Category: เศรษฐกิจ

  • พ่อค้าแม่ค้าชายแดนวอน! อยากได้นายกฯ คนใหม่ที่เป็นกลาง เร่งแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    พ่อค้าแม่ค้าชายแดนวอน! อยากได้นายกฯ คนใหม่ที่เป็นกลาง เร่งแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในคดี “คลิปเสียง” ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยศาลนัดออกนั่งบัลลังก์เวลา 15.00 น. เพื่ออ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีรับฟัง

    ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศที่ตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่อสถานการณ์ทางการเมือง

    นายสุพรรณ รักษา พ่อค้าหมูสดฝั่งตรงข้ามตลาดชายแดน กล่าวว่า ตนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้จริง โดยเฉพาะแก้ไขปัญหาชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน เพราะส่งผลกระทบต่อการค้าขายอย่างหนัก “ชาวบ้านเดือดร้อนกันมาก ค้าขายไม่ได้ คนเงียบแทบทั้งตลาด”

    ด้านนางสาวอรุณ วรรณจีบสุข แม่ค้าขายผลไม้ในตลาดชายแดน เปิดเผยว่า อยากได้ผู้นำใหม่ที่จริงใจและมุ่งมั่นพัฒนาประเทศ พร้อมแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและชายแดนอย่างจริงจัง ไม่ใช่การเมืองที่มีคนบงการอยู่เบื้องหลัง “เราทำมาหากินลำบากมาก ต้องเลี้ยงครอบครัวและลูกน้อง แต่ช่วงนี้ขาดทุนตลอด อยากให้นายกฯ คนใหม่ มาช่วยพัฒนาและทำให้ประชาชนอยู่ได้จริง”

    เธอยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคประชาชนชายแดนต้องการมาตรการช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและธนาคาร ทั้งการผ่อนผันการชำระหนี้และสินเชื่อระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อบรรเทาภาระที่เกิดจากปัญหาชายแดน

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บางส่วนของประชาชนในพื้นที่ยังเรียกร้อง “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน” ที่มีความเป็นกลางและมีความสามารถเพื่อเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ เพราะยิ่งช้า ประชาชนก็ยิ่งลำบากมากขึ้น

    สำหรับบรรยากาศการค้าชายแดนช่องจอมในช่วงนี้ พบว่ามีฝนตกเป็นระยะ ร้านค้าหลายแห่งยังคงปิด เพราะชาวกัมพูชาบางส่วนกลับประเทศ และผู้ค้าชาวไทยก็ยังไม่มั่นใจสถานการณ์ ขณะที่ร้านขายพืชผักและของสดบางร้านยังเปิดบริการ เพื่อรองรับลูกค้าประจำ แม้ยอดขายจะไม่ดีนัก โดยบางครอบครัวยังเตรียมเก็บเงินสำรองไว้สำหรับการอพยพรอบใหม่ หากสถานการณ์ชายแดนยังไม่คลี่คลาย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5062861/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y8f98kCDjlP8J-ddX-7Ql

  • TISCO ESU เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอลงในช่วงท้ายปี เพิ่มแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอลงในช่วงท้ายปี เพิ่มแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีนจัดว่ามีบทบาทสำคัญต่อทิศทางตลาดน้ำมันโลกอย่างมากในหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากแม้จีนจะเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ ทว่าศักยภาพในการผลิตน้ำมันของจีนค่อนข้างต่ำมากเมื่อเทียบกับความต้องการบริโภค จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนที่สูง และกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก อุปสงค์น้ำมันของจีนจึงมีอิทธิพลต่อดุลอุปสงค์-อุปทานน้ำมันโลกโดยตรง

    • โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 (7M25) จีนนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นราว 300,000 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า (7M24) อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากฐานต่ำ เนื่องจากปี 2024 จีนชะลอการนำเข้าน้ำมันลงจากปีก่อนหน้า ทำให้เมื่อเทียบกับปี 2023 (7M23) ซึ่งจีนนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.21 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะคิดเป็นการเติบโตเพียง 40,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

