Category: เศรษฐกิจ

  • “รองนายกฯ พิพัฒน์” ประชุมติดตามโครงการทางถนน เร่งรัดโครงการสำคัญให้เป็นไปตามแผน สร้างความปลอดภัย ลดค่าใช้จ่าย และเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั่วประเทศ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รองนายกฯ พิพัฒน์” ประชุมติดตามโครงการทางถนน เร่งรัดโครงการสำคัญให้เป็นไปตามแผน สร้างความปลอดภัย ลดค่าใช้จ่าย และเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั่วประเทศ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/118317&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Na7AvHV5ftvYelnNkMRj9

  • จีนเร่งพยุงอุปสงค์ต่างประเทศ หลังเศรษฐกิจภายในยังซบเซา | เดลินิวส์

    จีนเร่งพยุงอุปสงค์ต่างประเทศ หลังเศรษฐกิจภายในยังซบเซา | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ว่านายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้ารักษาเสถียรภาพของอุปสงค์จากต่างประเทศ และขยายความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศ

    หลี่กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนยังเผชิญปัญหาอุปสงค์ภายในประเทศที่ไม่เพียงพอ ขณะที่บางอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจเผชิญความยากลำบากเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ปัจจุบัน จีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และอันดับหนึ่งของเอเชีย พึ่งพาการส่งออกมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชดเชยการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม วิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ยังคงกดดันการลงทุนและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน

    ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางการค้ากับประเทศคู่ค้า รวมถึงสงครามในตะวันออกกลาง อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ทั่วโลกและความต้องการสินค้าจากจีน

    ข้อมูลเศรษฐกิจที่เผยแพร่ในวันเดียวกันระบุว่า โมเมนตัมทางเศรษฐกิจของจีนยังคงซบเซาในเดือนก.ค. โดยทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกชะลอตัวลง

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของจีน เมื่อไตรมาสที่สองของปีนี้ ขยายตัว 4.3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่รัฐบาลกำหนดไว้ระหว่าง 4.5-5%

    หลี่ยืนยันว่า รัฐบาลปักกิ่งจะพยายามผลักดันให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจประจำปี พร้อมเรียกร้องให้ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะเร่งใช้มาตรการที่มีอยู่ และออกมาตรการใหม่ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ การขยายอุปสงค์ภายในประเทศจะยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลจีน ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะมุ่งส่งเสริมการจ้างงานและเพิ่มรายได้ของประชาชน รวมถึงสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่

    นอกจากนี้ จีนจะเดินหน้าพัฒนากลไกการระดมทุนรูปแบบใหม่ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6116060/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x9KEa4W-M7MNTb7ml6iaw

  • สรุปราคาทองคำ 17 ส.ค.2569 ปิดตลาด -50 บาท ผันผวน 23 ครั้ง

    สรุปราคาทองคำ 17 ส.ค.2569 ปิดตลาด -50 บาท ผันผวน 23 ครั้ง

    วันนี้ (17 ส.ค.2569) “ฮั่วเซ่งเฮง” ทองโลกปรับตัวขึ้น จากดัชนีเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 2 ปี เริ่มมีทิศทางปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง สืบจากสหรัฐอเมริกาเผยตัวเลขยอดค้าปลีกและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคออกมา อ่อนแอกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ / ครั้งก่อน ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วน เริ่มไม่แสดงความเชื่อมั่นต่อความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางตอนใต้ของเลบานอน มีผลทำให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความเสี่ยงหยุดชะงัก ท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงที่จะหมดอายุลงในวันที่ 17 ส.ค.นี้ และทางฝั่งอิหร่านประกาศกร้าว ไม่คืนอำนาจในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว อาจกระตุ้นให้ราคาน้ำมัน / เงินเฟ้อ และแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดปรับตัวขึ้น เป็นปัจจัยลบต่อทองคำ

    ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามคืนนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐฯ เผยดัชนีการผลิตรัฐนิวยอร์กเดือน เทียบรายเดือน ส.ค.วิเคราะห์ราคาทองโลกปรับตัวขึ้นหลังทดสอบแนวรับใหม่ที่ 4,390 ดอลลาร์ แต่ภาพรวมยังอยู่ในระยะ Sideways จึงประเมินว่าทองโลกอาจปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,430 ดอลลาร์ และอาจยังคงแกว่งตัวตามแนวรับ / ต้าน ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากทองโลกหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,370 ดอลลาร์ ทองโลกอาจมีการปรับฐานลงอีกครั้ง

    สรุปราคาทองคำ วันที่ 17 ส.ค.2569

    ครั้งที่ 23 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 22 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,450 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,650 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,083 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,450 บาท

    ครั้งที่ 21 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 20 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,450 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,650 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,083 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,450 บาท

    ครั้งที่ 19 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 18 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,173.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,550 บาท

    ครั้งที่ 17 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 16 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,450 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,650 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,083 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,450 บาท

    ครั้งที่ 15 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 14 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,173.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,550 บาท

    ครั้งที่ 13 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 12 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,173.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,550 บาท

    ครั้งที่ 11 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 10 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,173.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,550 บาท

    ครั้งที่ 9 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 8 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,173.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,550 บาท

    ครั้งที่ 7 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,128.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,500 บาท

    ครั้งที่ 6 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,173.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,550 บาท

    ครั้งที่ 5 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,600 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,800 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,234.60 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,600 บาท

    ครั้งที่ 4 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,650 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,850 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,280.08 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,650 บาท

    ครั้งที่ 3 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,700 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,900 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,325.56 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,700 บาท

    ครั้งที่ 2 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,650 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,850 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,280.08 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,650 บาท

    ครั้งที่ 1 บวก 150 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 68,700 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,900 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 67,325.56 บาท

    • ขายออก บาทละ 69,700 บาท

    อ่านข่าว:

    สรุปราคาทองคำ 13 ส.ค.2569 ปิดตลาด -300บาท ผันผวน 25 ครั้ง

    “ทองคำ” เช้านี้ +50 บาท “ทองแท่ง” ขายออก 69,100 บาท

    “ทองคำ” เช้านี้ +400 บาท “ทองแท่ง”ขายออก 69,100 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MFLct2VmnHYaHele_oqpG

  • “เอกนิติ” มั่นใจรัฐบาลดูแลเศรษฐกิจมาถูกทาง แม้จีดีพีไตรมาส 2 โตชะลอตัว | เดลินิวส์

    “เอกนิติ” มั่นใจรัฐบาลดูแลเศรษฐกิจมาถูกทาง แม้จีดีพีไตรมาส 2 โตชะลอตัว | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ให้มุมมองเศรษฐกิจไทยหลังสำนักงานสภาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์เปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก

     ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก สะท้อนภาพการเติบโตที่ได้รับแรงกดดันชัดเจนจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคม ผลกระทบดังกล่าวฉุดให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากระดับติดลบ –0.5% ในไตรมาสแรก ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น การบริโภคภาคเอกชนจึงชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 1.9 รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ เพื่อนำมาใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในการประคองกำลังซื้อ พร้อมทั้งเร่งพิจารณาผลตอบรับเพื่อวางแผนงบประมาณสำหรับไตรมาสสุดท้ายต่อไป

    อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง ซึ่งกดดันให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่ 2 รัฐบาลจึงมุ่งลดความเสี่ยงด้วยการอัดฉีดงบลงทุน 2 แสนล้านบาทในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน โซลาร์รูฟท็อป และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้างสินทรัพย์ระยะยาวและยกระดับการผลิตพลังงานให้สอดคล้องกับแผน PDP ของกระทรวงพลังงาน

    ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ การลงทุนภาคเอกชนกลับกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่เติบโตโดดเด่นถึงร้อยละ 13.4 ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 11 ปี เม็ดเงินลงทุนจริงแตะ 2.55 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 จากแรงส่งของมาตรการ Thailand Fast Pass โดย BOI ซึ่งดึงดูดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy และ S-Curve เช่น AI อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานสะอาด สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าและบริการที่โตขึ้นร้อยละ 12.5 สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ในระดับโลก

    นายเอกนิติ ระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว คำถามสำคัญไม่ใช่ไทยจะวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ แต่คือจะคว้าโอกาสให้ไทยเป็น Global Supply Chain และส่งต่อแรงขับนี้สู่ภาคอุตสาหกรรมในประเทศได้อย่างไร

    แม้จีดีพีไตรมาส 2 ยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ แต่นายเอกนิติมองว่าเป็นหลักฐานว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของรัฐบาลมาถูกทาง โดยเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วง “ประคองเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน” เพื่อให้กลับมาเติบโตเต็มศักยภาพในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6115391/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WlkscX1e5dUHF9ookhJN2

  • สศช.เพิ่มเป้าจีดีพีปี69 โต 2.2% สวนทางเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูง

    สศช.เพิ่มเป้าจีดีพีปี69 โต 2.2% สวนทางเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูง

    Loading…

    สศช.เพิ่มเป้าจีดีพีปี69 โต 2.2% สวนทางเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-139&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x8IKKPi_Ip1ktnoKJ4x-7

  • “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ช่วง “ประคองเข้าสู่เปลี่ยนผ่าน” แม้ GDP Q2 โตแค่ 1.9%

    “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ช่วง “ประคองเข้าสู่เปลี่ยนผ่าน” แม้ GDP Q2 โตแค่ 1.9%


    “เอกนิติ” ชี้ จีดีพี ไตรมาส 2 โตแค่ 1.9% สะท้อนเศรษฐกิจไทยอยู่ช่วงประคองสู่เปลี่ยนผ่าน ลงทุนเอกชน-ส่งออกเทคโนโลยีโตแรง ดัน New Economy

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ให้มุมมองเศรษฐกิจไทยหลังสำนักงานสภาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์เปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก

    นายเอกนิติ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังเคยประเมินไว้ และยืนยันภาพที่ทีมเศรษฐกิจคาดการณ์ก่อนหน้า โดยเฉพาะแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และส่งผลเป็นระลอกในไตรมาส 2

    ผลกระทบดังกล่าวเริ่มจากวิกฤตน้ำมัน ก่อนลามสู่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพ เห็นได้จากเงินเฟ้อไตรมาส 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากไตรมาสแรกที่ติดลบ 0.5% ทำให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงเหลือ 1.9% จาก 3.3%

    นายเอกนิติ ระบุว่า หากไม่หยุดวงจรพลังงานแพง ของแพง และกำลังซื้ออ่อนแรง อาจนำไปสู่วิกฤตปากท้องและแรงกดดันเศรษฐกิจระลอกต่อไป นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ เพื่อใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพประชาชน

    ส่วนการเดินหน้าโครงการในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องพิจารณาผลจากระยะแรกที่จะสิ้นสุดในไตรมาส 3 ควบคู่กับวงเงินงบประมาณที่เหลือ เพื่อให้การใช้เงินเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

    อีกสัญญาณสำคัญคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 ขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 6 แสนล้านบาท จากไตรมาสแรกที่เกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง

    นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด โดยโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป โครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอนาคต ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว

    ด้านบวกที่เห็นชัดในไตรมาสนี้คือการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% สูงสุดในรอบ 11 ปี และโต 2 หลักต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 10.1% ส่วนหนึ่งมาจาก Thailand Fast Pass ของบีโอไอ ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงไตรมาส 2 สูงถึง 2.55 แสนล้านบาท

    การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และการแปรรูปเกษตร ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการยังขยายตัวต่อเนื่องเป็น 12.5% จาก 12.1% ในไตรมาสแรก โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับสำคัญ

    นายเอกนิติ ระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว คำถามสำคัญไม่ใช่ไทยจะวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ แต่คือจะคว้าโอกาสให้ไทยเป็น Global Supply Chain และส่งต่อแรงขับนี้สู่ภาคอุตสาหกรรมในประเทศได้อย่างไร

    แม้จีดีพีไตรมาส 2 ยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ แต่นายเอกนิติมองว่าเป็นหลักฐานว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของรัฐบาลมาถูกทาง โดยเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วง “ประคองเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน” เพื่อให้กลับมาเติบโตเต็มศักยภาพในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_Nsbggibc1QUeE_rfc5ye

  • ‘สันติธาร’ เผยถึงเวลาต้องปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจเดิม หวังสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% เป็นไปตามคาด

    ‘สันติธาร’ เผยถึงเวลาต้องปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจเดิม หวังสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% เป็นไปตามคาด

    ‘สันติธาร’ ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ตัวชี้วัดที่ใช้กับอุตสาหกรรมแบบเดิมสะท้อนภาพรวมได้ไม่ครบ หลังอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยร่วงต่ำสุดรอบ 24 ไตรมาส มอง GDP ครึ่งหลังของปีปรับตัวดีขึ้น จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น

    วันนี้ (17 สิงหาคม) สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ตัวชี้วัดภาคอุตสาหกรรมแบบเดิม เช่น อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate) อาจยังสะท้อนภาพเศรษฐกิจได้ไม่ครบถ้วน จนตัวเลขออกมาในระดับต่ำ

    โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) แถลงเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 พบว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยอยู่ที่ 57.47% ต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส นับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่โรงงานถูกสั่งปิดการผลิตเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19

    ขณะที่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวเพียง 0.1% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ซึ่งชะลอลงจากการขยายตัว 1.0% ในไตรมาส 1 ของปี 2569

    ทั้งนี้ ดร.สันติธารกล่าวว่า กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม กำลังหารือปรับวิธีวัดผลใหม่ ขณะที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เตรียมปรับ KPI การวัดเม็ดเงินลงทุนให้ต่อยอดสู่การวัดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และการเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศมากขึ้น

    พร้อมกันนี้ ดร.สันติธารยอมรับว่ามีการสวมสิทธิบ้าง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่สาเหตุหลักเพราะจากการลงพื้นที่จริง พบว่าหลายโรงงานในอุตสาหกรรมสมัยใหม่มีการผลิตจริง และมีการจ้างงานคนไทยจริงๆ

    มอง GDP ไตรมาส 3 ดีขึ้น

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในระยะต่อไป ดร.สันติธารมองว่า เศรษฐกิจไตรมาส 3 จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่ได้ดีแบบก้าวกระโดด และคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 จะได้อานิสงส์จากเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยรัฐบาลจะพยายามรักษาโมเมนตัมการลงทุนต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ยังคงมุมมอง GDP ทั้งปีไว้ที่ 2.5% ตามเดิม

    ส่วนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดร.สันติธารมองว่าเป็นกันชนเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง และช่วยประคองการบริโภคได้ ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อจากผลของต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะสงคราม อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวไม่ได้ตั้งใจกระตุ้นให้การบริโภคกลับมาร้อนแรงขึ้นมากนัก เนื่องจากต้องรักษาสมดุลไม่ให้ระดับอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกินไป

    ทั้งนี้ ดร.สันติธารมองว่า การท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากที่ได้รับผลกระทบหนักในช่วงไตรมาส 2 จากสงครามในตะวันออกกลาง

    โดย ดร.สันติธารเชื่อว่า การท่องเที่ยวจะเริ่มมีเสถียรภาพที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และดีขึ้นในไตรมาส 4 จากงานอีเวนต์ต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งงาน IMF-World Bank Annual Meeting, World Economic Forum งานประชุม Gastech และงานเทศกาลดนตรี Tomorrowland Thailand 2026

