Category: เศรษฐกิจ

  • ‘นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ ผ่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แนะทางรอดพาประเทศพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    ‘นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ ผ่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แนะทางรอดพาประเทศพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.33 น.

    ‘นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ ผ่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
    แนะทางรอดพาประเทศพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    เปิดเวที “RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ ผ่าปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการส่งออก เกษตร แรงงาน ธุรกิจเอสเอ็มอี และนโยบายภาครัฐ พร้อมเสนอทางออกรองรับความท้าทายของโลก ตั้งเป้าหมายพาประเทศไทยพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    วันที่ 20 มิถุนายน 2569 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสก.) รุ่นที่ 12 จัดงานสัมมนาสาธารณะ”RE-THINK THAILAND : รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” โดยมีนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และรศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ณ Hall 1–2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาการเติบโตช้า รายได้ต่อหัวประชากรอยู่ในระดับต่ำ แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัว หากไม่เร่งปรับตัวโดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเร็วอาจมีความเสี่ยงที่ไม่หลุดพ้นจากการติดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้สูงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ 

    ทีดีอาร์ไอ มองว่า ประเทศไทยสามารถขยับไปสู่โอกาสได้ท่ามกลางความท้าทายของไทยที่ยังมีต่อเนื่อง โดยทางออกที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างคนเก่งที่เป็น “ฮีโร่” เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างหากสามารถสร้างคนอย่าง อีลอน มัสก์ ได้เพียงคนเดียว สามารถสร้างมูลค่าที่เกิดขึ้นอาจสูงถึง 3 เท่าของ GDP ประเทศไทย และน่าจะเห็นผลไวกว่าการพัฒนาแบบกระจายตัวในภาคเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว ขณะที่ภาคบริการประเทศไทยควรหาทางรองรับการรั่วไหลของแพล็ตฟอร์มบริการจากต่างชาติ ซึ่งไม่สามารถสร้างรายได้เข้าประทศไทยอย่างแท้จริง 

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สถานการณ์ของผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนกิจการ SME ที่ขาดทุนต่อเนื่องและมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นจาก 18% ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 เป็น 22% ในไตรมาสแรกปี 2569 ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง แม้ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีสัดส่วนสูงถึง 84% ของทั้งระบบ แต่กลับมีอำนาจต่อรองต่ำเมื่อเทียบกับทุนขนาดใหญ่ ส่งผลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยากลำบาก

    ทั้งนี้ทางออกสำคัญคือการปรับวิธีคิดของ SME จากการมุ่งแข่งขันด้านราคา ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) สร้างนวัตกรรม และพัฒนามาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงปรับบทบาทจากผู้ผลิตปลายน้ำมาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยที่ยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้ขณะนี้แรงงานในหลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงตกงานสูง หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มสถาบันทางการเงิน โดยมีการประเมินแนวโน้มว่าในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า อาจมีแรงงานในกลุ่มนี้คนตกงานเป็นหลักหมื่นคน เป็นผลมาจากการปรับตัวเข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เช่นเดียวกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอนาคต

    “สิ่งที่น่ากังวลของคนทำงาน คือกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ต้องทำตัวอย่างไรไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะแนวโน้มธุรกิจในอนาคตใช้คนน้อยลง และเน้นแต่คนเก่ง ขณะที่เครื่องจักรและหุ่นยนต์ก็มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ จึงอยากแนะนำว่าคนวัยทำงาน 40 ปีขึ้นไป จำเป็นจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง ที่สำคัญคือทักษะเหล่านั้น ต้องไม่ใช่ลอกมาจากในตำราแต่ต้องทำด้วยตัวเอง อีกอย่างคือ อย่าปล่อยให้เกิดภาวะเบิร์นเอาท์ในการทำงานเกิดขึ้น” ดร.ธนิต กล่าว

    รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มี 4 ประเด็นใหญ่ หรือ “4 Bug” ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน Bug แรก คือ การอัดฉีดเงินแล้วเงินไม่หมุน แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์กลับไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร Bug ที่สอง คือ ไทยมีปริมาณการส่งออกสินค้ามาก แต่กลับส่งออกแต่สินค้าเทคโนโลยีต่ำหรือ Low-Tech สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    Bug ที่สาม คือ FDI ไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ประเทศไทยจะได้รับการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือยกระดับทักษะแรงงานได้อย่างเพียงพอ และ Bug ตัวสุดท้าย คือภาคเกษตรไทยเปลี่ยนไม่ทันโลก โดยตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังดูแลภาคเกษตรในลักษณะ “เลี้ยงไข้” มากกว่าการรักษาให้หายหรือไม่ แม้ไทยจะได้รับการยอมรับว่าเป็นครัวของโลก แต่เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญปัญหารายได้ต่ำ หนี้สินสูง และเข้าสู่สังคมสูงวัย

    อย่างไรก็ตามผู้ร่วมเสวนาทั้งหมดยังได้มีข้อเสนอแนะถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดย ทีดีอาร์ไอ เสนอว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI โดยนำโมเดลจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ทั้ง ยุโรป และจีน ที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอว่า ภาครัฐต้องเร่งปรับของยุทธศาสตร์เกษตร โดยต้องหยุดการแก้ปัญหาการแจกแบบเลี้ยงไข้ และหันมาสร้างความรุ่มรวยให้กับเกษตรกรด้วยการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร พร้อมกันนี้ยังต้องเร่งหาทางสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมไฮเทคควบคู่กันไปด้วย

    ขณะที่ภาคธุรกิจเสนอว่า ทางรอดภาคธุรกิจต้องเปลี่ยน mindset เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่โดยไม่ยึดติดสิ่งเดิม มีแนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ มีกระบวนการรองรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการสร้างทักษะให้กับแรงงานเพื่อรองรับความท้าทายในโลกยุคใหม่ ด้าน ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอี มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยเน้นย้ำว่า ควรเร่งขยับกลไกสนับสนุน โดยเฉพาะการลดข้อจำกัดด้านกฎหมายที่สร้างต้นทุนแฝง และเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกทางตรง (Direct Exporter) และผลักดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าในระดับที่สูงขึ้น เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/activity/480399&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rR0rmQmyLPx-7J9rxDdSK

  • “พิพัฒน์” ลงพื้นที่ดูโครงการศึกษาถนนเชื่อมสองฝั่งทะเล “อันดามัน-อ่าวไทย” ช่วยยกระดับคมนาคม -ศก.ภาคใต้ในอนาคต

    “พิพัฒน์” ลงพื้นที่ดูโครงการศึกษาถนนเชื่อมสองฝั่งทะเล “อันดามัน-อ่าวไทย” ช่วยยกระดับคมนาคม -ศก.ภาคใต้ในอนาคต

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/155440&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J6t1k_yXQ4cHEybhA7LLW

  • “พิพัฒน์” ลุยดันเส้นทางเศรษฐกิจใหม่ “กะเปอร์-ไชยา” เชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย ร่นระยะทาง 70 กม. | เดลินิวส์

    “พิพัฒน์” ลุยดันเส้นทางเศรษฐกิจใหม่ “กะเปอร์-ไชยา” เชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย ร่นระยะทาง 70 กม. | เดลินิวส์

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อผลักดันเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคม พลิกโฉมสุราษฎร์ธานีสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวเชื่อมสองฝั่งทะเล โดยไม่เพียงแค่การซ่อมแซม แต่คือการยกระดับแบบบูรณาการทั้งระบบ ซึ่งโครงการเร่งด่วนที่กระทรวงคมนาคม กำลังผลักดันศึกษา ได้แก่ เส้นทางเศรษฐกิจใหม่ กะเปอร์-ไชยา โครงการขยายและก่อสร้างถนนเชื่อมโยงอันดามันและอ่าวไทย (จ.ระนอง-จ.สุราษฎร์ธานี) ซึ่งจะช่วยร่นระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร (กม.) และลดเวลาเดินทางลงเกือบ 1 ชั่วโมง

