Category: เศรษฐกิจ

  • รับมือพายุเศรษฐกิจถล่ม นายกฯ นำทีมหารือสภาอุตฯ “ศุภชัย” โต้ยี้ รมต.สีน้ำเงิน

    รับมือพายุเศรษฐกิจถล่ม นายกฯ นำทีมหารือสภาอุตฯ “ศุภชัย” โต้ยี้ รมต.สีน้ำเงิน

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    รับมือพายุเศรษฐกิจถล่ม นายกฯ นำทีมหารือสภาอุตฯ

    15 ก.ย. 2568 08:20 น.

    รับมือพายุเศรษฐกิจถล่ม นายกฯ นำทีมหารือสภาอุตฯ “ศุภชัย” โต้ยี้ รมต.สีน้ำเงิน

    -กกก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2882820&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34OX3TJxkcxtmp3Uy_ftCW

  • โคก หนอง นา โมเดล ทางออกเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

    โคก หนอง นา โมเดล ทางออกเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

    โคก หนอง นา โมเดล ทางออกเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน


    15/09/2568 | 51 |

    “โคก หนอง นา โมเดล” เป็นแนวทางการจัดการที่ดินและน้ำตามศาสตร์พระราชา มุ่งสร้างความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่น โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก


    🔎 หลักการสำคัญของโคก หนอง นา

    1. โคก – พื้นที่ยกสูง ปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล และพืชผสมผสาน

    2. หนอง – แหล่งน้ำขนาดเล็ก เก็บน้ำใช้เพื่อการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

    3. นา – พื้นที่ปลูกข้าวเพื่อการบริโภคและจำหน่าย

    การจัดการพื้นที่ในลักษณะนี้ทำให้ชุมชนมีอาหารครบถ้วน ลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วม และสร้างรายได้ต่อเนื่องจากการทำเกษตรผสมผสาน


    📈 ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานราก

    • ครัวเรือนมีอาหารเพียงพอตลอดปี

    • ลดต้นทุนการผลิตเพราะใช้ปุ๋ยอินทรีย์และทรัพยากรในพื้นที่

    • มีรายได้จากผลผลิตหลากหลาย ทั้งพืชผัก ผลไม้ ข้าว และการเลี้ยงปลา

    • เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนผ่านการรวมกลุ่มและวิสาหกิจชุมชน


    📍 ตัวอย่างจากพื้นที่จริง

    📍 จังหวัดสุรินทร์
    เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการโคก หนอง นา มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละกว่า 40,000 บาท จากการขายผักและปลา พร้อมทั้งลดรายจ่ายค่าอาหารในครัวเรือน

    📍 จังหวัดลพบุรี
    ชุมชนบ้านหนองบัวใหญ่สร้างศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา ดึงดูดเกษตรกรและนักท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ สร้างรายได้ทั้งจากการเกษตรและการท่องเที่ยว

    ที่มา : กรมการพัฒนาชุมชน


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/423303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D4SRrDaPAIKAf6E1FQKzn

  • อยุธยา เตรียมยกพนังกั้นน้ำ หน้าเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ป้องกันน้ำท่วมเกาะเมือง

    อยุธยา เตรียมยกพนังกั้นน้ำ หน้าเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ป้องกันน้ำท่วมเกาะเมือง

    อยุธยา เตรียมยกพนังกั้นน้ำ หน้าเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ป้องกันน้ำท่วมเกาะเมือง

    วันนี้, 07:27น.

              ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยถึงความพร้อมในการป้องกันป้องกันน้ำท่วมเกาะเมืองแหล่งเศรษฐกิจ โดยขณะนี้ทางเขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำที่ 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นแต่อยู่ต่ำกว่าตลิ่ง 1 – 1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ต่ำสุดของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ที่บริเวณเจดีย์พระศรีสุริโยทัย

              เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา เตรียมพร้อมจะยกพนังกั้นน้ำขึ้นในอีก 1 – 2 วันข้างหน้า โดยพนังกั้นน้ำสูง 1.50 เมตร ตลอดความยาว 315 เมตร เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาล้นเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อรักษาพื้นที่เกาะเมืองไม่ให้น้ำล้นตลิ่งเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจและโบราณสถานสำคัญ 650 เมตร

