Category: เศรษฐกิจ

  • เอกชนชำแหละทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน หวังคนนอก-ในไปทางเดียวกัน

    เอกชนชำแหละทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน หวังคนนอก-ในไปทางเดียวกัน

    เอกชนชำแหละทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน หวังคนนอก-ในไปทางเดียวกัน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน ว่า จากรายชื่อรัฐมนตรีโควตาคนนอกที่ปรากฏ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ โดยในอดีตก็เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร 

    ซึ่งได้มีการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดเยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และโปร่งใสให้กับผู้เสียภาษี อีกทั้งยังเป็นลูกหม้อจากระทรวงการคลัง แน่นอนว่าย่อมทมำงานได้ทันที

    ส่วนนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็เป็นผู้ที่มีความเข้าใจในระบบการเงิน การคลังคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นทีมงานที่ช่วยนายพิชัย ชุณหวชิระ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เพิ่งพ้นวาระไป ซึ่งถือว่าสามารถต่อติดได้ทันที

    “เชื่อว่า 2 แรงแข็งขันจากกระทรวงการคลังน่าจะสามารถทำงานได้เป็นอย่างดีทางด้านเศรษฐกิจ”

    ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยถือเป็นลูกหม้อของกระทรวงการต่างประเทศ มีประสบการณ์มาก ผ่านการรับหน้าที่สำคัญมา ขณะที่ตอนดำรงตำแหน่งก็อยู่ต่างประเทศ เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าจะมีเครือข่าย และมีความเข้าใจเชิงบริบทเป็นอย่างดี

    เอกชนชำแหละทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน หวังคนนอก-ในไปทางเดียวกัน

    ขณะนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือว่าเป็นผู้ที่มีโปรไฟลืดีในแง่ของการผ่านงานจากบริษัทระดับโลกอย่าง ไอบีเอ็ม (IBM) ,ไทยคม และดูแลดุสิตธานีในการขยายไปสู่ต่างประเทศ ดังนั้น จึงเชื่อว่าทางด้านต่างประเทศก็คงไม่มีปัญหา เพียงแต่อาจจะติดตรงที่ไม่เคยผ่านการเป็นข้าราชการมาก่อน ดังนั้น จึงอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับจูนเล็กน้อย 

    ด้านกระทรวงพลังงานซึ่งได้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือซีอีโอ ปตท. มาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั้น ถือว่าเป็นผู้ที่คลุกคลีในวงการพลังงาน และเป็นผู้ที่มีความเข้าใจทางด้านพลังงานดีคนหนึ่งของประเทศ เมื่อเข้ามารับตำแหน่งก็สามารถทำได้ทันที และเข้าใจโครงสร้าง ซึ่งเชื่อว่ากระทรวงพลังงานที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจจะสามารถแก้ไขปัญหาขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะต้นทุนต่างๆ และการจัดสรรพลังงานที่เหมาะสมตามสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นหลังงานที่มาจากแหล่งใด เชื่อว่าจะทำได้ดี เพราะมีความเข้าใจ

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญก็คือจะทำอย่างไรให้กระทรวงเศรษฐกิจอื่นที่อยู่ต่างพรรคกันในโควตาของพรรคร่วมรัฐบาลสามารถทำงานประสานกันให้ไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้ผู้นำที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจจากภายนอก ซึ่งจะมีกลไกลรูปแบบใดที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อย่างไรก็ตามต้องทำความเข้าใจด้วยว่ากระทรวงเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดแค่เพียง 2-3 กระทรวงแต่ยังหมายถึงกระทรวงอุตสาหกรรม ,กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ,กระทรวงเกษตร และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยทั้งหมดเป็นกระทรวงที่จะต้องทำงานร่วมกัน 

    “ประเด็นสำคัญที่ต้องการฝากก็คือ โควตาคนนอกที่เป็นทีมเศรษฐกิจออกมาค่อนข้างดี แต่โควตาคนในซึ่งต่างคนต่างมาจากคนละพรรค รัฐบาลจะทำอย่างไรให้มีการออกแบบไปในทิศทางเดียวกัน และมีผู้ที่มีบารมีคอยนำทาง และเคาะโต๊ะ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และรวดเร็ว เนื่องจากระยะเวลา 4 เดือนตาม MOA ที่ค่อนข้างสั้นแม้จะรวมกับระยะเวลารักษาการณ์ก็ยังถือว่าน้อยมาก เพราะฉะนั้นทุกนาทีมีค่ามาก ต้องทำงานอย่างเต็มที่“

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบันคือจะทำอย่างไรเพื่อฟื้นกำลังซื้อให้กลับคืนมา รวมถึงลดค่าครองชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน และลดหนี้ภาคครัวเรือนที่กดทับกำลังซื้อจำนวนมหาศาล 

    รวมถึงจะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ การไหลเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งมีผลทำให้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งเรื่องดังกล่าวเหล่านี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของทีมเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ปัยหาเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการคือเรื่องการเงิน หรือเงินกู้สำหรับเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องเป็นอย่างมาก มีความต้องการมาตรการกระตุ้น การเติมเงิน การเข้าถึงแหล่งเงิน โดยเฉพาะในหน่วยงานของธนาคารภาครัฐ และธนาคารพาณิชย์

    อีกทั้งยังต้องเร่งแก้ปัญหาบริเวณชายแดนให้กลับมา ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายต่อวันประมาณ 500 ล้านบาท แบ่งเป็นไทยส่งออก 400 ล้านบาท นำเข้าจากกัมพูชา 100 ล้านบาท 

    “ภาคเอกชนต้องการทีมเศรษฐกิจที่เป็นนดีมีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจ ทำงานได้ทันที”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ghgAPKxHpZndhVWCauLNq

  • เปิดข้อเสนอแนะนักวิชาการ ‘คนละครึ่ง 2.0’ ทำให้อย่างไรให้เกิดพายุหมุนเศรษฐกิจ

    เปิดข้อเสนอแนะนักวิชาการ ‘คนละครึ่ง 2.0’ ทำให้อย่างไรให้เกิดพายุหมุนเศรษฐกิจ

    ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ ถือเป็น 1 ใน 4 ปัญหาเร่งด่วนที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีประกาศว่า จะเร่งแก้ไข โดยเตรียมปัดฝุ่น นำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อหวังช่วยประชาชนลดรายจ่ายและค่าครองชีพ พร้อมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง 2.0’ นี้อาจมีการปรับปรุงและอัปเกรดในรายละเอียดต่างๆ รวมไปถึงการเพิ่มสูตรการให้เงินอุดหนุนจากภาครัฐ เป็นสูตร 60:40 (โดยรัฐช่วยอุดหนุนในสัดส่วน 60% และประชาชนจ่าย 40%)

    โดยรายละเอียดคาดว่า จะมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจาก ‘ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับโปรดเกล้าฯ

    ดังนั้น ระหว่างนี้ THE STANDARD WEALTH จึงได้รวบรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยนำเสนอว่า รัฐบาลควรปรับปรุงโครงการ ‘คนละครึ่ง’ นี้อย่างไร เพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน รวมไปถึงฐานะทางการคลังของไทยที่ไม่แข็งแกร่งเช่นเก่า

