Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 12/07/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 12/07/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/159995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_LDKH2gRiEJGfgRqaJCPI

  • รัฐบาล ติดหล่ม 3 วิกฤต โกงสอบลาม เศรษฐกิจทรุด รัฐมนตรีโลกลืมฉุดศรัทธาลง

    รัฐบาล ติดหล่ม 3 วิกฤต โกงสอบลาม เศรษฐกิจทรุด รัฐมนตรีโลกลืมฉุดศรัทธาลง

    รัฐบาล ติดหล่ม 3 วิกฤต โกงสอบลาม เศรษฐกิจทรุด รัฐมนตรีโลกลืมฉุดศรัทธาลง

    รัฐบาลกำลังเผชิญ “3วิกฤต” ทั้งคดีโกงสอบท้องถิ่น เศรษฐกิจเติบโตต่ำ และประสิทธิภาพของรัฐมนตรีที่ถูกตั้งคำถาม เมื่อปัญหาทั้ง3มาบรรจบกัน สิ่งที่ถูกกัดกร่อนไม่ใช่เพียงคะแนนนิยม แต่คือความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

    พายุลูกแรกคือกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถูกเปรียบเป็นมะเร็งร้ายในระบบราชการ ข้อมูลระบุว่า เม็ดเงินจากการวิ่งเต้นและซื้อขายตำแหน่งอาจสูงถึง 5,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ได้รับการบรรจุประมาณ 15,000 คน มีผู้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติ 5,959 คน หรือเกือบร้อยละ 40 ตัวเลขนี้ทำให้เรื่องดังกล่าวไม่อาจถูกมองเป็นการโกงเฉพาะจุด แต่สะท้อนขบวนการที่อาจแทรกซึมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    รูปแบบที่ถูกกล่าวถึงมีทั้งการตั้งบริษัทบังหน้า การใช้โควตานักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูง การขายตำแหน่งตั้งแต่ 300,000–850,000 บาท และการแก้กระดาษคำตอบเพื่อผลักผู้จ่ายเงินให้สอบผ่าน หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ ย่อมหมายความว่าประตูเข้าสู่ราชการไม่ได้เปิดด้วยความรู้ความสามารถ แต่ถูกเปลี่ยนเป็นตลาดซื้อขายอนาคตของรัฐ

    คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้จ่ายหรือผู้รับเงิน แต่ต้องไล่ถึงผู้คุ้มครองและผู้ได้ประโยชน์ระดับสูง ปัจจุบันมีข้อมูลว่า ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ 22 ราย รวมถึงอธิบดีและกรรมการกลางการสอบ สังคมจึงจับตาคณะกรรมการตรวจสอบจากกระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี และ ป.ป.ช. ว่าจะเดินถึง “ปลาตัวใหญ่” หรือจบเพียงการจับผู้ปฏิบัติระดับล่างเพื่อปิดคดีและฟอกภาพผู้มีอำนาจ

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่มเชิงโครงสร้าง การเติบโตประมาณร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อร้อยละ 2.5 สะท้อนว่ารายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง แม้ตัวเลขทางบัญชียังเป็นบวก แต่ชีวิตประจำวันกลับตรงกันข้าม เพราะรายได้วิ่งช้ากว่าค่าครองชีพ และผลประโยชน์จากการเติบโตยังกระจุกในคนบางกลุ่ม

    ปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” จึงไม่อาจแก้ด้วยมาตรการระยะสั้นหรือประชานิยมเฉพาะหน้า สิ่งที่รัฐบาลถูกคาดหวังคือการรื้อโครงสร้างที่กดทับการแข่งขัน รายได้ และโอกาสของประชาชน แต่ยังไม่มีภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนพอจะสร้างความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะหลุดจากวงจรเติบโตต่ำ

    อีกด้าน คณะรัฐมนตรีกลายเป็นจุดอ่อน คำเรียก “รัฐมนตรีโลกลืม” หรือ “รัฐมนตรีลูกเทพ–ลูกเจี๊ยบ” สะท้อนข้อวิจารณ์ว่าบางคนเข้าสู่ตำแหน่งด้วยโควตาสายเลือดและอำนาจของบ้านใหญ่ มากกว่าผลงานหรือความเชี่ยวชาญ เมื่อประชาชนไม่เห็นนโยบายและแทบไม่รู้จักผู้รับผิดชอบกระทรวง เครดิตรัฐบาลย่อมลดลงทุกวัน

    สัญญาณจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เตือนว่า หากรัฐมนตรียังเป็น “โลกลืม” นายกฯ ก็อาจลืมเช่นกัน จึงถูกตีความเป็นแรงกดดันก่อนการปรับคณะรัฐมนตรีปลายปี แต่การเปลี่ยนตัวบุคคลจะไม่มีความหมาย หากยังใช้ระบบโควตาเดิมและไม่ยึดผลงานเป็นตัวตัดสิน

    บททดสอบของรัฐบาลอยู่ที่ความกล้าหาญทางการเมือง ต้องตรวจสอบคดีโกงสอบให้ถึงผู้บงการ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประชาชนสัมผัสผลได้จริง และจัดทัพรัฐมนตรีด้วยความสามารถ ไม่ใช่สายสัมพันธ์ หากยังเลือกประคองปัญหาแทนการผ่าตัด เครดิตรัฐบาลอาจไม่ได้ค่อย ๆ ลดลง แต่จะพังพร้อมกันจากทั้ง3วิกฤต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/745319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MHIzS5rv_jM6YP1EqMK4e

  • ผู้ว่าฯ ธปท. เผย 8 เครื่องมือการเงิน ยอมรับใช้จริงแค่ “ดอกเบี้ยนโยบาย” ชี้ชัดทำไม QE ไม่ได้ผลในไทย : อินโฟเควสท์

    ผู้ว่าฯ ธปท. เผย 8 เครื่องมือการเงิน ยอมรับใช้จริงแค่ “ดอกเบี้ยนโยบาย” ชี้ชัดทำไม QE ไม่ได้ผลในไทย : อินโฟเควสท์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้บรรยายหัวข้อ “นโยบายการเงินไทย รับมือสงคราม และวิกฤติการเงินโลก” ในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยกล่าวถึง กลไกการทำงานของนโยบายการเงิน และย้ำว่า ในยุคนี้ธนาคารกลางต้องให้น้ำหนักกับการประคับประคองเศรษฐกิจมากขึ้น ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดถี่ขึ้นกว่าในอดีต

    นายวิทัย กล่าวว่า ความแตกต่างระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ซึ่งเป็น 2 นโยบายหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยนโยบายการเงิน ดูแลโดย ธปท. มีหน้าที่หลักคือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งครอบคลุม 2 มิติสำคัญ คือ เสถียรภาพด้านราคา คุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ 1-3% และเสถียรภาพระบบการเงิน สถาบันการเงินเข้มแข็ง ระบบชำระเงินไม่สะดุด

    ส่วนนโยบายการคลัง ดูแลโดยกระทรวงการคลัง มีหน้าที่หลักคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต ผ่านเครื่องมือด้านภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งส่งผลเร็วและตรงจุด แต่มีผลในระยะสั้น

    “นโยบายการคลังดูแลเรื่องให้เศรษฐกิจโต นโยบายการเงินเป็นตัวเซฟจากความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพ ส่วนนโยบายการเงินไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำให้เศรษฐกิจตก แต่มันทำหน้าที่ในวงกว้างและใช้เวลากว่าจะเกิดผล”นายวิทัย กล่าว

    ทั้งนี้ นายวิทัย เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัวของนโยบายการเงิน โดยเห็นว่าในอดีตวิกฤติเศรษฐกิจ (Shock) อาจเกิดขึ้นทุก 10 ปี แต่ปัจจุบันเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 2 ปี หรือแทบจะปีละครั้ง

