Category: เศรษฐกิจ

  • สภาทองคำโลก แนะลงทุนทองคำเป็นสินทรัพย์หลักถึงปี 69 รับความเสี่ยงรอบด้าน

    สภาทองคำโลก แนะลงทุนทองคำเป็นสินทรัพย์หลักถึงปี 69 รับความเสี่ยงรอบด้าน

    นายเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก สภาทองคำโลก (World Gold Council : WGC) เปิดเผยถึงมุมมองและทิศทางทองคำในอนาคตว่า ทองคำยังคงเป็นหลักประกันความมั่นคงทางการเงินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่น่าเชื่อถือ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

    คุณสมบัติอันโดดเด่นของทองคำในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอน ยังคงดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนไทยรุ่นใหม่ควบคู่ไปกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ ในขณะที่ประเทศไทยและโลกกำลังเผชิญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ทองคำยังคงมีข้อได้เปรียบสำคัญทั้งในด้านสภาพคล่องและมูลค่าที่ทนต่อวิกฤต ซึ่งช่วยปกป้องนักลงทุนจากพายุเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    ผลสำรวจธนาคารกลางประจำปีของสภาทองคำโลก แสดงให้เห็นว่า 95% ของผู้จัดการทุนสำรองเชื่อว่าทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า เราได้เห็นแล้วว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงทยอยซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง แม้จะในอัตราที่ช้าลง โดยเพิ่มขึ้น 166 ตัน ในไตรมาส 2/2568 และถึงแม้จะชะลอตัวลง การซื้อยังคงอยู่ในระดับที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย

    นักลงทุนไทยจึงควรพิจารณาให้ทองคำเป็นสินทรัพย์หลักในการลงทุนเชิงกลยุทธ์ระยะยาวจนถึงปี 2569 เนื่องจากการปรับขึ้นของอัตราภาษี ภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ นโยบายการเงินของธนาคารกลางที่ยังไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

    ทั้งนี้  ประเมินความต้องการทองคำมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 2 ประการ โดยประการแรก กระแสการลงทุนที่คึกคักตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรก และคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อเนื่อง ประการที่สอง ปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการลงทุนทองคำยังคงอยู่ ได้แก่ แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และสถานการณ์ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่

    “นักลงทุนไทยในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเฉพาะแนวโน้มการลงทุนภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับสถานการณ์ทั่วโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ ด้วยสถานการณ์โลกที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้น จึงคาดการณ์ได้ว่าการลงทุนในทองคำจะยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น” 

    หลังจากในไตรมาส 2/2568 ความต้องการทองคำโดยรวมของผู้บริโภคในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยปริมาณความต้องการทองคำรวมเพิ่มขึ้นถึง 12 ตัน หรือเติบโต 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ความต้องการเครื่องประดับทองคำในไทยสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก โดยปริมาณลดลง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อโดยรวม 

    แนวโน้มตลาดในภูมิภาคอาเซียนแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค โดยหันมานิยมเครื่องประดับที่มีความบริสุทธิ์ต่ำลง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไทยแสดงความเชื่อมั่นผ่านการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่เพิ่มขึ้นถึง 10 ตัน เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยรายงานการเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้านความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเมื่อเทียบรายไตรมาส โดยเพิ่มขึ้นถึง 35% ในทางตรงกันข้าม ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคกลับมีความต้องการทองคำที่ลดลง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ทองคำยังคงเป็นทางเลือกการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นและความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย

    ส่วนแนวโน้มตลาดทองคำในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความแข็งแกร่ง โดยมีการพัฒนาอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนาม ลาว และอินโดนีเซีย

    ตลาดทองคำของไทยที่มีความเข้มแข็งและมีการพัฒนามาอย่างยาวนาน จึงมีโอกาสในการร่วมมือกันผลักดันให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก้าวขึ้นเป็นเสาหลักอันดับสามด้านอุปสงค์ทองคำโลก รองจากจีน เป็นอันดับหนึ่ง และอินเดีย เป็นอันดับสอง 

    สภาทองคำโลก แนะลงทุนทองคำเป็นสินทรัพย์หลักถึงปี 69 รับความเสี่ยงรอบด้าน

    สำหรับภาพรวมการลงทุนทองคำในตลาดโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ การแปลงทองคำให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้กำลังปรับโฉมวิธีการเข้าถึงและบริหารจัดการการลงทุนทองคำของนักลงทุนยุคใหม่ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึง ความคุ้มค่าในการลงทุน และสภาพคล่องในการซื้อขายที่ดีขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนที่มองหาทางเลือกการลงทุนที่คล่องตัวและสะดวกสบาย 

    จากการศึกษาพบว่าคนไทยมองทองคำเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวและเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน โดยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแพลตฟอร์มการออมทองคำแท่งในรูปแบบดิจิทัล อาทิ แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นความต้องการซื้อทองคำในตลาดให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ความนิยมในโครงการออมทองและแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้การลงทุนในทองคำเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่และนักลงทุนรายย่อย ส่งผลให้บริการทางการเงินด้านนี้แพร่หลายในวงกว้าง

    อุปสงค์ทองคำที่ยังคงแข็งแกร่งประกอบกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ ก่อให้เกิดนวัตกรรมทางการเงิน โดยกระตุ้นการเติบโตของผลิตภัณฑ์การลงทุนรูปแบบใหม่ ซึ่งรวมถึงโซลูชันที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและแพลตฟอร์มออมทองดิจิทัล อันเป็นการผสานทองคำเข้ากับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยที่กำลังพัฒนา

    การเติบโตของทองคำดิจิทัลในประเทศไทยสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่น่าประทับใจของประเทศ โดยสภาทองคำโลกเชื่อว่าตลาดไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาด้านดิจิทัลและการยกระดับมาตรฐานของทองคำ โดยมีนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ 

    ทั้งนี้ ทองคำดิจิทัลถือเป็นช่องทางการลงทุนรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจอย่างมาก โดยมีข้อดีที่โดดเด่น คือ ความสะดวกในการใช้งาน ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปร้านทองเพื่อซื้อทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณ และไม่ต้องกังวลเรื่องการตรวจสอบคุณภาพทองด้วยตนเอง 

    อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่นๆ ผู้ลงทุนควรพิจารณาปัจจัยสำคัญต่างๆ ด้วยความรอบคอบ โดยต้องตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์มีทองคำจริงเป็นสินทรัพย์อ้างอิงหรือไม่ พิจารณาต้นทุนการลงทุนทั้งหมด รวมถึงค่าพรีเมียมที่อาจสูงกว่าการซื้อทองคำแบบดั้งเดิม และศึกษาเงื่อนไขการซื้อขายและการทำธุรกรรมต่าง ๆ อย่างละเอียด ไม่ต่างจากเวลาเราซื้อสินทรัพย์ประเภทอื่น

    ล่าสุด สภาทองคำโลก ได้เปิดตัว Gold247 เพื่อปฏิรูปตลาดทองคำระดับโลกและตอบสนองความต้องการของนักลงทุนและผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน Gold247 ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและปรับปรุงการเข้าถึงตลาดทองคำ การพัฒนานี้จะเอื้อประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักลงทุน ผู้บริโภค หน่วยงานกำกับดูแล และผู้กำหนดนโยบาย

    ดังนั้น โครงการ Gold247 จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางรากฐานสู่อนาคต ที่จะผลักดันให้ทองคำก้าวขึ้นมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

    Gold247 หรือโครงการครอบคลุมด้านการแปลงระบบสู่ดิจิทัลและการสร้างมาตรฐาน ประกอบด้วย 1) ระบบตรวจสอบความน่าเชื่อถือทองคำแท่ง (Gold Bar Integrity: GBI) 2) หน่วยมาตรฐานทองคำ (Standard Gold Unit) และ 3) ทองคำดิจิทัลขายส่ง (Wholesale Digital Gold)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730393&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07D0BPshuo0SxO_MVxEldA

  • เจาะลึก “ภารกิจหิน” คั่งค้างกระทรวงเศรษฐกิจ ส่งไม้ต่อ “ครม.อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ-คนไทยกินดีอยู่ดี

    เจาะลึก “ภารกิจหิน” คั่งค้างกระทรวงเศรษฐกิจ ส่งไม้ต่อ “ครม.อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ-คนไทยกินดีอยู่ดี

    “หลังพายุใหญ่ ฟ้าสดใสเสมอ” เช่นเดียวกับ “รัฐบาลใหม่” ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังสร้าง “ความหวังใหม่” ให้คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะการเลือกสรรผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆเข้ามาเป็น “ดรีมทีม” พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ผงกหัวขึ้นมาได้ ภายในเวลาสั้นๆของการบริหารประเทศ

    เหมือนอย่างที่ “นายกฯหนู” ได้พูดไว้ตั้งแต่วันแรกในการฟอร์มทีมรัฐบาลว่า “รัฐบาลนี้ไม่มีช่วงฮันนีมูน ไม่มีวันหยุด วันลา จะเดินหน้าทำงานโดยเร็วที่สุด” เพราะเชื่อว่า “นายกฯคนใหม่” ของเราน่าจะรู้ดีว่าภาวะเศรษฐกิจไทยกำลังวิกฤติ หากประคองไว้ไม่อยู่ในเวลานี้ เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสลื่นไถลตกเหว

    ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่กำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักของมาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐฯ และถูกซ้ำเติมจากค่าเงินบาทแข็ง ในขณะที่กำลังซื้อจากต่างประเทศ และเสน่ห์ที่เคยดึงดูดใจของการท่องเที่ยวไทยเริ่มน้อยลง เพราะมีสถานที่ใหม่ๆ ประเทศใหม่ๆ ที่เวอร์จิน น่าตื่นตาตื่นใจ น่าค้นหา และราคาย่อมเยากว่า มาเป็นคู่เปรียบเทียบ

    ยิ่งไปกว่านั้นการสะสมของความเปราะบางทางการเงินของคนไทยกลุ่มรายย่อย เอสเอ็มอี ที่กำลังลุกลามไปยังธุรกิจรายใหญ่ เป็นปัญหาที่น่าห่วงและต้องเร่งจัดการ ไม่ว่าจะเป็นสภาพคล่องที่ตึงมือ รายได้ไม่พอใช้ ขอสินเชื่อใหม่ยาก ขณะที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ปัญหาหนี้เสียรุนแรงขึ้น ภายใต้สภาวะค่าครองชีพที่สูง สินค้าเกษตรราคาตก ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมถึงปัญหาเก่าแก่เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่สะสมบ่มหนองมายาวนานที่ต้องการการแก้ไข

    อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาแบบ “วันแมนโชว์” ให้นายกฯหนู รับหน้าเสื่อทั้งหมด หรือปล่อยให้ “คนนอก” เข้ามาเป็น “เดอะแบก” รับภาระทั้งหมด คงไม่ได้

    เพราะทุกกระทรวงเศรษฐกิจ รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะต้องร่วมขับเคลื่อนทุกองคาพยพ หมุนฟันเฟืองของเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกัน ทั้งการสะสางงานค้างเก่าที่ต้องผลักดันให้สำเร็จ และการริเริ่มงานใหม่ที่จะช่วยกู้ชีพเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งทั้งหมดมีแนวทางที่ต้องทำอย่างไร มีงานค้างงานเก่าที่ต้องสะสางอย่างไรบ้าง

    “ทีมเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมมาให้แล้ว…ดังนี้

    สานต่อ 20 บาทตลอดสาย–แลนด์บริดจ์

    เริ่มต้นจากกระทรวงคมนาคม ในฐานะกระทรวงเกรด A และผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล เป็นที่รู้กันว่ารัฐบาลก่อนได้ผลักดันนโยบายเรือธง “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย”มาโดยตลอด ทั้งการเร่งรัดผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง, ร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม เพื่อเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้โครงการเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งล่าสุดผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ของวุฒิสภา

    เสมือนเป็น “มวยยก 4 ที่เหลือแค่ยกที่ 5” ซึ่งหากกฎหมายเหล่านี้ผ่าน และมีผลใช้บังคับได้ จะเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลชุดใหม่นำไปใช้สานต่อโครงการ “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ให้ประชาชนได้ใช้อย่างไร้รอยต่อ

    ส่วนโครงการที่หากไม่พูดถึงคงไม่ได้ โดยเฉพาะ “โครงการก่อสร้างถนนพระราม 2 และโครงการทางด่วนพิเศษระหว่างเมือง M82” ที่ รมว.คมนาคมคนใหม่ควรเร่งรัดให้เสร็จตามกำหนดภายในสิ้นปีนี้ เพราะเส้นทางพระราม 2 ที่ก่อสร้างเป็นทางยกระดับ จะเป็นเส้นทางสำคัญช่วยแก้ปัญหาจราจรติดขัด และเป็นเส้นทางหลักมุ่งสู่ภาคใต้

    นอกจากนั้น ยังต้องเร่งผลักดัน แก้ไข จัดทำร่าง พ.ร.บ.ระเบียง เศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่ง พ.ร.บ.นี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะผลักดันให้เกิด โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย และอันดามัน หรือ “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำผลักดัน โดยล่าสุด ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำลังเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในลำดับต่อไป

    หากโครงการต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ประชาชนและประเทศได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด พรรคการเมืองใดเป็นผู้ริเริ่มก็ตาม จะได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนแน่นอน เพราะคนไทยคงไม่ติดว่าใครเป็นคนคิด แต่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นในยุคใครมากกว่า

    คลังเร่งอัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    กระทรวงการคลัง ถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่จะต้องออกมาตรการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตไม่น้อยกว่า 2% โดยภารกิจแรกที่ต้องเร่งดำเนินการคือ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 ที่ยังคงค้างท่อ และยังรอการอนุมัติ ซึ่งต้องเร่งทำสัญญาโครงการต่างๆก่อนวันที่ 30 ก.ย.68 เพื่อให้ใช้ทันสิ้นปีงบ 68 และมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

    หากรัฐบาลต้องการใช้ “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ก็ต้องเร่งอนุมัติภายในเดือน ก.ย.–ต.ค.68 เพื่อให้ใช้เงินงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจปี 69 ที่มีวงเงินอยู่ 25,000 ล้านบาทได้ทันที

    นอกจากนี้ ต้องเร่งคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอื่นๆ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน และพยุงเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายของปี ซึ่งอาจใช้กลไกสถาบันการเงินของรัฐ ช่วยอัดเม็ดเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    ถัดมาคือ เจรจาภาษีตอบโต้สหรัฐฯ แม้สหรัฐฯกำหนดภาษีนำเข้าไทยไว้ที่ 19% แล้ว แต่กระทรวงการคลังต้องร่วมพิจารณาอัตราภาษีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเด็นทางเทคนิคอื่นๆ เช่น กฎถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ที่ได้รับผลกระทบด้วย ขณะเดียวกัน ต้องเร่งเคลียร์ประเด็นปัญหาการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยมาตรการภาษี และภาษีบุหรี่ ที่ทำให้การจัดเก็บ ภาษีสรรพสามิตลดลง และยังมีบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อนขายเกลื่อนเมือง หาซื้อได้ง่ายมาก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

    ส่วน การปรับโครงสร้างภาษี ถือเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ และเป็นเรื่องใหญ่ แต่ต้องเริ่มดำเนินการและต้องอนุมัติปรับโครงสร้างไว้ก่อนให้ได้ เพื่อจะได้ดำเนินการตามแผนงาน (โรดแม็ป) ที่กำหนดไว้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังทำให้รัฐมีรายได้ เพียงพอกับรายจ่าย และจัดทำงบประมาณแบบสมดุลโดยเร็ว จากปัจจุบันรัฐบาลทำงบประมาณแบบขาดดุลราว 860,000-870,000 ล้านบาท

    3 โจทย์หนัก ธปท. “แก้หนี้–ดอกเบี้ย–ค่าเงิน”

    สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการและรอการตัดสินใจ ยังคงเป็นการดำเนินนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับนโยบายการคลัง เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงซบเซาให้ฟื้นตัวขึ้นมา และคงกำลังการใช้จ่ายของคนไทยให้ยังไปต่อได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องไม่ทำให้เสถียรภาพของเศรษฐกิจระยะยาวเสียไป

    โดยเรื่องแรกที่ตัดสินใจในช่วงที่เหลือของปีนี้คือ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% ต่อปี ว่าควรจะลงอีกมากน้อยเท่าไรถึงจะเพียงพอที่จะช่วยให้ประชาชนหายใจหายคอออกกันบ้าง ขณะเดียวกันต้องใช้ประโยชน์จากกระสุนดอกเบี้ยที่มีอยู่ ให้ได้มากที่สุด และสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ลดแล้วแต่ธนาคารพาณิชย์ไม่ลดตาม

    อีกเรื่องสำคัญที่กำลังเป็นประเด็นร้อนขณะนี้คือ การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้เหมาะสมกับพื้นฐานเศรษฐกิจจริงของประเทศ และเอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการนำเข้า และส่งออก รวมทั้งการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว เพราะค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปัจจุบัน เป็นอัตราที่เกินพื้นฐานของเศรษฐกิจ และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย

    ส่วนเรื่องสุดท้าย คือ การแก้หนี้ครัวเรือนของคนไทยที่อยู่ในระดับสูง และป้องกันไม่ให้เกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นจนสร้างปัญหากับระบบการเงินของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน ธปท.ก็ต้องดูแลให้มีการปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นในระดับที่เหมาะสมที่จะเติมสภาพคล่องให้กับประชาชน และเอสเอ็มอี

    ภารกิจทั้งหมดนี้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายสำหรับผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ “วิทัย รัตนากร” ที่จะรับไม้ต่อจากผู้ว่าการเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ และทีมผู้บริหาร ธปท. ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่

    DE เดินหน้าลุยปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

    ฝั่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลชุดก่อนตั้งใจขับเคลื่อนอย่างจริงจัง มีการคลอดกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ยกระดับการปราบปรามอาชญากรทางเทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้น กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ ค่ายโทรศัพท์มือถือ โซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลต้องยกระดับดูแลลูกค้าและร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าต่อเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและตรงจุด ยังมีความจำเป็นต้องออกกฎหมายลูกอีกร่วม 10 ฉบับ ซึ่งรอ รมว.ดีอี คนใหม่เข้ามาขับเคลื่อน

    รวมทั้งสนับสนุนการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (ศูนย์ AOC 1441) ซึ่งมีภารกิจสำคัญเร่งด่วนจากนี้คือ การเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เช่น หมายเลขโทรศัพท์ บัญชีธนาคาร และข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ระบุตัวตนของผู้กระทำผิดได้เร็วขึ้น ในอนาคตจะสามารถรู้ได้ทันทีว่าบัญชีใดเป็นบัญชีม้า โดยไม่ต้องรอกระบวนการสืบสวนแบบเดิมที่ใช้เวลานานกว่า

    นอกจากนั้น ยังเดินหน้าผลักดันให้ระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ให้แต่ละกระทรวง ทบวง กรม นำไปใช้เต็มรูปแบบเปลี่ยนระบบเอกสารแบบเดิมที่ต้องใช้กระดาษ เซ็นด้วยลายมือและส่งเอกสารทางไปรษณีย์ มาเป็นระบบดิจิทัล 100% ซึ่งขณะนี้

    DE นำร่องไปก่อนแล้ว, การเดินหน้านโยบายคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service หรือ GDCC) และการขับเคลื่อนเพื่อสร้างระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ของประเทศ ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือบอร์ด AI แห่งชาติ เพื่อสร้างความพร้อมในการก้าวสู่ยุค AI ของไทยอย่างรอบด้าน DE ยังมีร่างกฎหมายสำคัญอีก 3 ฉบับที่จ่อรอขออนุมัติ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ไปรษณีย์ฉบับใหม่ แก้ไขให้ทันสถานการณ์ เพราะกฎหมายเดิมใช้มา 91 ปีแล้ว, ร่าง พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยาฉบับใหม่ที่ปรับให้ทันสมัยและร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. … เพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจดิจิทัล กำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มให้เป็นธรรม โปร่งใส

