Category: เศรษฐกิจ

  • กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข”  วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น.

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข” วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น.

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข” วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานในพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระ


    15/09/2568 | 16 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข”

    วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานในพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานวันพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 (14th Community Development Day 2025) โดยมีนายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงาน พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ที่ได้รับรางวัลตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดีเลิศระดับจังหวัด จำนวน 76 คน และผู้ที่ได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่นระดับจังหวัด จำนวน 76 คน

    พิธีในครั้งนี้เป็นไปด้วยความสง่างามและสมพระเกียรติ โดยมีข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน และผู้แทนชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมแสดงความยินดีและสักขีพยาน การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการน้อมนำศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

    ในการนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน เยี่ยมชมนิทรรศการและร่วมกิจรรมภายในงานวันพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 (14th Community Development Day 2025) ใน Theme CDD Next

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    อ้างอิงวันที่ : 10/09/2568 00:00:00


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/265315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sAVVYf6gEWqpmvHjNiyHz

  • เศรษฐกิจกัมพูชาแย่แล้วหรือยัง และความขัดแย้งกับไทยบ่อนทำลายการเติบโตแค่ไหน?

    เศรษฐกิจกัมพูชาแย่แล้วหรือยัง และความขัดแย้งกับไทยบ่อนทำลายการเติบโตแค่ไหน?

    ท่ามกระแสต่อต้านการเปิดด่านที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทีมีความคาดหวังจากคนไทยจำนวนหนึ่งว่าการปิดด่านแบบยืดเยื้อจะยิ่งบั่นทอนสภาพเศรษฐกิจของกัมพูชา และเมื่อเศรษฐกิจกัมพูชาอ่อนแอลงจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จนกระทั่งนำไปสู่การยุติความขัดแย้งกับไทย

    แต่สภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาในเวลานี้เป็นอย่างไรกันแน่?

    อนาคตไม่สดใสเหมือนเดิม
    เมื่อไม่นานมานี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ว่าเศรษฐกิจกัมพูชากำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่รุนแรง เช่น ความขัดแย้งทางการค้า ความตึงเครียดในภูมิภาค และความเปราะบางทางการเงินภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะชะลอตัวลงจาก 6% ในปี 2567 เหลือ 4.8%

    คณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นำโดยนายเคนิชิโร คาชิวาเสะ ระหว่างการปรึกษาหารือประจำปีตามมาตรา 4 ของกองทุน ณ กรุงพนมเปญ คณะผู้แทนได้หารืออย่างกว้างขวางกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชา ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) ผู้นำธุรกิจ และพันธมิตรเพื่อการพัฒนา 

    เคนิชิโร คาชิวาเสะ ระบุว่า เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและสินค้าเกษตร และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว แรงผลักดันนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงต้นปี 2568 

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี  2568 การเติบโตจะชะลอตัวลง เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าและข้อพิพาทชายแดนกับไทย แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม เริ่มส่งผลกระทบต่ออุปสงค์จากต่างประเทศ การท่องเที่ยว และการส่งเงินกลับประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.8% แต่ความเสี่ยงด้านลบยังคงสูงอยู่

    ปัญหากับไทยปัญหากับทรัมป์
    เคนอิจิโร คาชิวาเสะ ยอมรับถึงความพยายามของรัฐบาลกัมพูชาในการกำหนดอัตราภาษีให้เอื้ออำนวยมากขึ้นกับการค้า โดยอัตราภาษี 19% มี่โดนนัลด์ ทรัมป์กำหนดกับกัมพูชาแม้ว่ายังต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในตอนแรกอย่างมาก และใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกในกัมพูชายังคงต้องแบกรับต้นทุนบางส่วน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้ภาคธุรกิจ 

    นอกจากนี้ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ การลดลงของเงินโอนและรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นสองปัจจัยหลักที่นำมาพิจารณาในการคาดการณ์ที่ปรับปรุงใหม่ของเรา แม้ว่าการคาดการณ์การเติบโต 4.8% จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปีที่แล้ว แต่การลดภาษีของรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จก็ช่วยลดผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง

    IMF เตือนว่าความขัดแย้งทางการค้าและชายแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจยิ่งทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสองเสาหลักของเศรษฐกิจกัมพูชาอ่อนแอลง ซึ่งการท่องเที่ยวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา แต่จำนวนนักท่องเที่ยวกลับลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 และยังคงประสบปัญหาในการฟื้นตัว ปีที่แล้ว กัมพูชาต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.7 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    หวังทำเงินจากสนามบินเตโช
    ความคาดหวังที่จะทำเงินจากการท่องเที่ยวมีเพิ่มมากขึ้น หลังจากกัมพูชาเพิ่งเปิดให้บริหารท่าอากาศยานนานาชาติเตโชตาเขมา โดยรัฐบาลกัมพูชาหวังว่าท่าอากาศยานแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการบินหลักแห่งใหม่ของเมืองหลวง และจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศได้มากถึง 13 ล้านคนต่อปี โดยมีเป้าหมายที่จะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 50 ล้านคนภายในปี 2593

    นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต กล่าวบนโซเชียลมีเดียว่า สนามบินแห่งใหม่จะให้บริการเที่ยวบินคุณภาพสูงแก่ผู้โดยสารในและต่างประเทศ ขยายการเชื่อมต่อทางอากาศของกัมพูชากับโลก และสร้างแรงกระตุ้นใหม่ๆ ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อาจไม่ง่ายนัก เพราะอีกความเสี่ยงสำคัญมาจากภาวะทรุดตัวของการท่องเที่ยว ก็คือ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6% ของสินเชื่อทั้งหมด โดยกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์

    และยังหวังรายได้จากจีน
    จากรายงานของ NAI 500 ระบุว่า ที่ผ่านมา การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนไหลเข้าจากจีนเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเติบโตทาเศรษฐกิจของกัมพูขา แต่การไหลกลับของกระแสเงินทุนทำให้เกิดแรงกดดันด้านสินค้าคงคลังในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองชายฝั่ง ขณะเดียวกัน แม้ว่าการท่องเที่ยวจะดีขึ้น แต่ก็ยังคงมีความไม่สมดุลในทุกตลาด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับปี 2562 ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญเนื่องจากกระแสเงินสดจากการเข้าพักโรงแรมถูกนำไปใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้ธนาคาร ซึ่งมักได้รับการค้ำประกันโดยอิงจากสมมติฐานเชิงบวกก่อนปี 2563 อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นการก่อสร้าง (ที่อิงกับทุนจีน) ถูกระงับ และมูลค่าที่ดินไม่สามารถรองรับได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป 

    เมื่อวันที่ 10 กันยายน ขณะเข้าร่วมงาน Belt and Road Forum ครั้งที่ 10 ในประเทศจีน ซุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและรองประธานสภาพัฒนาคนที่ 1 ของกัมพูชา กล่าวในบทสัมภาษณ์พิเศษกับผู้สื่อข่าวจากส “สำนักข่าวธุรกิจแห่งศตวรรษที่ 21” 《21世纪经济报道》 ของจีนว่า กัมพูชามีนโยบายการลงทุนที่เสรีและเปิดกว้างที่สุดแห่งหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ทำให้กัมพูชาเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่เหมาะสำหรับบริษัทจีน

    ซุน จันทอล ยืนยันความสำคัญและความสำเร็จของกรอบความร่วมมือ “หกเหลี่ยมเพชร” จีน-กัมพูชาอย่างเต็มที่ โดยได้นำเสนอเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญให้เป็นต้นแบบของความร่วมมือจีน-กัมพูชา ปัจจุบันเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้มีบริษัทประมาณ 200 แห่ง และได้สร้างงานหลายพันตำแหน่งให้แก่ชุมชนท้องถิ่น

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/35411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QbuhO5IQ6_xKJ513jDaIK

  • “นายกฯ อนุทิน” ถกเอกชน หาแนวทางกู้วิกฤตเศรษฐกิจ| เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    “นายกฯ อนุทิน” ถกเอกชน หาแนวทางกู้วิกฤตเศรษฐกิจ| เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    ชื่นมื่น! ส.อ.ท. ต้อนรับ นายกฯ อนุทิน หลังนำทัพ ว่าที่ ครม. ถกหารือ เอกชน หาแนวทางกู้วิกฤตเศรษฐกิจ หวังประเทศไทยเดินหน้า

    #อนุทิน #เศรษฐกิจ #นายก #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j2N_xpo3LpQbA6Jhrh0fd

  • ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วน รัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วน รัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    วันนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายวรภัค ธันยาวงษ์ และนายกุลิศ สมบัติศิริ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย

    โดยได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบาย 4GO ได้แก่ GO Digital & AI (การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์) GO Innovation (การสร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม) GO Global (การยกระดับห่วงโซ่อุปทานสากลและการขยายสู่ตลาดโลก) และ GO Green (การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์) ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    ขณะที่นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ปัญหาทั้งทางด้านการทหาร ทางการทูต และการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

    ในเรื่องของผู้ประกอบการ จะสนับสนุนให้มีการลงทุน และผลิตสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรามีประเทศคู่แข่งเยอะ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และต้องเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยในเรื่องส่งเสริมการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มั่นใจว่าเราจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตและทำให้ทุกฝ่ายเกิดความคล่องตัวมากขึ้น “ดรีมทีม จะเป็น เรียลทีม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เราจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาประเทศชาติ”

    ทั้งนี้ นายเกรียงไกรกล่าวว่า ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า

    2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs

    3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ

    4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

    5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

    สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันไทยถูกสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กและอลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก สำหรับกรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบว่ามีการสวมสิทธิ์จริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ และขณะนี้ ยังไม่มีหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ที่ชัดเจน ภาครัฐจึงต้องติดตามแนวปฏิบัติของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน

    ดังนั้น ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของสหรัฐฯ การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัว (Transformation) เพื่อปรับซัพพลายเชน (Supply Chain) ของไทยให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ภาครัฐดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศ กำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT)

    นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงสถานะความเปราะบางของเอสเอ็มอีไทย ณ เดือนมิ.ย. ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่มเอสเอ็มอีคิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อเอสเอ็มอี) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท

    ดังนั้น ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้มาตรการ Fast Track เพื่อเอสเอ็มอี ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) ที่อนุมัติได้ภายใน 3-7 วัน โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าธรรมเนียมช่วงแรก และเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสูงกว่าปกติ เช่น 80–100% เพื่อธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อทันทีให้เอสเอ็มอีที่ต้องการสภาพคล่องเร่งด่วน สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยให้ธนาคารรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และเปิดช่องทางด่วน (Express Lane) สำหรับสินเชื่อวงเงิน 5-10 ล้านบาท รวมทั้งสำหรับเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบภาษี โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อเติมสภาพคล่องระยะสั้นให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และลดความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็น NPL และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม

    นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และเอื้อต่อการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงด้านพลังงาน

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็นและส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนด เพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

    ขณะที่ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ตนขอสะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว ทั้งในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า การแก้ไขปัญหาด่านศุลกากร รวมถึงการเจรจาระดับทวิภาคี เพื่อสร้างความชัดเจนในกฎระเบียบการค้าชายแดน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้าเข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด และการพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใน Supply Chain ได้ในด่านที่ไม่มีความขัดแย้ง รวมทั้งการเยียวยาผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งในช่วงที่ทั้งสองประเทศมีความขัดแย้ง โดยขอให้นำค่าขนส่งที่ชัดเจน มาใช้หักค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่าได้

    สำหรับระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ เพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่มเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา เพิ่มเติมจากมาตรการที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ออกมา รวมทั้งขอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พิจารณาให้สิทธิประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมที่อยู่ใน Supply Chain ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนในไทยสำหรับชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากกัมพูชา

    ในส่วนของมาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค

    นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน พร้อมทั้งเสนอให้ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 และสนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น FX Options และ Forward Contract ด้วยมาตรการช่วยลดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

    สำหรับกลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น มาตรการภาษีสหรัฐฯ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม

    “การพบปะในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานเคียงข้างรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต”

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2882952&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Tqwh8aY8BeESVzUWYk4Gu

  • อนุทิน ย้ำ หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี | เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    อนุทิน ย้ำ หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี | เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    เบื้องต้น นายอนุทิน กล่าวว่าในที่ประชุมว่า วงนี้จริงๆก็เป็นวงพี่น้องกันทั้งนั้น รู้จักกันมานานแล้ว วันนี้ในฐานะที่ตนได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นนายกฯ และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องขับเคลื่อน เพื่อให้ทุกอย่างที่เป็นปัญหาอยู่ได้รับการแก้ไข คลี่คลาย แม้ตอนนี้จะอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย คาดว่าการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้ แต่เราคงไม่ให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็เลยมีการประสานประสานกันกับสภาอุตสาหกรรมฯ เพราะรัฐบาลและผู้นำทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ต้องไปคู่กัน แยกกันไม่ได้ เราต้องเอาภาคเศรษฐกิจมาขับเคลื่อนประเทศไทย เพื่อทำให้เกิดความมั่นคง แข็งแกร่งในมิติอื่นๆ หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี และสังคมจะได้มีความสุข