    ดันการลงทุนฟื้นเศรษฐกิจ

    สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลอดจนการเข้าถึงสินเชื่อของ SME ที่ยังคงหดจนเป็นปัญหาคาราคาซังในไทย ดร.สันติธารชี้ว่า การลงทุนเพื่ออนาคตสำคัญอย่างมากในการแก้ปัญหาดังกล่าว

    “เราจึงต้องดูแลอุตสาหกรรมเก่า หรืออุตสาหกรรมดั้งเดิม ที่อยู่กับเรามานาน และสร้างการเติบโตมาจนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาป อุตสาหกรรมเบา ให้ปรับตัวได้ อุตสาหกรรมพวกนี้ยังมีความสำคัญ เพียงแต่ต้องปรับตัว ต้องมีการวางระบบอัตโนมัติ แค่เขาอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีอนาคต” ดร.สันติธารกล่าว

    อุตสาหกรรมใหม่ที่มาแรง เปรียบเสมือนบันไดเลื่อนที่พาขึ้นไปอีกชั้นโดยที่ไม่ต้องออกแรงเอง อย่างไรก็ตามบันไดเลื่อนในปัจจุบัน ยังมีทางเดินที่แคบอยู่ ซึ่งรัฐบาลจะขยายบันไดเลื่อนให้กว้างขึ้น เพื่อให้คนไทยมีส่วนร่วมได้มากขึ้น

    ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่น่าห่วง แต่ต้องจับตา

    สำหรับประเด็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ดร.สันติธาร แบ่งได้ 3 ส่วน ดังนี้

    ส่วนที่น่าเป็นห่วง มาจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง ไทยจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงรองรับความผันผวนในอนาคต

    ส่วนที่ต้องจับตา การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยในระยะสั้น เป็นธรรมดาที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบขั้นกลางในช่วงแรก เพราะไทยยังผลิตเองไม่ได้ ส่วนในระยะ 2-4 ปีข้างหน้า ไทยควรผลิตเองได้แล้ว หากยังพึ่งพาการนำเข้าอยู่จะถือว่าเป็นปัญหา

    ส่วนที่เป็นผลดี การลงทุนซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ การขาดดุลจึงไม่ได้หมายความว่าประเทศขาดทุนเสมอไป เพราะการขาดดุลจากการลงทุน ช่วยสร้างอนาคตให้กับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/santitharn-adjust-economy-indicators/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VsqlkJziu12uoHnwmDkou

  • ‘คลัง’ ชี้เศรษฐกิจไทยQ3ยังไม่สะเด็ดน้ำ ห่วงน้ำมันพุ่งกระทุ้งเงินเฟ้อ ลุ้นท่องเที่ยวหนุน

    ‘คลัง’ ชี้เศรษฐกิจไทยQ3ยังไม่สะเด็ดน้ำ ห่วงน้ำมันพุ่งกระทุ้งเงินเฟ้อ ลุ้นท่องเที่ยวหนุน

    ‘คลัง’ ชี้เศรษฐกิจไทย Q3 ยังไม่สะเด็ดน้ำ ห่วงราคาพลังงานผันผวนจากสงครามยืดเยื้อ กระทุ้งเงินเฟ้อขยับ กระทบการบริโภคประชาชน ชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ แค่ช่วยประคองไม่ใช่กระตุ้น ลุ้นไตรมาส 4 ‘ท่องเที่ย-เงินกู้เปลี่ยนผ่าน’ ช่วยหนุนฟื้นตัว

