Category: เศรษฐกิจ

  • แรงงานอุซเบกิสถานเติมเต็มช่องว่างแรงงานในบัลแกเรียท่ามกลางประชากรลดลง

    แรงงานอุซเบกิสถานเติมเต็มช่องว่างแรงงานในบัลแกเรียท่ามกลางประชากรลดลง

    แรงงานจากอุซเบกิสถานกว่า 20,000 คนเข้ามาทำงานในบัลแกเรีย เพื่อเติมเต็มช่องว่างการขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นจากการลดลงของประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ยากจนที่สุดแห่งนี้ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติในหลายภาคส่วน

    นิลฟาร์ นาซาโรวา อดีตนักบัญชีจากอุซเบกิสถาน ปัจจุบันทำงานเป็นแม่บ้านในโรงแรมที่รีสอร์ต อัลเบนา ริมทะเลดำของบัลแกเรีย เป็นฤดูกาลที่สี่แล้ว ปีแรกมีชาวอุซเบกิสถานน้อยมาก แต่ตอนนี้มีประมาณ 100 คนมาทำงานทุกฤดูกาล เพราะเงินเดือนที่มั่นคงและสม่ำเสมอ นาซาโรวา วัย 40 ปี จากเมืองบุคารา กล่าวกับ เอเอฟพี

    รีสอร์ตอัลเบนาบนทะเลดำเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจากทั่วทวีปยุโรป

    รีสอร์ตอัลเบนาบนทะเลดำเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจากทั่วทวีปยุโรป

    วิกฤตประชากรและการขาดแคลนแรงงาน

    ประชากรบัลแกเรียลดลงเกือบหนึ่งในสามนับตั้งแต่ปี 1990 ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวที่คิดเป็น 7% ของเศรษฐกิจต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ สมาคมเจ้าของโรงแรมระบุว่า ตำแหน่งงานหลายหมื่นตำแหน่งในภาคการท่องเที่ยวยังว่างอยู่ในช่วงต้นฤดูกาล

    การสำรวจบริษัทต่าง ๆ เมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า 8 ใน 10 นายจ้างเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยส่วนใหญ่ยินดีที่จะจ้างแรงงานจากประเทศนอกสหภาพยุโรป

    การท่องเที่ยวคิดเป็นเกือบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจบัลแกเรีย

    การท่องเที่ยวคิดเป็นเกือบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจบัลแกเรีย

    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร

    ฟิลิป เกาเนฟ อดีตข้าราชการรัฐบาล ปัจจุบันดำเนินธุรกิจหาแรงงานข้ามชาติ ระบุว่า ในอัตรานี้ พวกเขาอาจกลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีนัยสำคัญภายใน 5-6 ปี ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของบัลแกเรียได้

    ที่รีสอร์ต อัลเบนา ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วทวีป แรงงานจากอุซเบกิสถาน คีร์กีซสถาน อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ เข้ามาทำงานในโรงแรม ห้องครัว และบาร์

    แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

    กุลไรคาน มูคันเบ็ตโอฟนา นักศึกษาชาวอุซเบกิสถานวัย 20 ปี กล่าวว่า งานหนักแต่คนใจดี ขณะทำงานในร้านอาหารโรงแรม 4 ดาวริมทะเลดำ โพสต์ Instagram เกี่ยวกับชีวิตของเธอที่ อัลเบนา มียอดผู้ติดตามหลายพันคน

    กราสิมิรา สโตยาโนวา ผู้จัดการรีสอร์ท อธิบายว่าแรงงานต่างชาติได้รับอาหาร ที่พัก และเงินเดือนที่สูงกว่าในอุซเบกิสถานหลายเท่า โดยที่บ้านเกิดได้รับ 100-150 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ที่บัลแกเรียเริ่มต้น 600 ดอลลาร์และสูงถึง 800 ดอลลาร์หรือมากกว่า

    ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญของการดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทำให้การขอวีซ่าง่ายขึ้น

    ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญของการดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทำให้การขอวีซ่าง่ายขึ้น

    ความจำเป็นเพื่อความอยู่รอด

    รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญและให้วีซ่าแรงงานข้ามชาติง่ายขึ้น แม้ขั้นตอนราชการยังซับซ้อนและปัญหาคอร์รัปชันยังคงมีอยู่ เกาเนฟ กล่าวว่าเป็นเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจบัลแกเรีย

    บัลแกเรียมีประชากรลดลงเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คนบัลแกเรียส่วนใหญ่ที่ออกไปไม่กลับมา และเกือบหนึ่งในสี่ของประชากรอายุเกิน 65 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/uzbek-workers-fill-bulgarian-labor-gap&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ykbn2Q1hqtp4EV3h2Rr2X

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ คาดจีดีพีปีนี้โต 1.8%

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ คาดจีดีพีปีนี้โต 1.8%

    SCB EIC ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 1.8% (เดิม 1.5%) และปี 2569 เป็น 1.5% (เดิม 1.2%) ปัจจัยหลักมาจากการเร่ง Front-loading สินค้าส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นมาก สอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2568 ที่ประกาศออกมา 2.8%YOY สูงกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย จากการเร่งส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวส่วนหนึ่งจากฐานต่ำ และจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของไทยที่เจรจาได้ต่ำกว่าคาดเหลือ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งหลักในตลาดสหรัฐฯ ช่วยให้แนวโน้มส่งออกและลงทุนปรับดีขึ้นบ้าง

    มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงมากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และต่อเนื่องไปปี 2569 แรงส่งหลักที่จะแผ่วลง คือ (1) การส่งออกจะหดตัวแรง โดยเฉพาะหลังหมดผล Front-loading ในตลาดสหรัฐฯ และความต้องการสินค้าไทยจะลดลงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เริ่มเก็บจริง (2) การท่องเที่ยวจะชะลอตัว SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 เหลือ 32.9 ล้านคน และจะทยอยฟื้นตัวในปี 2569 โดยความขัดแย้งบริเวณชายแดนอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังมีความท้าทายจาก Tourism war และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชะลอลง (3) การลงทุนภาคเอกชน แม้ขยายตัวดีในไตรมาส 2 แต่ส่วนหนึ่งจากปัจจัยฐาน ภาพการลงทุนจะชะลอลงในระยะข้างหน้าจากผลของกำแพงภาษีสหรัฐฯ และความเปราะบางของอุปสงค์ในประเทศ และ (4) แรงส่งภาครัฐแผ่วลง ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้ และปัจจัยฐานต่ำในปี 2567 เริ่มมีผลช่วยน้อยลง
     

    ในระยะสั้น แม้อัตราภาษีสหรัฐฯ เหลือ 19% และไทยยื่นข้อเสนอใหม่ที่คำนึงรูปแบบการเปิดตลาดเพิ่มเติมจากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาคเกษตร จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ และบรรเทาความกังวลผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการจากการเปิดตลาดลงได้บ้าง แต่ยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยที่ยังเผชิญกับแรงกดดันจากคู่แข่งที่เผชิญภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันไป ตลอดจนค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วช่วงที่ผ่านมาหากเปรียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐ อาจเป็นอีกปัจจัยกดดันความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทย

    มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสงครามการค้าที่ยังต้องติดตาม ได้แก่ (1) สินค้าส่งออกที่มี Import content สูงเสี่ยงจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีสวมสิทธิเพิ่ม 40% (2) การแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ จะรุนแรงมากขึ้น กระทบ Margin ของผู้ประกอบการ และ (3) การรับมือปัญหา Import flooding และการปกป้องตลาดภายในประเทศทั่วโลกที่จะรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าอดีตมาก ส่วนหนึ่งจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ สูงขึ้นมากจากอดีต ทำให้การพึ่งพา Growth model เดิมของไทยที่เติบโตด้วยการค้าโลกจะเป็นไปได้ยากขึ้น
     

    นอกจากประเด็นการค้า ยังมีประเด็นความขัดแย้งไทยและกัมพูชาเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมผ่านช่องทางการค้า การลงทุน ท่องเที่ยว และแรงงาน ผลกระทบขึ้นกับความรุนแรงของมาตรการตอบโต้และความยืดเยื้อ ทำให้ภาพรวมแนวโน้มของภาคธุรกิจไทยยังมีความเสี่ยงอยู่มาก โดยยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยกับคู่แข่งที่เผชิญภาษีสหรัฐฯ ในอัตราแตกต่างกัน และรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่เน้นตลาดสหรัฐฯ จะเผชิญการแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น หรือหากสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ มี Import content สูง อาจเสี่ยงถูกเพ่งเล็งกรณีสวมสิทธิ สำหรับการเปิดตลาดนำเข้าจากสหรัฐฯ ในเบื้องต้นคาดว่า ผลกระทบยังจำกัดในระยะสั้น เนื่องจากภาครัฐอาจออกมาตรการกำหนดโควตากลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวมากและปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

    สำหรับมุมมองเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัวมากในปี 2568-2569 แม้จะปรับดีขึ้นบ้าง หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ประกาศออกมารุนแรงน้อยกว่าที่ประเมินไว้และเลื่อนวันเริ่มบังคับใช้อีก 1 เดือน รวมถึงประเทศต่าง ๆ มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.4% ในปี 2568 และ 2569 ดีกว่าที่เคยมองไว้เล็กน้อย แต่ทิศทางยังชะลอลงจาก 2.8% ในปี 2024 อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้ารายสินค้าที่สหรัฐฯ อาจทยอยประกาศเพิ่มเติม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยาและเวชภัณฑ์ ไม้ เครื่องบิน เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลายลงอีก แต่ความเสี่ยงจากสงครามการค้าจะมีผลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ย 50 bps ในปีนี้ (เดิมมอง 25 bps) หากข้อมูลการจ้างงานเดือน ส.ค. ยังออกมาต่ำ เนื่องจากคณะกรรมการเริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลตลาดแรงงานมากขึ้นหลังตัวเลขปรับย้อนหลังแย่ลงมาก และลดอีก 75 bps ในปีหน้า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 25 bps เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้แรงกดดันจากสงครามการค้า แต่เลื่อนการลดครั้งสุดท้ายเป็นในไตรมาส 4 ของปีนี้ (เดิมไตรมาส 3) จากกำแพงภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่รุนแรงน้อยลง และรอความชัดเจนภาษีรายสินค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะยาซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจยูโรโซนสูง วัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้ของยูโรโซนจะจบลงภายในสิ้นปีนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงปลายปี และอาจลดดอกเบี้ยอีกรวม 20 bps ในปี 2569 และเตรียมมาตรการผ่อนคลายนโยบายแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากความไม่แน่นอนที่ยังคงสูง และเงินเฟ้อที่สูงจากปัจจัยชั่วคราว แต่อาจกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงต้นปี 2569 