    • สำหรับระยะข้างหน้า เศรษฐกิจจีนคาดมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงท้ายของปี สะท้อนผ่านดัชนีเศรษฐกิจจีนหลายภาคส่วน อาทิ การลงทุนสินทรัพย์ถาวร และการบริโภคครัวเรือนที่เริ่มอ่อนแรงลง

    • อีกทั้งการตกเป็นเป้าหมายหลักของสงครามการค้า ประกอบกับการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศที่เปราะบาง ทำให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง กดดันกำไรภาคอุตสาหกรรม ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการบริโภคในวงกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตของการบริโภคน้ำมัน

    • นอกจากนี้ จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ (VLCC) ที่กำลังมุ่งสู่ประเทศจีนก็ยังอยู่ในแนวโน้มลดจำนวนลง สะท้อนการนำเข้าที่อาจชะลอลงในระยะถัดไป ปัจจัยเหล่านี้ชี้ว่าอุปสงค์น้ำมันของจีนจะไม่เพียงพอที่จะผลักดันอุปสงค์น้ำมันโลกในช่วงท้ายของปี 2025 เราจึงประเมินว่าตลาดน้ำมันยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้นเป็นหลักจาก OPEC ขณะที่แรงหนุนจากอุปสงค์โดยเฉพาะจากจีนมีจำกัด ราคาน้ำมันดิบ WTI จึงมีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่อไปสู่ระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายปี และความเสี่ยงยังโน้มเอียงไปทางด้านต่ำ

    Highlighted Headlines

    • ไทย: ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ว่าจะผิดจริยธรรมร้ายแรง จนต้องสิ้นสุดการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ โดยศาลฯ จะอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. วันนี้

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภคกรุงโตเกียว (Tokyo CPI) เดือน ส.ค. และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ก.ค.

    • ไทย: รายงานตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือน โดย ธปท. เดือน ส.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE), รายได้ส่วนบุคคล (Personal Income), การใช้จ่ายส่วนบุคคล (Personal Spending) และปริมาณสินค้าคงคลังภาคการค้าส่ง (Wholesale Inventories) เบื้องต้น เดือน ก.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/29/573697/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PAW6SQlQMJy5UfK7SxzEE

  • สมาคมธนาคารไทย ชูแก้หนี้ครัวเรือน เสริมแกร่งเศรษฐกิจ

    สมาคมธนาคารไทย ชูแก้หนี้ครัวเรือน เสริมแกร่งเศรษฐกิจ

    สมาคมธนาคารไทย นำโดย ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมฯ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมเวทีเสวนา “หนี้ครัวเรือนและความเปราะบางทางการเงิน” ในงาน Thailand Focus 2025 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Beyond the Challenges โดยระบุว่า หนี้ครัวเรือนของไทยที่อยู่ในระดับสูงเป็นสัญญาณสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลและปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก

    ผยง ชี้ว่า เศรษฐกิจนอกระบบและแรงงานนอกระบบยังมีสัดส่วนสูง ขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากยังพึ่งพาหนี้นอกระบบ ส่งผลให้ภาระหนี้จริงอาจเกิน 100% ของจีดีพี การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยแนวทางที่ครอบคลุม ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การยกระดับข้อมูลเครดิตให้ครบถ้วน และการสร้างระบบสวัสดิการที่ตรงจุด เพื่อลดความเปราะบางของครัวเรือนไทย

    สำหรับแนวทางเชิงโครงสร้าง สมาคมธนาคารไทยเสนอ 5 หลักการสำคัญ ได้แก่ ความครอบคลุม ความเป็นธรรม การแข่งขันเท่าเทียม การเข้าถึงข้อมูลอย่างเปิดกว้าง และการสร้างความรู้ความเข้าใจในการกู้ยืม เพื่อให้หนี้กลายเป็นเครื่องมือในการลงทุนสร้างรายได้ มากกว่าการกู้เพื่อบริโภค พร้อมย้ำว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยสู่ Data-driven economy และ Skill-based economy โดยมีรัฐบาลเป็นผู้นำทางเพื่อสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืน

    นายผยง กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยั่งยืน ควรยึด 5 แนวทางหลัก คือ
    1.ความครอบคลุม (Inclusive) โดยต้องชัดเจนว่าจะใช้สวัสดิการ กลไกตลาด หรือการช่วยเหลือเฉพาะหน้า 
    2.ความเป็นธรรม (Fairness) ดอกเบี้ยต้องสะท้อนความเสี่ยงจริง ไม่สร้าง moral hazard 
    3.การแข่งขันเท่าเทียม (Level Playing Field) ระหว่างสถาบันการเงินแต่ละประเภท
    4.การแข่งขันและการเข้าถึงข้อมูลที่เปิดกว้าง (Open Competition & Data Access) แข่งขันภายใต้กลไกตลาด และ
    5.การมีความรู้ความเข้าใจในการกู้ยืม (Healthy Borrowing) เพื่อให้หนี้กลายเป็นเครื่องมือในการลงทุนสร้างรายได้ มากกว่าการกู้เพื่อบริโภค

    พยง ยังย้ำ ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยสู่ Data-driven economy และ Skill-based economy โดยมีรัฐบาลเป็นผู้นำทางเพื่อสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืน

    “จังหวะนี้เป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ยกระดับสู่ Data-driven economy และ Skill-based economy ซึ่งประเทศไทยยังมีศักยภาพอีกมาก โดยเฉพาะการพัฒนาแรงงานสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ใช้ประโยชน์จาก Generative AI ให้มากขึ้นจากการที่ประชากรเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้วกว่า 91% ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นผู้นำทาง (Lighthouse) ในการปฏิรูป และแก้ไขหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน”

    — พยง กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thai-bankers-association-thailand-focus-2025-household-debt&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lgdvA1Jlw3IOTZooECUAH

  • เอกชน จับตาเศรษฐกิจ Q 4 ของจริง! หวังมีทีมเศรษฐกิจ ขี่ม้าขาว

    เอกชน จับตาเศรษฐกิจ Q 4 ของจริง! หวังมีทีมเศรษฐกิจ ขี่ม้าขาว

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ปัจจุบันภาคแรงงานจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ

    เศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากดัชนีสำคัญที่บ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัวอย่างมีนัยยะคือ ราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) ที่ซื้อขายในตลาดโลกได้รักษาระดับต่ำที่ประมาณ 63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมานานกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับราคาปกติที่ควรจะอยู่ที่ประมาณ 75 เหรียญสหรัฐฯ ราคาน้ำมันที่ต่ำสะท้อนถึงอุปสงค์ที่ลดลง บ่งชี้ว่าการเดินทาง กิจกรรมการผลิต และการใช้ไฟฟ้าลดลงทั่วโลก

    ค่าระวางเรือ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดปริมาณการขนส่งสินค้าทั่วโลก คุณธนิตระบุว่าค่าระวางเรือได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยเฉพาะเส้นทางการเดินเรือไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา (เช่น นิวยอร์ก, ลอสแอนเจลิส, ลองบีช) และยุโรป (เช่น ร็อตเตอร์ดัม, แฮมบวร์ก, เลออาฟวร์) มีการลดลงถึง 11-13% ในเดือนมิถุนายนเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 

    ขณะที่เส้นทางในเอเชีย แม้จะคงที่มาประมาณ 3-4 เดือน แต่ก็อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่น ค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตไปยังเซี่ยงไฮ้มีราคาเพียง 80 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2,500 บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าปกติมาก สิ่งเหล่านี้กำลังบอกว่า “ของไม่มี” หรือปริมาณสินค้าที่จะขนส่งมีน้อย แต่เรือยังคงต้องวิ่ง ทำให้เกิดการแข่งขันลดราคา ค่าระวางเรือที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะไม่ดีอย่างแน่นอน

    ผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ แม้การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ จะยังคงเติบโต แต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้จะเป็น “ของจริง” ที่ไทยจะต้องเผชิญ หลังจากสต็อกสินค้าที่ผู้ประกอบการสหรัฐฯ ตุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีเริ่มหมดลง อย่างไรก็ตาม คุณธนิตยังคงเชื่อว่าผลกระทบต่อไทยจะไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าประเภท “โลว์เทค” และเป็นผู้ผลิต OEM ให้กับสหรัฐฯ ซึ่งการย้ายฐานการผลิตกลับไปยังสหรัฐฯ ทำได้ไม่ง่ายและต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1.5-2 ปี ในการสร้างโรงงานและหาแรงงานที่มีทักษะ 

    นอกจากนี้ อัตราภาษีนำเข้าของไทยที่ 19% ยังคงใกล้เคียงและสามารถแข่งขันได้กับคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม 20%.และอินโดนีเซีย 19% ทำให้สหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากไทยและภูมิภาคนี้อยู่

    การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศจะปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นในการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งจะสะท้อนออกมาในตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในปีหน้า นักลงทุนใหม่ๆ อาจเกิดความไม่มั่นใจจากข่าวปัญหาชายแดนที่อาจถูกมองว่าเป็น “สงคราม” และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่เคยลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้วอาจจะเข้าใจสถานการณ์และยังคงดำเนินการลงทุนต่อไปได้

    นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสถียรภาพของรัฐบาลที่ยังขาดความชัดเจนและการไม่มีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน แม้ไทยจะมีจุดแข็งในการสามารถแยกแยะปัญหาการเมืองออกจากปัญหาเศรษฐกิจได้ค่อนข้างดี จากประสบการณ์วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่หนักหน่วงในอดีต เช่น การปฏิวัติ การเผาเมือง การปิดสนามบิน ซึ่งไม่เคยส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตหรือท่าเรือ 

    แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่ขาดความเชื่อมั่น รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวจากความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน ยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งแก้ไข

    นายธนิต กล่าวว่า ประเทศไทยต้องการ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน เข้าใจทุกปัญหาเชิงลึก และมีวิสัยทัศน์ในการนำพาประเทศ มากกว่าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพียงอย่างเดียว ทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้

    แม้ตลาดแรงงานไทยจะยังคงมีภูมิคุ้มกันที่ดีจากการส่งออก แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ กำลังจะเข้ามาทดสอบความแข็งแกร่งของไทยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า การมีผู้นำและทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q00vmKwUHAzqw9isihyiX

  • ผุด 5 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ

    ผุด 5 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ

    นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่านายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยเห็นชอบการประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมจำนวน 5 แห่ง คาดเกิดการลงทุนรวม 206,930 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดยบริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณ ต.ท่าสะอ้าน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดการลงทุน 6,960 ล้านบาท

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวม 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น คาดว่าจะเกิดการลงทุน 77,480 ล้านบาท 3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดยบริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่ บริเวณ ต.สำนักทอง อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร เป็นต้น คาดว่าจะเกิดการลงทุน 100,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดยบริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดการลงทุน 1,478 ล้านบาท 5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 โดยบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณ ต.มาบตาพุด จ.ระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุน 21,012 ล้านบาท

    นอกจากนี้ เห็นชอบการเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2 แห่ง ได้แก่ 1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก เป็นต้น

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร พัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ กพอ. ได้รับทราบเรื่องการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือกกร. หารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่อีอีซี ขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป สกพอ. จะนำผลการศึกษาฯ เสนอต่อ กพอ. เพื่อพิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบ ทั้งนี้ หากเห็นชอบให้มีการขยายพื้นที่ฯ ดังกล่าว สกพอ. จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เพิ่มเติม) เพื่อเสนอ กพอ. และ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2879403&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31rUQl0Vb6Vn7yGg0uaP0H