    #บอยชิงร้อย #เศรษฐกิจ #รัฐมนตรี #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_4n2rZirHwZn8JoSE-uJf

  • จับตา นายกฯ ถก ส.อ.ท.-รมต.เศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐ

    จับตา นายกฯ ถก ส.อ.ท.-รมต.เศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐ

    จับตา นายกฯ ถก ส.อ.ท.-รมต.เศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐ

    วันนี้ (15 กันยายน พ.ศ. 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประชุมร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายธนกร วังบุญคงชนะ, และนายวรภัค ธันยาวงษ์ ณ ส.อ.ท. เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย 

    ทั้งนี้ การประชุมมุ่งประเด็นสำคัญหลายเรื่อง อาทิ

    • การเตรียมรับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดส่งออก
    • ข้อเสนอเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมไทย เช่น ผลักดันแนวนโยบาย 4GO ได้แก่ GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global, GO Green
    • มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในเรื่องสภาพคล่อง และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
    • การแก้ปัญหาการค้าชายแดน และสินค้าทุ่มตลาด/สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
       

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730427&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qa6k4HfuqgS4uECzfeiB2

  • ส.อ.ท.ชี้ค่าเงินบาทไม่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจ ยัน 34-35 บาทเหมาะสม

    ส.อ.ท.ชี้ค่าเงินบาทไม่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจ ยัน 34-35 บาทเหมาะสม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทไม่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจ 

    โดยค่าเงินควรจะอ่อนค่า แต่กลับแข็งค่า ต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งมีการพูดถึงการส่งออกทองคำไปยังกัมพูชาที่มีสัดส่วนที่สูงมากผิดปกติ 

    การเร่งการส่งออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจมีความต้องการใช้บาทสูง หรือมีบางอย่างในโครงสร้างหรือไม่ ที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะต้องไปพิจารณาให้ละเอียด 

    “ล่าสุดทราบว่า ธปท.ได้เชิญผู้ค้าทองคำมาพบ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี วันนี้หากแก้ไขไม่ตรงจุด จะเหนื่อยและไม่ได้ผล แต่หากรู้ปัญหาแก้ได้ตรงจุดถึงจะได้ผล โดยเฉพาะการส่งออกทองคำไปยังกัมพูชาที่มีสัดส่วนสูงผิดปกติ ต้องดูละเอียดมากว่าคนซื้อคือใคร มีความผิดปกติหรือไม่ โดยยืนยันว่า ส.อ.ท.พร้อมที่จะร่วมทำงานกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง”

    สำหรับค่าเงินบาทที่เหมาะสมนั้น ในฐานะผู้ส่งออกต้องการให้เงินบาทอ่อนค่ามากๆ แต่ทั้งนี้จะต้องสร้างสมดุลในเรื่องของการนำเข้าด้วย

    ซึ่งเงินบาทหากอยู่ที่ 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะอยู่ในระดับที่สมดุลระหว่างส่งออกและนำเข้า แต่ก็ต้องดูประเทศเพื่อนบ้านด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Px2zZEcGOmSdH5lwB3PUK

  • ‘กมธ.เศรษฐกิจฯ-กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภา’ ชงแก้ปัญหา ‘ระยะสั้น-กลาง-ยาว’ ปมอายัดบัญชีกระทบผู้บริสุทธิ์ | เดลินิวส์

    ‘กมธ.เศรษฐกิจฯ-กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภา’ ชงแก้ปัญหา ‘ระยะสั้น-กลาง-ยาว’ ปมอายัดบัญชีกระทบผู้บริสุทธิ์ | เดลินิวส์

    ‘กมธ.เศรษฐกิจฯ-กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภา’ ชงแก้ปัญหา ‘ระยะสั้น-กลาง-ยาว’ ปมอายัดบัญชีกระทบผู้บริสุทธิ์

    ‘กมธ.เศรษฐกิจฯ-กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภา’ ชงแก้ปัญหา ‘ระยะสั้น-กลาง-ยาว’ ปมอายัดบัญชีกระทบผู้บริสุทธิ์ หวังลดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ-ความเชื่อมั่นของสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5114634/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Kdle8TbPD649QPIbvPU_k

