Category: เศรษฐกิจ

  • ‘นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ ผ่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แนะทางรอดพาประเทศพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    ‘นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ ผ่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แนะทางรอดพาประเทศพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.33 น.

    ‘นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ ผ่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
    แนะทางรอดพาประเทศพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    เปิดเวที “RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ ผ่าปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการส่งออก เกษตร แรงงาน ธุรกิจเอสเอ็มอี และนโยบายภาครัฐ พร้อมเสนอทางออกรองรับความท้าทายของโลก ตั้งเป้าหมายพาประเทศไทยพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    วันที่ 20 มิถุนายน 2569 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสก.) รุ่นที่ 12 จัดงานสัมมนาสาธารณะ”RE-THINK THAILAND : รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” โดยมีนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และรศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ณ Hall 1–2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาการเติบโตช้า รายได้ต่อหัวประชากรอยู่ในระดับต่ำ แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัว หากไม่เร่งปรับตัวโดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเร็วอาจมีความเสี่ยงที่ไม่หลุดพ้นจากการติดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้สูงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ 

    ทีดีอาร์ไอ มองว่า ประเทศไทยสามารถขยับไปสู่โอกาสได้ท่ามกลางความท้าทายของไทยที่ยังมีต่อเนื่อง โดยทางออกที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างคนเก่งที่เป็น “ฮีโร่” เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างหากสามารถสร้างคนอย่าง อีลอน มัสก์ ได้เพียงคนเดียว สามารถสร้างมูลค่าที่เกิดขึ้นอาจสูงถึง 3 เท่าของ GDP ประเทศไทย และน่าจะเห็นผลไวกว่าการพัฒนาแบบกระจายตัวในภาคเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว ขณะที่ภาคบริการประเทศไทยควรหาทางรองรับการรั่วไหลของแพล็ตฟอร์มบริการจากต่างชาติ ซึ่งไม่สามารถสร้างรายได้เข้าประทศไทยอย่างแท้จริง 

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สถานการณ์ของผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนกิจการ SME ที่ขาดทุนต่อเนื่องและมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นจาก 18% ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 เป็น 22% ในไตรมาสแรกปี 2569 ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง แม้ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีสัดส่วนสูงถึง 84% ของทั้งระบบ แต่กลับมีอำนาจต่อรองต่ำเมื่อเทียบกับทุนขนาดใหญ่ ส่งผลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยากลำบาก

    ทั้งนี้ทางออกสำคัญคือการปรับวิธีคิดของ SME จากการมุ่งแข่งขันด้านราคา ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) สร้างนวัตกรรม และพัฒนามาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงปรับบทบาทจากผู้ผลิตปลายน้ำมาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยที่ยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้ขณะนี้แรงงานในหลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงตกงานสูง หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มสถาบันทางการเงิน โดยมีการประเมินแนวโน้มว่าในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า อาจมีแรงงานในกลุ่มนี้คนตกงานเป็นหลักหมื่นคน เป็นผลมาจากการปรับตัวเข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เช่นเดียวกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอนาคต

    “สิ่งที่น่ากังวลของคนทำงาน คือกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ต้องทำตัวอย่างไรไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะแนวโน้มธุรกิจในอนาคตใช้คนน้อยลง และเน้นแต่คนเก่ง ขณะที่เครื่องจักรและหุ่นยนต์ก็มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ จึงอยากแนะนำว่าคนวัยทำงาน 40 ปีขึ้นไป จำเป็นจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง ที่สำคัญคือทักษะเหล่านั้น ต้องไม่ใช่ลอกมาจากในตำราแต่ต้องทำด้วยตัวเอง อีกอย่างคือ อย่าปล่อยให้เกิดภาวะเบิร์นเอาท์ในการทำงานเกิดขึ้น” ดร.ธนิต กล่าว

    รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มี 4 ประเด็นใหญ่ หรือ “4 Bug” ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน Bug แรก คือ การอัดฉีดเงินแล้วเงินไม่หมุน แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์กลับไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร Bug ที่สอง คือ ไทยมีปริมาณการส่งออกสินค้ามาก แต่กลับส่งออกแต่สินค้าเทคโนโลยีต่ำหรือ Low-Tech สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    Bug ที่สาม คือ FDI ไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ประเทศไทยจะได้รับการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือยกระดับทักษะแรงงานได้อย่างเพียงพอ และ Bug ตัวสุดท้าย คือภาคเกษตรไทยเปลี่ยนไม่ทันโลก โดยตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังดูแลภาคเกษตรในลักษณะ “เลี้ยงไข้” มากกว่าการรักษาให้หายหรือไม่ แม้ไทยจะได้รับการยอมรับว่าเป็นครัวของโลก แต่เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญปัญหารายได้ต่ำ หนี้สินสูง และเข้าสู่สังคมสูงวัย

    อย่างไรก็ตามผู้ร่วมเสวนาทั้งหมดยังได้มีข้อเสนอแนะถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดย ทีดีอาร์ไอ เสนอว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI โดยนำโมเดลจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ทั้ง ยุโรป และจีน ที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอว่า ภาครัฐต้องเร่งปรับของยุทธศาสตร์เกษตร โดยต้องหยุดการแก้ปัญหาการแจกแบบเลี้ยงไข้ และหันมาสร้างความรุ่มรวยให้กับเกษตรกรด้วยการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร พร้อมกันนี้ยังต้องเร่งหาทางสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมไฮเทคควบคู่กันไปด้วย

    ขณะที่ภาคธุรกิจเสนอว่า ทางรอดภาคธุรกิจต้องเปลี่ยน mindset เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่โดยไม่ยึดติดสิ่งเดิม มีแนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ มีกระบวนการรองรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการสร้างทักษะให้กับแรงงานเพื่อรองรับความท้าทายในโลกยุคใหม่ ด้าน ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอี มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยเน้นย้ำว่า ควรเร่งขยับกลไกสนับสนุน โดยเฉพาะการลดข้อจำกัดด้านกฎหมายที่สร้างต้นทุนแฝง และเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกทางตรง (Direct Exporter) และผลักดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าในระดับที่สูงขึ้น เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/activity/480399&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e-tzdEn3vfCV8Kcbzoj3a

  • รัฐบาลคิวบาประกาศแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่

    รัฐบาลคิวบาประกาศแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่

                                เนื้อหาสาระข่าว / บทวิเคราะห์: ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดกับรัฐบาลสหรัฐฯซึ่งลากยาวมาตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงขณะนี้ ประธานาธิบดีคิวบาได้ออกมาประกาศถึงแนวทางและมาตรการการปฏิรูปทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะมอบอิสระในการดำเนินกิจการกับบรรดารัฐวิสาหกิจมากขึ้น ขยายขอบเขตการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของภาคเอกชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนในประเทศและชาวคิวบาโพ้นทะเลสามารถเข้ามาลงทุนได้ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียมกับการลงทุนจากต่างชาติ โดยผู้นำคิวบากล่าวว่าประเทศคิวบาไม่สามารถเดินต่อในรูปแบบเดิมไปได้อีกแล้ว พร้อมระบุว่า “นี่คือช่วงเวลาที่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง” ผ่านการให้สัมภาษณ์และการเผยแพร่ถ้อยแถลงของผู้นำคิวบาผ่านทางโทรทัศน์และวิทยุในประเทศเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

                                โดยจากถ้อยแถลงของผู้นำคิวบา สามารถสรุปประเด็นการปฏิรูปทางเศรษฐกิจได้ดังนี้:

                                1) ลดจำนวนและขนาดของหน่วยงานภาครัฐและกลไกทางการเมือง เพื่อสงวนงบประมาณส่วนที่ดังกล่าวไปใช้กับโครงการสวัสดิการสังคมและการปรับระบบเงินเดือนให้กับพนักงานภาครัฐ

                                2) เพิ่มอิสระให้แก่รัฐวิสาหกิจเพื่อให้สามารถดำเนินงานได้โดยปราศจากคนกลาง หรือการแทรกแซงด้านการบริหารจัดการ โดยจะกำหนดให้รัฐวิสาหกิจมีอำนาจในการกำหนดโครงสร้างเงินเดือนของตัวเอง การจัดสรรผลกำไร และการดำเนินการเกี่ยวกับการนำเข้า – ส่งออกสินค้าด้วยตนเอง

                                3) ยุติการที่ให้ความช่วยเหลืออุดหนุนทางการเงินให้กับรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ

                                4) เปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศ และการยกเลิกข้อกำหนดที่บังคับให้ต้องใช้หน่วยงานนำเข้าของรัฐเป็นคนกลางในการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ 

                                5) ขยายขอบเขตกิจกรรมที่อนุญาตให้บรรดาธุรกิจภาคเอกชนสามารถดำเนินการได้เอง

                                6) อนุญาตให้ชาวคิวบาในประเทศและที่อยู่ในต่างประเทศ สามารถลงทุนและมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียมกับนักลงทุนต่างชาติ รัฐวิสาหกิจ และสหกรณ์ทั้งหลาย

                                7) จัดทำกรอบกฎหมายใหม่ที่มีความมั่นคง มีความน่าเชื่อถือ และมีความปลอดภัย เพื่อรับประกันสำหรับธุรกิจในระยะยาว ที่สำคัญที่สุดก็คือเพื่อช่วยส่งเสริมการลงทุน โดยรัฐบาลคิวบาจะปรับปรุงกระบวนการอนุมัติการลงทุนให้มีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งยังกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระมากขึ้น มีอำนาจในการอนุมัติโครงการลงทุนในพื้นที่ได้

                               8) การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของคิวบาเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจคิวบาในปัจจุบัน โดยจะให้มีบทบาทจะเป็นในรูปแบบใดนั้นยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัด

                               9) การปฏิรูปการจัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตร และการเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตและเงินตราต่างประเทศได้ 

                               10) การแสวงหานักลงทุนต่างชาติในกิจการพลังงานหมุนเวียนเพื่อขยายการศักยภาพการใช้พลังงานสะอาด พร้อมกันจะยกเลิกข้อจำกัดในการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถชาร์จไฟด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ได้

                        และ 11) เปิดโอกาสให้มีการลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจการจัดเก็บขยะ

                               แนวทางการปฏิรูปและความเปลี่ยนแปลงหลายประการจากถ้อยแถลงของผู้นำคิวบา สะท้อนให้เห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลคิวบาควบคุมกลไกทางเศรษฐกิจประเทศไว้อย่างเข้มงวดเพียงใด ซึ่งให้หลังเวลากว่า 60 ปีที่ทางการคิวบาใช้เศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางหรือระบบคอมมิวนิสต์ ก็ถึงเวลาที่รัฐวิสาหกิจในประเทศคิวบาจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการในรูปแบบเช่นกับบริษัททั่วไปในประเทศอื่น ๆ ของโลกเป็นครั้งแรก โดยจะมีอำนาจในการดำเนินกิจกรรมนำเข้าและส่งออก รวมถึงทำสัญญาที่ก่อให้เกิดรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ ซึ่งยังสามารถเก็บเงินตราต่างประเทศที่ได้มาส่วนหนึ่งไว้เพื่อขยายขีดความสามารถในการผลิตและการให้บริการได้อีกด้วย (หลังจากที่ต้องหักบางส่วนเข้าภาครัฐ) สามารถสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับผู้ประกอบการประเภทใดก็ได้ และตัดสินใจเลือกลูกค้าและซัพพลายเออร์ของตนเอง จัดทำแผนการดำเนินงานของตนเอง แต่จะต้องเอื้อต่อการผลิตและการบริการเพื่อการส่งออกและเพื่อประชาชนภายในประเทศ แม้ว่ากิจกรรมบางอย่างอาจต้องตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรธุรกิจจะสามารถผลิตสินค้าและให้บริการในด้านใดก็ได้ที่ตนมีความสามารถในการจัดการ โดยใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อจำกัด

