Category: เศรษฐกิจ

  • S&P คงอันดับเครดิตไทย BBB+ คงมุมมองเสถียรภาพ สะท้อนเชื่อมั่นศก.-นโยบายรัฐบาล : อินโฟเควสท์

    S&P คงอันดับเครดิตไทย BBB+ คงมุมมองเสถียรภาพ สะท้อนเชื่อมั่นศก.-นโยบายรัฐบาล : อินโฟเควสท์

    นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) ได้รายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยได้คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

    โดย S&P คาดว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) จะเติบโตอยู่ที่ 2.0% ในปี 2569 สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ที่กดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3% ในช่วงปี 2569-2572 ขณะที่รายได้ต่อหัว (Income per Capita) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 เป็น 9,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

    S&P มองว่า เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่ จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ และเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และโครงการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP) จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

    ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย แม้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย ลดลงประมาณ 2.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม S&P คาดว่า มาตรการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว และการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ จะช่วยสนับสนุนและยกระดับมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

    รัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก โดย S&P คาดว่า การขาดดุลทางการคลัง จะอยู่ที่ประมาณ 3.2% ของ GDP ในปี 2569 และ 2570 ขณะที่การก่อหนี้รัฐบาลสุทธิ (Net Accumulation of Government Debt) จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ของ GDP ในปี 2569 ก่อนทยอยปรับลดลงมาเฉลี่ยที่ 3.1% ในช่วงปี 2569 – 2572

    ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดย S&P คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 2.0% ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ย 2.1% ในช่วงปี 2569 – 2572 ขณะที่ฐานะการเงินต่างประเทศ และทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยเสริมความสามารถในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก และสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

    โดยปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) รายได้ต่อหัว (Income per capita) และแนวโน้มของการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง ตลอดจนเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ

    ผู้อำนวยการ สบน. กล่าวว่า จากรายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของฐานะการเงินต่างประเทศและความสามารถในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก นอกจากนี้ เสถียรภาพดังกล่าว จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตและรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/602868&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yL33XmpNF8VVmfLCocS7R

  • ครม. เดินหน้าแก้น้ำท่วมระยอง สร้างคลองผันน้ำ ‘ทับมา-กะแมง’ ปกป้องเมืองเศรษฐกิจอีอีซี

    ครม. เดินหน้าแก้น้ำท่วมระยอง สร้างคลองผันน้ำ ‘ทับมา-กะแมง’ ปกป้องเมืองเศรษฐกิจอีอีซี

    ครม. เดินหน้าแก้น้ำท่วมระยอง สร้างคลองผันน้ำ “ทับมา–กะแมง” ปกป้องเมืองเศรษฐกิจ อีอีซี

    18 มิถุนายน 2569 – ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา–คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 4,400 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (พ.ศ. 2570–2574) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่สำคัญของจังหวัดระยอง

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พื้นที่อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยองเป็นพื้นที่รองรับน้ำจากลุ่มน้ำตอนบน ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศค่อนข้างลาดชัน เมื่อเกิดฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็ว ขณะที่คลองทับมาซึ่งเป็นคลองสายหลักมีขีดความสามารถในการระบายน้ำจำกัด ประกอบกับในบางช่วงยังได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำทะเลหนุน ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ และเส้นทางคมนาคมสำคัญอยู่เป็นประจำ สร้างความเสียหายต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจในพื้นที่

    โครงการดังกล่าวจึงมุ่งเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของพื้นที่ทั้งระบบ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่เพื่อผันน้ำส่วนเกินจากคลองทับมาไปยังคลองกะแมง การปรับปรุงคลองกะแมงให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากขึ้น ตลอดจนการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำและอาคารประกอบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน และสนับสนุนการเก็บกักน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า จังหวัดระยองเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการขยายตัวของชุมชน เมือง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรองรับการเติบโตของพื้นที่ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

    ทั้งนี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากอุทกภัยในพื้นที่อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง ลดความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน พื้นที่เกษตรกรรม ระบบสาธารณูปโภค และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ รองรับการพัฒนาเมืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดระยองในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1016588/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Yvtl2AGArcQKmCFCkp3Bx

  • กระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    กระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    กระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร 

