวบ้านแบกกระสอบทราย ขนของหนีน้ำ และนั่งมองบ้านเรือนและทรัพย์สินที่สร้างมาทั้งชีวิตจมหายไป กลายเป็นภาพฉายซ้ำที่คนไทยเห็นจนชินตา ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำ ระบุว่า

    อุทกภัยแต่ละปีสร้างความสูญเสียให้ประเทศนับหมื่นล้านบาท หากย้อนดูประวัติศาสตร์ มหาอุทกภัยปีพ.ศ.2554 ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินความเสียหายสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท ทว่าผ่านมากว่าทศวรรษ บทเรียนราคาแพงกลับไม่เคยเปลี่ยนวิธีทำงานของภาครัฐ เรายังคง “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” รอให้น้ำมา แล้วค่อยแจกถุงยังชีพ วางกระสอบทราย สูบน้ำลงคลอง จ่ายเงินชดเชย แล้วก็แยกย้ายกันไปรอรับมือน้ำท่วมใหม่ในปีหน้า เรากำลังเอาเงินภาษีของประชาชนไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำปีแล้วปีเล่า โดยไม่เคยแก้ปัญหาให้จบเสียที ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ “หัวใจทางเศรษฐกิจ” ของชาติ ทรัพย์สิน ศูนย์กลางการเงิน ศูนย์ราชการ ท่าอากาศยาน และระบบรางเกือบครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กระจุกรวมกันอยู่ที่นี่ หากมหานครแห่งนี้พังทลาย เศรษฐกิจไทยทั้งระบบจะล้มละลายทันที

    และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าน้ำหลากประจำปี คือ รายงานจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) และ Climate Central ที่เตือนตรงกันว่า ระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่แผ่นดินกรุงเทพฯ ทรุดตัวลงปีละ 1 – 2 เซนติเมตร ภายในปีค.ศ. 2050 หรืออีกไม่ถึง 25 ปีข้างหน้า พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลหนุนสูง
    ถ้าเรายังไม่ทำอะไร วันข้างหน้าจะไม่ใช่แค่ “น้ำท่วมขังรอการระบาย” แต่แผ่นดินผืนนี้จะ “จมหายไปใต้บาดาลอย่างถาวร”
     
    1. ข้อเสนอก้าวข้ามกำแพงคอนกรีต ด้วยเมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย คำถามที่ขอชวนสังคมไทยคิดในวันนี้ คือ ในเมื่อความเสี่ยงจากน้ำมีแต่จะรุนแรงขึ้น เรายังจะออกแบบและบริหารจัดการเมืองและน้ำท่วมด้วยวิธีเดิม ๆ ได้อีกหรือ?

    โดยศ.ดร.เกรียงศักดิ์ จึงขอเสนอแนวคิดที่ชวนคนไทยคิดให้ไกลกว่ากระสอบทราย หรือ การสร้างเขื่อน นั่นคือ “เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย
    คำว่า “เมืองแนวตั้ง” ในทัศนะของผม ไม่ใช่แค่การสร้างตึกให้สูงขึ้นเพื่อหนีน้ำ และไม่ใช่การสร้างเขื่อนกั้นน้ำทะเลแบบเดิม แต่คือการ “ออกแบบอนาคตของเมืองใหม่ทั้งระบบ”
    แทนที่เราจะสร้างแค่คันคอนกรีตกั้นน้ำทะเลยาวหลายสิบกิโลเมตร เราควรเปลี่ยนแนวคิดเป็นการสร้างเมืองใหม่ในแนวตั้งบนแนวป้องกันชายฝั่ง โดยให้แนวโครงสร้างเมืองใหม่ทำหน้าที่กั้นน้ำทะเลไปในตัว เท่ากับว่า “เราได้เขื่อนป้องกันน้ำท่วมถาวรเป็นผลพลอยได้”

    •  ทำไมแนวคิดนี้จึงตอบโจทย์อนาคตของประเทศ? 

