Category: เศรษฐกิจ

  • สกัดจับ 2 เก๋งขน 4 ชาวจีนเถื่อน อ้างเศรษฐกิจแย่ เลยรับจ้างส่งต่างด้าว

    สกัดจับ 2 เก๋งขน 4 ชาวจีนเถื่อน อ้างเศรษฐกิจแย่ เลยรับจ้างส่งต่างด้าว

    (26 มิ.ย. 69) น.อ.วีรยุทธ พันธ์ฉลาด หัวหน้าชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ได้รับรายงานจากกำลังพลประจำจุดตรวจบ้านเขาล้าน อ.เมือง จ.ตราด ว่าสามารถสกัดจับรถเก๋งต้องสงสัย 2 คัน ขณะขับผ่านด่านมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองตราด หลังพบมีพฤติกรรมน่าสงสัย คนขับเป็นชายไทย 2 คน และมีชายชาวจีนโดยสารมาคันละ 2 คน รวม 4 คน เจ้าหน้าที่นำทั้งหมดมาสอบสวน

    นายกิตติพงษ์ ชายไทยหนึ่งในผู้ถูกจับกุม ให้การว่า ได้รับการว่าจ้างจากคนรู้จักให้ไปรับชาวจีนทั้ง 4 คน บริเวณใกล้สี่แยกไฟแดง อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพื่อนำไปส่งในตัวเมืองตราด ได้ค่าจ้างไม่เกินคันละ 1,500 บาท และไม่ทราบว่าชาวจีนทั้งหมดเดินทางมาจากที่ใด เคยรับงานมาแล้ว 2 ครั้ง

    ส่วนนายภูศิริ (ผู้ต้องหาอีกราย) ซึ่งเป็นน้องชาย เพิ่งทำเป็นครั้งแรก ทั้งคู่เป็นชาวคลองใหญ่ อ้างว่า ที่รับงานดังกล่าว เพราะสภาพเศรษฐกิจชายแดนซบเซา ขาดรายได้ จึงจำเป็นต้องหาเงินประทังชีวิต

    ด้านชายชาวจีนทั้ง 4 คน (ข้อหา ลอบเข้าเมือง) ให้การผ่านล่ามว่า ก่อนหน้านี้พักอาศัยอยู่ที่เมืองพัทยามานานกว่า 2 ปี และได้เดินทางมายังคลองใหญ่ เพื่อหวังจะเดินทางต่อไปประเทศกัมพูชา ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะเดินทางไปทำงานในขบวนการสแกมเมอร์แต่อย่างใด – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/crime/N8eyIt3dL&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QTpTsZPQVweyvVWsY0hge

  • “เอกนิติ” นั่งประธานฯ พ.ร.บ.โอนงบฯ ย้ำเน้นเยียวยา-ฟื้นเศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” นั่งประธานฯ พ.ร.บ.โอนงบฯ ย้ำเน้นเยียวยา-ฟื้นเศรษฐกิจ

    ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปรงบประมาณ 2569 สภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมนัดแรกมีมติเสียงข้างมากให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมมีรองประธานกรรมาธิการฯ 6 คน ได้แก่ นายภราดร ปริศนานันทกุล, นางนันทนา สงฆ์ประชา, นางมนพร เจริญศรี, นายฉัตร สุภัทรวณิชย์, นางสาวเพ็ญภัค รัตนคำฟู และนายซาการียา สะอิ 

    ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีกำหนดส่งร่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปรงบประมาณ 2569 ให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ในวันที่ 2 กรกฎาคม นี้

    ขณะที่ นายเอกนิติ ย้ำว่า ที่ผ่านมาประเทศไทย และหลายประเทศประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ตั้งแต่สงครามตะวันออกกลาง ความผันผวนราคาพลังงาน ซึ่งเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตทำให้ค่าครองชีพ และต้นทุนสูง ประชาชนได้รับผลกระทบ จนเป็นวิกฤตปากท้อง และเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยประสบวิกฤตชายแดน และวิกฤตน้ำท่วม รวมถึงปีนี้ก็ได้ส่อว่า จะวิกฤตภัยแล้งแล้ว แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด รัฐบาลจึงได้พยายามบริหารจัดการใช้ทุกเครื่องมือ ดูแลและเยียวยาประชาชน แต่งบประมาณมีจำกัด และต้องพยายามรักษาความสมดุล แต่การที่มูดี้ส์ยกประเทศไทยเป็นประเทศรับมือภาวะเศรษฐกิจโลกได้ดี พร้อมปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบสู่ มีเสถียรภาพ ก็พิสูจน์แล้วว่า การดำเนินการเป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง 