              สำหรับ ส่วนที่ไม่สามารถยกผนังกั้นน้ำได้ ทางเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาจะดำเนินการปั่นคันดิน สูง 1.30 เมตร เพื่อให้สามารถป้องกันน้ำได้ครบ 650 เมตร และทางเทศบาลได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังทุกประตูระบายน้ำ และหากเกิดภาวะฉุกเฉินจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว รวมถึงเตรียมเครื่องสูบน้ำที่สามารถดำเนินการติดตั้งได้ทันที

               นอกจากนั้น ยังได้ร่วมกับ พระวชิโรภาส เจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา เจ้าอาวาสวัดศาลาปูนวรวิหาร ลงพื้นที่มอบข้าวสารให้กับประชาชนในชุมชนหัวแหลมที่ถูกน้ำท่วมในชุมชนและทางเทศบาลได้ดำเนินการสร้างสะพานไม้เพื่อให้สัญจรไปมาแล้ว โดยประชาชนในเขตเทศบาลได้รับผลกระทบกว่า 24 ชุมชน 240 ครัวเรือน ผู้ประสบอุทกภัยกว่า 752 คน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154594&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cl0BWb2xSqZplwtf14koE

  • แนวหน้าวิเคราะห์ : คนไทยค้านเปิดด่าน มอง‘ความมั่นคง’สำคัญกว่า‘เศรษฐกิจ’

    แนวหน้าวิเคราะห์ : คนไทยค้านเปิดด่าน มอง‘ความมั่นคง’สำคัญกว่า‘เศรษฐกิจ’

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

    เป็นปัญหาใหญ่ที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้วมาสู่รัฐบาลปัจจุบัน สำหรับเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา

    ซึ่งรัฐบาลชุดที่นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เสียคะแนนนิยมไปอย่างมหาศาล จากกรณีคลิปเสียงคุยกับ “อังเคิล” ที่ส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องเกี่ยวกับกัมพูชา ซึ่งก็มาท่าทีสนับสนุนให้เปิดด่าน จนเกิดคำถามจากประชาชนว่า เป็นการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ประเทศชาติจริงหรือไม่

    กระทั่งมาถึงยุคที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหานี้ก็ยังรอการแก้ไข

    เกิดเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมา  เมื่อ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ โดนถล่มยับ หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี สมัยพิเศษ ที่จังหวัดเกาะกง ของกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่มีกระแสข่าวว่า อาจจะมี “เปิดด่าน” ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเริ่มจากการขนส่งสินค้า และจะเริ่มเปิดในพื้นที่ที่เรียกว่าระดับสาม (พื้นที่ที่ไม่มีความตึงเครียด คือแถวจันทบุรี และตราด) โดยยังไม่มีการพิจารณาอนุญาตให้บุคคลข้ามแดน อ้างว่าเป็นเพราะแรงกดดันมาจากประเทศที่ 3 ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการส่งออกสินค้าผ่านประเทศไทยไม่ได้ ทำให้ต้องมีการชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวในวันถัดมา

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า การผ่อนปรนการผ่านแดน ยังไม่มีการเปิดด่านในขณะนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าว เป็นเพียงการหารือเชิงหลักการ โดยหากมีการดำเนินการในอนาคต จะผ่อนปรนเฉพาะรถขนส่งสินค้า ไม่ใช่บุคคล และต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องจำนวนเที่ยวหรือรายกรณี ขึ้นอยู่กับระดับความพร้อมและความตึงเครียดในพื้นที่ พร้อมเปิดเผยว่า พล.อ.ณัฐพล ได้ย้ำว่า “การปกป้องอธิปไตยของชาติต้องเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการดูแลปากท้องประชาชนและผู้ประกอบการในประเทศ”

    ขณะที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 บรรยายพิเศษ หัวข้อ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เพื่อการรักษาอธิปไตยของชาติ”ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา โดยช่วงหนึ่ง ได้มีประชาชนรายสอบถาม ความคิดเห็นเรื่องข้อตกลงของจีบีซี ในการพิจารณาเปิดด่านชายแดน ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ก็ตอบอย่างชัดเจนว่า เป็นคำถามที่คนไทยอยากทราบ ตนมองว่าคนไทยทำไมต้องมาเถียงเรื่องเปิด-ปิดด่าน เพราะเรื่องนี้สำคัญ เพราะการเปิด-ปิดด่านส่งผลต่อเศรษฐกิจของเขมร เพราะทรัพยากรสินค้าส่วนใหญ่มาจากประเทศไทย ซึ่งการปิดด่านทำให้คนไทยไม่สามารถไปเล่นการพนันได้ และทำให้คนข้ามไปเป็นสแกมเมอร์ไม่ได้