    ดร.แดน อธิบายผ่าน 2 มิติสำคัญ คือ

     1.มิติความมั่งคั่ง (Wealth): เปลี่ยน “หลุมดำทางการคลัง” ให้เป็น “เครื่องจักรผลิตเงิน”
    หากรัฐบาลเลือกวิธีดั้งเดิมด้วยการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เราต้องกู้เงินมาลงทุนนับแสนล้านถึงล้านล้านบาท สิ่งที่ตามมาคือ โครงการนี้จะกลายเป็น “สินทรัพย์ที่หาเงินไม่ได้” มีแต่รายจ่ายค่าซ่อมบำรุงในแต่ละปี รัฐบาลที่หนี้สาธารณะปริ่มเพดานและกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ไม่มีเงินงบประมาณมากพอที่จะนำมาจมไว้กับโครงการที่ “มีแต่จ่าย ไม่มีได้”
    แต่แนวคิด “เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย” ถูกคิดขึ้นเพื่อ ดึงดูดทุนโลกและเลี้ยงตัวเองได้ทางเศรษฐกิจ:

    1) ใช้พื้นที่ให้เกิดมูลค่าสูงสุด: โครงสร้างเมืองแนวตั้งริมชายฝั่ง จะกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ อาจจะใช้เป็นศูนย์วิจัยพลังงานสะอาดนอกชายฝั่ง เขตการค้าเสรีทางทะเล และท่าเรืออัจฉริยะได้ในอนาคต เป็นต้น

    2) ดึงนักลงทุนทุกขั้วอำนาจ: พื้นที่นี้สามารถเปิดระดมทุนในรูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) ระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นทุนจากชาติตะวันตก จีน ญี่ปุ่น หรือกองทุนความมั่งคั่งจาก ตะวันออกกลาง ทุกขั้วต่างมองหาพื้นที่ลงทุนที่ปลอดภัย มั่นคง และตอบโจทย์ความยั่งยืน

    3) คืนทุนด้วยมูลค่าเศรษฐกิจใหม่: เม็ดเงินจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการเช่าที่ดิน และภาษีจากกิจกรรมเศรษฐกิจใหม่ จะสร้างรายได้มหาศาล เม็ดเงินเหล่านี้มากพอที่จะนำมาชดเชยค่าก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมทั้งระบบได้ โดยที่รัฐบาลแทบไม่ต้องควักเงินงบประมาณแผ่นดินให้เป็นภาระลูกหลาน

     2.มิติความยั่งยืน (Sustainability): ทางออกระยะยาวที่จบปัญหา ไม่ใช่ปะผุรายปี ความยั่งยืนที่แท้จริง ต้องไม่ใช่การสูญเสียงบประมาณหมื่นล้านไปกับการเยียวยาน้ำท่วมทุก ๆ ปี แต่คือการลงทุนสร้างเกราะคุ้มกันที่ปกป้องแผ่นดินได้นับร้อยปี เมืองแนวตั้งจะทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันถาวรที่รับมือทั้งการทรุดตัวของแผ่นดินและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    นอกจากนี้ เรายังสามารถออกแบบให้เป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่น การปลูกป่าชายเลนผืนใหญ่คู่ขนานไปกับแนวเมือง เพื่อทำหน้าที่สลายแรงคลื่น ดักตะกอน และฟื้นฟูระบบนิเวศอ่าวไทยตอนบน ทำให้การปกป้องเมืองกับการรักษาสิ่งแวดล้อมเดินหน้าไปด้วยกันอย่างลงตัว
     

    • การชั่งน้ำหนักให้รอบคอบ: ประเมิน “ผลประโยชน์สุทธิ” ไม่ใช่ปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

    โครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้อาจจะมีเสียงทักท้วงเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กระแสน้ำ หรือวิถีชีวิตชาวประมง ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องและต้องรับฟังอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ผมอยากย้ำคือ เราต้องเอาตัวเลขมาคิดบวกลบกันอย่างรอบด้านว่า “ผลประโยชน์สุทธิ” คุ้มค่าหรือไม่?