    
นายเอกนิติ ยังระบุว่า ตัวเลขที่เศรษฐกิจไทยเติบโต และงบประมาณที่ตนเร่งรัดการเบิกจ่าย ข้อมูลได้พิสูจน์แล้วว่า อัตราการเบิกจ่ายสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา และตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 การลงทุนภาครัฐโดย 13% ไตรมาสที่ 2 โต 9.4% และข้อมูลล่าสุด โตกว่า 10% ดังนั้น จึงต้องรักษาสมดุลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และดูแลเยียวยาประชาชน พร้อมย้ำว่า งบประมาณเม็ดเงินที่เหลือ จำเป็นต้องโอนงบประมาณมาเป็นงบกลางสำรองฉุกเฉิน สำหรับวิกฤตพลังงานและภัยแล้ง ที่รัฐบาลต้องมีงบประมาณดูแลประชาชน และย้ำว่า ช่วงที่ตนได้ดำเนินการไปพิสูจน์แล้วว่า เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวกว่าที่หลาย ๆ คนคาดการณ์ และทำให้ขีดความแข่งขันประเทศไทยดีขึ้น

    นายเอกนิติ ยังยืนยันว่า รัฐบาลจะใช้งบประมาณขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฟื้นฟูการแข่งขันของประเทศ ดูแลเยียวยาประชาชน ซึ่งกรรมาธิการฯ จะได้นำความเห็นจากสภาผู้แทนราษฎร มาประกอบการพิจารณาในการปรับแก้ต่อไป

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378979313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dPQBff7lq3MD99fADr6yv

  • ดาวโจนส์ปิดลบ 55 จุด นักลงทุนชะลอซื้อขาย จับตาทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนโยบายเฟด

    ดาวโจนส์ปิดลบ 55 จุด นักลงทุนชะลอซื้อขาย จับตาทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนโยบายเฟด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/156716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HIJVgduzp5a2g-4ZXMBdA

  • น้ำมันดิบปิดร่วงแรง 3.74% หลุด 70 ดอลลาร์ นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจโลก ฉุดราคาดิ่งต่อ

    น้ำมันดิบปิดร่วงแรง 3.74% หลุด 70 ดอลลาร์ นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจโลก ฉุดราคาดิ่งต่อ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/156713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rPuzSsKu1uIXFm-Kl9zyk

  • สถานการณ์เชื้อไวรัสอีโบลาในปีค.ศ. 2026 ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร   | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    สถานการณ์เชื้อไวรัสอีโบลาในปีค.ศ. 2026 ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร   | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    สถานการณ์เชื้อไวรัสอีโบลาในปีค.ศ. 2026 ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร  

    สถานการณ์เชื้อไวรัสอีโบลาในปีค.ศ. 2026 ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร  

    อีโบลานับเป็นเชื้อไวรัสที่ถูกค้นพบ และแพร่ระบาดมาอย่างยาวนาน เชื้อไวรัสอีโบลาถูกค้นพบครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 การระบาดในช่วงแรกเป็นไปในวงแคบและยังสามารถควบคุมได้ จนกระทั่งปี ค.ศ. 2014 ได้เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างรุนแรงที่สุดในแอฟริกาตะวันตก มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 28,000 คนใน 10 ประเทศ ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 3 ทวีป ส่งผลให้พื้นที่ป่าไม้ในประเทศกินีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาด สูญเสียไปมากกว่าร้อยละ 85 จนกระทั่งปี ค.ศ. 2019 มีผู้ติดเชื้อในคองโกมากกว่า 2,000 ราย นำไปสู่การปรับมาตรการรับมือครั้งใหม่ 