    17 ส.ค. 2569 – นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2569 ยังชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า ยังไม่ได้ก้าวกระโดดพ้นภัย หรือพ้นปัญหา เนื่องจากยังมีความเสี่ยงเรื่องสงครามที่ยังไม่จบ ซึ่งไตรมาสที่ 3 นั้น ถือว่าว่าอยู่ในช่วงวิกฤตระลอกที่ 3 เรื่องกำลังซื้อในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง แม้ว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้ และถือเป็นกันชนระดับหนึ่งในเรื่องการประคองการบริโภค แต่คงไม่ใช่การกระตุ้นให้การบริโภคกลับมาแข็งแรงได้เลย เพราะอีกด้านหนึ่งก็ต้องระวัง หากไปกระตุ้นการบริโภคมากเกินไปในสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ก็อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอีกได้ ดังนั้นการเร่งออกมาตรการแต่ละส่วนจึงต้องพิจารณาเพื่อสร้างสมดุลอย่างมีประสิทธิภาพ

    “ตอนแรกประเมินว่าตัวเลขเงินเฟ้อมีความเสี่ยงที่จะแย่ไปกว่านี้ ก็ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ไม่ได้แย่อย่างที่คิด แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ เพราะว่าสงครามยังไม่จบ ส่วนเรื่องกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงนั้น ปัจจุบันยังมีโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ยังดำเนินการอยู่ ก็ถือว่าเป็นกันชนระดับหนึ่งในเรื่องการบริโภค ส่วนหลังจากนี้ ก็จะโครงการใช้เงินกู้ ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่รัฐบาลให้โจทย์ไปว่าโครงการต่าง ๆ จะต้องออกมาเพื่อเป็นการเยียวยา บรรเทาภาระและต้นทุนของประชาชน เช่น การบรรเทาค่าไฟฟ้า ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นอีกส่วนที่ช่วยเหลือเรื่องการบริโภคได้บางส่วนด้วย” นายสันติธาร กล่าว

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2569 น่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัวได้ดีขึ้น จากแรงสนับสนุนในเรื่อง ‘การท่องเที่ยว’ หลังจากที่ไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยเสริมจากการจัดกิจกรรมประชุม สัมมนาที่สำคัญ อาทิ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-16 ต.ค. 2569 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมถึง 1.5 หมื่นคน จาก 190 ประเทศทั่วโลก, การจัดประชุม World Economic Forum และการจัดเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ Tomorrow Land ซึ่งทั้งหมดจะมีส่วนช่วยทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยที่เคยแผ่วในไตรมาส 2 เริ่มกลับมาได้บ้าง และมีส่วนช่วยในการประคองเศรษฐกิจในปี 2569

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสริมจากเม็ดเงินของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนของการเปลี่่ยนผ่านพลังงาน ที่จะเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น จะเป็นอีกอานิสงส์สำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2569

    อย่างไรก็ดี กลุ่มที่ยังน่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือ ‘ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี’ เนื่องจากกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งรายได้ที่ลดลง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเป็นภาวะที่เรียกว่า Double Squeeze คือการถูกบีบทั้งจากรายได้ที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1051704/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw297VHwJwEg5MLiz29TAHMJ

  • สภาพัฒน์ฯ ชี้ แม้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี แต่..คนไทยสวนกระแสช้อปเสื้อผ้า-รองเท้าฉ่ำ

    สภาพัฒน์ฯ ชี้ แม้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี แต่..คนไทยสวนกระแสช้อปเสื้อผ้า-รองเท้าฉ่ำ

    สภาพัฒน์ฯ ชี้ แม้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี แต่..คนไทยสวนกระแสช้อปเสื้อผ้า-รองเท้าฉ่ำ

    สภาพัฒน์ฯ ชี้ แม้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี แต่..คนไทยสวนกระแสช้อปเสื้อผ้า-รองเท้าฉ่ำ

    เศรษฐกิจฝืด คนไทยรัดเข็มขัด แต่ไม่หยุดช้อป! สศช.เผยไตรมาส 2 เสื้อผ้า-รองเท้ายังโต เครื่องเรือน-ของแต่งบ้านยังไปต่อ สะท้อนคนไทยเลือกตัดรายจ่าย แต่ยังยอมควักเงินให้สิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิต

    • เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงเหลือ 1.9% สะท้อนกำลังซื้อที่เริ่มแผ่ว
    • คนไทยยังช้อปบางหมวด แม้เศรษฐกิจฝืด แต่การใช้จ่ายกลุ่มเสื้อผ้าและรองเท้าเร่งตัวขึ้น ขณะที่เครื่องเรือนและเครื่องตกแต่งยังขยายตัวต่อเนื่อง
    • สศช.มองเศรษฐกิจปี 2569 โต 2.0 ถึง 2.5% ค่ากลางอยู่ที่ 2.2% และคาดการบริโภคภาคเอกชนทั้งปีขยายตัว 2.6%

    เศรษฐกิจฝืด คนไทยรัดเข็มขัด แต่ไม่หยุดช้อป! สศช.เผยไตรมาส 2 เสื้อผ้า-รองเท้ายังโต เครื่องเรือน-ของแต่งบ้านยังไปต่อ สะท้อนคนไทยเลือกตัดรายจ่าย แต่ยังยอมควักเงินให้สิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิต

    ในชีวิตประจำวัน ‘เสื้อผ้า รองเท้า’ อาจไม่ใช่ปัจจัย 4 ตามนิยามดั้งเดิม แต่เป็นของจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่เครื่องเรือนและเครื่องตกแต่งก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ตั้งแต่การแต่งตัวไปทำงาน ไปจนถึงการจัดบ้านให้น่าอยู่ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวในระดับต่ำ หลายคนจึงน่าจะเลือกชะลอการซื้อของที่ไม่จำเป็น หันมารัดเข็มขัด เก็บเงิน และเก็บสภาพคล่องไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่สำคัญกว่า

    แต่ภาพที่เกิดขึ้นจริงกลับน่าสนใจ เพราะพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยไม่ได้หดตัวลงทุกหมวด โดยเฉพาะ ‘เสื้อผ้า รองเท้า’ และ ‘เครื่องเรือน เครื่องตกแต่ง’ ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนว่าท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบาง ผู้บริโภคอาจไม่ได้หยุดใช้เงินทั้งหมด แต่กำลังเลือกใช้จ่ายกับสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตและคุณภาพชีวิตมากขึ้น

    ข้อมูลจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. จากการแถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียงร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 1.9 จากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนภาพกำลังซื้อโดยรวมที่เริ่มแผ่วลง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดกลับพบ ‘จุดสวนทาง’ ที่น่าสนใจ โดยการใช้จ่ายหมวดสินค้ากึ่งคงทนขยายตัวร้อยละ 3.9 เร่งขึ้นจากร้อยละ 3.6 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการเร่งตัวของการใช้จ่ายในกลุ่ม ‘เสื้อผ้าและรองเท้า’ ขณะที่การใช้จ่ายกลุ่ม ‘เครื่องเรือนและเครื่องตกแต่ง’ ก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง สวนทางกับภาพเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแรงลง

    สภาพัฒน์ฯ ชี้ แม้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี แต่..คนไทยสวนกระแสช้อปเสื้อผ้า-รองเท้าฉ่ำ

    ยิ่งไปกว่านั้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในไตรมาส 2 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 จาก 52.8 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2565 ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยยังมองเศรษฐกิจด้วยความระมัดระวังมากขึ้น แม้ในอีกด้านหนึ่งจะยังควักเงินซื้อเสื้อผ้า รองเท้า รวมถึงของแต่งบ้านอยู่ก็ตาม

    ภาพดังกล่าวจึงน่าจับตาว่า ในวันที่เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตแรง ผู้บริโภคไทยไม่ได้เลือก ‘ไม่ซื้อ’ เสมอไป แต่อาจกำลังเปลี่ยนจากการใช้จ่ายแบบตามใจ ไปสู่การเลือกซื้อสิ่งที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากกว่า ขณะที่ สศช. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.0–2.5 โดยมีค่ากลางที่ร้อยละ 2.2 และคาดว่าการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 2.6

