Category: เศรษฐกิจ

  • สภาพัฒน์คงGDPไทยที่1.4-2% เฝ้าระวัง60 วันหากไม่มีความรุนแรงเศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพขึ้น

    สภาพัฒน์คงGDPไทยที่1.4-2% เฝ้าระวัง60 วันหากไม่มีความรุนแรงเศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพขึ้น

    วันนี้, 20:57น.

              นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  กล่าวถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยหลังจากที่สหรัฐและอิหร่านมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) สันติภาพร่วมกันว่า ขณะนี้สภาพัฒน์อยู่ระหว่างการทบทวนฉากทัศน์ (Scenario) เศรษฐกิจใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มปรับลดลง

               เบื้องต้นคาดว่า การขยายตัวของตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ยังคงอยู่ในกรอบประมาณการเดิมที่เคยวางไว้ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด (Best case) คือการขยายตัวของ GDP ไทยจะอยู่ที่ประมาณ 1.4 – 2% แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูงเนื่องจากข้อตกลงของสหรัฐ-อิหร่าน มีช่วงเวลาเฝ้าระวังสำคัญในอีก 60 วันข้างหน้า หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น สถานการณ์เศรษฐกิจโลกน่าจะเริ่มมีความชัดเจนและมีเสถียรภาพมากขึ้น

               ส่วนราคาน้ำมันในตลาดโลกยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะลดลงได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน และแหล่งผลิตน้ำมัน (Oil Facility) ได้รับความเสียหายไปเป็นจำนวนมากในช่วงที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง

              ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างระมัดระวัง คือสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ก็อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวกลับสูงขึ้นไปเหมือนเดิมได้อีกครั้ง ทำให้ สศช. ต้องมีการประเมิน และทบทวนสถานการณ์ใหม่เป็นระยะๆ

              ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ (Stagflation) เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวว่าจากการประเมินพบว่าความเสี่ยงดังกล่าวเริ่มลดน้อยลง แม้สถานการณ์ในตะวันออกลางจะยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่สถานการณ์โดยรวมในปัจจุบันยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาโดยตรงที่ส่งผลรุนแรงและต่อระบบเศรษฐกิจไทยจนทำให้เกิดภาวะ Stagflation

    #คาดการณ์GDPครึ่งปีหลัง

    #สภาพัฒน์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TmFyHhEcQiuNw9s14kjZi

  • อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    วันนี้ (18 มิ.ย.2569) ไทยพีบีเอส ร่วมกับ 6 พันธมิตรสื่อ Thai PBS, ช่อง 3, PPTV, ไทยรัฐ, มติชน และ THE STANDARD พร้อมด้วย 4 ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน จัดเวที “Think Tank Bangkok ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ”

    โดยมี 3 แคนดิเดต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้แก่ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร หมายเลข 5 จากพรรคประชาธิปัตย์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัคร หมายเลข 9 ผู้สมัครอิสระ, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัคร หมายเลข 10 จากพรรคประชาชน ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามในประเด็นสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของ กทม. ทั้งเรื่องปากท้อง ความปลอดภัย และการบริหารจัดการเมืองหลวง

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    เพิ่มศูนย์เด็กเล็กให้เพียงพอ รองรับครอบครัวเมืองกรุง

    นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามเรื่องการดูแลเด็กเล็กเพื่อลดภาระครอบครัวผู้มีรายได้น้อย โดยระบุว่า ปัจจุบันศูนย์เด็กเล็กของ กทม. ที่มีอยู่ราว 200-300 แห่ง ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องเพิ่มจำนวนให้ครอบคลุมมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังต้องขยายเวลาให้บริการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้ปกครอง โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องทำงานไม่เป็นเวลา การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณและบุคลากรเพิ่มเติม มีการเพิ่มการทำงานเป็นกะ

    นอกจากนี้ ความปลอดภัยของเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ปกครอง ทั้งการออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสมกับเด็ก ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ตลอดจนการดูแลเรื่องอาหารที่เด็กได้รับ ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กันอย่างเป็นระบบ ส่วนเรื่องงบประมาณเป็นหน้าที่ของ กทม. อยู่แล้ว อยู่ที่จะจัดความสำคัญอย่างไร