    เราต้องนำเอาต้นทุนการก่อสร้างและการบริหารจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาชั่งน้ำหนักกับ “มูลค่ามหาศาลของชีวิต ทรัพย์สิน และผืนแผ่นดินกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ที่จะต้องจมหายไปตลอดกาล” หากเราไม่ลงมือทำอะไรเลย  ไม่ได้บอกว่า ประเทศไทยต้องทำโครงการนี้เท่านั้น หรือนี่คือคำตอบสำเร็จรูปเพียงหนึ่งเดียวในการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ตนอยากบอกอย่างจริงจังคือ เราต้องกล้าคิดนอกกรอบในขนาดที่ใหญ่พอจะสู้กับมหันตภัยระดับศตวรรษ เราต้องคิดหาทางออกเชิงรุกที่แก้ปัญหาได้จบ ไม่ใช่นั่งรอให้น้ำท่วมมิดหัวแล้วค่อยวิ่งหากระสอบทรายเหมือนเดิม
     
    “น้ำท่วมรอบนี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อสร้างความลำบาก แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “สัญญาณเตือนครั้งประวัติศาสตร์” แก่คนไทยทุกคน มันเตือนว่า เวลาของการผัดวันประกันพรุ่งหมดลงแล้ว วิกฤติน้ำท่วมรอบนี้ต้องเป็นบทเรียนสำคัญที่จุดประกายให้คนไทย ทั้งผู้นำประเทศ ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และประชาชนเปิดใจเลิกคิดแก้ปัญหาแบบปะผุเฉพาะหน้าไปวัน ๆ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันคิดเชิงยุทธศาสตร์ มองไปข้างหน้าอีก 50 – 100 ปี และกล้าออกแบบทางรอดที่แท้จริง เพื่อให้มั่นใจว่า ลูกหลานไทยในวันข้างหน้า จะยังมีเมืองหลวงและแผ่นดินที่มั่งคั่ง มั่นคง และปลอดภัย ให้อยู่อาศัยต่อไปอย่างสมศักดิ์ศรี”ศ.ดร. เกรียงศักดิ์ ย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1254841&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b6tb1qgy_6aKjzT7dqViQ

  • “ดร.กอบศักดิ์” ชี้เศรษฐกิจไทยเกือบรั้งท้ายในอาเซียน หมดเวลาที่ไทยตัดสินใจ | เดลินิวส์

    “ดร.กอบศักดิ์” ชี้เศรษฐกิจไทยเกือบรั้งท้ายในอาเซียน หมดเวลาที่ไทยตัดสินใจ | เดลินิวส์

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า เกือบรั้งท้าย !!! อัตราการเจริญเติบโตของไทย เกือบท้ายสุดในอาเซียน ดีกว่าแค่บรูไน ทั้งๆ ที่ ปีนี้ ส่งออกขยายตัวดีมาก การลงทุนเอกชนเริ่มขยับ จน ADB ปรับเพิ่มการประมาณการขึ้นจาก 1.8% เป็น 2.0% ส่วนปีหน้า คาดว่าจะโต 1.9% รั้งท้ายร่วมกับบูรไน

    ทั้งหมด สะท้อนว่าถึงเวลาแล้ว … ที่เราต้องเอาจริง ยกเครื่องประเทศไทย เพราะถ้าเราไม่ปรับ ไม่ทำอะไร จำยอมกับสภาพโตต่ำๆ แบบนี้ สุดท้าย ไทยจะค่อยๆ ถูกทุกคนทิ้งไว้ ได้แต่มองตามหลังเพื่อนๆ ตาปริบๆ นั่งปลอบใจตนเอง แต่ละที่ แต่ละคน ไม่เหมือนกัน ของเราได้แค่นี้ ได้แต่ทำใจ

    แต่หากเราบอกว่า … อย่างนี้ไม่ได้ ไปตามทางนี้ เราจะเสียหายหนัก ถึงเวลาต้องเปลี่ยน รวมสรรพกำลังช่วยกัน turn around อนาคตก็จะอยู่ข้างหน้า เพราะสถานการณ์ของไทย ไม่ได้หมดหวัง

