Category: เศรษฐกิจ

  • “ยศชนัน” กางแผน 4 ปี ปั๊มเศรษฐกิจฐานราก 4.7 หมื่นแห่ง ดัน ม.นครพนม เป็น ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ชายแดน

    “ยศชนัน” กางแผน 4 ปี ปั๊มเศรษฐกิจฐานราก 4.7 หมื่นแห่ง ดัน ม.นครพนม เป็น ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ชายแดน


    “ยศชนัน” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมม.นครพนม มอบนโยบายยกระดับสู่ศูนย์กลางสุขภาพและเศรษฐกิจของอีสานตอนเหนือ ชูโมเดลใช้ทรัพยากรท้องถิ่นเกิน 70% ขยายเศรษฐกิจชุมชน 4.7 หมื่นแห่งทั่วประเทศใน 4 ปี

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. อว. นำคณะลงพื้นที่ จ.นครพนม โดยเริ่มจากการเดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ณ พื้นที่จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ เขตพื้นที่ศรีโคตรบูรณ์ มหาวิทยาลัยนครพนม โดยมี ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม และ ศ.ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวต้อนรับ และมี นางมนพร เจริญศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นครพนม หนึ่งในผู้ร่วมผลักดันคณะแพทยศาสตร์ เขตพื้นที่ศรีโคตรบูรณ์ มหาวิทยาลัยนครพนม นายชาญชัย คำจำปา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นครพนม และผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด ให้การต้อนรับ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ช่วงก่อนมอบนโยบาย พบว่ามีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยและนักศึกษาขอเซลฟี่อย่างเป็นกันเอง

    จากนั้น มหาวิทยาลัยนครพนมได้นำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินงานในประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ การขับเคลื่อนโครงการ Wellness Hub การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ ตลอดจนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากของประชาชนในจังหวัดนครพนมและพื้นที่ใกล้เคียง

    ซึ่ง นายยศชนัน ในฐานะประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ ได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการสนับสนุนพัฒนานครพนม ทุกด้าน เน้นการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาสนับสนุนและพัฒนาในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นให้นครพนม เป็นศูนย์กลางการพัฒนาทุกด้านของอีสาน เชื่อมภูมิภาค อินโดจีน โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness Hub ของ จ.นครพนม ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ตั้งอยู่บริเวณชายแดนและเชื่อมต่อกับหลายประเทศสำคัญของภูมิภาค ทั้งจีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว โดยยกตัวอย่างในต่างประเทศ ที่มีหลายเมืองมีความเจริญแม้จะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง เพราะได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางในแต่ละด้าน เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ต่อมา คณะของ นายยศชนัน ได้พบพูดคุยกับนักศึกษากว่า 500 คน โดยได้กล่าวปาฐกถาและมอบนโยบายในประเด็นสำคัญที่จะเป็นทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนการศึกษาและเศรษฐกิจของประเทศ

    นาย ยศชนัน ได้ฉายภาพให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยระบุว่า แม้ในระดับนโยบายจะมีการพูดถึง Growth Engine เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือเทคสตาร์ทอัพอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจตั้งอยู่ได้โดยลำพังหากปราศจากฐานรากที่มั่นคง

    “ถ้าวันนี้เรามีเศรษฐกิจภาพใหญ่ แต่ไม่มีเศรษฐกิจฐานรากที่เชื่อมโยงกัน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะไปในเศรษฐกิจภาพใหญ่ ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะทรุดตัวอย่างไร หากเศรษฐกิจในพื้นที่ยังหมุนเวียนได้ ประชาชนก็จะอยู่รอดและไม่มีปัญหา นครพนมจะต้องเป็นต้นแบบในการทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง”

    กระทรวง อว. ได้วางเป้าหมายที่จะขยายพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนจากเดิมกว่า 20,000 แห่ง เพิ่มเป็น 47,000 แห่งภายในระยะเวลา 4 ปี โดยจะกระจายนักวิจัยและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยลงไปในทุกพื้นที่ เพื่อนำองค์ความรู้ไปยกระดับสินค้าและทรัพยากรในท้องถิ่น (Local Enterprise) โดยตั้งเป้าว่าโครงการต่างๆ ของมหาวิทยาลัยจะต้องใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นให้ได้เกิน 70% และสามารถกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง

    เพื่อเป็นตัวอย่าง นาย ยศชนัน ได้หยิบยกความสำเร็จของการนำงานวิจัยลงสู่พื้นที่ เช่น โครงการกลุ่มสตรี อ.ตากใบ จ.นราธิวาส จากกลุ่มสตรีที่ไม่มีอาชีพและรายได้ มหาวิทยาลัยได้เข้าไปช่วยสำรวจและนำสินค้าในพื้นที่มาแปรรูป หาตลาดใหม่ จนสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยถึงกว่า 30,000 บาทต่อเดือน

    การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรที่ จ.เชียงใหม่ ผ่านการนำ “ดิน” ในพื้นที่เพียง 1 กิโลกรัม ราคา 35 บาท มาประยุกต์ด้วยทักษะงานหัตถกรรมพื้นบ้าน จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 21 เท่า กลายเป็นผลิตภัณฑ์ราคา 760 บาท ที่นำไปประดับตกแต่งในร้านอาหารระดับมิชลินและจัดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ
    นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดพื้นที่ศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) และร่วมกับโครงการ Startup Thailand League เพื่อนำไอเดียของกลุ่ม SMEs และนักศึกษามาต่อยอดจับคู่กับนักลงทุนเอกชน สร้างแหล่งทุนใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การกู้ยืมธนาคาร

    อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือการปฏิรูปรูปแบบการศึกษา นายยศชนัน ย้ำว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส (Space of Opportunity) สำหรับคนทุกช่วงวัย ไม่จำกัดเพียงนักศึกษาในระบบ “ทำไมเราต้องรอให้เรียนจบแล้วถึงจะมีรายได้? ทำไมเราทำให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ที่ก้าวแรกที่เขาเดินเข้ามา เขาสามารถมีรายได้ระหว่างเรียนได้เลย โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากทางบ้าน การทำธุรกิจ Local Enterprise คือคำตอบที่ทุกคนสามารถเรียนไปด้วยและทำไปด้วยได้”

    พร้อมกันนี้ ยังได้ผลักดันระบบ Micro-credit เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา รวมถึงกลุ่มเปราะบาง หรือแม้แต่ผู้ที่เคยมีปัญหายาเสพติดในทัณฑสถาน ให้สามารถเรียนรู้และสะสมหน่วยกิตจากการอบรมวิชาชีพท้องถิ่น เมื่อออกมาแล้วก็สามารถนำความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดและเทียบโอนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้

    ช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงการผลักดันมหาวิทยาลัยนครพนมให้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ของอีสานตอนเหนือ โดยใช้ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่สามารถเชื่อมโยงโลจิสติกส์ตั้งแต่ จีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว ไปจนถึงเมียนมา

    พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวคิดจากแค่ทำวิจัยในห้องแล็บ ให้เป็น “Living Lab” หรือการใช้ทั้งเมืองเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรม รวมถึงการบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อสร้าง Wellness Hub โดยดึงกำลังจากทั้งคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ ตลอดจนคณะวิศวกรรมศาสตร์และบริหารธุรกิจ มาร่วมกันขับเคลื่อน

    “ความเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่เมืองหลวงเสมอไป หากเราดึงดูดคนให้เข้ามาและอยู่ต่อในนครพนมได้นานขึ้น เม็ดเงินมหาศาลก็จะหมุนเวียนอยู่ที่นี่ มหาวิทยาลัยนครพนมจะไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยที่ให้ปริญญา แต่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่รับใช้บ้านเกิด สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ท้องถิ่น และเป็นหมุดหมายแห่งอนาคตที่ทุกคนอยากมาเยือน” นายยศชนัน กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/44633&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hQFVEWLxSdLKxWwOpRd6G

  • โลกกำลังแบ่งทีม! ไทยจะอยู่ตรงไหน? ถอดเกม “4 ขั้วการค้า”

    โลกกำลังแบ่งทีม! ไทยจะอยู่ตรงไหน? ถอดเกม “4 ขั้วการค้า”

    ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” หัวข้อ “ยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)

    ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งและความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ได้ส่งผลให้โลกเกิดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีโลกาภิวัตน์ (Globalization) เหมือนในอดีตอีกต่อไป  โดยโลกจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสหรัฐฯ กลุ่มจีน กลุ่มยุโรป และกลุ่มที่เป็นกลางอย่างประเทศไทย ซึ่งทำให้การค้าขายจะจำกัดอยู่ภายในกลุ่มของตนเองมากขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม ผู้ประกอบการไทยจึงต้องทำความเข้าใจและเลือกกลุ่มที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อหาโอกาสทางการค้า  โดย ดร.กิริฎา เน้นย้ำว่า เนื่องจากเราค่อนข้างเป็นกลาง เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะไปเจาะแต่ละกลุ่มได้ โดยทางกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะทำหน้าที่ “เปิดประตู” เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยเข้าถึงได้ในทุกกลุ่มการค้า

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการที่สหรัฐฯ นำมาตรการภาษีใหม่มาใช้คือ มาตรา 301 (Section 301) ซึ่งเป็นกฎหมายการค้าที่สหรัฐฯ ใช้กล่าวหาประเทศคู่ค้าและลงโทษด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า ปัจจุบันไทยถูกกล่าวหาใน 2 คดี ได้แก่

    1.คดีแรงงานบังคับ (Forced Labor) สหรัฐฯ กล่าวหาไทยและประเทศอื่นรวม 60 ประเทศว่า ไม่มีมาตรการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ เบื้องต้นสหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าจากไทย และประเทศอื่นอีก 45 ประเทศในอัตรา 12.5% ส่วนอีก 14 ประเทศจะถูกเก็บในอัตรา 10% ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) และคาดว่าจะมีการประกาศผลตัดสินสุดท้ายภายในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 นี้
    2. คดีกำลังการผลิตส่วนเกิน ที่กล่าวหา 16 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยว่า มีการลงทุนมากเกินไปจากการสนับสนุนของภาครัฐ ทำให้มีกำลังการผลิตเหลืออยู่มากเกินความต้องการ

