Category: เศรษฐกิจ

  • เวียดนามพลิกแนวทางกระตุ้นกำลังซื้อในนครโฮจิมินห์ ลดบทบาทสงครามราคา  สร้างจุดขายด้านประสบการณ์และไลฟ์สไตล์

    เวียดนามพลิกแนวทางกระตุ้นกำลังซื้อในนครโฮจิมินห์ ลดบทบาทสงครามราคา สร้างจุดขายด้านประสบการณ์และไลฟ์สไตล์

    เนื้อข่าว 

    นครโฮจิมินห์กำลังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์กระตุ้นการบริโภค โดยเปลี่ยนจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มุ่งเน้นการลดราคา ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภคเชิงประสบการณ์ที่บูรณาการภาคการค้า การท่องเที่ยว และบริการเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีที่มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความบันเทิง และประสบการณ์เฉพาะบุคคลมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการในนครโฮจิมินห์ทยอยปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่แตกต่างแก่ผู้บริโภค

    image.png

    ภาคธุรกิจค้าปลีกและการผลิตจึงเร่งปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าและบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในมิติที่กว้างขึ้น โดยบริษัท Nguyen Kim ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ได้ปรับเปลี่ยนจากการลดราคาสินค้าเป็นรายรายการไปสู่การจัดจำหน่ายสินค้าแบบชุดรวม (Bundled Offers) และโครงการจำหน่ายสินค้าแบบคอมโบ (Combo Sales Programmes) ที่มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นตามจำนวนสินค้าที่ลูกค้าเลือกซื้อ อาทิ การมอบเครื่องฟอกอากาศหรือพัดลมเป็นของแถมสำหรับผู้ซื้อเครื่องปรับอากาศ รวมถึงการให้ส่วนลดเพิ่มเติมสำหรับการซื้อสินค้ารายการที่สอง ขณะเดียวกัน บริษัท Orion Vina Food Co., Ltd. ได้มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านการสื่อสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ของผลิตภัณฑ์ ChocoPie โดยแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น จำนวนชิ้นและน้ำหนักสุทธิของสินค้าให้มีความโดดเด่นมากขึ้น พร้อมเน้นสารที่สื่อถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ เปรียบเทียบ และตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น อันเป็นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารคุณค่าของสินค้า

    ในทำนองเดียวกัน ศูนย์การค้าในนครโฮจิมินห์กำลังพัฒนาแนวคิดการค้าปลีกเชิงประสบการณ์ (Experiential Retail Model) เพื่อยกระดับศูนย์การค้าให้เป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิต (Lifestyle Destination) มากกว่าการเป็นสถานที่จับจ่ายซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว โดยศูนย์การค้า Estella Place ได้ดำเนินโครงการนำร่องด้านนโยบายศูนย์การค้าที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมด้านความบันเทิงและกิจกรรมสำหรับครอบครัว ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากผู้บริโภค ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้น ระยะเวลาการใช้บริการภายในศูนย์การค้านานขึ้น และผู้ประกอบการร้านค้าภายในศูนย์การค้ามีผลประกอบการที่ดีขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางการกระตุ้นอุปสงค์ของนครโฮจิมินห์ โดยสำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City Department of Industry and Trade) ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางจากการดำเนินโครงการส่งเสริมการขายแบบแยกส่วน (Isolated Promotion Programmes)ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภคแบบบูรณาการ (Integrated Consumption Ecosystem) ที่เชื่อมโยงภาคการค้า การท่องเที่ยว ความบันเทิง เศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night-time Economy) และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ (Experiential Activities) เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังนครโฮจิมินห์สามารถเข้าถึงกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการท่องเที่ยว การจับจ่ายซื้อสินค้า การเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม และการใช้บริการด้านความบันเทิงภายในจุดหมายปลายทางเดียว

    ภายใต้แนวทางดังกล่าว นครโฮจิมินห์กำลังประสานความร่วมมือกับสายการบิน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ผู้ให้บริการด้านความบันเทิง และผู้ประกอบการค้าปลีก เพื่อพัฒนาแพ็กเกจส่งเสริมการขายแบบบูรณาการ (Integrated Promotional Packages) ที่มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกิดการพำนักที่ยาวนานขึ้นและเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อคน โดยมีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการจับจ่ายซื้อสินค้าขนาดใหญ่ประจำปี จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Vibrant Summer Shopping Season ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 และเชื่อมโยงกับวันส่งเสริมการขายสำคัญต่าง ๆ เช่น วันที่ 8 สิงหาคม 2569 และวันที่ 9 กันยายน 2569 และโครงการ Vibrant Spring Shopping Season จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2570 ตลอดจนเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสำหรับสินค้าแบรนด์หรู (Luxury Brand Promotions) และกิจกรรมตามธีมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตลาดค้าปลีกของนครโฮจิมินห์

    ในมุมมองของภาคเอกชนและนักลงทุน การเพิ่มระดับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวมีความสำคัญมากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว โดยบริษัท Imex Pan Pacific Group (IPPG) เสนอให้นครโฮจิมินห์พัฒนาศูนย์ Outlet ขนาดใหญ่ตามรูปแบบสากล โดยให้เป็นจุดหมายปลายทางแบบครบวงจรที่ผสมผสานการจับจ่ายซื้อสินค้า ความบันเทิง และกิจกรรมพักผ่อนสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเสนอให้พัฒนารูปแบบค้าปลีกแบบบูรณาการ (Integrated Retail Models) ที่เชื่อมโยงการค้ากับกิจกรรมทางวัฒนธรรม นิทรรศการ และการนำเสนอสินค้าและอัตลักษณ์ของภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ทั้งนี้ หากสามารถพัฒนาได้อย่างเป็นระบบและสอดประสานกัน จะช่วยยกระดับนครโฮจิมินห์ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการช้อปปิ้ง (Shopping Hub) ของเวียดนามและภูมิภาค พร้อมทั้งสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่ภาคการค้าและบริการ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 22 มิถุนายน 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    การที่นครโฮจิมินห์ปรับเปลี่ยนแนวทางกระตุ้นการบริโภคจากการพึ่งพาการลดราคาและกิจกรรมส่งเสริมการขายแบบดั้งเดิม ไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ที่มุ่งสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภค การเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ และการบูรณาการกิจกรรมทางการค้าเข้ากับภาคการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความบันเทิง สะท้อนถึงความพยายามในการยกระดับโครงสร้างอุปสงค์ภายในประเทศให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และความคุ้มค่ามากกว่าปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว แนวทางดังกล่าวจึงมิได้เป็นเพียงการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดของภาคธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจเมืองที่มุ่งเสริมสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของนครโฮจิมินห์ในระยะยาว

    ผลสัมฤทธิ์ของแนวทางดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนจากผลการดำเนินงานในปี 2568 โดยนครโฮจิมินห์มีมูลค่าการขายปลีกสินค้าและบริการรวมประมาณ 2 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการขายปลีกสินค้าอยู่ที่เกือบ 1 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.8 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นการบริโภคอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมายชัดเจน โดยทางการนครโฮจิมินห์ได้ดำเนินนโยบายที่ครอบคลุมผู้บริโภคทุกกลุ่ม ทั้งโครงการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าแบรนด์ชั้นนำสำหรับกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง โครงการจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ และโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเพื่อรองรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แรงงาน และประชาชนทั่วไป ควบคู่ไปกับการจัดงานแสดงสินค้า นิทรรศการ และกิจกรรมส่งเสริมการค้ากว่า 300 รายการตลอดทั้งปี ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ของเมืองยังอยู่ที่ร้อยละ 3.92 ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

    การเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันบนพื้นฐานของประสบการณ์และคุณค่า ยังส่งผลให้ภาคธุรกิจเร่งปรับโครงสร้างการดำเนินงานและยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน ผู้ประกอบการค้าปลีก ศูนย์การค้า และภาคการผลิตหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม การออกแบบประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) และการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการผ่านนวัตกรรมมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวจะช่วยลดการพึ่งพาสงครามราคา ซึ่งมักส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรและความยั่งยืนทางธุรกิจ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเวียดนามสามารถพัฒนารูปแบบการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ ประสิทธิภาพการให้บริการ และการสร้างมูลค่าเพิ่ม อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับภาคการค้าปลีกและบริการของประเทศในระยะยาว