    SCB EIC ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปี 2569 จาก (1) ภาวะการเงินยังตึงตัวจากการชะลอลงของสินเชื่อและเงินบาทแข็งค่า อาจเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า (2) อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (Real rate) ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะขยายตัวต่ำกว่าในอดีตอย่างมีนัย และ (3) อัตราเงินเฟ้อไทยต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องนาน SCB EIC ประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 จะต่ำลงเหลือ 0.2% (เดิมมองไว้ 0.5%) จากราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลงต่อเนื่อง โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่องหลายเดือนจะกลับเป็นบวกได้ในไตรมาส 4 แม้ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังมีไม่มาก แต่ครัวเรือนไทยอาจกำลังเผชิญ “Debt Deflation” อยู่ ภาระหนี้สูงอาจลดทอนกำลังซื้อของครัวเรือน ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอต่อเนื่อง จนทำให้ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด (Deflation) สูงขึ้นได้ในที่สุด
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw193-_XZNxNwbzZSGdJM_Io

  • อินโดนีเซียคาดเศรษฐกิจยังไหว แม้เจอประท้วงใหญ่ เชื่อพื้นฐานแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    อินโดนีเซียคาดเศรษฐกิจยังไหว แม้เจอประท้วงใหญ่ เชื่อพื้นฐานแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียน่าจะต้านทานผลกระทบจากการประท้วงที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ได้ เพราะอินโดนีเซียมีรากฐานแข็งแกร่ง โดยอินโดนีเซียจะยังคงรักษานโยบายสนับสนุนกำลังซื้อและแรงงานเอาไว้ ขณะเดียวกันก็กระตุ้นทางการคลังอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ เงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย หลังจากธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศและตลาดพันธบัตรเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ขณะที่หุ้นอินโดนีเซียร่วงลงมากที่สุดในรอบเกือบ 5 เดือน หลังจากเหตุประท้วงรุนแรงขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์

    ขณะนี้ อินโดนีเซียกำลังประสบกับความวุ่นวายทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี อันจะเห็นได้จากการชุมนุมประท้วงและการจลาจลที่ลุกลามไปทั่วเมืองต่าง ๆ

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเยือนจีน หลังเกิดเหตุจลาจลรุนแรงในประเทศ ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความเหลื่อมล้ำ โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้พุ่งเป้าไปที่บ้านพักของรัฐมนตรีคลังและสมาชิกรัฐสภาหลายคน เนื่องจากไม่พอใจเกี่ยวกับค่าเบี้ยเลี้ยงบ้านพักของสมาชิกสภานิติบัญญัติ ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนในกรุงจาการ์ตาเกือบ 10 เท่า และความไม่พอใจยิ่งลุกลาม ทั้งจากประเด็นการขึ้นภาษี การเลิกจ้างงานจำนวนมาก และอัตราเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้มีรายได้น้อย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31a_eK0DoW2lL25SLgBiIA

  • “วุฒิสภา” ถกงบ 69 วุฒิสภา ถกงบปี 69 “พิชัย” ชี้จัดตามนโยบายหลักรัฐบาล สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    “วุฒิสภา” ถกงบ 69 วุฒิสภา ถกงบปี 69 “พิชัย” ชี้จัดตามนโยบายหลักรัฐบาล สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    การเมือง

    “วุฒิสภา” ถกงบ 69 วุฒิสภา ถกงบปี 69 “พิชัย” ชี้จัดตามนโยบายหลักรัฐบาล สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    วันจันทร์ ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.35 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า การจัดทำงบประมาณปี 2569 ดำเนินตาม 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่

    ขับเคลื่อนนโยบายหลักของรัฐบาล ทั้งเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความสามารถแข่งขัน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    จัดงบตามลำดับความจำเป็น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การอบรม เดินทางต่างประเทศ หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ พร้อมให้ใช้เงินนอกงบประมาณและความร่วมมือรัฐ-เอกชน เพื่อลดภาระการกู้

    ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายการคลัง และหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้การใช้จ่ายมีความคุ้มค่าและโปร่งใส

    ด้าน นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วุฒิสภา รายงานว่า การจัดงบปี 2569 ต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยการขาดดุล ทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น ปัจจุบัน ณ วันที่ 31 มกราคม 2568 อยู่ที่ 11.95 ล้านล้านบาท หรือ 64.1% ของจีดีพี พร้อมเสนอให้รัฐบาลเพิ่มการจัดเก็บรายได้และลดการใช้เงินคงคลัง