    ทั้งนี้ ไทยได้ชี้แจงต่อสหรัฐฯ ว่ากำลังร่างกฎหมายป้องกันการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่สภาในปี พ.ศ. 2570 พร้อมยืนยันว่าไทยไม่มีการอุดหนุนการลงทุนจนเกิดการลงทุนเกินตัว และไม่ได้มีกำลังการผลิตส่วนเกินตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนในคดีที่ 2 นั้นยังต้องจับตาดูต่อไป เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้ประกาศอัตราภาษีออกมา ซึ่งหากมีการตัดสินทั้งสองคดี ภาษีจะถูกจัดเก็บเพิ่มซ้อนทับกันขึ้นไป

    ดร.กิริฎา เสนอแนะแนวทางรับมือว่า ไทยจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงทางการค้า โดยลดการพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันส่งออก  21% หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมด และลดการนำเข้าจากจีน ที่ปัจจุบันนำเข้าสูงถึง 25% หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของการนำเข้าทั้งหมด พร้อมทั้งเร่งรุกตลาดใหม่ๆ เช่น แอฟริกา ละตินอเมริกา โดยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ปัจจุบันที่มีกับ 18 ประเทศ และเตรียมบังคับใช้อีก 3 ฉบับในปี 2570  ได้แก่
    1.ไทย-เอฟต้า (Thai-EFTA) ข้อตกลงกับกลุ่มสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ได้แก่ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะช่วยให้ภาษีนำเข้าสินค้าไทยลดลงเกือบเป็น 0% เพิ่มโอกาสในการส่งออกได้มากขึ้น
    2.ไทย-ภูฏาน (Thai-Bhutan) คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ประมาณเดือนมกราคม 2570 ซึ่งภูฏานเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการผลิตในไทย
    3.ไทย-ศรีลังกา (Thai-Sri Lanka): สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย เนื่องจากปัจจุบันศรีลังกามีความต้องการสินค้ากลุ่มนี้สูง แต่มีการเก็บภาษีนำเข้าในระดับที่สูงมาก การมี FTA จะช่วยลดอุปสรรคดังกล่าวลง

    นอกจากนี้พบว่ากลุ่มธุรกิจที่รับการส่งเสริมการลงทุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในไทย (BOI) กำลังเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยอันดับ 1 คือ Data Center (ราว 20-30 แห่ง) รองลงมา คือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรม AI, สาธารณูปโภค, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) สูง ที่จะเกิดประโยชน์กับคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/279441&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uuPim2g849erlLgw_cKy1

  • “เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี” วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก

    “เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี” วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก

    วันนี้ (12 ก.ค.2569) รศ.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตประชากรครั้งใหญ่ โดยจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี เหลือเพียงประมาณ 400,000 คนต่อปี ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าผู้เกิดเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยปี 2568 มีเด็กเกิด 416,574 คน แต่มีผู้เสียชีวิต 559,684 คน หรือมากกว่าประมาณ 140,000 คน ส่งผลให้ฐานแรงงาน ผู้เสียภาษี และผู้จ่ายเงินสมทบประกันสังคมลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ภาระดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

    “เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี” วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก

    ปัญหาสำคัญไม่ใช่เพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก แต่เป็นเพราะต้นทุนการมีลูกตกอยู่กับผู้หญิงและครอบครัวเกือบทั้งหมด ทั้งค่าใช้จ่าย การหยุดงาน ความก้าวหน้าในอาชีพ และความเสี่ยงถูกเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ทั้งที่ประโยชน์จากการเกิดของเด็กตกกับสังคมโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในอนาคต ฐานภาษี หรือผู้จ่ายเงินสมทบที่ช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจและสวัสดิการ

    ข้อมูลยังสะท้อนว่า ผู้หญิงมีอัตราเข้าร่วมตลาดแรงงานเพียงร้อยละ 60 เทียบกับผู้ชายร้อยละ 75 และยังได้รับค่าจ้างต่ำกว่า แม้ทำงานในตำแหน่งเดียวกัน อีกทั้งผู้หญิงจำนวนมากต้องลาออกจากงานในช่วงวัย 30-35 ปี เพื่อเลี้ยงลูกหรือดูแลผู้สูงอายุ ส่งผลให้รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่งานดูแลภายในครอบครัว ซึ่งผู้หญิงรับภาระมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า กลับไม่ได้รับค่าตอบแทนและไม่ถูกนับในระบบเศรษฐกิจ

    “เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี” วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก

    แม้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่จะเพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 120 วัน และให้คู่สมรสลาช่วยดูแลภรรยาหลังคลอดได้ 15 วัน แต่ยังมีความกังวลว่านายจ้างอาจหลีกเลี่ยงการจ้างผู้หญิง เพราะต้องรับภาระค่าจ้างระหว่างลาคลอด จึงเสนอให้โอนภาระดังกล่าวไปยังกองทุนประกันสังคมหรือกองทุนของรัฐ เพื่อลดแรงจูงใจในการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานหญิง

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ขยายสิทธิด้านการลาคลอดและเงินชดเชยไปยังแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน เช่น เกษตรกร แม่ค้า ฟรีแลนซ์ ไรเดอร์ และลูกจ้างรายวัน ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ ต้องทำมากกว่าการแจกเงินเพียงครั้งเดียว แต่ต้องลงทุนในศูนย์เด็กเล็ก ที่อยู่อาศัย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และระบบดูแลเด็ก เพื่อช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงของการมีบุตรในระยะยาว

    “เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี” วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก

    ทั้งนี้ รศ.กิริยา ย้ำว่า การสนับสนุนการมีบุตรไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์และแก้ปัญหาความล้มเหลวของตลาด เพราะเด็กที่เกิดในวันนี้จะเป็นแรงงาน ผู้เสียภาษี และกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

    อ่านข่าว:

    “กอช.” เตือนวิกฤตประชากรปี 69 คนไทยตายมากกว่าเกิดต่อเนื่องปีที่ 5

    เด็กไทยเกิดน้อย-สูงวัย “ล้นเมือง” ต่ออายุเกษียณ ทางออกหรือวิกฤต

    ยอดเด็กเกิดใหม่ในจีน ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508179&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RxlAwR7AzY3uuxgzKYAKu

  • เปิด 8 เขตเศรษฐกิจ EECiti เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ อีอีซี ดึงเอกชนลงทุน 7 หมื่นล้าน

    เปิด 8 เขตเศรษฐกิจ EECiti เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ อีอีซี ดึงเอกชนลงทุน 7 หมื่นล้าน

    สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เตรียมจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นี้ ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีรับฟังข้อเสนอแนะ และทดสอบความสนใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ต่อแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EECiti 

    รวมทั้งเชิญชวนให้เอกชนลงทุนในรูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในระยะต่อไป ซึ่งโครงการฯ มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 72,042 ล้านบาท 

    EECiti เมืองต้นแบบเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ ระดับโลก รองรับประชากร 350,000 คน 

    EECiti ตั้งอยู่ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่ประมาณ 15,000 ไร่ (24 ตารางกิโลเมตร) ห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาเพียง 15 กิโลเมตร และห่างจากเมืองพัทยาประมาณ 20 กิโลเมตร รองรับประชากรได้ถึง 350,000 คน ในอนาคต

     EECiti เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ

    ทำให้เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงระบบขนส่งทางอากาศ ทางราง และทางถนนของ EEC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  รัฐบาลกำหนดให้ EECiti เป็นศูนย์กลางของ ธุรกิจระดับนานาชาติ ศูนย์กลางการเงิน นวัตกรรม เทคโนโลยีสีเขียว การวิจัยและพัฒนา การใช้ชีวิตคุณภาพสูง ด้วยมูลค่าการพัฒนารวมประมาณ 1.34 ล้านล้านบาท (40 Billion USD) และคาดว่าจะสร้างงานใหม่กว่า 200,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่าโครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งใหม่ของประเทศ ไม่ใช่เพียงโครงการพัฒนาเมืองทั่วไป 

    แนวคิดจะเน้นเรื่อง  Live  Work  Play ถูกออกแบบตั้งแต่ระดับผังเมือง หัวใจสำคัญของ EECiti คือแนวคิด “เมืองที่คนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน และใช้ชีวิตได้ครบในพื้นที่เดียว” แตกต่างจากเมืองอุตสาหกรรมแบบเดิมที่แยกพื้นที่ทำงานออกจากพื้นที่อยู่อาศัย

    ผังเมืองของ EECiti ใช้แนวคิด Mixed-use Urban Development เชื่อมโยงพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่สำนักงาน ศูนย์การค้า สถานศึกษา โรงพยาบาล และพื้นที่พักผ่อนเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้การเดินทางในชีวิตประจำวันสั้นลง ลดการใช้รถยนต์ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน 

    EECiti เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ จะแบ่งออกเป็น 8 เขตเศรษฐกิจสำคัญ ดังนี้

    จุดเด่นของ EECiti คือการกำหนด “Specialized District” หรือเขตเศรษฐกิจเฉพาะด้าน ซึ่งแต่ละพื้นที่มีบทบาทแตกต่างกันและเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศเดียว

    1. CBD & Regional Headquarters

    เป็นศูนย์กลางธุรกิจและสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค รองรับ บริษัทข้ามชาติ ศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) ธนาคาร สถาบันการเงิน และ FinTech พื้นที่นี้จะทำหน้าที่เป็น “Downtown” ของ EEC

    2.BCG & High-tech Green Manufacturing พื้นที่สำหรับเศรษฐกิจสีเขียว รองรับ

    • Clean Energy 
    • Hydrogen Economy 
    •  Eco-friendly Manufacturing 
    •  Digital Data Center 
    •  Circular Economy 
    •  Upcycling 
    • Waste Recycling 

    สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    3.Future & Precision Medicine พัฒนาเป็น Medical Hub แห่งใหม่ ประกอบด้วย

    • Health Technology 
    •  Precision Medicine 
    •  Medical Research 
    •  Advanced Healthcare 
    •  Medical Innovation 

    เปลี่ยนบทบาทของโรงพยาบาลจากผู้ให้บริการรักษา ไปสู่ฐานการวิจัยและสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์

    4.Global Education & R&D สร้างศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยชั้นนำ สถาบันวิจัย Startup Ecosystem Future Business Research ทำหน้าที่ผลิตบุคลากรทักษะสูงรองรับเศรษฐกิจใหม่