    “ฝั่งนั้นมีทั้งบ่อนคาสิโน และที่หลอกลวงทางโซเชียลมีเดียตลอดแนวชายแดน สินค้าบางส่วน เช่นปูนซีเมนต์ น้ำมัน จะกลับมาทำร้ายทหารไทย การทำให้เขาไม่เดือดร้อนรบกับประเทศไทยก็อยู่ได้ เพราะเขามีกินตลอด นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องปิดด่าน มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดว่าผลประโยชน์ของชาติต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตน พี่น้องที่ค้าขายกระทบ ก็ต้องยอมรับว่ากระทบ แต่พี่น้องที่ค้าขายบางคนให้สัมภาษณ์ว่าบางท่านยอมให้ปิดด่านขอให้ประเทศไทยรบชนะเท่านั้น การเปิดด่านทำให้เขาเข้มแข็ง น้ำมันและปูนซีเมนต์ รวมถึงเครื่องอุปโภค บริโภคก็จะเข้าไป ซึ่งมาจากประเทศไทยทั้งนั้น แม้กระทั่งเรื่องการเปิดด่านมีประชาชน ถูกมอมเมาจากบ่อนการพนัน หมดเนื้อหมดตัว เป็นหนี้สิน อันนี้ก็มาจากเรื่องการเปิดด่านจึงไม่รู้ว่าเป็นประโยชน์ของใคร”

    ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า ทำไมข่าวออกไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ ไปบิดเบือน เท่าที่ตนดู พล.อ.ณัฐพล ยังไม่ได้พูดอะไรชัดเจนขนาดนั้น ต้องคำนึงถึงประชาชนคนไทยเป็นหลักก่อนอยู่แล้ว ทั้งนี้ ขอให้ตนเข้าไปรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้เรายังไม่สามารถให้นโยบายอะไรได้ และการกระทำต่างๆ ยังถือว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันอยู่ ไม่ใช่รัฐบาลของตน เท่าที่ทราบไม่ได้อยู่ดีๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะเพื่อปฏิบัติ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการก่อน

    ถัดมา นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า เรายังไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เรารอฟังเสียงพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งคำว่าเปิดด่านจะต้องมีการทำข้อตกลงต่างๆ มากมาย ทั้งการเจรจา และทางการทหาร โดยจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยก่อน คือ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งจะต้องไม่มีการยิงกัน หรือมีอาวุธมาจ่อกัน เมื่อเราเข้าไปบริหารประเทศแล้ว ตนเองก็จะให้ข้อสั่งการหรือนโยบายให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลชุดใหม่ได้ไปดำเนินการ ทั้งการถอนอาวุธ และกับระเบิด เพื่อการสร้างความมั่นใจว่าเกิดความปลอดภัยกับผู้คนทั้งสองประเทศ ฉะนั้นกว่าเราจะไปถึงจุดนั้นยังอีกไกล แต่เราก็ต้องไปถึงจุดนั้น

    ทีนี้มาดูความคิดเห็นของคนไทยกันบ้าง โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง เสียงประชาชนต่อการเปิดด่านไทย-กัมพูชา จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ  ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเห็นข้อดีของการเปิดด่านในหลายมิติ แต่ตัวเลขส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งหมด

    ลำดับแรก การกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน ได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ร้อยละ 38.9 รองลงมาคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ร้อยละ 33.4 และ การเสริมสร้างสันติภาพชายแดน ร้อยละ 32.8 ขณะที่ แรงงานเข้าระบบถูกกฎหมาย ได้ร้อยละ 24.5 และข้อดีอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทย-กัมพูชา การศึกษา หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เพียงร้อยละ 18.2 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนมองเห็นผลเชิงบวกในหลายมิติ แต่ยังอยู่ในระดับ “ค่อนข้างต่ำ” และไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปิดด่านได้อย่างชัดเจน

    ผลสำรวจแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ข้อเสียมีน้ำหนักสูงกว่าข้อดีในแทบทุกด้าน โดย ร้อยละ 60.7 ของประชาชนระบุว่า การเปิดด่านจะ “ทำร้ายจิตใจคนไทย ทำลายศักดิ์ศรี” เพราะยังไม่พร้อมคืนดีหรือให้อภัยในประเด็นทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์สองประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 57.8 กังวลว่าสินค้าราคาถูกจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและเงินทุนไทยไหลออก

    ในมิติความมั่นคง ร้อยละ 56.9 ห่วงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยเคยเผชิญมาแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 48.1 แสดงความกังวลเรื่องโรคระบาดและสุขภาพประชาชน หากระบบสาธารณสุขชายแดนไม่พร้อม และร้อยละ 27.4 ระบุข้อเสียอื่น ๆ เช่น ภาระที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยงานรัฐ แรงงานผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง

    ผศ.ดร.นพดล ยังได้ชี้ให้เห็นถึง การเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างข้อดีและข้อเสียสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 เห็นว่าข้อเสียมีมากกว่า ขณะที่เพียง ร้อยละ 33.4 เชื่อว่าข้อดีมากกว่า และอีก ร้อยละ 7.7 ไม่แน่ใจ ตัวเลขนี้ยืนยันชัดเจนว่า ภาพรวมของสังคมไทยมองว่าการเปิดด่านยังมีความเสี่ยงสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ

    ที่น่าสนใจคือ ผลโพลย้ำให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญ เปรียบเทียบให้เห็นระหว่าง ความมั่นคงของชาติ กับ การกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ร้อยละ 75.4 เห็นว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเพียงร้อยละ 24.6 ที่เห็นว่าเศรษฐกิจควรมาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประชาชนไทยให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติ” เป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ร้อยละ 77.1 ระบุว่ามีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความจริงใจของผู้นำกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดน ขณะที่มีเพียง ร้อยละ 12.1 ที่เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด

    ผศ.ดร.นพดล กล่าวถึงภาพรวมของผลสำรวจดังกล่าวว่า ประชาชนไทยมอง “ข้อเสียของการเปิดด่านไทย-กัมพูชามีมากกว่าข้อดี” ทั้งในมิติความรู้สึก (ศักดิ์ศรีและจิตใจคนไทย 60.7%) มิติทางเศรษฐกิจ (57.8%) มิติความมั่นคง (56.9%) และมิติด้านสาธารณสุข (48.1%) เมื่อเปรียบเทียบโดยตรง ประชาชน เกินครึ่งหนึ่ง (58.9%) ตัดสินชัดเจนว่าข้อเสียมากกว่า อีกทั้งยังยืนยันว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน (75.4%) และสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในผู้นำกัมพูชาอย่างชัดเจน (77.1% ไม่เชื่อมั่น)

    ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นว่า คนไทยยังไม่พร้อมที่จะให้มีการเปิดด่าน เนื่องจากไม่ไว้วางใจอีกฝ่าย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ดังนั้น การดำเนินงานของรัฐบาลชุดนี้จึงจำเป็นที่จะต้องมีความเด็ดขาด ชัดเจน แก้ปัญหาได้จริงและแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

    – ทีมข่าวแนวหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/914215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y-E39vXHEE8zH51M1hit5

  • ‘สสว.’ ปลุกเอสเอ็มอี 1,500 ราย เชื่อมโยงเศรษฐกิจ 4 แสนล้าน

    ‘สสว.’ ปลุกเอสเอ็มอี 1,500 ราย เชื่อมโยงเศรษฐกิจ 4 แสนล้าน

    นางอภิรดี ขาวเธียร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ได้ดำเนินการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ลงทะเบียนเข้าร่วม โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ Business Development Service (BDS) ในการร่วมออกบูธแสดงสินค้าและบริการ ในงาน Thai SME-GP Day 2025 จังหวัดนครปฐม เพื่อเปิดโอกาสในการเพิ่มช่องทางการตลาด รวมทั้งได้พบเจอผู้ให้บริการทางธุรกิจ (BDSP) ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และผู้ประกอบการ กว่า 1,500 ราย

    นายอรรถวุธ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ประธานในงาน กล่าวว่า งานดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญของเอสเอ็มอี เพราะจังหวัดนครปฐม เป็นเมืองที่สำคัญ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ถึง 400,000 ล้านบาท/ปี หรือเป็นลำดับที่ 9 ของประเทศ โดยมีกว่า 40,000 กิจการ เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้น เศรษฐกิจของจังหวัดนครปฐม จึงอาจจะต้องขึ้นอยู่กับการพัฒนาศักยภาพของเอสเอ็มอีให้พร้อมอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสมาถึง

    นายมาโนช ผิวขำ บริษัท เขาจันทร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน กล่าวว่า โครงการ BDS ให้โอกาสในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเดิมยังไม่เป็นที่รู้จักมาก และยังได้รับคำแนะนำทางด้านการทำการตลาด

    ‘สสว.’ ปลุกเอสเอ็มอี 1,500 ราย เชื่อมโยงเศรษฐกิจ 4 แสนล้าน

    นางสาววนิดา ลิ้มดวงเด่น บริษัท จักรวัฒน์นวการ จำกัด กล่าวว่า เมื่อสมัครเข้าร่วมโครงการ BDS ในกิจกรรมการออกบูธมีการตอบรับที่ดีมาก เพราะได้พบผู้ซื้อโดยตรง ที่สำคัญปกติการทำธุรกิจ ต้องใช้งบประมาณในการทำการประชาสัมพันธ์ทางการตลาด การเข้าร่วมโครงการ BDS ช่วยได้มากในการประชาสัมพันธ์สินค้า

    นายยุพนา สันติเจริญเลิศ บริษัท บี เอ็น ซุพพีเรียมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า เข้าร่วมโครงการ BDS เพราะต้องการให้กิจการเติบโตมากขึ้น และเมื่อเข้าร่วมโครงการ BDS ก็สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจได้มาก โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพธุรกิจให้ได้มาตรฐาน

    นายปรีชา ลีลาวิไลลักษณ์ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารสยาม จำกัด กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ BDS ทำให้ได้เครือข่ายที่กว้างมากขึ้น และโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ระบบ BDS ทำให้ได้อัปเดตเรื่องการตลาด และการต่อยอดทางธุรกิจได้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638800&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05dc2jVXq87yI91vvM9_F3

  • จีน-สหรัฐฯ เสร็จสิ้นเจรจาการค้าวันแรกที่สเปน คาดขยายเส้นตายขาย TikTok : อินโฟเควสท์

    จีน-สหรัฐฯ เสร็จสิ้นเจรจาการค้าวันแรกที่สเปน คาดขยายเส้นตายขาย TikTok : อินโฟเควสท์

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้เสร็จสิ้นการประชุมวันแรกกรุงมาดริด ประเทศสเปน ในวันอาทิตย์ (14 ก.ย.) โดยทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาในประเด็นการค้า ความมั่นคง และประเด็นทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการกำหนดเส้นตายขายกิจการแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ของจีน โดยการเจรจาในวันแรกได้สิ้นสุดลงหลังจากใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง

    การเจรจาระหว่างคณะผู้แทนที่นำโดยเบสเซนต์และเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กับเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และหลี่ เฉิงกัง หัวหน้าคณะเจรจาการค้าของจีน มีขึ้นที่อาคาร Palacio de Santa Cruz ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงการต่างประเทศของสเปน โดยการเจรจามีขึ้นเป็นเวลา 4 วัน เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย.

    การเจรจาครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สี่ในรอบสี่เดือนที่คณะผู้แทนได้พบกันในเมืองต่าง ๆ ของยุโรป เพื่อพยายามรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีและไม่ให้ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกันครั้งหลังสุดที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในเดือนก.ค. และได้มีการทำข้อตกลงขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 90 วันจนถึงวันที่ 10 พ.ย. ซึ่งทำให้ภาษีศุลกากรที่สูงกว่า 100% ของทั้งสองฝ่ายลดลงอย่างมาก และทำให้จีนกลับมาส่งออกแร่หายากให้กับสหรัฐฯ อีกครั้ง

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่การเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งจัดขึ้นที่สเปนในครั้งนี้จะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่คาดว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการที่สหรัฐฯ จะขยายเส้นตายให้กับบริษัทไบต์แดนซ์ (ByteDance) ในการขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ จากเดิมที่กำหนดเส้นตายไว้ภายในวันที่ 17 ก.ย. มิฉะนั้นแอปพลิเคชัน TikTok จะปิดตัวลงในสหรัฐฯ

    ในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกนั้น ทรัมป์เคยลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่มีเป้าหมายเพื่อแบน TikTok ในสหรัฐฯ เว้นเสียแต่ว่า ไบต์แดนซ์จะขายกิจการ Tiktok ในสหรัฐฯ ให้กับบริษัทอเมริกัน แต่คำสั่งนั้นไม่ได้มีผลบังคับใช้ เนื่องจากถูกท้าทายทางกฎหมาย

    ต่อมาในเดือนเม.ย. 2567 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ลงนามในกฎหมายที่ให้เวลาไบต์แดนซ์ 270 วันในการขายกิจการ Tiktok โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ ซึ่งหากไบต์แดนซ์ไม่ปฏิบัติตาม แอปพลิเคชัน TikTok จะถูกถอดออกจากแอปต่าง เช่น แอปเปิ้ล สโตร์ (Apple Store) และกูเกิล เพลย์ (Google Play) ตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค. 2568

    กระทั่งในเดือนมิ.ย.ปีนี้ ปธน.ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารให้ TikTok ยังคงดำเนินกิจการในสหรัฐฯ ต่อไปได้อีก 90 วันจนถึงวันที่ 17 ก.ย.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39eHbAq-Y1r6vE2B1Pmso0

  • การแปรรูปเกษตร เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ใหม่ให้เศรษฐกิจฐานราก

    การแปรรูปเกษตร เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ใหม่ให้เศรษฐกิจฐานราก

    การแปรรูปเกษตร เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ใหม่ให้เศรษฐกิจฐานราก


    15/09/2568 | 42 |

    เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ และขาดช่องทางการจำหน่าย การพัฒนา การแปรรูปเกษตร จึงเป็นคำตอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่า ลดการสูญเสีย และสร้างรายได้ใหม่ให้กับชุมชน


    🔎 การแปรรูปเกษตรคืออะไร?

    การแปรรูปเกษตร คือ กระบวนการนำผลผลิตทางการเกษตรมาผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบ เช่น การถนอมอาหาร แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการเก็บรักษา


    📌 ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานราก

    1. เพิ่มมูลค่าสินค้า
      – มะม่วงสดขายกิโลกรัมละ 20 บาท แต่ถ้าแปรรูปเป็นมะม่วงอบแห้ง ราคาสูงถึง 200 บาท

    2. ลดการสูญเสียผลผลิต
      – ผลไม้ส่วนเกินจากฤดูกาลสามารถแปรรูปเป็นแยม น้ำผลไม้ หรือขนม

    3. สร้างงานใหม่ในชุมชน
      – กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป สร้างงานให้คนท้องถิ่น

    4. เข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น
      – ผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์ทันสมัยสามารถขายได้ทั้งในห้างสรรพสินค้าและช่องทางออนไลน์


    📍 ตัวอย่างจากพื้นที่จริง

    📍 จ.จันทบุรี
    กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้แปรรูปทุเรียนเป็นทุเรียนทอด สร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า เมื่อเทียบกับการขายผลสด

    📍 จ.เชียงราย
    วิสาหกิจชุมชนกาแฟแปรรูปเมล็ดกาแฟคั่วบดและบรรจุภัณฑ์ทันสมัย จัดจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก

    ที่มา : กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/423304&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0arTu9uTy5JpRaPCqPW91E

  • ตลาดสินเชื่อแบรนด์เนมโตสวนเศรษฐกิจ ‘แบรนด์เนม มันนี่’ ปักธง 1,000 ล้านในปี 71

    ตลาดสินเชื่อแบรนด์เนมโตสวนเศรษฐกิจ ‘แบรนด์เนม มันนี่’ ปักธง 1,000 ล้านในปี 71

    ธุรกิจสินเชื่อแบรนด์เนมยังคงเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว โดย บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้นำด้านบริการสินเชื่อเช่าซื้อและขายฝากสินค้าแบรนด์เนมหรู ครบรอบ 1 ปี ด้วยยอดปล่อยสินเชื่อทะลุ 200 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าพอร์ตแตะ 1,000 ล้านบาทในปี 2571 และเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2573

    นายปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท เปิดเผยว่า ภายในปีแรกของการดำเนินงาน บริษัทสามารถปล่อยสินเชื่อได้เกินเป้าที่วางไว้กว่า 200 ล้านบาท แบ่งเป็น สินเชื่อขายฝากกระเป๋า นาฬิกา และจิวเวลรี่แบรนด์เนม 150 ล้านบาท, สินเชื่อเช่าซื้อ “ผ่อนไป-ใช้ไป” 30 ล้านบาท และสินเชื่อ “ผ่อนจบ-รับของ” อีก 20 ล้านบาท

    เพื่อฉลองครบ 1 ปี บริษัทได้จัดแคมเปญคืนกำไรให้ลูกค้า ด้วยการลดดอกเบี้ยสินเชื่อขายฝากเดือนแรกเหลือเพียง 0.50% พร้อมเปิดบริการย้ายค่าย โดยแบรนด์เนม มันนี่ จะไถ่ถอนให้ฟรีหากลูกค้ามีภาระดอกเบี้ยสูงกับเจ้าเดิม รวมถึงให้บริการรับสินค้าถึงบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมประกันความเสียหาย

    ตลาดสินเชื่อแบรนด์เนมโตสวนเศรษฐกิจ ‘แบรนด์เนม มันนี่’ ปักธง 1,000 ล้านในปี 71

    ปัจจุบัน บริษัทมีพันธมิตรทางธุรกิจมากกว่า 70 ร้านค้าแบรนด์เนมมือสองทั่วประเทศ ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เช่น Bagnifique Brandname, SF Brandname และ Clara Brandname เพื่อสร้าง ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ใช้บริการสินเชื่อ

    นายปพน ระบุว่า สภาวะเศรษฐกิจไม่กระทบต่อธุรกิจสินเชื่อแบรนด์เนม เนื่องจากหากเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคจะนำสินค้าหรูมาขายฝากเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจฟื้นตัว ความต้องการจับจ่ายซื้อแบรนด์เนมก็จะหนุนตลาดสินเชื่อเช่าซื้อให้เติบโต โดยจุดแข็งของบริษัทคือการอนุมัติสินเชื่อรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมง และการพัฒนา Risk Management ด้วยระบบ Credit Scoring และทีมงานติดตามหนี้ที่เข้มแข็ง

    สำหรับแผนระยะกลาง (2569–2571) บริษัทจะเร่งขยายสาขาและจุดรับขายฝากทั่วประเทศ พร้อมพัฒนา AI Risk Model เฉพาะสินค้าแบรนด์เนม เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อรวมแตะ 1,000 ล้านบาทในปี 2571

    ส่วนแผนระยะยาว (ภายในปี 2573) บริษัทวางเป้าหมายระดมทุน IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเสริมสภาพคล่องในการขยายพอร์ตสินเชื่อ หลังได้รับความสนใจจากทั้งสถาบันการเงินและบริษัทมหาชนหลายรายที่ต้องการเข้าร่วมทุน

    “เรามองไปไกลกว่าเพียงการปล่อยกู้ แต่ต้องการเป็นแหล่งสร้างสภาพคล่องทางการเงินสำหรับคนรักแบรนด์เนมทั่วประเทศ โดยยึดแนวคิดการปล่อยกู้ที่ไม่กดราคา และเปิดโอกาสให้คนเข้าถึงสินค้าหรูได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อน” นายปพนกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/638821&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3euoDjnGie9rwDVzEkxfs-

  • จีน-สหรัฐฯ เปิดเจรจาการค้ารอบใหม่ในมาดริด หารือข้อพิพาท TikTok และภาษีสินค้า

    จีน-สหรัฐฯ เปิดเจรจาการค้ารอบใหม่ในมาดริด หารือข้อพิพาท TikTok และภาษีสินค้า

    คณะผู้แทนจีนและสหรัฐอเมริกาเปิดการเจรจาการค้ารอบล่าสุดที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน เพื่อหาข้อยุติข้อพิพาทเรื่อง TikTok และมาตรการภาษีสินค้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศจะขึ้น

    คณะเจรจาจีนจะอยู่ในเมืองหลวงของสเปนจนถึงวันพุธ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงรวมทั้งรองนายกรัฐมนตรี เหอ ลี่เฟิง จะพบกับคณะเจรจาสหรัฐฯ ที่นำโดยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ณ พระราชวังซานตาครูซ สำนักงานใหญ่กระทรวงการต่างประเทศสเปน