                              ประธานาธิบดีคิวบากล่าวว่า แนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและมาตรการเหล่านี้ผ่านการหารือในระดับรัฐบาลแล้วและจะได้รับการอนุมัติเพื่อบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจน ขอบเขตที่แท้จริงของการปฏิรูปจึงยังไม่เป็นที่แน่ชัด รวมถึงยังไม่ชัดเจนว่ามาตรการเหล่านี้จะเพียงพอที่จะกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังเผชิญมรสุมทางเศรษฐกิจหลายด้านให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้หรือไม่

                              ในมุมของการเมืองจากฝั่งสหรัฐฯ ยังไม่มีความชัดเจนว่ามาตรการที่ประกาศออกมาครั้งนี้จะถือว่ามีนัยสำคัญเพียงพอหรือไม่ในสายตาของรัฐบาลปธน.ทรัมป์ ซึ่งการประกาศครั้งนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่ารัฐบาลคิวบาจะไม่ยอมถอย หรือผ่อนปรนอำนาจการควบคุมหากปราศจากแรงกดดัน หรือสภาพบังคับจากภายนอก ซึ่งได้เพิ่มแรงกดดันต่อคิวบาด้วยมาตรการคว่ำบาตรและการปิดกั้นการขนส่งน้ำมัน เพื่อบีบให้รัฐบาลคิวบาต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และแม้การประกาศแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งนี้จะส่งสัญญาณว่าผู้นำคิวบาตระหนักดีถึงสถานการณ์ที่ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ภายใต้สภาพและเงื่อนไขในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจที่แร้งแค้น การถูกจำกัดการใช้พลังงาน ความยากลำบากของประชาชนในการหาอาหาร ยารักษาโรค และน้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต แต่รัฐบาลคิวบาก็ยังคงไม่มีท่าทีที่จะยอมผ่อนปรนอำนาจและการควบคุมในทางการเมือง

                              ข้อเสนอแนะ: การประกาศแนวทางการปฏิรูปทางเศรษฐกิจจากรัฐบาลคิวบาในครั้งนี้ นับว่าเป็นความเคลื่อนไหวใหญ่ที่น่าจับตาอย่างยิ่งสำหรับทิศทางความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ และนโยบายของคิวบา ซึ่งเป็นไปตามกระแสกดดันทางการเมืองจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ โดยหลังจากนี้สำหรับท่านที่สนใจที่จะเปิดตลาด หรือขยายตลาดส่งออกสินค้าไปยังประเทศคิวบา ควรต้องติดตามทิศทางนโยบายที่แน่นอน รวมถึงกรอบเวลาของการเปิดตลาดเสรีในคิวบา เพื่อประโยชน์ในการวางแผนติดต่อทางธุรกิจต่อไป 

    แหล่งสืบค้น/อ้างอิงข้อมูล:  
    1) “Cuban leadership hopes its announced reforms will buy it time with the US” 
        โดย Macarena Vidal Liy และ Eyanir Chinea จาก El Pais
    2) “Cuban Leader Diaz-Canel Announces Sweeping Economic Reforms to Fend Off U.S. Pressure” 
        โดย Nora Gamez Torres จาก Miami Herald
    3) “South Florida Reactions Remain Mixed as Cuba Announces New Economic Reforms” 
        โดย Ivan Taylor จาก CBS Miami
    สคต. ไมอามี /วันที่ 18 มิถุนายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/blrvuikby9fqma7oguv6kyhs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S9Zc72nrkjWRhETxQ94r4

  • นายกฯ เปิดงานผีตาโขนจังหวัดเลย ชูประเพณีสืบทอดยาวนาน หนุนไทยช่วยไทยพลัสกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายกฯ เปิดงานผีตาโขนจังหวัดเลย ชูประเพณีสืบทอดยาวนาน หนุนไทยช่วยไทยพลัสกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันนี้ (21 มิถุนายน) เวลา 09.30 น. ที่เวทีกลางที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีบุญหลวง และการละเล่นผีตาโขน จังหวัดเลย ประจำปี 2569 พร้อมด้วย ธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา พลพีร์ สุวรรณฉวี เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย ทั้ง 4 เขต

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า หากพูดถึงวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศไทย ผีตาโขนเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนโดยเฉพาะชาว จังหวัดเลย ล้วนมีความภาคภูมิใจ เพราะผีตาโขนไม่ใช่เพียงการละเล่นที่สนุกสนาน และไม่ใช่แค่ขบวนแห่ที่มีสีสันสวยงาม แต่เป็นเรื่องราวของชุมชน เป็นความศรัทธาที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และเป็นตัวแทนของสัญลักษณ์ที่ทำให้ชาว จังหวัดเลย มีความภาคภูมิใจ ถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งของ จังหวัดเลย และเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ถ้าเป็นหุ้นก็คือหุ้นที่ให้เงินปันผลตลอด ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็วเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งโหยหาประสบการณ์ที่มีความหมายและเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น

    อนุทินกล่าวด้วยว่า ในห้องทำงานของตนมีรูปผีตาโขนจำลอง ตั้งแต่ที่ตนได้มาร่วมงานประเพณีนี้ มีการมอบรูปผีตาโขนจำลองมาให้ ตนได้นำไปไว้ในห้องทำงาน ทำให้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จนวันนี้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากผีตาโขน

    “นอกเหนือจากการแสดงทางวัฒนธรรมพื้นเมืองพื้นบ้าน สิ่งที่ต่อยอดจากงานตรงนี้ คือวันนี้ อำเภอด่านซ้าย เงินสะพัดจากการที่ผู้คนมาท่องเที่ยวใช่หรือไม่ วันนี้ต้องสะพัดขึ้นเป็น 5 เท่า 6 เท่า เพราะมีไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ถ้าพ่อแม่พี่น้องลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วใช้กันให้เต็มที่ รัฐบาลต้องการทำให้ทุกคนมีความสุข ลดค่าใช้จ่ายจากสถานการณ์ต่างๆ ของโลก จึงสร้างโครงการนี้ขึ้นมา ซึ่งโครงการนี้จะมีระยะเวลาทั้งหมด 4 เดือน น่าจะทำให้ประชาชนได้จับจ่ายใช้สอย มาจากการที่รัฐสมทบให้ เรื่องนี้เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ใช้จ่ายถูกลงซื้อของได้มากขึ้นคนขายขายของได้มากขึ้น ถ้าโครงการนี้พี่น้องประชาชนบอกไม่เอาไม่จ่ายจะเท่ากับเสียโอกาส จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันอุดหนุนสินค้าไทย อุดหนุนคนไทยด้วยกันเอง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ตนก็มุกเดิมไม่อ่านสคริปต์แล้ว อยู่ตรงนี้ขอคุยกันแบบนี้ดีกว่า แต่รับรองว่าไม่มีถุยอีกแล้ว เรื่องถุยคือถุยใส่ตัวเอง ว่าทำไมต้องมาอ่านแบบนี้ ตนมาถึงตั้งแต่เช้า ถามว่าถ้าตนเห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย ทุกคน ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความทุ่มเท ไม่ต้องการทำงานจริงจัง ตนคงไม่มา เพราะเพิ่งกลับมาจากยุโรป วันนี้ตื่นตีห้าครึ่ง แต่ต้องมา เพราะทั้ง 4 คนคือพี่น้อง จังหวัดเลย มาเพราะเขาสั่งให้มา ถ้าไม่มาเดี๋ยวพี่น้อง จังหวัดเลย กระทืบเอา ตนมาเลย แต่ไม่เคยเลยไม่เคยผ่านไปไหน เพราะติดใจ ตั้งแต่เด็ก แต่ไหนแต่ไรก็มา ลาบเป็ดที่นี่อร่อยที่สุด

    “จังหวัดเลย มีสิ่งจูงใจสิ่งดึงดูดมากมาย ยิ่งถ้าพวกเรามาเที่ยวกันเองเยอะ ๆ คนต่างชาติก็จะมากันเอง จริง ๆ ประเทศไทยพึ่งพากันเอง ชื่อโครงการยังชื่อไทยช่วยไทย ถ้าเราพึ่งพากันเองแบบนี้ วันนี้มาเลย พรุ่งนี้ไปอุดรธานี นครพนม อีกวันไปหนองคาย ไปบึงกาฬ เที่ยวกันแค่นี้ประเทศไทยก็อยู่ได้แล้ว เรื่องการทำมาค้าขายระหว่างประเทศปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกผม ขอให้ทุกคนมีความเข้าใจ มีความรักความสามัคคีต่อกัน วันนี้ผมไม่ได้บอกว่าฝ่าวิกฤตการณ์นี้ออกไป เพราะประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตการณ์ไปแล้ว คนบอกว่าเศรษฐกิจยังไม่ดี ตรงนี้เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับพ่อแม่พี่น้อง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้สวมใส่หน้ากากผีตาโขน เป็นการแสดงสัญลักษณ์ในพิธีเปิดงานประเพณีบุญหลวง และการละเล่นผีตาโขน จังหวัดเลย ประจำปี 2569

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับงานประเพณีบุญหลวง และการละเล่นผีตาโขน ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นการผสมผสานความเชื่อทางพระพุทธศาสนา พิธีกรรมท้องถิ่น และวิถีชีวิตของคนในชุมชนเข้าด้วยกัน จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเทศกาลวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก ภายในงานนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสสีสันของขบวนแห่ผีตาโขน การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การจำหน่ายสินค้าชุมชน สินค้าโอทอป ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาว อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-phi-ta-khon-loei-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-BzBMvZSOoD6UjYpH8u7_

  • ‘หนี้สูง-ศก.เปราะบาง’ฉุดฝันมีบ้าน!?!?

    ‘หนี้สูง-ศก.เปราะบาง’ฉุดฝันมีบ้าน!?!?

    อุปสรรคใดกำลังขัดขวางการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชน และในสถานการณ์ที่ความสามารถในการซื้อยังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ประชาชนคาดหวังให้ ‘ภาครัฐ’ เข้ามามีบทบาทช่วยเหลือในรูปแบบใด เพื่อให้การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ได้ออกบทวิเคราะห์ หัวข้อ ‘การซื้อที่อยู่อาศัยยังเป็นเรื่องยาก ประชาชนคาดหวังความช่วยเหลืออะไรจากรัฐบาล?’ โดยระบุถึงผลสำรวจความต้องการที่อยู่อาศัยปี 2569 จาก SCB EIC ที่สัดส่วนของผู้ที่ยังไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 56% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจในปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 47% และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยสาเหตุของการไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัย นอกเหนือจากเหตุผลหลัก ได้แก่ การมีที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว ล้วนเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ เช่น ภาระค่าใช้จ่าย ภาระหนี้ ราคาที่อยู่อาศัยที่สูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยด้านอุปสงค์เป็นหลัก ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ตอบแบบสอบถามบางส่วนลังเลที่จะเข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือตัดสินใจไม่เข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อตั้งแต่แรกด้วย

    ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างเร่งด่วนที่สุด ได้แก่ 1.ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ซึ่งลดความสามารถในการซื้อ และชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย 2.ภาระหนี้สิน ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ และความสามารถในการชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน และ 3.ราคาที่อยู่อาศัยใหม่ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ซื้อได้ยาก 

    โดยมาตรการช่วยเหลือหรือนโยบายสนับสนุนภาคอสังหาฯ ที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการมากที่สุด เพื่อบรรเทาปัญหา ได้แก่ 1.สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือต่ำพิเศษ (Soft loan) รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยราคาต่ำ เพื่อช่วยกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากส่วนหนึ่ง ที่ยังพอมีความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น และ 2.มาตรการช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาการผ่อนชำระสินเชื่อ เช่น ความยืดหยุ่นในการผ่อนชำระสำหรับลูกหนี้ชั้นดี การสนับสนุนปรับโครงสร้างหนี้ หรือพักหนี้จากภาครัฐ เป็นต้น ขณะที่มาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยยังมีความจำเป็นในการกระตุ้นกำลังซื้อกลุ่มที่ยังไม่มีความพร้อมทางการเงิน โดยกำลังซื้อกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่ยังคงต้องการให้ภาครัฐคงมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ต่อไป   