    กมธ. ยังมีข้อสังเกตว่า

    งบด้านเศรษฐกิจ 965,754 ล้านบาท ยังไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จีดีพีโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน จึงเสนอให้เน้นปรับโครงสร้างหนี้ ส่งเสริมการออม และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนาดใหญ่

    งบด้านสังคม 1.02 ล้านล้านบาท แม้สูงสุด แต่ปัญหาช่องว่างรายได้ยังขยายตัว จึงควรใช้งบให้ประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้น

    งบด้านความมั่นคง 680,374 ล้านบาท ควรเน้นการปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และการบังคับใช้กฎหมาย

    งบแก้ภัยพิบัติและทรัพยากรธรรมชาติ ควรบูรณาการวางแผนและกระจายงบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างยั่งยืน
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/444623&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xp4EYoSsIa2WWq6mBEgpf

  • พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนมาสัมผัสความสุข ปลูกรอยยิ้ม ในงาน “เกษตรสร้างสุข”

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนมาสัมผัสความสุข ปลูกรอยยิ้ม ในงาน “เกษตรสร้างสุข”

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนมาสัมผัสความสุข ปลูกรอยยิ้ม ในงาน “เกษตรสร้างสุข”

    วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.02 น.

    Tag :

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี จัดงาน ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรสร้างสุข” เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจการทำเกษตรอย่างมีความสุขและยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรและประชาชนได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้ ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการและองค์ความรู้ด้านการเกษตร รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรในห้องอบรมวิชาของแผ่นดิน และ Workshopกว่า 8 วิชา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ชม ช็อป สินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ และเกษตรกรภาคีความร่วมมือทั่วประเทศกว่า 120 ร้านค้า งานจัดขึ้นในวันที่ 6 – 7 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี

    พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย  ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดเผยว่า “การจัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรสร้างสุข” มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารให้เห็นว่าการเกษตรไม่ใช่เพียงการสร้างรายได้ แต่คือวิถีชีวิตที่สมดุลและยั่งยืน โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างชุมชนเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยเสริมสุขภาพกาย สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น โดยภายในงานยังมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการเรียนรู้การจัดการผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน สมุนไพร และไม้ดอกทานได้ พร้อมเวทีแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้รู้จริงด้านการเกษตร เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพสร้างรายได้และความสุขได้อย่างยั่งยืน”

    ภายในงานพบกับ นิทรรศการ “เกษตรสร้างสุข กิน ชม ดม ดื่ม” ถ่ายทอดองค์ความรู้ คุณประโยชน์จากผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน และไม้ดอกทานได้ ที่มีประโยชน์ในการประกอบอาหารและดูแลสุขภาพ พร้อมอนุรักษ์ และเผยแพร่ภูมิปัญญาการใช้พืชสมุนไพรและไม้หอม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย โดยแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ สุขจากการกิน  ผักปลอดสารพิษ ผักพื้นบ้าน และสมุนไพรบำรุงกำลัง สุขจากการชม การจัดสวนถาดสร้างสรรค์ สุขจากการดม พันธุ์ไม้หอมที่มีกลิ่นหอมตามช่วงเวลา เช่น ช่วงเช้า มะลิ ช่วงเย็น ดอกโมก ดอกแก้ว เป็นต้น และสุขจากการดื่ม ชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพ อัญชัน เกสรบัวหลวง มะลิ กุหลาบ  พร้อมองค์ความรู้ชาสมุนไพร

    พลาดไม่ได้กับการอบรมวิชาของแผ่นดิน และWorkshop กว่า 8 วิชา เรียนรู้ได้ทั้ง Onsite และ Online ฟรี อาทิ หลักสูตร เกษตรอินทรีย์ สร้างฟาร์มสุข อาจารย์สรศักดิ์ ไวจันทึก “ฟาร์มสุข ฟาร์มออแกนิก” เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.นครราชสีมา หลักสูตรลดภาษีที่ดินทิ้งร้าง ด้วยทุเรียนอินทรีย์ อาจารย์อดิศร พวงชมภู “ประธานโครงการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน” จ.นครปฐม หลักสูตรเกษตรดี มีสุข อาจารย์กรุณาพร วงษ์ละคร “สวนกตัญญู” จ.ขอนแก่น และหลักสูตรอาหารปลอดภัย กายใจ  เป็นสุข กับ อาจารย์สุพัตรา ไชยชมภู “เจ้าของเพจปูเป้ทำเอง” กรุงเทพฯ เป็นต้น

    ชม ชิม ช็อปสินค้าเกษตรปลอดภัย จุใจไปกับทั้งของกิน ของใช้ ผลิตภัณฑ์แปรรูป ต้นไม้พันธุ์ไม้ โดยเกษตรกรเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และร้านค้าภาคีความร่วมมือกว่า 120 ร้านค้า ในราคามิตรภาพ และกิจกรรมหลากหลายภายในงาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ www.wisdomking.or.th หรือ Facebook / Line ID : @wisdomkingmuseum