    ปัจจุบันนี้กระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 2025 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศใช้แผนกวาดล้างผู้ที่พำนักอยู่เกินกำหนดในประเทศให้เป็นศูนย์ (Zero Plan) ซึ่งมีการคัดกรองชาวต่างชาติที่เข้มงวดขึ้น ส่งกลับรวดเร็วขึ้น รวมทั้งมีการเพิกถอนสถานะพำนัก ยิ่งไปกว่านั้นในปีเดียวกันนั้นเอง คนญี่ปุ่นมากถึงร้อยละ 56 แสดงความเห็นว่าญี่ปุ่นไม่ต้องการผู้ย้ายถิ่นฐานหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ชาวต่างชาติในญี่ปุ่นก็เริ่มรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ต้อนรับมากขึ้น โดยมีข่าวชาวญี่ปุ่นจงใจเดินชนนักท่องเที่ยวในที่สาธารณะพร้อมกับไล่ให้กลับประเทศพุ่งสูงขึ้นทุกวัน 

    อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพิงแรงงานชาวต่างชาติอย่างมาก กระแสการต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานนี้จึงอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจผลกระทบของกระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นที่มีต่อเศรษฐกิจ ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดจากกระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่น คือความเสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรง โดยในปี ค.ศ. 2025 ญี่ปุ่นมีอัตราการเจริญพันธุ์ (อัตราการเกิด) ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติศาสตร์ที่ 1.14 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างน่าใจหาย ผลการศึกษาจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) แสดงให้เห็นว่า หากญี่ปุ่นต้องการรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ร้อยละ 1.24 ต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2040 ญี่ปุ่นจะต้องการแรงงานต่างชาติมากถึง 6.74 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสามเท่าของจำนวนแรงงานต่างชาติที่มีอยู่ในปัจจุบัน หากกระแสต่อต้านดังกล่าวนำไปสู่การลดลงของแรงงานชาวต่างชาติ อุตสาหกรรมภาคการเกษตร การประมง และภาคบริการของญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันจนเข้าสู่สภาวะอัมพาต และไม่อาจเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

    หากกระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นยังคงดำเนินต่อไป แรงงานต่างชาติผู้มีทักษะสูงอาจปฏิเสธที่จะเลือกมาทำงานในญี่ปุ่น เนื่องจากไม่ต้องการเผชิญกับทัศนคติที่เป็นลบ การใช้ความรุนแรงในที่สาธารณะ รวมไปถึงการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน หรือหากแรงงานต่างชาติยังคงเลือกที่จะทำงานต่อไป การที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันอยู่เสมอก็อาจส่งผลให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังเช่นกรณีของแรงงานต่างชาติชาวเวียดนามที่มีรายงานระบุว่า มักถูกบังคับให้ทำงานประเภทที่คนญี่ปุ่นไม่ต้องการทำ และมักเผชิญกับการดูหมิ่นจากผู้จัดการหรือหัวหน้างาน ผลจากการถูกกดขี่และขาดการให้ความเคารพอย่างเหมาะสมนี้ ส่งผลให้แรงงานชาวเวียดนามมีแรงจูงใจและประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

    แม้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องพึ่งพิงแรงงานชาวต่างชาติ แต่นโยบาย Zero Plan ของรัฐบาลกลับไม่เอื้อให้แรงงานสามารถทำงานได้อย่างสะดวก โดยในปี ค.ศ. 2025 ญี่ปุ่นได้กวาดล้างผู้อยู่อาศัยผิดกฎหมาย รวมทั้งเพิกถอนสถานะพำนักไปมากถึง 1,446 ราย ซึ่งผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์เหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นแรงงานฝีมือและนักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการเสนอให้ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าและจำกัดจำนวนผู้อยู่อาศัยที่เป็นชาวต่างชาติ นโยบายที่เข้มงวดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวเริ่มหวาดกลัวต่อกระแสต่อต้านชาวต่างชาติ และเริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตร จากการที่กิจกรรมหลายอย่างเริ่มถูกจำกัดไว้เฉพาะคนท้องถิ่นเท่านั้น

    กระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นยังคงไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง ยิ่งสื่อสังคมออนไลน์รายงานความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวต่างชาติในญี่ปุ่นมากเท่าไหร่ โอกาสในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็ยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยจับตาดูทิศทางกระแสต่อต้านผู้ย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับวิกฤตอัตราการลดลงของประชากร และคอยเฝ้าดูว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะแก้ปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้อย่างไรต่อไป

    ลงทุนศาสตร์ 

    รายการอ้างอิง

    [1] Speed, J. (April 9, 2026). Japan’s tighter immigration controls yielding results. https://www.japantimes.co.jp/news/2026/04/09/japan/society/immigration-control-data/ 

    [2] The Asahi Shimbun. (October 2, 2025). Anti-foreigner sentiments and politicians are on the rise as Japan faces a population crisis. https://www.asahi.com/ajw/articles/16066547 

