Category: เศรษฐกิจ

  • สภาเอสเอ็มอี ชี้ Credit Term 45 วัน ลดภาระรอเงิน

    สภาเอสเอ็มอี ชี้ Credit Term 45 วัน ลดภาระรอเงิน

    ปธ.สภาเอสเอ็มอี ประกาศความสำเร็จผลักดัน ‘Credit Term 45 วัน’

    ชี้ก้าวสำคัญแก้ปัญหา SME ถูกยืดจ่ายเงิน ย้ำ “ขายของแล้วต้องได้เงิน ไม่ใช่ให้รายเล็กกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่”

    ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ประกาศความสำเร็จในการผลักดันแก้ปัญหา Credit Term ของผู้ประกอบการ SME หลังคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. เห็นชอบแนวทางยกระดับกติกาการชำระเงินระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่กับ SME โดยกำหนดกรอบการชำระเงินสำหรับธุรกิจการค้า การผลิต และบริการทั่วไปไม่เกิน 45 วัน และกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปขั้นต้นไม่เกิน 30 วัน พร้อมยกระดับจากแนวปฏิบัติเดิมไปสู่กติกาที่สามารถบังคับใช้ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าได้

    สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หรือ สภาเอสเอ็มอี กล่าวว่า การขับเคลื่อนเรื่อง Credit Term เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สภาเอสเอ็มอีผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นปัญหาที่กระทบต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการโดยตรง โดยที่ผ่านมา SME จำนวนมากส่งสินค้าและบริการไปแล้ว แต่ต้องรอรับเงิน 60 วัน 90 วัน หรือบางกรณียาวถึง 120–180 วัน ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กต้องนำเงินของตัวเองหรือกู้เงินมาเป็นทุนหมุนเวียนแทนคู่ค้ารายใหญ่

    “นี่เป็นก้าวสำคัญของ SME ไทย เพราะปัญหา Credit Term ไม่ใช่เรื่องของการขอความช่วยเหลือ แต่เป็นเรื่องความเป็นธรรมทางการค้า เมื่อ SME ส่งมอบสินค้าและบริการแล้ว SME ก็ควรได้รับเงินภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่ถูกบังคับโดยอำนาจต่อรองให้กลายเป็นผู้ให้สินเชื่อแก่ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า”

    — สุปรีย์ กล่าว

    ข้อมูลจาก กขค. ระบุว่า ปัญหาการยืดระยะเวลาชำระเงินของธุรกิจขนาดใหญ่สร้างเงินค้างในระบบ SME จำนวนมาก โดยมีการประเมินว่ามูลค่าเงินที่ติดค้างจากปัญหา Credit Term อาจสูงถึงประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี การกำหนดกรอบ 30–45 วันจึงไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเรื่องระยะเวลาชำระเงิน แต่มีผลโดยตรงต่อเงินทุนหมุนเวียน ต้นทุนทางการเงิน และความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจรายเล็ก

    สุปรีย์กล่าวว่า จุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ ในอดีตกติกา Credit Term มีลักษณะเป็นแนวปฏิบัติและเปิดช่องให้มีการกำหนดระยะเวลาที่แตกต่างออกไปตามเหตุผลทางธุรกิจ แต่ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การอาศัยความสมัครใจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองระหว่าง SME กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างเพียงพอ

    กขค. จึงเดินหน้ายกระดับมาตรการ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องชำระค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ SME ภายในกรอบเวลาที่กำหนด และเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้ การฝ่าฝืนอาจนำไปสู่การดำเนินการตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าได้

    “สิ่งที่เราต่อสู้มาตลอดไม่ใช่การทำให้ SME ได้เปรียบธุรกิจขนาดใหญ่ แต่คือการทำให้ SME ไม่ต้องเสียเปรียบเพียงเพราะตัวเล็กกว่า”

    ประธานสภาเอสเอ็มอีระบุ พร้อมชื่นชมคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าทั้งคณะที่ให้ความสำคัญกับปัญหาของผู้ประกอบการ และกล้านำปัญหาความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองในตลาดมาพิจารณาในเชิงโครงสร้าง

    “ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมการ กขค. ทั้งชุด รวมถึงสำนักงาน กขค. ที่รับฟังเสียงของผู้ประกอบการ และมองเห็นว่าปัญหา SME ไม่สามารถแก้ได้ด้วยสินเชื่อหรือมาตรการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว หากกติกาในตลาดยังเปิดให้ผู้ที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าสามารถผลักต้นทุนทางการเงินลงมายังผู้ประกอบการรายเล็กได้”

    สุปรีย์ กล่าวว่า การที่ตนเองได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะอนุกรรมการของ กขค. ทำให้สามารถนำข้อเท็จจริง ปัญหา และข้อเสนอจากผู้ประกอบการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยตรง และถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้ภาค SME มีส่วนร่วมในการออกแบบกติกาการแข่งขัน

    อย่างไรก็ตาม Credit Term 45 วันไม่ควรถูกมองว่าเป็นจุดสิ้นสุด แต่เป็น “ก้าวแรก” ของการสร้าง Fair Trading Practices หรือกติกาการค้าที่เป็นธรรมในประเทศไทย

    หลังจากนี้ สภาเอสเอ็มอีจะเดินหน้าผลักดันประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของอำนาจต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม การฝากขายหรือ Consignment การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม การบังคับเข้าร่วมโปรโมชั่น ตลอดจนกติกาของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีผลต่อโอกาสในการแข่งขันของ SME

    “ประเทศไทยช่วย SME มาหลายสิบปีด้วยสินเชื่อ โครงการ และงบประมาณจำนวนมาก แต่ถ้าเรายังปล่อยให้ SME ขายของแล้วต้องรอเงินสามเดือน สี่เดือน หรือหกเดือน เราก็กำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ”

    “รัฐไม่จำเป็นต้องทำให้ SME ชนะ แต่รัฐต้องสร้างกติกาที่ทำให้ SME มีโอกาสชนะได้ และ Credit Term 45 วัน คือหนึ่งในก้าวสำคัญของการเปลี่ยนจากการช่วย SME ไปสู่การสร้างสิทธิและความเป็นธรรมให้ SME ในระบบเศรษฐกิจไทย”

    — สุปรีย์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/credit-term-45-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31w4neTj83vn6Uf_9S8Nt-

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันโลกผันผวน หุ้นนิวยอร์กขานรับจ้างงานสหรัฐฯ เช็กราคาน้ำมันไทย 04/10/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมันโลกผันผวน หุ้นนิวยอร์กขานรับจ้างงานสหรัฐฯ เช็กราคาน้ำมันไทย 04/10/69 – สยามรัฐ

    ตลาดการเงินโลกในวันที่ 5 ต.ค. 2569 มีปัจจัยให้ต้องจับตาหลายด้าน ทั้งทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ตลาดหุ้นนิวยอร์ก และราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทย โดยราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากมาตรการระบายน้ำมันสำรองของยุโรป ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากข้อมูลตลาดแรงงานที่อ่อนแอกว่าคาด ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด

    สำหรับตลาดน้ำมันดิบในการซื้อขายวันที่ 2 ต.ค. สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 1.76 ดอลลาร์ หรือ 1.90% ปิดที่ 91.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 0.06 ดอลลาร์ หรือ 0.06% ปิดที่ 102.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยตลอดสัปดาห์ WTI ลดลง 1.6% ขณะที่เบรนท์เพิ่มขึ้น 0.11%