    นายอนุชา ยังเสนอแนวคิดดึงภาคเอกชนมาร่วมพัฒนา โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุน และพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ร่วมกับ กทม.เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลเด็ก

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    จัดระเบียบเมือง ไม่กระทบปากท้อง

    ในประเด็นความสมดุลระหว่างการจัดระเบียบเมือง กับการรักษาพื้นที่ทำกินของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและหาบเร่แผงลอย นายอนุชา กล่าวว่า หาบเร่แผงลอยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ กทม. เพราะนั้นคือเสน่ห์ของเมือง แต่การบริหารจัดการ ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

    นายอนุชา ระบุว่า การแก้ปัญหาไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกับทั้งกรุงเทพฯ ได้ เนื่องจากพื้นที่กรุงเทพฯ มีความแตกต่างกัน ทั้งชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก จึงต้องกำหนดพื้นที่และแนวทางบริหารจัดการให้สอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ รวมถึงกำหนดให้ชัดเจนว่า ฟุตปาธเส้นไหนเหมาะสมสำหรับการค้าขาย

    พร้อมเสนอให้มีการลงทะเบียนหาบเร่แผงลอยอย่างเป็นระบบ เพื่อจัดระเบียบและคัดกรองโดยเน้นผู้มีรายได้น้อย และห้ามไม่ให้คนต่างด้าวเข้ามาสวมสิทธิแทนคนไทย

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้กำหนดช่วงเวลาการค้าขายให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้า กลางวัน หรือเย็น โดยต้องหารือร่วมกับชุมชนและประชาชนในพื้นที่ เพื่อกำหนดเป็นรายโซนหรือรายถนน ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งผู้ค้า คนเดินเท้า และผู้อยู่อาศัยในชุมชน

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    ในเรื่องขนส่งสาธารณะ นายอนุชา กล่าวว่า ต้องการเห็นระบบรถโดยสารสาธารณะและเส้นทางฟีดเดอร์ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. เพื่อให้สามารถกำหนดเส้นทางและบริหารจัดการได้ตรงกับความต้องการของประชาชน แทนที่จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมเพียงฝ่ายเดียว

    นายอนุชา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ในเขตบางขุนเทียน หนองจอก และบางบอน พบว่าประชาชนสะท้อนปัญหาการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ อีกทั้งยังต้องรอรถโดยสารเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวก จึงเห็นว่าการพัฒนาระบบขนส่งไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ แต่ต้องขยายโอกาสการเข้าถึงไปยังพื้นที่รอบนอก

    ส่วนวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง นายอนุชา เสนอจัดระเบียบและลงทะเบียนผู้ขับขี่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันยังมีจำนวนมากที่ไม่ได้ลงทะเบียน พร้อมเสนอให้นำแอปพลิเคชัน “สมาร์ทวิน” กลับมาใช้งานอีกครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และต่อยอดให้วินรถจักรยานยนต์เป็นเครือข่ายอาสาเฝ้าระวังในชุมชน

    นายอนุชา กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษในกรุงเทพฯ ต้องเริ่มจากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น ทั้งในพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่และพื้นที่ขนาดเล็ก เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพอากาศและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคนเมือง

    นายอนุชาตั้งคำถามว่า อนาคตของกรุงเทพฯ ควรไปไกลกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วม รถติด หรือขยะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีวิสัยทัศน์ในการยกระดับเมืองให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเป็น AI Hub เป็นเศรษฐกิจดิจิทัล หรือเมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมชวนชาวกรุงเทพฯ ร่วมกันกำหนดทิศทางของเมืองในอีก 4 ปีข้างหน้า ว่ากรุงเทพฯควรไปในทิศทางไหน

    S&P คงอันดับเครดิตไทยBBB+ สะท้อนเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลัง

    “น้ำมะพร้าวน้ำหอม”ปลอมปน พาณิชย์ ลุยตรวจเข้ม เจอไม่ถูกต้องฟันทันที

    ขยายผลสอบ “นักการเมือง-นักแสดง” DSI โยงเส้นเงิน “ลวงซื้อ-ขาย Forex”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WUO3mzg0RxTbDd1Mqr605

  • ขีดแข่งขันไทยขยับขึ้นที่ 26 โลก เวียดนามร่วมจัดปีแรกพุ่งติดที่ 27

    ขีดแข่งขันไทยขยับขึ้นที่ 26 โลก เวียดนามร่วมจัดปีแรกพุ่งติดที่ 27

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gGyeRKF6R7XIgLk3rH_Tx

  • พรรคเศรษฐกิจ ยื่นสอบจริยธรรม

    พรรคเศรษฐกิจ ยื่นสอบจริยธรรม

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.50 น.