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/911048&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16WCAo51Q-KwTFElGojstH

  • “หล่มสัก” อ่วม น้ำท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจใจกลางเมือง บางจุดสูงกว่า 1.5 เมตร

    “หล่มสัก” อ่วม น้ำท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจใจกลางเมือง บางจุดสูงกว่า 1.5 เมตร

    เพชรบูรณ์ มวลน้ำมหาศาลจากแม่น้ำป่าสักและเทือกเขาในพื้นที่ไหลทะลักเข้าท่วมในพื้นที่ อ.หล่มเก่า และ อ.หล่มสัก เขตเมืองชั้นใน ซึ่งเป็นทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยและย่านเศรษฐกิจสำคัญ บางจุดระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1.5 เมตร

    จากกรณีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.หล่มเก่า และ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ มีมวลน้ำมหาศาลจากแม่น้ำป่าสักและเทือกเขาในพื้นที่ไหลทะลักท่วมถนนหลวงหมายเลข 2216 บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก หลักกิโลเมตรที่ 80 ต.ตาดกลอย อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ทำให้รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ และพื้นที่บ้านเรือนราษฎร ต.ตาดกลอย และ ต.ศิลา อ.หล่มเก่า อย่างรวดเร็วบางแห่งน้ำท่วมสูงกว่า 1.5 เมตร

    ด้านนายกองตรีพรพงษ์ ไหมแพง ชาญชัยภัครธากูร นายอำเภอหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ รุดนำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและหน่วยกู้ภัยในพื้นที่เข้าช่วยเหลือพาชาวบ้านออกมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย พร้อมช่วยขนย้ายทรัพย์สินและสัตว์เลี้ยงขึ้นที่สูง โดยเฉพาะใน 6 หมู่บ้านของ ต.ตาดกลอย มวลน้ำยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมหนักที่สุดคือหมู่ 1 บ้านวังขอน และหมู่ 3 บ้านก้างปลา เพราะกระแสน้ำไหลแรงและเชี่ยวกราก ชาวบ้านขนย้ายทรัพย์สินไม่ทันได้รับความเสียหายหนักแทบทุกหลังคาเรือน

    ขณะที่ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ลงพื้นที่อำเภอหล่มเก่า และอำเภอหล่มสัก พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเข้าช่วยเหลือราษฎรอย่างเต็มที่พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรในพื้นที่อำเภอหล่มสักเตรียมขนย้ายทรัพย์สินเตรียมรับมือเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย

    ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก ลำน้ำพุง บ้านน้ำพุง ได้โพสต์ภาพน้ำท่วมในพื้นที่ อ.หล่มสัก เมื่อช่วงเช้านี้ โดยระบุข้อความว่า รอบนี้หนักมาก เป็นกำลังใจให้คนหล่มสัก สถานการณ์หล่มสักเช้า 01-09-68 เวลา 06.30 น. รถเล็กไม่สามารถวิ่งได้แล้ว ขอความกรุณาอย่าเข้าไปเลย #SAVElomsak

    รายงานข่าวแจ้งว่า ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักได้เอ่อล้นเข้าท่วมเขตเทศบาลเมืองหล่มสักอย่างต่อเนื่อง เขตเมืองชั้นใน ซึ่งเป็นทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยและย่านเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งบางจุดระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1.5 เมตร

    ที่มาภาพ : เพจ ลำน้ำพุง บ้านน้ำพุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2880036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3po6razmgYTfS8-9gyRARg

  • เอกชน ชี้ รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไขปัญหาชายแดน-เศรษฐกิจ-อุทุกภัย

    เอกชน ชี้ รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไขปัญหาชายแดน-เศรษฐกิจ-อุทุกภัย

    เอกชน ชี้ รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไขปัญหาชายแดน-เศรษฐกิจ-อุทุกภัย

    เผยต้องเร่งตั้งรัฐบาลใหม่ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา – วิกฤตภาษีทรัมป์ หวั่นกระทบเบิกจ่ายงบปี 69 ล่าช้า ทำโครงการใหญ่ชะงัก

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว โดยการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล อาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์

    เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) การปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้  

    เอกชน ชี้ รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไขปัญหาชายแดน-เศรษฐกิจ-อุทุกภัย

    ดังนั้น หากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบถาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SME รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/729692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t9btLEKJYYbda7x_kxXQU

  • หล่มสักอ่วมหนัก!

    หล่มสักอ่วมหนัก!

    หล่มสักอ่วมหนัก! ‘แม่น้ำป่าสักล้นตลิ่ง’ ท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ-ถนนเป็นอัมพาต

    วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.44 น.

