Category: เศรษฐกิจ

  • “สหรัฐฯ” ต่อกร “อิหร่าน” เตรียมคว่ำบาตรหนักสุดในประวัติศาสตร์

    “สหรัฐฯ” ต่อกร “อิหร่าน” เตรียมคว่ำบาตรหนักสุดในประวัติศาสตร์

    เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 สกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐอเมริกา ระบุผ่านสำนักข่าว CNBC ว่า สหรัฐฯ เตรียมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านแบบหนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งจะบดขยี้เศรษฐกิจและทำลายระบอบการปกครองของอิหร่าน โดยมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่อีกในอนาคต

    ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุผ่าน Truth Social ว่า เตรียมทำสงครามทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน พร้อมเตือนประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่าน อาจต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงตามมา

    ขณะที่ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า การสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่สหรัฐฯ จะใช้เพื่อต่อกรกับอิหร่าน รวมถึงจะช่วยให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ การที่อิหร่านไม่สามารถสร้างขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ได้ แต่ยอมรับว่าแนวทางนี้อาจค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะอิหร่านต้องพยายามใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจโต้กลับสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

    ด้านอับบาส อารัคชี รมว.ต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Economic D-Day) ที่สหรัฐฯ เตรียมใช้ต่ออิหร่าน ก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ เอง พร้อมเตือนว่าการกดดันเช่นนี้จะไม่มีทางประสบผลสำเร็จ

    เช่นเดียวกับกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประณามมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ของสหรัฐฯ ว่าละเมิดกฎหมาย และเตือนว่าสหรัฐฯ รวมถึงใครก็ตามที่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรจะต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา

    ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington ไปตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวจากกองทัพสหรัฐฯ โดยกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่า กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington ซึ่งปกติประจำการอยู่ที่ญี่ปุ่น เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้รายงานข่าวเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่บนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ที่ประจำการในตะวันออกกลางมาตั้งแต่เดือน พ.ย.2568

    สื่อหลายสำนักรายงานอ้างคำพูดของญาติลูกเรือ ว่า บนเรือ USS Abraham Lincoln มีปัญหาขาดแคลนอาหารและระบบประปาชำรุด รวมทั้งมีข่าวลูกเรือพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง ขณะที่ทรัมป์เคยออกมาปฏิเสธข้อกังวลดังกล่าว แต่ยืนยันเช่นกันว่า จะมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำอื่นเข้ามาแทน ส่วนสำนักข่าว CNN รายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า เรือ USS Abraham Lincoln เริ่มเดินทางมุ่งหน้ากลับประเทศแล้ว

    สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังไม่แน่นอน ทำให้หลายชาติเดินหน้าใช้กระบวนการทางการทูตหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยอียิปต์เปิดบ้านหารือกับผู้นำกาตาร์ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรับประกันเสรีภาพการเดินเรือและไม่นำมาใช้เป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่ใดๆ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่หารือโอมาน โดยเน้นประเด็นความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ

    ความเคลื่อนไหวทั้งหลายที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวสู่ระดับสูงสุด นับตั้งแต่กลางเดือน ก.ค.2569 ทั้งราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 2 ทะลุ 86 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    อ่านข่าว :

    จับตาอิหร่านเปลี่ยนเกมสงคราม มุ่งโจมตีเชิงรุก-กดดันสหรัฐฯ

    ทรัมป์โพสต์ “ฮอร์มุซ” ดินแดนใหม่สหรัฐฯ เตหะรานสวนกลับ “ไม่มีสิทธิ์”

    เหมืองทองถล่มใน “แอฟริกากลาง” ดับทะลุ 100 คน จนท.เร่งค้นหาผู้สูญหาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yMhzfCY7d1n6yGh1Y3qdf

