Category: เศรษฐกิจ

  • หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หลังศาลชี้ “แพทองธาร” ขาดคุณสมบัติ พ้นตำแหน่งนายกฯ ครม.พ้นทั้งคณะ

    • ภาคเอกชนแสดงความกังวลว่าปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองหลังนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่
    • ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้การลงทุนและการท่องเที่ยวชะลอตัวลง
    • ภาคเอกชนเรียกร้องให้เร่งจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญและการเบิกจ่ายงบประมาณไม่หยุดชะงัก

    หอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หลังศาลชี้ “แพทองธาร” ขาดคุณสมบัติ พ้นตำแหน่งนายกฯ ครม.พ้นทั้งคณะ

    วันที่ 29 สิงหาคม ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และครม.พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งต้องถือว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” ดร.พจน์ กล่าว

    ประธานกรรมการหอการค้าไทยระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

    “เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่” 

    “สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย

    ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว

    แม้ว่าว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์

    นายเกรียงไกร วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    รวมทั้งการปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้  

    “หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IFt4vKnn4HUd4cXn7t9f6

  • ตลาดหุ้นจีนพุ่งกว่า 10% แม้เศรษฐกิจยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน

    ตลาดหุ้นจีนพุ่งกว่า 10% แม้เศรษฐกิจยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน

    กรุงเทพฯ วันที่ 29 ส.ค. ศูนย์วิจัยกสิกร วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ตลาดหุ่นจีนว่า ในเดือน ส.ค.68 ตลาดหุ้นจีน (CSI300) พุ่งขึ้นหนุนให้ผลตอบแทนของดัชนี CSI300 เร่งตัวขึ้นเหนือตลาดหุ้นหลักในหลายประเทศรวมถึงไทย แม้ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจีนยังอ่อนแอ แต่แรงซื้อจากกองทุน Hedge fund และนลท.รายย่อยหนุนดัชนีให้ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าส่วนนึงมาจากดอกเบี้ยในจีนอยู่ในระดับต่ำส่งผลให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

    ทั้งนี้มูลค่าเงินกู้ยืมเพื่อมาซื้อขายหลักทรัพย์ปรับสูงขึ้นใกล้เคียงในระดับเดียวกับปี 2015 ที่เกิดวิกฤตฟองสบู่ในตลาดหุ้นจีน ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งออกมาเพิ่มมาตรการในการซื้อขายหลักทรัพย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/238285&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IIik_d2d-byP4OnesgvOk

  • ธปท.ชี้การขับเคลื่อนนโยบายมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าใครเป็นนายกฯ

    ธปท.ชี้การขับเคลื่อนนโยบายมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าใครเป็นนายกฯ

    ธปท.ชี้การขับเคลื่อนนโยบายมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าใครเป็นนายกฯ

    ธปท.ชี้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ กระทบเชื่อมั่นเล็กน้อย มองความต่อเนื่องของนโยบายมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าใครเป็นนายกฯ

    ตามที่วันนี้ (29 ส.ค.2568) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 และมาตรา 169 เมื่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีว่างลง คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ 

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.มองประเด็นสำคัญที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่า คือ เรื่องของนโยบายที่วางไว้ หรือมาตรการที่กำลังดำเนินอยู่จะมีความต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด 

    “มองว่างบประมาณรายจ่ายปี 2569 ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ จะเป็นเรื่องของการดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้ ดังนั้นตราบใดที่กิจกรรม มาตรการ และนโยบายต่างๆ ยังเดินต่อไปได้ คิดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่ได้เยอะ แต่อาจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นบ้าง ภาพเศรษฐกิจ ไม่ได้ขึ้นกับว่าใครเป็นนายกฯ สิ่งที่สำคัญกว่า คือการต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจมากกว่า” นางสาวชญาวดี กล่าว  

    ขณะเดียวกัน มองว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากวันนี้ หากให้มองในแง่บวก คือ จะเห็นภาพการเมืองความชัดเจนมากขึ้น ถึงแม้อาจจะยังมีหลาย scenario ในระยะต่อไป แต่อย่างน้อย ทำให้การตัดสินใจหลังจากนี้ จะชัดเจนขึ้นได้บ้าง เพราะที่ผ่านมาสถานการณ์การเมืองที่ไม่ชัดเจน ทำให้คนชะลอตัดสินใจการลงทุนไว้ก่อน