  • รมว.ทส. เปิดโครงการฟื้นฟูแหล่ง “แก้มลิง” หนุนความมั่นคงน้ำ-เศรษฐกิจชุมชน

    รมว.ทส. เปิดโครงการฟื้นฟูแหล่ง “แก้มลิง” หนุนความมั่นคงน้ำ-เศรษฐกิจชุมชน

    ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ (แก้มลิง) ณ บ้านจานเขื่อง หมู่ 8 ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    ดร.เฉลิมชัย เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่กับระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชน เพื่อให้แหล่งน้ำสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งด้านอุปโภคบริโภค การเกษตร และการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนในระยะยั่งยืน

    ด้านนายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 11 ผ่านการขุดปรับปรุงแหล่งน้ำและก่อสร้างอาคารประกอบ สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 1.375 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับประชาชนกว่า 329 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตรกว่า 1,700 ไร่ ให้มีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี ไม่เพียงแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำยังมีแผนดำเนินการในปี 2569 ขุดลอกและเพิ่มระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำอีกกว่า 270,000 ลูกบาศก์เมตร รวมถึงฟื้นฟูแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำอีก 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำต้อน เลิงสะปรัง หนองขโหมย บ้านคำหมี และบ้านหนองใหญ่ โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/778678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BXxGbu6q2k23UrR5qxDqc

  • ดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจสดใส

    ดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจสดใส

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับตัวขึ้น ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ

    ณ เวลา 20.02 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก 61 จุด หรือ 0.13% สู่ระดับ 45,703 จุด

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2568 ในวันนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 3.3% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 3.0% และดีกว่ามาก เมื่อเทียบกับการหดตัว 0.5% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี

    การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 2/2568 ได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง และการปรับตัวดีขึ้นของดุลการค้าสหรัฐ

    ทั้งนี้ การหดตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2568 มีสาเหตุจากการนำเข้าที่พุ่งขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจต่างพากันรีบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก่อนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะมีผลบังคับใช้

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าลดลงถึง 29.8% ในไตรมาส 2/2568 และเป็นปัจจัยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าว

    กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 229,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 231,000 ราย

    ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ลดลงสู่ระดับ 1.95 ล้านราย

    นักลงทุนจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.6% เช่นกันในเดือนมิ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนก.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย.

    ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนมิ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.3% เช่นกันในเดือนมิ.ย.

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR7R0IQCO707CM11SLO21IRGGZVTBYL0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EfQIx2qH8W3ZJIqwfaxbp

  • กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC หนุนเศรษฐกิจพื้นที่ขยายตัว สร้างความมั่นใจประชาชน +นักลงทุน+ และเกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอ

    กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC หนุนเศรษฐกิจพื้นที่ขยายตัว สร้างความมั่นใจประชาชน +นักลงทุน+ และเกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอ

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 และผู้บริหารในพื้นที่นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง และอ่างเก็บน้ำบางพระ จ. ชลบุรี เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถกระจายน้ำได้ทั่วถึงและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งสามารถรักษาระบบนิเวศ การเกษตร การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาภัยแล้งในปี 2569 ที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาสภาพภูมิกาศของโลกที่มีความแปรปรวน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

    นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 เปิดเผยว่า ปัจจุบัน(28 ส.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้ง 58 แห่ง ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันทั้งสิ้น 1,344ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นเกือบ 53% ของความจุอ่างฯรวมกันจนถึงขณะนี้มีผลการสูบน้ำโครงข่ายบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก ดังนี้
    1) การสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ฯและคลองชลประทานพานทอง มาเติมน้ำต้นทุนในอ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวมประมาณ 35.4 ล้านลบ.ม.
    2) การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเติมน้ำต้นทุนให้อ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวม 3.1 ล้านลบ.ม.
    3) การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 27.44 ล้านลบ.ม.
    4) การสูบผันน้ำกลับจากคลองสะพานไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ ปริมาณน้ำสะสมรวม 7.8 ล้านลบ.ม.
    5) การสูบผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพื่อไปเสริมน้ำต้นทุนให้กับอ่างฯหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 20.17 ล้านลบ.ม.
    6) การสูบผันน้ำกลับจากวัดละหารไร่ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 1.58 ล้านลบ.ม.

    ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศ การเกษตรและภาคอุตสหกรรม ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ได้อย่างเพียงพอ ตลอดทั้งปี

    ​อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับปริมาณความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้น กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ตั้งแต่ปี 2563-2580 รวมทั้งสิ้น 39 โครงการ ทั้งการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ ปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม สร้างโครงข่ายน้ำเพิ่มขึ้น จัดทำระบบสูบน้ำกลับ รวมทั้งการขุดลอก และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มเติม และยังได้มีการนำแนวคิดและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 17 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 6 โครงการ และเป็นโครงการที่ต้องขับเคลื่อนอีก 16 โครงการ หากดำเนินการโครงการแล้วเสร็จทั้งหมด จะมีโอกาสสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ถึง 909 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำให้แก่ประชาชนและเกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่ EEC ให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตรใช้ได้อย่างเพียงพอและไม่ขาดแคลน

    นายทินกร เหลือล้น กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมชลประทานยังได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาภัยแล้งโดยมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำโดยใช้ศักยภาพของลุ่มน้ำต่าง ๆ ให้เกิดความสมดุลเพียงพอต่อความต้องการ บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ มีแนวทางในการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วม รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกภาคส่วน กำหนดให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่พร้อมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_ZjitXvh1mg8jk79Go-hw

  • TISCO ESU คาดปีนี้เฟดลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.50% | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    TISCO ESU คาดปีนี้เฟดลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.50% | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) คาดการณ์ว่า เฟด จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ภายในปี 2568 เพื่อรับมือตลาดแรงงานที่อ่อนตัวลง โดยคาดว่าจะทยอยลดในเดือนก.ย. และธ.ค. และอาจลดเพิ่มเติมอีก 0.25-0.50% ในปีหน้า หากเศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ด้านเงินเฟ้อยังเป็นโจทย์ใหญ่ของสหรัฐฯ

    นายธนภัทร ธนชาต ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ภายในปี 2568 เพื่อรองรับกับความเสี่ยงด้านต่ำของตลาดแรงงาน โดยคาดว่าจะทยอยลดในเดือนกันยายนและเดือนธันวาคม และอาจปรับลดลงอีก 0.25-0.50% ในปี 2569 หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย และไม่มีการเลิกจ้างงานอย่างรุนแรง

    “หลังจากที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.25–4.50% มาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่สัญญาณจากตลาดแรงงานเริ่มสะท้อนถึงความเปราะบาง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับท่าทีของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ในการประชุม Jackson Hole Economic Policy Symposium ล่าสุด ที่เริ่มโน้มเอียงไปทางผ่อนคลาย (Dovish) ส่งผลให้มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 กันยายน นี้”

    ด้านตลาดการเงินตอบรับด้วยการคาดการณ์ว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับประมาณ 3.0% ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งเทียบเท่ากับการลดดอกเบี้ยรวมกว่า 1.25–1.50% จากระดับปัจจุบัน ขณะที่ TISCO ESU มองว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยนโยบายได้น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจาก 1.โครงสร้างตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป 2.เงินเฟ้อที่ยังมีแนวโน้มสูงกว่าระดับเป้าหมาย และ 3.ตลาดตีความท่าทีการสื่อสารของนายพาเวลล์ว่ามีความผ่อนคลายมากเกินไป

    สำหรับการจ้างงานในสหรัฐฯ แม้จะชะลอลง แต่อัตราการว่างงานยังทรงตัวในระดับต่ำ เป็นผลจากอุปทานแรงงานที่ชะลอตัวลงพร้อม ๆ กับอุปสงค์แรงงาน หลังประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินมาตรการกีดกันผู้อพยพอย่างเข้มงวด ทำให้จำนวนการเข้ามาของผู้อพยพแบบผิดกฎหมายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้ระดับการจ้างงานที่ไม่ทำให้อัตราการว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น (Breakeven Employment) ลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตัวชี้วัดตลาดแรงงานอื่น ๆ เช่น อัตราการลาออกแบบสมัครใจ อัตราการเลิกจ้าง สัดส่วนงานว่างเปิดใหม่เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ว่างงาน และค่าจ้างแรงงาน ยังสะท้อนถึงภาวะตลาดแรงงานที่อยู่ในระดับค่อนข้างสมดุล