    ในอีกด้านหนึ่ง การเชื่อมโยงกิจกรรมส่งเสริมการค้ากับภาคการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจกลางคืน (Night-time Economy) มีแนวโน้มก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างมากกว่าการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายแบบดั้งเดิม เนื่องจากสามารถเพิ่มระยะเวลาการพำนักและมูลค่าการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รายได้มิได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะภาคค้าปลีก แต่ขยายผลไปสู่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง โลจิสติกส์ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง เกิดการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าภายในประเทศ และเพิ่มการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในเมืองในระดับที่สูงขึ้น ทั้งยังสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวให้มีความหลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่นครโฮจิมินห์ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนเมษายน 2569 มูลค่าการขายปลีกสินค้าและบริการอยู่ที่ประมาณ 161,296 ล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวมกว่า 639,349 ล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.2 ด้วยเหตุนี้ ทางการนครโฮจิมินห์จึงเดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ดังกล่าวผ่านการดำเนินโครงการส่งเสริมการค้าจำนวน 74 โครงการ ภายใต้งบประมาณรวมมากกว่า 200,000 ล้านเวียดนามด่ง พร้อมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างการค้า การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางวัฒนธรรม ตลอดจนผลักดันกิจกรรมด้านการส่งออก การพัฒนาโลจิสติกส์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัย และยืดหยุ่น (Safe and Resilient Supply Chains) ทั้งนี้ การปรับยุทธศาสตร์กระตุ้นการบริโภคของนครโฮจิมินห์จึงถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้นไปสู่การสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความบันเทิงเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ซึ่งไม่เพียงช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และอาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองในเวียดนามในอนาคตอีกด้วย

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การปรับยุทธศาสตร์กระตุ้นการบริโภคของนครโฮจิมินห์จากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์และระบบนิเวศการบริโภคแบบบูรณาการ มีแนวโน้มยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในตลาดเวียดนามจากการเน้นต้นทุนต่ำไปสู่การแข่งขันบนพื้นฐานของคุณค่า นวัตกรรม และประสบการณ์ของผู้บริโภคมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และบริการไลฟ์สไตล์ จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์จากการใช้โปรโมชั่นด้านราคาเพียงอย่างเดียวไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม การออกแบบประสบการณ์ของลูกค้า และการนำเสนอสินค้าในรูปแบบครบวงจรที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคเวียดนามรุ่นใหม่ซึ่งมีกำลังซื้อและความคาดหวังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในเชิงโอกาสทางการค้า แนวโน้มการเชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจกลางคืนของนครโฮจิมินห์ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศไทยและในเวียดนามสามารถขยายธุรกิจเข้าสู่กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคเชิงประสบการณ์ อาทิ สินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียม ธุรกิจร้านอาหารและบริการด้านสุขภาพและความงาม ธุรกิจบันเทิงและไลฟ์สไตล์ การจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ตลอดจนการพัฒนาโครงการค้าปลีกแบบผสมผสาน และความร่วมมือกับศูนย์การค้า ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และแพลตฟอร์มค้าปลีกในเวียดนาม ทั้งนี้ การเพิ่มระยะเวลาพำนักและมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจะช่วยสร้างอุปสงค์ใหม่แก่สินค้าและบริการของไทย และเอื้อต่อการขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าไทยในตลาดเวียดนามมากยิ่งขึ้น

          ผู้ประกอบการไทยควรติดตามทิศทางนโยบายเศรษฐกิจเมืองของนครโฮจิมินห์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการดำเนินโครงการส่งเสริมการค้าขนาดใหญ่ การพัฒนาเศรษฐกิจกลางคืน การขยายศูนย์การค้าและศูนย์ Outlet แบบครบวงจร รวมถึงการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นจะก่อให้เกิดโอกาสในการลงทุน การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับเวียดนามเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวยังอาจทำให้นครโฮจิมินห์ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการบริโภคและการช้อปปิ้งระดับภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขันในตลาดเวียดนามมีความเข้มข้นมากขึ้น และทำให้การปรับตัวด้านนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาประสบการณ์ผู้บริโภค กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c4cc9wqsxdvtinqz7eaye7k8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NXATJySDVy_GpBfvZIi89

  • YouTrip เผยคนไทยยังเที่ยวต่อ แม้เศรษฐกิจท้าทาย ชี้เกาหลีใต้-เวียดนามโตสูงสุด 34%

    YouTrip เผยคนไทยยังเที่ยวต่อ แม้เศรษฐกิจท้าทาย ชี้เกาหลีใต้-เวียดนามโตสูงสุด 34%

    YouTrip (ยูทริป) ผู้ให้บริการดิจิทัลวอลเล็ตรองรับหลายสกุลและ Travel Card อันดับ 1 ที่นักเดินทางไทยไว้วางใจ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายผ่าน YouTrip ในเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า เกาหลีใต้ และเวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดถึง 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ฮ่องกง จีน และไต้หวัน ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าการเดินทางระยะใกล้ในเอเชียยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทย แม้ต้องเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ

    pr_luckydraw_infographic

    ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยที่ยังให้ความสำคัญกับการเดินทาง แต่เลือกวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยมุ่งเน้นจุดหมายปลายทางที่เข้าถึงง่าย ใช้เวลาเดินทางสั้น และสามารถบริหารงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในภาพรวมที่พบว่า 75% ของนักท่องเที่ยวไทยเลือกเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) มากกว่าจุดหมายปลายทางระยะไกล เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและเพิ่มความคุ้มค่าในการเดินทาง

    จากแนวโน้มที่คนไทยยังคงเดินทางต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง YouTrip จึงเปิดตัวแคมเปญ “จ่ายหมื่น ลุ้นล้าน” มอบรางวัลรวมมูลค่า 2,000,000 บาท เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้ทุกการใช้จ่ายในต่างประเทศ และตอบรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่นิยมใช้จ่ายผ่าน Travel Card มากยิ่งขึ้น

    ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมแคมเปญได้ผ่านแอปพลิเคชัน YouTrip ระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2569 โดยทุกยอดใช้จ่ายผ่านบัตร YouTrip ในสกุลเงินต่างประเทศครบทุก 10,000 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล 1 สิทธิ์โดยอัตโนมัติ และสามารถสะสมสิทธิ์ได้ตลอดระยะเวลาแคมเปญโดยไม่มีการจำกัดจำนวน

    สำหรับรางวัลภายในแคมเปญ ประกอบด้วย รางวัลใหญ่ มูลค่า 1,000,000 บาท จำนวน 1 รางวัล และรางวัลมูลค่า 100,000 บาท จำนวน 10 รางวัล โดยจะมีการประกาศรายชื่อผู้โชคดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ผ่านช่องทาง Facebook, Instagram และ TikTok ของ YouTrip TH

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/953291/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iKj4oANpHe0y5FDXYeA3Z

  • รัฐบาลเปิดตลาดใหม่ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    รัฐบาลเปิดตลาดใหม่ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    นโยาบาย เปิดตลาดใหม่รับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกผันผวน เชื่อมคาซัคสถานสู่ยูเรเซีย เพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน สร้างงานให้คนไทย

    รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย #การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะเอเชียกลางและภูมิภาคยูเรเซีย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน พลังงาน และการขนส่งที่เชื่อมโยงหลายภูมิภาคของโลก

    แนวทางดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ได้ใช้เวทีการประชุมอาเซียน–รัสเซีย ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเซีย พร้อมยืนยันการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai–EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในระยะยาว

    สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน มีประชากรรวมกว่า 180 ล้านคน และเป็นประตูสำคัญที่เชื่อมเอเชียกลาง รัสเซีย ยุโรป และจีน จึงเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายการส่งออกของไทย และช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิม

    ความคืบหน้าล่าสุดคือการเยือน #สาธารณรัฐคาซัคสถาน ของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้หารือกับประธานาธิบดีคาซัคสถาน และเห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

    คาซัคสถานถือเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง และเป็นศูนย์กลางของเส้นทางขนส่ง Middle Corridor เชื่อมการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป ทำให้ไทยสามารถใช้เป็นประตูสู่ตลาดใหม่ในภูมิภาคยูเรเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลมองเห็นโอกาสความร่วมมือในหลายสาขา ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปสินค้าเกษตร โรงแรม สปาและ Wellness ตลอดจนความร่วมมือด้านพลังงาน วัตถุดิบปิโตรเคมี และแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

    รัฐบาลจะบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เปิดตลาดใหม่ และดึงดูดการลงทุนจากประเทศที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีตลาดใหม่ ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และโอกาสการลงทุนใหม่ รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    การขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกจะสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทย ด้วยการเปิดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และลดการพึ่งพาตลาดเดิมที่เผชิญข้อจำกัดจากมาตรการภาษีและกีดกันทางการค้า เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มตัวเลขการค้า แต่คือการสร้างรายได้ สร้างงาน และสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/government-opens-new-markets-response-global-economic-volatility&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18iAJsMcTH21A9YnLlaP9F

  • รัฐบาลเดินหน้าศึกษาแลนด์บริดจ์ครบทุกมิติ ย้ำยังไม่สรุปเดินหน้าโครงการ

    รัฐบาลเดินหน้าศึกษาแลนด์บริดจ์ครบทุกมิติ ย้ำยังไม่สรุปเดินหน้าโครงการ

    วันนี้ (26 มิ.ย.2569) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน ว่า

    คณะอนุกรรมการชุดแรกที่ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ได้ทบทวนสมมติฐานที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ใช้ศึกษาความเหมาะสมของโครงการ โดยเฉพาะปริมาณสินค้าที่จะใช้โครงการ ระยะเวลาที่สามารถประหยัดได้ ต้นทุนการขนส่งเมื่อเทียบกับเส้นทางเดิม และศักยภาพในการดึงสายการเดินเรือขนาดใหญ่เข้ามาใช้โครงการ

    นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการยังขอให้ สนข.ทบทวนข้อมูลการประหยัดระยะเวลาขนส่ง โดยเฉพาะข้อมูลการเทียบท่าเรือสิงคโปร์ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งระยะเวลารอเทียบท่า การขนถ่ายสินค้า การพักตู้สินค้า และการรอเชื่อมต่อกับเรืออีกลำ

    ซึ่งเปรียบได้กับการต่อเที่ยวบินในเครือข่ายสายการบิน ทำให้แต่ละเที่ยวใช้เวลาไม่เท่ากัน จึงต้องใช้ข้อมูลเฉลี่ยที่สะท้อนการปฏิบัติจริง พร้อมทั้งมอบหมายให้ สนข.ปรับปรุงข้อมูลการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งทางทะเลที่เดิมอ้างอิงข้อมูลปี 2562 ให้เป็นปัจจุบัน ก่อนนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งในการประชุมวันที่ 3 ก.ค.2569

    ที่ประชุมยังเตรียมพิจารณาความเป็นไปได้ของรูปแบบการขนส่งว่า สามารถถ่ายลำสินค้าจากเรือขึ้นรถไฟ และขนส่งไปยังอีกฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด โดยรัฐบาลยืนยันว่าศึกษารายละเอียดทุกขั้นตอนอย่างจริงจัง และไม่นิ่งนอนใจต่อทุกข้อกังวล

    ด้านคณะอนุกรรมการสิ่งแวดล้อม ได้พิจารณาผลกระทบจากการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ รถไฟ และท่าเรือ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมให้ข้อเสนอแนะ ทั้งประเด็นฝุ่นและตะกอนจากการขุดลอกร่องน้ำ การก่อสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ การสูญเสียพื้นที่ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงผลกระทบต่ออาชีพ รายได้ และการจ้างงานของประชาชนในพื้นที่ พร้อมเตรียมลงพื้นที่ในเดือนก.ค. เพื่อประเมินผลกระทบและแนวทางเยียวยา

    ส่วนคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ ได้รับมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ เร่งเผยแพร่ข้อมูลโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้เร่งเดินหน้าโครงการ โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง ประเมินทั้งความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อประชาชน ก่อนตัดสินใจ

    ผู้แทนประชาชนลาออกไม่กระทบการทำงาน

    นายดนุชา กล่าวถึงกรณีผู้แทนภาคประชาชน 1 ใน 3 คน ลาออกจากการเป็นกรรมการศึกษาฯว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการ แต่รู้สึกเสียดาย เพราะต้องการให้ผู้แทนภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และสะท้อนข้อเท็จจริงจากพื้นที่ โดยยืนยันว่าการประชุมเปิดให้ภาคเอกชน และผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมรับฟังผ่านระบบออนไลน์ และทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้

    ไม่ได้กระทบหรอกครับ แต่ก็เสียดาย เพราะจริง ๆ แล้วเราอยากให้ผู้แทนภาคประชาชนเข้ามารับฟัง และให้ความคิดเห็นในการประชุม เพราะเราทำงานด้วยความโปร่งใส ไม่ได้มีการปิดบังอะไร เป็นโอกาสที่ประชาชนในพื้นที่จะได้สะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงด้วย

    นายดนุชา กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ ไม่ได้มองเฉพาะผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แต่พิจารณาควบคู่กับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของประชาชน และความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ก่อนสรุปว่าตัวโครงการมีความคุ้มค่า และมีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์หรือไม่ แล้วจึงพิจารณารูปแบบการลงทุนในลำดับถัดไป โดยคาดว่าจะสรุปผลการศึกษาภายในกรอบเวลา 90 วัน เพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณา

    สิ่งที่คณะกรรมการพยายามทำ คือคลี่ทุกประเด็นออกมาประเมินว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรต้องปรับ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับข้อมูลข้อเท็จจริง และกระบวนการทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้

    อ่านข่าว

    มติ คชก.สั่งทำใหม่ทั้งฉบับ EHIA “ท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว-อ่าวอ่าง” เเลนด์บริดจ์

    “ชัยชนะ” ผิดหวัง สภาฯ คว่ำตั้ง “กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์”

    สภาฯ ตีตกตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ส่งตรงให้ ครม. พิจารณาแทน

    รัฐบาลเดินหน้า “แลนด์บริดจ์” ตั้ง 3 อนุกรรมการศึกษา สรุปผลใน 90 วัน

    คณะทำงานสภาประชาชนภาคใต้ นัดเครือข่ายเคลื่อนไหว-ปกป้อง “ทรัพยากร-ที่ทำกิน” ให้พ้นมือ “แลนด์บริดจ์”

    เครือข่ายปกป้องภาคใต้ฯ ยื่น จม.ถึง สส.กระบี่ จี้รัฐบาลเลิก พ.ร.บ.SEC-แลนด์บริดจ์

    “อาม่า มารีน” แจงหลังถูกพาดพิงปมซื้อที่ดิน 500 ไร่ ยันไม่ใช่นอมินีใคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507543&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2liLevTtzSu_zpTTVeDAMM

  • IMF ย้ำเศรษฐกิจโลกยังมีภูมิคุ้มกัน จับตาผลสงคราม-ราคาพลังงาน

    IMF ย้ำเศรษฐกิจโลกยังมีภูมิคุ้มกัน จับตาผลสงคราม-ราคาพลังงาน

    จูลี โคแซค ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวประจำเดือนเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 69 ว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ความผันผวนของตลาดพลังงาน และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

    แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงแสดงความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกได้ค่อนข้างดี โดย IMF จะเผยแพร่รายงาน World Economic Outlook (WEO) ฉบับปรับปรุงในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ซึ่งจะสะท้อนมุมมองล่าสุดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