  • มาเลเซียในฐานะประตูการค้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน

    มาเลเซียในฐานะประตูการค้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน

    ภายใต้นโยบายกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอิหร่านกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย (Look East Policy) นั้นอิหร่านให้ความสำคัญกับการขยายตลาดส่งออกและกระจายความเสี่ยงทางการค้า เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยมองว่ามาเลเซียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ระบบการเงิน และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากรกว่า 680 ล้านคนและมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จึงเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าและประตูเชื่อมโยงสินค้านำเข้า-ส่งออกของอิหร่านสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ภาคธุรกิจของอิหร่านเห็นว่า จุดแข็งของมาเลเซียอยู่ที่การเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ของภูมิภาค มีท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการกระจายสินค้าไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนและตลาดใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความพร้อมด้านกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม   ฮาลาลระดับโลก จึงเอื้อต่อการขยายตลาดของสินค้าอิหร่าน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหารฮาลาล ปิโตรเคมี ผลิตภัณฑ์ยาง พลังงาน และบริการด้านวิศวกรรมและเทคนิค ทั้งนี้ ผู้แทนภาคธุรกิจอิหร่านเสนอให้ใช้มาเลเซียเป็นทั้งศูนย์กลางกระจายสินค้า (Regional Distribution Hub) และฐานการส่งออกต่อ (Re-export Hub) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดอาเซียนและขยายการลงทุนในภูมิภาค

    ประธานคณะกรรมการการค้าร่วมอิหร่านมาเลเซีย เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีเป้าหมายในการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างสองประเทศ ควบคู่กับการผลักดันความร่วมมือด้านการทูตเศรษฐกิจ และการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อสนับสนุนการลงทุนและการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ด้านการค้า สำนักข่าว Mehr News รายงานว่า อิหร่านนำเข้ายางธรรมชาติจากมาเลเซียคิดเป็นมูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่น้ำมันปาล์มยังเป็นสินค้านำเข้าหลัก โดยประมาณร้อยละ 80 ของน้ำมันปาล์มจากมาเลเซียถูกใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลิตผงซักฟอกและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของอิหร่าน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างทั้งสองประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การค้าระหว่างอิหร่านกับมาเลเซียยังเผชิญข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านธุรกรรมทางการเงิน ทำให้การซื้อขายสินค้าหลายประเภทต้องดำเนินการผ่านบริษัทตัวกลาง ส่งผลให้ต้นทุนทางการค้าเพิ่มสูงขึ้นและกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ภาคเอกชนของอิหร่านจึงเสนอให้ทั้งสองประเทศพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการเงินรูปแบบใหม่ เช่น การค้าระบบแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter Trade) หรือการจัดทำช่องทางการชำระเงินทางเลือก เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างผู้ประกอบการโดยตรง ลดการพึ่งพาตัวกลาง และบรรเทาผลกระทบจากข้อจำกัดของระบบการเงินระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ยกระดับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนผ่านการจัดทำฐานข้อมูลทางการค้า การศึกษาตลาด การจับคู่ธุรกิจ และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติของมาเลเซีย โดยเฉพาะงานด้านผลิตภัณฑ์ฮาลาล เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โดยสรุป แม้การคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านระบบการเงินยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอิหร่านกับมาเลเซีย แต่ภาคธุรกิจของอิหร่านยังคงมองว่ามาเลเซียเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดอาเซียน หากสามารถพัฒนากลไกการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการค้ารูปแบบแลกเปลี่ยนสินค้า ลดบทบาทของตัวกลาง และเพิ่มความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ก็จะช่วยยกระดับมูลค่าการค้าทวิภาคีและเสริมสร้างบทบาทของมาเลเซียในฐานะศูนย์กลางการกระจายสินค้าอิหร่านสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lqeikvukl53r3gsrfg6jzi6n&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q-MN49-85Y1TGmIFnjfQn

  • คลังสหรัฐฯ เรียกร้องนานาชาติร่วมมือกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

    คลังสหรัฐฯ เรียกร้องนานาชาติร่วมมือกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

    คลังสหรัฐฯ เรียกร้องนานาชาติร่วมมือกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

    วันนี้, 05:50น.

              นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกร้องให้พันธมิตรของสหรัฐฯ สนับสนุนความพยายามในการกดดันเศรษฐกิจของอิหร่าน เพื่อนำไปสู่การโค่นล้มผู้ปกครองอิหร่าน ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC นายเบสเซนต์ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่พันธมิตรของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะต้องตัดสินใจว่าจะอยู่ฝ่ายเดียวกับสหรัฐฯ หรือต่อต้านสหรัฐฯ

              คำกล่าวของนายเบสเซนต์มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบใดก็ตามแก่ฝ่ายปกครองอิหร่านจะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

              นายเบสเซนต์ไม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกใด ๆ เกี่ยวกับมาตรการที่จะนำมาใช้ แต่กล่าวว่าความร่วมมือกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน จะช่วยลดความจำเป็นในการใช้ปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ มาตรการทางเศรษฐกิจที่จะมีการเปิดเผยรายละเอียดในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจที่ประสานงานกันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

    #คลังสหรัฐฯ

    #อิหร่าน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163863&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F-lKjG0AQoeWxnbQxTrsW

  • ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

    ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

    รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน พร้อมยื่นคำขาดถึงพันธมิตรว่า “คุณจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา”

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรร่วมมือกับวอชิงตันในการ “บดขยี้” เศรษฐกิจอิหร่าน เพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองโดยส่งสัญญาณเตือนอย่างเด็ดขาดถึงนานาประเทศว่า “คุณจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา”

    คำพูดของนายเบสเซนต์เป็นการขานรับคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่าประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลอิหร่านจะต้องเจอกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    ทรัมป์อ้างว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมเปิดตัวมาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจะลงโทษทั้งอิหร่าน และประเทศพันธมิตร รวมถึงภาคธุรกิจต่างชาติที่ยังคงค้าขาย โอนเงิน หรือซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะเปิดเผยในงานแถลงข่าววันที่ 24 ส.ค.นี้

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจแบบเข้มข้นดังกล่าว จะช่วยลดความจำเป็นในการกลับไปใช้กำลังทางทหารเพื่อเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบ

    ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยอ้างเหตุผลเพื่อยับยั้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างหนัก

    แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายนและมิถุนายนเพื่อเจรจา แต่ข้อตกลงกลับถูกละเมิดเรื่อยมา และการเจรจาต้องหยุดชะงักลงในที่สุด ในขณะที่อิหร่านยังคงถือไพ่เหนือกว่าในเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ และเป็นผู้กุมเงื่อนไขในการเปิดเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้

    โดนัลด์ ทรัมป์ จึงเปลี่ยนแผนมาโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน ซึ่งเปราะบางอย่างหนักจากการโดนนานาชาติคว่ำบาตรมานานหลายทศวรรษ โดยตัวเลขทางการชี้ว่าในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สินค้าจำเป็นในอิหร่านมีราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 60% และราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่า จนเกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า แม้สหรัฐฯ จะตั้งเป้าสั่นคลอนการปกครอง แต่ชาวเมืองในอิหร่านมองว่า ประชาชนเคยชินกับการใช้ชีวิตภายใต้มาตรการคว่ำบาตรมานานแล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลจะหาช่องทางในการค้าขายเพื่อพยุงตัวต่อไปได้ แม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบแต่ก็อาจจะไม่ถึงขั้นล่มสลายอย่างที่สหรัฐฯ คาดการณ์

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2954225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wEIYJNPG-HXbduUdlWP4y

  • อิหร่านโวยสหรัฐก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ หลังทรัมป์ประกาศกดดันหนัก : อินโฟเควสท์

    อิหร่านโวยสหรัฐก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ หลังทรัมป์ประกาศกดดันหนัก : อินโฟเควสท์

    อิหร่านกล่าวหาสหรัฐว่าเป็นผู้ก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังสหรัฐประกาศว่าจะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างหนัก

    กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐว่า

    “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐต่ออิหร่าน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของพลเมืองอิหร่านทุกคน ถือเป็นการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และผู้ที่เป็นผู้ดำเนินการและยุยงให้เกิดมาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้ สมควรถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีและลงโทษในข้อหาก่ออาชญากรรมอันร้ายแรงเหล่านี้”

    ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่ออิหร่าน

    “ไม่มีใครให้โอกาสสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านในการบรรลุข้อตกลงมากกว่าผม นี่จะเป็นสงครามทางเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ปธน.ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social

    ปธน.ทรัมป์ยังเตือนว่า ประเทศที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ หรือหน่วยงานรัฐบาลของตนให้การสนับสนุนอิหร่าน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล พร้อมเรียกร้องให้ยุติการลักลอบขนน้ำมัน การทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างธนาคาร การโอนเงินสด และการใช้บริษัทบังหน้าเพื่อช้วยเหลืออิหร่าน

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/635189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32vIdsZMzoJsHESfZ78Tmt

  • “พาณิชย์” จับมือเอกชนลุยดันข้าวไทยเข้าตลาดฟิลิปปินส์ พร้อมผนึกเครือข่ายทางการค้าแน่นแฟ้น

    “พาณิชย์” จับมือเอกชนลุยดันข้าวไทยเข้าตลาดฟิลิปปินส์ พร้อมผนึกเครือข่ายทางการค้าแน่นแฟ้น

    “พาณิชย์” จับมือเอกชนลุยดันข้าวไทยเข้าตลาดฟิลิปปินส์ พร้อมผนึกเครือข่ายทางการค้าแน่นแฟ้น


    20/08/2569 | 169 |

    กรมการค้าต่างประเทศ เดินหน้าส่งเสริมข้าวไทยในตลาดฟิลิปปินส์ โดยนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชน เข้าหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมข้าวของฟิลิปปินส์ พร้อมจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจและประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยและขยายโอกาสทางการค้าในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทยและเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ของโลก

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายนางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย (Thai Rice Exporters Association: TREA) เดินทางเยือนกรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างไทยและฟิลิปปินส์ ในการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนได้เข้าหารือกับ Food Terminal Incorporated (FTI) รัฐวิสาหกิจด้านการค้าและโลจิสติกส์สินค้าเกษตรของฟิลิปปินส์ ร่วมกับ The Philippine Rice Importers Association (PRIA) และ Philippine Rice Industry Stakeholders Movement (PRISM) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว นโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร แนวโน้มความต้องการนำเข้าข้าว ตลอดจนหารือแนวทางพัฒนาระบบโลจิสติกส์และลดอุปสรรคทางการค้า และหารือกับหน่วยงาน Bureau of Plant Industry (BPI) ซึ่งกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรและความปลอดภัยทางอาหาร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านกฎระเบียบการนำเข้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช โดยไทยได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันการอำนวยความสะดวกการส่งออกข้าวไทยให้เข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะข้าวคุณลักษณะพิเศษ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุมธานี และข้าวคุณภาพของไทยชนิดอื่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์และจุดแข็งของข้าวไทย กรมฯ ได้จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Networking) ณ ร้านอาหาร เบญจรงค์ ดุสิต มะนิลา ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลา พร้อมด้วยผู้แทนจาก PRIA PRISM ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และ Influencers เข้าร่วมกว่า 60 ราย โดยผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสอาหารไทยที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ พร้อมรับประทานคู่กับ ข้าวหอมมะลิไทย และ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งช่วยส่งเสริมการรับรู้ในคุณภาพของข้าวไทย และต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งออกข้าวไทยกับผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ได้เป็นอย่างดี

    นางอารดา กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการขับเคลื่อนการส่งออกข้าวไทยเชิงรุกผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในด้านการติดตามนโยบายของประเทศคู่ค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า การสร้างเครือข่ายกับผู้นำเข้า และการประชาสัมพันธ์คุณภาพข้าวไทย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดข้าวไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ การรักษาตลาดสำคัญอย่างฟิลิปปินส์จึงมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพ

    การส่งออกในระยะยาว ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม–มิถุนายน) ไทยส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ 295,939 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 110.47 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการส่งออกข้าวขาว ร้อยละ 98.82 รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย ร้อยละ 0.97 ข้าวเหนียว ร้อยละ 0.18 และข้าวหอมไทย ร้อยละ 0.03