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ ปมไม่เข้าพบ DSI คดี ‘ฟอกเงิน-พนันออนไลน์’ ซัดแหลกเอาเกียรติยศสส.ทั้งสภามาแลกปกป้องคนคนเดียวพร้อมขอ ’ดีเอสไอ‘ มารอหน้ารัฐสภา 11 ก.ค. รับตัวทันทีหลังหมดเอกสิทธิ์คุ้มครอง

    วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่รัฐสภา พรรคเศรษฐกิจ นำโดยนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ นายพีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อ และน.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล สส.บัญชีรายชื่อ แถลงภายหลังยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบจริยธรรม ของชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) กรณีไม่เดินทางเข้าชี้แจงต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังมีหนังสือขอให้รัฐสภาส่งตัวไปสอบสวนในคดีฟอกเงินและคดีพนันออนไลน์

    โดยนายคริส กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 28พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ดีเอสไอมีหนังสือมายังสภาผู้แทนราษฎร ขอให้นำตัวนายชนนพัฒฐ์ไปสอบสวน จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว พรรคเศรษฐกิจเฝ้าติดตามท่าทีของเจ้าตัวมาโดยตลอด โดยในวันดังกล่าว สภาผู้แทนราษฎรได้ยืนยันหลักการสำคัญในการคุ้มครองเอกสิทธิ์และความเป็นอิสระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และแสดงความคิดเห็นในสภาได้โดยไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจภายนอก อย่างไรก็ตาม ในการอภิปรายวันนั้น สส.หลายคน รวมถึงตนเอง ได้เรียกร้องให้นายชนนพัฒฐ์แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนของดีเอสไอด้วยตนเอง หากเชื่อมั่นว่าตนไม่ได้กระทำผิดและเห็นว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ก็ไม่ควรปล่อยให้รัฐสภาต้องถูกมองว่าใช้เอกสิทธิ์เพื่อคุ้มครองบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

    นายคริส กล่าวต่อว่า สิ่งที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิดในเวลานั้นคือการมองว่าสภาผู้แทนราษฎรปกป้องผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่แท้จริง สภากำลังปกป้องหลักการเรื่องความเป็นอิสระของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่หลังจากผ่านมาหลายสัปดาห์ นายชนนพัฒฐ์กลับยังไม่เดินทางไปพบดีเอสไอเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา ทั้งที่ยังไม่มีการออกหมายเรียกหรือหมายจับ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าบุคคลดังกล่าวเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเองจริงหรือไม่ ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร โดยเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่สง่างาม และอาจเข้าข่ายขาดจริยธรรมทางการเมือง เนื่องจากเป็นการนำเกียรติยศและเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภามาใช้เป็นเกราะคุ้มครองตนเองเพียงคนเดียว

    นายคริส กล่าวอีกว่า ในมุมมองของพรรคเศรษฐกิจ นายชนนพัฒฐ์ ควรถูกตรวจสอบด้านจริยธรรมอย่างจริงจัง และหากผลการสอบสวนพบว่ามีความผิด ก็อาจนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ จึงขอให้ประชาชนร่วมติดตามการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมอย่างใกล้ชิด เพราะกรณีนี้เป็นบททดสอบสำคัญว่ามาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองของสภาผู้แทนราษฎรจะถูกบังคับใช้อย่างจริงจังหรือไม่