    แม้จะมีมาตรการสนับสนุนกลุ่มมีศักยภาพในการซื้อที่อยู่อาศัย แต่ยังไม่สามารถหนุนให้ตลาดกลับมาฟื้นตัว โดย SCB EIC มองว่า ต้องบรรเทาปัญหาการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้ต่ำ รวมถึงแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ พร้อมกับวางนโยบายสนับสนุนภาคอสังหาฯ ให้ปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

    โดยในระยะสั้น ควรเน้นมาตรการช่วยเหลือผู้มีปัญหาในการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย และผู้มีปัญหาในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยเป็นหลัก เช่น การผ่อนคลายการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ หรือพักหนี้ ให้กับกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ พิจารณาการสนับสนุนด้านการเช่า และการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบ Co-living ที่มีราคาและอัตราค่าเช่าต่ำกว่าที่อยู่อาศัยทั่วไป รวมถึงคงมาตรการที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยไว้ โดยเฉพาะมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% และพิจารณาขยายเพดานครอบคลุมกลุ่มที่อยู่อาศัยราคามากกว่า 7 ล้านบาท

    ส่วนในระยะกลางถึงระยะยาว ควรเน้นมาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งหนี้สิน และค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ารายได้ อีกทั้งควรวางนโยบายที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคอสังหาฯ ปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม พฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึง Mega trend ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพผู้อาศัย. 

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1018338/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IYrxidAUNcoeBzIhU0wQD

  • ทบ. ชม นนร. ไทยคว้าเกียรตินิยมทอง กองร้อยปืนใหญ่รัสเซีย

    ทบ. ชม นนร. ไทยคว้าเกียรตินิยมทอง กองร้อยปืนใหญ่รัสเซีย

    (21 มิ.ย. 69) นักเรียนนายร้อย บุณยเกียรติ วังเสนา สร้างความภาคภูมิใจให้กองทัพบกไทย หลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารปืนใหญ่แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ด้วยผลการเรียนระดับเกียรตินิยมเหรียญทอง

    โดยในปีการศึกษานี้ มีนักเรียนนายร้อยเพียง 3 นายเท่านั้นที่ได้รับผลการศึกษาในระดับเกียรตินิยมเหรียญทอง สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความสามารถ และความทุ่มเทในการศึกษาเล่าเรียนตลอดหลักสูตร

    ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกองทัพบก และเป็นตัวอย่างของกำลังพลรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง เพื่อเตรียมพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากองทัพและประเทศชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/NUyuIe3WV&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PCSLw7htz6tfrGSzK2Vng

  • โค้งสุดท้าย!! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “รายเดิม” อย่าลืมยืนยันสิทธิภายใน 5 ทุ่มวันนี้ : อินโฟเควสท์

    โค้งสุดท้าย!! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “รายเดิม” อย่าลืมยืนยันสิทธิภายใน 5 ทุ่มวันนี้ : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนยืนยันสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 4-21 มิถุนายน 2569 ณ เวลา 12.00 น. พบว่ามีผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ลงทะเบียนแล้ว 12,654,200 ราย คิดเป็น 96.1% และยังคงเหลือผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันสิทธิ 519,773 ราย

    สำหรับกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่อยู่ในฐานข้อมูลของรัฐ ขณะนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการลงทะเบียนแล้ว 1,047,313 ราย คิดเป็น 99.98% ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะส่งข้อมูลมายังกระทรวงการคลัง เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป

    โฆษกกระทรวงการคลัง ขอย้ำให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “รายเดิม” ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ เวลา 23.00 น. ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่

    • แอปพลิเคชันเป๋าตัง
    • แอปพลิเคชันทางรัฐ
    • เว็บไซต์โครงการ
    • ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย
    • หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

    โดยสามารถตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนได้ผ่านทุกช่องทาง หรือผ่านเว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และ https://welfare.mof.go.th

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/603505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i0ogF47NdQEOizDFZqqFe

  • มิกซ์ เฉลิมศรี-นัท นิสามณี เห็นใจแม่ค้าออนไลน์ เผยวิธีรับมือแพลตฟอร์มต่างชาติหักค่าธรรมเนียมโหด

    มิกซ์ เฉลิมศรี-นัท นิสามณี เห็นใจแม่ค้าออนไลน์ เผยวิธีรับมือแพลตฟอร์มต่างชาติหักค่าธรรมเนียมโหด

    ยุคนี้ใครไม่ปรับตัวอยู่ยาก ล่าสุดสองตัวแม่ตัวมัมแห่งวงการอินฟลูเอนเซอร์และแม่ค้าออนไลน์ “มิกซ์ เฉลิมศรี” และ “นัท นิสามณี” ได้ออกมาเปิดใจกับ “ไทยรัฐบันเทิง” ถึงภาพรวมเศรษฐกิจและเบื้องหลังหัวอกคนค้าขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่พักหลังมานี้เจอศึกหนักรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นค่าธรรมเนียมและค่าเซอร์วิสชาร์จจากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติ ที่หักกันดุเดือดจนกำไรแทบหายวับ เริ่มกันที่ มิกซ์ เฉลิมศรี

    เศรษฐกิจบ้านเมืองตอนนี้เป็นยังไงในมุมของเรา?

    “ก็ถือว่าช่วยกันเนอะคนไทย อย่างดิฉันขายของเนี่ย เขาก็บอกว่า อุ๊ย เศรษฐกิจไม่ดี ไม่กล้าใช้เงินเลย จริงๆ คุณต้องใช้นะ คุณเอาเงินมาให้ฉัน แล้วฉันผลิตสินค้า ฉันได้เงินฉันก็จะเอาเงินไปซื้อต่อ เขาเรียกว่าเงินหมุนกันไปหมุนกันไป อย่าหวงเงินมากนะคะ เศรษฐกิจไม่ดีต้องใช้ตังค์ อย่าเก็บ หรือจริงๆ เอาเงินไปทำธุรกิจอะไรก็ได้เพื่อมาขาย ขายต่อกัน คนที่ซื้อก็ไปทำธุรกิจต่อ เศรษฐกิจมันจะได้ดีขึ้น”

    หัวอกแม่ค้าออนไลน์ที่เราไลฟ์สด เป็นไงบ้าง เราต้องกว่าจะได้เงินมา บางคนอาจจะว่า ไลฟ์สดจริงๆ มันง่าย?