    IMF ระบุว่า การประเมินผลกระทบของสงครามยังคงอ้างอิงผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมัน ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและความคาดหวังด้านเงินเฟ้อ รวมถึงภาวะการเงินโลก ซึ่งเป็นกรอบวิเคราะห์เดียวกับที่ใช้ในการประเมินเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

    แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะยังไม่สิ้นสุด แต่การหยุดยิงและแนวโน้มการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก

    โดยเฉพาะด้านพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันดิบปรับลดลงจากระดับสูงสุด แม้ยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามราว 10% ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภท ทั้งก๊าซธรรมชาติ โลหะพื้นฐาน ปุ๋ยยูเรีย และเชื้อเพลิงอากาศยาน เริ่มทยอยปรับตัวลดลงเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่าการกลับเข้าสู่ภาวะปกติจะต้องใช้เวลา เนื่องจากระบบขนส่งสินค้าและห่วงโซ่อุปทานยังต้องอาศัยระยะเวลาฟื้นตัว แม้สถานการณ์ทางทหารจะคลี่คลายลงแล้วก็ตาม

    อีกประเด็นที่ IMF ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด คือผลกระทบต่อเงินเฟ้อโลก แม้ขณะนี้ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังสามารถรักษาความคาดหวังเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบได้ แต่ยังแนะนำให้ดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้แรงกดดันด้านราคากลับมาเร่งตัวอีกครั้ง

    ในด้านภาวะการเงิน IMF มองว่าสภาพคล่องในตลาดโลกยังอยู่ในระดับเอื้ออำนวย ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และต้นทุนการระดมทุนยังไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากวิกฤติครั้งนี้ IMF ระบุว่า กลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิที่มีฐานะการคลังเปราะบาง โดยเฉพาะหลายประเทศในทวีปแอฟริกา ยังคงเป็นกลุ่มที่น่ากังวล เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและเงินสำรองในการรองรับแรงกระแทกจากราคาพลังงาน

    อินเดียยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจโลก

    สำหรับเศรษฐกิจอินเดีย IMF ยังคงประเมินว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตแข็งแกร่งที่สุดของโลก แม้จะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงประมาณการเศรษฐกิจปีงบประมาณ 2569-2570 ขยายตัว 6.5% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกของปีปฏิทิน 2569 เติบโตถึง 7.8% สูงกว่าที่ IMF เคยประเมินไว้

    IMF ระบุว่า อินเดียได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านเงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด และฐานะการคลัง แต่เศรษฐกิจยังสามารถรักษาโมเมนตัมได้จากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับควบคุมได้ และเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง

    สหรัฐฯ ยังเติบโตดี Fed เหมาะสมคงดอกเบี้ย

    ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ IMF ระบุว่า ยังคงมีแรงส่งจากการลงทุนและผลิตภาพแรงงานที่แข็งแกร่ง โดยตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.1% สูงกว่าประมาณการเบื้องต้น

    แม้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมาย แต่ IMF เห็นว่าการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งล่าสุดถือว่าเหมาะสม พร้อมแนะนำให้การดำเนินนโยบายในระยะต่อไปอาศัยข้อมูลเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และดำเนินการอย่างระมัดระวัง

    เวเนซุเอลา เร่งประเมินผลแผ่นดินไหว

    IMF ยังแสดงความเสียใจต่อเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา พร้อมระบุว่าอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและความต้องการด้านการฟื้นฟูร่วมกับรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับวงเงินช่วยเหลือ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่รัฐบาลเวเนซุเอลาระบุว่าจะนำมาจากทรัพย์สิน SDR ได้ในขณะนี้

    ในส่วนของกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ IMF ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ของเวเนซุเอลา แต่ยังคงหารือกับทางการอย่างต่อเนื่อง และพร้อมให้การสนับสนุนทางเทคนิคหากมีความจำเป็น

    อาร์เจนตินาเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ

    IMF ประเมินว่า อาร์เจนตินายังคงมีความคืบหน้าในการฟื้นฟูเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทั้งการเติบโตที่กลับมา อัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลง เงินสำรองระหว่างประเทศที่ทยอยฟื้นตัว รวมถึงภาวะการเงินที่ดีขึ้น สะท้อนผ่านส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

    IMF ระบุว่า การตัดสินใจกลับเข้าสู่ตลาดทุนโลกเป็นเรื่องที่รัฐบาลอาร์เจนตินาต้องพิจารณาเอง แต่เชื่อว่าการรักษาวินัยการคลังและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระยะยาว

    ติดตามหลายประเทศสมาชิก

    นอกจากประเด็นเศรษฐกิจโลก IMF ยังรายงานความคืบหน้าของหลายประเทศสมาชิก ได้แก่

    • ยูเครน บรรลุข้อตกลงระดับเจ้าหน้าที่ (Staff-Level Agreement) สำหรับการทบทวนโครงการ EFF ครั้งแรก โดยหากคณะกรรมการบริหารอนุมัติ จะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติม 690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • อียิปต์ การเจรจาทบทวนโครงการ EFF รอบที่ 7 และโครงการ RSF รอบที่ 2 มีความคืบหน้า คาดเสนอคณะกรรมการบริหารภายในช่วงฤดูร้อนนี้ พร้อมวงเงินราว 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • เอธิโอเปีย เตรียมนำการทบทวนโครงการ ECF ครั้งที่ 5 เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารในวันที่ 1 กรกฎาคม พร้อมเร่งเบิกจ่ายเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อรองรับผลกระทบด้านพลังงาน
    • แซมเบีย หลังสิ้นสุดโครงการ ECF ระยะ 38 เดือนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ยื่นขอจัดทำโครงการใหม่กับ IMF และคาดว่าจะกลับมาเจรจาอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง
    • เลบานอน IMF ยังคงหารือกับรัฐบาลทั้งมาตรการรับมือวิกฤติระยะสั้นและการจัดทำแผนปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาว โดยเฉพาะการฟื้นฟูภาคธนาคารและยุทธศาสตร์การคลัง
    • เคนยาและเซเนกัล IMF ยังคงหารือกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ การบริหารหนี้ และการจัดทำโครงการความช่วยเหลือในระยะต่อไป

    จูลี โคแซค ยังกล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า รายงาน World Economic Outlook ฉบับปรับปรุงที่จะเผยแพร่ในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ จะสะท้อนการประเมินล่าสุดของ IMF ต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประมาณการเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ภายใต้บริบทความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงานที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/662454&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TvE06CCPczdu6mlujJfDT

  • รัฐบาลรุกตลาดใหม่รับเศรษฐกิจโลกผันผวน เชื่อมคาซัคสถานสู่ยูเรเซีย เพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน สร้างงานให้คนไทย

    รัฐบาลรุกตลาดใหม่รับเศรษฐกิจโลกผันผวน เชื่อมคาซัคสถานสู่ยูเรเซีย เพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน สร้างงานให้คนไทย

    รัฐบาลรุกตลาดใหม่รับเศรษฐกิจโลกผันผวน เชื่อมคาซัคสถานสู่ยูเรเซีย เพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน สร้างงานให้คนไทย


    27/06/2569 | 32 |

    วันนี้ (27 มิ.ย.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะเอเชียกลางและภูมิภาคยูเรเซีย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน พลังงาน และการขนส่งที่เชื่อมโยงหลายภูมิภาคของโลก

    แนวทางดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ซึ่งได้ใช้เวทีการประชุมอาเซียน–รัสเซีย ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเซีย พร้อมยืนยันการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai–EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในระยะยาว

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน มีประชากรรวมกว่า 180 ล้านคน และเป็นประตูสำคัญที่เชื่อมเอเชียกลาง รัสเซีย ยุโรป และจีน จึงเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายการส่งออกของไทย และช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิม

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุดคือการเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้หารือกับประธานาธิบดีคาซัคสถาน และเห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

    คาซัคสถานถือเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง และเป็นศูนย์กลางของเส้นทางขนส่ง Middle Corridor ซึ่งเชื่อมการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป ทำให้ไทยสามารถใช้เป็นประตูสู่ตลาดใหม่ในภูมิภาคยูเรเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลมองเห็นโอกาสความร่วมมือในหลายสาขา ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปสินค้าเกษตร โรงแรม สปาและ Wellness ตลอดจนความร่วมมือด้านพลังงาน วัตถุดิบปิโตรเคมี และแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า จากนี้รัฐบาลจะบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เปิดตลาดใหม่ และดึงดูดการลงทุนจากประเทศที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีตลาดใหม่ ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และโอกาสการลงทุนใหม่ รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    “รัฐบาลกำลังเร่งขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทย ด้วยการเปิดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และลดการพึ่งพาตลาดเดิมที่เผชิญข้อจำกัดจากมาตรการภาษีและกีดกันทางการค้า เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มตัวเลขการค้า แต่คือการสร้างรายได้ สร้างงาน และสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/165700


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/516851&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LJZMcAtD062vv1gapFegQ

  • พาณิชย์ เจาะลึกเศรษฐกิจเมืองชิงต่าว  จีน “ฮับทะเลโลก” โอกาสทอง 3 ธุรกิจไทย

    พาณิชย์ เจาะลึกเศรษฐกิจเมืองชิงต่าว จีน “ฮับทะเลโลก” โอกาสทอง 3 ธุรกิจไทย

    เว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองชิงต่าว  ประเทศจีน รายงานว่า  เมืองชิงต่าว เดินหน้ายุทธศาสตร์ระดับชาติ มุ่งสู่การเป็น “เมืองศูนย์กลางทางทะเลระดับโลก”ภายใต้ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ได้ใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และฐานอุตสาหกรรมดั้งเดิมอันแข็งแกร่ง 

    ทั้งนี้ ในปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน เศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ของชิงต่าวได้เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จาก”การขยายตัวเชิงปริมาณ” สู่ “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ และการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมทะเลเชิงลึก (Deep-Blue Industry) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

    โดยในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา “ชิงต่าว”ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาเพียงท่าเรือและการประมง ไปสู่การเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการจัดสรรทรัพยากรระดับโลก โดยเป็นเมืองแรกในจีนที่วางโครงสร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในรูปแบบ “4+4+2” ประกอบด้วย

    4 อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีความได้เปรียบ (Traditional Advantages) ยกระดับการประมงทางทะเล การขนส่งผ่านท่าเรือ การท่องเที่ยวชายฝั่ง และเคมีภัณฑ์ทางทะเล

    4 อุตสาหกรรมเกิดใหม่ (Emerging Industries) อุปกรณ์วิศวกรรมทางทะเลระดับไฮเอนด์ ยาและผลิตภัณฑ์ชีวภาพทางทะเล การแยกและใช้ประโยชน์จากน้ำทะเล และพลังงานหมุนเวียนทางทะเล

    2 อุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries)วางรากฐานการขุดเจาะทะเลลึก และระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางทะเล

    เศรษฐกิจทางทะเลของเมืองชิงต่าวมีอัตราการเติบโตและขนาดตลาดที่นำหน้าเมืองชายฝั่งหลักส่วนใหญ่ในจีน โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมทางทะเล (Gross Marine Product) ของชิงต่าว ทะลุ 600,000 ล้านหยวน (ประมาณ 2.88 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 30% ของ GDP เมืองชิงต่าว และมีส่วนร่วมต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองเกือบ 50% คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 มูลค่าจะทะยานทะลุ 800,000 ล้านหยวน (ประมาณ 3.84 ล้านล้านบาท)

    ปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจทางทะเลถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ทำให้เกิดการเชื่อมโยงพื้นที่อ่าวอย่างเป็นระบบ ได้แก่  Qingdao Oceantec Valley(นวัตกรรมและเทคโนโลยี) มีการวิจัยร่วมกับสถาบันระดับชาติ  

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจฝั่งตะวันตก The West Coast New Area (อุตสาหกรรมท่าเรือ) มุ่งเน้นอุตสาหกรรมหนักและการขนส่งผ่านท่าเรือหลัก Qianwan และ Dongjiakou เพื่อผลักดันโครงการปิโตรเคมีและการกลั่นน้ำมันของชาติ

      เขต Laoshan (เทคโนโลยีสารสนเทศทางทะเล) โดยมีเขตพื้นที่รอบนอก อาทิ Jimo, Chengyang และ Jiaozhou ทำหน้าที่เชื่อมโยงและขยายห่วงโซ่เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาค

    นอกจากนี้ ชิงต่าวยังเป็นแกนนำบูรณาการ “กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงระดับชาติ” กับเมืองเยียนไถและเวยไห่ ซึ่งเป็นเมืองรองติดทะเลใกล้เคียง ซึ่งประกอบด้วยองค์กรห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำถึงปลายน้ำกว่า 100 แห่ง โดยมีอัตราการผลิตชิ้นส่วนในท้องถิ่น (Local Content Rate) สำหรับเรือสูงเกินกว่า 40%

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ให้ความเห็นว่า  แนวโน้มการเติบโตอย่างมั่นคงและความพร้อมของระบบนิเวศเศรษฐกิจทางทะเลของเมืองชิงต่าว ถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทยในการสร้างความร่วมมือและการลงทุนระยะยาวใน 3 สาขาหลัก 

    อุตสาหกรรมประมงและแปรรูปอาหารทะเลขั้นสูง ผสานรวมจุดแข็งด้านวัตถุดิบและทรัพยากรประมงที่หลากหลายของไทย เข้ากับเทคโนโลยีการแปรรูปที่ทันสมัยและระบบโลจิสติกส์ห้องเย็นของชิงต่าว เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าและขยายส่วนแบ่งในตลาดจีน

    โลจิสติกส์เชื่อมโยงจีนเหนือ ใช้ประโยชน์จากท่าเรืออัตโนมัติชิงต่าวในฐานะศูนย์กลางกระจายสินค้า (Logistics Hub) ประจำภูมิภาคทะเลป๋อไห่ เพื่อเป็นเส้นทางหลักในการส่งสินค้าเกษตรและอาหารทะเลของไทยเข้าสู่ตลาดจีนตอนเหนือ

    ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวทางทะเลเชิงบูรณาการ พัฒนาเส้นทางและความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวชายฝั่งเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพ  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงจากจีน รวมถึงการใช้สิทธิประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนและแพลตฟอร์มการค้าเสรีของชิงต่าวในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่ยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1240256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3407zbBMkYSLJMEZHo2W3o

  • รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ บรรยายพิเศษ บทจ. รุ่น 3 เผยทิศทางยุทธศาสตร์มหาอำนาจ ยุคเศรษฐกิจโลกปั่นป่วนและการปรับตัวรับอุปสรรคสงครามการค้า | เดลินิวส์

    รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ บรรยายพิเศษ บทจ. รุ่น 3 เผยทิศทางยุทธศาสตร์มหาอำนาจ ยุคเศรษฐกิจโลกปั่นป่วนและการปรับตัวรับอุปสรรคสงครามการค้า | เดลินิวส์

    เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 ณ ห้องพาโนรามา 2 โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางผู้เข้ารับการอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหลักสูตรดังกล่าวร่วมจัดโดย ศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group หรือ CMG และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

    การบรรยายพิเศษในครั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ได้สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภูมิทัศน์เศรษฐกิจและการเมืองโลก โดยชี้ให้เห็นว่าในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใน 6 มิติหลักที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนแบบเฉียบพลัน หรือวิกฤตดิสรัปชันอันรวดเร็ว มิติเหล่านี้ประกอบด้วย พัฒนาการของระบบดิจิทัล พัฒนาการของระบบความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ พัฒนาการของระบบการแพทย์ พัฒนาการของระบบเสมือนจริง พัฒนาการของระบบการเงิน และพัฒนาการของระบบการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทุกปัจจัยทางเทคโนโลยีและสังคมเหล่านี้ต่างหล่อหลอมและขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจโลกต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ความเสี่ยงในรูปแบบของเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างแบล็กสวอน (Black Swan) หรือภัยคุกคามที่เห็นเด่นชัดแต่ถูกละเลยอย่างแรดเทา (Gray Rhino) ที่เปรียบเหมือนกับการที่เรายืนอยู่กลางทุ่งหญ้าแล้วเห็นแรดตัวใหญ่สีเทากำลังวิ่งตรงมาหาเราอย่างชัดเจน แต่เรากลับเลือกที่จะนิ่งเฉยหรือคิดว่ามันคงไม่ชน จนสุดท้ายก็หลบไม่พ้นนั่นเอง แรดเทา กลายเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการและผู้นำองค์กรต้องตระหนักและเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา

    ในส่วนของนโยบายหลักของสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น จีนได้วางยุทธศาสตร์ไว้อย่างเป็นระบบเพื่อรองรับความผันผวนดังกล่าว โดยเน้นไปที่นโยบายวงจรคู่ขนานที่สร้างความสมดุลระหว่างวงจรเศรษฐกิจภายในประเทศและวงจรเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนความคิดริเริ่มการพัฒนาระดับโลกและความคิดริเริ่มความมั่นคงระดับโลก มุ่งเน้นการสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันหรือนโยบายความมั่งคั่งร่วมกัน นอกจากนี้จีนยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านการบูรณาการพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น การบูรณาการปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย หรือที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ “จิงจินจี้ / Jing-Jin-Ji ” (Beijing-Tianjin-Hebei Integration) พื้นที่อ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า หรือ (GBA – Greater Bay Area) และเขตเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแยงซี ขณะเดียวกันในด้านการเงินจีนได้ยกระดับระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนหรือระบบ CIPS ที่ย่อมาจาก Cross-border Interbank Payment System มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 พร้อมทั้งผลักดันบทบาทของเงินหยวนดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างเสถียรภาพและอธิปไตยทางการเงินของตนเอง

    ทางด้านนโยบายต่างประเทศ จีนยังคงมุ่งมั่นเดินหน้ายุทธศาสตร์ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง หรือ BRI พร้อมกับการขยายความร่วมมือในกลุ่มกลุ่มบริกส์และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือพหุภาคีและการพัฒนาโลกาภิวัตน์ในมิติต่าง ๆ ยุทธศาสตร์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายการแข่งขันและเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยฝั่งจีนเน้นระเบียบสากลบนพื้นฐานของกฎกติกา ความร่วมมือพหุภาคี และมุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับประเทศซีกโลกเหนือที่เป็นมิตร ผ่านเวที RCEP และ CPTPP ขณะที่นโยบายของสหรัฐอเมริกาจะเน้นไปที่นโยบายฝ่ายเดียวอย่างอเมริกาต้องมาก่อน การทำข้อตกลงแบบทวิภาคี และการทูตต้นทุนต่ำ โดยใช้เครื่องมือหลักทางเศรษฐกิจ เช่น การตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนและการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงในมิติที่ไม่ใช่เศรษฐกิจ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง ค่านิยม บรรทัดฐาน และภูมิรัฐศาสตร์โลก

    สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือทิศทางการปรับตัวทางเศรษฐกิจของสองมหาอำนาจที่มีความแยกส่วนหรือแยกทางกันอย่างชัดเจน โดยพบว่าจีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการผลิตไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของความเป็นเมืองและการกระตุ้นด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ ตลอดจนอุตสาหกรรมบันเทิง กีฬา บริการอาหาร การดูแลสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ยิ่งไปกว่านั้นจีนยังก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคการเงิน ทั้งในตลาดเงิน ตลาดทุน หุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการพัฒนานวัตกรรมอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกากำลังเคลื่อนตัวย้อนกลับไปสู่เศรษฐกิจที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น โดยเน้นภาคพลังงาน เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว รวมถึงภาคแร่ธาตุ เช่น เหล็กและเหล็กกล้า อลูมิเนียม นิกเกิล และแร่หายาก ตลอดจนพยายามดึงอุตสาหกรรมฐานการผลิตกลับสู่ประเทศ ทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ชิป อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ และเวชภัณฑ์

    รศ.ดร.สมภพ ยังได้ยกตัวอย่างรูปธรรมของสงครามเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เกิดขึ้นล่าสุด โดยชี้ให้เห็นถึงมาตรการของฝั่งสหรัฐฯ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายตัดขาดการพึ่งพาแบตเตอรี่จากต่างชาติที่เป็นปฏิปักษ์ในช่วงกลางเมืองมีนาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งกฎหมายนี้ห้ามไม่ให้รัฐบาลกลางที่ดูแลความมั่นคงสาธารณะจัดซื้อแบตเตอรี่ที่ผลิตโดยบริษัทชั้นนำของจีนหลายแห่ง เช่น CATL, BYD, Envision Energy, EVE Energy, Hithium และ Gotion High-tech โดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2570 สอดคล้องกับคำเตือนของสำนักงานข่าวกรองและวิเคราะห์แห่งกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ของจีนอาจทำลายห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัยของสหรัฐฯ นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้ปรับปรุงรายชื่อบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีนรวมแล้วกว่า 188 แห่ง ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมล้ำสมัยจำนวนมาก ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ เทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์ ไปจนถึงพลังงานหมุนเวียน โดยมีการเพิ่มบริษัทรายใหญ่ของจีนเข้าไปในบัญชีดำ เช่น Alibaba, BYD, Unitree, SenseTime และ Trina Solar ส่งผลให้การจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จากบริษัทเหล่านี้ถูกระงับ และเพิ่มความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

    ในขณะเดียวกัน มาตรการตอบโต้จากฝั่งสาธารณรัฐประชาชนจีนก็มีมาเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569 กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ประกาศข้อจำกัดใหม่ในการส่งออกและการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทอเมริกันหลายสิบแห่ง รวมถึงการเพิ่มรายชื่อบริษัทอเมริกัน 10 แห่งเข้าไปในบัญชีควบคุมการส่งออก เช่น บริษัทผู้ผลิตแร่หายาก มาตรการดังกล่าวยังห้ามไม่ให้องค์กรและบุคคลต่างแดนจัดหาอุปกรณ์ที่ใช้งานได้สองทางที่มีต้นกำเนิดจากจีนให้แก่หน่วยงานเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงการคลังของจีนยังได้สั่งห้ามรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัทอเมริกันจำนวน 46 บริษัท ซึ่งรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านความมั่นคงและการบินอย่าง Boeing, Lockheed Martin และ Raytheon ตลอดจนผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ทางทหารรายอื่น ๆ สงครามการค้าและการตอบโต้อย่างเป็นรูปธรรมนี้จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ระบบการค้าโลกเปลี่ยนทิศทางไปสู่โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่สั้นลง ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

    สำหรับแนวทางการบริหารจัดการและปรับตัวของภาคธุรกิจท่ามกลางผลกระทบหลังยุคโควิด-19 และบรรยากาศของสงครามการค้านั้น วิทยากรพิเศษได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการความยืดหยุ่น ทั้งในด้านอุปทานและอุปสงค์ ในฝั่งอุปทานนั้น ธุรกิจจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการต้นทุนคงที่และการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนผันแปร การจัดการแรงงาน ความยืดหยุ่นในการทำงาน และการพัฒนาทักษะที่หลากหลายของบุคลากร ส่วนในฝั่งอุปสงค์ จะต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการตลาดและการจัดการผู้บริโภค รองรับการเติบโตและการยกระดับของการบริโภค นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงการบริหารจัดการจุดคุ้มทุนอย่างละเอียดถี่ถ้วนในทุกมิติว่าผลิตอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ และโดยใคร โดยมุ่งเน้นเศรษฐกิจแห่งความเร็ว การกระจายความเสี่ยง และการสร้างเศรษฐกิจที่มีคุณธรรมและจริยธรรม