    นายคริส กล่าวด้วยว่า สมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะสิ้นสุดลงในวันที่ 11ก.ค.นี้ หลังจากวันดังกล่าว นายชนนพัฒฐ์จะไม่สามารถอาศัยเอกสิทธิ์คุ้มครองในระหว่างสมัยประชุมได้อีกต่อไป จึงเรียกร้องให้ดีเอสไอเตรียมดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายทันทีเมื่อสภาปิดสมัยประชุม โดยระบุว่า วันที่ 11 กรกฎาคมจะเป็นวันสำคัญที่สังคมจะได้เห็นว่านายชนนพัฒฐ์พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ซึ่งวันนั้นนายชนนพัฒฐ์จะไม่สามารถใช้เอกสิทธิ์ดังกล่าวได้อีกต่อไป จึงขอให้ดีเอสไอมารอที่หน้ารัฐสภา เพราะหลังจากสภาปิดวันที่ 11 เอกสิทธิ์ของนายชนนพัฒฐ์ ไม่มีอีกต่อไป ขอให้หน่วยงานราชการมารอเชิญตัวท่านที่หน้ารัฐสภา

    เมื่อถามถึงกรณีที่นายชนนพัฒฐ์ เคยระบุว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายหลังปิดสมัยประชุม นายคริส กล่าวว่า หากเป็นไปตามที่ประกาศไว้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.จนถึงขณะนี้ ผ่านมากว่า 3 สัปดาห์และใกล้ครบหนึ่งเดือนแล้ว สส.หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยต่อการยืนยันความบริสุทธิ์ของเจ้าตัว เนื่องจากยังไม่ปรากฏความพยายามในการเข้าชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    เมื่อถามถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้พรรคเศรษฐกิจลงมติไม่เห็นชอบให้ดีเอสไอเข้าควบคุมตัวนายชนนพัฒฐ์ภายในรัฐสภา แต่ปัจจุบันกลับออกมาเรียกร้องให้รับผิดชอบต่อข้อกล่าวหา นายคริส ชี้แจงว่า จุดยืนของพรรคไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะในวันลงมติดังกล่าว พรรคฝ่ายรัฐบาลยืนยันหลักการเดียวกัน คือการปกป้องเกียรติยศและความเป็นอิสระของรัฐสภา ไม่ใช่การปกป้องตัวบุคคล

    นายคริส กล่าวว่า ในการอภิปรายวันนั้น สส.หลายคนได้ส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า แม้สภาจะไม่อนุญาตให้ส่งตัวในระหว่างสมัยประชุม แต่หากนายชนนพัฒฐ์เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง ก็ควรใช้เวลาที่มีอยู่เตรียมข้อมูลและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตนเองโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจงต่อดีเอสไอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หากยังยืนยันจะรอจนถึงวันที่ 11ก.ค.นี้ พรรคเศรษฐกิจก็ขอให้ดีเอสไอเตรียมดำเนินการทันทีเมื่อเอกสิทธิ์คุ้มครองสิ้นสุดลงหลังปิดสมัยประชุมสภา

    //////

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/971659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xYvsGEefyA-US-ywq8xy2

  • “คริส” นำทีมพรรคเศรษฐกิจ จี้ DSI ดักรวบตัวหน้าสภาหลังปิดสมัยประชุม 11 ก.ค. นี้

    “คริส” นำทีมพรรคเศรษฐกิจ จี้ DSI ดักรวบตัวหน้าสภาหลังปิดสมัยประชุม 11 ก.ค. นี้

    “คริส” นำทีมพรรคเศรษฐกิจ ยื่นตัดสิทธิ์ทางการเมือง “ชนนพัฒฐ์” ปมเอี่ยวคดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์ จี้ DSI ดักรวบตัวหน้าสภาหลังปิดสมัยประชุม 11 ก.ค. นี้

    วันที่ 18 มิถุนายน 2569 บริเวณรัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายพีรพล กนกวลัย และนางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบจริยธรรม นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรณีใช้เอกสิทธิ์ความเป็น สส. คุ้มครองตนเอง และปฏิเสธที่จะเดินทางไปแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อพนักงานสอบสวน หลังจากถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกหนังสือขอส่งตัวดำเนินคดีฟอกเงินและพนันออนไลน์