    จุดแข็งที่ต้องรักษา: คนคุ้นเคย-ช่วยร้านเล็ก

    รศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงกรณีที่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ มีแนวคิดที่จะนำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้ง โดยระบุว่า การฟื้นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ มีข้อดีคือ ทั้งร้านค้าและประชาชนมีความคุ้นเคยกับโครงการนี้ รวมถึงการมีโครงสร้างพื้นฐาน อย่างแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ก็จะช่วยทำให้การดำเนินการและการลงทะเบียนร้านค้าใหม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

    นอกจากนี้ งานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า โครงการคนละครึ่งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการช่วยเหลือ ‘ร้านค้าขนาดเล็ก’  ดังนั้น หนึ่งในจุดแข็งของโครงการคือการ ‘ขยายฐานลูกค้า’ ให้กับร้านค้ารายย่อยได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยร้านค้ามีลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มขึ้น และที่น่าสนใจคือ แม้โครงการจะสิ้นสุดลง ร้านค้าเหล่านี้จำนวนมากยังคงรักษายอดขายที่ดีไว้ได้ เนื่องจากลูกค้าใหม่ได้กลายมาเป็นลูกค้าประจำ

    ข้อจำกัดที่อาจต้องแก้ไข: กระตุ้นการใช้จ่ายได้ไม่เต็มที่ – Crowding Out Effect

    อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.อธิภัทร ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดในโครงการ ‘คนละครึ่ง’ รอบก่อน โดยจากการศึกษาที่ทำร่วมกับ LINE MAN Wongnai พบว่า แม้โครงการจะช่วยเหลือร้านค้าขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี แต่กลับมีประสิทธิผลในการกระตุ้นการบริโภคโดยรวมค่อนข้างน้อย จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Crowding Out Effect’

    “ตามการศึกษาพบว่า โครงการคนละครึ่งครั้งก่อน เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Crowding Out Effect ก็คือ ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการหันไปใช้เงินกับร้านที่เข้าร่วม แล้วลดการซื้อจากร้านที่ไม่ได้เข้าร่วม อย่างมีนัยสำคัญ พูดง่ายๆ คือ เหมือนการเปลี่ยนที่ซื้อมากกว่าการเพิ่มยอดซื้อ” รศ. ดร.อธิภัทร กล่าว

    นอกจากนี้ รศ. ดร.อธิภัทร เปิดเผยอีกว่า จากงานวิจัยพบว่า ค่าประสิทธิผลในการกระตุ้นการใช้จ่าย (Marginal Propensity to Consume – MPC) จากโครงการคนละครึ่งครั้งก่อน อยู่ที่ 0.4 เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ทุกๆ 1 บาทที่รัฐอุดหนุน ก่อให้เกิดการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเพียง 40 สตางค์ ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับการแจกเงินสดโดยไม่มีเงื่อนไข

    ถอดบทเรียนจากจีน: ทำอย่างไรให้เงินที่รัฐจ่าย 1 บาท กระตุ้นการใช้จ่ายถึง 3 บาท

    รศ. ดร.อธิภัทร ได้ยกตัวอย่างมาตรการลักษณะเดียวกันในประเทศจีน ซึ่งสามารถสร้างค่า MPC ได้สูงถึง 3.0 หรือรัฐให้เงิน 1 บาท แต่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายได้ถึง 3 บาท 

    โดยปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่การออกแบบเงื่อนไขที่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริง ได้แก่ 

    1. ‘กำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายขั้นต่ำ’ กล่าวคือ ผู้ใช้ต้องซื้อสินค้าถึงยอดที่กำหนดก่อนจึงจะได้รับส่วนลด
    2. ‘จำกัดเวลาการใช้งาน’ เนื่องจาก คูปองมีอายุสั้นแบบ ‘วันต่อวัน’ จะช่วยเร่งการตัดสินใจใช้จ่าย

    โดยแนวทางดังกล่าวคล้ายกับโปรโมชันของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่คนไทยคุ้นเคย เช่น “ลด 20% เมื่อซื้อขั้นต่ำ 200 บาท” ซึ่งแตกต่างจากโครงการคนละครึ่งเดิมที่ให้ส่วนลด 50% ตั้งแต่บาทแรกและสามารถทยอยใช้ได้เรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเขต

    “สิ่งที่จีนทำแตกต่างจากเราคือ เขากำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายขั้นต่ำที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายปกติเล็กน้อย และที่สำคัญคือคูปองส่วนลดมีอายุแบบวันต่อวัน ถ้าไม่ใช้ในวันนั้นสิทธิ์ก็จะหายไป สิ่งนี้สร้างแรงจูงใจให้คนเร่งใช้จ่าย ต่างจากของไทยที่ให้ส่วนลด 50% ตั้งแต่บาทแรก และสามารถทยอยใช้สิทธิ์ได้เรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเฟส ทำให้ขาดแรงกระตุ้นให้คนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าปกติ” รศ. ดร.อธิภัทร กล่าว

    เปิดข้อเสนอแนะ การทำ ‘คนละครึ่ง’ 2.0

    เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการภายใต้งบประมาณที่จำกัด รศ. ดร.อธิภัทร ได้เสนอแนวทางการปรับปรุงเงื่อนไขหลายประการ ดังนี้

    1. กำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายขั้นต่ำ: อาจมีการกำหนดว่าต้องซื้อสินค้าถึงยอดที่กำหนดจึงจะสามารถใช้สิทธิ์ได้ โดยอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายปกติ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริง

    “สำหรับการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำอาจจะต้องดูว่า แล้วปกติค่าเฉลี่ยการซื้อคนในโครงการเนี่ยจะซื้อกันกี่บาท ถ้ามันกำหนดสูงเกินไปก็อาจจะไม่เวิร์ก แล้วคนก็รู้สึกว่า ถ้ากำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำสูงขนาดนั้น ไม่เอาดีกว่า ก็อาจจะต้องออกแบบให้ยังน่าดึงดูดอยู่”  รศ. ดร.อธิภัทร 

    1. จำกัดสิทธิ์การใช้แบบรายวัน: โดยแบ่งวงเงินรวมออกเป็นยอดใช้จ่ายรายวัน เช่น ให้วันละ 150 บาท หากไม่ใช้ภายในวันนั้น สิทธิ์ของวันนั้นจะถูกตัดไป ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ


    “สมมติให้วงเงินทั้งหมด 3,000 บาท เราอาจจะกำหนดว่า ประชาชนไม่สามารถทยอยใช้ได้ทั้งหมด แต่มีการกำหนดโควตารายวัน เช่น วันนี้ 150 บาท ถ้าไม่ใช้ สิทธิ์ของวันนี้ก็หมดไป วันถัดมาก็ได้อีก 150 บาท วิธีนี้จะทำให้คนเร่งใช้จ่ายมากขึ้น”