    ถ้าทุกคนสังเกตจะเห็นว่า ต่างประเทศกำลังย้ายฐานมาอย่างต่อเนื่อง คำขอส่งเสริมการลงทุนสูงสุดเป็นประวัติการ เรากำลังมีลมใต้ปีก คลื่นลงทุนใหม่กำลังมา

    ถ้าเราเอาจริงเรื่องนี้ ลดอุปสรรค ช่วยให้คำขอเหล่านี้เป็นจริง … ลงทุนจริง … กลายเป็นโรงงานใหม่ของเรา ไทยก็จะกลับมายืนได้อีกครั้ง เหมือนคลื่นลงทุนจากญี่ปุ่น เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่ช่วยเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้เศรษฐกิจไทย

    เราอาจกลับมาโตมากกว่า 3.5-4% อีกครั้ง ใน 3-5 ปีข้างหน้า !!!

    ด้วยเหตุนี้ ตัวเลขของ ADB จึงเป็นระฆังเตือนภัย ว่าหมดเวลาแล้ว ไทยต้องตัดสินใจ เดินหน้าเรื่องต่างๆ ที่ค้างคา อย่าปล่อยให้วนเวียนไปมา เพราะถ้ายังปล่อยไปเรื่อยๆ ตกลงใจกันไม่ได้ กลับไปกลับมา ไม่มีกรอบที่ชัด ตามที่เราทำกันมา ไทยอาจจะพลาดโอกาสที่มากับคลื่นการลงทุนรอบนี้

    นักลงทุนทั่วโลกเลือกมาอาเซียน แต่ไม่ใช่เรา ไปเวียดนาม ไปอินโด ไปสิงคโปร์ ไปมาเลย์ ไปฟิลิปปินส์ มาที่ไทยบ้าง ให้เราชื่นใจ แต่ไม่มากพอและเมื่อหมดรอบของคลื่นลงทุนโรงงานสร้างเสร็จ เริ่มผลิต เริ่มแข่งขัน ธุรกิจไทยก็จะเสียเปรียบอย่างยิ่ง ต้องรับสภาพ คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ต้องทนรออีก 20-30 ปี ก่อนที่จะมีโอกาสดีๆ เช่นนี้อีกครั้ง

    “ตัวเลข ADB ต้องถือว่าเป็นระฆังเตือนภัย ถึงเวลาที่ต้องเอาจริง ใส่ทุกทรัพยากรลงไป อย่าปล่อยโอกาสดีๆ ให้หลุดมือไป เป็นกำลังใจให้กับทุกคนครับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6245550/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gmKXw2Sd5pnUs9Cts7ftu

  • งบประมาณปี 69 ใช้จ่ายทะลุ 100% เบิกจ่ายแล้ว 3.92 ล้านล้านบาท

    งบประมาณปี 69 ใช้จ่ายทะลุ 100% เบิกจ่ายแล้ว 3.92 ล้านล้านบาท

    นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568  (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 30 กันยายน 2569) รวมวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 4,101,265.49 ล้านบาท มีการใช้จ่ายทั้งสิ้น จำนวน 4,177,708.97 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 101.86  สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 3.16 และเบิกจ่ายทั้งสิ้น จำนวน 3,922,090.17 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 95.63 สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 5.35

    โดยมีรายละเอียด ดังนี้
               
    งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินงบประมาณ 3,780,600.00 ล้านบาท มีการใช้จ่ายทั้งสิ้น จำนวน 3,868,069.27 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 102.31 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 2.31 (เป้าหมายร้อยละ 100) และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 2.20 ทั้งนี้ มีการเบิกจ่ายทั้งสิ้น จำนวน 3,623,019.44 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 95.83 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 2.83 (เป้าหมายร้อยละ 93) และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 4.58 คงเหลือเงินที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 245,043.44 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.48 ของวงเงินงบประมาณ โดยจำแนกเป็น