    [3] ABC News. (June 8, 2026). Anti-immigration sentiment rises in Japan despite growing demand for foreign workers. https://www.abc.net.au/news/2026-06-08/anti-immigration-sentiment-rises-in-japan/106705924

    อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/japan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Kvxhs3qtLFOfvzeM_OJyV

  • ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ ชี้ถึงขั้นหลุด สส. ลั่น 11 ก.ค. ให้ดีเอสไอมารอรับที่สภา

    ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ ชี้ถึงขั้นหลุด สส. ลั่น 11 ก.ค. ให้ดีเอสไอมารอรับที่สภา

    พรรคเศรษฐกิจ ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ ชี้ถึงขั้นหลุด สส. ลั่น 11 ก.ค. ให้ดีเอสไอมารอรับที่สภา ชี้จบสมัยประชุมไร้เอกสิทธิ์แล้ว

    เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงว่า เราได้ยื่นตรวจสอบจริยธรรมของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ต่อประประธานกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร เพราะสิ่งที่พวกเราเห็นหลังจากวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ประมาณเกือบ 1 เดือนแล้ว

    นายคริส กล่าวต่อว่า ในวันนั้นมีหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ยื่นเรื่องขอตัวนายชนนพัฒฐ์ไปให้ดีเอสไอ เพื่อสอบสวนเรื่องคดีฟอกเงิน คดีพนันออนไลน์ โดยวันนั้นสภาฯ​ ยืนยันหลักการในการปกป้องสิทธิ์ในความอิสระของสส. ที่จะพูดโดยไม่เกรงกลัวอำนาจบริหาร และในวันนั้นมีสส.หลายคนอภิปราย

    นายคริส กล่าวอีกว่า ตนได้เรียกร้องให้นายชนนพัฒฐ์ว่า ถ้าท่านเชื่อว่าท่านสุจริต ถ้าท่านเชื่อว่านี่คือการกลั่นแกล้ง หรือท่านเชื่อว่าท่านไม่ได้ทำ เราเรียกร้องให้นายชนนพัฒฐ์ไปติดต่อกับดีเอสไอโดยตรง โดยไม่ต้องให้มาเป็นภาระของสภาฯ ในการปกป้องท่าน

    นายคริส กล่าวต่อว่า วันนี้ประชาชนหลายคนเข้าใจผิดว่าสภาฯ ปกป้องโจร แต่สิ่งที่พวกตนนำเสนอคือเราไม่ได้ปกป้องเขา เราปกป้องความอิสระของสส. และหลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ สิ่งที่นายชนนพัฒฐ์ไม่ได้ทำตามที่ สส.หลายๆ คนอภิปราย คือท่านไม่ได้ไปแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเองต่อดีเอสไอ

    นายคริส กล่าวอีกว่า เมื่อท่านไม่เดินทางไปพูดคุยกับดีเอสไอ และไม่เชื่อมั่นกับความบริสุทธิ์ของตัวเอง และใช้โล่ของสภาฯ ในการปกป้อง วันนี้พวกเราจึงยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการจริยธรรมของสภาฯ

    “ในเมื่อท่านทำตนแบบนี้ ไม่สง่างาม ในสายตาของพวกเรา ถือว่าขาดจริยธรรมทางการเมือง เอาเกียรติยศของสส.ทั้งสภาฯ มาแลกกับการไปปกป้องท่านเพียงคนเดียว ฉะนั้น ท่านควรถูกสอบสวนในเรื่องนี้ หากคณะกรรมการจริยธรรมสอบสวนแล้วท่านมีความผิดจริง ท่านต้องหลุดจากการเป็นสส. จึงอยากให้ประชาชนจับตาว่าคณะกรรมการจริยธรรม จะมีคำตัดสินแบบไหน”

    นายคริส กล่าวต่อว่า สุดท้ายแล้วสมัยประชุมนี้จะจบวันที่ 11 ก.ค. ซึ่งวันนั้นนายชนนพัฒฐ์ จะไม่สามารถใช้เอกสิทธิ์นี้ได้อีกต่อไป ตนขอให้ดีเอสไอมารอ หลังจากสภาฯ ปิดวันที่ 11 ก.ค. เอกสิทธิ์ของนายชนนพัฒฐ์จะไม่มีอีกต่อไป

    นายคริส กล่าวอีกว่า ขอให้หน่วยงานราชการมารอเชิญตัวท่านที่หน้ารัฐสภา และวันนี้เราจะไม่ยอมให้สส.ท่านใด ที่ไม่คำนึงถึงเกียรติยศของที่ไม่คำนึงถึงเกียรติยศของสส.ท่านอื่น นำเรื่องเหล่านี้มาเป็นเกราะปกป้องตัวเอง และขอให้ประชาชนจับตาการกระทำของนายชนนพัฒฐ์ต่อไป

