Category: เศรษฐกิจ

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 4 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 4 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/164985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GG39yIEf107QeVIwHfCX9

  • การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ “สุขภาพ” กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชัน แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

    บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี ระบุว่า ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้ ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การวิ่งจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่แบรนด์ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว

    หากมองให้ลึกลงไปจะพบว่า “นักวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงคนที่ชอบออกกำลังกาย แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่หลายคนคิด การเริ่มวิ่งหนึ่งครั้งมักนำไปสู่การใช้จ่ายอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าวิ่ง เสื้อผ้ากีฬา สมาร์ทวอตช์ อาหารเสริม ฟิตเนส โปรแกรมฝึกซ้อม หรือบริการด้านสุขภาพต่างๆ เมื่อเข้าสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง หลายคนยังเดินทางไปแข่งขันในจังหวัดต่างๆ เข้าพักโรงแรม ใช้บริการร้านอาหาร คาเฟ่ หรือแหล่งท่องเที่ยวรอบสนามแข่งขัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การวิ่งหนึ่งกิโลเมตร อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เห็นบนเส้นทางวิ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์ยินดีเปลี่ยน “ทุกกิโลเมตร” ให้เป็นรางวัล เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่เป็นลูกค้าที่มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ และมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

    เคทีซีกล่าวอีกว่า อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคยุคใหม่มองเรื่องสุขภาพแตกต่างจากอดีต สุขภาพไม่ใช่เรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว คนพร้อมจ่ายเพื่อฟิตเนสมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่ออาหารสุขภาพมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น ทำให้ “Wellness Economy” หรือเศรษฐกิจสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องปรับตัวตาม จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและโปรโมชัน มาแข่งขันกันด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ดีของลูกค้า

    เมื่อสุขภาพกลายเป็นรางวัล ทุกก้าวที่เดินและทุกกิโลเมตรที่วิ่งไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้วิ่งเพียงคนเดียว แต่ยังสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม ในวันที่การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องการขายของอีกต่อไป แบรนด์ที่เข้าใจวิธีเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีให้กลายเป็นแรงจูงใจที่ยั่งยืน อาจเป็นผู้ชนะตัวจริงของเกมธุรกิจยุคใหม่.

    รุ่งนภา สารพิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1043447/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mEFM_VsAtnDEYu-ynJ9-4

  • นายกฯ ไม่ปิดทาง ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60:40’ เฟส 2 ชี้ต้องดูงบฯ-เศรษฐกิจ ย้ำรัฐบาลไม่ประชานิยม ขอเวลา 3 ปีพิสูจน์ผลงาน

    นายกฯ ไม่ปิดทาง ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60:40’ เฟส 2 ชี้ต้องดูงบฯ-เศรษฐกิจ ย้ำรัฐบาลไม่ประชานิยม ขอเวลา 3 ปีพิสูจน์ผลงาน

    วันนี้ (2 สิงหาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการรับฟังเสียงสะท้อนต่อโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60:40’ ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อเสนอให้อยากดำเนินโครงการต่อในไตรมาสหน้าว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลต้องพิจารณา แต่ต้องดูด้วยว่ามีความเหมาะสมกับสถานการณ์และงบประมาณทางเศรษฐกิจหรือไม่ โดยยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลประชานิยม แต่เป็นรัฐบาลที่ทำให้ทุกคนยืนอยู่บนขาของตนเองได้ หากจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินหน้า รัฐบาลก็จะดำเนินการเป็นช่วง ๆ

    ส่วนกระแสตอบรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60:40’ เป็นอย่างไรนั้น นายกรัฐมนตรีถามกลับผู้สื่อข่าวว่า ‘ได้ใช้หรือไม่ ชอบหรือเปล่า ถ้าชอบก็ขอให้พูดดัง ๆ หน่อย’

    เมื่อถามถึงผลสำรวจของนิด้าโพลที่ระบุว่าประชาชนมองว่าโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยประชาชนได้จริง แต่ยังลังเลว่าจะสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะยังมีเวลาอีก 3 ปี ให้ประชาชนพิจารณาว่ารัฐบาลมีความจริงใจและความตั้งใจหรือไม่ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของพี่น้องประชาชน รัฐบาลไม่สามารถประเมินหรือตัดสินตัวเองได้ สิ่งที่ทำได้คือทำงานให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า หากคนกลุ่มนี้บริหารประเทศต่อ จะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร รัฐบาลก็พร้อมยอมรับทุกกรณี

    เมื่อถามว่า หากมีโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2 จะมีโอกาสเพิ่มวงเงินจากวันละ 200 บาทหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ขอให้ไปถาม เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ส่วนที่นายกรัฐมนตรีแต่งกายด้วยกางเกงขาสั้น ซึ่งบังเอิญตรงกับกระแสดรามาที่มีต่อนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นายกรัฐมนตรีกล่าวเพียงว่า ‘ก็ลมมันเย็น Prickly heat’

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anuthin-thai-chuay-thai-plus-phase2/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dva4zK64K2LeQ5EmnMO7-

  • ธนาคารโลกคงคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในปีนี้ ไว้ที่ 3.7%

    ธนาคารโลกคงคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในปีนี้ ไว้ที่ 3.7%

    วันนี้, 20:50น.

              ธนาคารโลกคงการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในปี 2569 ไว้ที่ร้อยละ 3.7 และเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีหน้ามีแนวโน้มที่จะช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

              นายซาเฟอร์ มุสตาฟาโอกลู ผู้อำนวยการฝ่ายธนาคารโลกประจำประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน กล่าวในการประชุมเศรษฐกิจที่กรุงมะนิลา ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงในปีนี้ เนื่องจากการลงทุนที่อ่อนแอ การบริโภคที่ถูกจำกัด และความไม่ยั่งยืน แต่การคาดการณ์ในครั้งนี้ ยังต่ำกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 4.1 ที่คาดการณ์ไว้สำหรับเศรษฐกิจกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเล็กน้อย

              ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะฟื้นตัวขึ้นเป็นร้อยละ 5.2 ในปี 2570 ซึ่งต่ำกว่าร้อยละ 5.6 ที่คาดการณ์ไว้ในเดือนมิถุนายน และจะแตะระดับร้อยละ 5.5 ในปี 2570 เนื่องจากการลงทุนภาครัฐค่อยๆ ฟื้นตัวและสภาพเศรษฐกิจดีขึ้น

              ผู้บริหารด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลฟิลิปปินส์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในอัตราร้อยละ 3.5 ถึง 4.5 ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางและเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้การใช้จ่ายของรัฐบาลชะลอตัวลง

              นอกจากนี้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ยังเติบโตร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการอนุมัติงบประมาณที่ล่าช้า

              คาดการณ์ อัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยของปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 5.8 ซึ่งต่ำกว่าที่ผู้บริหารด้านเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 6-7 แต่คาดว่า จะลดลงเหลือร้อยละ 5.2 ในปี 2570 เนื่องจากการลงทุนภาครัฐค่อยๆ ฟื้นตัว และธนาคารกลางกลับมาดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินอีกครั้ง

              ขณะเดียวกัน การอ่อนค่าของเงินเปโซยังกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูง ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้บริหารด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลคาดการณ์ว่า ค่าเงินเปโซจะอยู่ที่ 60 ถึง 62 เปโซต่อดอลลาร์ ในช่วงปี 2569 ถึง 2573

    …

    #ฟิลิปปินส์

    #เศรษฐกิจ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163437&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dRRX0npYvN5mV0DJTchrY

  • จีนกร้าว! ไม่เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจ ปฏิเสธข้อกล่าวหา ‘ผลิตล้นเกิน’

    จีนกร้าว! ไม่เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจ ปฏิเสธข้อกล่าวหา ‘ผลิตล้นเกิน’

    ก่อนเปิดเจรจาการค้ากับสหรัฐและยุโรป จีนส่งสัญญาณชัด ‘ไม่เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจ’ พร้อมยืนกรานเดินหน้าหนุน ‘อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี’ แม้ถูกตะวันตกกล่าวหาว่าเป็น ต้นตอของกำลังการผลิตล้นเกินและการทุ่มตลาดโลก

    จีนกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะ “ไม่เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจ” ตามแรงกดดันจากตะวันตก โดยเดินหน้าปกป้องนโยบายที่ให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง” มากกว่าการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ก่อนการเจรจาการค้าครั้งสำคัญกับทั้งสหรัฐ และสหภาพยุโรปในช่วงปลายปีนี้ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่อการเกินดุลการค้าของจีนซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า แม้สหรัฐและยุโรปจะวิจารณ์ว่า จีนอุดหนุนภาคการผลิตอย่างหนักจนเกิด “กำลังการผลิตล้นเกิน” (Overcapacity) และส่งสินค้าราคาถูกออกสู่ตลาดโลก กระทบผู้ผลิตในประเทศอื่น แต่รัฐบาลปักกิ่งยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวเป็นผลจากรูปแบบการพัฒนาประเทศที่เหมาะสมกับจีน พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ว่าเป็น ข้ออ้างทางการเมืองและการกีดกันทางการค้า

    ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน กระทรวงพาณิชย์จีนได้เผยแพร่เอกสารแสดงจุดยืนเกี่ยวกับประเด็น “กำลังการผลิตส่วนเกินที่ถูกกล่าวอ้าง” โดยกล่าวหาชาติตะวันตกว่าใช้นโยบายกีดกันทางการค้า พร้อมปฏิเสธว่า ปัญหาดังกล่าวไม่มีอยู่จริง และระบุว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ตั้งอยู่บน “ตรรกะที่บกพร่อง” และ “มีแรงจูงใจแอบแฝง”