    ใช้งบอย่างฉลาด ในวันที่ ‘กระสุนการคลัง’ มีจำกัด

    รศ. ดร.อธิภัทร เน้นย้ำว่า สถานการณ์ทางการคลังในปัจจุบันแตกต่างจากสมัยรัฐบาลก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น รัฐบาลอาจต้องพิจารณากำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ต้องการเพียงแค่ช่วยเหลือร้านค้า หรือต้องการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ซึ่งหากเป้าหมายคืออย่างหลัง การปรับปรุงเงื่อนไขตามที่เสนอจะเป็นโจทย์ที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า 

    “ต้องยอมรับว่าตอนนี้กระสุนทางการคลังของเรามีไม่เยอะเหมือนเดิม โดยโครงการคนละครึ่งครั้งก่อน มีการทำหลายเฟส ใช้งบประมาณเป็นหลักแสนล้าน แต่ปัจจุบันงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจเหลือเพียงราว 25,000 ล้านบาท และยังต้องกันส่วนหนึ่งไว้สำหรับมาตรการอื่นๆ อีก ดังนั้นการใช้งบประมาณที่จำกัดจึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้มากที่สุด”

    “หลายคนบ่นว่า เศรษฐกิจซบเซา หนี้ครัวเรือนก็เป็นปัญหาใหญ่ การนำเครื่องมือที่คนคุ้นเคยกลับมาใช้และทำให้มันเวิร์คขึ้น โดยทำให้มั่นใจว่าเงินที่ใส่ลงไปมันคุ้มค่า กระตุ้นให้คนใช้จ่ายมากขึ้นจริง ก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผล และต้องไม่ลืมว่า โครงการนี้เป็นเพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว” รศ. ดร.อธิภัทร กล่าว

    KResearch แนะรัฐพิจารณาลดเงินอุดหนุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ พร้อมมุ่งเป้าเฉพาะคนจ่ายภาษี

    บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) แนะว่า หากรัฐบาลอยากนำ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้ง อาจพิจารณาลดเงินอุดหนุนลง จาก 50% เป็น 20% หรือ 30%  เพื่อทำให้เงินหมุนเร็วขึ้น หรือกระตุ้นการบริโภคมากขึ้น

    นอกจากนี้ บุรินทร์ ยังแนะว่า ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งครั้งนี้ก็ควรจำกัดเกณฑ์เฉพาะผู้ที่จ่ายหรือยื่นภาษีเงินได้เช่น ขณะที่ในฝั่งร้านค้าก็ควรเป็นร้านที่จ่ายภาษี หรือได้ยื่น VAT เนื่องจากมองว่า โครงการนี้เป็นจังหวะดีในการขยายฐานภาษี และเป็นหน้าที่ของประชาชนไทยทุกคน ตามรัฐธรรมนูญที่ต้องยื่นภาษี แต่ยังมีผู้คนอีกมากไม่ค่อยยื่นภาษี

    ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยล่าสุดของ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ปัจจุบัน มีผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาราว 11 ล้านคน และมีผู้เสียภาษีเงินได้นี้ราว 4 ล้านคน

    ขณะที่ ตามการคำนวณ ‘ล่าสุด’ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ในปี 2564 คาดว่า มีแรงงานที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบจำนวนกว่า 19 ล้านคน จากกำลังแรงงานในระบบทั้งหมดราว 40 ล้านคน

    KResearch มองควรออกแบบใหม่ให้ตรงจุด-สร้างประโยชน์ระยะยาว

    ขณะที่ ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า เนื่องจาก มีงบประมาณค่อนข้างจำกัดอยู่ที่ 25,000 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องออกแบบนโยบายให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าในอดีต โดยเสนอให้ต่อยอดจากโครงการเดิม แต่ยกเลิกแนวคิด ‘One Size Fits All’ หรือการอุดหนุนในสัดส่วน 50:50 เท่ากันทุกคน

    พร้อมทั้งแนะว่า รัฐบาลอาจจะออกโครงการเพิ่ม คล้ายการแจกบัตรกำนัล (Voucher)ให้กับคนที่มีรายได้ อย่างที่เคยทำ ช่วงปี 2564 ที่มีเงื่อนไขยิ่งจ่ายยิ่งได้ เพื่อกระตุ้นให้คนที่มีรายได้ไปเพิ่มการใช้จ่าย

    อีกประเด็นสำคัญที่ ณัฐพรเน้นย้ำ คือการสร้างและใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล (Database) ของผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งประชาชนและร้านค้า เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่าย และนำไปออกแบบมาตรการให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต

    “ในระยะข้างหน้า ไทยจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณจะมีมากขึ้น ดังนั้น จึงต้อง Target แบบยิงนัดเดียวต้องตรงเป้าเลย” ณัฐพร กล่าว

    ขณะที่ เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมในมิติของการกระจายประโยชน์ โดยเสนอว่ารัฐบาลควรมีกลไกสนับสนุนให้โครงการกระจายตัวไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในเขตเมืองหรือ Modern Trade เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปสู่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ต่างจังหวัดได้อย่างแท้จริง

    ตรวจสอบประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลโครงการ ‘คนละครึ่ง 1.0’

    หลังจากเกิดโควิด รัฐบาลนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกโครงการ ‘คนละครึ่ง 1.0’ ออกมาทั้งหมด 5 ระยะ ระหว่างปี 2563 – 2565 โดยใช้เม็ดเงินกว่า 2.3 แสนล้าน ดังนี้ 

    เฟส 1: วงเงิน 30,000 ล้านบาท เป้าหมาย 10 ล้านสิทธิ

    เฟส 2: วงเงิน 22,500 ล้านบาท เป้าหมาย 15 ล้านสิทธิ

    เฟส 3: วงเงินรวม 126,000 ล้านบาท เป้าหมาย 28 ล้านสิทธิ

    เฟส 4: วงเงิน 34,800 ล้านบาท เป้าหมาย 29 ล้านสิทธิ

    เฟส 5: วงเงิน 21,200 ล้านบาท เป้าหมาย 26.5 ล้านสิทธิ

    โดยตามข้อมูลจาก บล.ทรีนีตี้ ซึ่งอ้างอิงจากผล การศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในอดีต เคยประเมินว่า โครงการคนละครึ่งในระยะที่ 1-3 ซึ่งมีต้นทุนคิดเป็นราว 1.3% ของ GDP สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ GDP ได้ ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท หรือราว 0.5% ของ GDP โดยสามารถเพิ่มกำลังซื้อ และช่วยกระจายรายได้สู่ร้านค้าและประชาชนในระดับภูมิภาคได้

    นอกจากนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยังได้มีการประเมินผลของโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-3 ซึ่งใช้ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 และ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม

    โดย รายงานการประเมินผลโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 และ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม   ระบุว่า “ในส่วนของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 และ 2 มีการอนุมัติเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ตั้งแต่เดือนตุลาคมและธันวาคม 2563 หรือไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 21,367.19 และ 1,444.50 ล้านบาทตามลำดับ และเริ่มลดลงในปีถัดไป เพราะมีการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. เกือบทั้งหมดแล้วในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 โดยทั้งระยะที่ 1 มีค่าตัวทวีคูณเท่ากับ 0.8938 และระยะที่ 2 มีค่าตัวทวีคูณเท่ากับ 0.8921” 

    “โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด เนื่องจาก วงเงินอนุมัติโครงการสูงที่สุดและมีการเบิกจ่ายมากที่สุด อย่างไรก็ตาม โครงการระยะดังกล่าว เริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2564 หรือไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 ดังนั้น ในระหว่างปี 2563 จึงยังไม่เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากโครงการนี้ โดยมีค่าตัวทวีคูณ คือ 0.8975 เท่า” รายงาน ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/half-half-project-2-assessment/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YM_WeH8b2hWN9Qf520vOM

  • คลังชง “คนละครึ่ง” ต.ค.นี้ รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% หวังฟื้นเศรษฐกิจ

    คลังชง “คนละครึ่ง” ต.ค.นี้ รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% หวังฟื้นเศรษฐกิจ

    กระทรวงการคลังเตรียมเปิดโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ตุลาคมนี้ ปรับเกณฑ์จูงใจผู้เสียภาษี 11 ล้านคน รัฐช่วย 60% ส่วนประชาชนทั่วไปและบัตรสวัสดิการรัฐช่วย 50% คาดกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่บางส่วนห่วงภาระงบประมาณและปัญหาการเข้าร่วมของร้านค้า

    วันนี้ (10 ก.ย.2568) กระทรวงการคลังเผยแผนเปิดตัวโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากหนี้ครัวเรือนสูงและกำลังซื้อลดลง โดยปรับเกณฑ์ใหม่เพื่อจูงใจผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 11 ล้านคน ซึ่งรัฐจะอุดหนุนร้อยละ 60 ส่วนประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐจะช่วยจ่ายร้อยละ 50

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่แบ่งผู้เข้าร่วมเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจ่ายเองร้อยละ 40 และรัฐสนับสนุนร้อยละ 60

    ส่วนกลุ่มที่ 2 คือประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จ่ายเองร้อยละ 50 และรัฐสนับสนุนร้อยละ 50 ผู้อยู่ในระบบภาษีบางรายเห็นด้วยว่าการสนับสนุนร้อยละ 60 เป็นการคืนกำไรให้ผู้เสียภาษี และอาจจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทั้งค่าอาหารและการเดินทาง

    นายชนกันต์ เกตุแก้ว ผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี กล่าวว่า การที่รัฐช่วยร้อยละ 60 นั้นดีกว่าการช่วยร้อยละ 50 ในอดีต และเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ อย่างไรก็ตาม วงเงินใช้จ่ายต่อวันอยู่ที่ 150 บาทถือว่าเหมาะสม แต่หากเพิ่มเป็น 200 บาท อาจเพิ่มภาระงบประมาณ ส่วนผู้ไม่อยู่ในระบบภาษีเห็นว่า การช่วยร้อยละ 50 เท่ากับรอบก่อนหน้าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้

    ด้านร้านค้าบางแห่ง เช่น น.ส.อัยย์รดา มหารัฐธิตินนท์ ผู้จัดการร้านอาหารในเขตธนบุรี กรุงเทพฯ ระบุว่า เศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ลูกค้าลดการใช้จ่าย ร้านจึงปรับราคาให้สมเหตุสมผลเพื่อรักษาฐานลูกค้า และเชื่อว่าโครงการคนละครึ่งจะช่วยทั้งผู้บริโภคและร้านค้า

    อย่างไรก็ตาม น.ส.ผจงรักษ์ นาคทน เจ้าของร้านอาหารในเขตเดียวกัน ระบุว่าไม่เคยเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากปัญหาการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ระบบที่ไม่เสถียร และการได้รับเงินคืนล่าช้า ทำให้ยังลังเลที่จะเข้าร่วม

    นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะช่วยขยายฐานภาษี แต่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการคนละครึ่งเป็นเหมือนรัฐสวัสดิการมากกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และควรจำกัดวงช่วยกลุ่มเปราะบางเท่านั้น เนื่องจากไม่ส่งเสริมการลงทุนและอาจเป็นภาระงบประมาณ

    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนิตี้ ระบุว่า การปรับเกณฑ์คนละครึ่งไม่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แต่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นจิตวิทยาการใช้จ่าย สะท้อนจากหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การยุบสภาตามข้อตกลง MOA ใน 4 เดือนอาจสร้างแรงกดดันทางการเมือง กระทบการลงทุนและการฟื้นความเชื่อมั่นในระยะยาว

    อ่านข่าวอื่น :

    “วิเชียร” ยื่นฉบับ 2 ขอระงับประกาศผลเลือกนายกสภาทนายความ อ้างพบหลักฐานซื้อเสียง-บัตรเขย่ง

    ภูมิใจไทยตั้งทีมศึกษาทำประชามติแก้ รธน. “ไชยชนก” หัวหน้าคณะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HZAjlntMm34m_fnB3yd0U

  • การเมือง เศรษฐกิจ ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นดิ่งสุดในรอบ 32 เดือน

    การเมือง เศรษฐกิจ ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นดิ่งสุดในรอบ 32 เดือน

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.08 น.

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม 2568 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 7 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 32 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นมา

    ทั้งนี้ผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยให้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผลกระทบจากสงครามการค้าที่สหรัฐฯ ได้ลดอัตราภาษีนำเข้าลงจาก 36% มาเหลือ 19% และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และฟื้นตัวได้ช้า

    อย่างไรก็ตามดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 44.1 48.3 และ 58 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนกรกฎาคม ที่อยู่ในระดับ 45.6 49.8 และ 59.6 ตามลำดับ

    ขณะเดียวกัน การที่ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ และค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง  รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

    สำหรับ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค ปรับตัวลดลงจากระดับ 51.7 เป็น 50.1 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 32 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นมา การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้า ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 36.7 เป็น 36

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/913465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i8FYz93r96806A0Lk4Hjm

  • ต่อยอด “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจ

    ต่อยอด “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ต่อยอด “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจ

    11 ก.ย. 2568 04:39 น.