    “วันที่ 11 ก.ค.นี้ จะเป็นวันสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า ท่านจะหนีหรือไม่หนี แต่ในขณะนี้สภาฯ ต้องตัดสินใจแล้ว จริยธรรมของนายชนนพัฒฐ์ในฐานะสส.นั้น ยังมีอยู่หรือไม่” นายคริส กล่าว

    เมื่อถามถึงกรณีที่นายชนนพัฒฐ์ระบุว่า เมื่อปิดสมัยประชุมสภาฯ ก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการ นายคริส กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ก็ดี ขอให้เป็นแบบนั้น แต่วันนี้เราเห็นแล้วว่า เวลาของท่านที่ท่านรอ จนถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์แล้ว ตนและสส.หลายท่านเริ่มสงสัยและเริ่มแคลงใจ ว่าสิ่งที่ท่านยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเองจริงหรือไม่จริง

    เมื่อถามว่า อยากชี้แจงอะไรเพิ่มเติมหรือไม่เพราะในวันโหวตเรื่องดังกล่าว ทางพรรคเศรษฐกิจโหวตให้เอกสิทธิ์คุ้มครองนายชนนพัฒฐ์ นายคริส กล่าวว่า ในวันนั้นทางสส.ฝ่ายรัฐบาลทุกคน ยืนยันตามมติของวิปว่าเราจะปกป้องเกียรติยศ ปกป้องความอิสระของรัฐสภา และปกป้องอิสระของสส.ในการทำงาน แต่ขณะเดียวกันจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ไม่รู้ว่านายชนนพัฒฐ์รออะไรอยู่

    นายคริส กล่าวต่อว่า ถึงแม้เราโหวตไม่ส่งตัวก็จริง แต่หากท่านเชื่อในความบริสุทธิ์ ในวันนี้ตนคิดว่าท่านมีเวลาเตรียมตัวเพียงพอแล้วและเดินไปคุยกับดีเอสไอได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวันที่ 11 ก.ค. แต่หากยืนยันว่ารอ ก็ขอให้ดีเอสไอมารอที่หน้าประตูสภาฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10288241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NM0mnEDgJM_iy487_lYTc

  • “เอกนิติ” เชื่อสหรัฐฯ-อิหร่านเซ็น MOU ช่วยหนุนฟื้นลงทุน-ราคาน้ำมัน

    “เอกนิติ” เชื่อสหรัฐฯ-อิหร่านเซ็น MOU ช่วยหนุนฟื้นลงทุน-ราคาน้ำมัน

    วันนี้ (18 มิ.ย.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงแนวโน้มทางเศรษฐกิจ ภายหลังสหรัฐอเมริกา-อิหร่านลงนามข้อตกลงสันติภาพ ว่า ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนตลอดเวลา

    อย่างไรก็ตาม หากสงครามยุติลงเชื่อว่าบรรยากาศการลงทุนจะดีขึ้น ส่วนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน จากการวิเคราะห์เบื้องต้นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นในภาพรวมคาดว่าจะเห็นบรรยากาศดีขึ้น แต่ผลกระทบในเชิงพื้นฐานยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงผลกระทบราคาน้ำมัน ว่า อาจมีการปรับลงในระยะสั้น แต่คาดว่าจะไม่ได้ลดลงไปมากเท่าเดิม เพราะโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ถูกทำลายไปมาก ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาฟื้นฟู 2-3 ปี

    ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ยังเดินหน้าต่อหรือไม่ นายเอกนิติ ปฏิเสธตอบคำถาม และเมื่อถามว่า เงินที่กู้มาแล้วจะทำอย่างไร นายเอกนิติ ตอบว่า ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะทำไปแล้ว

    อ่านข่าว

    “ปูติน” จัดประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาเซียน เดินหน้าขยายพันธมิตร

    เปิดแผนสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อ ปลดล็อกฮอร์มุซ-ฟื้นเศรษฐกิจเตหะราน

    เจาะลึก “Pay to Fly จ่ายเพื่อบิน” เมื่อจะขับเครื่องบินต้องใช้เงินมากกว่าความพยายาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gVh4SHU_42FlLMms_8N2x

  • ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัด Pride Show 2026 ขับเคลื่อน เศรษฐกิจสีชมพู

    ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัด Pride Show 2026 ขับเคลื่อน เศรษฐกิจสีชมพู

