Category: เศรษฐกิจ

  • สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอมาตรการด่วน Quick Win ต่อรัฐบาลใหม่ สร้างแรงบวกเศรษฐกิจไทยทันที

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอมาตรการด่วน Quick Win ต่อรัฐบาลใหม่ สร้างแรงบวกเศรษฐกิจไทยทันที

    ในขณะที่รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กำลังจัดทำนโยบายและฟอร์มทีมเศรษฐกิจเพื่อขับเคลื่อนประเทศ โดยประกาศชัดว่าจะเร่งมาตรการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่า 3 เดือนข้างหน้าเป็นจังหวะสำคัญ สำหรับการออกมาตรการระยะสั้น เพื่อสร้างแรงส่งที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในภาคค้าปลีกซึ่งมีมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านบาท และเป็นเส้นเลือดใหญ่เชื่อมโยงการผลิต การบริการ และการ จ้างงานนับล้านชีวิต สมาคมฯ จึงขอนำเสนอนโยบาย Quick Win เพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาล

    2423147

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า “สมาคมผู้ค้าปลีกไทยขอแสดงความยินดีกับ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่และทีมงานที่มีศักยภาพ มีความพร้อมกำหนดแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าอย่างมั่นคง โดยสมาคมฯ เห็นว่ามาตรการที่จะเกิดผลจริงต้องครอบคลุม ตรงเป้า และเห็นผลชัดเจน ไม่เพียงช่วยผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุน SMEs เกษตรกร แรงงาน และธุรกิจทุกระดับ เพื่อสร้างงานเพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ ดังนั้น สมาคมฯ จึงขอเสนอชุดมาตรการเพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาล ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีและคาดว่าจะสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    1. กระตุ้นการจับจ่าย เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียน (Spending Boost)

    เพื่อสร้าง Multiplier Effect หรือผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเชื่อมโยงหลายทอด สมาคมฯ ขอเสนอมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีทันที 

    • โครงการ “คนละครึ่ง” : สมาคมฯ เห็นว่ามาตรการ “คนละครึ่ง” เวอร์ชันอัปเกรด จะเป็น “ยาแรง” ที่ช่วยอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง และเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างยาวนาน โดยสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ สมาคมฯ ขอเสนอให้ขยายผลครอบคลุม ทุกประเภทร้านค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างความสะดวกในการจับจ่ายของประชาชนได้ทุกที่ที่ต้องการ โดยไม่มีเงื่อนไขซับซ้อน พร้อมทั้งเสนอให้ปรับเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจาก 150 บาท เป็น 300 บาท โดยกำหนดวงเงินเดือนละ 1,500 บาทเป็นเวลา 2 เดือน (ตุลาคม-พฤศจิกายน) เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและพฤติกรรมการบริโภค       ในปัจจุบัน
    • โครงการ “Easy e-Receipt” เฟส 2 ควรเดินหน้าโครงการ “Easy e-Receipt” เฟส 2 ปลายปีนี้ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายช่วงไฮซีซั่น สำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ โดยจำกัดวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อคน และมีระยะเวลาโครงการ 3 เดือน (ตุลาคม-ธันวาคม) โดยปรับเงื่อนไขให้เข้าร่วมสะดวกขึ้น ครอบคลุมหมวดสินค้าทั่วไป สินค้า OTOP และสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท เพิ่มรายได้ให้ ร้านค้า และส่งเสริมให้ ร้านค้า เข้าสู่ระบบภาษีและระบบดิจิทัลซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

    2. ส่งเสริมไทยเป็นสวรรค์แห่งการช้อปสำหรับนักท่องเที่ยว (Shopping Paradise)

    เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวและสร้างความสามารถในการแข่งขันกับภูมิภาค สมาคมฯ เสนอมาตรการดังนี้

    • ลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์สูงถึง 20–30% สูงสุดในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง มีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์เท่ากับ 0% สมาคมฯ ขอเสนอให้ภาครัฐลดอัตราภาษีนำเข้าลง เหลือราว 10–15% เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในการช้อปปิ้ง นอกเหนือจากการท่องเที่ยวชมธรรมชาติ วัฒนธรรม และสถานที่สำคัญของไทย
    • มาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบทันที (Instant VAT Refund) ทดลอง คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท โดยเริ่มจากร้านค้าสมาชิกในย่านช้อปปิ้งหลักของกรุงเทพฯ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายทันที เพิ่มโอกาสในการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
    • ขยายระยะเวลาวีซ่านักท่องเที่ยวรัสเซีย เสนอ ขยายระยะเวลาวีซ่าจาก 30 วัน เป็น 45-60 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้สู่ภาคท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวรัสเซียเป็นกลุ่มคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงและนิยมพำนักระยะยาว

    3. กระตุ้นการจ้างงานและเสริมกำลังแรงงาน

    • การจ้างงานรายชั่วโมง ช่วยลดปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการค้าปลีกจะสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในช่วงเวลาที่มีลูกค้าหนาแน่น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน กระจายรายได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดแรงงานไทย

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเชื่อมั่นว่า มาตรการเหล่านี้จะไม่เพียงช่วยภาคค้าปลีก แต่ยังสร้างประโยชน์ต่อผู้ผลิต SMEs เกษตรกร แรงงาน และผู้บริโภคทุกกลุ่ม ก่อให้เกิดแรงส่งเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง สมาคมฯ พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงภาคค้าปลีกกับรัฐบาล เพื่อผลักดันให้มาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943091/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oi4L2GkU4-j0lJyuvB44e

  • ‘อนุทิน’ ร่วมถก ‘ส.อ.ท.’ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจทันที

    ‘อนุทิน’ ร่วมถก ‘ส.อ.ท.’ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจทันที

    ‘อนุทิน’ นายกรัฐมนตรี ร่วมหารือ ‘ส.อ.ท.’ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีหลังโปรดเกล้าฯ ยันแก้ปมการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านกลไกการทหารและการทูตควบคู่กัน

    วันนี้ (15 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า ได้มีโอกาสรับฟังความต้องการ ปัญหาและข้อกังวลของภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ตลอดจนความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็ง จนกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียน

    อนุทินยอมรับว่า ปมความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นอุปสรรคต่อภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่บ้าง แต่ยืนยันชัดเจนว่า จะยังคงปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป เนื่องจากประเด็นดังกล่าวต้องอาศัยแนวทางด้านการทหาร และการทูตในการดำเนินการอย่างใกล้ชิด และยังต้องรอให้รัฐบาลเริ่มงานได้เสียก่อน

    นอกจากนี้ อนุทินยังกล่าวอีกด้วยว่า ต้องเร่งแก้ไขปัญหาสกุลเงินบาทที่แข็งค่ามากเกินไปจนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยฝากให้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับทาง ส.อ.ท. หลังการประชุมในวันเดียวกัน

    พร้อมกันนี้ อนุทินเผยอีกว่า ได้รับทราบและมีการตรวจสอบกระแสการส่งออกทองคำ โดยมอบหมายให้ ดร.เอกนิติ ดำเนินการหาข้อเท็จจริง หากพบสิ่งผิดปกติก็พร้อมดำเนินการทางกฎหมายต่อไป 

    สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อนุทินกล่าวว่า ได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว หากสามารถเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินได้ตามเวลาที่กำหนดก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งอนุทินย้ำว่าจะรีบดำเนินการอย่างเร็วที่สุด

    ทั้งนี้ สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีเสียงเรียกร้องให้ชะลอโครงการจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน

    อนุทินย้ำว่า พร้อมรับฟังทุกฝ่าย แต่ไม่ได้ตอบคำถามโดยตรงว่า ภายใต้ระยะเวลาการบริหาร 4 เดือนนี้ จะดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ในรูปแบบใด

    โดยกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาในหลายมิติ ไม่เพียงแค่ตัวเลขความคุ้มค่าของการลงทุน แต่ยังต้องมองไปยังอนาคต ซึ่งหมายถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมีภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ อยู่ตรงกลางและเป็น ‘ไข่แดงของอาเซียน’ และมีโอกาสอีกมากที่จะใช้ความได้เปรียบดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

    สำหรับรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทินแจ้งว่า รายชื่อนิ่งและครบ 100% แล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการตรวจประวัติ ก่อนขึ้นทูลเกล้าฯ คาดสามารถทูลเกล้าฯ ได้ภายในสัปดาห์นี้

    ส่วนระยะเวลาของการโปรดเกล้าฯ ลงมานั้น อนุทินระบุว่า ต้องสุดแล้วแต่พระราชวินิจฉัย แต่เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว รัฐบาลจะเร่งดำเนินการถวายสัตย์ปฏิญาณ และจะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยมีการเตรียมการเรื่องนโยบายไว้ล่วงหน้าแล้ว

    ทั้งนี้ อนุทินระบุว่า ได้มีการพูดคุยหารือถึงแผนการรองรับภาคธุรกิจแล้ว โดย ประธาน ส.อ.ท. จะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดอีกที

    ส.อ.ท. วอนรัฐฯ เริ่มแก้ปัญหาทันทีหลังโปรดเกล้าฯ

    ด้านเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวหลังการหารือว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ซึ่งได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญต่างๆ โดย ส.อ.ท. ได้มีข้อเสนอให้แก่ภาครัฐแก้ไขทันทีหลังรับตำแหน่ง ดังนี้

    เร่งปรับ Supply Chain สร้างความเข้าใจ RVC

    สำหรับมาตรการภาษีแบบตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเก็บอัตราภาษีส่งผ่าน (Transshipment) กับสินค้าไทยในอัตราเท่าไรนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของสหรัฐฯ 

    รวมถึงจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัว (Transformation) เพื่อปรับซัพพลายเชน (Supply Chain) ของไทยให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย 

    พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ภาครัฐดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศ กำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT)

    เร่งช่วย SME เสริมสภาพคล่อง

    สำหรับสถานะของ SME ไทยที่เผชิญกับความเปราะบางอย่างรุนแรง ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส.อ.ท. ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้ “มาตรการ Fast Track เพื่อ SME” ซึ่งประกอบด้วย 

    โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) ที่อนุมัติได้ภายใน 3-7 วัน โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าธรรมเนียมช่วงแรก และเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสูงกว่าปกติ เช่น 80–100% เพื่อธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อทันทีให้ SME ที่ต้องการสภาพคล่องเร่งด่วน 

    สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยให้ธนาคารรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และเปิดช่องทางด่วน (Express Lane) สำหรับสินเชื่อวงเงิน 5-10 ล้านบาท รวมทั้งสำหรับ SME ที่อยู่ในระบบภาษี โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อเติมสภาพคล่องระยะสั้นให้ SME สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และลดความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็น NPL 

    และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม

    เร่งปรับโครงสร้างค่าไฟ ลดต้นทุนผู้ประกอบการ

    สำหรับแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต ส.อ.ท. ได้เสนอให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568  

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็นและส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนด เพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

    เร่งแก้ปัญหาชายแดน

    สำหรับปมการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ส.อ.ท. ได้เสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

    ระยะเร่งด่วน เพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้า เข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ พิจารณาเปิดด่านที่ไม่มีความขัดแย้ง รวมถึงเยียวยาผู้ประกอบการ โดยขอให้นำค่าขนส่งที่ชัดเจน มาใช้หักค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่าได้ 

    สำหรับระยะสั้น เสนอให้รัฐปล่อย Soft Loan ให้กลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งขอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พิจารณาให้สิทธิประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนในไทยสำหรับชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากกัมพูชา 

    ในส่วนของมาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค

    เร่งตรวจสอบธุรกรรมทองคำ อาจเอี่ยวทุนเทา

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งแข็งค่ามากกว่าปกติจนส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโทเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน 

    พร้อมทั้งเสนอให้ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 และสนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น FX Options และ Forward Contract ด้วยมาตรการช่วยลดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

    สำหรับกลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น มาตรการภาษีสหรัฐฯ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-ftith-economic-discussion/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QpxlA8q6U743NQvKJ7d_q

  • เศรษฐกิจชะลอ-รถEVกดการใช้เชื้อเพลิงขาลง

    เศรษฐกิจชะลอ-รถEVกดการใช้เชื้อเพลิงขาลง


    กรมธุรกิจฯพบสัญญาณการใช้น้ำมันลดต่อเนื่อง ดีเซลเหลือวันละ66ล้านลิตรจากท่องเที่ยวชะลอ ขณะที่ส่งออกหมดแรงส่งฉุดภาคการผลิตขาลง

    นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 156.90 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยที่น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 การใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9 และกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 ขณะที่การใช้ LPG ลดลงร้อยละ 3.9 น้ำมันดีเซลหมุนเร็วลดลงร้อยละ 2.0 และ NGV ลดลงร้อยละ 15.8 
     
    ทั้งนี้การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 32.01 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.44 ล้านลิตร/วัน เนื่องจากส่วนต่างราคาระหว่างแก๊สโซฮอล์ 95 กับแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมาอยู่ที่ 0.37 บาท/ลิตร (ราคาเฉลี่ยเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568) โดยในช่วงเดียวกันของปีก่อนส่วนต่างราคาระหว่างแก๊สโซฮอล์ 95 กับแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 1.10 บาท/ลิตรจึงทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้แก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน

     ขณะที่การใช้แก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมาอยู่ที่ 6.65 ล้านลิตร/วัน แก๊สโซฮอล์อี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 5.14 ล้านลิตร/วัน เบนซิน ลดลงมาอยู่ที่ 0.39 ล้านลิตร/วัน และแก๊สโซฮอล์อี 85 ลดลงมาอยู่ที่ 0.06 ล้านลิตร/วัน พบว่าการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินเริ่มเห็นสัญญาณของการชะลอตัวลงโดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (BEV HEV และ PHEV) มีสัดส่วนร้อยละ 6.7 ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 คน1 รวมถึงการใช้งานระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่มีการขยายตัวของผู้โดยสารอย่างต่อเนื่องคิดเป็นร้อยละ 2.6 2 เทียบกับปีก่อน

    ด้านการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 66.69 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 2.0 ประกอบด้วยดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 66.67 ล้านลิตร/วัน สอดคล้องกับดัชนีการส่งสินค้า (Shipment Index) เฉลี่ยเดือนมกราคม – กรกฎาคม ที่หดตัวลงร้อยละ 1.06 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน3 ประกอบกับการขยายตัวของ GDP ไตรมาส 2/2568 ขยายตัวร้อยละ 2.8 ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงจากการขยายตัวร้อยละ 3.2 ในไตรมาส 1/2568 โดยเฉพาะการชะลอตัวจากกลุ่มบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ตามจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัวลง 

    รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า การส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงหลังจากเร่งไปในช่วงก่อนหน้า4 สำหรับดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.02 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ดีเซลพื้นฐาน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.10 ล้านลิตร/วัน ทั้งนี้ ภาพรวมปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล อยู่ที่ 68.79 ล้านลิตร/วัน 
     
    ส่วนการใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เฉลี่ยอยู่ที่ 17.40 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนทั้งคนไทยและต่างชาติขยายตัวร้อยละ 0.95 รวมไปถึงการขยายตัวของบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ ในขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยสะสม 7 เดือนแรกของปี 2568 มีจำนวน 19.29 ล้านคน ลดลงร้อยละ 6.4 ซึ่งเป็นการลดลงของนักท่องเที่ยวชาวเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (โดยเฉพาะจีน) ที่ลดลงร้อยละ 25.66 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากปัจจัยด้านความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจภายในประเทศจากนโยบายการค้าโลก 

    สำหรับการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.97 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 3.9 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่ลดลงมาอยู่ที่ 7.76 ล้านกก./วัน และภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.28 ล้านกก./วัน ขณะที่การใช้ในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.87 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.06 ล้านกก./วัน 

    ขณะที่การใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.41 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 15.8 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลง และจำนวนสถานีบริการ NGV ที่มีแนวโน้มปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปตท. ยังคงช่วยเหลือผ่านโครงการบัตรสิทธิประโยชน์ ให้กับกลุ่มรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ และได้ประกาศปรับลดราคา NGV สำหรับรถทั่วไปลง 0.28 บาท/กก. ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ 17.08 บาท/กก. โดยมีผลระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2568 และจะมีการพิจารณาทุก ๆ เดือน เพื่อสะท้อนกลไกต้นทุนที่แท้จริง

    อย่างไรก็ตามการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,024,145 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 1.2 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 78,208 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 989,623 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 76,246 ล้านบาท/เดือน สำหรับการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) อยู่ที่ 34,522 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 46.8 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 1,963 ล้านบาท/เดือน

    การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 139,225 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 17.7 เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,626 ล้านบาท/เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SGWLuGM03HuQNVag16_wB

  • เกษตรแปลงใหญ่ ยกระดับเกษตรกรไทย สู่เศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง

    เกษตรแปลงใหญ่ ยกระดับเกษตรกรไทย สู่เศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง

    เกษตรแปลงใหญ่ ยกระดับเกษตรกรไทย สู่เศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง


    15/09/2568 | 36 |

    ปัญหาสำคัญของเกษตรกรรายย่อยคือ การผลิตแบบกระจัดกระจาย ทำให้ต้นทุนสูง ขาดอำนาจต่อรอง และเข้าถึงตลาดได้ยาก “เกษตรแปลงใหญ่” จึงถูกนำมาใช้เป็นแนวทางแก้ไข โดยการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการร่วมกัน ตั้งแต่การผลิต การตลาด ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร


    🔎 เกษตรแปลงใหญ่คืออะไร?

    • การรวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เดียวกัน เพื่อผลิตพืชชนิดเดียวกันอย่างมีระบบ

    • ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านองค์ความรู้ เงินทุน เทคโนโลยี และการตลาด

    • สร้างเครือข่ายการผลิตที่มีประสิทธิภาพและแข่งขันได้


    📌 ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานราก

    1. ลดต้นทุนการผลิต
      – ซื้อปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ในราคาถูกจากการรวมกลุ่ม

    2. เพิ่มผลผลิตและคุณภาพ
      – ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรจากหน่วยงานรัฐ

    3. เข้าถึงตลาดที่แน่นอน
      – มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Contract Farming) กับภาคเอกชน

    4. สร้างรายได้มั่นคง
      – เกษตรกรมีรายได้สูงกว่าการผลิตแบบรายย่อย


    📍 ตัวอย่างจากพื้นที่จริง

    📍 เกษตรแปลงใหญ่ข้าวหอมมะลิ จ.ยโสธร
    เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตข้าวอินทรีย์กว่า 3,000 ไร่ ได้มาตรฐาน Organic Thailand และส่งออกไปต่างประเทศ

    📍 เกษตรแปลงใหญ่ทุเรียน จ.จันทบุรี
    รวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อวางแผนการผลิตและกระจายผลผลิต ทำให้ราคาทุเรียนไม่ตกต่ำในช่วงฤดูกาล

    ที่มา : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/423612&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21LAvXQw28QOcOf_33N2ci

  • สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอมาตรการด่วน Quick Win ต่อรัฐบาลใหม่ สร้างแรงบวกเศรษฐกิจไทยทันที – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอมาตรการด่วน Quick Win ต่อรัฐบาลใหม่ สร้างแรงบวกเศรษฐกิจไทยทันที – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ในขณะที่รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กำลังจัดทำนโยบายและฟอร์มทีมเศรษฐกิจเพื่อขับเคลื่อนประเทศ โดยประกาศชัดว่าจะเร่งมาตรการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่า 3 เดือนข้างหน้าเป็นจังหวะสำคัญ สำหรับการออกมาตรการระยะสั้น เพื่อสร้างแรงส่งที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในภาคค้าปลีกซึ่งมีมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านบาท และเป็นเส้นเลือดใหญ่เชื่อมโยงการผลิต การบริการ และการ จ้างงานนับล้านชีวิต สมาคมฯ จึงขอนำเสนอนโยบาย Quick Win เพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาล

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า “สมาคมผู้ค้าปลีกไทยขอแสดงความยินดีกับ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่และทีมงานที่มีศักยภาพ มีความพร้อมกำหนดแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าอย่างมั่นคง โดยสมาคมฯ เห็นว่ามาตรการที่จะเกิดผลจริงต้องครอบคลุม ตรงเป้า และเห็นผลชัดเจน ไม่เพียงช่วยผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุน SMEs เกษตรกร แรงงาน และธุรกิจทุกระดับ เพื่อสร้างงาน เพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ ดังนั้น สมาคมฯ จึงขอเสนอชุดมาตรการเพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาล ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีและคาดว่าจะสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    1. กระตุ้นการจับจ่าย เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียน (Spending Boost)
    เพื่อสร้าง Multiplier Effect หรือผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเชื่อมโยงหลายทอด สมาคมฯ ขอเสนอมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีทันที

    • โครงการ “คนละครึ่ง” : สมาคมฯ เห็นว่ามาตรการ “คนละครึ่ง” เวอร์ชันอัปเกรด จะเป็น “ยาแรง” ที่ช่วยอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง และเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างยาวนาน โดยสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ สมาคมฯ ขอเสนอให้ขยายผลครอบคลุม ทุกประเภทร้านค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างความสะดวกในการจับจ่ายของประชาชนได้ทุกที่ที่ต้องการ โดยไม่มีเงื่อนไขซับซ้อน พร้อมทั้งเสนอให้ปรับเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจาก 150 บาท เป็น 300 บาท โดยกำหนดวงเงินเดือนละ 1,500 บาทเป็นเวลา 2 เดือน (ตุลาคม-พฤศจิกายน) เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและพฤติกรรมการบริโภค ในปัจจุบัน
    • โครงการ “Easy e-Receipt” เฟส 2 ควรเดินหน้าโครงการ “Easy e-Receipt” เฟส 2 ปลายปีนี้ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายช่วงไฮซีซั่น สำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ โดยจำกัดวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อคน และมีระยะเวลาโครงการ 3 เดือน (ตุลาคม-ธันวาคม) โดยปรับเงื่อนไขให้เข้าร่วมสะดวกขึ้น ครอบคลุมหมวดสินค้าทั่วไป สินค้า OTOP และสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท เพิ่มรายได้ให้ ร้านค้า และส่งเสริมให้ ร้านค้า เข้าสู่ระบบภาษีและระบบดิจิทัลซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