    แรงกดดันสำคัญมาจากกรณีสหภาพยุโรปเห็นชอบแนวทางระบายน้ำมันดีเซลสำรองเพิ่มเติมตามข้อเสนอของฝรั่งเศส โดยมีการหารือถึงการปล่อยน้ำมันดีเซลประมาณ 50 ล้านบาร์เรล และให้นานาชาติภายใต้กรอบทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ปล่อยน้ำมันดิบอีก 50 ล้านบาร์เรล ขณะที่กลุ่ม G7 มีแผนปล่อยน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันรวม 100 ล้านบาร์เรลภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยจะเร่งการปล่อยดีเซลในช่วง 20 วันแรก

    การเพิ่มปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเข้าสู่ตลาดมีแนวโน้มช่วยบรรเทาภาวะตึงตัวของตลาดเชื้อเพลิง โดยเฉพาะดีเซล และลดความจำเป็นที่ยุโรปต้องนำเข้าดีเซลจากสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนมีแรงจูงใจลดการถือครองสัญญาน้ำมันในระยะสั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีแรงกดดัน

    อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของ WTI ยังไม่ถือเป็นสัญญาณว่าตลาดน้ำมันเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างชัดเจน เนื่องจากตลาดยังมีความเสี่ยงด้านอุปทานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกยังอยู่ในระดับตึงตัว และการผลิตในบางพื้นที่ของตะวันออกกลางยังได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านความมั่นคง นอกจากนี้ ระบบกลั่นทั่วโลกยังเผชิญข้อจำกัด ทำให้ตลาดอาจหันมาให้น้ำหนักกับปัญหาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซลมากขึ้น

    กำลังการกลั่นในตะวันออกกลางและรัสเซียได้รับผลกระทบ ขณะที่ยุโรปมีกำลังการกลั่นลดลงเมื่อเทียบกับอดีต ทำให้แม้ปริมาณน้ำมันดิบมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ตลาดน้ำมันสำเร็จรูปยังมีความตึงตัวอยู่

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาผลการประชุมกลุ่มโอเปกพลัสอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานว่าสมาชิกหลักมีแนวโน้มคงเป้าหมายการผลิตในเดือนพ.ย. ขณะที่ผู้ผลิตหลายรายยังผลิตต่ำกว่าโควตา เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุปทานเข้าสู่ตลาด

    ก่อนเปิดตลาดวันที่ 5 ต.ค. ราคาน้ำมัน WTI มีแนวรับสำคัญบริเวณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสฟื้นตัวกลับไปทดสอบ 92-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากหลุด 90 ดอลลาร์ อาจมีแรงขายเพิ่มขึ้นและกดดันให้ราคาถอยลงทดสอบบริเวณ 88-89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์มีแนวรับสำคัญบริเวณ 100 ดอลลาร์ และแนวต้าน 103-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดในทิศทางเชิงบวกต่อเนื่อง หลังนักลงทุนตอบรับข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดวันที่ 2 ต.ค. ที่ 51,176.96 จุด เพิ่มขึ้น 250.40 จุด หรือ 0.49% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,722.72 จุด เพิ่มขึ้น 56.27 จุด หรือ 0.73% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 27,190.86 จุด เพิ่มขึ้น 319.27 จุด หรือ 1.19%

    แรงซื้อได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนก.ย. ที่เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 90,000 ตำแหน่งอย่างมาก ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานในช่วง 2 เดือนก่อนหน้านี้ยังถูกปรับลดลง ส่งสัญญาณว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวลงมากกว่าที่ประเมินไว้

    ข้อมูลดังกล่าวทำให้นักลงทุนลดความกังวลว่าเฟดจะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยข้อมูลจากซีเอ็มอี เฟดวอตช์ ระบุว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมช่วงปลายเดือนต.ค. ลดลงเหลือ 22.7% จาก 24.4% ในวันก่อนหน้า และลดลงอย่างมากจาก 64.2% เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน

    การคาดการณ์ดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายลงเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับลดลงตามความคาดหวังว่าเฟดจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีโอกาสได้รับแรงซื้อเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องระวังความเสี่ยงจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจชะลอตัวมากเกินไป เพราะตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอไม่ได้เป็นบวกต่อตลาดหุ้นในทุกมิติ หากตลาดตีความว่าการจ้างงานลดลงสะท้อนภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง ความกังวลต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอาจกลับมากดดันตลาดได้

    สำหรับตลาดหุ้นวันที่ 5 ต.ค. ดาวโจนส์มีโอกาสเคลื่อนไหวในแดนบวกหรือทรงตัวแข็งแกร่ง ขณะที่เอสแอนด์พี 500 และแนสแด็กมีโอกาสได้รับแรงหนุนมากกว่า โดยเฉพาะแนสแด็กที่ปรับขึ้น 1.19% ในการซื้อขายล่าสุด อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นแรงในวันศุกร์อาจเปิดทางให้เกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้น นักลงทุนจึงต้องติดตามทิศทางพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดอย่างใกล้ชิด

    ด้านราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย ประจำวันที่ 4 ต.ค. 2569 ซึ่งอ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 2 ต.ค. 2569 เวลา 05.00 น. จากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. พบว่าราคาน้ำมันของผู้ให้บริการหลักยังอยู่ในระดับสูง โดยราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพฯ

    ปั๊ม ปตท. แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 31.63 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 40.32 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดาอยู่ที่ 42.19 บาทต่อลิตร และเบนซินอยู่ที่ 49.68 บาทต่อลิตร

    ส่วนบางจาก แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา 42.19 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม 50.05 บาทต่อลิตร

    สำหรับพีที ดีเซลราคา 42.19 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาทต่อลิตร เบนซิน 50.18 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร

    ขณะที่เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.89 บาทต่อลิตร ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.82 บาทต่อลิตร ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 41.19 บาทต่อลิตร วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาทต่อลิตร ฟิวเซฟ ดีเซล 42.19 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาทต่อลิตร และวี-เพาเวอร์ ดีเซล 51.84 บาทต่อลิตร

    ภาพรวมตลาดวันที่ 5 ต.ค. 2569 จึงมีปัจจัยที่ต้องติดตามทั้งราคาน้ำมันดิบ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และราคาพลังงานในประเทศ โดยน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนและเอนเอียงไปทางอ่อนตัวในช่วงแรกจากแรงกดดันของการระบายน้ำมันสำรอง แต่ยังมีแรงพยุงจากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าเฟดจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย

    สำหรับผู้บริโภคในไทย ราคาดีเซลอยู่ที่ 42.19 บาทต่อลิตรในปั๊มหลักหลายแห่ง ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตรในปตท. บางจาก และพีที สะท้อนว่าทิศทางราคาน้ำมันโลกยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะหากสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสดีดตัวแรงและส่งผลต่อราคาพลังงานในประเทศ ขณะที่หากการระบายน้ำมันสำรองเกิดขึ้นตามแผนและอุปทานฟื้นตัวต่อเนื่อง ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสปรับฐานลงมากขึ้น

    ทั้งนี้ ราคาขายปลีกน้ำมันอาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของแต่ละสถานีบริการ ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาหน้าปั๊มอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326254&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TNLLYJ9D0rKVKuNZlMgbd

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (4 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (4 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (4 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (4 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 49.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 31.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 40.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 35.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 42.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.19 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (4 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/670581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xL5kjYUAM0hHvWrF5RpWk

  • อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 03/10/69 พรุ่งนี้ 04/10/69 อัปเดตจาก 4 สถานี – สยามรัฐ

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 03/10/69 พรุ่งนี้ 04/10/69 อัปเดตจาก 4 สถานี – สยามรัฐ

    วันที่ 3 ต.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ํามันอัปเดตล่าสุดจากผู้ให้บริการน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท.,บางจาก, PT และเชลล์ ล่าสุด เมื่อเวลา 21.38 น.ราคาหน้าปั๊มคงที่ มีผลพรุ่งนี้ 4 ต.ค.69 ตี 5 (5.00 น.) มีรายละเอียดดังนี้

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา  40.69   บาท /ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20:ราคา 35.69  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85:ราคา  31.63  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 40.32   บาท/ลิตร
    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา: ราคา  42.19 บาท/ลิตร
    เบนซิน  :ราคา 49.68  บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 40.69  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 :ราคา 35.69  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85:ราคา  31.63  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา : ราคา 42.19   บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม : ราคา 50.05  บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    ดีเซล: ราคา  42.19 บาท/ ลิตร
    ดีเซล B20:ราคา 37.19 บาท /ลิตร
    เบนซิน: ราคา  50.18 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 40.32  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20:ราคา 35.69  บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 35.89    บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 40.82  บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 41.19  บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 51.84  บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา  42.19 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล บี20: ราคา 37.19  บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 51.84  บาท/ลิตร

    ทั้งนี้การแสดงราคาน้ำมันข้างต้นนี้ได้อ้างอิงมาจากรายงานโดยสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ สนพ. โดยมีอัปเดทราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันตอนตี 5 (5.00 น.) ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา

    ราคาที่แสดงนี้เป็นราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น กทม. โปรดสำรวจราคาจากหน้าปั๊มอีกครั้ง

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2txpMYwSk6CuEGnxYQYFdM

  • กงสุลใหญ่จีนหารือ ‘ทวี’ พร้อมกลุ่มทุนใหญ่ชายแดนใต้ถกความร่วมมือหลายด้าน  | เดลินิวส์

    กงสุลใหญ่จีนหารือ ‘ทวี’ พร้อมกลุ่มทุนใหญ่ชายแดนใต้ถกความร่วมมือหลายด้าน  | เดลินิวส์

    ที่ เทศบาลเมืองยะลา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 3 ต.ค.69 นายวัง จื้อเจียน กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จ.สงขลา ได้เดินทางมาร่วมประชุมหารือข้อราชการและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ และในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยสส.ยะลา ทั้งนายอับดุลอายี สาแม็ง  และนายสุไลมาน บือแนปีแน ให้การต้อนรับและร่วมเวทีหารือ

    การลงพื้นที่ของกงสุลใหญ่จีนในครั้งนี้ ยังได้รับความสนใจอย่างมากจากภาคธุรกิจ เนื่องจากมีการเชิญตัวแทนผู้ประกอบการและภาคเอกชนรายใหญ่ในยะลา ครอบคลุมทั้งภาคพลังงาน ก่อสร้าง ค้าปลีก-ค้าส่ง และการส่งออก เข้าร่วมสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจอย่างคึกคัก

    ทางด้าน นายรวิศ สอดส่อง ระบุถึงการประชุมว่าเป็นการพูดคุยเชิงลึกถึง การเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์และขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการพัฒนาภาคใต้ ด้วยประเด็นสำคัญคือการกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและการศึกษา ที่ประชุมได้หารือถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนจีนและชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ โดยมีแนวคิดขับเคลื่อนโครงการส่งผู้นำศาสนา อิหม่าม เยาวชน และบุคลากรทางการศึกษาไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศจีน

    นอกจากนี้ ทางการจีนยังพร้อมสนับสนุนทุนการศึกษา สื่อการเรียนการสอน และการอบรมครูสอนภาษาจีน เพื่อเร่งพัฒนาทักษะภาษาที่ 3 ให้แก่เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบในตลาดแรงงานอนาคต ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาความยากจน ประเด็นไฮไลต์ในการหารือ คือ โมเดลการแก้ไขปัญหาความยากจนของจีน มาประยุกต์และปรับใช้ในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในการแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะ “ยางพารา” และ “ทุเรียน” ตลอดจนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการส่งออกไปยังประเทศจีน

    ขณะเดียวกัน ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อเสนอในการจับมือผลักดัน “อุตสาหกรรมไก่ฮาลาล” เพื่อการส่งออก โดยหวังดึงเทคโนโลยี การลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดร่วมกันระหว่างไทย-จีน การพัฒนาทักษะอาชีวศึกษา เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน ที่ประชุมเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างงานและพัฒนาทักษะอาชีพยุคใหม่

    โดยมีการหยิบยกตัวอย่างความร่วมมือด้าน EV เช่น โครงการความร่วมมือระหว่าง วิทยาลัยเทคนิคยะลา กับบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า (BYD) ในการส่งนักศึกษาไปฝึกงานและเรียนรู้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมไปถึงการติดตามความคืบหน้าโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อย่าง “โครงการรถไฟทางคู่”  จะเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการยกระดับการขนส่งและเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค และการสร้างกลไกหารือต่อเนื่องและการฟื้นฟูสังคม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดให้มีกลไกการพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การดำเนินนโยบายต่างๆ เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ยังแสวงหาความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสังคมในพื้นที่ โดยเฉพาะการขอรับการสนับสนุน “ผู้เชี่ยวชาญ” จากทางจีน เพื่อเข้ามาช่วยบำบัดและฟื้นฟูเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อของปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหารากเหง้าที่บั่นทอนการพัฒนาชายแดนใต้มาอย่างยาวนาน การพบปะหารือในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพรรคประชาชาติ ในการใช้บทบาททางการเมือง เชื่อมโยงกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะต้องจับตาดูการขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมต่อไปใน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6246311/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PNTz92J25aUzs4nbrX9yA

  • ‘พ.ต.อ.ทวี’ นำทีมประชาชาติ-บิ๊กธุรกิจยะลา ถก ‘กงสุลใหญ่จีน’ ชงโมเดลแก้จน-ปั้นส่งออกฮาลาล-ดึง BYD หนุนอาชีวะใต้

    ‘พ.ต.อ.ทวี’ นำทีมประชาชาติ-บิ๊กธุรกิจยะลา ถก ‘กงสุลใหญ่จีน’ ชงโมเดลแก้จน-ปั้นส่งออกฮาลาล-ดึง BYD หนุนอาชีวะใต้

    การเมือง

    ‘พ.ต.อ.ทวี’ นำทีมประชาชาติ-บิ๊กธุรกิจยะลา ถก ‘กงสุลใหญ่จีน’ ชงโมเดลแก้จน-ปั้นส่งออกฮาลาล-ดึง BYD หนุนอาชีวะใต้

    วันเสาร์ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 20.16 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

           กงสุลใหญ่จีน ณ จังหวัดสงขลา ลงพื้นที่ยะลา หารือ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” พร้อม สส.พรรคประชาชาติ และกลุ่มทุนใหญ่ชายแดนใต้ เปิดโต๊ะถกความร่วมมือ 4 มิติ ดันโมเดลแก้ปัญหาความยากจนแบบจีน ปั้นส่งออกไก่ฮาลาล-ทุเรียน พร้อมดึงค่ายรถ EV หนุนอาชีวะ มุ่งยกระดับเศรษฐกิจ-การศึกษาชายแดนใต้    

    เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 เวลา 14.40 น. ณ เทศบาลเมืองยะลา นายวัง จื้อเจียน กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จังหวัดสงขลา ได้เดินทางมาร่วมประชุมหารือข้อราชการและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ และในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายอับดุลอายี สาแม็ง  สส.จังหวัดยะลา เขต 3 นายสุไลมาน บือแนปีแน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต 1ให้การต้อนรับและร่วมเวทีหารือ
           
    การลงพื้นที่ของกงสุลใหญ่จีนในครั้งนี้ ยังได้รับความสนใจอย่างมากจากภาคธุรกิจ เนื่องจากมีการเชิญตัวแทนผู้ประกอบการและภาคเอกชนรายใหญ่ในจังหวัดยะลา ครอบคลุมทั้งภาคพลังงาน ก่อสร้าง ค้าปลีก-ค้าส่ง และการส่งออก เข้าร่วมสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจอย่างคึกคัก มีทั้ง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฮุ้นหยู, บริษัท เอเชียพลายวู๊ด จำกัด, โรงไฟฟ้าฝ่ายผลิต ยะลากรีนเอ็นเนอยี่ จำกัด, นรินทร์ มอเตอร์ค์ไฟฟ้าเดโก้ยะลา (Smart Energy For Life Yala), หจก.โกวิททพาณิชย์ 1995 (บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า), แก้วตาดวงใจยะลา (เครื่องเขียนอุปกรณ์สำนักงาน), The KD House (สินค้าไลฟ์สไตล์), ห้างหุ้นส่วนจำกัด พีรพลศิลา, ร้านจงกลณีการไฟฟ้า, โรงแรมยะลาแกรนด์พาเลซ, ศรีสมัยค้าส่ง, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชินวรยะลาก่อสร้าง, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ยะลาสหไทยพานิช และกลุ่มล้งทุเรียนส่งออกจีน
           
    ภายหลังจากการพบปะกับภาคเอกชน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และแกนนำ สส.พรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายอับดุลอายี สาแม็ง  สส.จังหวัดยะลา เขต 3 นายสุไลมาน บือแนปีแน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต 1 ได้ร่วมหารือทวิภาคีส่วนตัวกับนายวัง จื้อเจียน อย่างเข็มข้นทีเดียว  
        
    โดย นายรวิศ สอดส่อง ระบุถึงการประชุมว่า วงหารือดังกล่าวเป็นการพูดคุยเชิงลึกถึง “การเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์และขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการพัฒนาภาคใต้” ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ 4 มิติ 
        
    การกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและการศึกษา ที่ประชุมได้หารือถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนจีนและชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ โดยมีแนวคิดขับเคลื่อนโครงการส่งผู้นำศาสนา อิหม่าม เยาวชน และบุคลากรทางการศึกษาไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศจีน นอกจากนี้ ทางการจีนยังพร้อมสนับสนุนทุนการศึกษา สื่อการเรียนการสอน และการอบรมครูสอนภาษาจีน เพื่อเร่งพัฒนาทักษะภาษาที่สามให้แก่เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบในตลาดแรงงานอนาคต
         
    ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาความยากจน ประเด็นไฮไลต์ในการหารือ คือ “โมเดลการแก้ไขปัญหาความยากจนของจีน” มาประยุกต์และปรับใช้ในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในการแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะ “ยางพารา” และ “ทุเรียน” ตลอดจนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการส่งออกไปยังประเทศจีน
          
    ขณะเดียวกัน ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อเสนอในการจับมือผลักดัน “อุตสาหกรรมไก่ฮาลาล” เพื่อการส่งออก โดยหวังดึงเทคโนโลยี การลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดร่วมกันระหว่างไทย-จีน
         
    การพัฒนาทักษะอาชีวศึกษา เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน ที่ประชุมเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างงานและพัฒนาทักษะอาชีพยุคใหม่ โดยมีการหยิบยกตัวอย่างความร่วมมือด้าน EV เช่น โครงการความร่วมมือระหว่าง วิทยาลัยเทคนิคยะลากับบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า (BYD) ในการส่งนักศึกษาไปฝึกงานและเรียนรู้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมไปถึงการติดตามความคืบหน้าโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อย่าง “โครงการรถไฟทางคู่” ที่จะเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการยกระดับการขนส่งและเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค
         
    และ การสร้างกลไกหารือต่อเนื่องและการฟื้นฟูสังคม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดให้มีกลไกการพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การดำเนินนโยบายต่างๆ เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังแสวงหาความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสังคมในพื้นที่ โดยเฉพาะการขอรับการสนับสนุน “ผู้เชี่ยวชาญ” จากทางจีน เพื่อเข้ามาช่วยบำบัดและฟื้นฟูเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อของปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหารากเหง้าที่บั่นทอนการพัฒนาชายแดนใต้มาอย่างยาวนาน
         
    การพบปะหารือในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพรรคประชาชาติในการใช้บทบาททางการเมืองเชื่อมโยงกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะต้องจับตาดูการขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมต่อไปในอนาคต
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/493027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EHtm5MKPS1pIZ65UrxV42

  • ‘น้ำท่วมใหญ่’ สะเทือน ‘หุ้นแบงก์’ จุดชนวน แรงขาย 5 วัน ราคาร่วงหนักแค่ไหน?

    ‘น้ำท่วมใหญ่’ สะเทือน ‘หุ้นแบงก์’ จุดชนวน แรงขาย 5 วัน ราคาร่วงหนักแค่ไหน?

    หุ้นแบงก์ถูกกดดันจากน้ำท่วมและ Bond Yield สูง ฉุดราคาหุ้นในรอบ 5 วันร่วงถ้วนหน้า จับตาคุณภาพสินทรัพย์และ Credit Cost หากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อ หุ้นแบงก์ KTB-KBANK-BAY-CREDIT นำร่องแรงขาย

    • หุ้นกลุ่มธนาคารเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเพิ่มความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL) ประกอบกับปัจจัยลบจาก Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง
    • ธนาคารกรุงไทย (KTB): ราคาหุ้นในช่วง 5 วันที่ผ่านมาลดลง -7.82%
    • ธนาคารกสิกรไทย (KBANK): ราคาหุ้นในช่วง 5 วันที่ผ่านมาลดลง -7.17%
    • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY): ราคาหุ้นในช่วง 5 วันที่ผ่านมาลดลง -7.10%
    • ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT): ราคาหุ้นในช่วง 5 วันที่ผ่านมาลดลง -6.58%
    • ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB): ราคาหุ้นในช่วง 5 วันที่ผ่านมาลดลง -5.77%
    • บริษัท เอสซีบี เอกซ์ (SCB): ราคาหุ้นในช่วง 5 วันที่ผ่านมาลดลง -4.49%
    • ธนาคารกรุงเทพ (BBL): ราคาหุ้นในช่วง 5 วันที่ผ่านมาลดลง -4.16%
    • ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP): ราคาหุ้นในช่วง 5 วันที่ผ่านมาลดลง -3.46%
    • บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHFG): ราคาหุ้นในช่วง 5 วันที่ผ่านมาลดลง -3.17%
    • บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO): ราคาหุ้นในช่วง 5 วันที่ผ่านมาลดลง -2.35%