    “ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์ยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวเพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ป้องกันความขาดแคลนจากภัยแล้ง และรักษาเสถียรภาพราคา แม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังนิยมบริโภคข้าวขาวหัก 25% แต่ความต้องการข้าวคุณภาพและข้าวชนิดพิเศษก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคในเขตเมือง ธุรกิจร้านอาหาร และโรงแรม ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังมองเห็นโอกาสของข้าวพื้นนุ่มของไทยและที่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ รวมถึงข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดฟิลิปปินส์ ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกไทยเข้าถึงตลาดฟิลิปปินส์ได้มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าปี 2569 ไทยจะสามารถส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์ได้ไม่ต่ำกว่า 600,000 ตัน” นางอารดา ทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YNQ8haSlCCLLY1dxh-Xsa

  • ‘ทรัมป์’ เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

    ‘ทรัมป์’ เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

    'ทรัมป์' เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

    ‘ทรัมป์’ เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยกระดับแรงกดดันต่ออิหร่าน เปิดฉาก “Economic Warfare and Isolation” ครั้งใหญ่ พร้อมขู่ประเทศ สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน และหน่วยงานรัฐที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน จะเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ชี้ต้องตัดทุกช่องทางการเงิน น้ำมัน และธุรกรรมที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอิหร่าน พร้อมย้ำ “Iran will never have a nuclear weapon”

    เปิดฉาก “Economic Warfare” ตัดเส้นเลือดเศรษฐกิจอิหร่าน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์กดดันอิหร่านครั้งใหม่ โดยยกระดับมาตรการทางเศรษฐกิจไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Economic Warfare and Isolation” หรือ สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจในระดับที่ทรัมป์ระบุว่า “รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยใช้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง”

    พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่า การดำเนินมาตรการครั้งนี้จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเล่นงานอิหร่าน แต่จะขยายผลไปยังประเทศและหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นช่องทางช่วยเหลืออิหร่านด้วย

    ทรัมป์ระบุว่า ไม่มีใครเคยมอบโอกาสให้อิหร่านในการบรรลุข้อตกลงมากเท่ากับสหรัฐฯ แต่รัฐบาลอิหร่านล้มเหลวในการคว้าโอกาสดังกล่าว ส่งผลให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องเดินหน้ามาตรการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเป้าหมายคือการตัดความสามารถของอิหร่านในการเข้าถึงเงินทุน ตลาด และช่องทางทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    สาระสำคัญของถ้อยแถลงอยู่ที่การประกาศ “Economic Warfare” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนระดับของยุทธศาสตร์สหรัฐฯ จากการคว่ำบาตรเฉพาะเป้าหมาย ไปสู่การกดดันในวงกว้างเพื่อทำให้อิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากระบบเศรษฐกิจโลกมากที่สุด

    ทรัมป์ระบุว่า มาตรการครั้งนี้จะเป็น “Economic D-Day” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ร่วมมือกันตัดช่องทางที่ทำให้อิหร่านยังสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพื่อสนับสนุนศักยภาพทางทหารและการดำเนินงานในต่างประเทศ

    โดยสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับช่องทางที่ถูกมองว่าเป็น “เส้นเลือด” ของเศรษฐกิจอิหร่าน ทั้งการลักลอบส่งออกน้ำมัน การทำธุรกรรมผ่านระบบแลกเปลี่ยนเงิน การโอนเงินสด การใช้บริษัทตัวกลางหรือบริษัทนอมินี ตลอดจนการใช้ทะเบียนเรือเพื่ออำพรางแหล่งที่มาและปลายทางของธุรกรรม

    ขู่ประเทศที่ช่วยอิหร่าน เจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    จุดที่ตลาดโลกต้องจับตาเป็นพิเศษ คือคำประกาศของทรัมป์ที่ไม่ได้พุ่งเป้าเฉพาะรัฐบาลอิหร่าน แต่ครอบคลุมไปถึง ประเทศที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน

    ทรัมป์ระบุว่า ประเทศใดก็ตามที่เปิดทางให้สถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานของรัฐบาลเข้ามามีส่วนในการให้ “lifeline” หรือช่องทางช่วยเหลืออิหร่าน จะต้องเผชิญกับ “TREMENDOUS Economic Consequences” หรือผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    ถ้อยแถลงดังกล่าวจึงมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมาตรการที่ถูกประกาศไม่ได้จำกัดความเสี่ยงไว้ที่บริษัทหรือสถาบันการเงินของอิหร่าน แต่มีโอกาสขยายไปถึงผู้ให้บริการและคู่ค้าจากประเทศที่สาม ซึ่งอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ หากถูกมองว่ามีส่วนช่วยให้อิหร่านหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

    น้ำมัน-การเงิน-เดินเรือ จุดเสี่ยงสำคัญ

    ทรัมป์ระบุอย่างชัดเจนถึงกิจกรรมที่ต้องยุติ ไม่ว่าจะเป็น Oil smuggling, swap lines, cash transfers, exchange houses, ship registries และ front companies ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การลักลอบขนน้ำมัน การโอนเงินและธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงิน ไปจนถึงเครือข่ายบริษัทและการเดินเรือที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

    ดังนั้น หากมาตรการดังกล่าวถูกนำไปบังคับใช้อย่างเข้มข้น ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคการเงินของอิหร่าน แต่สามารถส่งผ่านมายัง ตลาดน้ำมัน การขนส่งทางเรือ การประกันภัย การชำระเงินระหว่างประเทศ และต้นทุนการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับคู่ค้าหรือเส้นทางการค้าของอิหร่าน

    สำหรับประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมและคู่ค้า เพราะการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านอาจถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้น หากสหรัฐฯ เดินหน้าขยายมาตรการไปยังผู้ที่ถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยให้อิหร่านเข้าถึงระบบเศรษฐกิจโลก

    ย้ำเป้าหมายสกัดอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

    นอกจากเป้าหมายด้านเศรษฐกิจแล้ว ทรัมป์ยังเชื่อมโยงมาตรการครั้งใหม่นี้กับเป้าหมายด้านความมั่นคง โดยระบุว่าอิหร่านจะต้องไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการฉายอำนาจหรือสนับสนุนกิจกรรมที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยคุกคามในระดับโลก

    ทรัมป์ยังย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า “IRAN WILL NEVER HAVE A NUCLEAR WEAPON” หรือ “อิหร่านจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์” ซึ่งสะท้อนว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจครั้งนี้ถูกวางให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/666951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WSmIuUUHTrrOLERvfwltq

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 21 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 21 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/169028&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw055id6VpU9ubMDVcl7kGqC

  • “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย รับมือโลก 5D ดันเกษตร ชุมชน SMEs การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง

    “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย รับมือโลก 5D ดันเกษตร ชุมชน SMEs การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง

    “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย รับมือโลก 5D ดันเกษตร ชุมชน SMEs การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง


    20/08/2569 | 4 |

    “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย รับมือโลก 5D ดันเกษตร ชุมชน SMEs การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง
    บทสรุป
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยวิสัยทัศน์และทิศทาง
    การทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่าน 5D ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด จึงกำหนดการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน นำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกันในภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชน โดยจัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ เพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา ทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี และขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า เปลี่ยน Visitor Economy จากจำนวนนักท่องเที่ยวไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน เพื่อกระจายรายได้ในพื้นที่มากขึ้น สร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก เชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain ยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ใช้ AI และดิจิทัล ขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ โดยจะเร่งดำเนินการทันที เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วง 6 เดือน – 1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี 