    5. World class entertainment and  Leisure Hub กิจกรรม Tourism & Leisure Services รองรับการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมความบันเทิง

    6. National Sport park

    Thailand International Sports Park ช่วยเพิ่มสีสันให้เมือง และดึงดูดนักท่องเที่ยว นักลงทุน และบุคลากรจากทั่วโลก

    7. Inclusive Living & Mixed-use

    เป็นพื้นที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง รองรับประชากรหลากหลายกลุ่ม ทั้งคนไทย ชาวต่างชาติ ผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ 

    8. Green & Blue Area

    EECO กำหนดให้ ไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่น้ำ (Green & Blue Space) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเมืองกับสิ่งแวดล้อม เป้าหมาย คือ การมุ่งสู่ Net Zero  Carbon Neutral  Biodiversity  Climate Resilience   เมืองที่ประชาชนเข้าถึงธรรมชาติได้ง่าย แนวทางนี้สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน 

    เปิด 8 เขตเศรษฐกิจ EECiti เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ

    ทั้งนี้โครงสร้างพื้นฐานถูกออกแบบให้เป็น Smart Infrastructure ทั้งระบบ EECiti ไม่ได้เพียงติดตั้งเทคโนโลยีอัจฉริยะ แต่ผสานโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

    •  โครงข่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาด (Smart Power Grid) 
    • ระบบผลิตและจัดการน้ำอัจฉริยะ
    •  ระบบบำบัดและนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ 
    •  ระบบจัดการขยะตามแนวคิด BCG Economy 
    • โครงข่ายดิจิทัลความเร็วสูง 
    •  ระบบ IoT เชื่อมโยงข้อมูลทั้งเมือง
    •  ระบบเตือนภัยและบริหารความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ 
    •  Common Utility Duct ที่รวมสายไฟและท่อสาธารณูปโภคไว้ใต้ดิน เพื่อลดผลกระทบต่อทัศนียภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงรักษา 

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การจัด Market Sounding ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการพัฒนาโครงการ EECiti ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable “LIVE-WORK-PLAY” City โดยมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก และมุ่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้เป้าหมาย Net Zero

    รวมไปถึงการนำเสนอรายละเอียดเบื้องต้นของแผนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในโครงการ EECiti รวม 10 ระบบ อาทิ ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ จัดการขยะ พื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ส่วนกลาง ซึ่ง EECO อยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมดำเนินการลงทุนในรูปแบบ PPP มูลค่าการลงทุนประมาณ 72,042 ล้านบาท

    ทั้งนี้ภายหลังการจัด Market Sounding ครั้งนี้ EECO จะเตรียมการเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งคาดว่าในปี 2571 จะสามารถส่งมอบพื้นที่ให้ผู้ร่วมลงทุนแบบ PPP เพื่อเริ่มก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคหลักในช่วงแรกทั้ง 10 ระบบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/663783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l3Uadc-mU6C9uFb5jy_EF

  • ตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจรายภูมิภาคปี 2569

    ตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจรายภูมิภาคปี 2569

    ตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจรายภูมิภาคปี 2569 บอกอะไรเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย?

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเปิดข้อมูลดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจรายภูมิภาค พบว่าทุกภูมิภาคยังมีค่าดัชนีสูงกว่า 50 ซึ่งสะท้อนว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับดีกว่าปัจจุบัน

    แต่เมื่อเทียบแนวโน้มจากปี 2565–2569 จะเห็นว่าหลายภูมิภาคผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และเริ่มปรับตัวลดลง โดยภาคตะวันออกยังนำเป็นอันดับหนึ่งที่ 73.0 ขณะที่ภาคเหนืออยู่ที่ 69.5 ภาคอีสาน 67.4 ภาคใต้ 66.8 และภาคกลาง 63.6

    ด้านภาคตะวันตกเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากลดลงมาอยู่ที่ 60.1 หลังจากปี 2568 อยู่ที่ 71.1 ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ 59.3 แม้ฟื้นขึ้นจากปีก่อน แต่ยังเป็นระดับต่ำสุดของทุกภูมิภาค

    ข้อมูลนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางขยายตัวในเชิงพื้นที่ แต่ความแข็งแรงของการฟื้นตัวไม่ได้กระจายเท่ากันทั้งหมด

    ปี 2569 จึงอาจเป็นปีที่ต้องติดตามว่า ภูมิภาคที่ยังมีแรงส่งสูงจะรักษาโมเมนตัมได้แค่ไหน และพื้นที่ที่ฟื้นตัวช้าจะได้รับแรงหนุนจากปัจจัยใดเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/infographic/regional-economy-index-2569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bfg8A-J-X5NLE2_3qxRVt

  • จับตาภาษีใหม่ สกัดนอมินีต่างชาติ : เครื่องมือสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจของไทย

    จับตาภาษีใหม่ สกัดนอมินีต่างชาติ : เครื่องมือสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจของไทย

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในภาคการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีก และบริการต่างๆ อย่างไรก็ตามท่ามกลางเม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามา กลับพบปัญหาการใช้ “นอมินี” หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายที่กำหนดให้บางธุรกิจต้องเป็นของคนไทยเป็นส่วนใหญ่

    ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องแข่งขันกับธุรกิจที่อาจใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย รวมถึงทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีและไม่สามารถกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยจึงเดินหน้าปรับปรุงมาตรการด้านภาษีและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี การใช้โครงสร้างธุรกิจอำพราง และการครอบงำกิจการโดยต่างชาติผ่านนอมินี

    ปัญหานอมินีต่างชาติที่กำลังท้าทายเศรษฐกิจไทย

    นอมินี หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกใช้เป็นตัวแทนในการถือหุ้นหรือดำเนินกิจการแทนเจ้าของตัวจริง ซึ่งมักเป็นชาวต่างชาติที่ไม่สามารถถือหุ้นได้เต็มสัดส่วนตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะในธุรกิจที่ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

    ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐพบการใช้โครงสร้างนอมินีในหลายธุรกิจ เช่น การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และการขนส่ง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง โดยมีรายงานว่ารัฐได้เร่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับกลุ่มธุรกิจต้องสงสัยจำนวนมาก เนื่องจากมีพฤติกรรมใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

    ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเพียงเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี เนื่องจากบางกิจการอาจมีการโยกย้ายกำไร ซ่อนรายได้ หรือจัดโครงสร้างทางการเงินที่ซับซ้อนเพื่อลดภาระภาษี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ที่ควรได้รับ

    ภาษีใหม่กับบทบาทในการปิดช่องโหว่

    หนึ่งในแนวทางสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้คือ การปรับปรุงระบบภาษีให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจโลกและรูปแบบการลงทุนสมัยใหม่ โดยเฉพาะการตรวจสอบแหล่งที่มาของรายได้และผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner)

    ประเทศไทยได้เริ่มใช้กฎเกณฑ์ภาษีที่เข้มงวดมากขึ้นกับรายได้จากต่างประเทศของผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย โดยกำหนดให้รายได้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศและนำกลับเข้ามาในประเทศไทยต้องอยู่ในข่ายเสียภาษีตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้และลดโอกาสการใช้โครงสร้างทางการเงินเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

    นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้เข้าร่วมแนวทางภาษีสากล เช่น การจัดเก็บภาษีขั้นต่ำสำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ (Global Minimum Tax) ซึ่งเป็นมาตรการภายใต้กรอบความร่วมมือขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อลดปัญหาการย้ายฐานกำไรไปยังประเทศที่มีภาษีต่ำ และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ

    แม้มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่นอมินีโดยตรง แต่ช่วยให้รัฐสามารถติดตามเส้นทางการเงินและตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้ถือหุ้น นักลงทุน และรายได้ที่เกิดขึ้นจริงได้ง่ายขึ้น

    สร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม

    ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเรียกร้องให้ภาครัฐแก้ไขปัญหานอมินีอย่างจริงจัง เนื่องจากธุรกิจที่ใช้โครงสร้างอำพรางมักมีต้นทุนต่ำกว่า สามารถหลีกเลี่ยงข้อกำหนดบางประการ และมีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง

    การเพิ่มความเข้มงวดด้านภาษีจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” เพราะทุกฝ่ายต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและเสียภาษีตามกฎหมายอย่างโปร่งใส เมื่อผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติต้องปฏิบัติตามกติกาเดียวกัน จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนที่เป็นธรรมและยั่งยืน

    ขณะเดียวกันการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนอย่างถูกต้อง เพราะสามารถแข่งขันได้บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ไม่ต้องเผชิญกับการตัดราคาหรือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากกลุ่มธุรกิจที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย

    ความท้าทายของภาครัฐ

    แม้ว่ามาตรการด้านภาษีจะเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่การแก้ปัญหานอมินีไม่สามารถพึ่งพาภาษีเพียงอย่างเดียวได้ เพราะผู้กระทำผิดมักใช้โครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อน มีการถือหุ้นผ่านหลายชั้น หรือใช้บุคคลหลายรายเป็นตัวกลาง

    ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องบูรณาการข้อมูลระหว่างกรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อให้สามารถตรวจสอบเจ้าของกิจการที่แท้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อีกทั้งยังต้องรักษาสมดุลระหว่างการกำกับดูแลกับการส่งเสริมการลงทุน เพราะหากออกมาตรการเข้มงวดเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

    สรุป การเดินหน้าปรับปรุงมาตรการภาษีและการตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายใช้นอมินี ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับความโปร่งใสทางเศรษฐกิจและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ ภาษีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจัดเก็บรายได้ของรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการติดตามเส้นทางเงิน ตรวจสอบผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง และลดช่องโหว่ในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย

    ในระยะยาว…หากภาครัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างจริงจัง ควบคู่กับการพัฒนาระบบภาษีให้ทันสมัยและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปัญหานอมินีต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต
     
    อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
    Source : Inflow Accounting

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1242746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yqGnzWimLfKHOYtF9uj5I

  • “พาณิชย์” เปิด TCEX 2026 ดันทรัพย์สินทางปัญญา สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    “พาณิชย์” เปิด TCEX 2026 ดันทรัพย์สินทางปัญญา สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย


    “พาณิชย์” เปิดงาน TCEX 2026 ชูทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย หนุนต่อยอดไอเดียสู่มูลค่าทางธุรกิจ คาดมูลค่าเจรจาธุรกิจทะลุ 500 ล้านบาท

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน Thailand Character & Content Expo 2026 (TCEX 2026) ที่  ศูนย์การค้าสยามพารากอน อย่างเป็นทางการ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พลตำรวจตรี พุฒิพงศ์ มุสิกูล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พันธมิตรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนครีเอเตอร์และผู้ประกอบการเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    นางศุภจี กล่าวว่า การจัดงาน TCEX 2026 ถือเป็นครั้งแรกที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จัดเวทีเพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์และคอนเทนต์ของไทยอย่างครบวงจร พร้อมสะท้อนให้เห็นว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจดทะเบียนหรือการคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่เป็นสินทรัพย์ที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล หากได้รับการพัฒนาและนำไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่อุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ไทยมีมูลค่ากว่า 7,232 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 196% สะท้อนถึงศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทยที่สามารถพัฒนาผลงานให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    นางศุภจี กล่าวว่า หากผู้สร้างสรรค์เข้าใจและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม จะสามารถต่อยอดผลงานผ่านการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) การพัฒนาสินค้าที่ระลึก (Merchandising) การสร้างแอนิเมชัน เกม และดิจิทัลคอนเทนต์ ตลอดจนการร่วมพัฒนาผลงานกับแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย

    นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแล้วกว่า 1.26 ล้านรายการ และในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา จำนวนคำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเติบโตเฉลี่ย 7.5% ต่อปี สะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ในการให้ความสำคัญกับการสร้างและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายพันธมิตร ที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการเยี่ยมชมทั้ง 4 โซนอุตสาหกรรม ได้แก่ Character & Art, Content & Story, Game & Interactive Media และ Creative Lifestyle เพื่อเรียนรู้และต่อยอดแนวคิดสู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจ

    นางศุภจี เปิดเผยว่า แม้งานจะตั้งเป้าผู้เข้าชมไว้ 8,000 คนตลอด 4 วัน แต่เพียง 2 วันแรกมีผู้เข้าร่วมงานแล้วกว่า 15,000 คน ขณะที่การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งตั้งเป้ามูลค่าไว้ 500 ล้านบาท ได้สร้างมูลค่าแล้วกว่า 316 ล้านบาท จึงเชื่อมั่นว่าเมื่อสิ้นสุดการจัดงานจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้

    ภายหลังพิธีเปิด นางศุภจี ยังเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานพันธมิตร เพื่อร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย รวมทั้งร่วมกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้แนวคิด “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” เพื่อสร้างการรับรู้และปลูกจิตสำนึกในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้องแก่ประชาชน

    ทั้งนี้ งาน Thailand Character & Content Expo 2026 (TCEX 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–12 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนและสยามเซ็นเตอร์ ภายใต้แนวคิด “The Multiverse of Creativity” โดยรวบรวมผลงานจากครีเอเตอร์ไทยกว่า 250 ราย พร้อมกิจกรรม Business Matching เวทีสัมมนา การให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้สนใจในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/44620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tzgLZNTjGer5Ztda_NrAH

  • ‘ซีเรีย’ หวังเศรษฐกิจฟื้น กลับสู่ตลาดโลก หลัง ‘สหรัฐ’ จ่อถอดชื่อ พ้นบัญชีดำรัฐหนุนก่อการร้าย

    ‘ซีเรีย’ หวังเศรษฐกิจฟื้น กลับสู่ตลาดโลก หลัง ‘สหรัฐ’ จ่อถอดชื่อ พ้นบัญชีดำรัฐหนุนก่อการร้าย

    สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ชาวซีเรีย เริ่มมีความหวังต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ประกาศเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า จะถอดชื่อซีเรีย ออกจากบัญชีรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย (State sponsor of terrorism) ถือเป็นหนทางหลักในการนำซีเรียกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นทางการ ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาด เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ซึ่งเป็นการปิดฉากยุคมืดแห่งการถูกคว่ำบาตรและการโดดเดี่ยวจากนานาชาติมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ

    ภายใต้การปกครองของตระกูลอัล-อัสซาด (Al-Assad) ตั้งแต่ยุคของ ฮาเฟซ อัล-อัสซาด เมื่อปี 1971-2000 มาจนถึง บาชาร์ อัล-อัสซาด เมื่อปี 2000-2024 ประชาชนชาวซีเรียต้องเผชิญกับการกดขี่จากรัฐ สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อกว่าทศวรรษ และผลพวงทางเศรษฐกิจที่รุนแรงจากการถูกคว่ำบาตร โดยกลุ่มประเทศตะวันตกซึ่งนำโดยสหรัฐ ส่งผลให้ซีเรียถูกแช่แข็งและตัดขาดออกจากระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยสมบูรณ์ ธนาคารโลกระบุว่านับตั้งแต่ปี 2011 การคว่ำบาตรทำให้การส่งออกของซีเรียพังทลายลงและเกิดการขาดดุลการค้าอย่างหนัก