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    ประเทศไทยเตรียมจัดงาน Pride Show 2026 งานเอ็กซ์โปธุรกิจ LGBTIQ+ ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย ระหว่างวันที่ 26-27 มิถุนายน 2569 ณ BEAT Active ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา ภายใต้ความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ธนาคารดอยซ์แบงก์ และเครือข่ายพันธมิตรทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อยกระดับมูลค่า “เศรษฐกิจสีชมพู” (Pink Economy) ที่สูงกว่า 1.03 หมื่นล้านบาท พร้อมขับเคลื่อนมาตรฐานความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่าง (DEI) สู่ระดับสากล

    Pride Show 2026 ได้ยกระดับจากอีเวนต์ทั่วไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มทางเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงองค์กรข้ามชาติ (MNCs) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (PLCs) หน่วยงานรัฐ และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ของกลุ่ม LGBTIQ+ เข้าด้วยกัน ผ่านกิจกรรมสัมมนาเชิงลึกด้านการบริหารจัดการองค์กร (B2B ESG Forums) การเวิร์กชอปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และพื้นที่จัดแสดงศักยภาพระดับนานาชาติ

    นายกฤตภาส เศรษฐาชนาธิป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมสเซ่ เอเชีย จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน ระบุว่า Pride Show 2026 ไม่ใช่เพียงงานเอ็กซ์โปที่สนับสนุนพลังความหลากหลายของชุมชน LGBTIQ+ เท่านั้น แต่คือวาระทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมของประเทศไทย เราต้องการเปลี่ยนกระแสสังคมให้กลายเป็นคุณค่าและมูลค่าที่จับต้องได้ พร้อมปลดล็อกพลังขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจสีชมพูที่มีมูลค่ากว่า 1.03 หมื่นล้านบาท ด้วยการเชื่อมโยงองค์กรชั้นนำเข้ากับผู้ประกอบการ LGBTIQ+ อย่างเป็นระบบบนแพลต์ฟอร์มของ Pride Show และสร้างมาตรฐานด้านความหลากหลายให้กับภาคธุรกิจไทยบนเวทีโลก เพื่อปักหมุดหมายศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งความหลากหลายของเอเชียให้ได้

    สำหรับไฮไลต์สำคัญภายในงาน อาทิ พิธีลั่นระฆังเพื่อความเท่าเทียม (Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality): วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. ครั้งแรกในเอเชียกับแคมเปญระดับโลกเชิงสัญลักษณ์เพื่อเปิดวาระเศรษฐกิจที่เท่าเทียม ร่วมกับองค์กรสากล อาทิ UN Human Rights (OHCHR), UN SSE, UN Global Compact, Koppa, Open for Business พร้อมด้วยเจ้าภาพร่วมอย่าง SET, TransTalents Consulting Group, Deutsche Bank, UNDP Thailand และ Pride Show 2026 ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียจากตลาดหลักทรัพย์ 14 แห่ง ทั่วโลกที่เข้าร่วมแคมเปญนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000058198&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K7VFVHcUCQJPJS7LlQQvv

  • เอาให้จมเขี้ยว! พรรคเศรษฐกิจยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’

    เอาให้จมเขี้ยว! พรรคเศรษฐกิจยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ ชี้หากผิดจริง ต้องหลุดสส. ปมไม่ติดต่อแสดงความบริสุทธิ์ดีเอสไอคดีพนันออนไลน์ แม้สภาเคยใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ชี้กระทบเกียรติยศ สส.ทั้งสภา

    18 มิ.ย.2569 – ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงว่าเราได้ยื่นตรวจสอบจริยธรรมของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ต่อประประธานกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร เพราะสิ่งที่พวกเราเห็นหลังจากวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ประมาณเกือบ 1 เดือนแล้ว ซึ่งในวันนั้นมีหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ยื่นเรื่องขอตัวนายชนนพัฒฐ์ไปให้ดีเอสไอ เพื่อสอบสวนเรื่องคดีฟอกเงิน คดีพนันออนไลน์ โดยวันนั้นสภาฯ​ ยืนยันหลักการในการปกป้องสิทธิ์ในความอิสระของสส. ที่จะพูดโดยไม่เกรงกลัวอำนาจบริหาร และในวันนั้นมีสส.หลายคนอภิปราย ซึ่งตนได้เรียกร้องให้นายชนนพัฒฐ์ว่าถ้าท่านเชื่อว่าท่านสุจริต ถ้าท่านเชื่อว่านี่คือการกลั่นแกล้ง หรือท่านเชื่อว่าท่านไม่ได้ทำ เราเรียกร้องให้นายชนนพัฒฐ์ ไปติดต่อกับดีเอสไอโดยตรง โดยไม่ต้องให้มาเป็นภาระของสภาฯ ในการปกป้องท่าน