    นอกจากนี้ วารสารทฤษฎีหลักของพรรคคอมมิวนิสต์จีน Qiushi ยังตีพิมพ์บทความเมื่อเดือนกรกฎาคม ปกป้องระดับการบริโภคภายในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำของจีน โดยระบุว่าเป็นผลลัพธ์ที่ “สมเหตุสมผลตามพัฒนาการทางประวัติศาสตร์” ของโมเดลการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน เพื่อไล่ตามประเทศพัฒนาแล้ว

    ไม่เพียงเท่านั้น ในเดือนนี้ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ได้ตอบโต้คำเตือนเกี่ยวกับ “China Shock 2.0” ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่บริษัทจีนเข้าครอบงำอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและเบียดคู่แข่งตะวันตก โดยเปลี่ยนกรอบการอธิบายใหม่ว่า นี่คือ “China Opportunity 2.0” หรือโอกาสครั้งใหม่ของเศรษฐกิจโลก

    สวี่ เทียนเฉิน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Economist Intelligence Unit มองว่า การสื่อสารของจีนในช่วงนี้มีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือ สร้างความเข้าใจว่าทำไมจีนจึงเลือกโมเดลเศรษฐกิจเช่นนี้ และส่งสัญญาณว่า เรื่องดังกล่าวเป็น “เส้นแดง” ที่จีนไม่พร้อมยอมอ่อนข้อในการเจรจาการค้ากับชาติตะวันตก

    อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังตั้งข้อกังวลว่า การพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป ท่ามกลางการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ อาจสร้างแรงกดดันต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนเอง โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า สำหรับบริษัทจีนเกือบ 60% การขยายส่วนแบ่งตลาดสามารถอธิบายได้จาก “เงินอุดหนุนของภาครัฐ” โดยกำลังการผลิตส่วนเกิน เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการส่งออกของจีน และอาจทำให้ความขัดแย้งทางการค้ากับประเทศคู่ค้าทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต

    ถึงกระนั้น ปักกิ่งยังแสดงความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า จะสามารถบริหารความขัดแย้งทางการค้ากับทั้งสหรัฐ และยุโรปได้ โดยไม่จำเป็นต้องยอมปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งสะท้อนว่าจีนอาจกำลังเข้าสู่การเจรจารอบใหม่ด้วยท่าทีที่มั่นใจและแข็งกร้าวกว่าที่ผ่านมา

    อ้างอิง: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1245778&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3scMRW8kVyJzexOs2t2bC-

  • เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่ง วอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่ง วอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    เตาเผาและเครื่องจักร สำหรับทำชามตราไก่ และผลิตภัณฑ์เซรามิก ของบริษัทลำปางศิลปนคร จำกัด ส่วนใหญ่ต้องหยุดเดินเครื่อง ไฟที่เคยส่องสว่างถูกปิดเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากขณะนี้ไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามา จากเคยมีพนักงาน 200-300 คน ขณะนี้เหลือเพียงไม่กี่คนที่เข้ามาทำงาน

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่งวอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่งวอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    นางสุภัตรา อินผูก พนักงานทำเซรามิก ของบริษัทลำปางศิลปนคร จำกัด จ.ลำปาง บอกกว่า อดีตเคยมีงานทำทุกวัน มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว แต่ล่าสุดขณะนี้เข้ามาทำงานเพียงสัปดาห์ละ 1-2 วันเท่านั้น บางส่วนต้องหางานพิเศษอย่างอื่นทำเสริมเพื่อให้อยู่รอด

    สุภัตรา อินผูก พนักงานทำเซรามิก ของบริษัทลำปางศิลปนคร จำกัด จ.ลำปาง

    สุภัตรา อินผูก พนักงานทำเซรามิก ของบริษัทลำปางศิลปนคร จำกัด จ.ลำปาง

    นายกิติศักดิ์ สินวนาทรัพย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทลำปางศิลปนคร จำกัด และนายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ประกอบการเซรามิก เริ่มได้รับผลกระทบมาตั้งแต่หลังการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 จึงมีการปรับตัวและประคับประคองมาโดยตลอด จนล่าสุดเมื่อไม่มีคำสั่งซื้อ ประกอบกับมีสินค้าจากจีนเข้ามาตีตลาดในราคาที่ถูกกว่ามาก อย่างถ้วยตราไก่ใช้ต้นทุนประมาณใบละ 20 บาท แต่ของจีนขายเพียง 10-15 บาทเท่านั้น จึงจำเป็นต้องปิดโรงงานชั่วคราว ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการกำลังเดือดร้อนหนัก

    กิติศักดิ์ สินวนาทรัพย์  นายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง

    กิติศักดิ์ สินวนาทรัพย์ นายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง

    ข้อมูลของสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง ระบุว่าจังหวัดลำปางมีผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็กกว่า 200 แห่ง ขณะนี้ได้มีการปิดกิจการไปแล้วกว่า 100 แห่ง หรือเกินครึ่ง เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุน รวมถึงไม่มีการสั่งซื้อเข้ามา

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่งวอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่งวอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    สำหรับการขายผลิตภัณฑ์เซรามิก ของจังหวัดลำปางร้อยละ 50 ส่งออกต่างประเทศ ขณะนี้ยังพอขายได้ทำให้ผู้ประกอบการพออยู่ได้อยู่ และอีกร้อยละ 50 ส่งขายภายในประเทศ แต่ขณะนี้มียอดขายรวมเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่งวอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่งวอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    สมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง มองว่า ในอดีตผลิตภัณฑ์เซรามิกของจังหวัดลำปาง เคยสร้างรายได้ถึงปีละประมาณ 3,500 ล้านบาท แต่ขณะนี้มีรายได้รวมเพียงประมาณ 1 พันล้านเท่านั้น ซึ่งหายไปถึง 2 ใน 3 ส่วน จึงอยากให้รัฐบาลเร่งหามาตรการเข้ามาช่วยเหลือ โดยเฉพาะการหาตลาดต่างประเทศ การสนับสนุนใช้ของไทย รวมถึงการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะก๊าซแอลพีจีสำหรับการเตาเผา รวมถึงน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะหากไม่มีการทำอะไรเชื่อว่า กลุ่มผู้ประกอบการจะทยอยปิดโรงงานเพิ่มอีกหลังจากนี้

    รายงาน : เกษม แซ่กือ ผู้สื่ออาวุโสข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XWefU7DaY2jOWL2Uq5nab

  • ทรัมป์ยืนยันสหรัฐฯ ร่วมแทรกแซงค่าเงินเยน ชี้เป็น ‘สัญญาณมิตรภาพ’ ต่อญี่ปุ่น

    ทรัมป์ยืนยันสหรัฐฯ ร่วมแทรกแซงค่าเงินเยน ชี้เป็น ‘สัญญาณมิตรภาพ’ ต่อญี่ปุ่น

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนร่วมกับญี่ปุ่นเพื่อพยุงค่าเงินเยน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็น “สัญญาณมิตรภาพ” ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก นับเป็นปฏิบัติการร่วมครั้งแรกระหว่างสองประเทศในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ

    สหรัฐฯ ยืนยันปฏิบัติการร่วม

    ทรัมป์ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ว่า “เราสนับสนุนญี่ปุ่นเพราะความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกัน” พร้อมเสริมว่าการแทรกแซงครั้งนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงินแก่สหรัฐฯ และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกด้วย ทรัมป์ยังกล่าวติดตลกถึงเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์

    แบงก์ชาติสหรัฐฯ ขายยูโรซื้อเยน

    หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานอ้างแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ดำเนินการขายยูโรเพื่อซื้อเงินเยนในนามกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ผิดปกติ การแทรกแซงเกิดขึ้นหลังจากเงินเยนดิ่งลงแตะระดับ 163.24 เยนต่อดอลลาร์เมื่อเดือนที่ผ่านมา อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1986

    ญี่ปุ่นยืนยันพร้อมแทรกแซงเพิ่มเติม

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ซัตสึกิ คาตายามะ ยืนยันการดำเนินการร่วมดังกล่าว โดยระบุว่ากระทรวงได้ “ซื้อเงินเยนโดยประสานงานกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ” เพื่อรับมือกับความผันผวนที่มากเกินไปของค่าเงินเยน พร้อมเตือนว่าจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการแทรกแซงเพิ่มเติมหากจำเป็น

    มูลค่าการแทรกแซงมหาศาล

    รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สกอตต์ เบสเซนต์ โพสต์บน X ยืนยันการดำเนินการด้านอัตราแลกเปลี่ยนร่วม โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น นักวิเคราะห์ที่อ้างโดยไฟแนนเชียล ไทมส์ ประเมินมูลค่าการแทรกแซงทั้งหมดอยู่ที่ราว 8.45 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 52,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นิกเคอิระบุตัวเลขอยู่ที่ 6-7 ล้านล้านเยน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/trump-us-japan-yen-intervention-signal-of-friendship&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-wOYZ-Ka2RdWkEAKf0XrS

  • “สว.มังกร” นำคณะ สว.เหนือถกสภาลมหายใจเชียงใหม่ ดันแก้ PM 2.5 ยั่งยืน-หนุนป่าชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “สว.มังกร” นำคณะ สว.เหนือถกสภาลมหายใจเชียงใหม่ ดันแก้ PM 2.5 ยั่งยืน-หนุนป่าชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    นายมังกร ศรีเจริญกูล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่าน พร้อมคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ หารือร่วมกับสภาลมหายใจเชียงใหม่และเครือข่ายป่าชุมชน เพื่อรับฟังข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างยั่งยืน พร้อมติดตามการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านโมเดลชุมชนสร้างสรรค์ “โหล่งฮิมคาว” อำเภอสันกำแพง