  • ค้าปลีกไทย ชง ‘Quick Win’ ถึงรัฐบาลอนุทิน เสนอ 3 ยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปลายปี

    ค้าปลีกไทย ชง ‘Quick Win’ ถึงรัฐบาลอนุทิน เสนอ 3 ยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปลายปี

    ในขณะที่รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังอยู่ในช่วงจัดทำนโยบายและทีมเศรษฐกิจ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน หรือ ‘Quick Win’ เพื่อให้รัฐบาลพิจารณานำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี

    ทางสมาคมฯ มองว่าภาคค้าปลีกซึ่งมีมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านบาท ถือเป็น ‘เส้นเลือดใหญ่’ ของเศรษฐกิจประเทศ เนื่องจากเป็นกลไกที่เชื่อมโยงทั้งภาคการผลิต การบริการ และการจ้างงานประชาชนนับล้านชีวิต การกระตุ้นภาคส่วนนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

    ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้แสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลและทีมงานมีศักยภาพที่จะกำหนดแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

    สำหรับมาตรการที่สมาคมฯ เสนอไปนั้นถูกออกแบบมาให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร และแรงงานทุกระดับชั้น เพื่อสร้างงาน เพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ

    ข้อเสนอแรกมุ่งเน้นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันหลายทอด หรือที่เรียกว่า ‘Multiplier Effect’ ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    โดยเสนอให้ดำเนินโครงการ ‘คนละครึ่ง’ เวอร์ชันอัปเกรด ซึ่งทางสมาคมฯ มองว่าจะเป็น ‘ยาแรง’ ที่ช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมานานได้อย่างตรงจุด โดยเสนอให้ขยายโครงการให้ครอบคลุมทุกประเภทร้านค้า และเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจาก 150 บาท เป็น 300 บาท โดยกำหนดวงเงินเดือนละ 1,500 บาทเป็นเวลา 2 เดือน (ตุลาคม-พฤศจิกายน) 

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้เดินหน้าโครงการ ‘Easy e-Receipt’ เฟส 2 ในช่วงปลายปี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงไฮซีซั่น โดยให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาทต่อคน เป็นเวลา 3 เดือน (ตุลาคม-ธันวาคม) ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 1 แสนล้านบาท

    ข้อเสนอที่สองมุ่งส่งเสริมให้ไทยเป็น ‘Shopping Paradise’ สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวและสร้างความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเสนอให้ลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์จากปัจจุบันที่สูงถึง 20-30% ซึ่งสูงสุดในภูมิภาคอาเซียนลงมาอยู่ที่ประมาณ 10-15% 

    การปรับลดภาษีดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวหันมาจับจ่ายซื้อสินค้าในประเทศไทยมากขึ้น นอกเหนือจากการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวชมธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถแข่งขันกับสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งมีอัตราภาษีดังกล่าวเป็น 0% ได้ดีขึ้น

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบทันที (Instant VAT Refund) ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง และขยายระยะเวลาวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียจาก 30 วัน เป็น 45-60 วัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวรัสเซียเป็นกลุ่มคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงและนิยมพำนักระยะยาว

    ข้อเสนอสุดท้ายคือการกระตุ้นการจ้างงานผ่านนโยบาย ‘การจ้างงานรายชั่วโมง’ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการว่างงานในกลุ่มนักศึกษาและผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นในช่วงเวลาที่มีลูกค้าหนาแน่น และเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดแรงงานไทยในภาพรวม

    ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-retail-quick-win-economic-boost/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09JQNZHELBR6QaUiN5n9m3

  • ควิกวินอนุทินฟื้นเศรษฐกิจ  คนละครึ่ง – ลดค่ารถไฟฟ้า – แก้หนี้เกษตร

    ควิกวินอนุทินฟื้นเศรษฐกิจ คนละครึ่ง – ลดค่ารถไฟฟ้า – แก้หนี้เกษตร

    เศรษฐกิจ

    ควิกวินอนุทินฟื้นเศรษฐกิจ คนละครึ่ง – ลดค่ารถไฟฟ้า – แก้หนี้เกษตร

    15 ก.ย. 2025 เวลา 6:01 น.