    แม้ว่าที่ผ่านมา สหรัฐจะเคยยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนไปแล้ว เช่น มาตรการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองพลเรือนซีเรีย (Caesar Act) แต่ก็ยังไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศได้มากนัก แต่การเตรียมถอดชื่อพ้นจากบัญชีรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้ายในครั้งนี้ ถูกคาดหวังว่าจะเป็นการทลายกำแพงด่านสำคัญสำหรับธนาคารและบริษัทข้ามชาติ

    รอบ ไกสต์ พินโฟลด์ (Rob Geist Pinfold) อาจารย์ด้านความมั่นคงศึกษาจาก King’s College London ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า “นี่เป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันคืออุปสรรคใหญ่ชิ้นสุดท้ายที่ขัดขวางการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศกับซีเรีย และเป็นตัวแปรสำคัญในการบูรณาการซีเรียกลับเข้าสู่ระเบียบโลกและระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศอีกครั้ง”

    การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศและของสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของประธานาธิบดี อาเหม็ด อัล-ชารา (Ahmed al-Sharaa)

    แม้ในอดีต อัล-ชารา จะเคยเป็นผู้นำกลุ่มแนวร่วมอัล-นุสรา (Nusra Front) ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์ (al-Qaeda) และเคยถูกสหรัฐรวมถึงองค์การสหประชาชาติ (UN) ขึ้นบัญชีดำในฐานะ “ผู้ก่อการร้าย” ก็ตาม แต่เขาได้พยายามสลัดภาพลักษณ์ดังกล่าวและสร้างความไว้วางใจบนเวทีโลก โดยในปี 2016 เขาได้ประกาศแยกตัวจากกลุ่มอัลกออิดะห์ ปฏิเสธอุดมการณ์หัวรุนแรง และเดินหน้าจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรติดอาวุธระดับชาติ (Hayat Tahrir al-Sham) เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลอัสซาด รวมถึงให้คำมั่นว่าจะร่วมปราบปรามกลุ่มติดอาวุธไอซิล (ISIL หรือ ISIS)

    ความพยายามดังกล่าวประสบความสำเร็จ จนทำให้สหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐ ยอมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรส่วนใหญ่ต่อตัวเขาและซีเรีย ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พบกับอัล-ชาราที่กรุงริยาด และให้คำมั่นว่าจะเร่งปลดมาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลซีเรียลง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การคว่ำบาตรส่งผลกระทบอย่างหนักต่อวิถีชีวิตและต้นทุนทางธุรกิจของชาวซีเรีย การรับส่งเงินจากต่างประเทศต้องทำผ่านเครือข่ายของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเลบานอนหรือตุรกี ขณะที่การเข้าถึงบริการออนไลน์พื้นฐานเช่น Netflix หรือ Slack ต้องพึ่งพาเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN)

    อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางส่วนยังคงมีท่าทีระมัดระวัง เจ้าของร้านมินิมาร์ทรายหนึ่งในกรุงดามัสกัสระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ยังต้องอาศัยระยะเวลาอีกยาวนาน “คุณไม่สามารถคาดหวังให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน ตอนนี้เรายังไม่มีเศรษฐกิจ ไม่มีการลงทุน ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น และเพิ่งเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน”

    แม้การถอดชื่อพ้นจากบัญชีดำของสหรัฐจะเป็นก้าวที่น่ายินดี แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจะไม่ไหลทะลักเข้าสู่ซีเรียในทันที เนื่องจากประชาคมโลกและนักลงทุนยังคงมีความกังวลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะขีดความสามารถในการกวาดล้างเครือข่ายอำนาจเก่าของระบอบอัสซาด ความเสี่ยงในการกลับมาของกลุ่ม ISIL ตลอดจนปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและอุปสรรคทางระบบราชการที่ฝังรากลึก

    ดังที่ ซาเฮอร์ (Zaher) พ่อค้าขายน้ำผลไม้รถเข็นวัย 50 ปี ในกรุงดามัสกัส ได้สะท้อนมุมมองไว้ว่า แม้สถานการณ์ต่างๆ เช่น ไฟฟ้า จะเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ทุกอย่างไม่อาจฟื้นฟูได้ในวันเดียว “พระผู้เป็นเจ้ายังทรงใช้เวลาถึง 6 วันในการสร้างโลก สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา” การฟื้นตัวของเศรษฐกิจซีเรียจึงยังคงเป็นความท้าทายระยะยาวที่ต้องอาศัยการปรับตัวและความอดทนจากทุกภาคส่วนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1242703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OWlTVbHInqGQA2U_KSISb

  • “แบงก์ชาติ” ยกระดับสกัด “ทุนเทา” ฝากเงินสดเกิน 5 ล้าน ต้องแจงที่มา แลกเงินสด 10 ล้าน ต้องระบุเหตุผล เริ่มต.ค.นี้

    “แบงก์ชาติ” ยกระดับสกัด “ทุนเทา” ฝากเงินสดเกิน 5 ล้าน ต้องแจงที่มา แลกเงินสด 10 ล้าน ต้องระบุเหตุผล เริ่มต.ค.นี้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/160025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h5f05Bq2k166jzXjXjRSd

  • วิเคราะห์ตลาดน้ำมันก่อนเปิดตลาด 13/07/69

    วิเคราะห์ตลาดน้ำมันก่อนเปิดตลาด 13/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/159998&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b2FTaqgJ21nStPM06kyA0