    ทั้งนี้ ธปท. มองว่าเศรษฐกิจยังเติบโตได้ต่อเนื่องตามคาด หากเกิดจะมีอะไรขึ้นมา คงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา แต่ไม่ได้กระทบ base line ที่วางไว้ โดยปัจจัยระยะสั้นที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า คือ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ขณะนี้สินค้าบางรายการยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องของอัตราภาษี ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาว คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    เศรษฐกิจไทย ก.ค.68 ชะลอตัว 

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค.2568 ชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศส อดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น 

    ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน 

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อยตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1) ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2) พัฒนาการภาคการท่องเที่ยว 3) สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/729581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jZFS4BE2LuywNgf7X9_0k

  • พิษเศรษฐกิจ ทุบอสังหาฯ ครึ่งหลังยอดโอน-โครงการใหม่ลดฮวบ

    พิษเศรษฐกิจ ทุบอสังหาฯ ครึ่งหลังยอดโอน-โครงการใหม่ลดฮวบ

    นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธอส. และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ในการลดค่าธรรมเนียมการโอน และการจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ส่งผลให้อุปสงค์การโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 (QoQ) ทั้งจำนวนหน่วย และมูลค่า โดยมีจำนวน 77,343 หน่วย เพิ่มขึ้น 18.5%

    จากการโอนในไตรมาส 1 ที่มีจำนวน 65,276 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 210,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.7% จากยอดการโอนในไตรมาส 1 ที่มีมูลค่า 181,545 ล้านบาท

    แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ในไตรมาส 2 ปี 2568 ลดลง ส่งผลให้ภาพรวมครึ่งแรกปี 2568 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 142,619 หน่วย ลดลง -10.7% และมีมูลค่า 391,601 ล้านบาท ลดลง -13.3% ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติ ไตรมาส 2 ปี 2568 มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนเช่นกัน โดยคาดว่ากำลังซื้อชาวจีนมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังปี 2568

    ขณะที่เมียนมามีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจำนวน 533 หน่วย เพิ่มขึ้น 119.3% มีมูลค่า 1,347 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.9% และคาดว่ากำลังซื้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้ที่อยู่อาศัยในพม่าได้รับความเสียหาย
    นายกมลภพ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากช่วงครึ่งแรก ซึ่งเป็นผลมาจากผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่มีผลกระทบต่อรายได้ของภาคธุรกิจ ลูกจ้าง และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทำให้กำลังซื้อของประชาชนมีแนวโน้มลดลง

    สำหรับอุปทานโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ ในพื้นที่กรุงเทพฯ- ปริมณฑล พบว่า ผู้ประกอบการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในไตรมาสนี้เพียง 6,165 หน่วย ซึ่งเป็นจำนวนการเปิดขายที่น้อยที่สุด นับตั้งแต่ที่มีการสำรวจข้อมูลเป็นรายไตรมาส คือ เป็นการลดลง 6 ไตรมาสต่อเนื่องโดยที่อยู่อาศัยแนวราบ เปิดขายลดลง -59.7% และอาคารชุด เปิดขายลดลง -70.4% ซึ่งช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีการเปิดขายโครงการใหม่ รวม 17,988 หน่วย ลดลง -46.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยที่อยู่อาศัยแนวราบเปิดขายลดลง -58.1% และอาคารชุดเปิดขายลดลง -34.1% REIC คาดว่าทั้งปี 2568 ในพื้นที่กรุงเทพฯ – ปริมณฑลจะมีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ จำนวน 52,000 หน่วย ลดลง -17.2% จากปี 2567 หรือลดลงไปใกล้เคียงกับปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด ที่คาดว่าจะมีมูลค่าที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ประมาณ 390,000 ล้านบาท ลดลง -22.2% จากปี 2567

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/255891&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30Lp9Ozp-SWo4cr9YQP1xq

  • เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 68 แผ่ว ‘ธปท.’ ชี้การเมืองกระทบไม่มาก

    เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 68 แผ่ว ‘ธปท.’ ชี้การเมืองกระทบไม่มาก

    ‘ธปท.’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 68 ชะลอตัวลง จากภาคบริการท่องเที่ยว-การผลิตภาคอุตสาหกรรม-การลงทุนภาคเอกชนแผ่ว พร้อมจับตาผลกระทบภาษีสหรัฐฯ-สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้การเมืองกระทบเศรษฐกิจไม่มาก

    29 ส.ค. 2568 – นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค. 2568 ขยายตัวชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งจากภาคบริการที่ลดลงตามกิจกรรมในภาคการท่องเที่ยว และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากปัจจัยชั่วคราว ขณะที่การส่งออกขยายตัวได้ 9.7% โดยการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ด้านการนำเข้าขยายตัว 4.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ขยายตัวลดลงจากเดือนก่อน ในทุกหมวดสินค้า จากสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดเชื้อเพลิง เป็นต้น

    ด้านการบริโภคภาคเอกชนทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นจากทุกองค์ประกอบ ทั้งยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ และยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง นโยบายการค้าโลก เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า และสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ส่วนการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากเดือนก่อหน้า จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิที่ปรับลดลงจากหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน สำหรับหมวดยานพาหนะทรงตัว โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถบรรทุกปรับเพิ่มขึ้น

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวต่างชาติ พบว่า นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนตามการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวจีที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนมาก ขณะที่นักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม กัมพูชา ลาว ลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนก.ค.อยู่ที่ ติดลบ 0.7% ติดลบเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ติดลบ 0.25% จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดลดลงตามราคาผลิตไม้และเนื้อสัตว์ที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.84% ชะลอลงจากผลฐานสูงของราคาอาหารสำเร็จรูปในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ลดลงจากการทำโปรโมชั่น

    “กิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจาดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง” นางสาวชญาวดี กล่าว

    นางสาวชญาวดี กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มชะลอลงจากการส่งออกสินค้าจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ และภาคท่องเที่ยวที่การแข่งขันในภูมิภาครุนแรงขึ้น ด้านการบริโภค ขยายตัวชะลอลงตามแนวโน้มรายได้และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้ายังต้องติดตาม ผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ พัฒนาการภาคการท่องเที่ยว และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

    ด้านปัจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะการตัดสินคดีคลิปเสียงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายฮุน เซน มองว่า ความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับนโยบายและมาตรการที่วางไว้ว่าจะต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากงบประมาณประจำปี 2569 ได้ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว หากกิจกรรมต่าง ๆ ดำเนินการไปได้ ผลกระทบอาจไม่ได้มากนัก แต่เรื่องความเชื่อมั่นอาจจะส่งผลกระทบบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ คือ เรื่องของความชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมา คนอาจชะลอการตัดสินใจในการลงทุนได้

    “ภาพวันนี้ ธปท. ยังมองว่า เศรษฐกิจยังคงเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แต่หากมีอะไรที่เกินกว่านั้น ก็จะเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า ดังนั้นตราบใดที่กิจกรรม มาตรการและนโยบายต่าง ๆ ยังเดินหน้าต่อไปได้ ก็คิดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่ได้เยอะ แต่อาจมีกระทบบ้างต่อความเชื่อมั่น”นางสาวชญาวดี กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/852370/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VTB3QRj907-fPVSyCWLYe

  • ปิดตำนาน60ปี! ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังประกาศปิดกิจการ ยอมรับเศรษฐกิจแย่ทำยอดขายดิ่ง

    ปิดตำนาน60ปี! ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังประกาศปิดกิจการ ยอมรับเศรษฐกิจแย่ทำยอดขายดิ่ง

    วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.03 น.