    ต่อยอด “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจ

    -กกก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2881917&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VND8MEggFp03Je9aZj4Ie

  • คลื่นทุนสหรัฐหนีจีนรอบใหม่ ไทยรับลงทุน ‘ตั้งนิคมฯ ใหม่’ พุ่ง 3 ปี 3.4 หมื่นไร่

    คลื่นทุนสหรัฐหนีจีนรอบใหม่ ไทยรับลงทุน ‘ตั้งนิคมฯ ใหม่’ พุ่ง 3 ปี 3.4 หมื่นไร่

    ความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง “สหรัฐและจีน” ทวีความรุนแรงขึ้น และมีการผ่อนปรนภาษีบางรายการชั่วคราวตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.2568 โดยเดือนที่แล้วทั้ง 2 ประเทศได้ตกลงกันที่จะขยายเวลาสงบศึกทางการค้าออกไปอีก 90 วัน จนถึงกลางเดือน พ.ย.2568

    ซีเอ็นบีซี เปิดเผยรายงานผลสำรวจความเห็นหอการค้าอเมริกัน (Amcham) ในเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2568 ว่า มีธุรกิจสหรัฐมากถึง 47% หรือ “เกือบครึ่ง” ที่ระบุว่าได้เปลี่ยนแผนการลงทุนจากจีนไปภูมิภาคอื่นแทนช่วงปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นประเทศในอาเซียน

    ตัวเลขผลสำรวจดังกล่าวยังนับว่าเป็นสัดส่วนที่ “สูงที่สุด” นับตั้งแต่ที่หอกาค้าอเมริกันในเซี่ยงไฮ้เคยสำรวจความเห็นมา

    รายงาน AmCham Shanghai’s 2025 China Business Survey ซึ่งสำรวจความเห็นสมาชิกบริษัทอเมริกัน 254 แห่ง ถูกเผยแพร่ออกมาไม่นานหลังความตรึงเครียด 2 ประเทศ สูงขึ้น

    “สำหรับบริษัทแล้ว ระยะเวลา 90 วันนั้นสั้นเกินไป” เอริค เจิ้ง ประธาน AmCham Shanghai กล่าวกับผู้สื่อข่าวพร้อมชี้ให้เห็นว่าการวางแผนห่วงโซ่อุปทานนั้นต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก “อย่างน้อยในตอนนี้เราก็ไม่ต้องเจอภาษีที่สูงขึ้น แต่ปัญหายังไม่ได้หายไปยังคงอยู่”

    ในการสำรวจความเห็นระหว่างวันที่ 19 พ.ค.-20 มิ.ย.2568 มีบริษัทสหรัฐมากถึง 47% ระบุว่า ได้ย้ายการลงทุนที่วางแผนไว้แล้วสำหรับจีนไปเป้าหมายการลงทุนที่อื่นแทน โดยส่วนใหญ่ย้ายไปประเทศในอาเซียน ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่สำรวจครั้งแรกที่ถามเกี่ยวกับแผนการย้ายการลงทุนออกจากจีนในปี 2560

    ส่วนเป้าหมายการลงทุนรองลงมา คือประเทศในอนุทวีปอินเดีย ซึ่งรวมถึงบังกลาเทศ ในขณะที่ “สหรัฐและเม็กซิโก” อยู่ในอันดับที่ต่ำกว่านั้นมาก

    ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐพยายามส่งเสริมให้ภาคธุรกิจย้ายการผลิตในต่างประเทศกลับสหรัฐ แต่ยังมีบริษทเพียงส่วนน้อย ส่วนใหญ่จำกัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ประกาศจะลงทุนในสหรัฐ ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เองได้วิพากษ์วิจารณ์แผนธุรกิจของบริษัท “แอปเปิ้ล อิงค์” ที่จะขยายการผลิตในอินเดีย

    ด้านเว็บไซต์นิกเกอิเอเชียรายงานว่า “เกือบครึ่งหนึ่ง” ของบริษัทสหรัฐต้องการให้ประธานาธิบดีทรัมป์ “ยกเลิกภาษีศุลกากรทั้งหมด” ที่เก็บจากสินค้าจีน โดย 48% ของผู้ตอบแบบสอบถามเรียกร้องให้ยกเลิกทั้งภาษีศุลกากรและมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อสินค้าจีน

    แม้สหรัฐกับจีนจะมีการพักรบชั่วคราว แต่ภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อสินค้าจีนก็ยังคงสูงกว่าต้นปีถึง 30% ส่งผลให้การค้าระหว่างสองประเทศชะลอตัวลง โดยการส่งออกสินค้าของจีนไปยังสหรัฐในเดือนสิงหาคม ลดลง 33.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐไปจีนก็ลดลง 16%

    รายงานของหอการค้าอเมริกันยังระบุว่า “ความผันผวนของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ ได้สร้างความไม่แน่นอนอย่างมหาศาลให้กับบริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในจีน ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทที่ส่งออกกลับไปยังตลาดสหรัฐเท่านั้น”

    ภาษีทรัมป์กระทบรายได้บริษัทในจีน

    เกือบสองในสามของสมาชิกหอการค้าคาดว่า ความตึงเครียดเรื่องภาษีจะส่งผลกระทบด้านลบต่อรายได้ในจีน โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ โลจิสติกส์ และการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนได้รับผลกระทบมากที่สุด

    ขณะเดียวกัน อีริก เจิ้ง ประธานหอการค้าอเมริกันในเซี่ยงไฮ้กล่าวว่า บางบริษัทได้รับผลกระทบ “ทั้งสองทาง” เนื่องจากต้องนำเข้าชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปจากสหรัฐเข้ามาในจีน ก่อนจะส่งออกสินค้าแปรรูปขั้นสุดท้ายกลับไปยังอเมริกาอีกครั้ง

    นอกจากนี้ ยังมีบางบริษัทที่ “ตกเป็นเป้าโดยตรง” เช่น จีนได้เปิดการสอบสวนการผูกขาดต่อดูปองท์ บริษัทเคมีภัณฑ์สัญชาติอเมริกัน ไม่นานหลังจากที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีตอบโต้ แต่การสอบสวนถูกระงับไปในเดือนกรกฎาคม ก่อนที่ผู้แทนการค้าของทั้งสองฝ่ายจะพบกัน โดยไม่ได้มีการชี้แจงเหตุผลของการระงับ

    ผู้ตอบแบบสอบถามยังเห็นตรงกันว่า “ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์” ยังคงเป็นความท้าทายใหญ่ที่สุดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน รองลงมาคือปัญหาการลดลงของประชากร และความอ่อนแอในตลาดอสังหาริมทรัพย์

    นอกจากนี้ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกับบริษัทจีน ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งความกังวลสำคัญ โดยมีเพียงสองด้านเท่านั้นที่ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากมองว่า คู่แข่งท้องถิ่นยังตามหลังอยู่ ได้แก่ คุณภาพสินค้า และการพัฒนา

    ขณะที่ในด้านอื่น ๆ อย่างการขายและการตลาด กลยุทธ์ดิจิทัล และความรวดเร็วในการนำสินค้าออกสู่ตลาด ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากกลับรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายตามหลัง

    เจฟฟรีย์ เลห์แมน ประธานหอการค้าอเมริกันประจำเซี่ยงไฮ้กล่าวว่า “แม้สมาชิกจะสังเกตเห็นความพยายามของรัฐบาลจีนในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ แต่สิ่งเหล่านี้ยังถูกบดบังด้วยความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เราขอเรียกร้องให้ทั้งสองรัฐบาลร่วมกันสร้างกรอบที่มั่นคงและโปร่งใส เพื่อเอื้อต่อการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน”