    “เราอยู่ในยุคที่มีความผันผวนมาก เราเลยต้องใช้เครื่องมือหลากหลายที่รวมกัน และต้องเข้าไปช่วยนโยบายการคลังในการประคับประคองเศรษฐกิจด้วย บริบทเปลี่ยน ความเสี่ยงเปลี่ยน ถ้าอยู่ที่เดิมก็จบ”นายวิทัย กล่าว

    สำหรับ 8 เครื่องมือนโยบายการเงิน ของธปท. มีดังนี้

    1.อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ถือเป็นเครื่องมือหลักเครื่องมือเดียวที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจังในปัจจุบัน โดยส่งผ่านผลกระทบในวงกว้างและใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน จึงจะเห็นผลต่อระบบเศรษฐกิจ

    2.Reserve Requirement ปัจจุบันไทยกำหนดไว้ต่ำมากเพียง 1% จึงแทบไม่มีผลในการประคองหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ

    3.Standing Facility ใช้บริหารสภาพคล่องระยะสั้นรายวันของสถาบันการเงิน

    4.Open Market Operation (OMO) การดูดซับหรือฉีดสภาพคล่องผ่านการออกพันธบัตรหรือตลาด RP

    5.Quantitative Easing (QE) ซึ่งผู้ว่าฯธปท. ระบุว่า QE ไม่ได้ผลในไทย เพราะไทยเป็น Bank-based Economy คือ จัดสรรทุนผ่านธนาคาร ต่างจากสหรัฐฯ ที่เป็น Capital-based เมื่อฉีดเงินเข้าระบบ เงินจะไหลกลับมาที่แบงก์ชาติผ่านตลาด RP ทันทีโดยไม่เกิดผลต่อเศรษฐกิจจริง

    6.Targeted Lending Facility หรือซอฟต์โลน ปัจจุบันธปท.ไม่สามารถปล่อยกู้โดยตรงได้ เนื่องจากการแก้ไขกฎหมาย หน้าที่นี้จึงตกเป็นของธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน

    7.Exchange Rate Intervention การเข้าแทรกแซงค่าเงินบาททำได้จำกัดเพื่อลดความผันผวนเท่านั้น เนื่องจากติดเกณฑ์ Currency Manipulation (การบิดเบือนค่าเงิน) ที่ทำได้ไม่เกิน 2% ของ GDP ตามข้อตกลงกับคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ

    “2-3 ปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับราคาทอง เมื่อทองขึ้นบาทแข็ง ถ้าหากทองขึ้น 1%เงินบาทแข็งค่า 0.8% และส่วนใหญ่มาจากการเทรดผ่านแอปทอง ทำให้ธปท.ออกมาตรการควบคุม จนความสัมพันธ์เงินบาทกับทองกลับมาเป็น หากทองขึ้น 1% เงินบาทแข็งค่า 0.4-0.45%”

    8.มาตรการเชิงโครงสร้าง หรือแม็คโครพรูเด็นเชียล เช่น มาตรการ LTV หรือการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) เป็นต้น ซึ่งเป็นการกำหนดเกณฑ์วางเงินดาวน์ หรือภาระหนี้ต่อรายได้ เพื่อดูแลความมั่นคงของระบบ

    นายวิทัย กล่าวว่า ธนาคารกลางมักถูกคาดหวังจากสังคมให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในหลายมิติ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีเครื่องมือที่จำกัดมากนอกจากนี้ นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับเงินเฟ้อ หากเกิดจากฝั่งอุปทาน เช่น ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโดยตรง เหมือนเงินเฟ้อที่เกิดจากเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป หรือฝั่งอุปสงค์ แต่บางครั้งจำเป็นต้องทำเพื่อชะลอความต้องการใช้จ่ายและรักษาเสถียรภาพภาพรวม 

    โดย ธปฦ/ฐานิสร์ ทองนอก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/613954&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36-I2RsFivH-_hIwd7fvxn

  • หลุมดำ ‘งบประมาณ-เงินกู้’ ในช่วงวิกฤต พยุงความเชื่อมั่น-เลิกแบกการเมือง

    หลุมดำ ‘งบประมาณ-เงินกู้’ ในช่วงวิกฤต พยุงความเชื่อมั่น-เลิกแบกการเมือง

    “พร้อมไปกับตีแผ่หลุมดำของงบประมาณ กระตุ้นให้ทุกฝ่ายงดการดูดซับเงินงบประมาณเหล่านี้ไปหล่อเลี้ยงเส้นเลือดทางการเมืองเหมือนในอดีตที่ทำกันเป็นเรื่องปกติ เพราะต่างล้วนตระหนักดีว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและสภาวะการคลังของไทยไม่สู้ดีนัก”

    การตั้ง “งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570” เป็นปัญหาที่ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลยอมรับตรงกันว่ามีความ “ตึงตัว” จากภาระรายจ่ายประจำ เม็ดเงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ บำเหน็จบำนาญ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของภาครัฐ จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐและสวัสดิการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาระค่าใช้จ่ายของระบบราชการเดิมและปัญหาสังคมสูงวัย

    ส่งผลให้เหลือ งบลงทุน สำหรับขับเคลื่อนโครงการใหม่ๆ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย พบว่าตัวเลขของงบดังกล่าวหดตัวลงประมาณ 8.4% ส่งสัญญาณที่ไม่ดีนักสำหรับประเทศที่ต้องการการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ และมีเป้าหมายในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ

    เมื่อประกอบกับภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจากการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องหลายปี ทำให้รัฐบาลมีภาระต้องจัดสรรงบประมาณมาเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆ

    โจทย์ใหญ่ที่ยังเป็นปัญหาต่อเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ คือภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ หากจัดเก็บรายได้พลาดเป้าก็จะส่งผลกระทบต่อกรอบวงเงินงบประมาณและการกู้เงินชดเชยการขาดดุลที่อาจต้องเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

    ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นด้วยระบบงบประมาณที่ทำขึ้นมารองรับสถานการณ์แบบปกติ ดังนั้น เมื่อประเทศต้องเจอกับวิกฤตหลายเรื่องเมื่อหลายปีที่ผ่านมา การใช้เงินในอนาคตเพื่อแก้ไขปัญหาจึงกลายเป็น “ดินพอกหางหมู” ที่ทิ้งให้รัฐบาลยุคต่อไปต้องจัดการ

    สิ่งที่ฝ่ายตรวจสอบทำได้เฉพาะหน้าคือ เสนอแนวทางต่างๆ ในเชิงหลักการ แต่ก็เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ พร้อมกับตีแผ่ หลุมดำ ของงบประมาณ กระตุ้นให้ทุกฝ่ายงดการดูดซับเงินงบประมาณเหล่านี้ไป หล่อเลี้ยง เส้นเลือดทางการเมืองเหมือนในอดีตที่ทำกันเป็นเรื่องปกติ เพราะต่างล้วนตระหนักดีว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและสภาวะการคลังของไทยไม่สู้ดีนัก

    หรือแม้กระทั่งการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่รัฐสภาเห็นชอบพระราชกำหนดเงินกู้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและมีการยื่นให้ตีความพระราชกำหนดทั้งฉบับไปแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

    จากนั้นไม่นาน ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความเปิดเผย “แค็ตตาล็อกโครงการสอดไส้” ที่ส่งตรงไปยังท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเงื่อนงำหรือความไม่โปร่งใส โดยสื่อสารกับสังคมว่ามีความตั้งใจล็อกสเปกโครงการด้านพลังงานท้องถิ่น เพื่อบังคับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เลือกนำไปเสนอขอเงินกู้

    เพียงข้ามวันมีการเผยแพร่คำสั่งด่วนที่สุด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ยกเลิกแผนเสนอโครงการดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส ตัดไฟแต่ต้นลม และเนื่องจากโครงการด้านพลังงานบางส่วนอาจไปซ้ำซ้อนกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กำลังพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการฯ

    ย้อนไปก่อนหน้านี้ สถ.ได้กำหนดแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประสงค์จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการผ่านระบบสารสนเทศ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนของท้องถิ่น (SOLA)