    – รายจ่ายประจำ วงเงินงบประมาณ 2,998,725.20 ล้านบาท ใช้จ่ายทั้งสิ้น จำนวน 3,088,449.39 ล้านบาท ร้อยละ 102.99 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 2.99 (เป้าหมายร้อยละ 100) สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 4.28 และมีการเบิกจ่ายทั้งสิ้น จำนวน 3,036,075.02 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 101.25 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 3.25 (เป้าหมายร้อยละ 98) สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 3.83 คงเหลือเงินที่กันไว้เบิกเหลื่อมปีในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 51,534.19 ล้านบาท 
    คิดเป็นร้อยละ 1.72 ของวงเงินรายจ่ายประจำ

    – รายจ่ายลงทุน วงเงินงบประมาณ 781,874.80 ล้านบาท ใช้จ่ายทั้งสิ้น จำนวน 779,619.88 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.71 ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อยร้อยละ 0.29 (เป้าหมายร้อยละ 100) และต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 5.26 

    อย่างไรก็ดี สำหรับการเบิกจ่ายสามารถเบิกจ่ายทั้งสิ้น จำนวน 586,944.42 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 75.07 สูงกว่าเป้าหมาย ร้อยละ 0.07 (เป้าหมายร้อยละ 75) และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมาถึงร้อยละ 8.63 คงเหลือเงินที่กันไว้เบิกเหลื่อมปีในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 193,509.25 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.75 ของวงเงินรายจ่ายลงทุน
               
    เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงินงบประมาณ 320,665.49 ล้านบาท มีการก่อหนี้ทั้งสิ้น จำนวน 309,639.70 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 96.56 สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 16.90 และมีการเบิกจ่ายทั้งสิ้น จำนวน 299,070.73 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 93.27 และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 15.61 คงเหลืองบประมาณที่พับไป จำนวน 21,594.76 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.73 
                
    อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าวเพิ่มเติมว่า จากนโยบายเร่งรัดการก่อหนี้และการเบิกจ่ายเชิงรุกของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) และการติดตามการก่อหนี้และการเบิกจ่ายอย่างใกล้ชิดของกรมบัญชีกลาง ส่งผลให้หน่วยงานเร่งก่อหนี้ผูกพันและเบิกจ่ายงบประมาณได้ดีกว่าเป้าหมายที่กำหนด 

    สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ไว้แล้ว ขอให้หน่วยงานเจ้าของงบประมาณกำกับดูแลและติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเบิกจ่ายเงินงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมายและแนวทางที่ ครม. กำหนด และทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 

    โดยให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันทั้งในส่วนเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี และงบประมาณรายจ่ายลงทุนประจำปีงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ทั้งนี้ หากไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีจะไม่สามารถขยายเบิกจ่ายต่อไปได้ และรายจ่ายลงทุนของงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะนำไปจัดทำร่าง พรบ.โอนงบประมาณรายจ่ายต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/284594&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pbkFn6LMUwsYG6_B-MLGY

  • น้ำท่วมแหล่งเพาะปลูกผักหลายพื้นที่ทั่วไทย ทำให้ราคาผักดีดตัวสูงขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ยอดขายกลับหดตัว

    น้ำท่วมแหล่งเพาะปลูกผักหลายพื้นที่ทั่วไทย ทำให้ราคาผักดีดตัวสูงขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ยอดขายกลับหดตัว

    วันนี้ (3 ต.ค.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจบรรยากาศการค้าขายที่ตลาดสดในจ.บุรีรัมย์ พบว่า ผักสดหลายชนิดขึ้นราคา เพราะน้ำท่วมแหล่งเพาะปลูก ประกอบกับราคาน้ำมันและค่าขนส่งขึ้นราคาด้วย

    โดยราคาผักสดในตลาดสดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ขยับขึ้นกิโลกรัมละ 20–30 บาท บรรดาแม่ค้าต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องแบกรับภาระต้นทุนการรับซื้อผักที่แพงขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาขายหน้าร้านได้มากนักเนื่องจากเกรงใจลูกค้า

    น้ำท่วมแหล่งเพาะปลูกผักหลายพื้นที่ทั่วไทย ทำให้ราคาผักดีดตัวสูงขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ยอดขายกลับหดตัว

