Category: เศรษฐกิจ

  • ทวี ชูหลักนิติธรรม-ฟังเสียงท้องถิ่น หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจการค้าด่านสะเดา 3แสนล้าน

    ทวี ชูหลักนิติธรรม-ฟังเสียงท้องถิ่น หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจการค้าด่านสะเดา 3แสนล้าน

    กมธ.กฎหมาย สภาฯ ลงพื้นที่สะเดารับฟังความเห็น ‘พ.ต.อ.ทวี’ ชูหลักนิติธรรม-ฟังเสียงท้องถิ่น หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจการค้าด่านสะเดา 3 แสนล้าน

    เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 ที่ศาลพระโพธิสัตว์กวนอิม ด่านนอก ซอย 4 ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ประธานกมธ. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กมธ.และที่ปรึกษา อดีตรมว.ยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล โฆษกกมธ.และ นายรอมฎอน ปันจอร์ เลขานุการกมธ.

    ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและรับฟังความคิดเห็นในหัวข้อ “การบังคับใช้กฎหมาย การอำนวยความยุติธรรม และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ภาคใต้”

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ มุ่งเน้นการรับฟังผลกระทบเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายหลังการเปิดใช้งานด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลสำนักขาม (เมืองด่านนอก) ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    โดยมี ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา, นายนิรันดร์ สุเจตวงศ์ ว่าที่นายกเทศมนตรีตำบลสำนักขาม พร้อมทีมผู้บริหาร ตัวแทนเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 100 คน

    พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยถึงสถานการณ์หลังเปิดด่านใหม่มาได้ราว 2 เดือนว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรและการค้าขายในพื้นที่ด่านเดิม โดยชี้ให้เห็นถึงเงื่อนปม 3 ด้านหลัก ปัญหาเชิงนโยบายความมั่นคงและการเจรจาระหว่างประเทศ มีการอ้างข้อกำหนดจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่าทางการมาเลเซียประสงค์ให้เปิดใช้งานเพียงด่านเดียว ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในระดับทวิภาคีเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่เดิม

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและสัญญาประชาคม ทิศทางการระบายคนและสินค้าเทไปยังด่านใหม่ทั้งหมด และดึงนักท่องเที่ยวตรงเข้าสู่อำเภอหาดใหญ่ทันที ส่งผลให้พื้นที่ด่านนอกซบเซา ทั้งที่ตามเป้าหมายเดิมควรส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวแวะพัก 2–3 คืน ซึ่งขัดต่อสัญญาประชาคมที่เคยตกลงกันไว้ตั้งแต่เริ่มผลักดันโครงการ

    และการขาดการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น การบริหารจัดการไม่เปิดโอกาสให้ตัวแทนภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้รู้ปัญหาจริงเข้ามามีส่วนร่วมในการวางระบบ

    พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า โครงการสร้างด่านใหม่ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งเดิมวางเป้าหมายให้ด่านใหม่รองรับระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า ส่วนด่านเดิมจะเน้นรองรับการท่องเที่ยวและประชาชน แต่โครงการติดปัญหาข้อกฎหมายเรื่องที่ดิน ส.ป.ก. กระทั่งในปี 2558 มีการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ปลดล็อกข้อกฎหมายและดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

    “ด่านสะเดาถือเป็นด่านที่มีมูลค่าการค้าชายแดนมากที่สุดของประเทศ เกือบ 300,000 ล้านบาทต่อปี และนักท่องเที่ยวมาเลเซียก็เป็นอันดับหนึ่งของไทย พื้นที่ชายแดนเปรียบเสมือนประตูด่านหน้า แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญา แทนที่จะแบ่งแยกระบบ กลับให้ไปใช้ด่านเดียวจนทิ้งผู้ประกอบการไว้ข้างหลัง”

    พ.ต.อ.ทวี ยังสะท้อนถึงภาพรวมการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจประมงทะเลที่ไทยแปรสภาพจากผู้ผลิตเป็นผู้ซื้อ รวมถึงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ตั้งเป้าจะยุติเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ภายในปี 2570

    พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่า การยุติปัญหาภาคใต้หากใช้วิธีเดิมคงทำได้ยาก ต้องนำกลุ่มผู้ถืออาวุธมาเจรจาพูดคุย ควบคู่ไปกับการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนทุกคน และหัวใจสำคัญคือการยึดถือ หลักนิติธรรม