    นอกจากนี้จะมีการพัฒนาท่าเทียบเรือพุมเรียง เพื่อยกระดับการขนส่งทางน้ำ ประมงท้องถิ่น และเครือข่ายโลจิสติกส์เชื่อมเกาะสมุย อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวจากฝั่งอันดามัน สามารถเดินทางข้ามฝั่งมาสู่แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกฝั่งอ่าวไทยได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามโครงข่ายเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร และอาหารทะเลออกสู่ตลาด ลดต้นทุนให้เกษตรกร และกระจายรายได้สู่ชุมชน ควบคู่ไปกับการน้อมนำคุณค่าคำสอนของศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) เรื่องความเมตตา และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มาเป็นแกนกลางในการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5964084/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xH3hXJkPMNJzmaK06vQsE

  • ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ลุ้นกนง.ประเมินศก.ไทยปีนี้ “in line” หลัง S&P คาดโตได้ 2% : อินโฟเควสท์

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ลุ้นกนง.ประเมินศก.ไทยปีนี้ “in line” หลัง S&P คาดโตได้ 2% : อินโฟเควสท์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า ในการประเมิน Credit Rating โดย S&P อาทิตย์ที่แล้ว ออกมาที่ BBB+ with STABLE Outlook (เท่าเดิม) โดยไทยมีผลประเมินระดับสูงสุด (คะแนน 1-2) ใน 2 เรื่อง จาก 6 เรื่อง ได้แก่ ฐานะการเงินระหว่างประเทศ และการดำเนินนโยบายด้านการเงิน

    1. ฐานะการเงินระหว่างประเทศ (external balance sheet) และสภาพคล่องระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งของไทย จะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งโดยหลักเกิดจาก International Reserve อยู่ในระดับสูง เทียบกับหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ มีสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิเป็นบวก และดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล ถึงจะลดลงก็ตาม

    “ดุลบัญชีเดินสะพัด น่าจะเหลือเกินดุลเล็กน้อยปีนี้ จากการนำเข้าน้ำมันที่เร่งตัวชัด ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว และกระแสการลงทุน FDI ซึ่งก็เป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ก็ต้องติดตามใกล้ชิดต่อไป” ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าว

    2. ความน่าเชื่อถือด้านนโยบายการเงิน และผลงานในการรักษาเสถียรภาพราคาของ ธปท. เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนอันดับเครดิตของประเทศไทย

    “เรื่องนี้ ต้องยกเครดิตให้ผู้ว่าการ ธปท. และทีมงาน BOT ในรุ่นผ่าน ๆ มา ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินเข้มแข็งต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน” นายวิทัย กล่าว

    พร้อมกันนี้ S&P ยังประเมินว่า ปี 2569 GDP จะโต 2.0% ดุลบัญชีเดินสะพัด +2% ต่อ GDP และรัฐบาลขาดดุลงบประมาณ 3.5% ต่อ GDP (เพื่อประคองเศรษฐกิจ) แต่เศรษฐกิจในระยะถัดไป ก็มีความเสี่ยงทั้ง Downside และ Upside จากทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง การขาดดุลการคลัง (รวมถึงเงินเฟ้อที่ ธปท.ให้ความสำคัญด้วย)

    “ตัวเลขทางเศรษฐกิจของ BOT จะ update ออกสัปดาห์นี้ หลังประชุม กนง. แต่ก็ in line กัน” นายวิทัย กล่าว

    อย่างไรก็ดี ในสัปดาห์หน้า จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพุธที่ 24 มิ.ย.69 ซึ่งเชื่อว่าในรอบนี้ กนง.จะได้ทบทวนตัวเลขขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 69 อีกครั้ง จากข้อมูลของการประชุม กนง.รอบล่าสุดเมื่อวันที่ 29 เม.ย.69 คาดการณ์ว่า GDP ปีนี้ จะขยายตัวได้ 1.5% อัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 2.9% ส่วนในปี 2570 คาดการณ์ GDP จะขยายตัวได้ 2.0% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 1.5%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/603490&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RZnTVPZ18iY1bikezXlLf