    “จริงๆ นะ เงินน่ะได้ยาก แต่ก็ดีกว่าไม่ได้นะสำหรับหนูอ่ะ บางทีขายของได้ไม่ได้อย่างน้อยชิ้นสองชิ้นน่ะ ยอดเรามันต้องมีตั้งใจไว้แล้ว วันนี้เราต้องขายของให้ได้เท่าไหร่อ่ะเราก็ต้องขาย ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”

    เราโดนหักเงินเยอะจากแพลตฟอร์ม?

    “อันนี้โดนหักนู่นหักนี่เยอะมาก ตอนแรกมันก็ทำให้เราดีใจไง ตอนเราขายของนะเมื่อก่อนซัพพอร์ตนู่นนี่ เงินนี้ได้แบบเยอะ เวลาเราคำนวณใช่ไหม เราก็ต้องคำนวณว่า เราขายของราคานี้เราจะเหลือเงินเท่าไหร่ บางทีหักชีไม่แจ้งนะกลายเป็นกำไรเราก็น้อยลง แล้วทีนี้เราก็ต้องเพิ่ม ราคาคนก็จะบอกว่าของเราแพงขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อนเราขายได้”

    มีช่องทางดีๆ ที่เราจะย้ายไปไหม?

    “มี ดีๆเราก็ย้ายไปขายอีกช่องทางหนึ่ง เดี๋ยวเขาก็ตีกันเอง มันก็จะมีเจ้าที่ถูกกว่า เราก็ย้ายไปเรื่อยๆ”

    เห็นใจแม่ค้าออนไลน์?

    “ใช่ อยากให้แม่ค้าออนไลน์สู้ๆ นะคะ และคนที่กำลังสู้ในเศรษฐกิจยุคนี้ก็สู้ๆ กันต่อไปค่ะ” 

    ทางด้าน นัท นิสามณี ได้พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน บอกว่า 

    “ถามว่าเศรษฐกิจตอนนี้สู้ขนาดไหน ตอนนี้นัทก็ทำหลายอาชีพมาก นอกจากจะเป็นอินฟลูฯ แล้วก็ยังขายอาหารเสริม ขายลิป ถามว่าขายของยากมั้ย ยาก แต่ถ้าเราเข้าใจตลาด เข้าใจผู้บริโภค ถ้ายากก็มีทางไปได้”

    หลายคนก็จะเจอปัญหาโดนหักจากแพลตฟอร์มเยอะ เราแก้ปัญหายังไง?

    “วิธีแก้ก็คือเราต้องเข้าใจก่อนว่าเราจะโดนหักเท่าไหร่จากแพลตฟอร์ม เพราะหลายๆ คนที่มีปัญหานี้คือไม่รู้ แล้วก็ตั้งราคาตามใจฉัน ตามหลักที่เราเคยติด แต่ยุคนี้ 2026 แล้ว เราต้องเรียนรู้ก่อนแล้วว่าเราจะไปขายที่ไหน โดนหักเท่าไหร่ เราจะได้คำนวณถูกว่าเราต้องบวกยังไง เพราะในยุคนี้ผู้บริโภคเข้าใจว่ามันมีราคาที่ต้องถูกแพลตฟอร์มหักด้วย เรามีวางขายทุกที่ เพราะนัทมองว่าถ้าเราเลือกตลาด มันจะตัดโอกาสสินค้า ต้องวางไปให้ทุกที่ก่อน”

    ถ้าในอนาคตมีแพลตฟอร์มไทย ก็จะไปวางขายด้วย?

    “นัทมองว่าแพลตฟอร์มไทยเนี่ย เราเป็นอินฟลูฯ ก็จะช่วยรีวิว เพราะสุดท้ายมันคือการช่วยคนไทยด้วยกันค่ะ”

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2940999&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n8oD4ucZBJQI5ujBqfE3m

  • RUN หนุนเครือข่ายฯจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เสนอ ระบบ DWM

    RUN หนุนเครือข่ายฯจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เสนอ ระบบ DWM

    ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพียงแค่ประมาณ 20% เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง ส่วนอีก 80% ตกอยู่ในมือของชาวบ้านหรือซาเล้งที่คัดแยกและใช้วิธีจัดการที่ไม่ถูกต้อง  ซึ่งอาจส่งผลให้สารเคมีอันตราย เช่น แคดเมียมและตะกั่ว รั่วไหลลงสู่ดินและน้ำ กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระยะยาว 

    ขณะเดียวกันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยตรงที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง แม้ว่าจะมีความพยายามในการร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และร่างพ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน (EPR) แต่ปัจจุบันยังคงอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการและต้องอาศัยข้อมูลสนับสนุนที่ชัดเจน  

    จากปัญหาข้างต้นนี้ เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย หรือ RUN จึงได้สนับสนุนเครือข่ายนักวิจัยไทยพัฒนาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบบูรณาการ นำเสนอ “แพลตฟอร์มติดตามซากขยะอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (DWM) หรือ ระบบ DWM ซึ่งเป็นผลงานทีมวิจัยในเครือข่าย ผ่านการนำร่องทดสอบใช้งานจริง ยืนยันความคุ้มค่าของการกำจัดตามมาตรฐาน นักวิจัยย้ำแก้ปัญหายั่งยืน “เทคโนโลยี-กฎหมาย” ไม่เพียงพอ ต้องเริ่มจากพฤติกรรมแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง และสร้างความตระหนักรู้ว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่สิ่งไร้ค่า หากแต่เป็นทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

    ศ.ดร.วนิดา แก่นอากาศ รองคณบดีฝ่ายวิจัย นวัตกรรม และการต่างประเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ให้ข้อมูลงานวิจัย ระบบ DWM เพิ่มเติมว่า 

    ศ.ดร.วนิดา แก่นอากาศ

    “จากความท้าทายทั้งในด้านของปริมาณ E-waste ที่เพิ่มขึ้น และประเด็นเรื่องตัวบทกฎหมายที่จะนำมาบังคับบใช้เพื่อนำทางสู่การจัดการ E-waste ที่ถูกต้องของไทย ทำให้ทีมวิจัยจาก มข. ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการสร้าง “ถังขยะอัจฉริยะในห้องสมุด” ได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการ E-Waste อย่างยั่งยืน”