    คำถามจึงไม่ใช่แค่เศรษฐกิจไทยโตแค่ไหน แต่คือในวันที่เงินในกระเป๋ามีจำกัด คนไทยกำลัง ‘ตัดอะไรทิ้ง’ และ ‘ยอมจ่ายอะไรต่อ’ เพราะตัวเลขการบริโภคในไตรมาส 2 อาจกำลังบอกว่า ต่อให้เศรษฐกิจฝืดแค่ไหน เสื้อผ้า รองเท้า และของแต่งบ้านบางอย่างก็ยังไม่หลุดออกจากลิสต์การใช้จ่ายของคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864652&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Te1kuOuvSb1U1PVbxKjn

  • สภาพัฒน์ ชี้ศก.ไทยQ3 เริ่มฟื้น ยันฐานผลิตโตโยต้ายังแน่น-ขอจับตาเศรษฐกิจ ก่อนเคาะไทยช่วยฯ 2

    สภาพัฒน์ ชี้ศก.ไทยQ3 เริ่มฟื้น ยันฐานผลิตโตโยต้ายังแน่น-ขอจับตาเศรษฐกิจ ก่อนเคาะไทยช่วยฯ 2

    สภาพัฒน์ ชี้เกาะติดเศรษฐกิจก่อนเคาะไทยช่วยฯ เฟส 2 ยันไม่ห่วงอินโดฯ ดึงโตโยต้าย้ายฐานผลิต คาด GDP ไตรมาส 3 ดีขึ้น หวังสงครามคลี่คลาย

    เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยถึงการประเมินทิศทาง GDP ไตรมาสที่ 3 ปี 2569 โดยคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ที่เติบโต 1.9% ซึ่งชะลอตัวลงจากไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ที่ขยายตัว 2.8% เนื่องจากสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ชะลอลง เป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ มองว่าแนวโน้มสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่า GDP เศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ 2.2%

    นายดนุชา กล่าวถึงมุมมองต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนว่า ควรจะดำเนินมาตรการต่อในเฟส 2 หรือไม่นั้น มองว่ายังต้องติดตามตัวเลขทางเศรษฐกิจรายเดือนอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ควรต้องใช้อย่างระมัดระวังและตรงตามเป้าหมายมากที่สุด ประกอบกับขณะนี้ยังมีความเสี่ยงด้านราคาพลังงานที่ผันผวนสูง ทำให้มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพราะจะมีผลในระยะยาว ส่วนการทำมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพยังคงต้องพิจารณาปัจจัยอื่นเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจ

    สำหรับประเด็นภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ประเทศอินโดนีเซียพยายามดึงดูดการลงทุนจากบริษัท โตโยต้า ให้ย้ายฐานการผลิตหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซียนั้น มองว่าประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ร่วมกับโตโยต้าที่ฝังรากลึกและขยายตัวอย่างมากตลอด 30 ปีที่ผ่านมา จึงเชื่อมั่นว่าบริษัทญี่ปุ่นยังคงมองประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง

    ส่วนข้อกังวลว่าการปรับลดภาษีรถยนต์ให้ผู้ที่ลงทุนภายในประเทศจะกระทบต่อรายได้ภาครัฐหรือไม่ นายดนุชา ชี้แจงว่า รายได้จากอากรนำเข้าสินค้าต่างๆ ในปัจจุบันมีสัดส่วนไม่มากแล้ว เนื่องจากไทยมีข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ ดังนั้นเป้าหมายหลักของมาตรการนี้ จึงมุ่งเป้าไปที่การสร้างงาน การส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีในภาพรวมมากกว่าการมองเพียงแค่รายได้ภาษีของภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5850231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tf5Omc-VFw0RgyBj4OuYY