  • 140 ปี เปลี่ยน(ไม่ผ่าน)พลังงาน ผูกขาดจากภาครัฐสู่เอกชน ประชาชนคือผู้แบกภาระ

    140 ปี เปลี่ยน(ไม่ผ่าน)พลังงาน ผูกขาดจากภาครัฐสู่เอกชน ประชาชนคือผู้แบกภาระ

    Loading…

    140 ปี เปลี่ยน(ไม่ผ่าน)พลังงาน ผูกขาดจากภาครัฐสู่เอกชน ประชาชนคือผู้แบกภาระ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-266&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zWS4G5EW-78CfiNRrQKQX

  • สงครามตะวันออกกลางถล่มส่งออกมะม่วงปากีสถาน คาดปีนี้หดตัวกว่า 30%

    สงครามตะวันออกกลางถล่มส่งออกมะม่วงปากีสถาน คาดปีนี้หดตัวกว่า 30%

    สงครามตะวันออกกลางกระหน่ำส่งออกมะม่วงปากีสถาน ราคาร่วง-ตลาดซบเซาทั้งในและนอกประเทศ

    วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมส่งออกมะม่วงของปากีสถานในฤดูกาลปี 2025 โดยคาดการณ์ว่ายอดส่งออกจะลดลงอย่างน้อย 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ต้นทุนขนส่งทางเรือพุ่งสูงกว่าสี่เท่าตัว และตลาดภายในประเทศก็ซบเซาจากภาวะเงินเฟ้อที่กดดันกำลังซื้อประชาชน

    ตลาดหลักปิดตัว เส้นทางขนส่งสะดุด

    วาฮีด อาห์เหม็ด ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกผักและผลไม้แห่งปากีสถาน เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่าตลาดส่งออกหลักราว 80% อยู่ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อิหร่าน และอัฟกานิสถาน ซึ่งล้วนเผชิญความไม่สงบในช่วงที่ผ่านมา โดยยอดส่งออกรวมคาดจะอยู่ที่ 80,000 ตันในปีนี้ ลดลงจาก 110,000 ตันในฤดูกาลก่อน

    นอกจากนี้ การปิดพรมแดนกับอัฟกานิสถานทำให้รถบรรทุกสินค้าหลายร้อยคันต้องจอดค้างอยู่ที่ด่านพรมแดน ขณะที่ความตึงเครียดรอบช่องแคบฮอร์มุซดันค่าระวางเรือพุ่งจาก 1,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 25 ตัน ไปสู่ระดับ 6,000-7,000 ดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

    ชาวสวนแบกภาระ ทิ้งสัญญาเช่าสวน

    ในแหล่งปลูกมะม่วงสำคัญอย่างตันโด อัลลาฮ์ยาร์ จังหวัดสินธ์ โมฮัมมัด ชาคีล ผู้ดูแลสวนมะม่วงพันธุ์สินธรีที่มีชื่อเสียง เผยว่าผู้รับเหมาหลายรายทิ้งเงินมัดจำสัญญาเช่าสวนเพราะไม่อาจแบกรับภาระขาดทุนได้อีกต่อไป

    “ขาดทุนกันมหาศาล ผู้รับเหมาบางรายถึงกับยอมทิ้งเงินมัดจำและเดินหนีไปเลย” ชาคีล กล่าว

    ในประเทศก็ไม่รอด เงินเฟ้อกดกำลังซื้อ

    แม้มะม่วงล้นตลาดจนราคาร่วงเหลือประมาณ 200 รูปีปากีสถาน (ราว 0.72 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อกิโลกรัม ซึ่งถูกกว่าปีก่อนถึงครึ่งหนึ่ง แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่สามารถซื้อได้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในประเทศพุ่งขึ้นสู่ระดับ 10% ในช่วงสามเดือนหลังความขัดแย้งปะทุ จากระดับ 5.5% ในช่วงกรกฎาคม-กุมภาพันธ์

    ชาคีลตั้งคำถามสะท้อนสภาพความเป็นจริงว่า “รายจ่ายพุ่งสูง รายได้ต่ำ แล้วพวกเขาจะซื้อข้าวกินก่อน หรือจะมาซื้อมะม่วงของเรา?”