    ตามกำหนดเดิม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องบันทึกข้อเสนอภายในวันที่ 17 ก.ค.2569 ก่อนให้จังหวัดนำเสนอคณะกรรมการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการพิจารณาให้ความเห็นชอบ และมอบหมายให้สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดรายงานผลผ่านระบบ SOLA พร้อมรวบรวมเอกสารประกอบ ส่งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นภายในวันที่ 31 ก.ค.2569

    ขั้นตอนเดิมระบุว่า หลังจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรวบรวมข้อมูลแล้ว จะเสนอเรื่องต่อกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำเสนอต่อ รมว.มหาดไทย พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

    สำหรับรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สถ.คือ “โกแพ” วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย “มท.4” ซึ่งเจอมรสุมกรณีคนใกล้ชิดถูกโยงในก๊วนโกงข้อสอบข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นบ้านใหญ่-นายทุนของพรรครัฐบาล ที่เป็นปมที่แยกส่วนกันยาก

    ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่ายังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น และไม่มีโครงการของใคร ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิทธิ์ของแต่ละหน่วยงานสามารถเขียนมาได้หมด แต่จะผ่านหรือไม่ผ่านก็อยู่ที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเลขานุการกลั่นกรองฯ และการอนุมัติให้ใช้งบนี้ต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

    “ส่วนคนที่อยากจะทำอะไร ชิงเงินมาก่อนแบบสมัยก่อน มีการไปล็อกสเปก วันนี้คนถนัดล็อกสเปกคนหนึ่งมาเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะมาล็อกอะไรได้ สมัยก่อนผมอยู่ภาคเอกชนโดนล็อกสเปกจนเบื่อ ผมอ่านสเปกทีเดียวก็เข้าใจหมด และผมเป็นคนที่คลายสเปก” นายอนุทินกล่าว

    ประเด็นที่ถูกจับตามองอีกส่วนหนึ่งคือ งบกลาง หลังรัฐบาลมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี วงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อดึงงบที่ใช้ไม่ทันหรือเหลือจ่ายจากกระทรวงต่างๆ เช่น คมนาคม มหาดไทย เกษตรฯ กลับมาเติมในกระเป๋า “งบกลางฉุกเฉิน”

    แม้รัฐบาลจะชี้แจงว่าทำเพื่อสำรองไว้รับมือวิกฤตเศรษฐกิจและภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ก็ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และแสดงความห่วงใยว่าเงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เอื้อประโยชน์ทางการเมืองในช่วงใกล้เลือกตั้ง หรือกระจายเม็ดเงินอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่

    ยังไม่นับประเด็นร้อนกรณี งบกลาง เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงินกว่า 400-457 ล้านบาท เพื่อนำมาเร่งซ่อมแซม อุดรอยรั่ว และสร้างคันกั้นน้ำบริเวณคลอง ร.1 ให้เสร็จทันก่อนฤดูน้ำหลากในเดือนตุลาคมนี้ เป็นดรามาระหว่างการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นต่างขั้ว

    กลายเป็นวาทะท้าทาย ตอบโต้กันมาระหว่าง จูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกแป้น-สมพร ใช้บางยาง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ และ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ

    “นายกแป้น” ออกมาบอกว่า ปัจจุบันเทศบาลนครหาดใหญ่เหลือเงินสะสมที่นำมาใช้ได้จริงเพียงประมาณ 42 ล้านบาทเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะตัดงบมาบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้น้ำท่วมขนาดใหญ่ได้เอง โดยที่งบเทศบาลถูกตัด

    ขณะที่ “ภราดร” ออกมาอัดคลิปแฉการเสนอโครงการจัดซื้อเจ็ตสกี 8 ล้านบาท และโรงเรียนอัจฉริยะ รวมถึงการสร้างถนน พร้อมชี้ว่าเทศบาลมีเงินสะสม 200 ล้านบาท ทำไมไม่เอามาใช้ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลได้เตรียมงบกลางก้อนใหญ่ไว้แก้ปัญหาระบบระบายน้ำหลัก (คลอง ร.1) ไว้อยู่แล้ว

    ด้าน สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาย้ำว่า งบของเทศบาลมีแค่กว่า 40 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องงบประมาณเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงินประมาณ 99 ล้านบาท ถูกตัดทิ้งไปจนหมดสิ้น โดยเม็ดเงินถูกโยกย้ายไปลงในพื้นที่ที่เป็นหัวคะแนนหรือฐานเสียงของ พรรคน้ำเงิน  

    พร้อมโต้กลับว่าเป็นการ “ถกเถียง” กันคนละประเด็น เพราะสิ่งที่กำลังตั้งคำถามคือ เงินแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ไม่ใช่เงินตามการเสนอของบปี 2570 แต่ที่เป็นเดือดเป็นร้อน เพราะมีประชาชนด่า เนื่องจาก 4-5 เดือนยังไม่ทำอะไรเลย เกรงว่าถ้าน้ำมาจะป้องกันไม่ทัน 

    ภายใต้สถานการณ์ที่ “งบประมาณ-เงินกู้” กำลังเป็น น้ำมันหล่อเลี้ยง พยุงเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจเป็นการเฉพาะหน้า กลับต้องเจอกับ “หลุมดำ” เกิดขึ้นตลอดการดำเนินนโยบายในการใช้จ่ายเงิน

    รวมถึง “องคาพยพ” การเมืองที่ประกอบร่างสร้างความแข็งแกร่ง เป็นนั่งร้านให้รัฐบาลสีน้ำเงินเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาลบริหารประเทศได้ ไม่ได้ถูกควบคุมโดย “นายกฯ” อย่างเบ็ดเสร็จ กลายเป็นปัจจัยที่ “ผู้นำ” ต้องแบกรับปัญหาระหว่างทาง

    ประกอบกับสถานการณ์โลกไม่ได้เอื้อให้รัฐบาลเดินหน้า โครงการยักษ์ เพิ่มการลงทุนจากภาคเอกชนได้ง่ายดาย วิกฤตต่างๆ มีความสลับซับซ้อนเกิน น้ำหนักมือ

    ความมุ่งมั่นในการคลุกพื้นที่ปัญหา ประชุมแบบเรียลไทม์เมื่อเกิดข้อขัดแย้ง พร้อมเดินหน้าตามสไตล์ “พูดแล้วทำ” ไม่ทอดเวลาให้เรื่องเลยผ่านแบบ “หนูติดจั่น” ก็ทำได้แค่การบรรเทาความรู้สึกของสังคมในช่วงที่ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

    “การเมือง” ที่อยู่รายรอบจึงควรเข้าใจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโลก และควรเปลี่ยนวิธีคิด “เอาแต่ได้” เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล เดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนดังกล่าวให้คลี่คลาย หยุดการหา “ส่วนต่าง-ส่วนเกิน” ทางเศรษฐกิจจากระบบงบประมาณกันแบบเดิมๆ

    ขณะที่ผู้นำก็ต้องใช้อำนาจและศักยภาพในทางปกครอง จัดการปัญหารายรอบอย่างจริงจังเสียที.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/1030706/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LR7Bs8OLOrgriC-8APgKb

  • พลิกวิกฤตหลังหน้านา ชุบชีวิตเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง | เดลินิวส์

    พลิกวิกฤตหลังหน้านา ชุบชีวิตเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง | เดลินิวส์

    เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลทำนา สิ่งที่พี่น้องเกษตรกรในภาคอีสานต้องเผชิญอยู่เป็นประจำคือ ภาวะสูญญากาศทางรายได้”ควบคู่ไปกับภาระค่าครองชีพที่สวนทางพุ่งสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน คลังอาหารธรรมชาติ”อย่างเห็ดป่าที่เคยเก็บกินและสร้างรายได้เสริม ก็ลดน้อยถอยลงจนไม่เพียงพอต่อการบริโภคจากสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยน

    วิกฤตปากท้องและสิ่งแวดล้อมนี้เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งสำคัญ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. จับมือกับ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ (กรมป่าไม้) เดินหน้าจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเพาะเห็ดครบวงจรเพื่อความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืน” ภายใต้โครงการความร่วมมือในภูมิภาคแม่น้ำโขง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพิเศษความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMCSF) โดยรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน

    ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. เปิดเผยว่า ไบโอเทคมุ่งมั่นที่จะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพลงสู่ชุมชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน การอบรมครั้งนี้มี ดร.อัมพวา ปินเรือน เป็นหัวหน้าโครงการ นำร่องยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีเห็ด 2 รูปแบบ คือ เห็ดเศรษฐกิจในโรงเรือน (เห็ดนางรม, เห็ดนางฟ้า, เห็ดขอนขาว) มุ่งเน้นการสอนเทคนิคการผลิตก้อนเชื้อคุณภาพจากขี้เลื่อยไม้ยางพารา เพื่อให้เกษตรกรมีผลผลิตขายสร้างรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี และเทคโนโลยีเห็ดป่ากินได้ (เห็ดระโงก, เห็ดเผาะ) ถ่ายทอดนวัตกรรมการใส่เชื้อเห็ดป่าเข้าไปในระบบรากของกล้าไม้วงศ์ยาง (เช่น ต้นยางนา) ก่อนนำไปปลูก เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ว่างและป่าชุมชนให้กลายเป็นคลังอาหารธรรมชาติที่ยั่งยืน

    “การเพาะเห็ดยังคงเป็นอาชีพที่คุ้มค่าและตลาดยังต้องการสูงมาก แม้ปัจจุบันจะมีความท้าทายจากต้นทุนขี้เลื่อยที่พุ่งสูงขึ้นจนทำให้ราคาก้อนเชื้อสำเร็จรูปขยับมาอยู่ที่ก้อนละ 10 บาท แต่ก็ยังสร้างผลตอบแทนที่ดีและตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนได้อย่างตรงจุด”

    ความรู้เหล่านี้ได้จุดประกายให้กับเกษตรกรหลากหลายช่วงวัยอย่างมีนัยสำคัญ คุณอาทิตย์ คนสนิท Young Smart Farmer กาฬสินธุ์ ปี 2568 ตั้งใจจะนำเทคโนโลยีการเพาะเห็ดขอนขาวในท่อนไม้ไปถ่ายทอดให้ลูกบ้านมีอาชีพเสริมหลังฤดูเก็บเกี่ยว ควบคู่กับการนำเชื้อเห็ดป่าไปรดโคนต้นยางนาเพื่อฟื้นป่าชุมชน ขณะที่ คุณสังวาลย์ สายเนตร เกษตรกรวัย 60 ปี แม้จะเริ่มต้นจากศูนย์ แต่ก็ตั้งใจนำเชื้อเห็ดป่าไปปล่อยในพื้นที่นาและแบ่งปันกล้าไม้ติดเชื้อให้เพื่อนบ้านปลูกเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

    โครงการเพาะเห็ดครบวงจรในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาปากท้องชั่วคราวหลังสิ้นสุดฤดูกาลทำนา แต่คือโมเดลต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อวิทยาศาสตร์ทำงานร่วมกับภูมิปัญญาและธรรมชาติอย่างถูกที่ถูกเวลา จะสามารถเปลี่ยนชุมชนให้กลายเป็นผู้พิทักษ์ป่า และเปลี่ยนผืนป่าให้กลับมาเลี้ยงดูชีวิตผู้คนได้อย่างเกื้อกูลและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6018937/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34TqfRttFnrnN-SWkamnZh

  • กาฬสินธุ์โฉมใหม่! ยกระดับเมืองรอง ขับเคลื่อน 4 ย่านวัฒนธรรม สู่เมืองเศรษฐกิจ

    กาฬสินธุ์โฉมใหม่! ยกระดับเมืองรอง ขับเคลื่อน 4 ย่านวัฒนธรรม สู่เมืองเศรษฐกิจ

    การจัดเวทีในครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้ กลุ่มประชาคม กลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่มเยาวชนในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนกระบวนการสร้างระบบนิเวศอย่างสร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมในพื้นที่ผ่าน “นวัตกรรมการเล่าเรื่อง” 

        
    โดยใช้กรอบแนวคิด SOAH + N + M เป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน ประกอบด้วย

    STRENGTHS (S): การค้นหาจุดแข็งของพื้นที่

    OPPORTUNITIES (O): การวิเคราะห์โอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม

    ASPIRATIONS (A): การวาดภาพอนาคตร่วมกัน

    HOW TO (H): การออกแบบเส้นทางสู่ความสำเร็จ

    NETWORK (N): การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ

    MOVE (M): การขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติจริง

       
    ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นโดยแบ่งตามพื้นที่ย่านวัฒนธรรมชุมชนสำคัญ 4 ย่าน ประกอบด้วยย่านชุมชนเมืองเก่า ย่านประวัติศาสตร์กาฬสินธุ์ (ริมน้ำปาว) ย่านศาลากลางหลังเก่า ย่านริมแก่งดอนกลาง

          
    จากการระดมสมอง แกนนำทั้ง 4 กลุ่มย่านวัฒนธรรมได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนที่หลากหลายและมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดสูง ซึ่งหลังจากนี้ทางโครงการฯ จะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะทั้งหมดไปประมวลผล เพื่อขับเคลื่อนให้ผลลัพธ์จากการระดมความคิดในครั้งนี้แปรเปลี่ยนไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

        
    “ทางทีมวิจัยมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถสร้างความรักและหวงแหนวัฒนธรรมในพื้นถิ่นให้กับเยาวชนในพื้นที่ รวมทั้งสนับสนุนให้เยาวชนเข้ามาเป็นผู้สืบสานและสื่อสารวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อดำรงไว้ซึ่งคุณค่าทางวัฒนธรรมของพื้นถิ่นให้คงอยู่สืบไป” คณะทีมวิจัยระบุ ย้ำถึงหมุดหมายสำคัญในการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนเมืองกาฬสินธุ์ในอนาคต 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378980120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tFmXjKE03GFx_2loCH7m7

  • กรมการค้าต่างประเทศจัดใหญ่ “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” หนุนเศรษฐกิจชายแดน

    กรมการค้าต่างประเทศจัดใหญ่ “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” หนุนเศรษฐกิจชายแดน

    กรมการค้าต่างประเทศจับมือจังหวัดสระแก้ว จัดงานการค้าชายแดนใหญ่ ชูสินค้ากว่า 200 คูหา พร้อมจับคู่ธุรกิจและสัมมนาออนไลน์ผ่าน TikTok, Facebook, Alibaba หนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

    นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศ จัดงาน “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” ภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงการค้า พัฒนาเศรษฐกิจ” ที่จ.สระแก้ว ในระหว่างวันที่ วันที่ 9 – 12 ก.ค. 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการค้าและการลงทุนในพื้นที่ชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ขยายโอกาสทางการค้า และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน

    โดยมี นางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน สื่อมวลชน เครือข่ายผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ และประชาชนเข้าร่วมงาน

    กรมการค้าต่างประเทศจัดใหญ่ “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” หนุนเศรษฐกิจชายแดน

    ทั้งนี้ภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าคุณภาพกว่า 200 คูหา ครอบคลุมสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และผลไม้ ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก ตลอดจนสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด และคาราวานสินค้ากุ้ง พร้อมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อสร้างเครือข่ายและโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในการส่งออก

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสัมมนาเสริมสร้างองค์ความรู้ผ่านแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง TikTok, Facebook และ Alibaba ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับศักยภาพ และเพิ่มช่องทางค้าขายก้าวไกลสู่ตลาดโลกได้อย่างไร้พรมแดน พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย ลุ้นของรางวัลมากมายภายในงาน และการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินและการแสดงบนเวที ตลอด 4 วันของการจัดงาน