    “การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดและเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุดแต่ได้ประโยชน์สูงสุด คือการยึดหลักนิติธรรมและขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ เพราะหากมีทุจริต ประชาชนจะอยู่ลำบาก ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ กมธ.จะทำหน้าที่เป็นท่อเชื่อมสะท้อนปัญหาจริงของประชาชนไปยังรัฐบาลเพื่อเร่งแก้ไข พร้อมทั้งให้ความสำคัญและคุ้มครองผู้ที่ร่วมชี้เบาะแสการทุจริตอย่างจริงจัง” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10364907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dVSrEbvwO7kC-utWIOWPw

  • “อลงกรณ์” ชี้เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด เสนอ 5 โรดแมปผ่าตัดใหญ่ พ้นกับดักถดถอย

    “อลงกรณ์” ชี้เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด เสนอ 5 โรดแมปผ่าตัดใหญ่ พ้นกับดักถดถอย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/168363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14B0MAyCxTp82ZBO2lKOtX

  • ‘ธนิต’ มองเศรษฐกิจ Q3 ฟื้นตัวเปราะบาง หวั่น NPL SME พุ่ง-หนี้ครัวเรือนซ้ำเติม

    ‘ธนิต’ มองเศรษฐกิจ Q3 ฟื้นตัวเปราะบาง หวั่น NPL SME พุ่ง-หนี้ครัวเรือนซ้ำเติม

    ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ และรองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 ว่า มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ตั้งอยู่บนสภาวะ “ความเปราะบาง” และมีความไม่แน่นอนสูง

    โดยได้รับผลกระทบโดยตรงจากพลวัตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ขยายตัวเป็นสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนและทรงตัวในระดับสูง โดยน้ำมันดิบตลาดดูไบซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าหลักอยู่ที่ 85.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    วิกฤตพลังงานพ่นพิษ-กองทุนน้ำมันอ่วม

    ดร.ธนิต ระบุว่า สงครามที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงต้นทุนวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และค่าระวางเรือระหว่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ต้องแลกด้วยการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนมหาศาล

    โดยล่าสุดสถานะกองทุนน้ำมันติดลบสะสมมากกว่า 72,260 ล้านบาท สภาวะดังกล่าวนำไปสู่การเกิด “บาดแผลเงินเฟ้อ” (Inflation Pain Point) โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 1.21% ซึ่งสวนทางกับความรู้สึกของประชาชนที่พบว่าเงินสุทธิในกระเป๋า (Net Income) ลดลงอย่างมาก กระทบต่อกำลังซื้อในประเทศจนเกิดสภาวะร้านค้าและห้างสรรพสินค้าเงียบเหงา

    เตือนสภาวะ “Profit Squeeze” ธุรกิจรายย่อยจมกองหนี้

    ภาพรวมเศรษฐกิจที่ซึมตัวทำให้เกิดสภาวะ “Profit Squeeze” หรือสภาวะบีบคั้นจากยอดขายที่ลดลงแต่ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น นำไปสู่การขาดสภาพคล่องทั้งในระดับครัวเรือนและธุรกิจรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่พบว่ามีอัตราหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 9.5% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งระบบอยู่ที่ 2.95%

    นอกจากนี้ ข้อมูลในเดือนพ.ค. 2569 พบตัวเลขหนี้เสียครัวเรือนในกลุ่มมูลหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทที่น่าวิตก โดยกลุ่มที่อยู่ระหว่างบังคับคดีมีจำนวนกว่า 4.12 แสนคน (มูลหนี้ 2.1 หมื่นล้านบาท) และกลุ่มที่เป็น NPL ในกระบวนการกฎหมายสูงถึง 1.132 ล้านคน (มูลหนี้ 5.8 แสนล้านบาท) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นกับดักสำคัญที่ลดทอนการจับจ่ายใช้สอย

    เปิดภาพการฟื้นตัวแบบ “K-Shaped” แบ่งชัด 3 กลุ่ม

    ดร.ธนิต วิเคราะห์ว่า การฟื้นตัวของภาคธุรกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน หรือที่เรียกว่า “K-Shaped Economic Recovery” โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

    กลุ่มธุรกิจขยายตัว (Business Expanded): ได้แก่ อุตสาหกรรมส่งออกและซัพพลายเชนที่ขยายตัวสูงถึง 17.57% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขยายตัวถึง 21.6%

    กลุ่มธุรกิจคงที่ (Consistent Cluster): กลุ่มที่ค้าขายกับราชการ ธุรกิจสุขภาพ การศึกษา หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตพลังงาน

    กลุ่มธุรกิจดิ้นรน (Struggling Business): กลุ่มที่ผลิตเพื่อขายในประเทศซึ่งไม่สามารถส่งต่อต้นทุนได้ มีสต็อกสินค้าสูง และเป็นกลุ่มธุรกิจที่ตกยุค