    ความตึงเครียดด้านการค้าขึ้นลง

    ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างปักกิ่งและวอชิงตันผันผวนตลอดปี 2025 โดยทั้งสองฝ่ายขึ้นภาษีซึ่งกันและกันอย่างเป็นขั้นตอน ภาษีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ-จีนเคยพุ่งสูงถึงเลขสามหลักในช่วงหนึ่งของปีนี้ ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานสับสน

    ต่อมาวอชิงตันและปักกิ่งบรรลุข้อตกลงลดความตึงเครียด โดยลดอัตราภาษีชั่วคราวเหลือ 30% ฝ่ายสหรัฐฯ และ 10% ฝ่ายจีน ในเดือนสิงหาคม ทั้งสองฝ่ายเลื่อนการขึ้นภาษีที่สูงขึ้นออกไปอีก 90 วัน หมายความว่าการพักการขึ้นภาษีจะมีผลถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน

    ข้อพิพาท TikTok กดดันทั้งสองฝ่าย

    ผู้นำระดับสูงจากทั้งสองประเทศจะหารือเรื่องข้อพิพาทแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย TikTok ในระหว่างการประชุมที่มาดริด กำหนดเวลาให้แอปฯ ยอดนิยมนี้หาผู้ซื้อที่ไม่ใช่จีนหรือถูกแบนในสหรัฐฯ ภายในวันที่ 17 กันยายน หลังทรัมป์ขยายเวลาเป็นครั้งที่สาม

    กฎหมายกลางที่กำหนดให้ TikTok ต้องขายหรือถูกแบนด้วยเหตุผลความมั่นคงแห่งชาติ กำหนดมีผลบังคับใช้วันก่อนพิธีสาบานตนของทรัมป์ในเดือนมกราคม กระทรวงพาณิชย์จีนเรียกร้องให้วอชิงตันเมื่อวันศุกร์ว่าทำงานร่วมกับจีนบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและการปรึกษาหารืออย่างเท่าเทียม

    จีนเปิดการสอบสวนภาคเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ

    จีนเปิดการสอบสวนสองเรื่องเกี่ยวกับภาคเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ ปักกิ่งเปิดการสอบสวนต่อต้านการทุ่มตลาดชิป IC บางประเภทที่มาจากสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์ยังระบุในแถลงการณ์แยกว่าจะเปิดการสอบสวนว่าสหรัฐฯ เลือกปฏิบัติต่อภาคชิปจีนหรือไม่

    การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนเป็นไปอย่างไม่มั่นคง โดยวอชิงตันกล่าวหาปักกิ่งว่าละเมิดข้อตกลงและชะลอการอนุมัติใบอนุญาตส่งออกแร่ธาตุหายาก จีนเป็นผู้ผลิตแร่ธาตุหายากชั้นนำของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการป้องกันประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/china-us-trade-talks-madrid-tiktok-tariffs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZD0VSKXzuVSaytyF8qCWJ

  • “สว.ภิญญาพัชญ์” หนุน “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

    “สว.ภิญญาพัชญ์” หนุน “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

    “สว.ภิญญาพัชญ์” หนุน “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการที่รัฐบาลเตรียมเดินหน้าผลักดันโครงการคนละครึ่ง ว่า ตนเชื่อว่าจะเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยกระตุ้นการจับจ่ายของประชาชน และสนับสนุนรายได้ของร้านค้ารายย่อยและชุมชน

    โครงการคนละครึ่งจะช่วยให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร สามารถจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคได้สะดวกมากขึ้น ร้านค้ารายย่อยในตลาดท้องถิ่นก็สามารถรักษารายได้ ลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และเพิ่มโอกาสในการทำมาค้าขายต่อไป ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่งไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

    น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเสนอว่ารัฐบาลควรขยายโครงการให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกลและท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ตนมั่นใจว่าการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจไปสู่ท้องถิ่น จะช่วยให้แต่ละจังหวัดและเทศบาลสามารถบริหารจัดการสิทธิ์คนละครึ่งได้ตรงตามความต้องการของประชาชน และหากโครงการคนละครึ่งสามารถเชื่อมโยงกับสินค้าเกษตรกรชุมชน จะช่วยให้ประชาชนสามารถขายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนได้โดยตรง ลดการพึ่งพาคนกลาง และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    ดังนั้น นี่คือโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะใช้เครื่องมือคนละครึ่งเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000087959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bIs2PAMR4rzi5adS3yKeV