    รายละเอียด
        (19 ส.ค. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่าวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้ โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย
    นางศุภจี กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามีอะไร” หรือ “เราจะผลิตอะไร” แต่ต้องถามว่า “ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร” พร้อมกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาส
    ทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน โดยนำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง
    สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชนที่นางศุภจี รับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
    คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือน
    ทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม
    ให้มากขึ้น ในส่วนต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ส่วนกลางน้ำต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก ขณะที่ปลายน้ำต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสามารถแปรรูปและเก็บรักษาผลผลิตได้ จะช่วยลดแรงกดดันจากฤดูกาลและทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี เช่น การส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยังติดลบประมาณ 3.2% แม้มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท สะท้อนว่าภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น
    ด้านเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs จะใช้แนวคิด “SME Journey” ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่ปัจจุบันประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ SMEs “อยู่รอด” แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการ เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้ นอกจากนี้ ยังต้องปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต รวมถึง
    การพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด
    ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียง “จำนวนนักท่องเที่ยว” ไปสู่การมองมูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 
    การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย
    ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
    นางศุภจี กล่าวว่า แม้การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมอง “ไส้ใน” ของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออก
    มีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SMEs ด้านหนึ่งเราต้องนำสินค้าที่เรามีออกไปหาตลาด อีกด้านหนึ่งเราต้องนำตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของเรา และแกนกลางที่สำคัญที่สุดคือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยต้องเติบโตไปพร้อมกัน
    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวน “นักท่องเที่ยว” ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร เพราะผู้เดินทางจำนวนมากไม่ได้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจเดินทางมาเพื่อสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา การพักผ่อน หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน ดังนั้น “Visitor Economy” จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน โดยเน้นย้ำว่า “การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ” และจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทย ทั้งนี้ยังต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึง “เมืองรองในเมืองหลัก” และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีเหตุผลที่จะใช้เวลาและใช้จ่ายเป็นการกระจายรายได้ในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ 
    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำ “แผน” เพิ่มเติม แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ ประเทศไทยมีแผนจำนวนมากแล้ว แต่หัวใจ คือ เรามีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้
    สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม อีกทั้งยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว ส่วน SMEs จะเน้นการสร้าง “SME Journey” ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การลดขั้นตอนใบอนุญาต การจัดทำ SME ID และฐานข้อมูล การพัฒนานักบัญชีชุมชน การสร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก การเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain การยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การใช้ AI และดิจิทัล ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ โดยข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม เรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน – 1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
    ในระยะ 2–4 ปี
    นางศุภจี กล่าวสรุปว่า การทำงานของทั้ง 4 คณะทำงานจะไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องบูรณาการตั้งแต่การติดตามแนวโน้มโลก การกำหนดนโยบาย การลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงการวัดผล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น สามารถแข่งขันได้ และสร้างรายได้และโอกาสที่กระจายไปถึงเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย เน้นย้ำว่า “เราไม่ได้เดินจังหวะเดียว ต้องเดินทางไปหาตลาด ดึงตลาดเข้ามาหาเรา และแกนกลางที่เป็นแก่นของการทำงานทุกวันนี้ คือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน”

    แนวทางการสื่อสาร
    1. นำเสนอ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของ 4 คณะ ทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง ในช่วง 6 เดือน – 1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี
    2. นำเสนอกระทรวงพาณิชย์เร่งยกระดับภาคการเกษตร เพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูป สร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก SMEs การค้าระหว่างประเทศ เปลี่ยน Visitor Economy จากจำนวนนักท่องเที่ยวไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน เพื่อกระจายรายได้ในพื้นที่มากขึ้น 

    แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร
    #ศุภจีเปิด4คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย #รับมือโลก5D #ดันเกษตรชุมชนSMEsการท่องเที่ยวการค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง #กระทรวงพาณิชย์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง 
    ——————————————
    รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
    จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306
       นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710 
           นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693
        
     


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/533511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nY9Qo7qiNTbhJ8Ny6D-tq

  • ‘อนุทิน’ ลุยต่อเยือนนิวซีแลนด์ 20-22 ส.ค. ถกยักษ์เอกชน ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ 

    ‘อนุทิน’ ลุยต่อเยือนนิวซีแลนด์ 20-22 ส.ค. ถกยักษ์เอกชน ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ 