    ข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในสัปดาห์นี้ยังมาช้าเกินไปสำหรับฤดูกาลมะม่วงที่กินระยะเวลาเพียงสามเดือน และอนาคตของข้อตกลงดังกล่าวก็ยังคงเปราะบาง

    Mango traders told AFP they expect export sales to fall at least 30 percent this year due to dampened demand in key markets

    Mango traders told AFP they expect export sales to fall at least 30 percent this year due to dampened demand in key markets

    The challenges sparked by the Middle East war, underscore the geopolitical vulnerability of Pakistan's economy

    The challenges sparked by the Middle East war, underscore the geopolitical vulnerability of Pakistan’s economy

    Total mango exports were expected to shrink by around 30,000 tons since last season to 80,000 tons this year

    Total mango exports were expected to shrink by around 30,000 tons since last season to 80,000 tons this year

    Hopes the glut of mangoes in local markets could help offset lost export earnings were dashed by struggles with high prices for other goods

    Hopes the glut of mangoes in local markets could help offset lost export earnings were dashed by struggles with high prices for other goods

    Pakistan's inflation rate leapt to 10 percent in the three months after the conflict began, from 5.5 percent in the July-February period

    Pakistan’s inflation rate leapt to 10 percent in the three months after the conflict began, from 5.5 percent in the July-February period

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/pakistan-mango-export-drop-middle-east-war-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yjrvipYsO8sCRvg53AROg

  • เปิดงานผีตาโขน 2569 ชูพลังวัฒนธรรมไทย ดันเศรษฐกิจชุมชนผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    เปิดงานผีตาโขน 2569 ชูพลังวัฒนธรรมไทย ดันเศรษฐกิจชุมชนผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PO1NTRzy73ADzqgryMMTn

  • ระบอบสีน้ำเงิน  อำนาจรวมศูนย์ส่อเขย่ารัฐบาลอนุทิน กลางไฟการเมืองไทย

    ระบอบสีน้ำเงิน อำนาจรวมศูนย์ส่อเขย่ารัฐบาลอนุทิน กลางไฟการเมืองไทย

    ระบอบสีน้ำเงิน  อำนาจรวมศูนย์ส่อเขย่ารัฐบาลอนุทิน กลางไฟการเมืองไทย

    ระบอบสีน้ำเงิน อำนาจรวมศูนย์ส่อเขย่ารัฐบาลอนุทิน กลางไฟการเมืองไทย

    ระบอบสีน้ำเงินภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย กำลังยืนอยู่บนสมการการเมืองที่ย้อนแย้งที่สุดด้านหนึ่ง คือยิ่งดูแข็งแกร่งจากการรวมศูนย์อำนาจมากเท่าใด แรงกดดันจากเศรษฐกิจ คดีทุจริต และความไม่ไว้วางใจต่อกลไกรัฐ ก็ยิ่งขยายตัวตามไปเท่านั้น

    ภาพใหญ่ของอำนาจเริ่มจากการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองที่เปิดทางให้พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นแกนนำ รัฐบาลถูกมองว่าถือเสียง สส. 193 เสียง ผนวกกับ สว. ราว 160 เสียง จนมีอำนาจเกินครึ่งของ2สภา เมื่อวุฒิสภายังมีบทบาทคัดเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ เงาของระบอบสีน้ำเงินจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฝ่ายบริหาร แต่ทอดยาวไปถึงฝ่ายนิติบัญญัติ ระบบราชการ องค์กรตรวจสอบ และกลุ่มทุนที่เริ่มไหลเข้าหาศูนย์อำนาจเดียว

    อย่างไรก็ตาม อำนาจที่รวมศูนย์เกินไปย่อมสร้างแรงเสียดทาน รัฐบาลนี้กำลังถูกทดสอบจากผลงานด้านเศรษฐกิจที่ยังไม่ตอบโจทย์ปากท้องประชาชน การโอนงบประมาณที่ตั้งเป้า 100,000 ล้านบาท แต่ทำได้ต่ำกว่าเป้าอย่างมาก กลายเป็นสัญญาณว่ากลไกราชการไม่ได้เดินตามคำสั่งการเมืองอย่างราบรื่นเสมอไป ขณะที่ SME หนี้ครัวเรือน และค่าครองชีพยังเป็นภาระหนัก แม้ราคาน้ำมันโลกลดลง แต่ราคาสินค้าในประเทศยังไม่สะท้อนความผ่อนคลายนั้น