    นายคริส เปิดเผยว่า สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทาง DSI ได้ทำหนังสือส่งถึงสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอตัวนายชนนพัฒฐ์ไปดำเนินคดี ซึ่งในวันดังกล่าวที่ประชุมสภาฯ ได้ร่วมกันลงมติไม่ส่งตัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องหลักการและเอกสิทธิ์ในความมีอิสระของ สส. ในการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลโดยปราศจากการเกรงกลัวอำนาจบริหาร อย่างไรก็ดี ในวันนั้นมี สส. หลายท่านรวมถึงตนเอง ได้อภิปรายเรียกร้องอย่างชัดเจนต่อนายชนนพัฒฐ์ว่า หากเชื่อมั่นในความสุจริตของตนเอง และเห็นว่าการกล่าวหาดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้ง ก็ควรเดินทางไปติดต่อกับ DSI โดยตรง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและไม่สร้างภาระให้แก่สภาผู้แทนราษฎรในการปกป้องท่านเพียงคนเดียว จนทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าสภาแห่งนี้เป็นที่ปกป้องผู้กระทำความผิด

    นายคริส ระบุต่อไปว่า นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เวลาล่วงเลยมาแล้วกว่า 3 สัปดาห์ หรือเกือบ 1 เดือน แต่นายชนนพัฒฐ์กลับนิ่งเฉย ไม่ยอมไปแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อพนักงานสอบสวน และใช้ร่มเงาของสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นเกราะคุ้มครองตัวเอง พรรคเศรษฐกิจจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวไม่สง่างามอย่างยิ่งในฐานะผู้แทนราษฎร และเข้าข่ายขาดจริยธรรมทางการเมือง เอาเกียรติยศของ สส. ทั้งสภามาแลกกับการปกป้องตัวเองเพียงคนเดียว

    “วันนี้พวกผมจึงมายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการจริยธรรม เพื่อให้สืบสวนสอบสวนในเรื่องนี้ หากพบว่ามีความผิดจริงตามกรอบจริยธรรม นายชนนพัฒฐ์จะต้องพ้นจากตำแหน่ง สส. ทันที จึงขอให้สื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนร่วมกันจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าคณะกรรมการจะมีคำตัดสินออกมาในรูปแบบใด” นายคริส กล่าว

    นอกจากนี้ นายคริส ยังได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างตรงไปตรงมาไปยังหน่วยงานราชการ โดยระบุว่า เอกสิทธิ์และความคุ้มครองในฐานะ สส. จะสิ้นสุดลงทันทีพร้อมกับการปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ DSI รวมถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มารอดำเนินการเชิญตัวนายชนนพัฒฐ์ที่หน้ารัฐสภาได้ทันทีหลังจากวันดังกล่าว เนื่องจากเกราะคุ้มครองทางกฎหมายจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว

    ทั้งนี้ นายคริส เน้นย้ำในตอนท้ายว่า หากนายชนนพัฒฐ์มั่นใจและเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเองจริง ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันที่ 11 กรกฎาคม แต่ควรเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ DSI และ ปปง. เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่วันนี้ เพื่อพิสูจน์ตนเองและรักษาเกียรติภูมิของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2940454&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22GmLYOQH4S8BjNfuhLsoU

  • S&P คงอันดับเครดิตไทย BBB+ มุมมองมีเสถียรภาพ ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง

    S&P คงอันดับเครดิตไทย BBB+ มุมมองมีเสถียรภาพ ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง

    นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า วันนี้ (18 มิ.ย.) S&P Global Ratings ได้ประกาศรายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

    ด้านภาพรวมเศรษฐกิจ S&P คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) จะเติบโตอยู่ที่ 2.0% ในปี 2569 โดยสะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่กดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ 

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยที่ 2.3% ในช่วงปี 2569 – 2572 ขณะที่รายได้ต่อหัวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 เป็น 9,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

    S&P ยังมองว่าเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ และเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    สำหรับภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติลดลงประมาณ 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ S&P คาดว่ามาตรการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐจะช่วยยกระดับมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง

    ในด้านการคลัง S&P คาดว่าการขาดดุลทางการคลังจะอยู่ที่ประมาณ 3.2% ของ GDP ในปี 2569 และปี 2570 ขณะที่การก่อหนี้รัฐบาลสุทธิจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ของ GDP ในปี 2569 ก่อนทยอยปรับลดลงเฉลี่ยที่ 3.1% ในช่วงปี 2569 – 2572 สะท้อนการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก

    ด้านภาคการเงินต่างประเทศ S&P คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลที่ประมาณ 2.0% ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ย 2.1% ในช่วงปี 2569 – 2572 โดยฐานะการเงินต่างประเทศและทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยเสริมความสามารถในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    สำหรับปัจจัยที่ S&P จะติดตามเพื่อประกอบการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในระยะต่อไป ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน รายได้ต่อหัว แนวโน้มของการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง รวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VC2nEoa6VIoLinmsY97fq

  • “LINE”เปิด 3 แนวทางหนุน SME ไทย เพิ่มโอกาสเติบโตในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว | เดลินิวส์

    “LINE”เปิด 3 แนวทางหนุน SME ไทย เพิ่มโอกาสเติบโตในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว | เดลินิวส์

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ผู้ประกอบการ SME ไทยกว่า 3 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมดในประเทศ กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง ขณะที่ SME ในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด การบริหารต้นทุนและการสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจในวันนี้

    ในวันที่ทุกต้นทุนมีความหมาย และทุกโอกาสในการสร้างรายได้มีความสำคัญ LINE ประเทศไทย จึงเดินหน้าภายใต้แนวคิด ช่วยคนไทย เซฟต้นทุน สร้างกำไร ส่งต่อทั้งโซลูชันดิจิทัล สิทธิประโยชน์ และองค์ความรู้ทางธุรกิจ เพื่อช่วยผู้ประกอบการ SME ไทย ลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    1.  ปลดล็อกข้อจำกัด เสริมสภาพคล่องให้ SME ไทย

    หนึ่งในความท้าทายสำคัญของ SME ไทยในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว คือ “สภาพคล่องทางการเงิน”โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องบริหารเงินหมุนเวียนอย่างรัดกุม การได้รับเงินช้าหรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการรับชำระเงิน อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในแต่ละวันได้

    LINE จึงขยายสิทธิ์การใช้งานฟีเจอร์ โอนตรงเข้าบัญชีร้านค้า บน MyShop ให้ผู้ใช้งาน LINE Official Account ทุกแพ็กเกจสามารถใช้งานได้ฟรี!  ไม่มีค่าธรรมเนียม ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับเงินเข้าบัญชีได้รวดเร็วขึ้น เพิ่มสภาพคล่อง และลดภาระต้นทุนในการบริหารจัดการธุรกิจ

    นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ผู้ใช้งาน OA Chat Package ยังสามารถเข้าถึงฟีเจอร์เสริมบน MyShop เพิ่มเติมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์โปรไฟล์ลูกค้า ตั้งเตือนแอดมิน และตั้งเวลาส่งข้อความ ช่วยให้ SME สามารถบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและสร้างยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    2.  เซฟต้นทุนด้านการตลาด สร้างคอนเทนต์ได้แบบมือโปร

    ในยุคที่การแข่งขันบนโลกออนไลน์เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพกลายเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะ SME ที่อาจไม่มีทีมการตลาดหรือทีมออกแบบเฉพาะทาง

    LINE จึงร่วมมือกับ Canva เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตสื่อการตลาดได้ด้วยตนเองอย่างมืออาชีพ ผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับสมาชิก LINE Family Club ทั้งการทดลองใช้ฟรี Canva Pro เป็นเวลา 3 เดือน และส่วนลด 30% สำหรับแพ็กเกจ Canva Pro รายปี

    ความร่วมมือดังกล่าวยังต่อยอดสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะการสร้างคอนเทนต์ให้ SME ไทย โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Canva ผ่านกิจกรรม BOOTCAMP CLASSROOM ในเดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องในเดือนสิงหาคม LINE และ Canva ยังเตรียมพัฒนา Template ภาพ สำหรับใช้งานบนแพลตฟอร์ม LINE เพื่อให้ SME สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ช่วยลดทั้งต้นทุน เวลา และข้อจำกัดในการสร้างคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    3. ขยายโอกาสเข้าถึงความรู้ โดยไม่เพิ่มต้นทุน