    29 สิงหาคม 2568 ทำเอาแฟนๆ ของก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าดังถึงกับใจหาย เมื่อเฟซบุ๊กของร้านก๋วยเตี๋ยวอนันศักดิ์ สิงห์สมบุญ ‘เนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว – อนันศักดิ์ สิงห์สมบุญเจ้าเก่า’ ได้แจ้งว่า ประกาศปิดกิจการ ทางไหม (หลาน) ขอเป็นตัวแทน ขอขอบคุณจากใจจริงแทนคุณย่าและอากง ที่คุณลูกค้าร่วมเดินทางมาด้วยกันอย่างยาวนาน หากถ้ามีโอกาส หวังว่าเราจะพบพบกันใหม่นะคะ ขอบพระคุณค่ะ  เปิดขายวันที่ 31สิงหาคมเป็นวันสุดท้าย #ปิดกิจการ #ปิดตํานาน #ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

    โดยภายในภาพ ระบุข้อความว่า “เรียนลูกค้าที่เคารพรักทุกท่าน ทางร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว อนันศักดิ์ สิงห์สมบุญ ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและไว้วางใจในรสชาติและบริการของเรามาโดยตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา พวกเราได้ทุ่มเมอย่างเต็มความสามารถเพื่อมอบก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสชาติที่ดีที่สุดให้กับทุกท่าน 

    เนื่องด้วยสถานการณ์ท่านเศรษฐกิจ และยอมขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทางร้านจึงขอแจ้งปิดกิจการอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2568 เป็นต้นไป พวกเราขอขอบคุณทุกกำลังใจและความทรงจำดีๆ ที่ได้มีร่วมกันและรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในมื้ออาหารของทุกท่านตลอดมา ด้วยความเคารพ ครอบครัวสิงห์สมบุญ”

    ขอบคุณภาพ : เนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว – อนันศักดิ์ สิงห์สมบุญเจ้าเก่า 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/910586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fPe_6ZxJ32QNFt0t0NrKT

  • หอการค้าไทยห่วงการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หลังศาลสั่ง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ

    หอการค้าไทยห่วงการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หลังศาลสั่ง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ

    วันนี้ (29 ส.ค.2568) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และ ครม.พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568 ซึ่งต้องถือว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว

    วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว 

    ประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

    เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่

    สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ

    อ่านข่าว : พ้นเก้าอี้นายกฯ ! ศาล รธน. วินิจฉัย “แพทองธาร” ปมคลิปเสียง “ฮุนเซน”

    กรมอุตุฯ ประกาศฉบับที่ 1 เตือน “พายุดีเปรสชัน” ฝนตกหนักถึงหนักมาก

    สารทจีน 2568 ความเชื่อโบราณบอกเล่าเรื่องราวผ่าน “ของไหว้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G57rPwRqUQ2IgiSFxBOYV

  • ไฟเขียวเพิ่ม 5 เขตเศรษฐกิจใหม่ 3 จังหวัดตะวันออก เตรียมจ้างงานกว่าหมื่นคน…

    ไฟเขียวเพิ่ม 5 เขตเศรษฐกิจใหม่ 3 จังหวัดตะวันออก เตรียมจ้างงานกว่าหมื่นคน…

    บอร์ด EEC ไฟเขียวตั้ง 5 เขตส่งเสริมพิเศษ 3 จังหวัดภาคตะวันออก พื้นที่ EEC หวังดึงลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ‘กกร.’ เสนอดึง จ.ปราจีนบุรี ลุ้นร่วมพื้นที่ EEC

    จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือ บอร์ด EEC ไฟเขียวประกาศเพิ่มเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 5 แห่ง ดังนี้

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

    เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท พร้อมพัฒนาชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเท่านั้น

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง

    เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น

    คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดการลงทุน เครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดยบริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยองเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง

    เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับ
    พรีเมี่ยม คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ทั้งนี้ ให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี

    5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานี LNG มาบตาพุด แห่งที่ 2 โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดย LNG ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า ใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพ LNG จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอว์เบอร์รี เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป

    เปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2 แห่ง

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ‘นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4’ และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่

    โดยจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ‘นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอระยอง 36’ และขอขยาย เนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่

    โดยจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหารพัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ยัง เห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง

    อีกทั้ง ได้รับทราบ การศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่ EEC