    อีกด้านหนึ่ง พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะครึ่งหลัง 200,000 ล้านบาท ถูกตั้งคำถามเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนและความเสี่ยงเรื่องเงินทอน หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่กระทบต่อฐานกฎหมายของมาตรการนี้ รัฐบาลอาจเสียทั้งเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจและความชอบธรรมทางการเมืองในเวลาเดียวกัน

    แผลที่ทำให้ภาพรัฐบาลหมองลงชัดเจน คือข้อกังขาโครงการ AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องการล็อกสเปกและการเขียน TOR ที่อาจเอื้อกลุ่มทุนเดิม ประเด็น “เจ๊สุ” จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องตัวบุคคล แต่สะท้อนคำถามใหญ่กว่า คืออำนาจรัฐกำลังถูกใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อจัดวางผลประโยชน์ให้เครือข่ายเฉพาะกลุ่ม

    รอยร้าวยังปรากฏในกระทรวงมหาดไทยและจังหวัดภูเก็ต กรณีข้าราชการระดับสูงถูกกล่าวหารีดไถเจ้าของโรงแรมหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อเดือน ทำให้การสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ ถูกมองเป็นทั้งการดับไฟเฉพาะหน้าและการตัดตอนแรงปะทะภายใน หากการตรวจสอบของ ปปง. ป.ป.ช. และ DSI ขยายผลไปถึงเครือข่ายราชการและการเมือง ความเสียหายอาจไม่หยุดอยู่แค่จังหวัดเดียว

    โจทย์ใหญ่ที่สุดยังอยู่ที่คดีฮั้ว สว. ซึ่งสังคมจับตาว่า กกต. จะเลือกดำเนินคดีเฉพาะรายย่อย หรือแตะถึงผู้มีอำนาจตัวจริง เกม “จับปลาซิวปล่อยฉลาม” หากเกิดขึ้นจริง จะกัดกร่อนความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระและย้อนกลับมากระทบฐานอำนาจของรัฐบาลเอง

    ท้ายที่สุด ระบอบสีน้ำเงินอาจไม่ได้พ่ายแพ้เพราะเสียงในสภา แต่พ่ายแพ้เพราะความเชื่อมั่น หากรัฐบาลอนุทิน 2 ยังขาดผลงานเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และปล่อยให้ข่าวทุจริตซ้อนทับกับการรวมศูนย์อำนาจ การปรับ ครม. แบบไม่ยึดโควตาบ้านใหญ่จึงอาจไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็นเพื่อยื้อความชอบธรรมของรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/744196&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pMbUQgDHIic7SKm_rL2yE

  • อนุทิน สวมหน้ากากผีตาโขน ปี 2569 หนุนวัฒนธรรมท้องถิ่น เศรษฐกิจฐานราก

    อนุทิน สวมหน้ากากผีตาโขน ปี 2569 หนุนวัฒนธรรมท้องถิ่น เศรษฐกิจฐานราก

    วันนี้ (21 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จังหวัดเลย ประจำปี 2569 ณ เวทีกลางหน้าที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

    ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมล้ำค่า จ.เลย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ควบคู่กับการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนเป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดเลยที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในระดับนานาชาติ

    ผีตาโขนไม่ใช่เพียงการละเล่นหรือขบวนแห่สีสันสวยงาม แต่คือเรื่องราวของชุมชน ความศรัทธาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และเป็นอัตลักษณ์ที่สร้างความภาคภูมิใจให้ชาว จ.เลย เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นในทุกปี

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะร่วมงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนปี 2569

    “ทุกวันนี้หลายประเทศมีถนนสวย ตึกสูง ห้างร้านทันสมัย และนวัตกรรมที่แข่งขันกันสร้าง แต่สิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือเลียนแบบกันได้ง่าย คือประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิม” นายอนุทิน กล่าว