    หุ้นกลุ่มแบงก์เผชิญแรงกดดันจาก น้ำท่วมที่กระทบกิจกรรมเศรษฐกิจและเสี่ยงเพิ่ม NPL ขณะที่ Bond Yield สูงกดดันบรรยากาศลงทุนและ Fund Flow นักวิเคราะห์มองผลกระทบระยะสั้นยังจำกัด แต่ต้องจับตาคุณภาพสินทรัพย์และ Credit Cost หากน้ำท่วมยืดเยื้อ

    ทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวมความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มแบงก์ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา พบว่าได้รับแรงกดดันแตกต่างกันไป ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งจากสถานการณ์น้ำท่วมและ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง

    1.) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) KTB

    • มาร์เก็ตแคป 576,513 ล้านบาท
    • ราคาหุ้น 5 วัน -7.82%  
    • ราคาหุ้น 3 เดือน + 8.55%  
    • ราคาหุ้น 6 เดือน +16.20%  
    • ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี 46.02%  
    • ราคาหุ้น 1 ปี +67.68%
    • เงินปันผลตั้งแต่ต้นปี 6.47%

    บล.กรุงศรี คงคำแนะนำซื้อ หุ้น KTB ราคาเป้าหมาย 55 บาท และเป็น Top Pick กลุ่มธนาคารคู่ KBANK มองธนาคารรักษา ROE ราว 10% และ Dividend Yield 6% ต่อปีได้ พร้อมความเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์ต่ำ และได้ประโยชน์จาก Investment Cycle รอบใหม่ โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ที่ 1.30 หมื่นล้านบาท ลด 11% YoY แต่เพิ่ม 7% QoQ โดย NII ลดลง 9% จาก NIM ลดเหลือ 2.45% ขณะที่ Non-NII เพิ่ม 15% จากค่าธรรมเนียม Wealth Management กำไร FVTPL และเงินปันผล ด้านสินเชื่อรวมเพิ่ม 2.4% QoQ และ NPL Ratio อยู่ที่ 2.92% ทรงตัวจากไตรมาส 2/2569

    2.) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) KBANK

    • มาร์เก็ตแคป 552,053 ล้านบาท
    • ราคาหุ้น 5 วัน -7.17%  
    • ราคาหุ้น 3 เดือน +6.88%  
    • ราคาหุ้น 6 เดือน +21.04%  
    • ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี +19.79%  
    • ราคาหุ้น 1 ปี +40.79%
    • เงินปันผลตั้งแต่ต้นปี 6.02%

    บล.กรุงศรี คงคำแนะนำซื้อ หุ้น KBANK ราคาเป้าหมาย 300 บาท และเป็น Top Pick กลุ่มธนาคารคู่ KTB โดยมองรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตดี หนุนกำไร พร้อมคาด Dividend Yield ราว 6% ต่อปี และมีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษจากเงินเหลือโครงการซื้อหุ้นคืน รวมถึงบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี และมีโอกาสรับประโยชน์จาก Investment Cycle รอบใหม่ คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ที่ 1.27 หมื่นล้านบาท ลด 2% YoY และ 4% QoQ จาก NII ลดลง 7% ตาม NIM ที่ลดเหลือ 2.91% ขณะที่ Non-NII ลดลงจากกำไร FVTPL และ OPEX เพิ่ม 2% จากค่าใช้จ่าย IT ด้านสินเชื่อรวมลด 0.2% QoQ แต่เพิ่ม 3.1% YTD ขณะที่ NPL Ratio อยู่ที่ 3.20% เพิ่มเล็กน้อยจาก 3.18% ในไตรมาส 2/2569

    ทั้งนี้ หากกำไร ไตรมาส 3/2569 เป็นไปตามคาด จะคิดเป็น 76% ของประมาณการกำไรทั้งปี โดยคาดกำไรไตรมาส 4/2569 เพิ่มขึ้น YoY จากรายได้ค่าธรรมเนียมกลุ่ม Wealth แต่ลดลง QoQ จากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล

    3.) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) BAY

    • มาร์เก็ตแคป 264,807 ล้านบาท
    • ราคาหุ้น 5 วัน -7.10%  
    • ราคาหุ้น 3 เดือน -13.77%  
    • ราคาหุ้น 6 เดือน +38.46%  
    • ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี +38.46%  
    • ราคาหุ้น 1 ปี +55.17%
    • เงินปันผลตั้งแต่ต้นปี 3.61%

    กิตติมา สัตยพันธ์, IAA, CFA นักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มธุรกิจการเงิน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดสินเชื่อ BAY จะเร่งตัวในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ การขยายธุรกิจในอาเซียน และการเข้าซื้อพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อจาก CIMBT มูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาทใน 4Q26 โดยคาดสินเชื่อเติบโต 3% ในปี 2569 และ 4% ในปี 2570

    อย่างไรก็ตาม NIM มีแนวโน้มลดลงในครึ่งปีหลังของปี 2569 จากการแข่งขันด้านเงินฝากและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพอร์ต ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์สินเชื่อ SME และที่อยู่อาศัยยังต้องติดตาม แม้ NPL Ratio ลดลงเหลือ 3.5% ในไตรมาส 2/2569 ส่วน Credit Cost ครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 2.36% สูงกว่าเป้าธนาคาร

    ทั้งนี้ คาดกำไรปี 2569 เติบโต 7% จากสินเชื่อและ Non-NII ที่ขยายตัว พร้อมแรงหนุนจากการรวมงบ TIDLOR โดย คงคำแนะนำ NEUTRAL และปรับราคาเป้าหมายเป็น 45 บาท จาก 44 บาท เพื่อสะท้อนการปรับประมาณการเงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้น

    4.) ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) CREDIT

    • มาร์เก็ตแคป 26,302 ล้านบาท
    • ราคาหุ้น 5 วัน -6.58%  
    • ราคาหุ้น 3 เดือน -3.18%  
    • ราคาหุ้น 6 เดือน +24.56%  
    • ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี  +37.42%  
    • ราคาหุ้น 1 ปี +25.29%
    • เงินปันผลตั้งแต่ต้นปี 4.60%

    บล.กสิกรไทย มองว่า CREDIT มีความโดดเด่นจากมูลค่าหุ้นที่น่าสนใจอย่างมาก ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 36 บาท สะท้อน 2569/70 ที่ 10.2/8.9 เท่า แม้ว่า CREDIT จะมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ใกล้เคียงกับ TISCO แต่ยังซื้อขายด้วยส่วนลดด้านมูลค่าอย่างมีนัยสำคัญ 

    5.) ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) TTB

    • มาร์เก็ตแคป 286,860 ล้านบาท
    • ราคาหุ้น 5 วัน -5.77%  
    • ราคาหุ้น 3 เดือน +19.51%  
    • ราคาหุ้น 6 เดือน +27.83%  
    • ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี +45.54%  
    • ราคาหุ้น 1 ปี +55.56%
    • เงินปันผลตั้งแต่ต้นปี 4.86%

    ธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 5,430 ล้านบาท ลดลง 2% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 2% YoY โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิคาดเพิ่มเล็กน้อย จาก NIM ที่ดีขึ้นตามต้นทุนเงินฝากที่ลดลง ขณะที่ Non-NII คาดลดลง 4% QoQ จากกำไรเงินลงทุนและเงินปันผลรับที่ลดลงตามฤดูกาล แม้รายได้ค่าธรรมเนียมจาก Wealth Management ยังเติบโต ด้านคุณภาพสินทรัพย์คาด NPL ทรงตัว ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองใกล้เคียงไตรมาสก่อน จากการตั้ง Management Overlay รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ คงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 21,060 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% YoY โดยหากกำไรไตรมาส 3/2569 เป็นไปตามคาด จะคิดเป็น 77% ของประมาณการทั้งปี พร้อมให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 2.82 บาท อิง PBV 1 เท่า และคงคำแนะนำ “ถือ” เนื่องจากราคาหุ้นยังสูงกว่าราคาเป้าหมาย แม้คาด Dividend Yield ราว 5% ต่อปีก็ตาม