    ส่องนโยบายควิกวิน “รัฐบาลอนุทิน” ยึดกรอบทำทันที มอบ “เอกนิติ” ออกแบบมาตรการบนเงื่อนไขงบประมาณที่มี หวังคนละครึ่งมาตรการใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจ

    • ส่องนโยบายควิกวิน “รัฐบาลอนุทิน” ยึดกรอบทำทันทีมอบ “เอกนิติ” ออกแบบมาตรการบนเงื่อนไขงบประมาณที่มี หวังคนละครึ่งมาตรการใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจ 
    • เล็งส่งเม็ดเงิน 1.2 หมื่นล้าน ลงกองทุนหมู่บ้าน 
    • เล็งซอฟต์โลนช่วยภาคเกษตร 
    • วางแนวทางลดค่ารถไฟฟ้า 30-40% ลุยลดค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่าหน่วยละ 3.94 บาท

    รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐบาลที่มีระยะเวลาในการบริหารจำกัดภายใต้ข้อตกลงทางการเมืองกับพรรคประชาชน ที่จะยุบสภาภายใน 4 เดือน หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    ดังนั้นการออกแบบนโยบายมุ่งหวังที่จะทำได้ทันที โดยเป้าหมายพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และกำลังซื้อระยะสั้น เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี 2568 ขณะเดียวกันมีเป้าหมายทางการเมืองที่จะนำไปสู่การชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป และเป็นรัฐบาลในสมัยหน้าได้ 4 ปี

    ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ออกมาระบุถึงนโยบายเร่งด่วน 4 ด้าน โดยด้านเศรษฐกิจจะเร่งดำเนินมาตรการ “ลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่งต่างๆ” ให้ประชาชน และผู้ประกอบการ รวมถึงจะแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย และหามาตรการมาเสริมสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ และประชาชน รวมถึงทำให้รายได้ของชุมชนท้องถิ่นมั่นคงแข็งแรงขึ้น

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า หัวหน้าพรรคเตรียมชุดมาตรการเศรษฐกิจที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว โดยมอบให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จัดทำชุดมาตรการ และรายละเอียดทั้งหมดเป็นแพ็กเกจที่จะประกาศใช้ได้ทันที 

    ทั้งนี้ มาตรการจะมีหลายด้านทั้งการลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนอกจากจะมีมาตรการคนละครึ่งแล้ว จะมีมาตรการที่เกี่ยวข้องภาคการท่องเที่ยว และการช่วยเหลือเกษตรกร โดยทั้งหมดจะพิจารณาถึงความพร้อมของงบประมาณที่มี และเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วมั่นใจว่านโยบายจะเดินหน้าได้ทันที

    แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ปัจจุบันร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาลได้จัดทำเสร็จแล้ว โดยจะปรับแก้เล็กน้อยก่อนจะแถลงนโยบาย ขณะที่ชุดมาตรการเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยเน้นมาตรการทำได้ทันที โดยนายอนุทินให้แนวคิดว่าต้องเป็นมาตรการที่ประชาชนชื่นชอบเข้าถึงได้ ใช้งบประมาณอย่างเหมาะสม และไม่เป็นภาระทางการคลังมากจนเกินไป 

    ควิกวินอนุทินฟื้นเศรษฐกิจ  คนละครึ่ง - ลดค่ารถไฟฟ้า - แก้หนี้เกษตร

    สำหรับชุดมาตรการที่ออกมาอาจเป็นลักษณะนำมาตรการที่ใช้แล้วได้ผลในอดีตมาใช้ทันที โดยปรับปรุงให้มีลูกเล่นเพิ่มขึ้นหรือเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของพรรค และหน่วยงานราชการที่เข้ามาช่วยร่างนโยบาย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่การประชุมนโยบายพรรคเดือน ส.ค.2568 โดยเปิดรับมุมมองจากภายนอกด้วย

    คนละครึ่งมาตรการใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจ

    แหล่งข่าว ระบุว่า นโยบายรัฐบาลใหม่ครอบคลุมการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดค่าครองชีพ และการเพิ่มรายได้เศรษฐกิจฐานรากชุมชน และช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้นได้ 

    สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง” โฉมใหม่จะเป็นนโยบายหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังพิจารณาวงเงินให้มีขนาดใหญ่พอสมควร โดยจะครอบคลุมทั้งกลุ่มคนที่ยื่นแบบภาษี และไม่ยื่นแบบภาษี โดยผู้ที่ยื่นแบบภาษี 11 ล้านคน จะได้รับการสนับสนุนการซื้อสินค้าจากภาครัฐ 60% และร่วมจ่ายเองอีก 40% ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้ยื่นแบบภาษีจะได้สิทธิในอัตรา 50:50 เหมือนกับโครงการเดิม 