    การลงพื้นที่เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 นำโดยนายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) พร้อมด้วยนายมังกร ศรีเจริญกูล นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล และนายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ร่วมประชุมกับนายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่ และเครือข่ายภาคประชาชน ในประเด็นการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่

    ที่ประชุมสะท้อนว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และหมอกควันเป็นวิกฤตเรื้อรังของภาคเหนือตอนบน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำบทบาทของภาคประชาชนและองค์กรภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายด้านอากาศสะอาดจากระดับพื้นที่สู่ระดับนโยบาย เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    นอกจากนี้ คณะสมาชิกวุฒิสภายังได้หารือร่วมกับผู้แทนสมัชชาเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเสนอให้ใช้กลไกป่าชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไฟป่าและลดฝุ่น PM 2.5 พร้อมยื่นข้อเสนอ 4 ประการ ได้แก่ การขยายมาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อสนับสนุนการดูแลป่าชุมชน การจัดทำแผนบริหารจัดการป่าและสิ่งแวดล้อมระยะ 5 ปี การยกระดับป่าชุมชนเป็นกลไกหลักในการป้องกันไฟป่า และการให้วุฒิสภาติดตามเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

    คณะสมาชิกวุฒิสภาได้รับข้อเสนอทั้งหมดไว้ เพื่อดำเนินการตามบทบาทและอำนาจของวุฒิสภา ทั้งด้านการผลักดันเชิงนโยบาย การประสานงาน และการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าเกิดผลอย่างยั่งยืน

    ภายหลังการประชุม คณะสมาชิกวุฒิสภาได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมชุมชนโหล่งฮิมคาว อำเภอสันกำแพง เพื่อติดตามการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านย่านสร้างสรรค์ของชุมชน โดยเยี่ยมชมตลาดงานหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ งานเซรามิก และพบปะผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อศึกษาแนวทางการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งช่วยสร้างรายได้และกระจายประโยชน์สู่คนในชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1650687&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jw91GqbDc-lOkwVN7pLrO

  • ดานูบ-ไรน์ น้ำแห้งขอด กระทบเศรษฐกิจ-พลังงาน จ่อปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

    ดานูบ-ไรน์ น้ำแห้งขอด กระทบเศรษฐกิจ-พลังงาน จ่อปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

    เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2569 The Guardian รายงานว่า สภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทวีปยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญ ทั้ง แม่น้ำดานูบ และ แม่น้ำไรน์ ลดต่ำลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

    วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานทางเศรษฐกิจ การขนส่งทางน้ำ การท่องเที่ยว ตลอดจนระบบการผลิตพลังงานไฟฟ้าของหลายประเทศ ตั้งแต่เนเธอร์แลนด์ไปจนถึงภูมิภาคทะเลดำ

    วิกฤตพลังงาน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮังการี-โรมาเนียส่ออัมพาต

    ผลกระทบที่น่าวิตกที่สุดประการหนึ่งคือการผลิตไฟฟ้า นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศฮังการีและโรมาเนีย จำเป็นต้องสั่งลดกำลังการผลิตและเตรียมปิดการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำดานูบ ไม่เพียงพอต่อระบบระบายความร้อน

    ที่ฮังการี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์พัคส์ (Paks) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดและป้อนพลังงานไฟฟ้าเกือบร้อยละ 50 ของประเทศ ต้องลดกำลังการผลิตลงเหลือต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง และมีแนวโน้มต้องปิดการทำงานทั้งหมดในสัปดาห์หน้า

    เปเตอร์ มัจยาร์ นายกฯ ฮังการี ยืนยันว่าอาจเกิดวิกฤตการณ์พลังงานขึ้นได้ พร้อมร้องขอให้ประชาชนช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงค่ำ ละเว้นการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ปิดเครื่องปรับอากาศ ขณะเดียวกันได้สั่งการให้โรงงานผลิตรถยนต์ และโรงงานแบตเตอรี่ลดการใช้พลังงานและน้ำลงทันที

    ส่วนทางการโรมาเนียสั่งปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้า เชอร์นาโวดา (Cernavodǎ) ไปแล้ว 1 เครื่อง และเตรียมปิดเครื่องที่ 2 ในเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่าการปิดระบบอาจยาวนานถึง 2 สัปดาห์ นายกฯ อิลิเอ โบลอฌาน ออกมาร้องขอให้ประชาชนประหยัดพลังงานเช่นเดียวกัน