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางเยือนนิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่ 2 ต่อเนื่องจากการเยือนเครือรัฐออสเตรเลีย โดยมีกำหนดการปฏิบัติภารกิจระหว่างวันที่ 20-22 ส.ค.2569

    สำหรับภารกิจในวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค.2569 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร Fairbairn กรุงแคนเบอร์รา ในเวลา 09.30 น. เพื่อมุ่งหน้าสู่นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ 

    คณะของนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์ ในเวลา 14.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก Park Hyatt Auckland เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจสำคัญ 

    ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีเน้นการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยให้ผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนชั้นนำของนิวซีแลนด์เข้าพบหารือ

    • เวลา 16.00 น. พบปะหารือกับผู้บริหารบริษัท Skyline Enterprise
    • เวลา 16.30 น. ต่อเนื่องด้วยการหารือกับผู้บริหารบริษัท T&G Global เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง และส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน 

    ก่อนที่ในวันศุกร์ที่ 21 ส.ค.2569 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบผู้สำเร็จราชการฯ เพื่อหารือทวิภาคีเต็มคณะร่วมกับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ เพื่อผลักดันความร่วมมือรอบด้านระหว่าง 2 ประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    ข้อมูลด้านการค้า และการลงทุนระหว่างไทย และนิวซีแลนด์ ได้แก่ 

    1.) ข้อมูลด้านการลงทุน (2564 – มิ.ย.2569) มีโครงการลงทุนจากนิวซีแลนด์ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 9 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,085 ล้านบาท ดังนี้ 

    • ปี 2564  2 โครงการ (6 ล้านบาท)
    • ปี 2565  1 โครงการ (6 ล้านบาท)
    • ปี 2566  1 โครงการ (78 ล้านบาท)
    • ปี 2567  2 โครงการ (111 ล้านบาท)
    • ปี 2568  2 โครงการ (14 ล้านบาท)
    • ปี 2569 (ม.ค. – มิ.ย.):  1 โครงการ (871 ล้านบาท)

    สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่นิวซีแลนด์เข้ามาลงทุนในไทย ประกอบด้วย

    • อุตสาหกรรมท่องเที่ยว: มีมูลค่าสูงสุดถึง 871 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80 ของการลงทุนทั้งหมดจากนิวซีแลนด์)
    • อุตสาหกรรมแร่ โลหะ และวัสดุ: 78 ล้านบาท (ร้อยละ 7)
    • อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์: 61 ล้านบาท (ร้อยละ 6)

    ตัวอย่างโครงการ และบริษัทที่สำคัญ

    • บริษัท Skyline Enterprises: ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสวนสนุกในปี 2569 มูลค่า 871 ล้านบาท,
    • บริษัท Unada: ลงทุนในกิจการผลิตมอเตอร์สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 55 ล้านบาท
    • บริษัท Jiamoei Industry: ลงทุนในกิจการผลิตเรือขนาดต่ำกว่า 500 ตัน กรอส มูลค่า 22 ล้านบาท

    2.) ข้อมูลความร่วมมือด้านการค้า

    • ความตกลงการค้าเสรี (FTA): ไทย และนิวซีแลนด์มีความร่วมมือภายใต้ FTA ถึง 3 ฉบับ ได้แก่ TNZCEP (มีผลปี 2548), AANZFTA (มีผลปี 2553) และ RCEP (มีผลปี 2565) ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณการค้า และการส่งออกระหว่างกัน
    • สินค้าเกษตร และแอปเปิล: ประเทศไทยเป็น ตลาดส่งออกแอปเปิลอันดับ 2 ของนิวซีแลนด์ (รองจากจีน) โดยบริษัท T&G Global ระบุว่าหากรวมตลาดไทย เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย จะมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึงร้อยละ 50 – 60 ของแอปเปิลที่ปลูกในนิวซีแลนด์
    • ไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้ง คลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) เพื่อกระจายสินค้าของนิวซีแลนด์ไปยังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์

    นอกจากนี้ทั้งไทย และนิวซีแลนด์กำลังยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ในโอกาสครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้า และการลงทุนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1248177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UvobIPN1QJqhJ6Bbzeup5