    6.) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) SCB

    • มาร์เก็ตแคป 501,699 ล้านบาท
    • ราคาหุ้น 5 วัน -4.49%  
    • ราคาหุ้น 3 เดือน +1.02%  
    • ราคาหุ้น 6 เดือน +2.76%  
    • ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี +7.19%  
    • ราคาหุ้น 1 ปี 16.41%
    • เงินปันผลตั้งแต่ต้นปี 7.57%

    บล.กรุงศรี คาด SCB มีกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ที่ 1.08 หมื่นล้านบาท ลดลง 10% YoY และ 3% QoQ จาก NII ลดลง 7% ตาม NIM ที่ลดเหลือ 3.05% จาก 3.44% ในไตรมาส 3/2568 ขณะที่ Non-NII ลดลง 3% YoY และ 2% QoQ จากกำไรเงินลงทุน (FVTPL) ที่ลดลง และ OPEX เพิ่มขึ้น 1% QoQ จากค่าใช้จ่าย IT

    ส่วนสินเชื่อรวมคาดลดลง 0.1% QoQ แต่เพิ่ม 2.1% YTD จากสินเชื่อ SME และรายย่อยที่ชะลอตัว ขณะที่ NPL Ratio คาดเพิ่มเป็น 3.25% จาก 3.17% ในไตรมาส 2/2569 ตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม หากกำไรเป็นไปตามคาด จะคิดเป็น 76% ของประมาณการทั้งปี โดยคาดกำไรไตรมาส 4/2569 เพิ่ม YoY จากรายได้ Wealth Management แต่ลด QoQ จาก OPEX ที่สูงตามฤดูกาล ทั้งนี้ คงคำแนะนำ NEUTRAL ราคาเป้าหมาย 155 บาท มอง SCB มีจุดเด่นด้านเงินปันผล โดยคาด Dividend Yield ราว 7% ต่อปี และมองทิศทางดอกเบี้ยไม่ปรับลดลงแล้ว        

    7.) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) BBL

    • มาร์เก็ตแคป 352,182 ล้านบาท
    • ราคาหุ้น 5 วัน -4.16%  
    • ราคาหุ้น 3 เดือน +2.50%  
    • ราคาหุ้น 6 เดือน +9.50%  
    • ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี +8.85%  
    • ราคาหุ้น 1 ปี +25.51%
    • เงินปันผลตั้งแต่ต้นปี 5.42%

    บล.กรุงศรี คาด BBL มีกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ที่ 1.03 หมื่นล้านบาท ลดลง 25% YoY แต่เพิ่มขึ้น 8% QoQ โดย NII ลด 8% จาก NIM ลดเหลือ 2.40% ตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง ขณะที่ Non-NII ลด 29% จากกำไรเงินลงทุนที่ลดลง ส่วนกำไร QoQ ได้แรงหนุนจาก OPEX ลดลง 6% ตามฤดูกาล สินเชื่อรวมคาดลดลง 1.6% QoQ แต่เพิ่ม 1% YTD จากสินเชื่อธุรกิจ ขณะที่ NPL Ratio เพิ่มเป็น 3.40% จาก 3.30% ในไตรมาส 2/2569 จากลูกหนี้ตกชั้นเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ หากกำไร ไตรมาส 3/2569 เป็นไปตามคาด จะคิดเป็น 75% ของประมาณการทั้งปี โดยคาดกำไรไตรมาส 4/2569 เพิ่ม YoY แต่ลด QoQ ตามทิศทาง OPEX ขณะที่สินเชื่อมีแนวโน้มฟื้นตัว และ NPL Ratio ลดลงจากการปรับโครงสร้างหนี้

    อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 225 บาท มอง BBL มี Dividend Yield ราว 5% ได้ประโยชน์จาก Investment Cycle รอบใหม่ และดอกเบี้ยขาลงสิ้นสุด ขณะที่หุ้นซื้อขายที่ Forward PBV เพียง 0.6 เท่า        

    8.) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) KKP 

    • มาร์เก็ตแคป 99,840 ล้านบาท
    • ราคาหุ้น 5 วัน -3.46%  
    • ราคาหุ้น 3 เดือน +12.63%  
    • ราคาหุ้น 6 เดือน +42.04%  
    • ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี +63.97%  
    • ราคาหุ้น 1 ปี + 90.60%
    • เงินปันผลตั้งแต่ต้นปี 4.95%

    ธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.พาย คาด KKP มีกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ที่ 2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% YoY แต่ลดลง 6% QoQ โดยกำไรเติบโตจาก NIM ที่ขยายตัว รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth Management และธุรกิจดิจิทัล รวมถึงขาดทุนรถยึดลดลง ขณะที่กำไร QoQ ถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน

    สินเชื่อรวมคาดเพิ่ม 0.5% QoQ ส่งผลให้ 9 เดือนของปี 2569 โต 3.7% YTD จากสินเชื่อบรรษัทและ Lombard ขณะที่ NIM คาดทรงตัวที่ 4% และ NPL Ratio อยู่ที่ 3.5% พร้อม Coverage Ratio 149.5%

    ทั้งนี้ คาดกำไรปี 2569 โต 35% YoY และปี 2570 โต 4.5% โดยมีแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียม ธุรกิจตลาดทุน เงินปันผล และขาดทุนรถยึดที่ลดลง ขณะที่ ROE คาดเพิ่มเป็น 12.1% และ 12.3% ในปี 2569-70 ตามลำดับ พร้อมคาด Dividend Yield ที่ 6.3% และ 6.6% ทั้งนี้ มอง KKP มีโอกาสได้รับประโยชน์จากธุรกิจ Wealth Management และตลาดทุนที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในช่วครึ่งปีหลังของปี 2569-2570 

    9.) บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) LHFG

    • มาร์เก็ตแคป 25,844 ล้านบาท
    • ราคาหุ้น 5 วัน -3.17%  
    • ราคาหุ้น 3 เดือน +4.27%  
    • ราคาหุ้น 6 เดือน +19.61%  
    • ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี +35.56%  
    • ราคาหุ้น 1 ปี +62.67%
    • เงินปันผลตั้งแต่ต้นปี 4.92%

    วรวุฒน์ โตเจริญธนาผล President และหัวหน้ากลุ่มงานการเงินและบัญชี LHFG เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งหลังปี 2569 บริษัทเตรียมยกระดับระบบและทยอยเปิดบริการใหม่ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและตอบโจทย์ลูกค้าแบบครบวงจร ทั้ง ที่ปรึกษาทางการเงิน Wealth Management และ Global Trading รองรับความต้องการลงทุนในตลาดทุนทั่วโลก

    ทั้งนี้ LHFG คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโต 2% แม้ยังเผชิญความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการภาษีการค้า ขณะที่ผลดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,538.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.3% YoY และสินทรัพย์รวม 425,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% จากสิ้นปี 2568

    นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าสร้างการเติบโตควบคู่การบริหารความเสี่ยง ผ่านการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ พัฒนาผลิตภัณฑ์สนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยให้ความสำคัญกับ ESG และการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างต่อเนื่อง      