    นายคริส กล่าวต่อว่า วันนี้ประชาชนหลายคนเข้าใจผิดว่าสภาฯ ปกป้องโจร แต่สิ่งที่พวกนำเสนอคือเราไม่ได้ปกป้องเขา เราปกป้องความอิสระของสส. และหลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ สิ่งที่นายชนนพัฒฐ์ไม่ได้ทำตามที่สส.หลายหลายคนอภิปราย คือท่านไม่ได้ไปแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเองต่อดีเอสไอ เมื่อท่านไม่เดินทางไปพูดคุยกับดีเอสไอ และไม่เชื่อมั่นกับความบริสุทธิ์ของตัวเอง และใช้โล่ของสภาฯ ในการปกป้อง วันนี้พวกเราจึงยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการจริยธรรมของสภาฯ

    “ในเมื่อท่านทำตนแบบนี้ ไม่สง่างาม ในสายตาของพวกเรา ถือว่าขาดจริยธรรมทางการเมือง เอาเกียรติยศของสส.ทั้งสภาฯ มาแลกกับการไปปกป้องท่านเพียงคนเดียว ฉะนั้น ท่านควรถูกสอบสวนในเรื่องนี้ หากคณะกรรมการจริยธรรมสอบสวนแล้วท่านมีความผิดจริง ท่านต้องหลุดจากการเป็นสส. จึงอยากให้ประชาชนจับตาว่าคณะกรรมการจริยธรรม จะมีคำตัดสินแบบไหน” นายคริส กล่าว

    นายคริส กล่าวว่า สุดท้ายแล้วสมัยประชุมนี้จะจบวันที่ 11 ก.ค. ซึ่งวันนั้นนายชนนพัฒฐ์ จะไม่สามารถใช้เอกสิทธิ์นี้ได้อีกต่อไป ตนขอให้ดีเอสไอมารอ หลังจากสภาฯ ปิดวันที่ 11 ก.ค. เอกสิทธิ์ของนายชนนพัฒฐ์ จะไม่มีอีกต่อไป ขอให้หน่วยงานราชการมารอเชิญตัวท่านที่หน้ารัฐสภา และวันนี้เราจะไม่ยอมให้สส.ท่านใด ที่ไม่คำนึงถึงเกียรติยศของที่ไม่คำนึงถึงเกียรติยศของสส.ท่านอื่น นำเรื่องเหล่านี้มาเป็นเกราะปกป้องตัวเอง และขอให้ประชาชนจับตาการกระทำของนายชนนพัฒฐ์ต่อไป

    “วันที่ 11 ก.ค.นี้ จะเป็นวันสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า ท่านจะหนีหรือไม่หนี แต่ในขณะนี้สภาฯ ต้องตัดสินใจแล้ว จริยธรรมของนายชนนพัฒฐ์ในฐานะสส.นั้น ยังมีอยู่หรือไม่” นายคริส กล่าว

    เมื่อถามถึงกรณีที่นายชนนพัฒฐ์ระบุว่า เมื่อปิดสมัยประชุมสภาฯ ก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการ นายคริส กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ก็ดี ขอให้เป็นแบบนั้น แต่วันนี้เราเห็นแล้วว่า เวลาของท่านที่ท่านรอ จนถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์แล้ว ตนและสส.หลายท่านเริ่มสงสัยและเริ่มแคลงใจ ว่าสิ่งที่ท่านยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเองจริงหรือไม่จริง

    เมื่อถามว่า อยากชี้แจงอะไรเพิ่มเติมหรือไม่เพราะในวันโหวตเรื่องดังกล่าว ทางพรรคเศรษฐกิจโหวตให้เอกสิทธิ์คุ้มครองนายชนนพัฒฐ์ นายคริส กล่าวว่า ในวันนั้นทางสส.ฝ่ายรัฐบาลทุกคน ยืนยันตามมติของวิปว่าเราจะปกป้องเกียรติยศ ปกป้องความอิสระของรัฐสภา และปกป้องอิสระของสส.ในการทำงาน แต่ขณะเดียวกันจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ไม่รู้ว่านายชนนพัฒฐ์รออะไรอยู่ ถึงแม้เราโหวตไม่ส่งตัวก็จริง แต่หากท่านเชื่อในความบริสุทธิ์ ในวันนี้ตนคิดว่าท่านมีเวลาเตรียมตัวเพียงพอแล้วและเดินไปคุยกับดีเอสไอได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวันที่ 11 ก.ค. แต่หากยืนยันว่ารอ ก็ขอให้ดีเอสไอมารอที่หน้าประตูสภาฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/1016410/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q4an6ifw8spWRaTrlzjMl