    ในตอนท้ายของการบรรยาย รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ได้กล่าวถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ในยุคชีวิตวิถีใหม่และการพัฒนาทักษะทางสมองของจีน โดยระบุว่าประเทศจีนได้ทำการติดตั้งอาวุธสำคัญ 3 ด้านให้แก่กำลังคนของตนเองเพื่อรับมือกับอนาคต อาวุธประการแรกคือ อาวุธทางทักษะฝีมือ หรือทักษะการทำงานที่เชี่ยวชาญ อาวุธประการที่สองคือ อาวุธทางปัญญา หรือทักษะการคิดวิเคราะห์และประมวลผลของสมอง และอาวุธประการสุดท้ายคือ อาวุธทางจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน การเตรียมความพร้อมทางกลยุทธ์ทั้งในระดับโครงสร้างนโยบายประเทศ การปรับตัวของภาคธุรกิจ และการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์นี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ประเทศไทยและผู้เรียนในหลักสูตร บทจ. รุ่นที่ 3 จะสามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวทางและกลยุทธ์ในการพารอดและสร้างการเติบโตท่ามกลางมรสุมข้อจำกัดและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคปัจจุบันได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5979935/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t3LtDclkJzpaket68A1Io

  • เวียดนามเร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ดันแฟชั่นขึ้นแท่นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์  หลังอีคอมเมิร์ซโตต่อเนื่อง

    เวียดนามเร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ดันแฟชั่นขึ้นแท่นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ หลังอีคอมเมิร์ซโตต่อเนื่อง

    เนื้อข่าว 

    เวียดนามเดินหน้าผลักดันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ให้เป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยปัจจุบันภาคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าการค้าปลีกสินค้าและบริการเพื่อการอุปโภคบริโภค และคิดเป็นเกือบสองในสามของมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนาม ทั้งนี้ ภาครัฐได้กำหนดให้อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการขยายตลาดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    image.png

    เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 สำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City Department of Industry and Trade) ร่วมกับกรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัล (E-commerce and Digital Economy Department) กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม และบริษัท TikTok Vietnam ได้จัดการประชุมเชิงวิชาการภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรมแฟชั่น” (Promoting E-commerce Development in the Fashion Industry) โดยมีผู้แทนจากสมาคมอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการธุรกิจแฟชั่น และผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Content Creators) เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    นาย Nguyen Nguyen Phuong รองผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครโฮจิมินห์ กล่าวว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางการค้า โดยช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และเสริมสร้างการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ขณะที่นาย Nguyen Lam Thanh กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท TikTok Vietnam ระบุว่า เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่แห่งการพัฒนา โดยตั้งเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตในระดับเลขสองหลัก (Double-Digit Economic Growth) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญดังกล่าว ทั้งนี้ ภาคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามมีเป้าหมายรักษาอัตราการเติบโตไว้ที่ประมาณร้อยละ 25 ต่อปีในช่วงระยะต่อไป เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยเหตุนี้ กรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัลจึงได้ริเริ่มชุดโครงการ “การส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในภาคเศรษฐกิจสำคัญ” (Promoting E-commerce in Key Economic Sectors) โดยมุ่งระดมทรัพยากร สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสร้างแรงขับเคลื่อนให้แก่ภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนาม ซึ่งภายใต้กรอบการดำเนินงานดังกล่าว ได้กำหนดให้อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญ (Priority Strategic Sector) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และขยายโอกาสทางการตลาดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

    นาย Nguyen Lam Thanh กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นมิได้เป็นเพียงภาคธุรกิจขนาดใหญ่ในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนองค์ประกอบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การสร้างตราสินค้า (Branding) การค้าปลีก การผลิตเนื้อหาดิจิทัล (Digital Content) ตลอดจนการมีส่วนร่วมของผู้สร้างสรรค์เนื้อหาและชุมชนผู้บริโภค โดยจากประสบการณ์การดำเนินงานของแพลตฟอร์ม TikTok พบว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานชาวเวียดนามที่สนใจเนื้อหาเกี่ยวกับแฟชั่นมากกว่า 50 ล้านราย และมีผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าแฟชั่นบน TikTok Shop มากกว่า 100,000 รายที่สามารถสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวในช่วงปีที่ผ่านมา

    ในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค นาง Nhan Kha Ai ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาด้านแฟชั่นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เปิดเผยว่า พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าแฟชั่นของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ผู้บริโภคมักค้นหาสินค้าก่อนแล้วจึงเลือกช่องทางการซื้อ ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากกลับค้นพบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการผ่านเนื้อหาบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอการจัดสไตล์การแต่งกาย (Styling Video) การถ่ายทอดสด (Livestream) หรือการแบ่งปันประสบการณ์ส่วนบุคคล ซึ่งสามารถกระตุ้นความต้องการซื้อได้ในทันที ทั้งนี้ ผู้บริโภคในปัจจุบันมิได้ให้ความสำคัญเฉพาะความสวยงามหรือราคาของสินค้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อความเหมาะสมของสินค้า ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์การใช้งานจริงจากผู้บริโภครายอื่น (Social Proof)

    อย่างไรก็ดี แม้อุตสาหกรรมแฟชั่นจะมีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยมูลค่ารวมของสินค้าที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม (Gross Merchandise Value: GMV) เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวภายหลังจากช่วงการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้า  (Customer Acquisition Cost) เพิ่มสูงขึ้น การแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรง และผู้บริโภคมีความคาดหวังที่สูงขึ้น ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า ประสบการณ์การซื้อ และคุณค่าของตราสินค้า นอกจากนี้ ตราสินค้าแฟชั่นแบบดั้งเดิม (Traditional Fashion Brands) ยังคงเผชิญข้อจำกัดในการสร้างสรรค์เนื้อหา การบริหารจัดการการถ่ายทอดสด และการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ ส่วนตราสินค้าแฟชั่นออนไลน์ (Online Fashion Brands) ต้องเผชิญความท้าทายในการสร้างตราสินค้าในระยะยาว การลดการพึ่งพาการส่งเสริมการขาย และการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง

    ด้วยตระหนักถึงความท้าทายดังกล่าว กรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครโฮจิมินห์ และบริษัท TikTok Vietnam จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการ Fashion Up Vietnam ในลักษณะโครงการริเริ่มที่เกิดจากการออกแบบและดำเนินงานร่วมกัน (Co-created Initiative) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจแฟชั่นในการประยุกต์ใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจภายใต้สภาพแวดล้อมดิจิทัล และส่งเสริมสินค้าและตราสินค้าแฟชั่นของเวียดนามให้สามารถเข้าถึงฐานผู้บริโภคในวงกว้าง อันจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมแฟชั่นและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามในระยะยาว

    (แหล่งที่มา https://thesaigontimes.vn/ ฉบับวันที่ 19 มิถุนายน 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    การที่พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ของเวียดนามมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าการค้าปลีกสินค้าและบริการเพื่อการอุปโภคบริโภคทั้งประเทศ ไม่เพียงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจเวียดนามสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงปี 2564–2568 ภาคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามสามารถรักษาอัตราการเติบโตในระดับมากกว่าร้อยละ 20 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งในด้านการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การขยายโอกาสทางการตลาดของภาคธุรกิจ และการยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานและระบบการกระจายสินค้า

    แนวโน้มดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากกรอบนโยบายและกฎหมายของภาครัฐ โดยสมัชชาแห่งชาติเวียดนามได้ให้ความเห็นชอบกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ปี 2568 ซึ่งมีกำหนดมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ควบคู่กับการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระยะปี 2569–2573 ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ซึ่งมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-added Industries) และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นที่ได้รับการกำหนดให้เป็นหนึ่งในภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญ (Priority Strategic Sector) สำหรับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

    การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นพิเศษ สะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมดังกล่าวในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานชาวเวียดนามมากกว่า 50 ล้านคนที่ติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับแฟชั่นบนแพลตฟอร์ม TikTok และในปี 2568 มีผู้ประกอบการแฟชั่นมากกว่า 100,000 รายที่สามารถสร้างรายได้ผ่าน TikTok Shop ได้สำเร็จ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่สามารถบูรณาการการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) การถ่ายทอดสด (Livestream Commerce) การใช้วิดีโอสั้น (Short-form Video Content)และการตลาดผ่านผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Creator Economy) เข้ากับกิจกรรมการจำหน่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิผล จนก่อให้เกิดรูปแบบการค้าใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเนื้อหา (Content-driven Commerce)