    10.) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) TISCO

    • มาร์เก็ตแคป 99,680 ล้านบาท
    • ราคาหุ้น 5 วัน -2.35%  
    • ราคาหุ้น 3 เดือน +5.06%  
    • ราคาหุ้น 6 เดือน +9.69%  
    • ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี +12.67%  
    • ราคาหุ้น 1 ปี +22.66%
    • เงินปันผลตั้งแต่ต้นปี 6.22%

    ธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.พาย คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ที่ 1,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% YoY และทรงตัว QoQ จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและค่าธรรมเนียมที่เติบโต โดยมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์คาดเพิ่มขึ้น 65-70% YoY ขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและสำรองหนี้ที่เพิ่มขึ้นกดดันกำไร QoQ

    ขณะที่สินเชื่อรวมคาดเพิ่ม 0.6% QoQ หนุนจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์-จักรยานยนต์ใหม่และสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อจำนำทะเบียนลดลงจากการคุมคุณภาพสินเชื่อ ด้าน NIM คาดทรงตัว QoQ ที่ราว 5% และ NPL Ratio อยู่ที่ 2.1%

    นอกจากนี้ คาดกำไรไตรมาส 4/2569 ใกล้เคียงไตรมาส 3/2569 แต่โต YoY จาก NIM และค่าธรรมเนียมที่ดีขึ้น ส่งผลให้กำไรปี 2569 คาดโต 5% YoY และปี 2570 โต 3% โดยยังต้องติดตามความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ หากความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อ ซึ่งอาจกดดัน NIM และต้นทุนทางการเงินในระยะถัดไป

    ‘น้ำท่วมใหญ่’ สะเทือน ‘หุ้นแบงก์’ จุดชนวน แรงขาย 5 วัน ราคาร่วงหนักแค่ไหน?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1254794&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Fmp5fDNVeD7eSlng61Zp

  • “วราวุธ” เผย ตัวเลขน้ำท่วมกระทบอุตสาหกรรม 55 จว. เสียหาย 147 ล้าน  ผู้ประกอบการ 4,216 ราย กทม.หนักสุด  – สยามรัฐ

    “วราวุธ” เผย ตัวเลขน้ำท่วมกระทบอุตสาหกรรม 55 จว. เสียหาย 147 ล้าน  ผู้ประกอบการ 4,216 ราย กทม.หนักสุด  – สยามรัฐ

    วันที่ 3 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยและผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุดของศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม (ศูนย์ CMC) ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 พบสถานประกอบการได้รับผลกระทบในพื้นที่ 55 จังหวัด รวม 4,216 ราย ประกอบด้วย โรงงานอุตสาหกรรม 126 ราย ผู้ประกอบการ SMEs 4,006 ราย วิสาหกิจชุมชน 82 ราย และเหมืองแร่ 2 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นรวม 147.84 ล้านบาท จังหวัดที่มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 1,114 ราย สมุทรปราการ 499 ราย ปราจีนบุรี 405 ราย ระยอง 272 ราย และปทุมธานี 232 ราย ขณะที่จังหวัดที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุด ได้แก่ สระแก้ว 58.17 ล้านบาท นครปฐม 16.65 ล้านบาท สมุทรปราการ 14.34 ล้านบาท ปทุมธานี 14.15 ล้านบาท และจันทบุรี 9.58 ล้านบาท

    นายวราวุธ กล่าวว่า จากการสำรวจส่วนใหญ่ร้อยละ 95 ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน ประมาณร้อยละ 5 ต้องการความช่วยเหลือที่มิใช่การเงิน เช่น ต้องการระบายน้ำออกจากพื้นที่รอบโรงงาน ขอกระสอบทราย ถุงบิ๊กแบ็ค เครื่องสูบน้ำ ขอถุงยังชีพน้ำดื่มของจำเป็น และการฟื้นฟูซ่อมแซมอาคาร ทำความสะอาด ซ่อมเครื่องจักร อุปกรณ์ระบบไฟฟ้า และการขอยกเว้นค่าธรรมเนียม

    ด้านการช่วยเหลือที่ไม่ใช่การเงิน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังได้ให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์และวิดีโอคอล ส่วนพื้นที่ที่น้ำลดแล้วจะจัดทีมลงพื้นที่ตามลำดับความเร่งด่วน โดยมีแผนเริ่มดำเนินการทันทีในสัปดาห์หน้า ขณะนี้มีผู้ประกอบการแจ้งขอความช่วยเหลือแล้วกว่า 200 ราย

    นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรม มีการแจกถุงยังชีพแล้ว 9,100 ถุง รวมถึงถุงยังชีพช่วยเหลือพนักงานโรงงานและประชาชนที่ไม่สามารถออกจากพื้นที่ในจังหวัดสุพรรณบุรีและจันทบุรีอีก 560 ถุง พร้อมสนับสนุนถุงบิ๊กแบ็ค 150 ถุง ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดประสานผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในพื้นที่

    โดยเฉพาะสถานประกอบการขนาดใหญ่และเหมืองแร่ ร่วมช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งด้านอาหาร น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค กระสอบทราย และรถบรรทุกขนาดใหญ่สำหรับเคลื่อนย้ายประชาชนไปยังศูนย์พักพิง ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้จัดเตรียมถุงบิ๊กแบ็คอีก 1,000 ถุง เพื่อสนับสนุนหน่วยงานหรือสถานประกอบการที่ร้องขอ พร้อมเปิดสายด่วน 1564 รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากโรงงาน SMEs และวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังกล่าวถึงการฟื้นฟูว่า จะเร่งให้สถานประกอบการกลับมาเดินเครื่องจักรและดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเดินหน้าโครงการ Rebuild SMEs ส่งทีมนักวินิจฉัยสถานประกอบการประเมินสุขภาพธุรกิจ วิเคราะห์ปัญหา และจัดผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับผู้ประกอบการแต่ละราย ขณะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมออกประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีแก่โรงงานในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงฟื้นฟูกิจการ ส่วนมาตรการทางการเงิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เตรียมช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน พร้อมมาตรการเติมทุนฉุกเฉินสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม สูงสุด 200,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุด 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน ส่วนกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจัดเตรียมสินเชื่อ เงินไว ฟื้นภัยพิบัติ วงเงินรวม 50 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้รายเดิมชั้นดี ให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยอัตโนมัติ 4 เดือน ลดภาระค่างวดรายเดือน 50% เป็นเวลา 6 เดือน ขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี และสามารถขอรีไฟแนนซ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด

    ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถขอสินเชื่อสูงสุด 1 ล้านบาทต่อรายหรือกิจการ โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ย 0% ใน 6 เดือนแรก ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งระดมทุกกลไกเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งการบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ การฟื้นฟูสถานประกอบการ และการสนับสนุนด้านเงินทุน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถกลับมาดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02xpSZ_gHb1xem9hmcR7uX

  • “ฉัตรประอร” ผู้ว่าฯ ตราดคนใหม่ ชู “ตราดต้องมา” พลิกโจทย์เมืองไกล สร้างเศรษฐกิจทดแทนค้าชายแดน | TOPNEWS

    “ฉัตรประอร” ผู้ว่าฯ ตราดคนใหม่ ชู “ตราดต้องมา” พลิกโจทย์เมืองไกล สร้างเศรษฐกิจทดแทนค้าชายแดน | TOPNEWS

    นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวถึงจุดด้อยและโจทย์สำคัญของจังหวัดตราดว่า เรื่องหนึ่งคือระยะทางและการเดินทางที่ค่อนข้างไกล โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดอื่น ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาจังหวัด

    ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ยกตัวอย่างการเดินทางมารับตำแหน่งจากจังหวัดฉะเชิงเทราว่า ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงเต็ม และระหว่างทางยังพบสถานการณ์น้ำท่วมในบางพื้นที่ จึงมองว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการเดินทาง เป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาจังหวัดและการเข้าถึงพื้นที่

    อย่างไรก็ตาม นางสาวฉัตรประอร มองว่า ระยะทางไม่ควรเป็นอุปสรรค หากจังหวัดสามารถสร้างจุดเด่นและทำให้ตราดกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนต้องการเดินทางมา เพราะหากมีจุดดีและจุดแข็ง การเดินทางก็ไม่ควรเป็นอุปสรรค หากถนนหนทางมีความสะดวก

    พร้อมเสนอแนวคิดว่า ตราดควรสร้างภาพจำใหม่ให้เกิดขึ้นว่า “ตราดต้องมา” หรือเป็น Destination ที่นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนตั้งใจเดินทางเข้ามา ไม่ใช่เพียงจังหวัดที่อยู่ปลายทางและต้องใช้เวลาเดินทางนาน

    “ดิฉันอยากให้เป็นแบบนั้น อยากทำตรงนี้จริง ๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจตราด มาทดแทนเรื่องของการค้าชายแดน” ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าว

    นางสาวฉัตรประอร ยังกล่าวถึงศักยภาพของจังหวัดตราดว่า ตราดเป็นเมืองเล็กที่มีความน่ารัก สงบ และมีทรัพยากรจำนวนมากที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นจุดขายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดได้

    โดยมองว่า ตราดสามารถพัฒนาเป็น “ปอดและลมหายใจของภาคตะวันออก” โดยเฉพาะการนำจุดเด่นที่มีอยู่แล้ว ทั้งอาหารทะเล ความสวยงามของทะเล ผลไม้ รวมถึงอาหารและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น มาสร้างมูลค่าเพิ่ม

    “ศักยภาพของตราดซ่อนตัวอยู่ เดี๋ยวเราดึงจุดเด่นของศักยภาพตราดวันนี้มา” ผู้ว่าฯ ตราด กล่าว

    พร้อมยอมรับว่า สถานการณ์การค้าชายแดนอาจได้รับผลกระทบจากปัญหาบริเวณชายแดน จึงจำเป็นต้องมองหาศักยภาพด้านอื่นของจังหวัดมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กัน ทั้งด้านการท่องเที่ยว ทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร และเศรษฐกิจฐานราก

    แนวทางดังกล่าวจึงเป็นอีกโจทย์สำคัญของนางสาวฉัตรประอร นิยม ในการเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ท่ามกลางความท้าทายด้านการค้าชายแดน และการมองหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากศักยภาพที่มีอยู่ในพื้นที่ เพื่อสร้างภาพจำใหม่ให้ตราดเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คน “ต้องมา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1709425&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MUxvHN7y0zWQHB4GbdeGd

  • นโยบายเร่งรัดก่อหนี้-เบิกจ่ายเชิงรุก บก.ติดตามใกล้ชิด ปิดจ็อบปีงบ 69 เบิกจ่าย 3.66 ล้านล้าน รายจ่ายลงทุน 5.8 แสนล. – สยามรัฐ

    นโยบายเร่งรัดก่อหนี้-เบิกจ่ายเชิงรุก บก.ติดตามใกล้ชิด ปิดจ็อบปีงบ 69 เบิกจ่าย 3.66 ล้านล้าน รายจ่ายลงทุน 5.8 แสนล. – สยามรัฐ

    นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 30 กันยายน 2569) รวมวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 4,101,265.49 ล้านบาท มีการใช้จ่ายทั้งสิ้น จำนวน 4,177,708.97 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 101.86 สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 3.16 และเบิกจ่ายทั้งสิ้น จำนวน 3,922,090.17 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 95.63 สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 5.35 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินงบประมาณ 3,780,600.00 ล้านบาท มีการใช้จ่ายทั้งสิ้น จำนวน 3,868,069.27 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 102.31 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 2.31 (เป้าหมายร้อยละ 100) และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 2.20 ทั้งนี้ มีการเบิกจ่ายทั้งสิ้น จำนวน 3,623,019.44 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 95.83 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 2.83 (เป้าหมายร้อยละ 93) และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 4.58 คงเหลือเงินที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี

    ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 245,043.44 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.48 ของวงเงินงบประมาณ โดยจำแนกเป็น

    – รายจ่ายประจำ วงเงินงบประมาณ 2,998,725.20 ล้านบาท ใช้จ่ายทั้งสิ้น จำนวน 3,088,449.39 ล้านบาท ร้อยละ 102.99 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 2.99 (เป้าหมายร้อยละ 100) สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 4.28 และมีการเบิกจ่ายทั้งสิ้น จำนวน 3,036,075.02 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 101.25 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 3.25 (เป้าหมายร้อยละ 98) สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 3.83 คงเหลือเงินที่กันไว้เบิกเหลื่อมปีในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 51,534.19 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.72 ของวงเงินรายจ่ายประจำ

    – รายจ่ายลงทุน วงเงินงบประมาณ 781,874.80 ล้านบาท ใช้จ่ายทั้งสิ้น จำนวน 779,619.88 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.71 ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อยร้อยละ 0.29 (เป้าหมายร้อยละ 100) และต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 5.26 

    อย่างไรก็ดี สำหรับการเบิกจ่ายสามารถเบิกจ่ายทั้งสิ้น จำนวน 586,944.42 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 75.07 สูงกว่าเป้าหมาย ร้อยละ 0.07 (เป้าหมายร้อยละ 75) และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมาถึงร้อยละ 8.63 คงเหลือเงินที่กันไว้เบิกเหลื่อมปีในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 193,509.25 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.75 ของวงเงินรายจ่ายลงทุน

    เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงินงบประมาณ 320,665.49 ล้านบาท มีการก่อหนี้ทั้งสิ้น จำนวน 309,639.70 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 96.56 สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 16.90 และมีการเบิกจ่ายทั้งสิ้น จำนวน 299,070.73 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 93.27 และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา ร้อยละ 15.61 คงเหลืองบประมาณที่พับไป จำนวน 21,594.76 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.73

    อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากนโยบายเร่งรัดการก่อหนี้และการเบิกจ่ายเชิงรุกของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) และการติดตามการก่อหนี้และการเบิกจ่ายอย่างใกล้ชิดของกรมบัญชีกลาง ส่งผลให้หน่วยงานเร่งก่อหนี้ผูกพันและเบิกจ่ายงบประมาณได้ดีกว่าเป้าหมายที่กำหนด

    สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ไว้แล้ว ขอให้หน่วยงานเจ้าของงบประมาณกำกับ ดูแล และติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเบิกจ่ายเงินงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมายและแนวทางที่ ครม. กำหนด และทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันทั้งในส่วนเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี และงบประมาณรายจ่ายลงทุนประจำปีงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2

    ทั้งนี้หากไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีจะไม่สามารถขยายเบิกจ่ายต่อไปได้ และรายจ่ายลงทุนของงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะนำไปจัดทำร่าง พรบ.โอนงบประมาณรายจ่ายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326219&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u14Xr-OpRDOAwFcrwvAxO