    ภาคส่งออก-การลงทุน ปูพรม “ภูมิคุ้มกันแรงงาน”

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวเฉลี่ย 17.57% ในช่วงครึ่งปีแรก และการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตต่อ (Re-Export) ที่ขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 38.03% นอกจากนี้ ภาคการลงทุนยังขยายตัวสูงสุดเท่าที่เคยมีมา สะท้อนจากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น 33.8%

    ปัจจัยบวกเหล่านี้ได้กลายเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญให้กับตลาดแรงงาน โดยในช่วงครึ่งปีแรกพบว่าผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นถึง 9.15 แสนคน ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.9% นอกจากนี้ จำนวนแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายยังพุ่งสูงถึง 4.374 ล้านคน และผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 12.231 ล้านคน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งสองกลุ่ม

    ดร.ธนิต กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้การเก็บภาษีของรัฐในช่วง 9 เดือนแรกจะสูงกว่าประมาณการ 2.4% แต่ความท้าทายสำคัญคือการแก้ปัญหาภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ขาดดุลต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนประชากรกลุ่มเปราะบางที่ลงทะเบียนขอสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นในจำนวนที่น่าวิตก

    การที่เศรษฐกิจไทยจะฝ่าฟันวิกฤตโลกไปได้ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการจัดการสภาวะสภาพคล่องและหนี้สินที่พุ่งสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1247938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ktd8NS0EzkQRHtPQRm7E9

  • ไต้หวันใจป้ำ! รัฐบาลแจกเงินสดประชาชนใช้คนละ 10,000 หลังเศรษฐกิจแข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมเอไอ

    ไต้หวันใจป้ำ! รัฐบาลแจกเงินสดประชาชนใช้คนละ 10,000 หลังเศรษฐกิจแข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมเอไอ

    ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ว่า “ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2027 ของรัฐบาลกลาง จะมีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 2.35 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 2.44 แสนล้านบาท) เพื่อเป็นทุนสำหรับมาตรการแจกเงินสดถ้วนหน้าคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 10,373 บาท)”  โดยอ้างอิงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเฟื่องฟู

    “ประมาณการรายได้ของรัฐบาลกลางสำหรับปี 2027 ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.92 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 4.07 ล้านล้านบาท)” แถลงการณ์ของทำเนียบประธานาธิบดีระบุ 

    รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบรรจุมาตรการแจกเงินสดดังกล่าวเข้าไป โดยยังคงรักษาดุลยภาพของงบประมาณไว้ได้ และเป็นสิ่งที่ไล่ ชิงเต๋อ อธิบายว่า “แทบจะไม่มีการกู้ยืมเงินก้อนใหม่เพิ่มขึ้นเลย” 

    “รัฐบาลจะเพิ่มงบประมาณรายจ่ายอีก 2.35 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 2.44 แสนล้านบาท) เพื่อมอบเงินสดให้ประชาชนทุกคน คนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 10,373 บาท) ในปีหน้า เพื่อเป็นการกระจายกำไรจากธุรกิจ AI คืนให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

    — ประธานาธิบดีไล่ กล่าว 

    ทั้งนี้ ประชาชนชาวไต้หวันและครอบครัวต่าง ๆ จะมีอิสระอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจว่าจะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่ายอย่างไร เช่น นำไปใช้เพื่อการศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน หรือการใช้จ่ายที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น  

    แต่ทำเนียบประธานาธิบดียังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเกณฑ์ผู้มีสิทธิ์ วิธีการแจกจ่าย หรือช่วงเวลาที่แน่ชัดในการจ่ายเงินสดดังกล่าว 

    ก่อนหน้านี้ ไต้หวันเคยเปิดตัวโครงการแจกเงินสดถ้วนหน้าคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่มาแล้วในปี 2025 ภายใต้งบประมาณพิเศษ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการรับมือกับมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และภาวะเงินเฟ้อ โดยในรอบนั้น ผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินครอบคลุมทั้งพลเมืองไต้หวัน ชาวต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ถาวร (Permanent Residents) รวมถึงคู่สมรสชาวต่างชาติของพลเมืองไต้หวันที่มีใบอนุญาตพำนัก 

    การประกาศแจกเงินดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สำนักงานงบประมาณ บัญชี และสถิติกลาง (DGBAS) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันในปี 2026 ขึ้นเป็น 11.05% จากเดิมที่ 9.64% เมื่อวันศุกร์ (14 ส.ค.) ที่ผ่านมา 