    พาณิชย์แก้ราคาพืชผล–ค่าครองชีพ–ดันส่งออก

    ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งแก้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวเปลือกนาปรัง ที่แบบเกี่ยวสดเหลือตันละ 3,500 บาท ต่ำสุดในรอบเกือบ 20 ปี ส่วนแบบแห้งเหลือ 5,500–6,000 บาท จากช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาตันละ 8,000–9,000 บาท แม้รัฐบาลที่แล้วไฟเขียวงบกว่า 7,286 ล้านบาท ช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้ และราคาข้าวตกต่ำ ยังไม่ได้รับการแก้ไข

    ส่วนข้าวเปลือกนาปีปี 68/69 ที่ผลผลิตจะออกราวๆเดือน ก.ย.เป็นต้นไปนั้น ยังต้องจับตาราคาจะตกต่ำหรือไม่ แม้รัฐบาลก่อนออกมาตรการช่วยเหลือ ทั้งไร่ละ 1,000 บาท และมาตรการสร้างเสถียรภาพราคา รวมวงเงินเกือบ 100,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอื่นๆที่กระทรวงพาณิชย์ดูแล กำลังจะออกสู่ตลาด และต้องเตรียมมาตรการรับมือแต่เนิ่นๆ ทั้งมันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จับตาใกล้ชิดเช่นกันว่าจะยืนราคาที่ กก.ละ 9.80 บาท ได้นานเพียงใด หลังจากเมื่อเร็วๆนี้กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศกำหนดราคารับซื้อหน้าโรงงานในกรุงเทพฯและปริมณฑล กก.ละ 9.80 บาท โดยเฉพาะหากเปิดนำเข้าจากสหรัฐฯ

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่งรัดผลักดันการส่งออกปีนี้ให้ได้ตามเป้าหมายขยายตัว 2-3% จากปีก่อน พร้อมๆกับเร่งหาตลาดใหม่ และรักษาตลาดเก่า เพื่อลดผลกระทบจากภาษีตอบโต้สหรัฐฯ อีกทั้งยังต้องเจรจาทางเทคนิคกับสหรัฐฯให้เสร็จสิ้น โดยเฉพาะกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้สินค้าไทยได้รับสิทธิ์เสียภาษีนำเข้าที่ 19%, เจรจาสุขอนามัยสำหรับการเปิดนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น เนื้อหมู ฯลฯ รวมถึงเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ยังค้างอยู่ให้สำเร็จ โดยมีหลายฉบับที่ตั้งเป้าหมายเสร็จในปี 68

    นอกจากนี้ ต้องเร่งแก้ปัญหาการทะลักของสินค้าไร้คุณภาพ และสินค้าจากประเทศต่างๆ ที่ถูกสหรัฐฯใช้มาตรการภาษี จนต้องหาทางระบายสู่ประเทศอื่น และแก้ปัญหานอมินี หลังจากคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาเรื่องนี้สิ้นสภาพไปพร้อมกับตัวรัฐมนตรี รวมทั้งช่วยเหลือเอสเอ็มอีอยู่รอดได้ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

    และที่ลืมไม่ได้ คือ การแก้ปัญหาค่าครองชีพ การดูแลราคาสินค้า ช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญเรื่องนี้น้อยกว่าภารกิจด้านอื่น

    แก้สัญญาสัมปทานก๊าซธรรมชาติอ่าวไทย

    เลาะเลียบมากระทรวงพลังงาน ที่มีงบประมาณปีละ 3,000– 4,000 ล้านบาท แต่เนื้องานที่รอ รมว.พลังงานคนใหม่ หยิบมาสานต่อกลับมีมากมาย อาทิ แก้กฎหมายพลังงานกว่า 180 ฉบับ ที่ยังทำไม่สำเร็จ เช่น 1.โครงการโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็ก ที่อดีต รมว.พลังงาน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มีแนวคิดจัดตั้งโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็กในประเทศ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และลดนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป

    สศช.เตือนเร่งแก้ปญหาก่อนเกิด “วงจรปีศาจ”

    2.การแก้ไขสัญญาสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่ได้รับสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้ ภาครัฐได้ประโยชน์มากขึ้น 3.นโยบายจัดสรรก๊าซธรรมชาติสำหรับภาค ปิโตรเคมีที่ได้ทบทวนนโยบายการจัดสรร เพื่อให้เป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ 4.การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน แม้ส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีนโยบายที่อยู่ระหว่างการศึกษา เช่น กำหนดทิศทาง ส่งเสริมพลังงานชีวมวล (biomass) และชีวภาพ (biogas) ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ รวมถึงการจัดทำแผนแม่บทพลังงานหมุนเวียนฉบับใหม่

    5.ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ให้เป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 6.จัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ เพื่อความมั่นคงของประเทศ (SPR) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้อยู่ ในระดับที่รัฐบาลควบคุมได้ โดยหลักการ คือ จะนำน้ำมันสำรองมาดูแล ปัญหาราคาน้ำมันแทนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    7.การสรรหาและแต่งตั้งผู้บริหารในสังกัด อาทิ การเสนอชื่อผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คนใหม่ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา, การสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ที่สรรหาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ยังไม่ได้, การจัดทำแผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) ที่เลื่อนการพิจารณาออกไป

    ดันอุตสาหกรรมเป้าหมายดึงเงินลงทุน

    ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีงานค้างที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน อาทิ 1.ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่เน้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่มีเป้าหมายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น

    2.ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรมฉบับใหม่ เพื่อแก้ปัญหาลักลอบทิ้งกากของเสีย และยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นกฎหมายฉบับแรก ที่จัดการกากอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ เพื่ออุดช่องโหว่ของกฎหมายเดิม เพราะจะเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น สำหรับผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นโรงงานเถื่อนหรือทุนสีเทา ที่ลักลอบ ทิ้งกากพิษ, มาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม ที่อาจรวมถึงการจัดตั้งกองทุน เพื่อการจัดการกากอุตสาหกรรมด้วย

    3.เร่งปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรมให้เสร็จ เพื่ออำนวย ความสะดวกในการประกอบกิจการให้มากขึ้น เช่น ยกเลิกหรือลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ไม่จำเป็น 4.เร่งยกร่าง พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและทุ่มตลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทย

    5.เตรียมจัดหามาตรการรองรับ กรณีข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักร ไทย กับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด ผู้ถือหุ้นของบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ที่คณะอนุญาโตตุลาการได้เลื่อนการ ออกคำชี้ขาด หรือคำตัดสินออกไปหลายรอบแล้ว จนล่าสุดจะครบกำหนด การออกคำชี้ขาดหรือคำตัดสินวันที่ 30 ก.ย.นี้ ตามที่ทั้ง 2 ฝ่ายร้องขอ ซึ่งเป็นกรอบระยะเวลาที่เชื่อว่าจะเจรจาให้ได้ข้อยุติ

    สภาพัฒน์แนะเร่งทำ 5 มาตรการ

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือสภาพัฒน์) วิเคราะห์ว่า มี 5 มาตรการที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ในสิ้นปีนี้ เริ่มจาก 1.ภาคการท่องเที่ยว ที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลัก แต่ล่าสุด ณ เดือน ก.ค.68 รายได้กลับติดลบจากปีก่อน จึงต้องมีมาตรการ ฟื้นฟูเร่งด่วน 2.การลดต้นทุนและภาระของภาคส่งออก โดยไม่ควรออกมาตรการที่ซ้ำเติม เช่น การปรับค่าแรงที่กดดันผู้ประกอบการ 3.สนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ หลังจากธนาคารเน้นปล่อยกู้รายใหญ่ ทำให้เอสเอ็มอีเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปี

    4.การรณรงค์ใช้สินค้าไทยและท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อพยุงเศรษฐกิจในภาวะที่การส่งออกไปสหรัฐฯถูกกีดกันและตลาดจีนแข่งขันยาก โดยย้อนรอยความสำเร็จของมาตรการ Made in Thailand 5.หลีกเลี่ยงใช้มาตรการที่ใช้เงินจำนวนมาก หรือหากจำเป็นต้องใช้ ก็ขอให้เป็นทางออกสุดท้าย เพราะภาระการคลังสูงขึ้นต่อเนื่องและมีความเสี่ยงที่หนี้สาธารณะจะทะลุ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปีหน้า

    นอกจากนี้ ต้องเดินหน้านโยบายเพิ่มศักยภาพกองทุนหมู่บ้านกว่า 79,600 แห่งทั่วประเทศ ผ่านโครงการ SML จัดสรรตามขนาดกองทุน S=200,000 บาท, M=300,000 บาท และ L=400,000 บาท ที่รัฐบาล ก่อนเริ่มไว้ โดยใช้งบปี 68 กว่า 11,000 ล้านบาท และเติมเข้าไปอีก 4,000 ล้านบาทในช่วงกลางปี เพื่อให้ครอบคลุมกองทุนที่ยังตกหล่น

    แต่ ณ เดือน ก.ย.68 มีเพียง 14,721 กองทุน ที่ผ่านการอนุมัติและทยอยโอนเงินให้ แต่ที่เหลือยังไม่ได้เงิน เพราะติดปัญหาการตรวจเล่มโครงการ และการกลั่นกรองเอกสารจากส่วนกลาง ทำให้โครงการคืบหน้าไม่เต็มที่ และรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเคลียร์เอกสารที่ค้าง พร้อมวางระบบตรวจสอบให้การเบิกจ่ายถึงมือทุกกองทุนอย่างโปร่งใส

    ทั้งนี้ สภาพัฒน์คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 68 จะเติบโต 1.8–2.3% แต่อาจต่ำกว่านี้ได้ หากไม่มีมาตรการเร่งด่วนเข้ามาประคอง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหนี้เสียภาคธุรกิจที่สูงขึ้น หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ “วงจรปีศาจ” (Diabolic Loop) ที่หนี้เสียฉุดรั้งภาคการเงินและภาคธุรกิจ ซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ชะลอตัวแรงกว่าเดิม

    “อนุทิน” ต้องตัดสินใจมหาบิ๊กโปรเจกต์

    ขณะเดียวกัน ยังมีอีกหลายโครงการที่ทำให้เศรษฐกิจไทย “ติดหล่ม” เพราะความล่าช้า และไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จได้ตามแผน โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ สนามบิน ดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นหนึ่งใน โครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กำลังฉุด “เมืองการบินภาคตะวันออก–อู่ตะเภา” ให้ติดหล่ม