    น้ำท่วมแหล่งเพาะปลูกผักหลายพื้นที่ทั่วไทย ทำให้ราคาผักดีดตัวสูงขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ยอดขายกลับหดตัว

    ขณะเดียวกันกำลังซื้อของประชาชนก็หดตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนใหญ่เลือกซื้อเฉพาะผักที่จำเป็นและลดปริมาณการซื้อลง ส่งผลให้ยอดขายของร้านลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงปกติ

    ส่วนที่ จ.นครราชสีมา ราคาผักประเภทใบปรับราคาสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะผักบุ้ง จากเดิมกิโลกรัมละ 50 – 60 บาท แต่ตอนนี้ปรับขึ้นเป็น 100 บาท/กก. ส่วนใบโหระพา จากกิโลกรัมละ 80 บาท ปรับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 160 บาท และใบแมงลัก จากกิโลกรัมละ 70 – 80 บาท ปรับขึ้นเป็น 170 บาท

    น้ำท่วมแหล่งเพาะปลูกผักหลายพื้นที่ทั่วไทย ทำให้ราคาผักดีดตัวสูงขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ยอดขายกลับหดตัว

    น้ำท่วมแหล่งเพาะปลูกผักหลายพื้นที่ทั่วไทย ทำให้ราคาผักดีดตัวสูงขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ยอดขายกลับหดตัว

    แม่ค้า ระบุว่า สาเหตุที่ผักมีราคาแพง มาจากฝนตกหนักและน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย ใบช้ำ รากเน่า มีผักมาจำหน่ายน้อย จึงมีการปรับราคาสูงขึ้น

    เช่นเดียวกับที่ จ.ชัยนาท ผักหลายชนิด เริ่มปรับราคาขึ้น อย่าง ผักกวางตุ้ง จากเดิมกิโลกรัมละ 60 บาท เพิ่มเป็น 120 บาท ผักบุ้งจีน จาก 40 บาท ขยับขึ้นไป 80 บาท และมะเขือ จากเดิมประมาณ 20 บาท ปรับขึ้นไปถึง 50 บาท

    พ่อค้าแม่ค้า เชื่อว่า ผลกระทบน้ำท่วมรอบนี้ ทำให้ผักราคาแพงต่อเนื่องไปอีก 1-2 เดือน เพราะต้องรอให้น้ำลด และรอเวลาปลูกผัก รุ่นใหม่ โตจนเก็บเกี่ยวออกมาขายได้ ซึ่งก็ทำให้ยอดขายตกเช่นเดียวกัน เพราะลูกค้าบางคนเคยซื้อเป็นกิโลกรัม ก็ต้องลดปริมาณลง หรือตัดเมนูผักออกจากมื้ออาหารไปชั่วคราว เพราะสู้ราคาไม่ไหว

    อ่านต่อ :

    เร่งคืนเคหะคลองจั่นสู่สภาพปกติภายใน 2 วัน กทม. ระดม 250 คน ฟื้นฟูหลังน้ำลด

    “สวนสยาม” เสียหายหนัก เร่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วม เจ้าของประกาศขาย 1 หมื่นล้าน

    น้ำลด “แจ้งซ่อม” ผ่าน “Traffy Fondue” ครอบคลุม 8 บริการ “บ้าน-ระบบไฟ-เครื่องใช้-รถ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/559105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14MhcaUsTazpYaaqLmJnNd

  • Scope เตือนหนี้สหรัฐฯ พุ่งแตะ 160% ของ GDP ใน 10 ปี : อินโฟเควสท์

    Scope เตือนหนี้สหรัฐฯ พุ่งแตะ 160% ของ GDP ใน 10 ปี : อินโฟเควสท์

    Scope Ratings บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เตือนว่า หนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นแตะประมาณ 160% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายใน 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยสุทธิอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงเป็นพิเศษภายในปี 2574

    Scope ระบุว่า การขาดดุลงบประมาณจำนวนมากและการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้สหรัฐฯ อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลัง

    บริษัทเตือนว่า แนวโน้มการคลังของสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังไม่ยั่งยืนในระยะกลาง หากไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น หรือการปรับเพิ่มรายได้ของรัฐบาลและลดการใช้จ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ

    Scope ระบุเพิ่มเติมว่า หากสหรัฐฯ ไม่สามารถเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือปรับฐานะการคลังครั้งใหญ่ด้วยการเพิ่มรายได้หรือลดการใช้จ่าย แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้จะยังคงเป็นปัจจัยลบ

    นอกจากนี้ Scope ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากความขัดแย้งในสภาคองเกรสที่กำลังจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับเพดานหนี้ของสหรัฐฯ

    แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มทางการคลัง แต่ Scope ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ไว้ที่ AA- พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิตที่มีเสถียรภาพ โดยอันดับดังกล่าวต่ำกว่าอันดับเครดิตสูงสุดของ Scope อยู่ 3 ระดับ

    Scope ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดในช่วงที่เกิดความขัดแย้งเรื่องเพดานหนี้ในปี 2568 และปัจจุบันให้อันดับเครดิตสหรัฐฯ ต่ำกว่า Moody’s Ratings, Fitch Ratings และ S&P Global Ratings อยู่ 2 ระดับ

    ปัจจุบัน บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ไม่มีแห่งใดให้อันดับเครดิตสูงสุดแก่สหรัฐฯ หลังจาก Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว

    การประเมินความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย Scope มีท่าทีระมัดระวังมากกว่าบริษัทจัดอันดับรายใหญ่แห่งอื่น โดยหัวหน้านักวิเคราะห์อันดับเครดิตของ Fitch กล่าวเมื่อเดือนม.ค.ว่า การปรับลดอันดับเครดิตสหรัฐฯ อีกครั้งในช่วงเวลาไม่นานหลังจากการปรับลดในปี 2566 จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

    ทั้งนี้ Scope ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากยุโรป เป็นหนึ่งในบริษัทจัดอันดับ 5 แห่งที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ใช้ในการประเมินหลักประกัน และเป็นบริษัทเพียงแห่งเดียวในกลุ่มดังกล่าวที่มีฐานอยู่ในยุโรป

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/658718&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JPstZ9uV7aau0y2aQJdDn

  • ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีเกาหลีใต้ 2 เท่า หากไม่ร่วมโครงการ LNG อะแลสกา : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีเกาหลีใต้ 2 เท่า หากไม่ร่วมโครงการ LNG อะแลสกา : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่ว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้เป็น 2 เท่า หากรัฐบาลเกาหลีใต้ไม่สรุปการเข้าร่วมโครงการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มูลค่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในอะแลสกา

    ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนเดินทางไปร่วมงานหาเสียงว่า หากเกาหลีใต้ไม่ต้องการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สหรัฐฯ ก็จะเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น พร้อมเตือนว่าหากเกาหลีใต้ไม่ดำเนินการตามข้อตกลงโดยเร็ว สหรัฐฯ จะเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้เป็น 2 เท่า

    คำขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้แสดงท่าทีเกี่ยวกับขอบเขตการมีส่วนร่วมในโครงการ โดยทำเนียบขาวระบุว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนในสหรัฐฯ ของเกาหลีใต้ ขณะที่ตัวแทนเกาหลีใต้ชี้แจงว่า การเข้าร่วมโครงการยังต้องผ่านการประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจก่อน

    ท่าทีดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรระยะยาว โดยทั้งสองฝ่ายเจรจากันมาหลายเดือนเกี่ยวกับรายละเอียดการลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ของเกาหลีใต้ในสหรัฐฯ ซึ่งเดิมถูกวางกรอบให้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญเพื่อแลกกับการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้

    นอกเหนือจากประเด็นการค้า โครงการ LNG ในอะแลสกายังมีความสำคัญทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง โดยพรรครีพับลิกันมองว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่นี้เป็นโครงการสำคัญด้านเศรษฐกิจในรัฐอะแลสกา ซึ่งกำลังมีการแข่งขันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับความสนใจในระดับประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายบริหารสหรัฐฯ มีอำนาจตามกฎหมายที่จะปรับขึ้นภาษีตอบโต้สินค้าจากเกาหลีใต้เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ เนื่องจากคำตัดสินของศาลในช่วงต้นปีนี้ได้จำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีฝ่ายเดียวอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอาจเผชิญการตรวจสอบทางกฎหมายเพิ่มเติม