    ประธานาธิบดีไล่กล่าวว่า “เศรษฐกิจของไต้หวันเติบโตถึง 14.15% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ในขณะที่การเติบโตตลอดทั้งปีคาดว่าจะพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 39 ปี” 

    “เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งนี้ เป็นผลมาจากความต้องการเทคโนโลยี AI, ระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง, และบริการคลาวด์ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ช่วยกระตุ้นยอดสั่งซื้อ การส่งออก รวมถึงเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมชิป (เซมิคอนดักเตอร์) กลุ่มไอที (ICT) และภาคการผลิตของไต้หวันอย่างก้าวกระโดด”

    — ประธานาธิบดีไล่ อธิบาย 

    อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีไล่ยอมรับว่า “ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งนี้ยังกระจายไปไม่ทั่วถึง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทำงานอยู่นอกภาคเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นในภาคบริการ อุตสาหกรรมดั้งเดิม หรือกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากกระแส AI ที่กำลังเติบโต” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/universal-10000-new-taiwan-dollar-cash-handout-to-be-included-in-2027-budget&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GJWYVzjVIJUL-oiX-0e8p

  • เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตแผ่ว ก.ท่องเที่ยวฯ ชี้พิษตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยว

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตแผ่ว ก.ท่องเที่ยวฯ ชี้พิษตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยว

    วันนี้ (18 ส.ค.2569) ศูนย์วิจัยกรุงไทย วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/69 ว่าแนวโน้มชะลอตัวลง ตามแรงกดดันจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ผันผวนและยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้ระดับราคาพลังงานโลกยังสูงกว่าปีที่ผ่านมา กระทบต่อภาระค่าครองชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อกำลังซื้อในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา และผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่จะกระทบการผลิตและรายได้เกษตรกร

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน  ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    แม้อานิสงค์จากเทรนด์ AI ส่งผลให้แนวโน้มจีดีพีของหลายประเทศในเอเชียสูงกว่าที่เคยคาด แต่การส่งผ่านต่อเศรษฐกิจของไทยยังน้อยกว่าชาติอื่น สะท้อนจากประมาณการเติบโตของการลงทุนรวม (GFI)และดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (IPI) ปี 69 ของหลายประเทศในเอเชียถูกปรับดีขึ้น และส่งผ่านไปสู่การขยายตัวของจีดีพีได้อย่างชัดเจน แต่ภาคการผลิตไทยยังมีการเติบโตที่กระจุกในกลุ่ม K ขาบน ที่เป็น New Growth Engines จึงสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้จำกัด ขณะที่กลุ่ม K ขาล่างอ่อนแรง ฉุดรั้งการขยายตัวของภาคการผลิต

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 ยังต่ำกว่าปีก่อน และฟื้นตัวยากกว่าเดิม ล่าสุดนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว -3.2% ในไตรมาส1/69 จากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่ดันต้นทุนการเดินทางให้สูงขึ้น ขณะที่ในบางประเทศคู่แข่งในเอเชียขยายตัวได้ อาทิ เกาหลีใต้ (+19.3%) เวียดนาม (+14.9%) อีกทั้งไทยเผชิญปัญหา Safety Concern ที่ฉุดความเชื่อมั่น นักท่องเที่ยวจีนโดยตรง อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างวีซ่าของไทยมีผลกระทบจำกัด เนื่องจากส่วนใหญ่มีเวลาพำนักไม่เกินเพดานใหม่

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน  ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    อย่างไรก็ดี ไทยเป็นที่จับตาจากนักลงทุนมากขึ้น สะท้อนจากการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในปีนี้ โดยนักวิเคราะห์ประเมินทิศทางการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ระยะข้างหน้า ที่เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้นถึง 5.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 78 ซึ่งไทยเป็นเป้าหมายการลงทุน ไม่แพ้เพื่อนบ้าน หนุนโดยแรงขับเคลื่อนทางเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทั้งนี้ ไทยควรเร่งยกระดับ Local content ตอบโจทย์ RVC สร้างงานคุณภาพในอนาคต ให้ได้รับอานิสงค์คลื่นการลงทุนต่างประเทศที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ไทย

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ด้านนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผยผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 15 ส.ค.2569 พบว่า ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 19.76 ล้านคน ลดลงร้อยละ 2.91 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว 957,618 ล้านบาท โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน (3,330,481 คน) มาเลเซีย (2,496,831คน) อินเดีย (1,456,696 คน) รัสเซีย (1,140,441คน) และเกาหลีใต้ (729,367 คน)