  • มูลนิธิกสิกรไทยผนึกสภาพัฒน์ฯ และธนาคารโลก ลงนามร่วมศึกษาและพัฒนาแนวคิดทุนธรรมชาติ เพื่อเปลี่ยนป่าไม้และสายน้ำสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่สมดุลและยั่งยืน

    มูลนิธิกสิกรไทยผนึกสภาพัฒน์ฯ และธนาคารโลก ลงนามร่วมศึกษาและพัฒนาแนวคิดทุนธรรมชาติ เพื่อเปลี่ยนป่าไม้และสายน้ำสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่สมดุลและยั่งยืน

    ในยุคที่วิกฤตภูมิอากาศโลกขยับใกล้ตัวเข้ามาทุกขณะ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนผ่านจากการรณรงค์เพื่อสังคมแบบเดิม ๆ ไปสู่การเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความอยู่รอดและขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ บนเวทีเสวนาในงาน EARTH JUMP 2026 หัวข้อ “Natural Capital :  ทุนธรรมชาติ รากแก้วแห่งเศรษฐกิจและสังคมไทย” ได้เป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญและนำมาสู่ความร่วมมือกันของสามภาคี ได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และมูลนิธิกสิกรไทย ซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อร่วมมือกันศึกษาและพัฒนากรอบแนวคิดทุนธรรมชาติ หรือ Natural Capital ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติในมิติเดิมๆ แต่เป็นความพยายามร่วมกันเพื่อยกระดับแนวคิดการดูแลป่าต้นน้ำระดับประเทศอย่าง Nan Sandbox ให้กลายมาเป็นพื้นที่เรียนรู้และทดลองนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ระดับสากลมาประยุกต์ใช้ เพื่อปูทางสู่การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนร่วมกัน

    ที่ผ่านมา โครงการอนุรักษ์ผืนป่าและสิ่งแวดล้อมมักถูกตีกรอบและมองว่าเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR ที่ต้องพึ่งพาเงินบริจาค แต่ในความเป็นจริงจากข้อมูลทางเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศหรือ GDP ของไทยมากกว่าหนึ่งในสาม รวมถึงแหล่งรายได้และวิถีชีวิตของประชากรอีกหลายล้านคน ล้วนต้องพึ่งพิงฐานทรัพยากรและระบบนิเวศโดยตรง แต่ที่ผ่านมาสินทรัพย์ทางธรรมชาติอันมีค่าเหล่านี้กลับไม่เคยถูกคำนวณหรือนับรวมอยู่ในการประเมินตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ทำให้ยากต่อการบริหารจัดการและวางนโยบายให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด การก้าวเข้ามาของความร่วมมือไตรภาคีในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดมิติใหม่ด้วยการนำเครื่องมือมาตรฐานโลกอย่าง Natural Capital Accounting (NCA) เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้และทดลองประยุกต์ใช้จริงเป็นครั้งแรกในพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อแปรเปลี่ยนบริการทางระบบนิเวศให้สามารถมองเห็นคุณค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า “ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญต่อคุณค่าและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศมีข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นในการบูรณาการมิติด้าน Natural Capital เข้ากับกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการวางแผนพัฒนาประเทศ เพื่อส่งสัญญาณที่ชัดเจนแก่ภาคธุรกิจในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที”

    นายพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ในนามมูลนิธิกสิกรไทย ได้เน้นย้ำถึงหัวใจของการเชื่อมต่อการทำงานจากระดับพื้นที่ว่า “บทบาทหลักของมูลนิธิคือการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับชาติและภาพความเป็นจริงในท้องถิ่น จากการทำงานอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ Nan Sandbox ทำให้เรียนรู้ว่า ทางออกด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต้องสร้างขึ้นจากฐานราก ซึ่งเริ่มต้นที่ สุขภาพ การศึกษา และปากท้องของชุมชน บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะมอบกรอบการทำงานที่ช่วยขยายผลความสำเร็จดังกล่าว โดยทำหน้าที่เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆ ที่ร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาเชิงพื้นที่ สามารถนำโมเดลต้นแบบนี้ไปศึกษาและปรับใช้เพื่อพลิกฟื้นผืนป่าต้นน้ำในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศได้ต่อไป”

    นางเมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก ได้กล่าวเสริมถึงความสำคัญของระบบบัญชีนี้ต่อการสร้างความเชื่อมั่นว่า “ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรม ช่วยปลดล็อกแหล่งเงินทุน ความเชื่อมั่นในการลงทุนและความยืดหยุ่นที่จำเป็นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว”