    เนื่องจากแผนธุรกิจสนามบินใหม่นี้ ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ผู้โดยสาร จะเดินทางเชื่อมจากดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ด้วยระบบราง แต่สัญญา โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ยังติดปัญหาการแก้ไขเงื่อนไขร่วมทุนกับ เอกชน, การตรวจสอบโดยอัยการสูงสุด และการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จ

    หากรถไฟฟ้ายังไม่สามารถเดินหน้าได้ เมืองการบินจะขาดแรง ดึงดูดนักลงทุนและสายการบิน ขณะที่เอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ลงทุนไปแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้ Notice to Proceed (เอกสารจากผู้ว่าจ้างให้เริ่มต้นทำงานตามสัญญา)

    ดังนั้น รัฐบาลอนุทินจึงต้องเร่งเคลียร์สัญญาและส่งมอบพื้นที่ของ รถไฟ ควบคู่กับเจรจาสิทธิประโยชน์เมืองการบิน มิฉะนั้นความล่าช้า ทั้ง 2 โครงการนี้ จะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะล้มเป็นโดมิโนไปพร้อมกัน

    พิสูจน์ฝีมือดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ส่วนการท่องเที่ยวที่เคยเป็นความหวังสำคัญของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันหนักในปี 68 เมื่อครึ่งปีแรกจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงราว 5% เหลือประมาณ 16.7 ล้านคน ขณะที่รายได้จากต่างชาติช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) ปีนี้ อยู่ที่ 895,157 ล้านบาท หดตัว 4.2% จากปีก่อน ธุรกิจโรงแรมและที่พัก คาดว่า รายได้ทั้งปีจะหดตัวอีก 4.5% สะท้อนกำลังใช้จ่ายที่ลดลง ขณะที่ตลาดหลักอย่างจีนยังซบเซา ต่อเนื่อง แม้ตลาดระยะไกลจากยุโรปและอเมริกาขยายตัว แต่ยังเป็น คำถามว่า จะทดแทนการหดตัวของตลาดระยะใกล้ได้หรือไม่

    แม้ปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 39 ล้านคน แต่ล่าสุด อาจทำได้เพียง 34-35 ล้านคน ขณะที่ผู้ประกอบการโรงแรมยังเผชิญภาระต้นทุนค่าแรงขั้นต่ำวันละ 400 บาท

    สะท้อนว่า การท่องเที่ยว ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักกำลังกลาย เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ไข อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวไทย (ไฮซีซัน) ยังเปิดโอกาสให้ประเทศสร้างรายได้กลับมาได้ หากสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและกระตุ้นการใช้จ่ายได้สำเร็จ

    ตลาดทุนร้อง “กิโยตีน” กฎหมาย

    ฝั่งตลาดทุน สิ่งที่ต้องดำเนินการด่วน คือ เดินหน้า “กิโยตีนกฎหมาย” ที่เคยศึกษามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกในการ ประกอบธุรกิจ ใบอนุญาตต่างๆที่ใช้หลักการยื่นเอกสาร การพิจารณาการอนุญาตต่างๆผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบออนไลน์

    รวมถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจสมัยใหม่ (New Economy) ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ การปรับปรุงกฎหมายมหาชนและกฎหมายหลักทรัพย์ เรื่องหุ้นหลายประเภท Dual class, การฟ้องคดีโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในคดีสำคัญ และการประชุม การส่งเอกสาร ที่ลดต้นทุน ให้เสร็จปลายปี

    พร้อมกับยกร่างกฎหมายแบบ Omnibus ที่แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับให้แล้วเสร็จ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยการสนับสนุนของทุกพรรคการเมือง และสนับสนุนมาตรการทางภาษี แก่บริษัทจดทะเบียนของโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (Jump+) และโครงการ TISA ที่ส่งเสริมการออมเพื่อการลงทุนระยะยาว

    หากปรับปรุงแก้ไข และออกกฎหมายเหล่านี้ได้สำเร็จ จะเป็น ประโยชน์กับทุกพรรคการเมือง ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคต.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2882714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oA0rXYyV4U1LO5BU3cFjy

  • นักวิชาการ สะท้อนข้อเท็จจริง  ปิด-เปิดด่านกับเรื่องขาตินิยม ตีแสกหน้า ‘บิ๊กเล็ก’ ว่าที่รมว.กลาโหม

    นักวิชาการ สะท้อนข้อเท็จจริง  ปิด-เปิดด่านกับเรื่องขาตินิยม ตีแสกหน้า ‘บิ๊กเล็ก’ ว่าที่รมว.กลาโหม

    14 ก.ย.2568-รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง 🇹🇭 ปิดด่าน = ชาตินิยม? … ญี่ปุ่นคือคำตอบ! 🇯🇵 เนื้อหาระบุว่า จากกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า หากรัฐบาลไทยไม่ยอมเปิดด่านไทย-กัมพูชา ตามคำเรียกร้องของรัฐบาลญี่ปุ่น ด้วยเหตุชาตินิยม ญี่ปุ่นคงเข็ดขยาดกับประเทศไทยนั้น เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากสารานุกรม Britannica ได้ให้คำนิยาม ชาตินิยม (Nationalism) คือ อุดมการณ์หรือความสำนึกที่แสดงออกถึงความรัก ความผูกพัน และความจงรักภักดีอย่างแรงกล้าต่อชาติ โดยถือว่าภาระผูกพันต่อชาติ มีน้ำหนักมากกว่าผลประโยชน์ส่วนบุคคลหรือกลุ่มอื่น

    ซึ่งข้อเท็จจริงที่ผ่านมาปรากฏชัดว่า ประเทศที่สามารถพัฒนาจนมีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี จีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างมีพลเมืองรวมถึงนักการเมือง ที่เห็นประโยชน์ของชาติสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ของประเทศอื่นทั้งสิ้น

    นับจากอดีตถึงปัจจุบัน การตัดความสัมพันธ์ รวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เป็นมาตรการที่นานาอารยประเทศมักใช้เพื่อกดดันประเทศที่เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

    อาทิ กรณีการสู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครนนับแต่ปี 2565  สหภาพยุโรปได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียอย่างหนักหน่วงในหลายรูปแบบ เพื่อทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียอ่อนแอ จนแสนยานุภาพในการรบต่ำลง แม้ว่ารัสเซียจะยังมิได้มีการรุกรานประเทศเหล่านี้ก็ตาม

    เช่นเดียวกัน นอกเหนือจากความร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติในการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ประเทศญี่ปุ่นได้มีมาตรการเพิ่มเติมด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง เช่น ปี 2542 สมาชิกรัฐสภาได้เสนอกฎหมายเพื่อจำกัดการส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคง รวมถึงเกาหลีเหนือ เนื่องจากมีความกังวลว่า เทคโนโลยีและอุปกรณ์เชิงพาณิชย์อื่นๆ จำนวนมากที่ผลิตโดยบริษัทญี่ปุ่น อาจถูกประเทศเหล่านั้นนำไปเป็นส่วนประกอบในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ จนอาจกลับนำไปใช้โจมตีญี่ปุ่น

    ในปี 2552 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยุติการส่งออกและนำเข้าสินค้ากับเกาหลีเหนือ ซึ่งครอบคลุมสินค้าจากประเทศที่ 3 ด้วย ล่าสุด เมษายน 2568 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าวเพิ่มอีก 2 ปี  แม้ว่าการระงับการส่งออกสินค้าไปยังเกาหลีเหนือจะทำให้ผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างมากก็ตาม  ซึ่งการตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นกับประเทศเกาหลีเหนือดังกล่าว เป็นไปเพื่อตอบโต้การพัฒนาขีปนาวุธ รวมถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหาการลักพาตัว และประเด็นกิจกรรมผิดกฎหมายอื่น ๆ แม้ว่าเกาหลีเหนือจะยังมิได้มีการโจมตีญี่ปุ่นแต่อย่างใด

    ดังนั้น เหตุการณ์กองกำลังกัมพูชาโจมตีบ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล และสถานประกอบการ ระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 จนทำให้คนไทยและทหารไทยบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เป็นบทเรียนที่รัฐบาลไทยต้องตระหนักว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องยุติความสัมพันธ์ทางการค้ากับกัมพูชา ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ เฉกเช่นที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้เคยกระทำไว้เป็นแบบอย่าง  และเนื่องจากคนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่มีสำนึกรักชาติบ้านเมืองอย่างเต็มเปี่ยม และพร้อมจะเสียสละประโยชน์ส่วนตน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม จึงย่อมเข้าใจความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปิดด่านเพื่อให้กัมพูชาสิ้นสภาพ จนไม่สามารถเป็นอันธพาลสร้างความหายนะให้กับประเทศไทยได้อีก!

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/861652/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j8k5ayBt4r_9G11YgkrkN

  • เหตุใดคนรุ่นใหม่ถึงหางานยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เชี่ยวชาญจากลิงค์อิน แนะนำอย่างไร ? – BBC News ไทย

    เหตุใดคนรุ่นใหม่ถึงหางานยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เชี่ยวชาญจากลิงค์อิน แนะนำอย่างไร ? – BBC News ไทย

    เหตุใดคนรุ่นใหม่ถึงหางานยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เชี่ยวชาญจากลิงค์อิน แนะนำอย่างไร ?