    ส่วนภาพรวมสัปดาห์นี้พบว่า การท่องเที่ยวไทยมีการชะลอตัวจากสัปดาห์ก่อน มีปัจจัยสำคัญจากตลาดระยะใกล้ (Short haul) ได้แก่ การเข้าสู่ช่วงปลายของการปิดภาคเรียนฤดูร้อน (Summer Holiday) ของจีน และการชะลอการเดินทางของมาเลเซีย ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดต่อเนื่องในสัปดาห์หน้า เนื่องในวัน Maulidur Rasul อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นยังขยายตัวต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.71 จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเดินทางในช่วงวันหยุด Yama no Hi และเทศกาล Obon ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดต่อเนื่องของญี่ปุ่น

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน  ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    ขณะที่ตลาดระยะไกล (Long haul) จำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่เข้าสู่ช่วงปลายของ Summer Holiday ในสัปดาห์นี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามา 612,643 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 24,126 คน หรือร้อยละ 3.79 คิดเป็นนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 87,520 คนต่อวัน โดยกลุ่มตลาดระยะใกล้มีจำนวนนักท่องเที่ยว 413,815 คน ลดลงร้อยละ 1.76 จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่กลุ่มตลาดระยะไกลมีจำนวนนักท่องเที่ยว 198,828 คน ลดลงร้อยละ 7.76

    สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุด 5 อันดับแรกของสัปดาห์นี้ ได้แก่ จีน (123,410 คน) มาเลเซีย (60,049 คน) อินเดีย (41,047 คน) ญี่ปุ่น (30,666 คน) และเกาหลีใต้ (25,858 คน) โดยนักท่องเที่ยวอินเดียเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.67 ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.71 และเกาหลีเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.78 จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงร้อยละ 4.02 และมาเลเซีย ลดลงร้อยละ 5.05 จากสัปดาห์ก่อน สำหรับสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากเข้าสู่ช่วงท้ายของ Summer holiday ของปีนี้

    อ่านข่าว:

    “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เร่งสรุปเงื่อนไขให้ทันใช้ ต.ค. คาดเฟสแรกงบ 1,750 ล้าน

    รบ.อัดงบ 1,750 ล้านบาท ผุด “ไทยเที่ยวไทยพลัส” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

    “สุรศักดิ์” ดัน “ไทยเที่ยวไทย พลัส” รัฐหนุนค่าที่พัก 50%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509561&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pHLcFdV7W2xrSoZuulpTa

  • ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ฮั่งเส็งปิดบวก 17.92 จุด หวังจีนกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ฮั่งเส็งปิดบวก 17.92 จุด หวังจีนกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดบวกในวันนี้ (18 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่าจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จีนใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประจำปี

    ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ปิดที่ระดับ 25,471.15 จุด เพิ่มขึ้น 17.92 จุด หรือ +0.07%

    หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีจีนซึ่งจัดขึ้นในวันจันทร์ (17 ส.ค.) โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จีนใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประจำปี ขณะเดียวกันเขาให้คำมั่นที่จะเร่งการเปลี่ยนผ่านของจีนไปสู่การสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตแบบใหม่ โดยระบุว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่โครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงข่ายหลักทั้งหก (Six Networks) และภาคส่วนที่มีห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมและมีน้ำหนักทางเศรษฐกิจสูง เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจีนให้คำมั่นว่าจะเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ตลอดจนเพิ่มการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่และโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ อีกทั้งยกระดับการบริโภค

    การให้คำมั่นสัญญาของนายกรัฐมนตรีจีนมีขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอในวันจันทร์ ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร โดยข้อมูลเหล่านี้ล้วนชะลอตัวลงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

    โดย ปรียพรรณ มีสุข/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/633601&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VIHplax-DbEGwjEekErqS

  • ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่าน

    ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่าน

    'เอกนิติ' มองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่าน

    ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยมาถูกทาง อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่านโตเต็มศักยภาพ แม้ภาพรวม GDP ชะลอจากผลกระทบด้านพลังงาน-เงินเฟ้อ แต่การลงทุนภาคเอกชนยังแกร่งโตสูงสุดในรอบ 11 ปี ชี้ไทยเตรียมขยับฐานผลิต New Economy โลก

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดมุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP : เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1) หลังสภาพัฒน์ฯ ได้ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้ เหล่านี้เป็นการยืนยันและสะท้อนข้อเท็จจริงที่ผมและทีมเศรษฐกิจเคยคาดการณ์ไว้ ดังต่อไปนี้ 