    พลังขับเคลื่อนที่น่าสนใจของความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากการผสานจุดแข็งที่ลงตัวจากบทบาทหน้าที่ของผู้เล่นทั้งสามภาคี โดยมี World Bank เป็นผู้สนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการ นำกรอบการทำงานระดับสากลมาช่วยแนะนำเพื่อให้มั่นใจว่าการศึกษาข้อมูลทุนทางธรรมชาติของไทยเป็นไปตามมาตรฐานความโปร่งใสที่เทียบเคียงได้ในระดับสากล ขณะที่หน่วยงานวางยุทธศาสตร์ระดับนโยบายชาติอย่าง สศช. จะเข้ามามีบทบาทในการศึกษา เรียนรู้ และถอดบทเรียนจากพื้นที่นำร่อง เพื่อนำข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 รวมถึงการออกแบบเครื่องมือสนับสนุนเชิงนโยบายและการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมในอนาคต โดยมีมูลนิธิกสิกรไทยในฐานะหนึ่งในผู้ลงมือในพื้นที่ทำหน้าที่สนับสนุน ซึ่งจุดแข็งของมูลนิธิคือการมีพื้นที่ปฏิบัติการจริงที่มีชีวิตอย่าง Nan Sandbox ที่พร้อมจะรองรับการทดสอบเครื่องมือระดับโลก เพื่อร่วมกันทางออกที่ว่าเมื่อคนในชุมชนมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง ผืนป่าต้นน้ำก็จะสามารถอยู่ร่วมกับคนได้อย่างยั่งยืน

    ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรกในการเริ่มต้นของทุกภาคส่วนที่จะร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งการปกป้องผืนป่าต้นน้ำและการอนุรักษ์จะไม่ถูกมองว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายอีกต่อไป หากแต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนจะได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/pr-news/113709&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L-7DWo_0KtCyWWfQMrG0-

  • ทุ่ม 4.4 พันล้าน อุ้มเศรษฐกิจระยอง ครม. เคาะผุดคลองผันน้ำใหม่ ป้องกันพื้นที่น้ำท่วมEEC

    ทุ่ม 4.4 พันล้าน อุ้มเศรษฐกิจระยอง ครม. เคาะผุดคลองผันน้ำใหม่ ป้องกันพื้นที่น้ำท่วมEEC

    เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.อนุมัติดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา–คลองกะแมง อ.บ้านค่าย และอ.เมืองระยอง จ.ระยอง ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 4,400 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (พ.ศ. 2570–2574) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่สำคัญของจังหวัดระยอง

    ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ โดยโครงการดังกล่าวต้องการศักยภาพการระบายน้ำของพื้นที่ทั้งระบบ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่เพื่อผันน้ำส่วนเกินจากคลองทับมาไปยังคลองกะแมง การปรับปรุงคลองกะแมงให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากขึ้น ตลอดจนการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำและอาคารประกอบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน และสนับสนุนการเก็บกักน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง

    ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า พื้นที่อ.บ้านค่าย และอ.เมืองระยอง เป็นพื้นที่รองรับน้ำจากลุ่มน้ำตอนบน ที่มีลักษณะภูมิประเทศค่อนข้างลาดชัน เมื่อเกิดฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็ว ขณะที่คลองทับมาซึ่งเป็นคลองสายหลัก มีขีดความสามารถในการระบายน้ำจำกัด ประกอบกับในบางช่วงยังได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำทะเลหนุน ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ และเส้นทางคมนาคมสำคัญอยู่เป็นประจำ สร้างความเสียหายต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งจ.ระยอง เป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการขยายตัวของชุมชน เมือง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำ มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรองรับการเติบโตของพื้นที่ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

    ทั้งนี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากอุทกภัยในพื้นที่อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง ลดความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน พื้นที่เกษตรกรรม ระบบสาธารณูปโภค และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ รองรับการพัฒนาเมืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจของจ.ระยอง ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5767291&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d8ub1cBA-4GndXLrP1s7W

  • รัฐบาลเร่งพัฒนาไฟฟ้าเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะ 1 เสริมพลังงานชายแดน ดึงลงทุนเชื่อมเศรษฐกิจอาเซียน

    รัฐบาลเร่งพัฒนาไฟฟ้าเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะ 1 เสริมพลังงานชายแดน ดึงลงทุนเชื่อมเศรษฐกิจอาเซียน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/154895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WcjwJh0fTlvhVv9Q5CS7p