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, แคตตี เคย์
      • Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษของบีบีซี

    ในช่วงห้าปีที่ผ่านมาลิงค์อิน (LinkedIn) แพลตฟอร์มออนไลน์ด้านอาชีพได้สอบถามผู้คนเกือบครึ่งล้านคนว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับอาชีพการงานในปีนี้ และผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างชัดเจน คือ คนหนุ่มสาวมีมุมมองต่อเรื่องนี้ในแง่ลบมากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ อย่างมาก

    เมื่อพิจารณาจากพาดหัวข่าวที่ผ่าน ๆ มา ฉันไม่โทษพวกเขาเลย ฉันอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับความยากลำบากของบัณฑิตจบใหม่ในการหางานแรกอยู่เรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2023

    ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกาลดลงมากกว่า 35% ตามการประมาณการบางส่วน ข้อมูลจากลิงค์อิน ระบุว่า 63% ของผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจยอมรับว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) น่าจะเข้ามาแทนที่งานบางอย่างที่พนักงานระดับเริ่มต้นต้องรับผิดชอบอยู่ในปัจจุบัน

    เท่าที่ฉันทราบ ฉันเห็นแนวโน้มเหล่านี้เกิดขึ้นกับลูก ๆ ของตัวเอง ลูกชายวัย 25 ปีของฉันที่จบปริญญาโทพบว่าเขาหางานได้ยาก แฟนสาวของเขาซึ่งมีปริญญาโทสองใบก็กำลังดิ้นรนหางานประจำในสาขาอาชีพของเธอ

    พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของ “คนรุ่นที่ถูกปฏิเสธ” ซึ่งหมายถึงการที่คนหนุ่มสาวส่งเรซูเม่ไปหลายร้อยฉบับแต่กลับถูกปฏิเสธ ทุกอย่างดูแตกต่างจากเมื่อไม่กี่ปีก่อนมาก ตอนที่ลูก ๆ คนโตของฉันเพิ่งเริ่มต้นงานแรก ๆ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    มีข้อถกเถียงกันว่าเอไอ มีส่วนแค่ไหนต่อการหางานยากของคนรุ่นใหม่ แต่จากผลสำรวจใหม่ของ ลิงค์อิน พบว่าคนทำงานมีความกังวล และผู้เชี่ยวชาญ 41% ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของ AI กำลังส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา

    บีบีซีพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กับ อนีช รามาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายโอกาสทางเศรษฐกิจของลิงค์อิน และเขาเพิ่งเขียนบทความแสดงความคิดเห็นให้กับ สำนักข่าวเดอะนิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับความล้มเหลวในแง่ของบันไดอาชีพ และความหมายของมันต่อคนรุ่นใหม่

    คำบรรยายภาพ, แคตตี เคย์ และอนีช รามาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายโอกาสทางเศรษฐกิจของลิงค์อิน

    อนีช รามาน มีคำแนะนำเชิงปฏิบัติมากมายเกี่ยวกับทักษะที่เขาคิดว่าคนรุ่นใหม่จำเป็นต้องมีเพื่อประสบความสำเร็จในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และสาเหตุที่เส้นทางการเติบโตในอาชีพการงานแบบคาดเดาได้นั้นไม่แน่นอนอีกต่อไป

    แคตตี เคย์: ฉันเห็นพาดหัวข่าวเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ของบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังดิ้นรนในการหางานระดับเริ่มต้นอยู่เรื่อย ๆ มันเกิดอะไรขึ้นและมันมีนัยอย่างไร ?

    อนีช รามาน: มันเป็นเรื่องจริงและสำคัญมาก บัณฑิตจบใหม่และพนักงานระดับเริ่มต้นกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน แต่ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเผชิญกับจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจากเอไอ (AI) ทั้งหมดนี้นำไปสู่การว่างงานของคนหนุ่มสาว และอัตราว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนกลุ่มอื่นในประเทศ คนรุ่นเจนซี กำลังรู้สึกมองอนาคตในแง่ร้ายที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่น ๆ เท่าที่เราเคยสำรวจ

    แต่นี่คือช่วงเวลาที่เรากำลังเปลี่ยนจากเส้นทางอาชีพแบบคงที่ ไปสู่เส้นทางอาชีพที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันเหมือนกับ “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดและช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด” ของ ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ นักประพันธ์ชื่อดังของอังกฤษ เลย เพราะฉันคิดว่าถ้าต้องเลือกช่วงเวลาเริ่มต้นอาชีพ ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งมาก เมื่อเอไอ เกิดขึ้นและเรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ อีกด้านหนึ่งของเอไอ ก็จะทำให้ธุรกิจมีตัวเลือกมากขึ้นสำหรับการสร้างอาชีพ

    แคตตี เคย์: บัณฑิตบางรายประสบปัญหามากกว่าคนอื่น ๆ หรือไหม? เมื่อสิบปีที่แล้ว เราทุกคนอยากให้ลูก ๆ เรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ ตอนนี้เราควรผลักดันพวกเขาไปเรียนสาขาอื่นไหม?

    อนีช รามาน: วิทยาการคอมพิวเตอร์ เคยและยังคงเป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจความรู้ แต่เศรษฐกิจความรู้กำลังจะหมดไป และเรากำลังเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ เมื่อปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความในนิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับประเด็นนี้โดยใช้ข้อมูลของลิงค์อิน ที่ว่า 96% ของงานวิศวกรซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์โดยเฉลี่ยมีแนวโน้มที่จะถูกเอไอ มาทำแทนไม่ว่าจะในทันทีหรือในเร็ว ๆ นี้ นี่ไม่ได้หมายความว่างานนั้นจะหายไป แต่หมายความว่า สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เป็นอยู่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เราเริ่มเห็นนายจ้างพูดประมาณว่า “ถ้าคุณมีปริญญาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คุณเรียนวิชาโทปรัชญามาไหม จะได้ช่วยผมคิดเรื่องผลกระทบทางจริยธรรมของสิ่งที่ผมกำลังสร้างอยู่”

    เดิมทีเส้นทางที่คาดเดาได้คือ “ฉันได้ปริญญานี้แล้ว จ้างงานฉันสิ” ซึ่งนั่นมันก็ดีถ้าคุณได้ปริญญามา แต่มันจะไม่ดีถ้าคุณไม่มีเงินพอจะเรียน หรือถ้าคุณไม่ใช่กลุ่มคนที่มีสิทธิพิเศษในการมีโอกาสได้ปริญญา แต่ตอนนี้ การพูดว่า “ฉันได้ปริญญาแล้ว” ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก และคุณต้องอธิบายความหมายของมัน

    ผมคิดว่างานด้านธุรกิจค้าปลีกจะเริ่มมีคุณค่ามากขึ้นในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ หากคุณสามารถพูดได้ว่าคุณทำงานที่ต้องแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัว นั่นคือสิ่งที่นายจ้างมองหา

    เราเป็นปัจเจกบุคคลที่มีประสบการณ์เฉพาะตัว พลังงานเฉพาะตัว และความยืดหยุ่นเฉพาะตัว นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เราได้รับการว่าจ้าง และการแสดงออกถึงสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถควบคุมได้

    อนีซ กล่าวอีกว่า คนรุ่นเดียวกันที่กำลังประสบปัญหาในการหางานแรกนั้น ยังเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้าน AI อีกด้วย และกำลังนำแนวคิดใหม่ ๆ มาให้ว่าธุรกิจต่างๆ ควรทำแตกต่างออกไป

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    แคตตี เคย์: ฉันเห็นแบบสำรวจลิงค์อิน ของผู้บริหาร 3,000 คน [ในสหรัฐอเมริกา] และ 63% ของพวกเขาเชื่อว่าเอไอ จะเข้ามาแทนที่งานระดับเริ่มต้น ดังนั้นกลุ่มคนเจนซี ก็จะได้รับผลกระทบอยู่แล้วหรือไม่ ? ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเล่าเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับตัวเองอย่างไร บางทีงานระดับเริ่มต้นเหล่านั้นอาจจะไม่มี เพราะบริษัทต่าง ๆ จะมอบงานเหล่านี้ให้กับปัญญาประดิษฐ์

    อนีช รามาน: เราไม่รู้แน่ชัด แต่เรารู้ว่าในการสำรวจนั้น มีเปอร์เซ็นต์เท่ากันที่ระบุว่าพนักงานระดับเริ่มต้นได้นำมาซึ่งไอเดียแนวคิดใหม่ ๆ ที่มีคุณค่าต่อการเติบโตทางธุรกิจ คนรุ่นเดียวกันที่กำลังประสบปัญหาในการหางานแรกนั้นก็เป็นคนที่ใช้เอไอ เป็นหลัก และกำลังนำมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ธุรกิจควรทำแตกต่างออกไปในขณะที่พยายามปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจแบบใหม่นี้

    เมื่อเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เราเปลี่ยนจากงานในฟาร์มมาเป็นงานในโรงงาน หรือจากโรงงานมาเป็นออฟฟิศ การเปลี่ยนแปลงหรือดิสรัปชันย่อมเกิดขึ้นมาก่อน เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่ ที่ลิงค์อิน เรามีข้อมูลว่า 70% ของงานโดยเฉลี่ยจะเปลี่ยนไปภายในปี 2030 เราทุกคนจะมีงานใหม่ แม้ว่าเราจะไม่เปลี่ยนงานก็ตาม แต่ก็มีงานประเภทใหม่ ๆ เกิดขึ้นเช่นกัน

    ย้อนไป 10 ปีที่แล้ว อินฟลูเอนเซอร์ ยังไม่จัดกว่าเป็นอาชีพเลย หรือ 20 ปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ก็ยังไม่นับเป็นอาชีพงาน ดังนั้น เรายังไม่เห็นงานประเภทนั้นเลยนอกจากงานด้าน AI

    ดังนั้น หากคุณเป็นพนักงานระดับเริ่มต้น ใช่ ตอนนี้คุณกำลังถูกบริษัทต่าง ๆ คำนวณว่าควรปรับเปลี่ยนอย่างไร บางบริษัทจะใช้การคิดคำนวณแบบเก่าสำหรับสมการใหม่ และคิดว่าทุกอย่างเกี่ยวกับการลดขนาด แต่บางบริษัทจะตระหนักว่าเราต้องดึงคนเหล่านี้เข้ามา ซึ่งจะช่วยเราสร้างสายธุรกิจใหม่และคิดในมุมมองที่แตกต่าง

    แคตตี เคย์: คุณจะพูดอะไรกับคนอายุ 22 ปีที่กำลังเรียนจบมหาวิทยาลัยและกำลังประสบปัญหาการหางานยาก หรือกับพ่อแม่ที่วิตกกังวลของพวกเขา ?