    1) ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นระลอกๆ ในไตรมาส 2 จากวิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตของแพง ดังจะเห็นได้จาก เงินเฟ้อในไตรมาส 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7%  จากไตรมาส 1 ที่ติดลบ –0.5% ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% จากที่โตร้อยละ 3.3 ในไตรมาส 1 ซึ่งหากเราไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะจบในไตรมาส 3 และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ 

    'เอกนิติ' มองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่าน  

    2) ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส 2 ที่บ่งชี้ชัด  คือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ 6 แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส 1 ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ  ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง  

    ทั้งนี้ ผมขอเรียนว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า คือการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน 

    เหตุการณ์สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤตราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งแรงกระเพื่อมมายังต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนไทยได้โดยตรง รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้ได้มากที่สุดในเวลาและงบประมาณอันจำกัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทยตามแผน PDP ของกระทรวงพลังงานด้วยเช่นกัน 
     

    3) ส่วนพระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจน คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึงร้อยละ 13.4 ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง 2 หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัวร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง 2.55 แสนล้าน ในไตรมาส 2 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve เช่น  อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น 

    นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากร้อยละ 12.1 ในไตรมาส 1 มาอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ในไตรมาส 2 โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน

    ดังนั้น ในมุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือทำยังไงที่เราจะสามารถคว้าโอกาสให้ไทยเป็น global supply chain เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน

    จากรายละเอียดตัวเลขต่างๆ เศรษฐกิจไทยได้ขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาพอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ถัดจากนี้ไป เราจะได้เห็นภาพที่คมชัดขึ้นของการก้าวไปของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอนถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง 

    ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่งประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ 2 นี้ ผมจะขอมาเขียนต่อตอนที่ 2 ว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินทางไหน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไปอย่างไร

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378981844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eTCae80KdkmnFHUDG6mSn

  • “อนุทิน-เอกนิติ” ลั่น “ไม่พอใจ” เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% ต้องมุ่งเน้น 3 เรื่อง | เดลินิวส์

    “อนุทิน-เอกนิติ” ลั่น “ไม่พอใจ” เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% ต้องมุ่งเน้น 3 เรื่อง | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 17 ส.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นประเทศออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของ เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2%

    นายอนุทิน ระบุว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้” 

    “ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4% 5% 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว 

    อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ตอบคำถามว่าพอใจการทำงานของรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”

    ทางด้าน นายเอกนิติ ระบุว่า ยังไม่พอใจตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติม คือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้ว และตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น

    หัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราจะต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อมาประคองเศรษฐกิจ โดยส่วนแรกใช้ไปกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน

    สำหรับจีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนการเผชิญวิกฤติ 3 ระลอก ได้แก่

    1.วิกฤติพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 600,000 ล้านบาท  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน

    2.วิกฤติค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบในไตรมาสแรกเป็นบวก 2.7%  ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ

    3.วิกฤติกำลังซื้อ สะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง 1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

    “ถ้าที่ผ่านมาหากเราไม่รีบทำ รีบแก้ปัญหาวิกฤติ 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก หรือที่ 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI

    ตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

    สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน

    2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน

    3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอีไทยและคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6116410/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VZMNdyEEMkHRJLqpW07Zt

  • ไห่หนานเร่งยกระดับภาคบริการ เดินหน้าสู่ศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

    ไห่หนานเร่งยกระดับภาคบริการ เดินหน้าสู่ศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

    มณฑลไห่หนานเดินหน้าปฏิรูปและยกระดับภาคบริการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเขตการค้าเสรี            ไห่หนาน (Hainan Free Trade Port : Hainan FTP) หลังจีนเริ่มดำเนินงานศุลกากรแบบพิเศษทั่วทั้งเกาะ โดยล่าสุดรัฐบาลมณฑลไห่หนานประกาศ “แนวทางการดำเนินงานเพื่อผลักดันการขยายขนาด ยกระดับคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพภาคบริการของมณฑลไห่หนาน” เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งกำหนดมาตรการสำคัญในการขยายการเปิดกว้างภาคบริการ ปรับปรุงกฎระเบียบ และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนทิศทางการพัฒนา Hainan FTP ในระยะต่อไป จากการสร้างระบบอำนวยความสะดวกด้านการค้าไปสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่รองรับการค้า การลงทุน และบริการระหว่างประเทศมากขึ้น โดย “ศุลกากรแบบพิเศษทั่วทั้งเกาะไห่หนาน” ซึ่งเริ่มดำเนินงานเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เป็นพื้นฐานสำคัญของการยกระดับการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ขณะที่ไห่หนานมุ่งปรับกฎระเบียบ    ระบบการกำกับดูแล และมาตรฐานต่าง ๆ ให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    ขยายการเปิดกว้างภาคบริการ เชื่อมโยงมาตรฐานสากล