    หล่มสักอ่วมหนัก! ‘แม่น้ำป่าสักล้นตลิ่ง’ ท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ-ถนนเป็นอัมพาต

    วันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากอิทธิพลฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในช่วงเย็นของวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา น้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เขตเมืองชั้นในของอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นทั้งเขตที่อยู่อาศัยและย่านเศรษฐกิจสำคัญ ความรุนแรงของสถานการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นวงกว้าง

    ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองหล่มสัก ร่วมกับอาสาสมัครกู้ภัยกกไทรหล่มสัก อาสาร่วมกตัญญู มูลนิธิสว่างมงคล เจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง โดยได้อพยพผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยติดเตียงออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย พร้อมทั้งช่วยเหลือประชาชนเคลื่อนย้ายสิ่งของ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทรัพย์สินขึ้นที่สูงตลอดทั้งคืน ก่อนที่ระดับน้ำจะทรงตัวในช่วงเช้ามืด

    จากการสำรวจพื้นที่ในเช้าวันนี้ พบว่าพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองหล่มสักยังคงถูกน้ำท่วมสูงเป็นวงกว้าง ระดับน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 เมตร โดยเฉพาะในเขตชุมชน ตลาดสด ร้านค้า รวมทั้งสถานที่ราชการหลายแห่งที่ถูกน้ำท่วมขัง ส่งผลให้การจราจรในเขตเมืองแทบจะเป็นอัมพาต

    ขณะเดียวกัน โรงเรียนหลายแห่งในเขตอำเภอหล่มสักได้ประกาศหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน และเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการเดินทางท่ามกลางสภาพน้ำท่วม โดยมีการขอให้ผู้ปกครองตรวจสอบข้อมูลการเปิด–ปิดเรียนจากโรงเรียนโดยตรง

    ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หากฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นต่อเศรษฐกิจ การคมนาคม และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อำเภอหล่มสัก โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขายและเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์

    นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก กล่าวว่า ระดับน้ำมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ทางที่ว่าการอำเภอหล่มสักยังคงเปิดให้บริการประชาชนตามปกติ และทางอำเภอได้ตั้งศูนย์บัญชาการภัยพิบัติน้ำท่วม ชาวบ้านที่ประสบภัยสามารถประสานงานขอความช่วยเหลือจากอำเภอหล่มสัก ผ่าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/911024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HfZccaZgRr04R3L0nj3IF

  • หนี้นอกระบบ..ปัญหาใหญ่กัดกินเศรษฐกิจไทย ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่..แก้โจทย์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์

    หนี้นอกระบบ..ปัญหาใหญ่กัดกินเศรษฐกิจไทย ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่..แก้โจทย์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์

    ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ลดต่ำลง ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และความท้าทายจากการแข่งขันระดับภูมิภาค สิ่งที่ซ่อนอยู่และมักถูกพูดถึงเป็นระยะ แต่ไม่เคยแก้ได้จริง คือ “หนี้นอกระบบ” ปัญหาที่ไม่ได้กระทบเพียงระดับครัวเรือน หากแต่ยังสั่นสะเทือนโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม

    ข้อมูลจากการศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ธนาคารกรุงไทยสนับสนุน สะท้อนภาพที่น่าตกใจว่าหนี้นอกระบบไม่ใช่เรื่องเล็ก ครัวเรือนไทยจำนวนมากพึ่งพาหนี้ประเภทนี้เพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะการทำมาหากิน ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ซื้อรถจักรยานยนต์ รถกระบะ หรือเงินทุนหมุนเวียนค้าขายรายย่อย หนี้เหล่านี้กลายเป็น “หลังพิง” ที่ทำให้ผู้คนยังมีแรงเดินต่อไป แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับกลายเป็นภาระหนักที่ฉุดรั้งการพัฒนา

    งานวิจัยชี้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของครัวเรือนไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับหนี้นอกระบบในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และที่น่าสนใจคือผู้กู้จำนวนไม่น้อยมีทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบซ้อนกันไปมา ตัวเลขหนี้ครัวเรือนจึงพุ่งเกิน 100% ของจีดีพี ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาพ “โตยาก” เพราะเงินที่ควรจะนำไปลงทุนหรือใช้เพื่อการพัฒนาถูกดูดซับไปกับการชำระหนี้

    เศรษฐกิจนอกระบบ ภาพสะท้อนความไม่สมบูรณ์

    ไม่ใช่แค่หนี้ แต่ “เศรษฐกิจนอกระบบ” ทั้งหมดที่ไทยเผชิญอยู่ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญ ข้อมูลของธนาคารโลกประเมินว่ามูลค่ากิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบไทยสูงถึง 48% ของจีดีพี ครึ่งหนึ่งของแรงงานอยู่นอกระบบภาษี ขณะที่ผู้ประกอบการนิติบุคคลมีเพียงหนึ่งในสี่ของผู้เล่นทั้งหมด

    ผลที่ตามมาคือรัฐขาดข้อมูล ขาดเครื่องมือในการออกแบบนโยบายที่ตรงจุด ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจนอกระบบเองก็มีข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภาพต่ำ ความเปราะบางต่อวิกฤตธรรมชาติหรือโรคระบาด ตลอดจนความเสี่ยงด้านคอร์รัปชันและการบังคับใช้กฎหมาย