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมแฟชั่นบนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือคุณลักษณะของสินค้าที่สามารถนำเสนอผ่านสื่อภาพและวิดีโอได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคสามารถประเมินรูปแบบ สีสัน การใช้งาน และความเหมาะสมกับรูปแบบการดำเนินชีวิตได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้กระบวนการตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าหลายอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ข้อมูลตลาดยังสะท้อนศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก ECDB ระบุว่า ตลาดแฟชั่นของเวียดนามมีมูลค่าประมาณ 123,000 ล้านเวียดนามด่ง คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20–25 ของตลาดค้าปลีกทั้งหมด และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10–15 ต่อปี ขณะที่ยอดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 20–30 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ ข้อมูลจากบริษัท YouNet ECI ยังระบุว่า กลุ่มสินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับเป็นหมวดสินค้าที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดบนแพลตฟอร์ม Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Tiki ในปี 2568 โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 28 ของยอดธุรกรรมทั้งหมด และผู้บริโภคชาวเวียดนามใช้จ่ายมากกว่า 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐในการซื้อสินค้าแฟชั่นในปีที่ผ่านมา ขณะที่ข้อมูลจาก Metric ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่ารวมของสินค้า (Gross Merchandise Value: GMV) ในกลุ่มแฟชั่นผู้ชายเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 150 กลุ่มแฟชั่นผู้หญิงเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 75 และกลุ่มเครื่องประดับแฟชั่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 93 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล และมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในภาคบริการสมัยใหม่ของเวียดนาม

    อย่างไรก็ดี การขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดแฟชั่นออนไลน์ยังนำมาซึ่งความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากผู้ประกอบการต่างประเทศและแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ซึ่งกำลังขยายบทบาทในตลาดเวียดนามอย่างต่อเนื่อง การเข้ามาของผู้ประกอบการระดับโลก เช่น Shein และ Temu ได้สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นทั้งในด้านราคา ความรวดเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเข้าถึงผู้บริโภค ในภาพรวม การที่รัฐบาลเวียดนามยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นให้เป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการบูรณาการระหว่างภาคการผลิต ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า อุตสาหกรรมแฟชั่นมีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามควบคู่ไปกับภาคการผลิตและบริการสมัยใหม่ และจะมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลโลกต่อไป

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การที่เวียดนามยกระดับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมแฟชั่นให้เป็นภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล จะส่งผลให้ตลาดสินค้าแฟชั่นออนไลน์ของเวียดนามขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูงขึ้น โดยเฉพาะภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่และยุทธศาสตร์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระยะปี 2569–2573 ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบการชำระเงิน และระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามจำเป็นต้องติดตามพัฒนาการด้านกฎระเบียบ มาตรฐานการดำเนินธุรกิจดิจิทัล และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ความน่าเชื่อถือของตราสินค้า และประสบการณ์การซื้อแบบผสมผสานระหว่างเนื้อหาและการค้ามากขึ้น

    ในเชิงโอกาสทางการค้า ตลาดแฟชั่นออนไลน์ของเวียดนามซึ่งมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตสูง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนามสามารถขยายการส่งออกและการจำหน่ายสินค้าแฟชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์ เครื่องประดับ เครื่องสำอาง และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน และแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) ได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าไทยที่มีจุดแข็งด้านการออกแบบ คุณภาพ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการสร้างแบรนด์ การใช้ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา และการทำการตลาดดิจิทัลที่สอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคเวียดนามรุ่นใหม่

                 อย่างไรก็ดี การขยายตัวของตลาดดังกล่าวย่อมมาพร้อมกับแรงกดดันด้านการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ประกอบการท้องถิ่นและผู้ประกอบการระดับโลกที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ความรวดเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการใช้ข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึก ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการพัฒนาสินค้าและตราสินค้าที่มีความแตกต่าง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในเวียดนาม ตลอดจนการบูรณาการการตลาดดิจิทัล การถ่ายทอดสด และการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/x1z9x1dmragobwnmh2ubu1d4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lGpynEE4AvXMp4Bnsi90q

  • ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยันยังไม่คิดขึ้นดอกเบี้ย ชี้เงินบาทอ่อนค่าสอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจ

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยันยังไม่คิดขึ้นดอกเบี้ย ชี้เงินบาทอ่อนค่าสอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจ

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยันยังไม่คิดขึ้นดอกเบี้ย ชี้เงินบาทอ่อนค่าสอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า ณ วันนี้ยังไม่มีความคิดจะขึ้นดอกเบี้ย หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% หลังจากปรับลดมาแล้ว 2 ครั้ง ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาและเดือนก.พ.69 โดยจะพิจารณาตามข้อมูลจริง (Data-driven) หากไม่มีความจำเป็นก็ไม่อยากปรับขึ้นเพราะจะกระทบเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยของไทยถือว่าต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ทำหน้าที่ประคับประคองเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้คนไทย

    นายวิทัย กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันจะกดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในระยะสั้น ซึ่งคาดว่าสูงสุดช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ แต่เชื่อว่าจะลดลงในเดือนเมษายน ปี 2570 โดยคาดว่าเงินเฟ้อปีนี้เฉลี่ยไม่เกิน 3% อยู่ที่ 2.8% และปี 70 จะอยู่ที่ประมาณ 1.4%

    สำหรับค่าเงินบาทที่ปัจจุบันอ่อนค่า 5-6% นายวิทัย กล่าวว่า ยังเคลื่อนไหวสอดคล้องค่าเงินภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย อ่อนค่ามากถึง 8% ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์โลกจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยืนยันว่าไม่มีเงินทุนไหลออกผิดปกติ และประเทศไทยก็มีทุนสำรองสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีหนี้ระยะสั้นจำกัด

    นายวิทัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.3% ถือว่าสูงสุดในตลาดตอนนี้ เพราะการส่งออกยังขยายตัวได้ดี ซึ่งปีนี้คาดเติบโตสูงถึง 14% เป็นผลจากพื้นฐานเศรษฐกิจ ไม่ใช่การตั้งใจทำให้บาทอ่อนเพื่อเอื้อการส่งออก

    ทั้งนี้ ธปท. กำลังเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้ง GDP ของไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยเน้นการกำจัดช่องว่างทางกฎหมายและเศรษฐกิจใต้ดิน ซึ่งที่ผ่านมาได้ออกมาตรการควบคุมทองคำ จัดระเบียบการเทรดทองที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและมักถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน

    นอกจากนั้น ธปท.เข้มงวดกับการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งขณะที่ลดปริมาณการถอนเงินสดรายใหญ่ลงได้แล้วถึง 35% และการจัดการบัญชีม้า ยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบและปิดบัญชีที่ต้องสงสัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรทุจริตและการพนันออนไลน์

    สำหรับกรณีธุรกิจ Forex ที่เป็นกระแสข่าวอยู่ในเวลานี้ นายวิทัย ยืนยันว่า ธปท.ยังไม่มีนโยบายอนุญาตให้รายย่อย(ประชาชน) ซื้อขาย หรือเทรด Forex (FX) เพื่อเก็งกำไร เนื่องจากมองว่าไม่มีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ส่วนกรณี Payment Gateway บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตต้องเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบร้านค้า (Merchant Due Diligence) หากพบความบกพร่องหรือกระทำผิดกฎหมาย ธปท.พร้อมสั่งปรับหรือถอนใบอนุญาตทันที

    ขณะเดียวกัน ในเรื่องการใช้เงินหยวนซื้อขายในประเทศไทย ผ่าน QR Code Payment โดยเน้นย้ำว่าการชำระเงินผ่าน QR Code ในไทยต้องมีการ Convert เป็นสกุลเงินบาทเสมอ หากพบกรณีที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ จะต้องมีการตรวจสอบและสั่งปิดช่องทางดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000061465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1axHXMesU-_x77_AaSBX7V