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน สกพอ. ได้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 แล้วเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    ภาพ: kampee patisena / Getty Images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/5-new-eastern-economic-zones/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fUR1pjCZhjF9mK56X3dpI

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาหนุนเศรษฐกิจชุมชนต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศขึ้นทะเบียน GI “เนื้อสุรินทร์” สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 43 ล้านบาท

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาหนุนเศรษฐกิจชุมชนต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศขึ้นทะเบียน GI “เนื้อสุรินทร์” สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 43 ล้านบาท

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสินค้า GI “เนื้อสุรินทร์” ตัวล่าสุด สินค้าเศรษฐกิจที่มีอัตลักษณ์ของจังหวัดสุรินทร์ สร้างรายได้ให้เศรษฐกิจในชุมชนกว่า 43 ล้านบาท/ปี พร้อมเดินหน้าผลักดันการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพมาตรฐาน และขยายช่องทางการตลาด สร้างความยั่งยืนในชุมชน

    นางสาวนุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้สู่ชุมชน สนับสนุนสินค้าชุมชนที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ่านการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI รวมไปถึงการส่งเสริมให้เกิดการรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้า GI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ตลอดจนส่งเสริมการตลาดและขยายช่องทางการตลาดให้กับสินค้า GI เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ GI นำมาสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องในชุมชนอย่างยั่งยืน

    ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “เนื้อสุรินทร์” ซึ่งเป็นเนื้อโคขุนคุณภาพสูงเนื่องจากพื้นที่ในจังหวัดสุรินทร์มีความเหมาะสมต่อการปลูกหญ้าและปลูกข้าวซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของโค สภาพอากาศที่เป็นอากาศแห้ง ความชื้นน้อย ทำให้โคเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับเนื้อสุรินทร์เกิดจากโคเนื้อลูกผสมระหว่างวากิวแท้ 100% กับโคสายพันธุ์ลูกผสมในพื้นที่ ทำให้ได้โคเนื้อลูกผสมที่มีสายเลือดวากิวไม่น้อยกว่า 50% ผ่านกระบวนการเลี้ยง แปรสภาพ และตัดแต่งตามมาตรฐานสากลในจังหวัดสุรินทร์มีสีแดงอมชมพู ไขมันแทรกสวย ระดับคะแนน 3 ขึ้นไปตามมาตรฐานการตัดเกรดเนื้อโคของญี่ปุ่น เมื่อปรุงสุกจะได้รสชาติดี เนื้อนุ่ม ไม่มีกลิ่นสาบ ปัจจุบันมีการผลิตกว่า 144,000 กิโลกรัมต่อปี สร้างมูลค่าการตลาดรวมกว่า 43 ล้านบาทต่อปี

    นางสาวนุสรา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ “เนื้อสุรินทร์” ถือเป็นอีกหนึ่งสินค้าเศรษฐกิจที่โดดเด่นของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีรากฐานมาจากวิถีการทำปศุสัตว์ที่ผูกพันกับชาวอีสานมายาวนาน เมื่อผสานเข้ากับระบบการควบคุมคุณภาพ และการส่งเสริมการตลาดอย่างจริงจัง โดยความร่วมมือของผู้ประกอบการและหน่วยงานในพื้นที่ ยิ่งทำให้ “เนื้อสุรินทร์” มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นสินค้า GI สำคัญของจังหวัดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    นอกจากนี้ นางสาวนุสรา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “หลังจากการขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังคงเดินหน้าส่งเสริมผู้ผลิตและผู้ประกอบการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐาน GI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พี่น้องเกษตรกรผู้ผลิต “เนื้อสุรินทร์” ทุกท่าน จะร่วมกันบูรณาการการทำงานกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อควบคุมคุณภาพและรักษามาตรฐานของสินค้า อันจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “เนื้อสุรินทร์” อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20JhyOjMvRKeNOgnANf179

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนกรกฎาคม 2568

    แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนกรกฎาคม 2568

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศสอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อยตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    29 สิงหาคม 2568

    rn

     

    rn”}}” id=”text-3160f867a0″>

    เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศสอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อยตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    29 สิงหาคม 2568

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20250829-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mTFyI9duAAgUZmrU-d3TY