    ดานูบ-ไรน์ น้ำแห้งขอด กระทบเศรษฐกิจ-พลังงาน จ่อปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

    ดานูบ-ไรน์ น้ำแห้งขอด กระทบเศรษฐกิจ-พลังงาน จ่อปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

    การขนส่งทางเรือไรน์-ดานูบ ดิ่งลงเหลือเพียง 20%

    ด้านการคมนาคมขนส่งทางน้ำ ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน ในเยอรมนี ระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าสำคัญ เช่น ธัญพืช สินแร่ ถ่านหิน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน ลดลงใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้เรือบรรทุกสินค้าสามารถบรรทุกน้ำหนักได้เพียงร้อยละ 20 ของความจุปกติเท่านั้น สร้างความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะคอขวดในภาคการผลิตของเยอรมนี

    ขณะที่ในเนเธอร์แลนด์ ระดับน้ำที่แม่น้ำไรน์ไหลเข้าสู่ประเทศได้ลดลงต่ำสุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ จนรัฐบาลต้องประกาศภาวะขาดแคลนน้ำอย่างเป็นทางการ และจำกัดการใช้น้ำในภาคการเกษตร เช่นเดียวกับในเซอเบียและบัลแกเรีย เรือบรรทุกสินค้าและเรือท่องเที่ยวหลายร้อยลำต้องจอดเกยตลิ่ง ส่งผลให้แรงงานและชาวประมงจำนวนมากต้องหยุดงานโดยปริยาย

    เผยซากประวัติศาสตร์ ฟอสซิลแมมมอธ ระเบิดสงครามโลก และเรือโบราณ

    ท่ามกลางวิกฤตแล้งจัด ระดับน้ำที่ลดลงจนแห้งขอดกลับเผยให้เห็นสิ่งประหลาดใต้ท้องน้ำที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

    ในบัลแกเรีย ชาวบ้านค้นพบชิ้นส่วนกระดูกฟอสซิลของแมมมอธขนยาว ยุคน้ำแข็ง บริเวณแม่น้ำดานูบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กำลังเร่งเข้าตรวจสอบ

    ทางการฮังการีต้องสั่งปิดสะพานมาร์กาเร็ตในกรุงบูดาเปสต์เป็นการชั่วคราว หลังจากระดับน้ำที่ลดลงเผยให้เห็นระเบิดขนาดใหญ่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จมอยู่บริเวณฐานสะพาน นอกเหนือจากนี้ ในหลายพื้นที่ยังพบซากเรือโบราณ และวัตถุประวัติศาสตร์ปรากฏขึ้นตามแนวตลิ่งที่น้ำถดถอยออกไปไกลกว่า 15-20 เมตร

    ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะยังคงไม่คลายตัวในเร็ววัน เนื่องจากพยากรณ์อากาศระบุว่า ยังไม่มีสัญญาณของฝนตกหนัก และอุณหภูมิในภูมิภาคยังคงพุ่งสูงเกิน 38 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง

    ดานูบ-ไรน์ น้ำแห้งขอด กระทบเศรษฐกิจ-พลังงาน จ่อปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

    ดานูบ-ไรน์ น้ำแห้งขอด กระทบเศรษฐกิจ-พลังงาน จ่อปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

    อ่านข่าว :

    “นายกฯ” เยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี กระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย

    สธ.หวั่น รพ.รายจ่ายพุ่ง งบบัตรทองได้แค่หัวละ 2,618 บาท

    สมาคมพลเมืองนครนายกยื่นสภาฯ ยก 13 เหตุผลค้านคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vq8JOZEPMSg-YMtzY8rc2

  • ภาษีศุลกากรชุดใหม่ของประธานาธิบดีทรัมป์ ทิศทางและผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ภาษีศุลกากรชุดใหม่ของประธานาธิบดีทรัมป์ ทิศทางและผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศปรับโครงสร้างมาตรการภาษีศุลกากรอีกครั้ง
    ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยออกมาตรการภาษีชุดใหม่เพื่อทดแทนมาตรการภาษีเดิมที่ครบกำหนดการบังคับใช้  

    แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่ในทางปฏิบัติ ภาคธุรกิจและผู้บริโภค
    อาจยังต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมเดิม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างกะทันหัน ความไม่แน่นอน
    ของห่วงโซ่อุปทาน และราคาสินค้านำเข้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

    ตลอดระยะเวลา 18 เดือนของสงครามการค้ารอบใหม่ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของหมวดสินค้าสูงกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษียังไม่ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าราว 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ชะลอตัวลง และยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักของรัฐบาล ได้แก่ การลดการขาดดุลการค้าและการฟื้นฟูภาคการผลิตภายในประเทศ

    image.png

    1. สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนโยบาย

    ภาพรวมของนโยบายสงครามการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงดำเนินไปในทิศทางเดิม 
    โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาความต่อเนื่องของมาตรการภาษี หลังจากมาตรการเดิมประสบปัญหาทางกฎหมาย

    ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาสหรัฐฯ (Supreme Court) มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าครอบคลุมหลายประเทศที่รัฐบาลใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้อำนาจทางกฎหมายอีกฉบับในการกำหนด
    ภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้ใช้มาตรการนี้ได้เพียง 150 วัน 
    ซึ่งครบกำหนดไปเมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา

    ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าชุดใหม่ในอัตรา 10–12.5% กับประเทศคู่ค้า มากกว่า 80 ประเทศ โดยอาศัยฐานอำนาจทางกฎหมายฉบับอื่น ส่งผลให้สินค้านำเข้าส่วนใหญ่ยังคงต้องเสียภาษีในระดับใกล้เคียงกับอัตราเดิม

    1. อำนาจทางกฎหมายที่รัฐบาลใช้

    มาตรการภาษีล่าสุดครอบคลุมประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ โดยรัฐบาลอาศัยอำนาจตามมาตรา 301 (Section 301) แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) ซึ่งเป็นกฎหมายเดียวกับที่รัฐบาลทรัมป์
    ใช้ในสมัยแรกในการจัดเก็บภาษีกับสินค้านำเข้าจากจีนหลายร้อยรายการ โดยอ้างว่าจีนมีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

    กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษี หากรัฐบาลสหรัฐฯ พบหลักฐานว่าประเทศ
    คู่ค้ามีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม แม้ว่ากระบวนการสอบสวนตามกฎหมายจะใช้เวลานาน แต่รัฐบาลทรัมป์ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อใช้มาตรา 301 เป็นกลไกในการนำอัตราภาษีบางส่วน
    ที่ศาลสูงเคยยกเลิกกลับมาบังคับใช้อีกครั้ง

    การสอบสวนชุดแรกครอบคลุมหลายสิบประเทศ โดยมุ่งประเด็นไปที่ประเทศต่าง ๆ ยังไม่มีมาตรการเพียงพอในการป้องกันหรือปราบปราม การใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งรวมถึงแรงงานทาส
    และการบังคับใช้แรงงานในรูปแบบอื่น ๆ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศอัตราภาษีดังกล่าวในเดือนมิถุนายน
    ก่อนจะปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติม และเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวกำหนดข้อยกเว้นและเงื่อนไขพิเศษสำหรับสินค้าบางประเภทและบางประเทศ 
    โดยอัตราภาษีของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันตามระดับความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานบังคับตามที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมิน

    image.png

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเห็นว่า การปรับเปลี่ยนฐานกฎหมายดังกล่าวอาจไม่ได้ส่งผล
    ต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากนัก โดยคาดว่าอัตราภาษีเฉลี่ยที่แท้จริง (Effective Tariff Rate) ของสหรัฐฯ จะยังอยู่ที่ประมาณ 10% ใกล้เคียงกับระดับเดิมที่ใช้ตลอดปีที่ผ่านมา

    นอกจากประเด็นแรงงานบังคับแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ยังดำเนินการสอบสวนอีกชุดหนึ่งกับ 16 ประเทศคู่ค้า เช่น จีน ไทย และสหภาพยุโรป โดยกล่าวหาว่า 16 ประเทศดังกล่าวมีกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) หรือผลิตสินค้าบางประเภทมากเกินความต้องการของตลาด จนส่งผลให้ราคาสินค้าลดต่ำและกระทบต่อผู้ผลิต
    ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีสำหรับมาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่มีข้อสรุป

    image.png

    1. การปรับตัวและการรับมือของภาคธุรกิจสหรัฐฯ

    นาย Rich Lesser ประธานบริษัท Boston Consulting Group (BCG) กล่าวว่า ภาคธุรกิจสหรัฐฯ สามารถปรับตัวต่อสงครามการค้าได้ค่อนข้างดี โดยบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 และภาวะเงินเฟ้อในช่วงหลายปี
    ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต่าง ๆ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งในการบริหารห่วงโซ่อุปทานและการกำหนดราคาสินค้า
    เช่น บริษัท General Motors (GM) คาดว่าจะมีต้นทุนจากภาษีศุลกากรในปีนี้อยู่ระหว่าง 2.5–3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ผลประกอบการของบริษัทยังดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

    อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารธุรกิจบางรายยังคงตั้งคำถามถึงเหตุผลทางกฎหมายของมาตรการภาษีใหม่ 
    นาย Rick Woldenberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทผลิตของเล่นเพื่อการศึกษา Learning Resources และ hand2mind นำเข้าของเล่นจากจีน อินเดีย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้องรัฐบาลสหรัฐฯ 
    จนศาลยกเลิกมาตรการภาษีชุดก่อน กล่าวว่า ภาษี 10–12.5% ภายใต้มาตรา 301 จะทำให้อัตราเงินเฟ้อ
    ของสหรัฐฯ สูงขึ้น และรัฐบาลสหรัฐฯ ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าการใช้แรงงานบังคับทำให้ธุรกิจของสหรัฐฯ สูญเสีย
    โอกาสทางการค้าและมาตรการครั้งนี้เป็นเพียงข้ออ้างในการจัดเก็บภาษีโดยไม่ผ่านความเห็นชอบ
    จากรัฐสภา