    อนีช รามาน: สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ เป็นตัวของตัวเอง เรื่องราวของการทำงาน นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก คือเรื่องราวของเทคโนโลยีในการทำงาน ไม่ใช่มนุษย์ในการทำงาน เราได้ฝึกฝนผู้คนให้เป็นผู้จัดการงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี บัดนี้ เราจะพลิกสถานการณ์นั้นและนำมนุษย์มาเป็นศูนย์กลางของการทำงาน

    คุณต้องเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ความอยากรู้อยากเห็นเฉพาะตัวของคุณคืออะไร และอะไรเป็นแรงผลักดันของคุณ เริ่มเข้าใจอย่างแท้จริงว่าคุณจะไปถึงจุดที่ไม่มีใครเอาชนะคุณในการเป็นคุณได้อย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cjd134l2r8lo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0udWp2DRc5U9kzAM4l9dTX

  • ธนาคารไทยเครดิต เคียงข้างลูกค้าทุกคน ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ต่อปี

    ธนาคารไทยเครดิต เคียงข้างลูกค้าทุกคน ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ต่อปี

    ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สอดคล้องตามมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบในด้านภาระต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวในครึ่งปีหลัง

    นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธนาคารไทยเครดิตพร้อมเคียงข้างลูกค้าทุกคนให้ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูงประกอบกับแนวโน้มมีการชะลอตัวในครึ่งปีหลังนี้ ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ต่อปี การปรับลดครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการดำเนินธุรกิจที่ต้องการเคียงข้างลูกค้าทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยปัจจุบันลูกค้ากลุ่มรายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธนาคาร ได้รับผลกระทบในด้านภาระต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเข้มแข็งในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน”

    ธนาคารได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง ดังนี้
    • อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลดลง 0.25% ต่อปี จาก 8.68% ต่อปี เป็น 8.43% ต่อปี
    • อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลดลง 0.25% ต่อปี จาก 9.95% ต่อปี เป็น 9.70% ต่อปี
    • อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลดลง 0.25% ต่อปี จาก 9.18% ต่อปี เป็น 8.93% ต่อปี

    การปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกค้ามีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น เพิ่มความสามารถในการรับมือกับการปรับตัวของเศรษกิจที่ผันผวน สร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ตามความมุ่งมั่นของธนาคารที่พร้อมสนับสนุนโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่เท่าเทียม รวมทั้งมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และสนับสนุนให้ผู้ลูกค้ามีเครื่องมือที่จำเป็นไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจให้แข็งแกร่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ตามปรัชญาของธนาคาร “Everyone Matters – ทุกคนคือคนสำคัญ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241673&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W0-LpMu2AZ5E_gNDHsEIq

  • กัมพูชาจะกลายเป็นเหมือนเนปาลหรือไม่? ถ้าปิดด่านและกดดันทางเศรษฐกิจต่อ

    กัมพูชาจะกลายเป็นเหมือนเนปาลหรือไม่? ถ้าปิดด่านและกดดันทางเศรษฐกิจต่อ

    ผมได้ยินบางความเห็นที่บอกว่า หากเราปิดด่านชายแดนต่อไป จะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อระบอบตระกูลฮุน จนกระทั่งเมื่อคนกัมพูชาอดอยากปากแห้ง ไม่มีงานทำ ไม่มีอะไรจะกิน ก็จะลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มระบอบฮุนจนพินาศ

    บางคนชี้ว่าสถาพของกัมพูชาจะคล้ายกับเนปาล ซึ่งประชาชนทนไม่ไหวจนต้องล้มรัฐบาลและไล่ล่าพวกนักการเมือง

    แต่นี้เป็นการ “ฝันหวาน” จนเกินไปของคนไทยโดยคิดว่าทุกประเทศที่มีรัฐบาลอันชั่วร้ายจะต้องพบจุดจบแบบเนปาล

    ผมขอสรุปสั้นๆ ว่า มันแทบเป็นไปไม่ได้ในกรณีของคนกัมพูชา

    ผมขอชี้ให้เห็นว่าในกรณีของเนปาลนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเปิดโปงพวก Nepo Kid ที่เป็นลูกหลานอวดร่ำอวดรวยของนักการเมืองฟิลิปปินส์ พอเนปาลเอาอย่างบ้างก็ไม่เพียงแค่เปิดโปง แต่ไล่ล่าตัวเป็นๆ กันเลยทีเดียว

    กระนั้นก็ตาม ต้นตำรับแนวคิดนี้คือฟิลิปปินส์ไม่ได้ลงมือไล่ล่าและล้มรัฐบาลแบบเนปาล ปัจจุบันคนฟิลิปปินส์ก็ยัง “ฝันหวาน” กับการโค่นนักการเมืองกันอยู่ แต่ไม่มีใครกล้าก่อม็อบ

    เพียงแค่นี้จะเห็นแล้วว่าเงื่อนไขและปัจจัยของแต่ละประเทศไม่นั้นต่างกันลิบลับ จะเอามาเทียบโดยไม่พิจารณาลักษณะเบื้องหลังของประเทศนั้นๆ ไม่ได้

    ในกรณีของคนกัมพูชา ผมขอเรียกว่าเป็น “มนุษย์ที่ว่านอนสอนง่ายต่ออระบอบอำนาจนิยม”

    เราจะเห็นว่าแม้กัมพูชาจะยากจนและ รายได้ต่อหัวต่ำ สกุลเงินก็ไร้ค่า โรงพยาบาลไม่พอ โรงเรียนคุณภาพต่ำ ฯลฯ ถือเป็นประเทศยากจนอันดับต้นๆ ของเอเชีย 

    แต่คนกัมพูชาก็ยังยินดีอยู่ในระบอบตระกูลฮุนโดยไม่มีใครกล้าท้าทาย นอกจากจะไม่ท้าทายยังยกย่องบูชาราวกับเป็นพระมาโปรด

    สาเหตุก็คือ คนกัมพูชามีความคิดวิเคราะห์ (Critical thinking) น้อย หากมีทักษะการวิเคราะห์สูง พวกเขาก็คงเห็นว่า “ตัวเองอยู่ในประเทศสลัมแท้ๆ” และควรจะต่อต้านรัฐบาลที่ทำให้ชีวิตผู้คนตกต่ำตั้งแต่หลายปีที่แล้ว

    อีกสาเหตุก็คือ คนกัมพูชามีความตื่นตัวทางการเมือง (Political awareness) น้อย หากตื่นตัวทางการเมืองสักนิด ก็จะควรจะต่อต้านระบอบฮุนที่กดขี่ทางการเมือง ปิดปากฝ่ายตรงข้าม และกอบโกยผลประโยชน์เข้าพวกตน

    แค่เพียงสองข้อนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนกัมพูชา “จงรักภักดี” หรือ “จมปลัก” ไปกับระบอบฮุนไปอีกนานแสนนาน

    นี่เองที่ผมเรียกว่า “มนุษย์ที่ว่านอนสอนง่ายต่ออระบอบอำนาจนิยม” ซึ่งต่างจากปรเะทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันอออกเฉียงใต้ที่พร้อมจะต่อต้านรัฐบาลของตนทุกเมื่อ

    แม้แต่คนเมียนมาพร้อมที่จะสู้รัฐบาลเผด็จการได้ทุกเมื่อ หรือแม้แต่คนลาวก็พร้อมที่จะวิจารณ์ “พรรครัฐ” อย่างตรงไปตรงมา ท่าทีแบบนี้จะสร้างเสริมพัฒนาการทางการเมืองและการตระหนักรู้สถานะของประเทศตนที่แท้จริง และจะทำให้ “เจริญรุ่งเรือง” เมื่อทุกอย่างสุกงอมแล้ว 

    แต่มนุษย์ประเภทอย่างคนกัมพูชาจะไม่มีวันลุกฮือต่อต้านผู้กดขี่ตนเองทำให้ “ไม่มีอนาคต” ยิ่งกว่านั้น หากรัฐบาลผู้กดขี่ยังใช้วิธีอันชั่วร้ายด้วยการโยนความผิดให้กับ “ปัจจัยภายนอก” คนพวกนี้ก็จะเชื่อว่า “พวกข้างนอก” ทำให้พวกเขาลำบาก และยิ่งยกย่องเชิดชู “เผด็จการภายใน” ที่ช่วยปกป้องพวกเขา

    เช่น หากมีการปิดล้อมทางเศรษฐกิจโดยไทยต่อกัมพูชา (เช่น ปิดด่าน ไปจนถึงปิดท่าเรือ และปิดน่านน้ำ) จนกระทั่งเศรษฐกิจของกัมพูชาถึงจุดต่ำสุด

    เพียงแค่ระบอบฮุนโฆษณาชวนเชื่อว่าไทยเป็น “มารร้าย” ที่ทำให้คนกัมพูชาต้องอยู่อย่างอดอยาก คนกัมพูชาก็พร้อมที่จะเชื่ออย่างสุดหัวใจ 

    ดังนั้น ต่อให้ไทยปิดด่าน กัมพูชาก็จะไม่เกิดการลุกฮือเหมือนเนปาล แต่คนกัมพูชาจะหาเหตุผลร้ายแปดประการมาโทษไทยเท่านั้น
     
    นี่คือ “อวิชชา” ของการเป็น “มนุษย์ที่ว่านอนสอนง่ายต่ออระบอบอำนาจนิยม” ของคนกัมพูชา คือมองไม่เห็นแสวงสว่างอื่นๆ เลย นอกจากแสงจากระบอบฮุน

    อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ข้างต้นเป็นการวิเคราะห์ “สถานการณ์ระยะสั้น” 

    ในระยะสั้นคนกัมพูชาจะเชื่อถือระบอบเผด็จการเพราะอย่างน้อยการสนับสนุนเผด็จการก็ยังดีกว่าปล่อยให้ไทยเอาชนะ “พวกเดียวกันเอง” 

    หากประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะกวาดล้างเผด็จการระบอบฮุนที่เป็นตัวการความขัดแย้งทั้งมวลและยังเป็นผู้เลี่ยงดูธุรกิจสีเทาที่ทำลายคนไทยและคนทั่วโลก – ประเทศไทยสามารถดำเนินการแบบ “สถานการณ์ระยะยาว” และมีความดุดันมากกว่าปิดด่าน

    เช่น การทำการปิดกั้นทางเศรษฐกิจในวางกว้าง ไม่ว่าจะเป็น การสร้างอุปสรรคทางการค้า (เก็บภาษีในอัตราสูง) การอายัดทรัพย์สินนักการเมืองกัมพูชา และการห้ามคนไทยเดินทางเข้ากัมูชาและห้ามคนกัมพูชาเดินทางมายังไทย 

    พวกนี้คือ “อาวุธทำลายล้างสูงในสงครามเศรษฐกิจ” 