    “โดยมีความร่วมมือกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเครือข่าย RUN รวมถึงพันธมิตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ในการดำเนินโครงการวิจัยต่าง ๆ อาทิ  การนำร่องสำรวจการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของชุมชนต่าง ๆ ในประเทศไทย ก่อนขยายผลสู่การพัฒนา “ระบบติดตามซากขยะอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (DWM)” เพื่อติดตามวงจรขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง”

    ทั้งนี้  ระบบ DWM มุ่งเน้นสร้างความโปร่งใสในกระบวนการเก็บรวบรวม และคัดแยกสารอันตราย โดยสามารถรองรับการติดตามขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานสากล ทั้ง 9 ประเภท โดยระบบจะทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือน ผู้เก็บรวบรวมขยะ โรงงานคัดแยก ภาครัฐ และนักวิจัย ให้สามารถติดตามเส้นทางของขยะได้แบบ Real-time ช่วยลดปัญหาการลักลอบทิ้งหรือจัดการผิดวิธี และดึงขยะเข้าสู่กระบวนการจัดการที่ได้มาตรฐานมากขึ้น   

    เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน ศ.ดร.วนิดา หยิบยกประเด็นเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดการยากที่สุดอย่าง “ตู้เย็น” ขึ้นมาอธิบายเพิ่มเติม โดยให้ข้อมูลก่อนว่าที่ตู้เย็นเป็นถูกจัดให้เป็นเพราะมีสารอันตรายในระบบคอมเพรสเซอร์ หากถูกถอดแยกอย่างไม่ถูกวิธีจะก่อให้เกิดการรั่วไหลของสารพิษลงสู่สิ่งแวดล้อม โครงการวิจัยจึงเริ่มนำร่องติดตามและจัดการตู้เย็นใช้แล้วในพื้นที่เทศบาลเมืองพัทยา เพื่อศึกษากระบวนการนำขยะออกจากภาคประชาชนเข้าสู่โรงงานที่มีระบบกำจัดอย่างถูกต้อง

    ผลเบื้องต้นจากโครงการทดสอบฯ สามารถยืนยันความสามารถของระบบ DWM ที่เปลี่ยนวิธีจัดการซาก E-Waste ให้อยู่ในกระบวนการทางดิจิทัล ระบบสามารถบันทึกจำนวนซากแบบ Real-Time แสดงจำนวนซากที่เข้าร่วมระบบการส่งต่อและยอดคงเหลือภายในศูนย์จัดการอย่างแม่นยำซึ่งจากการทดสอบในพื้นที่เทศบาลเมืองพัทยา พบว่า ซากตู้เย็นที่รวบรวมได้ ถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการการกำจัดที่ถูกต้องทั้งหมดโดยไม่มีตกค้าง นอกจากนี้ระบบยังสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยคำนวณปริมาณการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการรีไซเคิลที่ถูกต้อง พร้อมเปรียบเทียบกับการใช้วิธีจัดการเดิมๆ ด้วยวิธีทิ้งหรือฝังกลบที่สร้างมลพิษอีกด้วย

    ศ.ดร.วนิดา กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการไม่ได้เกิดจากนักวิจัยเพียงคนเดียว แต่เกิดขึ้นเพราะความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ ผู้นำท้องถิ่น รวมถึงเครือข่าย RUN ที่ทำให้ได้พบกับทีมวิจัยที่มีศักยภาพ ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา จากการประชุมสัมมนาวิชาการประจำปี ครั้งที่ 7 (The 7th RUN Summit) เพื่องานวิจัยที่ตอบโจทย์ กลุ่ม E-waste Management ซึ่งมีการร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน และสนับสนุนเครือข่ายนักวิจัยไทยพัฒนาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบบูรณาการ 

    ผลจากการประชุมนี้ ได้มีมหาวิทยาลัยในเครือข่าย ฯ นำระบบ  DWM ของทีมวิจัย มข. ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลขยะเข้าสู่ระบบวิจัยและการจัดการไปต่อยอดกับโครงการที่ทำอยู่ เช่น การสกัดโลหะและสารเคมีจากแผงวงจร แผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

    ขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดล นำไปใช้ต่อยอดกับการศึกษาผลกระทบของสารปนเปื้อนต่อชุมชนและห่วงโซ่อาหาร  และความร่วมมือเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทย แต่มีการขยายผลไปสู่กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เช่น ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งเครือข่ายวิจัยไทยมีการร่วมกันเขียนแผนงานส่งเข้าไปในแผนแม่น้ำโขงปี 2027 เพื่อจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน

    “เครือข่าย RUN ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้มาเจอกันเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และข้อมูล ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนสิ่งที่ทำได้ดีหรือข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น เพื่อให้กระบวนการทำวิจัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ศ.ดร.วนิดา กล่าวอีกว่า “อนาคตประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปริมาณขยะจากแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตามกระแสการใช้พลังงานสะอาดและยานยนต์ EV ซึ่งหากไม่มีระบบจัดการที่ดี อาจกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ได้”

    “ที่ผ่านมาร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และร่างพ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน มีหลักการคือ บังคับให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบต่อการจัดการขยะของผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต หากไม่มีกฎหมาย ผู้ประกอบการมักมองว่าการจัดการขยะคือ การเพิ่มต้นทุนและพยายามลดต้นทุนให้ต่ำที่สุดเพื่อกำไร ทำให้ความร่วมมือในการจัดการขยะน้อยลง ดังนั้นหากกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน พร้อมเปลี่ยนมุมมองจาก “ขยะ” ให้กลายเป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ผ่านกระบวนการรีไซเคิลและการสร้างธุรกิจใหม่ด้านการจัดการขยะ”

    อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยย้ำว่า การแก้ปัญหา E-Waste อย่างยั่งยืน ไม่สามารถอาศัยเพียงเทคโนโลยีหรือกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนในการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง และสร้างความตระหนักรู้ว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่สิ่งไร้ค่า หากแต่เป็นทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