    สำหรับบรรยากาศในวันแรกได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างดีโดยเฉพาะโซนสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้ และโซนผ้าและเครื่องแต่งกาย พร้อมด้วยกิจกรรมความบันเทิงจากศิลปิน “ฟอร์ม ชลพิพรรธน์” มาสร้างสีสันภายในงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1242626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34Z3kuCImUs53PxJ4DiZRL

  • พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร ปัดวัดพลังภท. อ้างต้องใช้คอนเนคชัน ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

    พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร ปัดวัดพลังภท. อ้างต้องใช้คอนเนคชัน ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

    วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร
    ปัดวัดพลังภท.
    อ้างต้องใช้คอนเนคชัน
    ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

    สาวกเพื่อไทย ออกโรงอวย 3 อดีตนายกฯตระกูล “ชินวัตร” เป็นทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน “ใช้คอนเนคชัน” ส่วนตัวพบปะผู้นำอาเซียน ต่อยอดเศรษฐกิจดึงเงินเข้าประเทศ ปัด ปัดวัดพลังการเมือง ฝ่ายเท้ง ชมแม้วเดินสายพบผู้นำอาเซียนเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องดี ด้านนักวิชาการเชื่อฝีมือนายกฯอนุทิน ทำงานมีกฎหมายรองรับไม่จำเป็นต้องพึ่งเทวดาทักษิณ

    เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบปะผู้นำระดับสูงของประเทศในภูมิภาคอาเซียนว่า เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกที่ทวีความเข้มข้น ผันผวนอยู่ตลอดเวลา แม้การเดินทางครั้งนี้ อาจจะไม่ถูกใจกลุ่มขาประจำมองด้วยความเคลือบแคลงสงสัย มีความเห็นต่างอยู่บ้าง ถือเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่ไม่ควรปล่อยให้มาบดบังโอกาสในการสร้างรายได้ สร้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ปัด3ชินวัตรวัดพลังการเมือง

    นายพร้อมพงศ์ระบุอีกว่า การเดินทางครั้งนี้ มีการชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการในนามส่วนตัว ไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลหรือพรรคการเมือง ไม่ใช่การวัดพลังทางการเมืองหรือมีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง นายทักษิณ นางสาวยิ่งลักษณ์ นางสาวแพทองธาร ถึงจะไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ยังห่วงใยประเทศชาติ พี่น้องประชาชน หากมีแนวคิด นำไปสู่การประสานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ เป็นเรื่องน่ายินดี

    “โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นโลกแห่งนวัตกรรม เศรษฐกิจสมัยใหม่ ประเทศไทยควรใช้ทุกโอกาสที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะมาจากภาครัฐ ภาคเอกชน หรือคนไทยที่มีเครือข่ายต่างประเทศ หากสามารถช่วยเปิดตลาด ดึงการลงทุน สร้างความเชื่อมั่น ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้มีแต่ได้กับได้ ควรมองว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเสมือน ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน ที่ช่วยกันสร้างโอกาสหาเงินเข้าประเทศ ความขัดแย้งทางการเมือง อคติจ้องจับผิด มีแต่จะบั่นทอน เราควรมองไปปลายทางแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ งานที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ดีขึ้นของประชาชน”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

    หวังรัฐบาลต่อยอดแนวคิด

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งต่อยอดทุกโอกาสที่เกิดขึ้นให้เป็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ ควบคู่กับการยกระดับภาคเกษตร ผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และแรงงานไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เปิดตลาดใหม่ สร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ และกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

    “ประเทศไทยต้องเปลี่ยนทุกโอกาสให้เป็นการค้า เปลี่ยนทุกความร่วมมือให้เป็นการลงทุน เปลี่ยนทุกคอนเนกชันที่เป็นประโยชน์ให้เป็นรายได้ของประชาชน ความสำเร็จของประเทศจะมีความหมาย ต่อเมื่อประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพิ่ม ผู้ประกอบการมีตลาดใหม่ เกษตรกรขายผลผลิตได้ดี และเศรษฐกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

    สุทินย้ำแม้วแค่เยี่ยมเพื่อนเก่า

    นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบนายปราโบโว สุเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียและมีกระแสข่าวจะไปอีกหลายประเทศ มีนัยทางการเมืองอะไรหรือไม่ว่า บังเอิญก่อนนายทักษิณ จะเดินทางไปต่างประเทศ 2-3 วัน ตนได้นั่งทานข้าวกับนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร รวมถึงนักการเมืองพรรคเพื่อไทยหลายคน ในฐานะที่นายทักษิณเป็นผู้ใหญ่ที่เคยร่วมงานกันมา คุยสารทุกข์สุกดิบ ไม่ได้นัดพบกันเพื่อประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด โดยนายทักษิณได้บอกให้ทุกคนฟังว่าจะมีคิวเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่เคยทำงานด้วยกันในหลายประเทศ ซึ่งการไปดังกล่าวท่านก็บอกว่าไม่ได้ไปด้วยเหตุผลทางการเมือง หรือมีนัยทางการเมืองอะไร นอกจากไปเยี่ยมเพื่อนเก่าเท่านั้น หากมีอะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศ และเป็นประโยชน์กับการทำงานของรัฐบาล ท่านก็จะทำ

    ชูนำประสบการณ์มาใช้ประโยชน์

    “ส่วนตัวจึงมองว่า ถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะนายทักษิณมีคอนเนคชันอันดี กับผู้นำประเทศต่างๆ และมีประสบการณ์สูงในการบริหารประเทศ ไม่ควรจะปล่อยให้ความสามารถและมูลค่าเหล่านี้หายทิ้งไปเฉยๆ แต่ควรเอากลับมาเป็นประโยชน์ให้กับประเทศ โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจประเทศ เศรษฐกิจโลกมีปัญหาอย่างนี้ ประสบการณ์ของนายทักษิณถือว่ามีคุณค่ามาก และควรนำมาใช้ในห้วงเวลาที่เหมาะสมและจำเป็น ส่วนที่ไปกัน 3 นายกฯ ตนก็มองว่าไม่มีนัยการเมือง แต่เป็นการพบกันของคนในครอบครัว คนในครอบครัวที่ไปด้วยกัน ต่างก็เคยทำงานกับผู้นำประเทศเหล่านี้ด้วย”นายสุทิน ย้ำ

    นายสุทิน กล่าวอีกว่า ในการทานข้าวของนายทักษิณ และบรรดาแกนนำพรรค นายทักษิณ ได้ย้ำถึงบทบาททางการเมืองหลังจากนี้ว่า ท่านคงเบาลงไปเยอะ จะปล่อยให้เป็นเรื่องของพรรค และคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในกรรมการบริหารพรรคเป็นคนจัดการ แต่ความห่วงใยต่อทุกคนและพรรค ยังมีอยู่ไม่ขาดหายไปไหน เพราะท่านมีความผูกพันกับพรรค และร่วมทำงานกันมานาน

    ‘หนู’ลบโพสต์’แม้ว’ดีลกุ้ง

    วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังเผลอกดแชร์โพสต์เกี่ยวกับประเด็นการเจรจาส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซีย

    โดยก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายอนุทิน ได้แชร์โพสต์จากเพจ“พรรคเพื่อไทย FC”ระบุว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีบทบาทช่วยเจรจาแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย

    ต่อมาหลังได้รับการแจ้งเตือนว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่ถูกต้อง นายอนุทินได้ลบโพสต์ข้างต้นออกทันที พร้อมโพสต์ใหม่ชี้แจงว่า“ขออภัยครับ เผลอดกดแชร์ ไม่ได้ตั้งใจ ขอบคุณน้องผู้สื่อข่าวที่โทรแจ้ง”