    แนวทางฉบับใหม่กำหนดให้ไห่หนานผลักดันการนำข้อกำหนดฉบับปรับปรุงของความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) 3.0 มาประยุกต์ใช้ ส่งเสริมการใช้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า       และจัดให้มีบริการแบบครบวงจรเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจในการใช้สิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีศุลกากร

    ขณะเดียวกัน ไห่หนานจะทดลองใช้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ขยายการเปิดกว้างด้านธุรกิจโทรคมนาคมมูลค่าเพิ่ม และศึกษาการประยุกต์ใช้แนวทางที่สอดคล้องกับความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) รวมถึงขยายการทดลองใช้นวัตกรรมด้านการกำกับดูแล เช่น การนำสินค้าเข้าประเทศเป็นการชั่วคราวเพื่อซ่อมแซม และการนำเข้าสินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตใหม่ (Remanufactured Products)

    มุ่งเปิดกว้างการแพทย์ การเงิน ดิจิทัล และการบินและอวกาศ

    ในด้านสาขาบริการ ไห่หนานจะให้ความสำคัญกับการขยายการเปิดกว้างในสาขาการแพทย์ การเงิน บริการดิจิทัล และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ พร้อมทั้งสำรวจและพัฒนานวัตกรรมด้านระบบและกฎระเบียบที่มีศักยภาพในการนำไปขยายผลในระดับประเทศ

    รัฐบาลไห่หนานยังมีแผนลดบัญชีข้อห้าม/ข้อจำกัด (Negative List) สำหรับการค้าบริการข้ามพรมแดนและการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงการเข้าถึงตลาดและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศตามแนวคิด “准入又准营 (zhǔn rù yòu zhǔn yíng)” ซึ่งหมายถึง การเปิดให้ธุรกิจต่างชาติเข้าสู่ตลาดและต้องสามารถดำเนินธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ ไห่หนานจะจัดตั้งเขตสาธิตการพัฒนานวัตกรรมด้านการค้าบริการเพื่อส่งเสริมการทดลองและพัฒนารูปแบบใหม่ด้านการค้าบริการ และยกระดับไห่หนานให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมด้านการค้าบริการ

    ส่งเสริมการค้ารูปแบบใหม่และเศรษฐกิจงานแสดงสินค้า

    ด้านการค้าและงานแสดงสินค้า ไห่หนานจะสนับสนุนการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ (New Offshore International Trade) รวมถึงการค้าสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Goods Trade)  และรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ พร้อมผลักดันการจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมกระจายสินค้าขั้นกลาง เพื่อเพิ่มบทบาทของไห่หนานในห่วงโซ่การค้าระหว่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลไห่หนานจะยกระดับการจัดงาน China International Consumer Products Expo (CICPE) และดึงดูดงานแสดงสินค้านานาชาติในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ อุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านทะเลลึก กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า การท่องเที่ยวและการบริโภค ตลอดจนการแพทย์และสุขภาพ เพื่อพัฒนาไห่หนานให้เป็นศูนย์กลางด้านงานแสดงสินค้าและเศรษฐกิจไมซ์ระดับภูมิภาค

    สำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ การขยายตัวของงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางธุรกิจดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงช่องทางด้านการประชาสัมพันธ์สินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและเชื่อมโยงกับคู่ค้าในสาขาที่ไห่หนานกำลังให้ความสำคัญ

    ยกระดับบริการสนับสนุนธุรกิจระหว่างประเทศ

    ไห่หนานมีแผนดึงดูดและบ่มเพาะสำนักงานกฎหมาย สำนักงานบัญชี สถาบันอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ บริษัทออกแบบสร้างสรรค์ และผู้ให้บริการด้านทรัพยากรบุคคลระดับนานาชาติ พร้อมพัฒนาบริการด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการระหว่างประเทศ ขยายการใช้อนุญาโตตุลาการเฉพาะกิจ (Ad Hoc Arbitration) และเร่งพัฒนาเขตบริการด้านกฎหมายในเขตใหม่เจียงตง เมืองไห่โข่ว รวมถึงยกระดับศูนย์อนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศของท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน เพื่อสร้างระบบบริการทางธุรกิจที่รองรับบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย

    การเดินหน้ายกระดับภาคบริการของไห่หนานสะท้อนว่า Hainan FTP กำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ระบบการเปิดตลาดมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเอื้อต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น โดยมุ่งพัฒนากฎระเบียบ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และบริการสนับสนุนให้รองรับการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศได้ครบวงจร

    สำหรับประเทศไทย พัฒนาการดังกล่าวควรติดตามทั้งในมิติของ โอกาสและการแข่งขัน โดยเฉพาะการเปิดกว้างในสาขาการแพทย์ การเงิน บริการดิจิทัล การบินและอวกาศ ตลอดจนการท่องเที่ยว การบริโภค และงานแสดงสินค้า ซึ่งเป็นสาขาที่เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ขณะเดียวกัน การลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงตลาดและการยกระดับกฎระเบียบตามมาตรฐานสากล                   จะทำให้การแข่งขันในตลาดไห่หนานมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น

    ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรมอง Hainan FTP เฉพาะในฐานะตลาดปลายทาง แต่ควรพิจารณาในฐานะพื้นที่ที่กำลังสร้างระบบเศรษฐกิจและบริการรูปแบบใหม่ โดยควรติดตามกฎระเบียบและนโยบายอย่างใกล้ชิด ยกระดับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาด สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และเลือกรูปแบบการเข้าสู่ตลาดให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดกว้างของ Hainan FTP ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ………………………………………………….

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว

    17 สิงหาคม 2569

    แหล่งข้อมูล : https://www.hi.chinanews.com.cn/hnnew/2026-08-04/743901.html

    https://www.sohu.com/a/1009540212_120658365

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xzr21ogh28uo7akhb21mekc7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bU1nddNTMXKWacSyoLBNa

  • ‘เอกนิติ’ มองขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้าน สะท้อนเศรษฐกิจ ‘เปราะบาง’ จุดชนวนเร่งเปลี่ยนผ่าน

    ‘เอกนิติ’ มองขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้าน สะท้อนเศรษฐกิจ ‘เปราะบาง’ จุดชนวนเร่งเปลี่ยนผ่าน

    “เอกนิติ” ห่วงเศรษฐกิจไทยเปราะบาง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 ปี 2569 กว่า 6 แสนล้านบาท หลังนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางจำนวนมาก ชี้ความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จ่อใช้งบ พ.ร.ก. เงินกู้เป็นทุน “Jump Start” สร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว

    ภายหลังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่ 1 ขณะเดียวกันตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมา “ขาดดุล” เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาสที่ 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 12% ของจีดีพี

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การที่ไตรมาส 2 ไทยพลิกกลับมาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท จากที่เคยเกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรก ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อน “จุดเปราะบาง” ของเศรษฐกิจไทย

    พร้อมกันนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากประเทศในตะวันออกกลางจำนวนมาก เพื่อรองรับภาคการขนส่งที่ยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โซลาร์รูฟท็อป, ระบบโครงข่ายไฟฟ้า, ระบบกักเก็บพลังงาน, และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งถือเป็นการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ช่วยลดการนำเข้าและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังตั้งเป้าหมายเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นรถ EV โดยจะเดินหน้าหารือผู้ประกอบการในภาคคมนาคมขนส่งเกี่ยวกับเป้าหมายและแผนการใช้จ่ายงบประมาณภายในสัปดาห์นี้ โดยโครงการทั้งหมดที่กล่าวมา คาดว่าจะใช้งบประมาณภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ตามแผนที่ 2 วงเงินตามบัญชี 200,000 ล้านบาท 

    “เหตุการณ์สงครามในอิหร่านถือเป็นจุดเปลี่ยน และสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤติราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา”

    “Jump Start” จุดชนวนสร้างความเปลี่ยนแปลง

    นายเอกนิติ เน้นย้ำว่าเงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้  ไม่ใช่งบประมาณเพื่อใช้จ่ายชั่วคราวเพียงอย่างเดียว แต่จะช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน 

    โดยเม็ดเงินก้อนนี้จะทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวจุดชนวนหรือ “Jump Start” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว และให้ผลต่อเนื่องในระยะยาว  

    “เงินก้อนนี้ ถือได้ว่าเป็น “Jump Start” ที่สำคัญ แม้ว่าอาจยังไม่สามารถเปลี่ยนได้ทั้งหมด แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ 3 ด้าน คือ 1. เปลี่ยนผ่านพลังงาน, 2. เยียวยา-ช่วยลดภาระค่าไฟ ค่ารถต่าง ๆ และ 3. ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ” นายเอกนิติ กล่าวในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1247830&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zArhrUZ9KRr46oxPl8CJW