    2. ส่งเสริมไทยเป็นสวรรค์แห่งการช้อปสำหรับนักท่องเที่ยว (Shopping Paradise)
    เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวและสร้างความสามารถในการแข่งขันกับภูมิภาค สมาคมฯ เสนอมาตรการดังนี้

    • ลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์สูงถึง 20–30% สูงสุดในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง มีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์เท่ากับ 0% สมาคมฯ ขอเสนอให้ภาครัฐลดอัตราภาษีนำเข้าลง เหลือราว 10–15% เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในการช้อปปิ้ง นอกเหนือจากการท่องเที่ยวชมธรรมชาติ วัฒนธรรม และสถานที่สำคัญของไทย
    • มาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบทันที (Instant VAT Refund) ทดลอง คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท โดยเริ่มจากร้านค้าสมาชิกในย่านช้อปปิ้งหลักของกรุงเทพฯ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายทันที เพิ่มโอกาสในการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
    • ขยายระยะเวลาวีซ่านักท่องเที่ยวรัสเซีย เสนอ ขยายระยะเวลาวีซ่าจาก 30 วัน เป็น 45-60 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้สู่ภาคท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวรัสเซียเป็นกลุ่มคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงและนิยมพำนักระยะยาว

    3. กระตุ้นการจ้างงานและเสริมกำลังแรงงาน

    • การจ้างงานรายชั่วโมง ช่วยลดปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการค้าปลีกจะสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในช่วงเวลาที่มีลูกค้าหนาแน่น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน กระจายรายได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดแรงงานไทย

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเชื่อมั่นว่า มาตรการเหล่านี้จะไม่เพียงช่วยภาคค้าปลีก แต่ยังสร้างประโยชน์ต่อผู้ผลิต SMEs เกษตรกร แรงงาน และผู้บริโภคทุกกลุ่ม ก่อให้เกิดแรงส่งเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง สมาคมฯ พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงภาคค้าปลีกกับรัฐบาล เพื่อผลักดันให้มาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน.

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/15/577941/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hvi6m3XtKkhTqXOQy-q-c

  • CREDIT ธนาคารไทยเครดิต เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการ OTOP นครราชสีมา เสริมศักยภาพธุรกิจท้องถิ่นก้าวทันเทรนด์เศรษฐกิจดิจิทัล – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CREDIT ธนาคารไทยเครดิต เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการ OTOP นครราชสีมา เสริมศักยภาพธุรกิจท้องถิ่นก้าวทันเทรนด์เศรษฐกิจดิจิทัล – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) จับมือ จังหวัดนครราชสีมา จัดโครงการ “ตังค์โต Know-how เปิดโลกธุรกิจชุมชน: ติดปีกความสำเร็จสำหรับผู้ประกอบการ OTOP” เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น เตรียมพร้อมปรับตัวรับความท้าทายในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวพุทธิมาลย์ เชียรพิมาย พัฒนาการจังหวัดนครราชสีมา และผู้บริหารธนาคารไทยเครดิต ได้แก่ นางสาวเขมฤทัย อัศวนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ และ นางสาวลาวัณย์ ธัญญเจริญ ผู้อำนวยการแผนกสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ร่วมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติจากทั้งภาครัฐและเอกชน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โคราช จ.นครราชสีมา

    นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวว่าจังหวัดนครราชสีมามีผู้ประกอบการ OTOP ที่มีศักยภาพและความพร้อมในการพัฒนา ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดและประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเหล่านี้ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การอบรมโครงการนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการ OTOP จะได้พัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล

    นางสาวลาวัณย์ ธัญญเจริญ ผู้อำนวยการแผนกสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ธนาคารไทยเครดิต กล่าวว่า ธนาคารมุ่งมั่นสู่การเป็น “ธนาคารเพื่อความยั่งยืน” (Sustainability Banking) ซึ่งมุ่งเน้นสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะผู้ประกอบการ OTOP ที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนให้เติบโต ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งด้านการแข่งขันทางธุรกิจที่มีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อนำไปพัฒนาสร้างโอกาสทางการตลาดเท่าทันเทคโนโลยีอย่างรอบด้านถือเป็นสิ่งสำคัญ

    การจัดการอบรมครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ OTOP ของจังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมกว่า 100 ราย ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมฝึกอบรม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจชุมชน เพื่อร่วมกันวางรากฐานของระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและยั่งยืน เกิดเป็นระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตในทุกภาคส่วน ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตแข็งแกร่ง

    ด้าน นางสาวเขมฤทัย อัศวนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ดำเนินโครงการ “ตังค์โต Know-how” มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ภายใต้แนวคิด “Everyone Matters ทุกคนคือคนสำคัญ” มุ่งมั่นให้ทุกคนเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ครอบคลุมเนื้อหาสำคัญ เหมาะสำหรับการวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาธุรกิจชุมชน การเสริมสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจให้เกิดความยั่งยืน ตอบโจทย์ผู้ประกอบการยุคใหม่ ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการทางการเงิน กลยุทธ์การตลาด และเทคนิคการพัฒนาธุรกิจให้ทันสมัย เพื่อนำไปปรับใช้กับธุรกิจจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/15/577902/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qGsUeB6c-cBj9at7IlXu9

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผันผวน จับตาเจรจาการค้าจีน-สหรัฐฯ, ข้อมูลเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผันผวน จับตาเจรจาการค้าจีน-สหรัฐฯ, ข้อมูลเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผันผวนในวันนี้ (15 ก.ย.) ขณะที่นักลงทุนจับตาการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสเปน และรอดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของจีนในช่วงเช้านี้ด้วย

    • ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,308.91 จุด ลดลง 79.25 จุด หรือ -0.30% และ
    • ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ 3,876.10 จุด เพิ่มขึ้น 5.5 จุด หรือ +0.14%
    • ดัชนี ASX/S&P 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียเปิดลบ 0.75% และ
    • ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ดีดตัวขึ้น 0.67% ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในวันนี้ เนื่องในวันผู้สูงอายุ

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้เสร็จสิ้นการประชุมวันแรก ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน ในวันอาทิตย์ (14 ก.ย.) โดยทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาในประเด็นการค้า ความมั่นคง และประเด็นทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการกำหนดเส้นตายการขายกิจการแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ของจีน โดยการเจรจาจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วัน เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย.

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่การเจรจาการค้าในครั้งนี้จะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่คาดว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการที่สหรัฐฯ จะขยายเส้นตายให้กับบริษัทไบต์แดนซ์ (ByteDance) ในการขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ อีกครั้ง จากเดิมที่กำหนดเส้นตายไว้ภายในวันที่ 17 ก.ย. มิฉะนั้นแอปพลิเคชัน TikTok จะปิดตัวลงในสหรัฐฯ

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนมีกำหนดเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการในช่วงเช้านี้ ได้แก่ ราคาบ้านเดือนส.ค., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค., ยอดค้าปลีกเดือนส.ค., การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือนส.ค. และอัตราว่างงานเดือนเดือนส.ค.

    นักลงทุนจับตาข้อมูลเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางการจีนเปิดเผยข้อมูลที่อ่อนแอ และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนและธนาคารกลางจีนอาจจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ ขณะที่เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเกือบ 100% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย. หลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลแรงงานที่อ่อนแอ และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529326&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qyf1ItGiigBsCZe1IBWre

  • กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

    กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

    เศรษฐกิจ

    กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

     นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)  เปิดเผยภายหลังนำ กรรมการ กทพ. ผู้บริหาร และสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสำรวจแนวสายทาง “โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย” ทั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษในอนาคต เพื่อยกระดับระบบคมนาคม เชื่อมโยงเกาะสมุย  กับแผ่นดินใหญ่ให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งที่ผ่านมาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีรับฟังความเห็นทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยแล้ว 2ครั้ง และจะจัดการประชุมเพื่อรับฟังความเห็นในครั้งที่ 3 ประมาณเดือน ธันวาคม2568 