    เมื่อปัญหานี้ทับซ้อนกับหนี้นอกระบบ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจึงยิ่งซับซ้อนและอ่อนไหว เห็นได้จากการที่เงินลงทุนจากต่างประเทศไม่เข้ามาอย่างที่ควร แม้ไทยไม่ได้ขาดสภาพคล่อง แต่เพราะระบบเศรษฐกิจ “ดูไม่มั่นคง” การพึ่งพาหนี้นอกระบบคือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้ลงทุนลังเล

    ทำไมต้อง “ข้อมูล” ถึงจะแก้ได้จริง

    หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดคือ หนี้นอกระบบอยู่ได้เพราะเจ้าหนี้มี “ข้อมูล” ของลูกหนี้มากกว่าระบบการเงินปกติ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงลึกในชุมชน ความสัมพันธ์ทางสังคม หรือการรู้ว่าลูกหนี้มีศักยภาพในการคืนเงินแค่ไหน

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า .. นี่คือบทเรียนสำคัญ—หากต้องการดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบปกติ รากเหง้าของโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การเข้าถึงข้อมูล” หากธนาคารและสถาบันการเงินสามารถพัฒนาระบบข้อมูลที่สะท้อนตัวตนของผู้กู้ได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นประวัติการชำระตรงเวลา ความสามารถในการประกอบอาชีพ หรือความพยายามในการล้มลุกคลุกคลาน ธนาคารก็จะกล้าให้กู้ และผู้กู้ก็ไม่จำเป็นต้องหันไปพึ่งเจ้าหนี้นอกระบบ

    แนวทางเช่นนี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) การสร้างฐานข้อมูลดิจิทัล และระบบการรับรองคุณภาพผู้ประกอบการที่ชัดเจนขึ้น ทั้งหมดนี้คือการ “ปฏิรูปข้อมูล” ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกปัญหาหนี้นอกระบบ

    งานวิจัยเสนอให้ใช้ Big Data และ e-KYC เพื่อสร้าง Alternative Credit Scoring เปิดทางให้ธนาคารประเมินลูกหนี้จากข้อมูลการใช้จ่าย การสื่อสาร หรือธุรกรรมดิจิทัล ไม่จำกัดเพียงสลิปเงินเดือนหรือโฉนดที่ดิน อีกทั้งยังเสนอแนวทาง “สินเชื่อสองชั้น (Two-tier lending)” ที่ให้ธนาคารทำงานร่วมกับเจ้าหนี้ชุมชน ใช้ข้อได้เปรียบจาก “ข้อมูลเชิงสังคม” มาผสานกับระบบธนาคารเพื่อขยายโอกาสให้ลูกหนี้รายย่อย

    อีกข้อเสนอคือ การออกแบบสินเชื่อรายย่อยฉุกเฉิน ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินไม่สูง แต่พอเพียงต่อความจำเป็น เพื่อกันไม่ให้ประชาชนต้องก้าวเข้าสู่ตลาดเงินกู้นอกระบบตั้งแต่แรก

    ความกล้าหาญที่สังคมไทยต้องเลือก

    แต่การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันโยงใยกับความจริงหลายด้าน ทั้งความเหลื่อมล้ำ ความเปราะบาง และระบบเศรษฐกิจเงาที่รัฐแทบไม่เคยควบคุมได้ ความกล้าหาญที่ต้องเกิดขึ้นคือการยอมรับความจริง ว่าเศรษฐกิจนอกระบบและหนี้นอกระบบคือ “โครงสร้างคู่ขนาน” ที่ใหญ่มาก และไม่มีทางจัดการได้หากยังคงเพิกเฉย

    ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา ไม่ถูกเก็บไว้เป็นรายงานบนหิ้ง แต่ถูกนำมาใช้จริง ก่อให้เกิดการออกแบบนโยบายใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนรายย่อยที่เป็นเจ้าของชีวิตและความฝันของตนเอง

    ในฐานะธนาคารพาณิชย์ที่มีบทบาทกึ่งภาครัฐ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ประกาศชัดว่าจะไม่ยืนเฉยกับปัญหานี้ ความตั้งใจของกรุงไทยคือการเป็น “แบงก์ของประชาชน” ที่พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และผลักดันให้เกิดดัชนีหนี้นอกระบบอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือและใช้เป็นฐานในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

    กรุงไทยไม่เพียงต้องการเป็นผู้ปล่อยกู้ แต่ต้องการเป็น “สะพานเชื่อม” ที่ทำให้ข้อมูลจากทุกภาคส่วนถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน และแปลงเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เข้าถึงได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้าเอสเอ็มอี หรือแรงงานนอกระบบที่เป็นครึ่งหนึ่งของประเทศ

    ทางออกที่ต้องเริ่มวันนี้

    หนี้นอกระบบไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้ในวันเดียว แต่มันคือรากที่โยงกับความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และความไร้ประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจไทย หากไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเปิดเผยข้อมูล วิเคราะห์อย่างจริงจัง และใช้ข้อมูลนั้นให้เกิดผล ปัญหานี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป

    ธนาคารกรุงไทยอาจไม่ใช่ผู้เล่นที่แก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่การลุกขึ้นมาสนับสนุนการสร้างฐานข้อมูลและผลักดันให้สังคมเห็นความจริง คือก้าวสำคัญที่จะทำให้การถกเถียงสาธารณะเดินหน้า และอาจนำไปสู่การปฏิรูปที่ประเทศรอคอย

    หนี้นอกระบบจึงไม่ใช่เพียง “เรื่องเงินกู้” แต่คือกระจกสะท้อนเศรษฐกิจไทย ว่าเราจะเลือกอยู่กับความไม่ชัดเจน หรือจะกล้าลุกขึ้นสร้างระบบข้อมูลใหม่ที่ทำให้คนตัวเล็กๆ เข้าถึงโอกาสได้อย่างแท้จริง.