    ในระยะยาวนานนับปี มันจะค่อยๆ บ่อนทำลายความอดทนต่อระบอบเผด็จการของคนกัมพูชา หากเมื่อถึงจุดขีดสุดที่เหมือนฟางเส้นสุดท้าย พวกเขาก็จะเปลี่ยนเป้าหมายจากการโจมตีไทย มาเป็นการขับไล่ระบอบฮุน

    อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ “โหดร้าย” ต่อประชาชนกัมพูชาอย่างมาก และประเทศไทยไม่ควรกระทำต่ำช้าเหมือนกัมพูชาที่ใช้พลเรือนเป็น Collateral damage เหมือนกับที่กัมพูชาเข่นฆ่าพลเรือนไทยอย่างเลือดเย็น

    ในสถานการณ์ระยะยาว สิ่งที่ชอบธรรมกว่าและกอปรด้วยเมตตาธรรมมากกว่า คือการทำแคมเปญเปิดโปงความชั่วร้ายของระบอบฮุน ซึ่งคอร์รัปชั่นอย่างเลวร้าย ทำการสนับสแกมเมอร์ สนับสนุนการค้ามนุษย์ และเมินเฉยต่อคุณภาพชีวิตประชาชน

    พูดง่ายๆ คือ หากจะชนะในระยะยาว จะต้องทำ “สงครามโฆษณาชวนเชื่อ” ต่อโลกภายนอกและบอกความจริงกับประชาชนภายในกัมพูชา 

    ในช่วงเวลานี้จะต้องไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองในกัมพูชา แต่ป้อน “ความจริง” ให้คนกัมพูชาได้ตระหนัก แล้ว “ความเคลื่อนไหว” จะปรากฏในที่สุด
     
    ผมจะยกตัวอย่างประเทศหนึ่งซึ่งถูกปิดกันทางเศรษฐกิจมายาวนาน คือ เวเนซุเอลา 

    เวเนฯ ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรต่างกรรมต่างวาระ ทั้งคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่การเมืองไปจนถึงการคว่ำบาตรระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ทำให้ประเทศที่ร่ำรวยด้วยน้ำมันแห่งนี้มีสภาพเศรษฐกิจมี่เหมือนยาจก

    สาเหตุแห่งการคว่ำบาตรมีหลายประการ ทั้งเรื่องความเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด การที่รัฐบาลกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และการที่เวเนซุเอลาเป็นศัตรูทางอุดมการณ์กับสหรัฐฯ (เข้าข้างรัสเซียและอิหร่าน)

    สภาพของเวเนฯ นั้นคล้ายกัมพูชา ผิดกันตรงที่เวเนฯ รวยน้ำมัน ส่วนกัมพูชาไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

    เวเนฯ ถูกปิดกั้นทางเศรษฐกิจมานานหลายปี ประชาชนเริ่มโทษรัฐบาล แต่ถึงที่สุดแล้วจากผลสำรวจของ Datanalisis ในปี 2023 พบว่าชาวเวเนซุเอลา 74% ไม่สนับสนุนการคว่ำบาตร โดย 30% เชื่อว่าปัญหาของเวเนซุเอลาเกิดจากการคว่ำบาตร 

    ประชาชนรู้ดีว่าต้องโทษรัฐบาลที่เป็นตัวการที่ทำให้ประเทศถูกคว่ำบาตร แต่พอการคว่ำบาตรกินเวลานานๆ เข้าและไม่บรรลุเป้าหมาย ชาวเวเนฯ เริ่มไม่สนับสนุนการคว่ำบาตร ต่างจากตอนแรกที่คนส่วนใหญ่เห็นใจต่อแนวทางนี้

    ยังไม่นับการที่ รัฐบาลเวเนฯ มักจะกล่าวโทษ “ศัตรูภายนอก” ว่าเป็นตัวการความยาลำบาก การปั่นหัวแบบนี้นานๆ เข้าก็ทำให้คนเวเนฯ ไม่มีกะใจจะต่อต้าน “ศัตรูภายใน” ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขายากลำบาก

    เช่นการที่รัฐบาลเวเนฯ กล่าวว่าวิกฤตการเมืองในประเทศ คือ”การรัฐประหารที่นำโดยสหรัฐอเมริกาเพื่อโค่นล้ม (รัฐบาลมาดูโร) และควบคุมสำรองน้ำมันของประเทศ”

    เช่นกัน ระบอบฮุนก็อาจอ้างได้ว่า “วิกฤตในกัมพูชาเกิดขึ้นเพราะไทยต้องการดินแดนของกัมพูชา” พื่อปลุกระดมคนในประเทศให้เบี่ยงเบนจากปัญหา

    ดังนั้น การปิดล้อมทางเศรษฐกิจ เช่น ปิดด่าน สั่งห้ามเข้าประเทศ การอายัดทุน ฯลฯ จะไม่ได้ผลง่ายๆ แถมยังอาจได้ผลตรงกันข้าม ที่เลวร้ายกว่านั้นคือจะส่งผลให้วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม คือ ทำให้ประชาชนตาดำๆ ต้องซวยไปด้วย 

    แม้จะทุกข์ยากขนาดนี้แล้ว คนเวเนฯ หรือแม้แต่คนกัมพูชาก็จะไม่ลุกฮือต่อต้าน

    ดังนนั้น วิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและเสียหายน้อยกว่าต่อประชาชน (หากอยากจะให้กัมพูชาเป็นแบบเนปาล” ก็คือ “ต้องทำแบบเนปาล” คือการเปิดโปงความฉ้อฉลของ “ลูกหลานนักการเมือง” และ “ลูกหลานในเครือข่ายตระกูลฮุน” ที่อยู่ดีมีสุขบนความทุกข์ของประชาชนกัมพูชา

    ในท่ามกลางความขัดสนที่เกิดจากสงครามของสองประเทศ “ข้อเท็จจริง” เรื่องความฉ้อฉลของระบอบฮุน จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนความคิดของคนกัมพูชาได้ดีที่สุด 

    ไม่ใช้วิธีสร้างความทุกข์รวมหมู่ ที่จะทำให้คนกัมพูชายิ่งเป็นแนวร่วมกับระบอบที่กดขี่พวกเขา

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – ผู้ประท้วงตะโกนคำขวัญระหว่างการประท้วงหน้ารัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ประณามการห้ามใช้โซเชียลมีเดียและการทุจริตของรัฐบาล (ภาพโดย PRABIN RANABHAT / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/35387&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00OFBtMQTOcv–FvUlJKfq

  • ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดย : วิจัยกรุงศรี

    ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดย : วิจัยกรุงศรี

    ภาคการผลิตและส่งออกของกลุ่มประเทศแกนหลัก คาดเผชิญแรงกดดันสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังจากผลกระทบของกำแพงภาษีการค้า ด้านภาคท่องเที่ยวของไทยยังมีสัญญาณอ่อนแรง

    •สหรัฐ

    ธนาคารกลางสหรัฐฯส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ย หลังเศรษฐกิจและตลาดแรงงานเสี่ยงชะลอตัวมากขึ้น ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองแจ็กสัน โฮล ประธานเฟดส่งสัญญาณถึงโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะอันใกล้นี้จากความเสี่ยงต่อการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่นโยบายการค้าคาดว่าจะกระทบต่อเงินเฟ้อเพียงชั่วคราว ดังนั้น ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจและดุลความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป เฟดจึงอาจต้องปรับเปลี่ยนท่าทีด้านนโยบายการเงิน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประธานเฟดจะมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น (Dovish) แต่ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนต่อการพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยได้ในระยะถัดไป

    ทั้งนี้ ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลายตัว เช่น ตัวเลขการจ้างงาน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมถึงดัชนีการใช้จ่ายส่วนบุคคล ยังคงบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการชะลอตัวที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะเดียวกัน แม้ว่าเงินเฟ้อฝั่งอุปทานอาจขยับสูงขึ้นจากผลของนโยบายปรับขึ้นภาษีทางการค้า แต่อัตราเงินเฟ้อฝั่งอุปสงค์มีแนวโน้มชะลอตัวตามภาพเศรษฐกิจโดยรวม จากประเด็นดังกล่าว วิจัยกรุงศรีคาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 2-3 ครั้งในปีนี้

    •ญี่ปุ่น

    ภาคบริการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่ภาคการผลิตและส่งออกยังเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโต ในเดือนกรกฎาคม ยอดส่งออกหดตัวมากสุดในรอบ 4 ปีที่ -2.6% YoY ขณะเดียวกันจำนวนผู้ที่เดินทางเข้ามาในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 4.4% YoY สู่ระดับ 3.4 ล้านคน ด้านกระทรวงการคลังเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในคำของบปี 2569-2570 ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณสำหรับพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวสู่ระดับสูงสุดในรอบ 17 ปี ที่2.6% ซึ่งส่งผลให้การตั้งงบชำระหนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 30 ล้านล้านเยน

    ภาคบริการยังคงขยายตัวอย่างเข้มแข็งในไตรมาสสอง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังโตต่อเนื่อง รวมถึงตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง ปัจจัยเหล่านี้คาดว่าจะหนุนให้ค่าจ้างปรับขึ้นได้ต่อ และช่วยประคับประคองการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตและส่งออกมีโอกาสหดตัวต่อเนื่องท่ามกลางอุปสรรคจากกำแพงภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น สะท้อนจากยอดส่งออกของญี่ปุ่นที่หดตัวมากขึ้นในเดือนกรกฎาคม โดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจมากขึ้นในระยะถัดไป จากปัจจัยดังกล่าว วิจัยกรุงศรีคาดว่า BOJ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปีนี้เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวที่ต่อเนื่องของเศรษฐกิจ

    •ไทย

    ภาคท่องเที่ยวไทยยังมีสัญญาณอ่อนแรง วิจัยกรุงศรีคาดนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้มีแนวโน้มลดลงเป็นปีแรกหลังฟื้นตัวจากโควิด ในเดือนกรกฎาคมมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 2.61 ล้านคน หดตัว -15.9% YoY สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.24 แสนล้านบาท ลดลง -14.7% สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 19.3 ล้านคน ลดลง -6.4% YoY สร้างรายได้ 8.95 แสนล้านบาท ลดลง -4.2%