    ‘เท้ง’ชมเทวดาแม้วเดินสาย

    ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ 3 อดีตนายกฯครอบครัวชินวัตรเดินสายพบปะผู้นำในประเทศอาเซียน มีนัยยะทางการเมืองใดหรือไม่ว่า เรื่องนี้คนที่ควรจะตอบคำถามมากที่สุดคือตัวนายกรัฐมนตรีอย่างที่มีการโพสต์และสื่อสารออกมาถึงปัญหากับประเทศมาเลเซีย คือเรื่องของการส่งออกกุ้ง ส่วนตัวคิดว่าแอ็คชั่นของนายกรัฐมนตรีเองอาจจะช้าเกินไป ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา เราก็เคยบอกไปแล้วว่าหากดำเนินการเรื่องนี้ช้าเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง จะได้รับความเสียหาย เพราะกุ้งหากตาย ก็จะตายทั้งบ่อในช่วงเวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ซึ่งคนที่ควรจะมีแอ็คชั่นที่เร็วกว่านี้และหาทางออกให้กับเกษตรกรก็คือนายกรัฐมนตรี

    เมื่อถามย้ำว่าในทางการเมืองมีนัยยะอะไรหรือไม่กับการเดินสายดังกล่าวของ3อดีตนายกรัฐมนตรี ชินวัตร นายณัฐพงษ์กล่าวว่า นัยยะทางการเมืองให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน เดินทางไปเจรจาซึ่งไม่ว่าจะเป็นอดีตนักการเมืองหรือนักการเมืองปัจจุบันที่เดินทางไปเจรจาเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคนในประเทศก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญคือคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ดำรงตำแหน่งก็ควรจะใช้อำนาจที่ให้อ๊คทีฟรวดเร็วและแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

    จี้นายกฯควรแอ็คชั่นเร็วกว่านี้

    “อีกหนึ่งอย่างที่พวกเราเรียกร้องมาโดยตลอด คือ การรับรับผิดชอบต่อสภามาตอบกระทู้ในสภาบ้างซึ่งก็เข้าใจว่ามีภารกิจหลายอย่าง แต่เราก็รู้กันดีว่าการตอบกระทู้ถามสดจะมีในวันพฤหัสบดี ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของนายกฯเองที่ต้องล็อกเวลามา รับผิดชอบตอบกระทู้สด ซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐานของคนเป็นนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำ”นายณัฐพงษ์ ย้ำ

    เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวของครอบครัวชินวัตรจะสะเทือนถึงรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าเรื่องสะเทือน ไม่สะเทือน อยู่ที่ว่าเคลื่อนไหวแล้วประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่ ถ้าประชาชนได้ประโยชน์ก็คงไม่มีข้อเสียหายอะไร และในหน้าที่ของฝ่ายค้านเอง หากเราจะตั้งคำถามโดยตรง ก็คงจะตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี

    หนุนคุยแล้วแก้ไขปัญหาให้ปชช.

    เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวว่านายทักษิณเดินทางไปพูดคุยเรื่องกุ้งกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย จะเดินทางไป ถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือ ใครก็ตามที่เข้าไปพูดคุย แล้วสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ ขณะที่ส่วนตัวจะตอบแทนนายทักษิณไม่ได้ว่า นอกจากเรื่องกุ้งแล้ว ได้ไปคุยเรื่องอะไรอีกบ้าง อย่างนั้นหน้าที่ของฝ่ายค้าน เราเรียกร้องคนที่อยู่ในตำแหน่งคือนายกรัฐมนตรีที่ควรจะมีแอ็คชั่นได้เร็วกว่านี้

    โอฬารชี้แม้วเดินสาย สิทธิ์ส่วนตัว

    ขณะที่มุมมองของ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นกรณีการเดินทางไปต่างประเทศของนายทักษิณ ชินวัตรว่า สังคมควรพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดินและหลักความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารเป็นสำคัญ ซึ่งในการเดินทางดังกล่าว เป็นการเดินทางในฐานะบุคคล มิใช่ภารกิจ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล จึงไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ หรือ เป็นการใช้อำนาจแทนฝ่ายบริหารของรัฐ หรือ มีบทบาทใดๆ ต่อรัฐ

    รศ.ดร.โอฬารระบุว่า ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่มีอำนาจและความรับผิดชอบโดยตรงในการกำหนดนโยบาย ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านกลไกของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการเจรจาและตัดสินใจในนามของประเทศไทย

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีเสถียรภาพจากการได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงมีความพร้อมในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ผ่านกลไกทางการทูตและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานของทุกประเทศ

    ย้ำความสัมพันธ์ผู้นำไม่ใช่อำนาจรัฐ

    รศ.ดร.โอฬารระบุอีกว่า นอกจากนี้ แม้บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีประสบการณ์หรือความสัมพันธ์กับผู้นำต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในระดับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ใช่อำนาจรัฐ และไม่สามารถใช้ทดแทนอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลได้ การตัดสินใจที่มีผลผูกพันต่อประเทศยังคงต้องดำเนินการผ่านรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด ประเด็นสำคัญที่สังคมควรยึดถือ คือการแยกบทบาทของ”บุคคล”ออกจาก”รัฐบาล”ให้ชัดเจนเพราะรัฐบาลคือผู้ใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย เจรจาระหว่างประเทศและรับผิดชอบต่อประชาชน ขณะที่การเคลื่อนไหวของบุคคลภายนอกรัฐบาล แม้อาจได้รับความสนใจจากสังคมก็ไม่อาจถือเป็นการใช้อำนาจรัฐหรือดำเนินภารกิจแทนรัฐบาลได้

    พร้อมทิ้งท้ายว่ารัฐบาลมีอำนาจ กลไก และเครื่องมือของรัฐที่เพียงพอในการผลักดันนโยบายและบริหารความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยความเข้มแข็งของประเทศควรตั้งอยู่บนการทำงานของสถาบันรัฐและระบบราชการ มากกว่าการผูกความสำเร็จของนโยบายไว้กับบทบาทของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

    ธนพรไม่เชื่อข่าวแม้วปิดดีลกุ้งไทย

    รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองได้แสดงความคิดเห็นถึงกระแสข่าวที่ระบุว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซียโดยระบุว่า ข่าวดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างกระแสจากผู้สนับสนุนทางการเมืองเท่านั้น และ ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของกระบวนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

    ย้ำความสำเร็จเกิดจากจนท.รัฐ

    รศ.ดร.ธนพร ย้ำว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าว เป็นผลจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ล่วงหน้าก่อนการเยือนของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อเตรียมการเจรจาในระดับเทคนิค ทั้งนี้ การหารือครอบคลุมถึงการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียรวมถึงการที่มาเลเซียจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจมาตรฐานฟาร์มกุ้งของไทย ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะภายใต้กรอบความร่วมมือการค้าเสรีอาเซียน

    “กระบวนการทั้งหมดเป็นการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตามขั้นตอนราชการ และไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ไม่มีสถานะ หรืออำนาจหน้าที่ในนามรัฐบาล การเจรจาแก้ไขอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ จะดำเนินการผ่านผู้แทนที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการเท่านั้น ไม่มีประเทศคู่ค้าใดไปทำข้อตกลงกับบุคคลที่ไม่ได้มีอำนาจในฐานะรัฐบาล เพราะไม่สามารถผูกพันหรือรับรองข้อตกลงในนามประเทศได้”รศ.ดร.ธนพร กล่าว

    แค่IOปั่นเอาใจนายใหญ่

    รศ.ดร.ธนพร ยังเห็นว่าการนำความสำเร็จทั้งหมดไปยกให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการมองข้ามความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายที่ใช้เวลาทำงานร่วมกันมานานกว่า 2 เดือนจึงควรให้เครดิตกับผู้ปฏิบัติงานที่มีส่วนทำให้การเจรจาประสบผลสำเร็จ หากมีผู้ยืนยันว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ปิดดีลเรื่องดังกล่าว ก็ควรแสดงหลักฐานที่ชัดเจน เพราะเท่าที่ทราบ กระบวนการทั้งหมดเป็นการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐตามกลไกปกติ และเป็นไปตามหลักการเจรจาการค้าระหว่างประเทศทุกประการ