    ในปี ค.ศ. 2026 นี้ เชื้อไวรัสอีโบลายังคงกลับมาระบาดหนัก โดยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 363 ราย ซึ่งเชื้อที่แพร่ระบาดระลอกนี้เป็นสายพันธุ์ Bundibugyo ที่ยังไม่มีวัคซีนสำหรับรักษาโดยตรง ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจผลกระทบของเชื้อไวรัสอีโบลาที่มีต่อเศรษฐกิจโลกในปี ค.ศ. 2026 ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    การแพร่ระบาดในปีนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก เนื่องจากคองโกเป็นผู้ผลิตโคบอลต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ครอบคลุมความต้องการทั่วโลกถึงร้อยละ 60 โคบอลต์นับเป็นแร่ธาตุสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้ทั้งในสมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากโคบอลต์แล้ว คองโกยังเป็นผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ที่สุดในแอฟริกา และมีแร่ธาตุสำคัญกลุ่ม 3TG ซึ่งได้แก่ ทังสเตน, ดีบุก, แทนทาลัม และทองคำ โดยแร่ธาตุเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ดังนั้น การแพร่ระบาดในพื้นที่ดังกล่าวจึงอาจส่งผลให้ภาคการผลิตหยุดชะงัก และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก

    หากการผลิตแร่ธาตุสำคัญกลุ่ม 3TG ต้องหยุดชะงักลง ราคาวัตถุดิบในตลาดโลกจะยิ่งผันผวนมากขึ้น ปัจจุบันนี้แร่ธาตุกลุ่มนี้เป็นที่ต้องการอย่างมาก และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คาดว่าความต้องการแร่ธาตุดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นถึงอีก 3 เท่า อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน ความต้องการแร่ธาตุที่พุ่งสูงขึ้นนี้ กลับกลายเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในคองโกเลวร้ายมากยิ่งขึ้น เมื่อการเร่งขุดเจาะแร่ธาตุต่าง ๆ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี กลับนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่าอย่างรวดเร็ว

    ในปี ค.ศ. 2024 ป่าฝนในลุ่มน้ำคองโกถูกทำลายไปมากถึง 1.5 ล้านเอเคอร์ ป่าไม้ที่ลดลงทำให้ค้างคาวซึ่งเป็นพาหะตามธรรมชาติของเชื้ออีโบลาสูญเสียที่อยู่อาศัย และย้ายแหล่งหากินเข้ามาใกล้ชิดกับชุมชนมากขึ้น นอกจากนี้ นักขุดแร่ทั้งหลายมักจะหาแหล่งแร่ใหม่ ๆ ในป่าลึก กลับกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการสัมผัสกับสัตว์ป่าโดยตรง และทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายเข้าสู่มนุษย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    ความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจ กลับกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัสอีโบลาแพร่กระจายและส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน จะเห็นได้ว่าการระบาดในปี ค.ศ. 2026 นี้ มีจุดเริ่มต้นจากเมือง Mongbwalu ซึ่งเป็นเมืองที่มีการทำเหมืองทองคำอย่างหนาแน่นและมีการตัดไม้ทำลายป่าอย่างชัดเจน 

    เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจโลกเติบโตบนการทำลายสุขภาพของคนในท้องถิ่น ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ สหภาพยุโรปได้ประกาศใช้มาตรการ “Global Health Resilience Initiative” เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับสุขภาพอนามัยของผู้คนในระยะยาว จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยจับตาดูสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ท่ามกลางกระแสการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ยังคงเรียกร้องทรัพยากรโลกอย่างมหาศาล

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] Shah, S. (June 5, 2026). A disease of deforestation: how Ebola is linked to the smartphone in your pocket. https://www.theguardian.com/world/2026/jun/05/ebola-mineral-mining-smartphones-congo

    [2] European Commission. (n.d.). Ebola virus outbreak 2026. https://health.ec.europa.eu/health-security-and-infectious-diseases/crisis-management/ebola-virus-outbreak-2026_en

    [3] World Health Organization. (n.d.). Ebola: The Democratic Republic of the Congo, 2026. https://www.who.int/emergencies/situations/ebola-outbreak—drc-2026

    อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/ebola-virus/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Herp9PkU9jgYWeaUzOiPE

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 6 ประจำปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 6 ประจำปี 2569

    ภาพรวมเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนเมษายน 2569 ในภาพรวมชะลอตัวลงจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกทำให้และอัตราเงินเฟ้อของชิลีปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.0% เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับเงินเฟ้อต่ำสุดที่ 2.4ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 GDP ปรับลดลง –1.2การบริโภคภาคเอกชนลดลง -0.6% ในขณะที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นแตะระดับ 9.1การนำเข้าโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้น 5.2และการส่งออกเพิ่มขึ้นที่ 12.8% โดยสินค้ากลุ่มสินแร่และทองแดงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักขยายตัวจากปีก่อนหน้า 20.5รวมมูลค่า 2.หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ในเดือนเมษายน 2569 ชิลีมีมูลค่าการค้ารวมกับไทยกว่า 385.8 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 12.9% รวมมูลค่า 236.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนเมษายน 2569 สคต. ณ กรุงซันติอาโกขอสรุปรายละเอียด ดังนี้

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี )

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนเมษายน 2569 ในภาพรวมปรับตัวลดลง -0.6% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การบริโภคภาคเอกชนของชาวชิลีในภาพรวมชะลอตัวลงจากผลกระทบราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 11 หมวดจากทั้งหมด 13 หมวด (พลังงาน อาหาร ที่พัก เครื่องนุ่งห่ม ขนส่งสาธารณะ ฯลฯ) ทั้งนี้หมวดสินค้าที่มีการชะลอตัวมากที่สุด คือหมวด เครื่องดืมแอลกอฮอลและยาสูบ โดยลดลงที่ -7.0% ตามมาด้วยหมวดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ -2.1% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคชาวชิลีที่ระมัดระวังการใช้จ่ายและปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนเมษายน 2569  ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 43.1 มาอยู่ที่ 41.3 ลดลง -4.2%

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนในชิลีประจำเดือนเมษายน 2569 ในภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) เพิ่มขึ้นจาก 8.แสนตารางเมตร มาอยู่ที่ 9.4 แสนตารางเมตร โดยปัจจัยหลักมาจากการก่อสร้างของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นถึง 139% ทางด้านดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของชิลี (IPSA) อยู่ที่ระดับ 10,908 จุด เพิ่มขึ้น 4.06จากช่วงต้นปีนี้

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนเมษายน 2569 ปรับระดับจาก 46.1 มาอยู่ที่ 49.3 เพิ่มขึ้น 6.9จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด  3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ (2) ภาคการค้า และ (3) ภาคการผลิต โดยอยู่ที่ 60.653.7 และ 47.2 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 9.1% ของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั้งหมดในประเทศ เพิ่มขึ้น 0.3จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยอัตราการจ้างงานใหม่อยู่ที่ 0.7ในขณะที่อัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้แรงงานในระบบเพิ่มขึ้นที่ 1 %

    image.png

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.0% หมวดที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 12 เดือนได้แก่ หมวดพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเพิ่มขึ้นถึง 11.4หากพิจารณาเฉพาะน้ำมันดีเซลพบว่า มีราคาเพิ่มขึ้นถึง 55.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าอันเป็นผลกระทบจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง

    image.png

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

    การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2569  มีมูลค่ารวมที่ 40,025 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.8% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่  

    สินค้า

    ม.ค.-เม.ย. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินแร่

    19,737

    23,782

    20.5%

    ผลไม้

    3,837

    3,479

    -9.3%

    เคมีภัณฑ์

    2,560

    3,290

    28.5%

    ปลาแซลมอน

    2,262

    2,390

    5.7%

    เยื่อกระดาษ

    1,443

    1,201

    -16.8%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    732

    624

    -14.8%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    439

    520

    18.5%

    การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2569 มีมูลค่ารวมที่ 28,488 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.2เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-เม.ย. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    8,200