    ระดมสินค้าชุมชน บูธโครงการไทยช่วยไทยกว่า 200 ร้านค้า

    สำหรับงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ผสมผสานประเพณีบุญพระเวสและบุญบั้งไฟเข้าไว้ด้วยกัน สะท้อนความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและวิถีชีวิตของชุมชน จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเทศกาลวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

    งานปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 มิถุนายน 2569 ภายในงานมีขบวนแห่ผีตาโขนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 11 แห่ง และกลุ่มผีตาโขนอิสระกว่า 50 กลุ่ม การประกวดหน้ากากผีตาโขนชิงถ้วยประทานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การประกวดเต้นผีตาโขนน้อย ตลอดจนการจำหน่ายสินค้า OTOP สินค้าชุมชน และบูธโครงการไทยช่วยไทยกว่า 200 ร้านค้า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/661958&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o0MlYsF_FnM29wh6hvfa0

  • “พิพัฒน์” หนุน เชื่อมสองฝั่งทะเล “อันดามัน-อ่าวไทย”  ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ

    “พิพัฒน์” หนุน เชื่อมสองฝั่งทะเล “อันดามัน-อ่าวไทย” ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แนะโครงการถนนเชื่อมโยงสองฝั่งทะเล อันดามันและอ่าวไทย (อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง – อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี) และการพัฒนาท่าเทียบเรือพุมเรียง ตั้งเป้าพลิกโฉมระบบโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวของไทย ให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอย

    กระทรวงคมนาคม
    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

    นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า โครงการถนนเชื่อมโยงกะเปอร์-ไชยา สามารถอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่สองจังหวัด และจะเป็น “เส้นทางเศรษฐกิจใหม่” ของประเทศไทยที่มีความสำคัญในการเชื่อมต่ออ่าวไทยและทะเลอันดามันเข้าด้วยกัน ถนนยุทธศาสตร์เส้นนี้จะปลดล็อกศักยภาพการขนส่งโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรมให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศอย่างก้าวกระโดด 

    โดยเฉพาะการสร้างโครงข่ายที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากฝั่งอันดามัน (ระนอง) สามารถเดินทางข้ามฝั่งเพื่อไปสู่แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง “เกาะสมุย” จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้อย่างง่ายดายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งจะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    สำหรับโครงการนี้ประกอบด้วยการขยายถนนเดิมและก่อสร้างถนนใหม่ ระยะทางรวม 47.28 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางได้กว่า 70 กิโลเมตร และร่นเวลาการเดินทางจาก 2 ชั่วโมง 30 นาที เหลือเพียง 1 ชั่วโมง 45 นาที 

    กระทรวงคมนาคม
    “พิพัฒน์” หนุน เชื่อมสองฝั่งทะเล “อันดามัน-อ่าวไทย” แนะเส้นทางยุทธศาสตร์กะเปอร์-ไชยา

    ขณะเดียวกันก็บูรณาการร่วมกับแผนพัฒนาโครงข่ายของกรมทางหลวงอีก 3 โครงการ ได้แก่ การขยายไหล่ทางบนทางหลวงหมายเลข 4191, ทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข 41 และการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองไชยา เพื่อเสริมประสิทธิภาพการเดินทางสูงสุด 

    ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยกระบวนการทุกขั้นตอนจะควบคู่ไปกับการศึกษาความเหมาะสมและดูแลสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบที่สุด

    นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังได้ลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาท่าเทียบเรือโดยสารสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยว ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา เพื่อยกระดับการคมนาคมทางน้ำให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน ชาวประมงพื้นบ้าน และผู้ประกอบการรายย่อย สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างโอกาสให้คนไทยทั้งประเทศ โครงข่ายคมนาคมเชื่อมสองฝั่งทะเลที่กำลังขับเคลื่อนอยู่นี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวของภูมิภาค สร้างความเจริญและเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/278030&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RIuOTaRMoL0x9zhr5vOJb