    “ผมคิดว่า แก๊ง IO จับสัญญาณว่านายใหญ่คัมแบ็กก็เลยจะสร้างผลงาน แต่มันทำร้ายคนทำงานจริง เกินไปหน่อย เพราะ เจ้าหน้าที่ทำงานหนักมาตลอด สุดท้าย กลับโดนขบวนการแอบอ้าง เอาผลงานไปเคลมดื้อๆ”รศ.ดร.ธนพร ย้ำทิ้งท้าย

    สถ.สั่งเบรคจัดทำแผนพรก.เงินกู้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา นายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รักษาราชการแทนแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง ยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงาน หรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้กำหนดแนวทางการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความประสงค์เสนอแผนงาน หรือโครงการ ดำเนินการบันทึกข้อเสนอแผนงานหรือโครงการผ่านระบบสารสนเทศเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(SOLA)ภายในวันศุกร์ที่17กรกฎาคม2569

    โดยให้จังหวัดนำเสนอคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ(ก.บ.จ.)พิจารณาให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯผ่านระบบ(SOLA)พร้อมกับรวบรวมเอกสารตามแบบฟอร์มที่กำหนดและรายละเอียดประกอบข้อเสนอแผนงานหรือโครงการดังกล่าวส่งมายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นภายในวันศุกร์ที่31กรกฎาคม2569เพื่อรวบรวมรวมรายงานกระทรวงมหาดไทยนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาให้ความเห็นชอบนั้น

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินการเสนอแผนงานหรือโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569 เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจึ งขอยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการฯ ที่กำหนดตามหนังสืออ้างถึง

    หวั่นสอดไส้-ซ้ำซ้อนงบ70

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าหนังสือยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)เกิดขึ้น ภายหลังจากพรรคฝ่ายค้านออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคได้แถลงข่าวใหญ่ภายหลังรับทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

    โดยนางสาวศิริกัญญาได้โชว์หลักฐานเอกสารที่ส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ซึ่งมีลักษณะเป็น”แคตตาล็อกหรือเมนูรายการสินค้า” ที่รัฐกำหนดไว้ให้เลือกรายการในแคตตาล็อกดังกล่าวประกอบด้วย โครงการที่ถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วน เช่น รถขยะ EV, ลานกีฬาโซลาร์, เครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการเตรียมผู้รับจ้าง หรือผู้จำหน่ายสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ และโครงการเหล่านี้ยังไปปรากฏซ้ำซ้อนอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กำลังพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/976639&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RwRyQep-_PuahdisSOqRu

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก ททท. เชื่อมต่อ “สัญญาณแรง 5G” สู่มิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก ททท. เชื่อมต่อ “สัญญาณแรง 5G” สู่มิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก ททท. เชื่อมต่อ “สัญญาณแรง 5G” สู่มิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย

    • เปิดตัว “True5G สัญญาณจานอร่อย” ชู “อร่อยเด็ด เน็ตแรง”
    • ปักหมุดร้านเด็ดทั่วประเทศสู่จุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล
    • ตั้งเป้า 1,000 ร้าน สร้างโอกาสให้เศรษฐกิจท้องถิ่น
    True Corporation and TAT Power Thailand's Best Flavors with 5G

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย ผ่านโครงการ “True5G สัญญาณจานอร่อย” ชูแนวคิด “อร่อยเด็ด เน็ตแรง” ปักหมุดร้านเด็ดทั่วประเทศที่มีทั้งเสน่ห์ด้านอาหารและความแรงของสัญญาณเน็ต True5G ที่พร้อมรองรับประสบการณ์ดิจิทัลของนักท่องเที่ยวยุคใหม่  ตั้งเป้าขยายสู่ 1,000 ร้านภายในปีนี้ เพื่อยกระดับอาหารไทย ในฐานะ Soft Power สำคัญของประเทศ ให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และสนับสนุนร้านอาหารไทยโดยเฉพาะร้านท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อย ให้กลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสอดรับกับแคมเปญ เสน่ห์ไทย “Feel All The Feelings” ของททท. ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทาง ผ่านเสน่ห์ของอาหาร วัฒนธรรม ชุมชน และประสบการณ์ไทย พร้อมผสานศักยภาพของเครือข่ายทรู 5G และสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเพื่อเชื่อมร้านอาหาร ชุมชน นักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้าด้วยกัน 

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้เริ่มต้นการเดินทางจากการเลือกจุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการค้นหาประสบการณ์ที่ต้องการสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการเลือกร้านอาหารจากรีวิวของนักชิม อินฟลูเอนเซอร์ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ซึ่งหลายครั้งร้านอาหารกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเดินทาง จึงเป็นที่มาของโครงการ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย อร่อยเด็ด เน็ตแรง’ โดยความร่วมมือระหว่าง ททท. และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมกันต่อยอดนำจุดแข็งด้านอาหารไทยอันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว มาเชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G ในยุคดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ให้เกิดการเชื่อมต่อข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สร้างประสบการณ์การอันน่าประทับใจตอบโจทย์กับการท่องเที่ยวยุคใหม่ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแคมเปญ ‘สุขทันทีที่เที่ยวไทย’ ของ ททท. ที่มุ่งนำเสนอเสน่ห์ไทยในทุกมิติ ทั้งนี้ ททท. หวังว่าความร่วมมือดังกล่าวจะสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการกิน นำเสนออาหารถิ่นอันมีเอกลักษณ์ในแต่ละภูมิภาค รวมถึงเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนชุมชนการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารไทย และเกิดกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม”

    ทั้งนี้ ข้อมูลการใช้งานบนเครือข่ายทรูพบว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการโรมมิ่งบนเครือข่ายทรู (ไม่รวมผู้ใช้ Tourist SIM) เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ปริมาณการใช้งานดาต้าเฉลี่ยต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้น 25% สะท้อนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่พึ่งพาการเชื่อมต่อดิจิทัลมากขึ้นระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากอินเดีย ซึ่งมีการใช้งานดาต้าต่อคนเพิ่มขึ้นสูงถึง 70% สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยวอินเดีย และตอกย้ำบทบาทของอินเดียในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

    คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทรูเชื่อว่าเทคโนโลยีไม่ควรเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร แต่ควรเป็นพลังเชื่อมต่อที่มีความหมายเชื่อมโยงผู้คน ประสบการณ์ และโอกาสเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย  ซึ่งโครงการ True5G สัญญาณจานอร่อย’ ภายใต้แนวคิด ‘อร่อยเด็ด เน็ตแรง’  นี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของทรูที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของนักท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลัก เมืองรอง ย่านอาหารสำคัญ หรือร้าน Local hidden gem ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เพราะเราเชื่อว่าไม่ว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางไปที่ใด ทรู พร้อมอยู่ในทุกเส้นทาง เพื่อเชื่อมต่อทุกการค้นหา ทุกการเดินทาง และทุกประสบการณ์ที่อยากแชร์ต่อ”

    ขณะเดียวกัน ทรูยังเดินหน้าต่อยอดประสบการณ์ True5G สัญญาณจานอร่อย” ผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับลูกค้าทรูและดีแทค โดยเริ่มต้นจากความร่วมมือกับร้านอาหารชั้นนำใน ICONSIAM และ Lotus’s Eatery ภายในศูนย์การค้า ICS รวมถึงศูนย์การค้าและพื้นที่พันธมิตรอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อส่งเสริมการใช้จ่าย มอบประสบการณ์ด้านอาหารที่คุ้มค่ายิ่งขึ้น และเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ดิจิทัลเข้ากับการท่องเที่ยวกับความอร่อยได้อย่างไร้รอยต่อ

    ปัจจุบันมีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 400 ร้านทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหารชั้นนำ ร้านอาหารยอดนิยม ร้านอาหารท้องถิ่น ไปจนถึงร้านสตรีทฟู้ดที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอาหารอร่อย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านอาหารชื่อดัง แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นที่เป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมอาหารไทย โดยทรูมีเป้าหมายขยายถึง 1,000 ร้านทั่วประเทศในปีนี้

    คุณโอลิเวอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการสร้าง ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ให้เป็นสัญลักษณ์การรับรู้สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภค โดยเมื่อเห็นสัญลักษณ์นี้ จะสามารถมั่นใจได้ว่าจุดหมายแห่งนั้นไม่ได้มีเพียงอาหารอร่อยที่ได้รับการคัดสรร แต่ยังมีโครงข่ายทรู 5G ที่พร้อมรองรับการใช้งานดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อ 5G ค้นหาข้อมูล รีวิว แชร์ประสบการณ์ สร้างคอนเทนต์ หรือเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้อย่างราบรื่น”

    มือถือเรือธง ขายดีประจำสัปดาห์

    รวมรุ่นน่าสนใจ ราคาดี เหมาะกับคนกำลังเลือกซื้อรุ่นใหม่

    Top 5

    1

    vivo X300 Ultra

    ราคาเริ่มต้น 54,999 บาท

    2

    iQOO 15

    ราคาเริ่มต้น 29,900 บาท

    3

    OPPO Find X9 Ultra

    ราคาเริ่มต้น 54,999 บาท

    4

    HONOR Magic8 Pro

    ราคาเริ่มต้น 39,990 บาท

    5

    POCO F8 Ultra

    ราคาเริ่มต้น 23,990 บาท

    * ราคาและโปรโมชันอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบันการเดินทางตามหาร้านอร่อยเริ่มต้นขึ้นก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาถึงร้านอาหาร นักท่องเที่ยวค้นหาร้านผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ดูรีวิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รับชมคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ ใช้แผนที่นำทาง แชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย และอัปโหลดภาพหรือวิดีโอแบบเรียลไทม์ ตลอดทั้งเส้นทางของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ล้วนเชื่อมโยงกับการใช้งานดิจิทัล ทรูจึงเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ลูกค้าทั้งทรูและดีแทคได้รับความเร็วในการดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น 23% และอัปโหลดเพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับก่อนการใช้โครงข่ายร่วมกัน”

    ข้อมูลการใช้งานบนโครงข่ายทรูในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหันมาพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้นในทุกขั้นตอนของการเดินทาง ตั้งแต่การค้นหาร้านอาหาร (Discovery) ดูรีวิว วางแผนเส้นทาง ไปจนถึงการแบ่งปันประสบการณ์บนโลกออนไลน์ ส่งผลให้แอปพลิเคชันด้านการท่องเที่ยวและการค้นหาร้านอาหารเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    โดยในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ แอปพลิเคชัน Yelp มีอัตราการใช้งานเติบโตสูงถึง 116% ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ ขณะที่แอปพลิเคชันอื่นๆ ที่ใช้งานทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ก็เติบโตต่อเนื่องเช่นกัน โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา TripAdvisor เติบโต 62% Google Maps เติบโต 14% และ Wongnai เติบโต 8%

    “การเชื่อมต่อกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์การท่องเที่ยวในยุคใหม่ โครงข่ายที่มีคุณภาพไม่เพียงช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกขึ้น แต่ยังช่วยให้ร้านอาหาร ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเชื่อมต่อกับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นผ่านโลกดิจิทัล ทรูจึงยกระดับ Gastronomy Tourism สู่‘5G Gastronomy Tourism’ ด้วยคุณภาพโครงข่าย 5G ที่จะยกระดับชีวิตดิจิทัลทั่วประเทศ อีกทั้งนำ AI และระบบบริหารจัดการเครือข่ายอัจฉริยะมาใช้วิเคราะห์และดูแลคุณภาพสัญญาณแบบเชิงรุก เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ” นายคูรัม กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.iphone-droid.net/true-corporation-and-tat-power-thailands-best-flavors-with-5g/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GfhJkWjhzFrcUGqFZ7Nph

  • “ไทย-มาเลเซีย” เปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ ประตูเศรษฐกิจชายแดนใต้ สู่สันติสุขยั่งยืน

    “ไทย-มาเลเซีย” เปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ ประตูเศรษฐกิจชายแดนใต้ สู่สันติสุขยั่งยืน

     ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อนายกรัฐมนตรีไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” เดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ พร้อมจับมือกับ “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมกันกดปุ่มเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ จังหวัดสงขลา กับด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะฮ์ ของมาเลเซีย เพื่อเปิดประตูการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวครั้งใหญ่ นำไปสู่การปูพรมมอบ 8 นโยบายขับเคลื่อนชายแดนใต้ ภายใต้แนวคิด ‘ความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ’ หวังเปลี่ยนพื้นที่ขัดแย้งให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส

    โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 596 ไร่ ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลาแห่งนี้ คือ ‘ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่’ หัวใจดวงใหม่ของระบบโลจิสติกส์ชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่เพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเพื่อเชื่อมโยงกับด่านบูกิตกายูฮิตัม ของรัฐเกดะฮ์ ประเทศมาเลเซีย

    ภาพการจับมือและสวมกอดกันอย่างอบอุ่นระหว่าง นายกรัฐมนตรีไทย และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ท่ามกลางงานเลี้ยงอาหารกลางวันต้อนรับอย่างสมเกียรติ สะท้อนถึงความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่แนบแน่น ด่านสะเดาแห่งใหม่นี้ถูกวางเป้าหมายให้เป็น “ประตูแห่งโอกาส” เพื่อยกระดับมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างสองประเทศให้พุ่งทะยานสู่ระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจุบันด่านสะเดาเพียงด่านเดียว ก็ครองสัดส่วนมูลค่าการค้าสูงถึงร้อยละ 80 ของการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียทั้งหมด

    นายกฯ อนุทิน“ ระบุว่า ด่านสะเดาใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็น ‘ประตูเศรษฐกิจ’ ที่จะเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสันติสุข และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของไทย และภาคเหนือของมาเลเซีย เพื่อเป้าหมายสู่การสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

    เทคโนโลยีระบบตรวจปล่อยสินค้าอัจฉริยะ ช่องตรวจรถยนต์ฝั่งละ 11 ช่อง และระบบ X-ray แบบ Fast Scan จะช่วยลดความแออัดบริเวณชายแดน และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้กับผู้ประกอบการอย่างมหาศาล ซึ่งผลประโยชน์ทั้งหมดจะตกสู่ธุรกิจท้องถิ่น ทั้งโรงแรมนักท่องเที่ยว และเกษตรกรในพื้นที่

    ทว่า ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากความมั่นคงที่ยั่งยืน นายกรัฐมนตรีไทยจึงได้เดินหน้ามอบ 8 นโยบายสำคัญ แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนใต้ ย้ำชัด ‘ความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ’ โดยเฉพาะการยกระดับงานข่าวเชิงรุก ปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาดผ่านปฏิบัติการ Operation 90 Days และขีดเส้นใต้ว่า “ประตูแห่งโอกาสนี้ จะต้องไม่กลายเป็นช่องทางของภัยคุกคาม”

    เพราะความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ ทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบ รัฐบาลมุ่งยกระดับจังหวัดชายแดนภาคใต้ จาก ‘พื้นที่ที่ต้องแก้ปัญหา’ สู่ ‘พื้นที่แห่งความปลอดภัย โอกาส และการเติบโตทางเศรษฐกิจ’ เพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

    การเปิดจุดเชื่อมต่อด่านสะเดาแห่งใหม่และการวางกลยุทธ์ความมั่นคงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปิดเส้นทางคมนาคม แต่คือการเปิดศักราชใหม่ในการเปลี่ยน ‘สนามรบและความหวาดกลัวในอดีต’ ให้กลายเป็น ‘สนามการค้าและพื้นที่แห่งโอกาสพหุวัฒนธรรม’ ที่ไทยและมาเลเซียจะก้าวเดินไปพร้อมกัน บนพื้นฐานของเสถียรภาพ และความกินดีอยู่ดีของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/video/news_1050653/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_aXb2u9F074_bT62tkVSo