    คลื่นทุนสหรัฐหนีจีนรอบใหม่ ไทยรับลงทุน ‘ตั้งนิคมฯ ใหม่’ พุ่ง 3 ปี 3.4 หมื่นไร่

    3ปีตั้งนิคมฯใหม่ 3.4 หมื่นไร่

    แหล่งข่าวจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ระบุว่า ช่วง 3 ปี ที่ผ่านมามีคลื่นการย้ายฐานการผลิตจากจีนเข้ามาอาเซียนและไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้มีการพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนทั้งนิคมอุตสาหกรรมของ กนอ.และนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินการ โดยระหว่างปี 2566-2568 มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใหม่ 18 แห่ง รวมพื้นที่ 34,645 ไร่ อาทิ

    กลุ่ม WHA มีการพัฒนา 2 นิคมอุตสาหกรรม คือ นิคมอุตสาหกรรม WHA ระยอง 36 พื้นที่ 1,281 ไร่ และนิคมอุตสาหกรรม WHA Industrial estate ระยอง พื้นที่ 2,101 ไร่

    ในขณะที่บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) พัฒนานิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะแหลมฉบัง โรจนะ พื้นที่ 943 ไร่ , นิคมอุตสาหกรรมโรจนะชลบุรี 2 พื้นที่ 902 ไร่ และนิคมอุตสาหกรรมโรจนะชลบุรี 2 (เขาคันทรง) พื้นที่ 1,987 ไร่

    ส่วนบริษัทอมตะคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม 1 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี โครงการ 2 พื้นที่ 8,226 ไร่

    นอกจากนี้ เฉพาะในปี 2568 มีการเสนอคณะกรรมการ กนอ.ให้ความเห็นชอบจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่รวมพื้นที่ 15,000 ไร่ รวมทั้งมีนิคมอุตสาหกรรมใหม่ที่เตรียมเสนอคณะกรรมการ กนอ.อีก 2 แห่ง คือ 

    1.นิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท (ส่วนขยาย) 459 ไร่ ของบริษัทเอเพ็กซ์ ปาร์ค จำกัด

    2.นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ชระยอง (ส่วนขยาย) พื้นที่ 2,807 ไร่ ของบริษัทอมตะคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)

    กนอ.ชี้เทรนด์ลงทุนไทยขยายตัว

    นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวว่า การลงทุนในไทยยังมีแนโน้มขยายตัว โดยเมื่อดูจากการขอสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ครึ่งแรกปี 2568 กว่า 1 ล้านล้านบาท 

    ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับยอดขาย/เช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมปี 2566 กว่า 6 พันไร่ และปี 2567 กว่า 7 พันไร่ แต่ปีงบประมาณ 2568 (ต.ค.-ก.ย.2568) จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 1 หมื่นไร่ น่าจะไม่ถึง โดยเดือน ก.ค.อยู่ที่ 5,630 ไร่ คาดว่าปิดปีงบประมาณ 2568 จะมียอดขายรวม 6 พันไร่ จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ถดถอย

    รวมทั้งเชื่อว่าโอกาสการขยายการลงทุนในไทยยังมีอยู่ จากอัตราการเติบโตโดยปริมาณยอดขอกับยอดขายที่ดิน อีกทั้งยังมีที่ดินนอกนิคมฯ ซึ่งอัตราการขอและเปิดนิคมฯ ตัวเลขก็ไปด้วยกัน ส่วนปี 2569 กนอ.มั่นใจว่าจะลงนามเปิดพื้นที่ได้ตามเป้าหมาย 1 หมื่นไร่แน่นอน โดยนักลงทุนเห็นโอกาสจากปัจจัยต้นทุนที่ดี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม การออกกฎระเบียบที่ชัดเจนและสะดวกกับนักลงทุน

    “หลังเดือน ก.ย.นี้ น่าลุ้นแต่น่าจะไม่เลวร้ายนัก และจะสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไทยมีโอกาสบางอุตสาหกรรม เมื่อมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นก็ต้องการคน กนอ.จะช่วยออกแบบการลงทุนเพื่อทำให้เป็น ‘อีโคโนมิกโซน’ เคลื่อนที่ได้ โดยมี BOI เข้ามาร่วม และสิ่งสำคัญสุดคือออกแบบคลัสเตอร์ที่จะร่วมกับ ส.อ.ท.” นายสุเมธ กล่าว

    เร่งเตรียมพื้นที่รับการลงทุน

    ขณะนี้มีผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมทั้งในส่วนที่ขอลงทุนพัฒนาพื้นที่ใหม่และส่วนที่ขอขยายพื้นที่จากโครงการเดิมเพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ไม่สามารถลงทุนพัฒนาพื้นที่ได้เพราะติดปัญหาสีผังเมืองจำนวนกว่า 40 โครงการ โดยคิดเป็นพื้นที่แปลงละประมาณ 700-1,000 ไร่ รวมทั้งหมดหลายหมื่นไร่ คิดเป็นมูลค่าลงทุนหลักแสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผังเมืองสีเหลือง ยังไม่สามารถปรับเป็นสีม่วงได้

    ดังนั้น ต้องเร่งรัดให้เกิดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ง่ายขึ้น และทันต่อความต้องการเข้ามาลงทุนในไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 2-3 แสนไร่ ในอนาคต เพราะการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมต้องใช้เวลาหากล่าช้าจะแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ เพื่อไปสู่เป้าหมายการเพิ่มสัดส่วน FDI ให้ได้ 27% จากปัจจุบันอยู่ที่ 24% ของ GDP คิดเป็นมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทต่อปี ในระยะข้างหน้า

    สอท.มั่นใจไทยมีเสน่ห์ดึงลงทุน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังมีเสน่ห์ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ซึ่งสร้างโอกาสให้ไทยในการดึงเม็ดเงินลงทุน 

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับกติกาใหม่ของโลก เช่น มาตรการกีดกันทางการค้า และข้อกำหนดเรื่องสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content หรือ RVC) ที่เพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 60% ซึ่งทำให้การนับต้นทุนและการผลิตต้องเปลี่ยนแปลงไป

    ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่มีโอกาสสำคัญจากการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve

    รวมทั้งการที่นักลงทุนจะตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตพิจารณาปัจจัยสำคัญรอบด้านไม่ว่าจะเป็นทำเลยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง พื้นที่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ ตลาดและท่าเรือเพื่อความพร้อมสำหรับการส่งออก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม คือ หัวใจสำคัญในการดึงดูดการลงทุน

    นอกจากนี้ พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุน เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านทำเล โครงสร้างพื้นฐานและ Ecosystem ที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ Data Center เกษตรและชีวภาพขั้นสูง รวมถึง Climate Tech 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198280&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00EFhS_W4JrIJp16fcRG5y

  • ทิศทางเศรษฐกิจไทยกับโอกาสและความท้าทาย

    ทิศทางเศรษฐกิจไทยกับโอกาสและความท้าทาย

    โอกาสจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากมาตรการต่างๆ เช่น การนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้, โครงการลงทุนขนาดใหญ่, การลงทุนด้านเทคโนโลยีจากต่างชาติ, แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. และเม็ดเงินที่จะหมุนเวียนในช่วงการเลือกตั้ง