    ขณะที่ราคาสินค้าบางหมวดเริ่มเผชิญกับผลของการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งกำแพงภาษีศุลกากร ทั้งนี้ แม้ในภาพรวมยังไม่น่ากังวลเท่าที่เฟดเคยประเมินไว้ เพราะการส่งผ่านต้นทุนจากผู้ผลผลิตไปสู่ผู้บริโภคยังเกิดขึ้นน้อยและช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า แต่มีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการจะยังทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคในช่วงที่เหลือของปี หลังต้นทุนการนำเข้าปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านสูงในระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม แม้นายพาวเวลล์จะเริ่มมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น ในการประชุม Jackson Hole ล่าสุด แต่การสื่อสารยังผสมไปด้วยความระมัดระวัง โดยระบุว่า “เงินเฟ้อเผชิญความเสี่ยงด้านสูง ขณะที่ตลาดแรงงานเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำ“ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับงานประชุม Jackson Hole ในปี 2567 ที่เฟดเริ่มต้นวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง นายพาวเวลล์กล่าวว่า “ความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้อมีลดลง และความเสี่ยงด้านต่ำของตลาดแรงงานมีเพิ่มขึ้น” ทำให้โดยรวมเป็นการสื่อสารที่ค่อนข้างเป็นกลางกว่าปีก่อน อีกทั้งยังย้ำว่า เครื่องชี้วัดตลาดแรงงานหลายตัวยังทรงตัว หรือชะลอตัวลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในช่วงที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นการลดดอกเบี้ยแบบต่อเนื่องหรือในอัตราที่มากกว่าปกติยังไม่น่าจะเกิดขึ้น เว้นแต่ตลาดแรงงานจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20250828-tiscoesu-sep25&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S-ySxyTPBosbj_T3gvf1I

  • “เงินบาท” เปิดเช้านี้ 32.38 บ. จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ – ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย

    “เงินบาท” เปิดเช้านี้ 32.38 บ. จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ – ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย

    ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้าวันนี้ (28 ส.ค. 2568) เปิดตลาดที่ระดับ 32.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ 32.48 บาทต่อดอลลาร์

    ค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน โดยเฉพาะการแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ ซึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาจะมีเสียงข้างมากในคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และจะผลักดันนโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่ต้องการ การแสดงท่าทีดังกล่าวได้สร้างความกังวลต่อความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มายาวนาน

    ตลาดเงินยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันศุกร์นี้ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2568 ซึ่งจะเป็นตัวชี้ทิศทางต่อการตัดสินใจนโยบายดอกเบี้ยของเฟด

    ด้านการลงทุนต่างชาติ ล่าสุดพบว่ามีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,871 ล้านบาท ขณะเดียวกันซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 958 ล้านบาท สะท้อนการปรับพอร์ตลงทุนตามความเสี่ยง

    สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินวันนี้ ฝ่ายวิจัย ttb คาด USD/THB อยู่ที่ 32.30–32.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยแนะนำทยอยซื้อเมื่ออ่อนค่าที่ 32.30 บาท และขายทำกำไรที่ 32.60 บาท ขณะที่ค่าเงินหลักอื่น ได้แก่ EUR/THB คาดที่ 37.50–38.00 บาท แนะนำซื้อ 37.50 บาท/ขาย 38.00 บาท, JPY/THB อยู่ที่ 0.2170–0.2230 บาท แนะนำซื้อ 0.2170 บาท/ขาย 0.2230 บาท รวมถึง GBP/THB ที่ 43.50–44.00 บาท และ AUD/THB ที่ 20.80–21.30 บาท

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/778405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b7-sCsosBGUclbp635ve5