    1. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จนถึงปัจจุบัน

    ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดจากมาตรการภาษีคือ ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า โทรทัศน์ หรือเฟอร์นิเจอร์ ข้อมูลจากบริษัทวิจัยอุตสาหกรรมยานยนต์และรถยนต์มือสอง Kelley Blue Book 
    ระบุว่าภาษีนำเข้าทำให้ราคารถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1,600–9,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน ในปีนี้

    นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ประเมินว่าจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มาตรการภาษีทำให้ราคาสินค้าหมวดพื้นฐาน (Core Goods) ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 3.1% นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งราคาสินค้าโดยทั่วไปมีแนวโน้มลดลง

    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดบริการ เช่น ที่อยู่อาศัย 
    การรักษาพยาบาล ความบันเทิง และตั๋วเครื่องบิน ผลกระทบของภาษีต่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐานโดยรวม
     (Core Inflation) จึงอยู่ที่ประมาณ 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์

    นาย Steven Arenzon เจ้าของบริษัท Wisconsin Knitwear ในเมืองมิลวอกี เปิดเผยว่า บริษัท
    ต้องปรับขึ้นราคาหมวกไหมพรม 35–40% ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา เพื่อชดเชยต้นทุนเส้นด้ายที่นำเข้าจากบราซิล ปัจจุบัน เส้นด้ายดังกล่าวถูกเก็บภาษีนำเข้า 25% จากมาตรการภาษีสินค้านำเข้าจากบราซิล และเมื่อรวมกับภาษีใหม่ภายใต้มาตรา 301 จะทำให้อัตราภาษีรวมเพิ่มเป็น 37.5%

    นอกเหนือจากผลกระทบด้านเงินเฟ้อ มาตรการภาษียังไม่ได้สร้างแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญ
    ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัว 2.7% (หลังหักเงินเฟ้อ) โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภายในประเทศและการลงทุน
    ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษียังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักของรัฐบาลได้ ได้แก่

    • การลดการขาดดุลการค้าโดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ารวม 297,910
      ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงเพียงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024

    • การฟื้นฟูการจ้างงานภาคการผลิตแม้ว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวสูงขึ้น 3.1% นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับมารับตำแหน่ง แต่ระดับการจ้างงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวกลับลดลง
      โดยมีจำนวนแรงงานในภาคการผลิตลดลงราว 75,000 คน ในเดือนมิถุนายน เมื่อเปรียบเทียบ
      กับเดือนมกราคมปี 2025

    1. มาตรการการค้าอื่น ๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ

    นอกเหนือจากมาตรการภาษีชุดล่าสุด รัฐบาลทรัมป์ยังเดินหน้าเพิ่มแรงกดดันทางการค้ากับประเทศคู่ค้าหลายแห่ง ได้แก่

    • เตรียมจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาในอัตราสูงถึง 50% ตั้งแต่เดือนหน้า ซึ่งถูกมองว่าเป็น
      การเพิ่มอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ ก่อนการเจรจาทบทวนข้อตกลงการค้าUSMCA  

    • ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาจัดเก็บภาษีกับสหภาพยุโรป เพื่อตอบโต้กรณีที่สหภาพยุโรปกำหนดค่าปรับต่อบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังขู่ว่าจะกำหนดภาษีในอัตราสูงมากกับยาสามัญ (Generic Drugs) แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะยังไม่มีผลบังคับใช้ในช่วง 2 ปีข้างหน้าก็ตาม

    ข้อเสนอแนะจากสคต. นิวยอร์ก

    พัฒนาการล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า แม้มาตรการภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีการปรับเปลี่ยนฐานกฎหมายและรูปแบบการบังคับใช้อย่างต่อเนื่องภายหลังคำวินิจฉัยของศาล แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้าใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายการค้าและอุตสาหกรรม ผ่านการอาศัยอำนาจตามกฎหมายการค้าหลายฉบับ ได้แก่ Section 301, Section 232 และ Section 338

    สำหรับประเทศไทย ผู้ส่งออกควรติดตามพัฒนาการของการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็น การใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ในการกำหนดมาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ และอาจมีผลต่อการกำหนดนโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ของประเทศคู่ค้าในระยะต่อไป

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

    ข้อมูลอ้างอิง   The Wall Street Journal, The New York Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/x4fijc1takpss384yezkcbpd&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T_xZMhlhUxubdWxyC6c0w