    • ความท้าทาย: เศรษฐกิจครึ่งปีแรกเผชิญการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน) และการบริโภคภาคเอกชน ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่า GDP จะชะลอตัวลงตามการส่งออกที่ลดลง และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่เผชิญอุปสรรคใหม่ เช่น เทรนด์ “Coolcation” ของชาวยุโรป
    • ความขัดแย้งของข้อมูลเศรษฐกิจ: ตัวเลข GDP ที่ออกมาดีในช่วงครึ่งปีแรกสวนทางกับความรู้สึกของผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่มองว่าเศรษฐกิจแย่ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีและต้นปีหน้า
    • โอกาสจากความเชื่อมั่น: การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในประเทศให้เพิ่มขึ้น
    • โอกาสจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: เศรษฐกิจมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากมาตรการต่างๆ เช่น การนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้, โครงการลงทุนขนาดใหญ่, การลงทุนด้านเทคโนโลยีจากต่างชาติ, แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. และเม็ดเงินที่จะหมุนเวียนในช่วงการเลือกตั้ง
    • โอกาสในตลาดทุน: มุมมองเศรษฐกิจที่ดีขึ้นคาดว่าจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยซึ่งยังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดอื่น ในขณะที่กองทุนตราสารหนี้ยังคงน่าสนใจจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง

    หลังจากที่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เติบโตได้ดี จากแรงหนุนของการส่งออกที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ อันเนื่องมาจากการที่ผู้ประกอบการเร่งส่งออกและนำเข้าก่อนที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปีกลับเป็นไปในทิศทางที่ไม่สดใสนัก เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยจากกรณีแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ และแผ่นดินไหว กอปรกับเศรษฐกิจจีนอ่อนแอและรัฐบาลจีนสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ชะลอตัวลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับรายได้ของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ และผลกระทบจากพายุฝนและน้ำท่วมที่มาเร็วกว่าปกติ

    ทั้งนี้ การที่ตัวเลขจีดีพีอาจไม่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ที่ตัวเลขจีดีพีออกมาดีกว่าที่คาด แต่ความรู้สึกของผู้บริโภคและผู้ประกอบการกลับรู้สึกว่าเศรษฐกิจแย่มาก รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาต่ำ แต่ผู้บริโภคกลับรู้สึกว่าของแพงขึ้นมาก

    อย่างไรก็ดี หลังจากที่มีการเปิดโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยรัฐมนตรีคนนอกที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากหลายฝ่าย กอปรกับมีการเผยทิศทางการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจบางส่วน ซึ่งสะท้อนถึงการไม่ปิดกั้นที่จะนำนโยบายที่ดีในอดีตกลับมาใช้โดยไม่ยึดติดว่าเป็นนโยบายของใคร และจะใช้แพล็ตฟอร์มที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องสร้างใหม่ ซึ่งจะทำให้การดำเนินนโยบายทำได้อย่างรวดเร็ว ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเริ่มแสดงความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจมากขึ้น

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ตัวเลขจีดีพีมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามการชะลอตัวของการส่งออก เนื่องจากมีการเร่งตัวไปแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี ส่งผลให้ผู้นำเข้าในต่างประเทศไม่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าในปริมาณมาก กอปรกับมาตรการภาษีของสหรัฐส่งผลให้การค้าในตลาดโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยถึงแม้หากศาลสหรัฐมีคำตัดสินว่ามาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฏหมาย ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังคงมีทางเลือกอื่นอีกมากที่จะนำมาใช้ในการขึ้นภาษีประเทศคู่ค้า อย่างไรก็ดี ตัวเลขการส่งออกในไตรมาส 3 อาจหดตัวไม่มาก เนื่องจากยังคงเติบโตได้ดีในช่วงต้นไตรมาส

    ในด้านการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมา โดยเป็นผลจากการที่มีบางประเทศอยู่ในช่วงปิดเทอม ในขณะที่การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวอาจเป็นไปอย่างช้าๆและมีอุปสรรคมากขึ้น สังเกตุได้จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนในครั้งนี้มีความล่าช้าเมื่อเทียบกับการเกิดเหตุการณ์ในอดีตที่ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง กอปรกับฤดูร้อนในยุโรปและหลายประเทศที่มีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปเลือกที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีอากาศเย็นสบายแทนการเดินทางมาไทย ซึ่งกลายเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวแบบใหม่ของชาวยุโรปที่เรียกว่า Coolcation

    สำหรับมุมมองในด้านบวก ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่มีแนวโน้มดีขึ้น น่าจะช่วยให้เกิดการบริโภคและการลงทุนมากขึ้น โดยความชัดเจนของมาตรการภาษีของสหรัฐส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ ในขณะที่การนำมาตรการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้ น่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคได้เป็นวงกว้าง รวมถึงคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆเพิ่มเติม และอาจมีการประกาศโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ในขณะที่ การลงทุนจากต่างประเทศในด้านเทคโนโลยี เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ อาจมีมากขึ้น นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธปท. มีแนวโน้มที่จะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งการที่มีความชัดเจนว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ส่งผลให้คาดว่าจะมีเงินที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง เช่น ค่าทำป้ายหาเสียง ค่าจ้างทีมงานหาเสียง เป็นต้น เข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ตัวเลขจีดีพีของไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะออกมาแย่กว่าในช่วงครึ่งแรกของปี รวมถึงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีแนวโน้มว่าจีดีพีของไทยจะออกมาเป็นลบ ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจหดตัว แต่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคกลับมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น 

    จากมุมมองด้านเศรษฐกิจที่ดีขึ้น น่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย โดยถึงแม้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดของปีนี้มามากแล้ว แต่ยังคงมีผลตอบแทนเป็นลบเมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปีก่อนหน้า และยังคงปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลก กอปรกับการเลือกตั้งมักจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้น 

    ในส่วนของตราสารหนี้ ในปีนี้กองทุนตราสารหนี้ระยะกลางและระยะยาวให้ผลตอบแทนที่ดี และยังคงมีแนวโน้มจะสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยที่เป็นขาลง

    ทั้งนี้ นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ประเมินความเสี่ยงการลงทุนและความสามารถในการรับความเสี่ยงของท่านก่อนการตัดสินใจลงทุน และผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/finance/investment/1198249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UcVfU8dGDIZUG5fwKyNM1

  • สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    • เผยแพร่ : 10/09/2025 21:34

    สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศไทย โอกาสนี้ นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โครงการ GSTM NEXT ครั้งที่ 9 ภายใต้หัวข้อ “Smart Tourism and Soft Power Synergies: Advancing Sustainable Development through Cross-Sector Collaboration” โดยมี หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดีและแอนิเมชัน ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แสงแข บุญศิริ คณบดีคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศไทย มุ่งเน้นการร่วมมือกันในด้าน การศึกษา วิจัย การพัฒนาบุคลากร การบริการวิชาการแก่สังคมและชุมชน การเชื่อมโยงเครือข่ายด้านวัฒนะรรม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาและส่งเสริมนโยบาย ด้านวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

    ปัจจุบันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ในด้านของเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ อีกทั้งยังเป็นการผลักดันให้วงการศึกษาเกี่ยวกับด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้เกิดความก้าวหน้าทัดเทียมกับต่างประเทศ ดังนั้น การศึกษาหาความรู้จากภายนอกห้องเรียน การเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาได้มีเวทีในการแสดงออกถึงศักยภาพของตนเอง เพื่อก้าวทันโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศเรามีบุคลากรที่สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยได้อย่างยั่งยืน และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตต่อไป

    อธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า นอกจากการทำบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือกันในวันนี้ ทางคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ยังจัดโครงการ GSTM NEXT ครั้งที่ 9 และมอบรางวัล “เครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว” (GSTM-X) (GSTM Award for Collaborative Tourism Development) ให้แก่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายความร่วมเพื่อการท่องเที่ยว

    สำหรับกิจกรรมภายใต้โครงการดังกล่าว ได้แก่ 1) การแข่งขันตอบคำถามระดับชาติภาคบริการ ด้านการท่องเที่ยว การโรงแรม และธุรกิจการบิน ครั้งที่ 9 2) การแข่งขันทักษะมัคคุเทศก์นำเที่ยว ครั้งที่ 3 หัวข้อ “Creative Cultural Tour Guiding” และ 3) การมอบรางวัล GSTM NIDA AWARDS ประจำปี 2568 นอกจากนี้ ยังมีบรรยายพิเศษ หัวข้อ “โอกาสและความท้าทายในการใช้ Soft Power ด้านภาพยนตร์ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย” โดย หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดีและแอนิเมชัน และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การพลิกโฉมประเทศไทยด้วย Soft Power: เส้นทางสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” (Transforming Thailand through Soft Power: Pathways to Sustainable Prosperity) รวมถึงการเสวนา โดย Influencer/KOL ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    SOCAIL 16-9

    gbfnftn

    สุโขทัย ฝนตกหนักทำให้น้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่รำพันและแม่มอกไหลบ่าล้อมวัดพลายชุมพล

    อันธพาล ยกพวกบุกทำร้าย หนุ่มขับโบลท์มีดฟันไม้เบสบอลตี มือถือ รถจยย. เสียหาย

    “ดร.ณัฏฐ์” ชี้ไม่ใช่เรื่องจำเป็น “เร่งรื้อ แก้ รธน.” คำวินิจฉัยศาลดับฝันพรรคประชาชน

    ยิ่งใหญ่ฉลองครบรอบ 39 ปี สโมสรไลออนส์ราชสีมา องค์กรการกุศลมุ่งช่วยเหลือสังคม

    โคราชเตรียมจัดงานทิ้งกระจาดปีที่ 41 มูลนิธิสว่างเมตตาธรรม แจกถุงยังชีพ 10,000 ชุด

    นครสวรรค์ : ชลประทานฯ บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงเรือท้องแบนสำรวจและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1309545&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IYpKSlrBfM2OIemBK0Vpc

  • สกพอ. จัดอบรม “การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รุ่นที่ 1” ยกระดับทักษะสร้างนักพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษของไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สกพอ. จัดอบรม “การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รุ่นที่ 1” ยกระดับทักษะสร้างนักพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษของไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) โดยคณะกรรมการสวัสดิการ จัดอบรมหลักสูตร “การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รุ่นที่ 1” ระหว่างวันที่ 23, 24, 30 และ 31 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเชิงลึกให้กับผู้สนใจเข้ามามีบทบาทในฐานะที่ปรึกษาของสำนักงานและนักพัฒนาโครงการเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Promotion Zone, SEPZ)

    การจัดอบรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เป็นประธานในพิธีเปิดและปิดกิจกรรมฯ โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 26 คนจากหลายภาคส่วน ทั้งบริษัทที่ปรึกษา หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และนักลงทุนทั่วไป สะท้อนถึงความสนใจต่อการพัฒนา SEPZ ในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของหลักสูตรดังกล่าวต่อการส่งเสริมการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษและการสร้างเครือข่ายที่ปรึกษามืออาชีพในอนาคต

    ทั้งนี้ ตลอด 4 วันของการอบรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้รับองค์ความรู้ครบทุกมิติผ่านหัวข้อหลัก ได้แก่ “See the big picture”: ทำความเข้าใจวิสัยทัศน์และบทบาทของ EEC ในการยกระดับประเทศไทย “Land with purpose”: เจาะลึกการจัดวางอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษบนพื้นที่อย่างมีกลยุทธ์ “Value creation with impact awareness”: วิเคราะห์ความคุ้มค่าและผลกระทบของโครงการ พร้อมการมีส่วนร่วมของประชาชน และ “Build to last”: การจัดทำรายงานออกแบบระบบสาธารณูปโภคและการพัฒนาพื้นที่ให้ยั่งยืน

    พร้อมกันนี้ หลักสูตรได้รับการออกแบบให้ผสมผสานทั้งการบรรยายเชิงวิชาการ กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ การอภิปรายกลุ่ม และการ Pitching ปิดท้าย เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้เข้าอบรม ซึ่งผู้ผ่านการอบรมทุกคนจะได้รับ ประกาศนียบัตรรับรองจาก สกพอ. ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการขึ้นบัญชีที่ปรึกษาของสำนักงานฯ ตามระเบียบว่าด้วยการขึ้นบัญชีรายชื่อที่ปรึกษาการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. 2568

    สำหรับการจัดหลักสูตรครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างกลไกสนับสนุนและยกระดับคุณภาพการพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมสำหรับการรองรับการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/11/577181/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hi2AX2n9TTHIBoaA6ZCja

  • แนวโน้ม SET แกว่งไซด์เวย์ คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    แนวโน้ม SET แกว่งไซด์เวย์ คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัยสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มหุ้นไทยเช้านี้ คาดยังแกว่งไซด์เวย์ในกรอบ โดยระยะสั้นรอปัจจัยใหม่ขับเคลื่อนดัชนี ทั้งนี้ยังมองตลาดยังยืนได้ จากความคาดหวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนส.ค.น้อยกว่าที่ตลาดคาด

    ขณะที่ปัจจัยในประเทศระยะสั้นอยู่ในช่วงติดตามความชัดเจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำกัดดาวน์ไซด์ดัชนี กลยุทธ์การลงทุนวันนี้แนะนำหุ้น Laggard โดยเลือก EGCO เนื่องจากมองว่ากระแสการลดดอกเบี้ยของเฟดทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) สหรัฐมีโอกาสถูกดดัน และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้กลุ่มโรงไฟฟ้ายังได้ประโยชน์ โดยให้กรอบแนวรับ 1,270 จุด และแนวต้าน 1,290 จุด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/781700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28W3Yy5lHWmx0YQpz14MYs