    8,437

    2.9%

    สินค้าหมวดพลังงาน

    4,527

    4,950

    9.3%

    สินค้าทุน

    5,868

     6,474

    10.3%

     รถยนต์เชิงพาณิชย์

    877

    941

    7.3%

     เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    617

    533

    -13.6%

    จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 11,537 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

       ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – เมษายน 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 236.16 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 12.98% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่ นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (111.87 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 38.37%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (39.29 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -13.21%

    • ปลากระป๋อง (20.68 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -20.09%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (15.74 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น  91.56%)

    • อัญมณีและไข่มุก (8.47 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.44%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 470.83 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -15.57%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 236.16 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 12.98%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 171.96 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 13.26%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 85.36 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 2.32%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 32.18 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง 25.08%)

    ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – เมษายน 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 149.71 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -33.24% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ทองแดง (38.52 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -59.88%) 

    • แซลมอนและอาหารทะเล (37.31 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -14.28%)

    • สินแร่อื่น ๆ (27.19 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 67.53%)

    • เยื่อกระดาษ (19.71 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -50.14%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (9.29 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง19.27%)

    สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 149.71 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง33.24%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 132.16 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 8.40%)

    • ชิลีส่งออกไปยังมาเลเซีย 92.81 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 11.65%)

    • ชิลีส่งออกไปยังอินโดนีเซีย 47.20 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 118.23%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 35.26 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 13.35%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2569 อยู่ที่ 385.87 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -10.95%)               โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทย มากกว่าส่งออกสินค้ามายังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 86.45 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/pr555i6j6frvvx17osazp238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wrfOQU4oIW4JOTnIZ2Ov-

  • เศรษฐกิจเซอร์เบียเติบโตสวนทางสหภาพยุโรป

    เศรษฐกิจเซอร์เบียเติบโตสวนทางสหภาพยุโรป

    โดย

    thumn@ditp.go.th

    ลงเมื่อ

    26 มิถุนายน 2569 18:41

    สคต. ณ กรุงบูดาเปสต์ (ฮังการี) (TTC, Budapest (Hungary))

    2

    บูดาเปสต์ – ข่าว มิ.ย. 69 – เศรษฐกิจเซอร์เบียเติบโตสวนทางสหภาพยุโรป.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ij5l4fp1vu7dvfqeowu1qhwy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oVhF0GFLUbfcB7bRJ4x-6

  • กรุงฮานอยอนุมัตินโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการเอกชนใน 5 ภาคส่วนสำคัญ

    กรุงฮานอยอนุมัตินโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการเอกชนใน 5 ภาคส่วนสำคัญ

    กรุงฮานอยอนุมัตินโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการเอกชนใน 5 ภาคส่วนสำคัญ

    image.png

     สภาประชาชนกรุงฮานอยได้อนุมัติมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการภาคเอกชนใน 5 สาขายุทธศาสตร์สำคัญ           เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับบทบาทของ  กรุงฮานอยในฐานะศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ      โดยนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย     เมืองหลวง 2569

    ภายใต้มาตรการดังกล่าว ผู้ประกอบการเอกชนที่ดำเนินธุรกิจใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว การศึกษาและการฝึกอบรม การสาธารณสุข โลจิสติกส์ และเกษตรกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง จะได้รับสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

     นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจเมืองหลวง ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาของประเทศ

      ภายใต้มติดังกล่าว ผู้ประกอบการที่มีสิทธิได้รับการสนับสนุนจะต้องเป็นกิจการที่จดทะเบียนในกรุงฮานอย และไม่มีการถือหุ้นโดยภาครัฐ หรือมีสัดส่วนการถือหุ้นของภาครัฐไม่เกินร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินธุรกิจใน ใน สาขายุทธศาสตร์ที่กำหนด รวมทั้งต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ให้ภาครัฐ การจ้างงาน และความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร โดยมีมาตการสนับสนุนได้แก่ 

    1. ด้านการสนับสนุนสถานที่ประกอบธุรกิจ กรุงฮานอยจะให้ความช่วยเหลือผ่านการลดค่าเช่าที่ดินในพื้นที่ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมใช้งาน ภายในนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรม และศูนย์เทคโนโลยี โดยใช้กลไกในลักษณะเดียวกับมาตรการส่งเสริมที่มีอยู่สำหรับธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และธุรกิจสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรม

    2. ด้านแหล่งเงินทุน ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จะสามารถเข้าถึงสินเชื่ออัตราพิเศษจากกองทุนเพื่อการลงทุนและพัฒนานกรุงฮานอย (Hà Nội Development Investment Fund) เพื่อใช้ในการลงทุนด้านเครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว โครงการสินเชื่อดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการสนับสนุนด้านการส่งออก การเงินในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการนำหลักทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)    มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยกรุงฮานอยจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 70 สำหรับการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับตลาดสากล โดยกำหนดวงเงินสนับสนุนไม่เกิน 100 ล้านด่ง (ประมาณ 3,800 เหรียญสหรัฐฯ) ต่อกิจการต่อปี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมโยงกับบริษัทชั้นนำระดับโลก เข้าถึงตลาดใหม่ แหล่งเงินลงทุน และเทคโนโลยีที่ทันสมัย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและนิทรรศการในต่างประเทศจะได้รับการสนับสนุนร้อยละ 70 ของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ ค่าเช่าพื้นที่จัดแสดงสินค้า ค่าออกแบบและก่อสร้างคูหา ตลอดจนค่าขนส่งสินค้า โดยกำหนดวงเงินสนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านด่งต่อกิจการต่อปี

      มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของกรุงฮานอยในการยกระดับบทบาทของภาคเอกชน                    เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่น และรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ในขณะเดียวกัน นโยบายนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาชุมชนธุรกิจของกรุงฮานอยให้มีความแข็งแกร่ง สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มผลิตภาพ และยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเมืองหลวงในระยะต่อไป.

      (จาก https://vneconomy.vn/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการภาคเอกชนของกรุงฮานอยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามที่ให้ความสำคัญกับภาคเอกชนในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับ   ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการมุ่งเน้นสนับสนุน 5 สาขายุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว การศึกษาและการฝึกอบรม การสาธารณสุข โลจิสติกส์ และเกษตรกรรมเทคโนโลยี  ขั้นสูง ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและเศรษฐกิจสีเขียวของเวียดนาม นโยบายดังกล่าวมีจุดเด่นที่ไม่ได้จำกัดเพียงการให้สิทธิประโยชน์ทางการเงินเท่านั้น        แต่ยังครอบคลุมการสนับสนุนด้านสถานที่ประกอบธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ตลอดจนการสนับสนุนการขยายตลาดในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และธุรกิจนวัตกรรมที่มักประสบปัญหาด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาดสากล นอกจากนี้ การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการต้องมีบทบาทในการสร้างรายได้ภาครัฐ การจ้างงาน และ  การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ยังสะท้อนถึงความพยายามของทางการฮานอยในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่มุ่งเน้นเพียงผลกำไรทางธุรกิจ แต่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ซึ่งนโยบายดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในสาขาโลจิสติกส์ การศึกษา          การท่องเที่ยว การเกษตรเทคโนโลยี และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว สามารถขยาย           ความร่วมมือหรือร่วมลงทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นในกรุงฮานอยได้มากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการเวียดนามที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจะมีศักยภาพในการพัฒนาโครงการและขยายกิจการเพิ่มขึ้น มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดมากขึ้น   ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสทางการค้า การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศในอนาคต     อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ความโปร่งใสในการคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ และความสามารถในการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง หากสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นโยบายนี้จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศธุรกิจในกรุงฮานอย และสนับสนุนเป้าหมายของเวียดนามในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมสูง มีความยั่งยืน          และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/osit95di8e1k4bpozny18l7y&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z-mJzq3uR3MKqPgykT3Eg

  • “สรรเพชญ”ลุยสตูล ดันถนน-ท่าเรือ เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน

    “สรรเพชญ”ลุยสตูล ดันถนน-ท่าเรือ เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน

    “สรรเพชญ”ลุยสตูล ดันถนน-ท่าเรือ เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน

    นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสตูล ติดตามความก้าวหน้าโครงการคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ 3 จุด ทั้งโครงการอุโมงค์เชื่อมสงขลา-สตูล การปรับปรุงถนนสาย สต.3014 และการพัฒนาท่าเทียบเรือปากบารา เพื่อยกระดับการเดินทาง การขนส่ง และเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดนฝั่งอันดามัน

    เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 นายสรรเพชญ พร้อมคณะ ลงพื้นที่บริเวณแยกทุ่งตำเสา อำเภอควนโดน ซึ่งเป็นแนวทางออกของอุโมงค์ฝั่งจังหวัดสตูล เพื่อรับฟังข้อมูลการเตรียมศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างอุโมงค์เชื่อมจังหวัดสงขลา-สตูล ช่วงคลองแงะ-ทุ่งตำเสา บนทางหลวงหมายเลข 4137 ตอนทุ่งตำเสา-สวนเทศ

    โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายลดระยะทางและระยะเวลาเดินทาง เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งประชาชนและสินค้า พร้อมเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา สตูล และพื้นที่ภาคใต้โดยรวม

    จากนั้น คณะได้ตรวจเยี่ยมโครงการปรับปรุงถนนสาย สต.3014 แยกทางหลวงหมายเลข 404-ถ้ำเจ็ดคต อำเภอมะนัง เพื่อติดตามความก้าวหน้า รับฟังปัญหาการสัญจรของประชาชน และหารือแนวทางเพิ่มความสะดวกปลอดภัยในการเดินทาง

    การปรับปรุงถนนสายดังกล่าวจะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายคมนาคมในพื้นที่ เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และอำนวยความสะดวกในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าของประชาชนออกสู่ตลาด

    ต่อมา นายสรรเพชญและคณะเดินทางไปตรวจเยี่ยมท่าเทียบเรือปากบารา อำเภอละงู เพื่อติดตามการบริหารจัดการท่าเทียบเรือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางน้ำ และแนวทางยกระดับระบบโลจิสติกส์ทางทะเลให้รองรับการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการท่องเที่ยวทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นายสรรเพชญ กล่าวว่า จังหวัดสตูลมีศักยภาพทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้าชายแดน การเกษตร และการขนส่งทางทะเล การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมจึงต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งทางถนน ทางน้ำ และการเชื่อมโยงระหว่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนเดินทางสะดวก ปลอดภัย ลดต้นทุนการขนส่ง และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่

    ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะนำข้อมูล ปัญหา และข้อเสนอแนะจากการลงพื้นที่ไปประกอบการพิจารณา พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินงานตามขั้นตอน เพื่อให้โครงการต่าง ๆ ตอบสนองความต้องการของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดสตูลและพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/744543&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ae8B2Loc9qXVCf4TNL5hB

  • เวียดนามขาดดุลดารค้าในช่วง 5 เดือนแรกปี 2569

    เวียดนามขาดดุลดารค้าในช่วง 5 เดือนแรกปี 2569

    เวียดนามขาดดุลดารค้าในช่วง 5 เดือนแรกปี 2569

    image.png

    ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจของเวียดนาม ในช่วงเดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้ารวม การนำเข้าและการส่งออก ของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 445,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการนำเข้าที่ 229,560 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ดุลการค้าพลิกกลับจากภาวะเกินดุลเป็น ขาดดุลการค้า โดยมีมูลค่าการขาดดุลสูงถึง 13,810 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ในการเสวนาหัวข้อเวียดนามท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอกและโอกาสจากภายใน” ภายใต้กรอบ Vietnam Investment Forum 2026 Summer Summit (VIF 2569) ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ดร. Phan Duc Hieกรรมาธิการประจำคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและการคลังของรัฐสภาชุดที่ 16 กล่าวว่า แม้ว่าการเกินดุลทางการค้าของเวียดนามในช่วงปี 2567–2568 จะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่การที่เวียดนามประสบกับการขาดดุลการค้าในระดับสูงในช่วง เดือนแรกของปี 2569 กลายเป็นประเด็นที่สร้างความประหลาดใจอย่างมาก นาย Nguyen Duy Linh ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ Saigon-Hanoi (SHS) เห็นว่า สาเหตุหลักของสถานการณ์ดังกล่าวมีอยู่ ประการ ได้แก่    (1) ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน อันเป็นผลมาจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในภาคตะวันออกกลาง และ (2) ผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัจจัยทั้งสองประการนี้ส่งผลให้ภาคธุรกิจเร่งนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตล่วงหน้า เพื่อสำรองไว้รับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 

    แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของการนำเข้า โดยเฉพาะวัตถุดิบเพื่อการผลิต อาจช่วยรองรับความต้องการผลิตในช่วงไตรมาส และ  ไตรมาส ของปี 2569 ได้ก็ตาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของภาคธุรกิจภายในประเทศในการจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนป้อนเข้าสู่ภาคการผลิตของบริษัทที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ดำรงมาเป็นเวลานานในเศรษฐกิจเวียดนาม บริษัท FDI จึงยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ     เพื่อใช้ในการผลิต ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าคอขวดที่แท้จริงของเวียดนามไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ แต่อยู่ที่ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเงินลงทุนดังกล่าวให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากเพียงใด ปัจจุบัน ผลกระทบเชิงบวกของเงินทุน FDI ที่เชื่อมโยงสู่ภาคเศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้เวียดนามยังคงติดอยู่ในบทบาทฐานการผลิตแบบรับจ้าง (Assembly and Processing Base) และต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากการนำเข้าเป็นอย่างมาก

    เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างยั่งยืนด้วยแนวทางที่ครอบคลุม ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า เวียดนามจำเป็นต้องเร่งสร้าง ห่วงโซ่มูลค่าในประเทศ (Domestic Value Chain) เพื่อสร้างสมดุลและลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อการผลิตของภาคธุรกิจ FDI โดยเฉพาะความมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industries) ส่งเสริมนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และยกระดับผลิตภาพแรงงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ภาครัฐอาจสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการชั้นนำในประเทศที่มีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนห่วงโซ่การส่งออกทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ รวมถึงกำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศอย่างเป็นระบบและเป็นมืออาชีพเพื่อสร้างเครือข่ายห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืนและเป็นของผู้ประกอบการเวียดนามเองในระยะยาว

    ดังนั้น การขาดดุลการค้าในปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณสะท้อนถึงการฟื้นตัวของภาคการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจเวียดนามจำเป็นต้องเร่งแก้ไขจุดอ่อนของห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในระยะยาว

    (จาก https://www.vneconomy.vn/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    การขาดดุลการค้าของเวียดนามในช่วง เดือนแรกของปี 2569 โดยขาดดุลการค้ามูลค่า 13,810 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากข้อมูลของกรมศุลกากรเวียดนาม (Vietnam Customs) สินค้าที่มีมูลค่าสูงและมีการเพิ่มขึ้นอย่างมากที่ส่งผลต่อการขาดดุลการค้าของเวียดนามในช่วง เดือนแรกของปี 2569 ได้แก่ (1) คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน และ (2) น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยมูลค่าการนำเข้าคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน      ที่ 88,219 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 57.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 และคิดเป็นร้อยละ 38.4 ของมูลค่า การนำเข้าทั้งหมดของเวียดนาม การเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าดังกล่าวเป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิตของกลุ่มบริษัท FDI หลายแห่งในเวียดนาม อย่างไรก็ดี ระดับการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ (Localization Ratio) ยังไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและวิศวกรรมการผลิตที่ร้อยละ 30 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ร้อยละ 15–18 ขณะที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงมีอัตราการใช้วัตถุดิบภายในประเทศต่ำกว่าร้อยละ 15 สำหรับน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม นอกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภาคตะวันออกกลางแล้วการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่การผลิตในเวียดนามต่อความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยจากข้อมูลสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (General Statistics Office of Vietnam: GSO) มูลค่าการนำเข้าเชื้อเพลิง รวมถึงน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ที่ 8,433 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าการค้าน้ำมันดิบทั้งหมดของเวียดนาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ugyhzemxtsrn79ozw08wrlfo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OmR5JrHM_QvcNnDpoAt0t