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/658646&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zv9CM2LRgRAs5ncPsZQv5

  • อิหร่านเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังสหรัฐฯ เพิ่มกำลัง-คว่ำบาตร : อินโฟเควสท์

    อิหร่านเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังสหรัฐฯ เพิ่มกำลัง-คว่ำบาตร : อินโฟเควสท์

    อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการทหารเพิ่มขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ ขยายกำลังในตะวันออกกลางและการส่งออกน้ำมันของภูมิภาคเริ่มฟื้นตัว

    สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจอิหร่านเผชิญแรงกดดันมากขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อกำลังเข้าใกล้ 90% ขณะที่เงินเรียลอิหร่านอ่อนค่าลงราว 25% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และสูญเสียมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ต้นปี

    ขณะเดียวกัน การปิดกั้นการส่งออกของสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านลดลงอย่างมาก โดยประมาณการเบื้องต้นระบุว่า อิหร่านไม่ได้ขนถ่ายน้ำมันดิบขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันในเดือนก.ย. แม้โรงกลั่นบางแห่งในจีนยังคงรับน้ำมันจากคลังลอยน้ำ

    อิหร่านจึงหันไปเพิ่มการค้าผ่านพรมแดนทางบกและทะเลแคสเปียน แต่เส้นทางเหล่านี้ยังมีขีดความสามารถไม่เพียงพอที่จะทดแทนการขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียได้ทั้งหมด

    ขณะเดียวกัน ความสามารถของอิหร่านในการจำกัดการไหลเวียนของพลังงานในภูมิภาคผ่านช่องแคบฮอร์มุซดูเหมือนกำลังเผชิญแรงกดดัน โดยซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนก.ย. จาก 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนส.ค.

    เจพีมอร์แกนประเมินว่า การขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 17.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 98% ของระดับก่อนเกิดสงคราม อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลแตกต่างกันเกี่ยวกับระดับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน โดยเจ้าหน้าที่ด้านกลาโหมในภูมิภาคคนหนึ่งระบุว่า อิหร่านยังคงมีอิทธิพลอย่างมาก ขณะที่อีกคนระบุว่าอิทธิพลของอิหร่านกำลังลดลง

    ในด้านการทหาร รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังส่งเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (USS Theodore Roosevelt) พร้อมทหารเรือและนาวิกโยธินเพิ่มเติมราว 10,000 นาย มุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง โดยการเดินทางมาถึงของเรือลำนี้อาจทำให้สหรัฐฯ มีกองเรือโจมตีจากเรือบรรทุกเครื่องบินประจำอยู่ในภูมิภาคถึง 3 กลุ่ม อย่างไรก็ตาม เรือบรรทุกเครื่องบินที่ประจำการอยู่ในภูมิภาค 1 ลำอาจเดินทางออกจากพื้นที่

    การเจรจาทางการทูตยังไม่มีความคืบหน้า โดยนักการทูตที่บลูมเบิร์กอ้างข้อมูลระบุว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เสนอให้อิหร่านเปิดทางให้เจ้าหน้าที่กลับเข้าตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร

    สหรัฐฯ ยังเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยประกาศคว่ำบาตรผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่และบริษัทด้านระบบรางของอิหร่านเมื่อวันที่ 1 ต.ค. หลังจากมาตรการก่อนหน้านี้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการบินของอิหร่าน

    ด้านอิหร่านกำลังเตรียมพร้อมรับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะกลับมาโจมตีทางอากาศอีกครั้ง ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อิหร่าน ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เตือนว่าจะตอบโต้หากเกิดการโจมตีครั้งใหม่จากสหรัฐฯ หรืออิสราเอล

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/658694&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NuQL00CU3Y23vNOtvKu6K