    สมุดปกขาว : พลังความร่วมมือ ฝ่าหลุมดำเศรษฐกิจไทย

    ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่กลายเป็นโจทย์ใหญ่ให้เศรษฐกิจไทยสะดุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ซึ่งประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตัดสินใจเดินหน้าร่วมกันแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ภาคเอกชนและภาคการเงินพร้อมใจกันผนึกกำลังเพื่อหาทางออก

    ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการประชุมหารือ แต่คือการตั้งเป้าอย่างจริงจังว่าจะสร้าง “สมุดปกขาว” (White Paper) เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทและคู่มือปฏิบัติการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ โดยมี สมาคมธนาคารไทย ทำหน้าที่ประสานเครือข่ายกับหน่วยงานสำคัญทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ สภาพัฒน์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

    ทั้งหมดรวม 8 หน่วยงาน ก่อร่างกลายเป็นทีม Think Tank ระดับประเทศ เป้าหมายไม่ใช่เพียง “คิดยุทธศาสตร์” แต่ต้องลงมือทำ (Execution) ให้เกิดผลจริง

    ประธานสมาคมธนาคารไทยเปิดเผยว่า มีการหารือกับสภาพัฒน์เพื่อกำหนดโจทย์สำคัญว่า “ในอีก 2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องทำอะไรบ้าง” และได้ข้อสรุปว่าจะเลือกมาเพียง 5 เรื่องหลักเท่านั้น พร้อมเดินหน้าแบบ End-to-End ตั้งแต่การออกแบบนโยบายไปจนถึงการปฏิบัติ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จริง

    “เพราะการเมืองอาจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความเชื่อมั่นก็ผันผวนตาม แต่โครงสร้างเศรษฐกิจต้องชัดเจนและต่อเนื่อง ภาคเอกชนพร้อมจับมือกับเทคโนแครตเพื่อสร้างความยั่งยืน เราหวังว่าการเมืองจะมองเห็นคุณค่าของสิ่งนี้” — นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    สำหรับการจัดทำสมุดปกขาวครั้งนี้ มอบหมายให้ สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นศูนย์กลางในการจัดทำและสังเคราะห์ข้อเสนอ ขณะที่หน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ ก็เข้ามามีบทบาทสนับสนุนเต็มที่ โดยปลัดกระทรวงการคลังยืนยันให้การหนุนเสริมอย่างจริงจัง

    สาระสำคัญของ “สมุดปกขาว” ไม่ได้อยู่ที่การเขียนรายงาน แต่คือการสร้างระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ให้สามารถวิเคราะห์ วางแผน และติดตามผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างโปร่งใสและมีทิศทางเดียวกัน

    ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนว่า ทุกภาคส่วนต่างตระหนักแล้วว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่อาจแก้ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่ต้องเดินไปด้วยกันอย่างจริงจัง “สมุดปกขาว” จึงไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือสัญลักษณ์ของพลังความร่วมมือที่จะช่วยพาประเทศก้าวพ้นหลุมดำเศรษฐกิจ และหาหนทางใหม่ให้ประเทศไทยไปต่อ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/853636/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IJKgPZENEjUskzs4vxT5I

  • หล่มสักอ่วม! น้ำทะลักย่านเศรษฐกิจสูง 1 เมตร ชาวบ้านโอดน้ำมาเร็ว-แรง ท่วมหนักสุดในรอบ 10 ปี

    หล่มสักอ่วม! น้ำทะลักย่านเศรษฐกิจสูง 1 เมตร ชาวบ้านโอดน้ำมาเร็ว-แรง ท่วมหนักสุดในรอบ 10 ปี

    อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ถูกน้ำท่วมอ่วม ทั้งไหลแรงและท่วมสูง บางจุดสูงเกือบถึงอก ชาวบ้านเผยหนักสุดในรอบ 10 ปี

    ภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา บริเวณแยกหอนาฬิกา ในตัวอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ น้ำป่าสีแดงขุ่น หลากเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจของตัวอำเภอ กระแสน้ำไหลแรงและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ชาวบ้านต้องลุยน้ำออกจากพื้นที่ ขณะที่ร้านค้าในพื้นที่ต้องปิดร้านหนี โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอน โดยชาวบ้านบอกว่า น้ำท่วมครั้งนี้มีปริมาณมากและมาเร็ว โดยท่วมหนักสุดในรอบ 10 ปี

    รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/THQljJOlXFM

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/middaynews/446860&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g3UWFaalb7xkH4PlOBn1S