     “กทพ.อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการทางด่วนเชื่อเกาะสมุย ทั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน และนักท่องเที่ยว นอกจากที่การเดินทางมายังเกาะสมุย จะมีเครื่องบิน และเรือเฟอร์รี่แล้ว โครงการทางด่วนก็ถือว่ารวดเร็ว โดยการเดินทางระหว่าง ต.ท้องเนียน (หาดท้องเนียน )อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช มายัง อ.เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะใช้ระยะเวลา 20นาที จะลดระยะเวลาจากการเดินทางด้วยเรือได้ โดยปกติจะใช้เวลา1ชั่วโมงครึ่ง-2ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ก็ยังจะมีประชาชน และนักท่องเที่ยวที่ยังชื่นชอบ การเดินทางทางเรือ  ซึ่งมองว่าการสร้างทางด่วนโครงการนี้จะเป็นทางเลือกที่ดี ในการเดินทาง ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยกระทันหัน ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากเกาะมาสู่แผ่นดินใหญ่ เพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กระจายโอกาสการลงทุนและการจ้างงานในพื้นที่ ตลอดจนสร้างการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ โดยคาดการณ์ปริมาณจราจรไว้จะอยู่ที่ประมาณ 7,000-8,000คันต่อวัน  นอกจากนี้ การออกแบบสะพานทางด่วนดังกล่าวยังสามารถรองรับการเกิดแผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างแน่นอน”นายสุรเชษฐ์  กล่าว 

     สำหรับโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย มีระยะทางประมาณ 37.41 กิโลเมตร มูลค่าลงทุนราว 55,000 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 ก่อนจะนำเสนอต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลโครงการได้ในปี 2571 ก่อสร้างในปี 2572 และจะเปิดใช้ตามแผนในปี 2577  ส่วนรูปแบบการก่อสร้างประกอบด้วยสะพานหลักแบบ Cable-stayed สะพานรองแบบ Extradosed และสะพานทั่วไป เพื่อรองรับการเดินทางจากแผ่นดินใหญ่สู่เกาะสมุยโดยตรง ลดข้อจำกัดในการเดินทางทางเรือที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/446395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2js1lLW1qA5XCPFvluT41M

  • รับมือพายุเศรษฐกิจถล่ม นายกฯ นำทีมหารือสภาอุตฯ “ศุภชัย” โต้ยี้ รมต.สีน้ำเงิน

    รับมือพายุเศรษฐกิจถล่ม นายกฯ นำทีมหารือสภาอุตฯ “ศุภชัย” โต้ยี้ รมต.สีน้ำเงิน

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    รับมือพายุเศรษฐกิจถล่ม นายกฯ นำทีมหารือสภาอุตฯ

    15 ก.ย. 2568 08:20 น.

    รับมือพายุเศรษฐกิจถล่ม นายกฯ นำทีมหารือสภาอุตฯ “ศุภชัย” โต้ยี้ รมต.สีน้ำเงิน

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2882820&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34OX3TJxkcxtmp3Uy_ftCW

  • โคก หนอง นา โมเดล ทางออกเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

    โคก หนอง นา โมเดล ทางออกเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

    โคก หนอง นา โมเดล ทางออกเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน


    15/09/2568 | 51 |

    “โคก หนอง นา โมเดล” เป็นแนวทางการจัดการที่ดินและน้ำตามศาสตร์พระราชา มุ่งสร้างความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่น โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก


    🔎 หลักการสำคัญของโคก หนอง นา

    1. โคก – พื้นที่ยกสูง ปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล และพืชผสมผสาน

    2. หนอง – แหล่งน้ำขนาดเล็ก เก็บน้ำใช้เพื่อการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

    3. นา – พื้นที่ปลูกข้าวเพื่อการบริโภคและจำหน่าย

    การจัดการพื้นที่ในลักษณะนี้ทำให้ชุมชนมีอาหารครบถ้วน ลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วม และสร้างรายได้ต่อเนื่องจากการทำเกษตรผสมผสาน


    📈 ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานราก

    • ครัวเรือนมีอาหารเพียงพอตลอดปี

    • ลดต้นทุนการผลิตเพราะใช้ปุ๋ยอินทรีย์และทรัพยากรในพื้นที่

    • มีรายได้จากผลผลิตหลากหลาย ทั้งพืชผัก ผลไม้ ข้าว และการเลี้ยงปลา

    • เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนผ่านการรวมกลุ่มและวิสาหกิจชุมชน


    📍 ตัวอย่างจากพื้นที่จริง

    📍 จังหวัดสุรินทร์
    เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการโคก หนอง นา มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละกว่า 40,000 บาท จากการขายผักและปลา พร้อมทั้งลดรายจ่ายค่าอาหารในครัวเรือน

    📍 จังหวัดลพบุรี
    ชุมชนบ้านหนองบัวใหญ่สร้างศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา ดึงดูดเกษตรกรและนักท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ สร้างรายได้ทั้งจากการเกษตรและการท่องเที่ยว

    ที่มา : กรมการพัฒนาชุมชน


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/423303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D4SRrDaPAIKAf6E1FQKzn