    งานวิจัยและนวัตกรรมฝีมือคนไทยที่สร้างความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    EA & บพข. ชวนมารับรู้ศักยภาพของ Bio‑PCM สารเปลี่ยนสถานะ

    ส่องไอเดีย “บ้านประหยัดพลังงาน” ตอบโจทย์ความยั่งยืนในยุคโลกเดือด

    อุตสาหกรรมดักจับและกักเก็บคาร์บอน เทคโนโลยีแห่งความหวัง

    Post Views: 130

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/06/21/run-dwm-e-waste-mangement-tracker-platform/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ekav_mTC-3YE2FBWkNLFT

  • อนุทิน ถกบิ๊กเอกชน กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย.นี้ ดัน 4 วาระใหญ่ยกเครื่องประเทศ

    อนุทิน ถกบิ๊กเอกชน กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย.นี้ ดัน 4 วาระใหญ่ยกเครื่องประเทศ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 นี้ เวลา 09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งแรก โดยเตรียมหารือถึงแนวทางการขับเคลื่อนประเทศร่วมกัน ซึ่งถือเป็นการต่อยอดจากการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐบาลและผู้บริหารบริษัทชั้นนำระดับเจ้าสัว เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

    สำหรับการจัดตั้ง กรอ. ดังกล่าว ถือเป็นกลไกสำคัญตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ มีเป้าหมายการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    โครงสร้างของคณะกรรมการ กรอ.

    โครงสร้างของคณะกรรมการ กรอ. มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.คมนาคม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รมว.พลังงาน รมว.พาณิชย์ รมว.อุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

    เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

    เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    หน้าที่และอำนาจพิจารณาของ กรอ.

    มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาและเสนอแนะแนวทางและมาตรการต่อคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ของภาคเอกชนทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งให้ภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตและสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวก่อนหน้านี้ว่า การทำงานของ กรอ. ชุดนี้ จะมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานในหลายด้าน ทั้งด้านพลังงานซึ่งประเทศไทยยังพึ่งพาอยู่มาก ด้านเทคโนโลยี ด้านกำลังคนและแรงงาน และด้านการแก้ไขกฎระเบียบ

    พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ Thailand Fast Pass ที่พิสูจน์แล้วว่าการแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบสามารถช่วยส่งเสริมการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในวันที่ 23 มิ.ย. 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการ Thailand Fast Pass อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วย

    แผนการขับเคลื่อนการทำงาน รัฐ-เอกชน

    ส่วนการขับเคลื่อนประเทศภายใต้ กรอ. ในระยะต่อไป นายเอกนิติ ยอมรับว่า จะมีการจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อขับเคลื่อนใน 4 ด้านหลักๆ ประกอบด้วยคณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการค้าและความสามารถในการแข่งขัน ด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ และด้านแรงงาน โดยเชื่อว่าหากดำเนินการอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นภายในระยะเวลา 3-4 ปี

    ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การประชุม กรอ.ครั้งนี้ จะมีการหารือถืงแนวทางการปรับปรุงข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาได้ประสานกับคณะกรรมการร่วมพรรคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไว้แล้วว่า มีกฎหมายหรือกฎระเบียบอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและจะแก้ไขอย่างไร หรือมีข้อเสนออย่างไร โดยเฉพาะการทบทวนกฎหมายลำดับรอง คือ กฎกระทรวงต่าง ๆ ที่มี 7,600 กว่าฉบับ

    เบื้องต้นได้หารือร่วมกับ กกร. และได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพื่อสรุปแนวทางเสนอ กรอ.หรือเสนอ ครม.ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661930&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DKbZhZ3iTKEZE6CM-_HgB

  • S&P คงเครดิตไทย BBB+ ทุนสำรองแกร่ง ผู้ว่าฯธปท.เตือนเศรษฐกิจมีความเสี่ยง-ขาดดุลการคลังสูง

    S&P คงเครดิตไทย BBB+ ทุนสำรองแกร่ง ผู้ว่าฯธปท.เตือนเศรษฐกิจมีความเสี่ยง-ขาดดุลการคลังสูง

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า 

    การประเมินอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศไทยโดย S&P Global Ratings เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เช่นเดิม

    ทั้งนี้ ไทยได้รับผลการประเมินในระดับสูงสุด หรือคะแนน 1-2 ใน 2 ด้าน จากทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่ ฐานะการเงินระหว่างประเทศ และการดำเนินนโยบายการเงิน

    สำหรับด้านฐานะการเงินระหว่างประเทศ S&P ระบุว่า ฐานะการเงินระหว่างประเทศ (External Balance Sheet) และสภาพคล่องระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งของไทย จะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

    ซึ่งมองว่าปัจจัยสำคัญมาจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งประเทศไทยยังมีสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิเป็นบวก และดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล แม้ว่าจะลดลงจากเดิมก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม ดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้อาจเหลือเกินดุลเพียงเล็กน้อย จากการนำเข้าน้ำมันที่เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นปัจจัยชั่วคราว ขณะเดียวกันกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้นถือเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่ยังจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

    ในด้านนโยบายการเงิน S&P ระบุว่า ความน่าเชื่อถือด้านนโยบายการเงินและผลงานในการรักษาเสถียรภาพราคาของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนอันดับเครดิตของประเทศไทย

    ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ความแข็งแกร่งในด้านดังกล่าวต้องยกเครดิตให้กับผู้ว่าการและทีมงาน ธปท. ในหลายยุคที่ผ่านมา ที่ช่วยให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความเข้มแข็งและต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

    นอกจากนี้ S&P ยังประเมินว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2% ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 2% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่รัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณ 3.5% ต่อ GDP เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ประเมินว่า ในระยะต่อไปยังมีทั้งปัจจัยเสี่ยงด้านลบและด้านบวก จากทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง การขาดดุลการคลังในระดับสูง รวมถึงประเด็นเงินเฟ้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญ โดยตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจของ ธปท. จะมีการปรับปรุงและเผยแพร่หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งโดยภาพรวมยังสอดคล้องกับการประเมินของ S&P

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1239467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aafpEgyJsBZwF5fCgTmFI