    นอกจากต้นทุนด้านการดำเนินงานและการตลาดแล้ว “ต้นทุนในการเข้าถึงองค์ความรู้” ก็เป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจในต่างจังหวัดที่อาจมีโอกาสเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญหรือหลักสูตรด้านดิจิทัลได้ไม่เท่ากับธุรกิจในเมืองใหญ่

    LINE จึงร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมากมาย เพื่อขยายโอกาสให้ SME ทั่วไทย สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านดิจิทัลและเครื่องมือทางธุรกิจได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

    ไม่ว่าจะเป็น ความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ในโครงการ E-Commerce Restart Expo โดยส่งผู้เชี่ยวชาญจาก LINE ประเทศไทย ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านดิจิทัล การตลาด และการใช้โซลูชันบน LINE ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สำหรับผู้ประกอบการในต่างจังหวัดทั้งสงขลาและเชียงใหม่ 

    ความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สนับสนุนโครงการEmpowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต สำหรับกลุ่มธุรกิจ SME ขนาดใหญ่ และ โครงการ SME National Awards เวทีเฟ้นหาและผลักดันธุรกิจ SME ขนาดเล็กแต่ศักยภาพสูงจากทุกจังหวัดทั่วไทย   โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งจาก LINE ประเทศไทยและ LINE Certified Coach มาร่วมเวิร์กชอป ให้ความรู้และคำปรึกษาเฉพาะด้านแบบเจาะลึก ช่วยยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ เตรียมความพร้อมสู่การเติบโตระดับประเทศได้ในอนาคต

    ในขณะเดียวกัน LINE ได้ร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงานภาคเอกชนในไทย ช่วยเซฟต้นทุนผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ แต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคนิคการใช้เครื่องมือดิจิทัลบน LINE สร้างธุรกิจโตได้เต็มศักยภาพ อาทิ ความร่วมมือกับ Boehringer Ingelheim บริษัทผู้จัดจำหน่วยเวชภัณฑ์และสุขภาพสัตว์ชั้นนำ จัดออนไลน์คลาสเสริมความรู้ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในไทย ความร่วมมือกับ Tor Penguin ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม  กับงานสัมมนาอัปสกิลร้านอาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘Restaurant Growth Day ยกระดับธุรกิจอาหารให้โตไวด้วย LINE Solutions’ 

    ในวันที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญความท้าทายมากกว่าที่เคย LINE ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่อยู่เคียงข้าง SME ไทย ผ่านการสนับสนุนทั้งด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้ และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5955219/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_rSqzg4VcbcrZ5YZX7E6c

  • กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ-วินัยการคลัง หนุนรัฐเร่งปฏิรูป สร้างเครื่องยนต์เติบโตใหม่

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า การที่  S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)”สอดคล้องกับ Moody’s ที่คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น “มีเสถียรภาพ” สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศต่อความสามารถของประเทศไทยในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับวิกฤตและความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลกครั้งใหญ่

    กกร. เห็นว่า การได้รับการยืนยันอันดับเครดิตจากสถาบันชั้นนำของโลก เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ จากความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายภาครัฐและเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนใหม่ที่ตอบโจทย์กระแสโลก อย่างไรก็ดี การรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว (Trust & Confidence) จำเป็นต้องเร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพการเติบโต เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน

    กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ  

    ทั้งนี้ กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง โดยเน้นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ทั่วถึงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ลดมาตรการอุดหนุนแบบเหมารวม ที่อาจนำไปสู่การเสพติดการช่วยเหลือจากภาครัฐ และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ 

    นอกจากนี้ กกร. สนับสนุนการผลักดันไทยเข้าสู่ OECD ซึ่งถือเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการยกระดับประเทศ หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ (Open government) ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่าง “ธนาคารโลก”  สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ สู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าเพิ่ม ผลิตภาพ และการสร้างงานคุณภาพสูง สอดคล้องกับกรอบ Reinvent Thailand ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตอกย้ำความน่าเชื่อถือของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก

    ภาคเอกชนไทย พร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง ในการขับเคลื่อนวาระปฏิรูป ผ่านการลงทุน การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนา SMEs และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการเงิน ตลาดเงินตลาดทุน และภาครัฐอย่างครบวงจร โดยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งนี้ กกร. เชื่อว่า หากไทยสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปที่มีเป้าหมายชัดเจนและทำได้จริง ครอบคลุมทุกภาคส่วน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ พร้อมวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค มี National Champion ที่แข็งแกร่ง เติบโตอย่างทั่วถึง และยั่งยืนในระยะยาว
     

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378978982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vAvdx1ZfmxTquNyK0jbkN

  • กกร. ชี้ S&P คงเครดิตไทย ตอกย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจ หนุนเร่งปฏิรูปประเทศ

    กกร. ชี้ S&P คงเครดิตไทย ตอกย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจ หนุนเร่งปฏิรูปประเทศ

    กกร. ชี้ S&P คงเครดิตไทย ตอกย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจ หนุนเร่งปฏิรูปประเทศ

    นายผยง ศรีวณิช นายกสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า การที่ S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) สอดคล้องกับ Moody’s ที่คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น “มีเสถียรภาพ” สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศต่อความสามารถของประเทศไทยในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ

    นอกจากนี้ ไทยยังมีฐานะด้านการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับความผันผวนจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

    เครดิตไทยแข็งแกร่ง สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน

    กกร. เห็นว่า การได้รับการยืนยันอันดับเครดิตจากสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลก เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าไทยยังคงมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ จากความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ ซึ่งเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนใหม่ที่สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก

    อย่างไรก็ตาม การรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาวจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มศักยภาพการเติบโต และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน

    แนะรัฐใช้นโยบายมุ่งเป้า คุมวินัยการคลัง

    กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง โดยเน้นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงและเกิดประโยชน์ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

    พร้อมกันนี้ ควรลดการใช้มาตรการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแหที่อาจนำไปสู่การพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐในระยะยาว รวมถึงเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    หนุนไทยเข้า OECD ยกระดับมาตรฐานประเทศ

    กกร. ยังสนับสนุนการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ OECD ซึ่งถือเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการยกระดับประเทศ ทั้งด้านหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Government)

    ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ สู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าเพิ่ม ผลิตภาพ และการสร้างงานคุณภาพสูง สอดคล้องกับกรอบ Reinvent Thailand

    เอกชนพร้อมหนุนรัฐบาล เดินหน้าวาระปฏิรูป

    นายผยงกล่าวว่า ภาคเอกชนไทยพร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ในการขับเคลื่อนวาระปฏิรูป ผ่านการลงทุน การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนา SMEs และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการเงิน ตลาดเงิน ตลาดทุน และภาครัฐอย่างครบวงจร

    โดยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อผลักดันการปฏิรูปที่มีเป้าหมายชัดเจนและเกิดผลในทางปฏิบัติ

    ทั้งนี้ กกร. เชื่อว่า หากประเทศไทยสามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ วางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค มี National Champion ที่แข็งแกร่ง และเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/661768&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HdVsIfeKERh_TtRSD6kFQ

  • “อนุทิน”สับเกียร์กระชับมิตร”รัสเซีย”ดึงพลังงานราคาถูก-ปั๊มเศรษฐกิจWinWin | TOPNEWS

    “อนุทิน”สับเกียร์กระชับมิตร”รัสเซีย”ดึงพลังงานราคาถูก-ปั๊มเศรษฐกิจWinWin | TOPNEWS

    “อนุทิน”ขยับหมากใหญ่! สับเกียร์กระชับมิตร”รัสเซีย” ดีลปากท้อง ดันสินค้าไทยบุกยูเรเซีย พร้อมดึงพลังงานราคาถูก-ปั๊มเศรษฐกิจWin-Win ถีบ”เขมร”ตกขอบ ล้าหลังไปเหอะ 499 ปี

    #topupdate #topnews #ข่าวเด่น #ข่าวด่วน #ข่าวต่างประเทศ #Breakingnews #ข่าวด่วนวันนี้ #ปูติน #อนุทิน #ไทยรัสเซีย #คาซาน #ยูเรเชีย #รัสเซีย #ASEAN-RussiaBusinessForum #FTA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1606093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37qqjv-SQT3_ZNvcL2z4gm