    ภาคท่องเที่ยวของไทยยังเผชิญปัจจัยลบสำคัญจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ต่ำกว่าปีที่แล้วท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย ในช่วง 7 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวจีนลดลง -34.9% YoY เหลือเพียง 2.62 ล้านคน หรือประมาณ 40% ของระดับก่อนโควิด-19 ในปี 2562 ขณะเดียวกันไทยยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่งในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเวียดนามที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนปัจจัยดังกล่าวทำให้ภาคท่องเที่ยวไทยในปีนี้ยังไม่สดใส ล่าสุดวิจัยกรุงศรีคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 จะลดลงเหลือ 34 ล้านคน จาก 35.5 ล้านคนในปี 2567 ซึ่งถือเป็นการลดลงรายปีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564 หลังการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241718&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ruC62p17-eyg4Pz6JllPf

  • EXIM “ฟิทช์”การันตีเครดิต พร้อมป้อนเงินทุนผู้ส่งออก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    EXIM “ฟิทช์”การันตีเครดิต พร้อมป้อนเงินทุนผู้ส่งออก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า  บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ EXIM BANK ที่ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ซึ่งเป็นอันดับเครดิตสูงที่สุดแสดงถึงโอกาสต่ำที่สุดในการผิดนัดชำระหนี้เมื่อเทียบกับธนาคารและบริษัทอื่นในประเทศท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ยังประกาศคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวที่ ‘BBB+’ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เทียบเท่าอันดับเครดิตของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 สะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและบทบาทเชิงนโยบายที่สำคัญของ EXIM BANK ในการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐสนับสนุนให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นต่อบทบาทของธนาคารในการขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดต่างประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า EXIM BANK เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อการดำเนินนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทยขณะเดียวกัน EXIM BANK เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเพียงแห่งเดียวที่ให้บริการประกันการส่งออกและการลงทุนระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองผู้ส่งออกและนักลงทุนจากความเสี่ยงทางการค้าและการเมือง

    พร้อมเดินหน้าขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการ SMEs สอดคล้องกับพันธกิจของ EXIM BANK ในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยนอกจากนี้เงินกองทุนของธนาคารยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งและมีโอกาสจะได้รับการเพิ่มทุนอีกจากรัฐบาลเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่โครงสร้างเงินทุนของธนาคารและเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/14/577835/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zggt5HoLTlkeZ2mVQx-RG

  • ปลัดกระทรวงดีอี ยืนยันการระงับธุรกรรมจำกัดเฉพาะวงเงินต้องสงสัยเอี่ยว บัญชีม้า

    ปลัดกระทรวงดีอี ยืนยันการระงับธุรกรรมจำกัดเฉพาะวงเงินต้องสงสัยเอี่ยว บัญชีม้า

    วันนี้ (14 กันยายน) ศ. พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานประชุมร่วมกับตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ตัวแทนสถาบันการเงิน, ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการการอายัดบัญชี หลังมีผู้ถูกอายัดบัญชีที่สุ่มเสี่ยงเป็นบัญชีม้าจำนวนมาก และกรณีนี้พบมีประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อน โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ 

    ปลัดกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ถกเถียงกันในประเด็นการคัดกรองบัญชีว่า ต้องใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่งแยกประเภทระหว่างบัญชีทั่วไปและบัญชีม้า รวมถึงการสกัดกั้นบัญชีนั้น มีการตรวจสอบผ่านระบบใด และใครคือผู้มีอำนาจในการสรุปว่าบัญชีใดสมควรจะถูกอายัด ขณะเดียวกัน ยังได้หารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหา

    หลังการประชุมที่ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้น เป็นกลไกที่นำมาใช้สำหรับติดตามช่วยผู้เสียหายที่ถูกกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอก ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถระงับการใช้บัญชีชั่วคราวเพื่อไม่ให้มีการโอนเงินของผู้เสียหายต่อ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การอายัด เป็นเพียงการระงับการทำธุรกรรมชั่วคราว และเป็นการระงับวงเงินเฉพาะจำนวนที่ต้องสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเงินที่ได้จากกลุ่มอาชญากรทางออนไลน์ ไม่ใช่การระงับการทำธุรกรรมทั้งหมด 

    ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประสานงานผ่านศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) เพื่อให้เร่งจำแนกบัญชีของบุคคลธรรมดา และกลุ่มบัญชีซึ่งเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ 

    สำหรับการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเส้นทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีข้อมูลทางการเงินตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก็จะทำให้ทราบว่า บัญชีที่แจ้งมาเป็นบัญชีบุคคลทั่วไปหรือเป็นบัญชีม้าที่แอบอ้างแจ้งข้อมูลเพื่อหวังให้ธนาคารปลดล็อควงเงินหรือไม่ 

    โดยเท่าที่ได้รับรายงาน ทราบว่าขณะนี้มีผู้ได้รับผลกระทบแจ้งข้อมูลผ่านศูนย์ AOC ประมาณ 600-700 คน คาดว่าจะสามารถแก้ปัญหาของผู้แจ้งทั้งหมดได้ภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนปัญหาที่ได้รับแจ้งว่า การให้บริการผ่านศูนย์ AOC ติดขัดเนื่องจากมีคู่สายไม่เพียงพอนั้น เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งแก้ปัญหา รวมถึงประสานเจ้าหน้าที่จากสถาบันการเงินเข้ามาช่วยตรวจสอบเพื่อให้กระบวนการรวดเร็วยิ่งขึ้น 

    ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ยืนยันว่า การระงับธุรกรรมลักษณะนี้เป็นคนละส่วนกับการอายัดบัญชีที่ตำรวจและ ปปง. ดำเนินการ พร้อมกำชับให้ผู้เสียหายประสานข้อมูลผ่านสายด่วน AOC โดยตรงเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มคอลเซ็นเตอร์อาศัยสถานการณ์ดังกล่าวสวมรอยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่โทรหา เพราะศูนย์ฯ ไม่มีนโยบายโทรหาผู้เสียหายก่อน

    ศ. พิเศษ วิศิษฏ์ยังระบุว่า ในวันนี้ที่ประชุมมีมติให้สร้างกลไกตรวจสอบเพื่อเพิกถอนการทำธุรกรรมผ่านบัญชีซึ่งถูกล็อคไว้ชั่วคราว สำหรับแยกบุคคลทั่วไปกับผู้ที่กระทำความผิดแล้วแอบอ้างเข้ามาในระบบ AOC

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/permanent-secretary-confirms-limited-suspension/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_z0B7SiTf0iolkpFXi4_F

  • ดีอี เร่งปลดล็อก! ‘บัญชีผู้บริสุทธิ์’ สกัดบัญชีม้า

    ดีอี เร่งปลดล็อก! ‘บัญชีผู้บริสุทธิ์’ สกัดบัญชีม้า

    ดีอี เคลียร์ปมบัญชีถูกระงับ ชี้เป็นมาตรการกันมิจฉาชีพ ยันปลดล็อกให้ผู้บริสุทธิ์เร็วที่สุด

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำโดย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ แถลงผลการประชุมด่วนร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หลังเกิดกระแสความกังวลว่าประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูก ‘ระงับบัญชีธนาคาร’

    ปลัดดีอี ย้ำว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการอายัดทั้งบัญชี แต่เป็น ‘การระงับธุรกรรมชั่วคราว’ ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยธนาคารจะระงับเฉพาะวงเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมต้องสงสัย เพื่อป้องกันการฟอกเงิน และติดตามเส้นทางการเงินของ ‘บัญชีม้า’ ซึ่งมิจฉาชีพใช้รับโอนเงินจากการหลอกลวงออนไลน์

    De-suspicious-transaction-fake-account-aoc-unlock-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ที่ประชุมยังเห็นชอบกลไก ‘ปลดล็อกบัญชี’ สำหรับผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยมอบหมายให้ ศูนย์ปฏิบัติการ AOC 1441 ภายใต้การกำกับของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) เป็นผู้ตรวจสอบและเพิกถอนการระงับ เมื่อพบว่าเจ้าของบัญชีไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย ขณะนี้ได้มีการปลดล็อกบัญชีไปแล้วบางส่วน และจะเร่งดำเนินการต่อเนื่อง

    การตรวจสอบครั้งนี้เป็นการทำงานผ่านการจัดตั้งศูนย์ประสานงานทำงานร่วมกัน ระหว่าง ศปอท. ธปท. ธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบบัญชีดังนี้
    1.เส้นทางการเงิน รูปแบบทางการเงินของบัญชีว่ามีลักษณะเป็นการทำธุรกรรมปกติหรือไม่
    2.เจ้าของบัญชีมีรายชื่อเกี่ยวข้องกับการอายัดบัญชีของ ปปง. และตำรวจหรือไม่

    ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถโทรติดต่อ สายด่วน AOC 1441 กด 2 เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและคืนสิทธิ์ได้ โดยธนาคารจะเป็นผู้แจ้งผลการปลดล็อกให้เจ้าของบัญชีทราบ ขณะที่ศูนย์ AOC จะไม่ติดต่อประชาชนโดยตรง เพื่อป้องกันการแอบอ้างจากแก๊งมิจฉาชีพ

    ปลัดดีอีระบุว่า มาตรการนี้มีเป้าหมาย ‘ปิดกั้นเส้นทางการเงินมิจฉาชีพ’ แต่ในขณะเดียวกันภาครัฐและสถาบันการเงินต้องสร้างสมดุลในการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ และจะเร่งตรวจสอบ-ปลดล็อกให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่ทำธุรกรรมทางการเงินปกติ

    อย่างไรก็ตาม บัญชีของประชาชนทั่วไปที่ถูกระงับชั่วคราว เมื่อมีคำสั่งจาก ศปอท.ให้ปลดล็อกแล้ว ธนาคารจะเป็นผู้แจ้งให้เจ้าของบัญชีได้รับทราบ โดยศูนย์ AOC จะทำหน้าที่รับเรื่อง และประมวลผลข้อมูลเท่านั้น จะไม่ติดต่อกับประชาชนโดยตรง เพื่อป้องกันการแอบอ้างจากมิจฉาชีพ สำหรับมาตรการดังกล่าว ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เพื่อปิดกั้นเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพ ที่ก่ออาชญากรรมออนไลน์สร้างความเสียหายให้กับประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/de-suspicious-transaction-fake-account-aoc-unlock&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10h13FDauR5cxqFrlC2T0a