    ส่วนข้อเสนอที่ให้เพิ่มวงเงินการใช้จ่ายจาก 150 บาท เป็น 200 บาทต่อวัน จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

    ทั้งนี้ที่ผ่านมากระทรวงการคลัง เคยทำโครงการคนละครึ่งที่มีขนาดโครงการขนาดใหญ่ที่สุด คือ ระยะที่ 3 มีผู้ร่วมโครงการ 31 ล้านคน โดยภาครัฐให้วงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ใช้งบประมาณ 93,000 ล้านบาท ครอบคลุมระยะเวลาใช้จ่ายเดือนก.ย.- ธ.ค.ส่วนโครงการคนละครึ่งครั้งนี้จะปรับปรุงเพื่อใช้เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ได้เช่นกัน

    เดินหน้าส่งเม็ดเงินลงชุมชน 

    สำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ซึ่งเป็นอีกโครงการที่ทำได้รวดเร็วเพราะมีกลไกกองทุนหมู่บ้านและชุมชน ที่แบ่งขนาดเติมเงินให้หมู่บ้านตามโครงการ SML และรัฐบาลที่ผ่านมาตั้งงบประมาณไว้ 12,000 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ ดังนั้นรัฐบาลใหม่จะดูความเป็นไปได้ในการใช้ช่องทางนี้ในกระตุ้นเศรษฐกิจที่นำเม็ดเงินลงไปสู่ชุมชนได้รวดเร็ว

    ส่วนนโยบายการสนับสนุนการท่องเที่ยวนั้นถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะมีโครงการเพื่อฟื้นภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่จะมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศซึ่งจะเป็นรูปแบบที่เคยทำมาแล้วในรูปแบบโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเป็นโครงการที่เข้ามาเสริมก่อนที่ช่วงท่องเที่ยวจะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในช่วงปลายปี

    เล็งซอฟต์โลนช่วยภาคเกษตร 

    ส่วนมาตรการอื่นๆ ที่จะผลักดันให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ นอกจากมาตรการทางการคลังที่จะออกมาจะมีการพิจารณาวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (ซอฟต์โลน) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาผลผลิตตกต่ำ 

    รวมทั้งขณะนี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีการหารือกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และพิจารณาดูรูปแบบของสินเชื่ออยู่ว่าจะเป็นมาตรการในลักษณะใด

    วางแนวทางลดค่ารถไฟฟ้า 30-40%

    สำหรับมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่รัฐบาลใหม่จะไม่ใช้มาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพราะเป็นภาระต่องบประมาณระยะยาว และเป็นมาตรการที่ไม่ยั่งยืน โดยต้องใช้งบประมาณอุดหนุนปีละ 8,000-9,000 ล้านบาท 

    ประกอบกับเครือข่ายรถไฟฟ้าปัจจุบันขยายออกไปถึงชานเมืองทำให้บางครั้งค่าอุดหนุนรถไฟฟ้าต่อเที่ยวเพื่อให้ทำนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทต่อสายได้จริง จะใช้เงินอุดหนุนเที่ยวละกว่า 50 บาท 

    ทั้งนี้ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ผ่านรัฐสภา พ.ร.บ.ตั๋วร่วม เปิดช่องให้รัฐบาลเจรจาต่อรองผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าในการกำหนดค่าโดยสารให้ลดราคาลง โดยมีเป้าหมายลดลง 30-40% มั่นใจว่ารัฐบาลจะใช้กลไกของ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ในการเจรจาแบ่งรายได้ระหว่างผู้ให้บริการลดไฟฟ้า ลดปัญหาการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนในการเปลี่ยนสาย ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าโดยสารสูงเกินจำเป็น

    “ส่วนที่เจรจากับผู้รับสัมปทานนั้นคือ ค่าแรกเข้าระหว่างรถไฟฟ้าแต่ละสายที่ 15-17 บาท ขึ้นกับรถไฟฟ้าแต่ละสาย หากเจรจาไม่ต้องเก็บหรือลดลงได้จะลดค่าโดยสารลดไฟฟ้าลงได้มาก ซึ่งประเมินเบื้องต้นพบอาจลดลงได้ 35-40 บาทตลอดสาย และหากต้องใช้งบประมาณอุดหนุนคงใช้บางส่วนแต่ไม่สูงมากเหมือนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย”

    มอบพลังงานศึกษาลดค่าไฟ

    ส่วนมาตรการลดค่าครองชีพในส่วนการลดค่าไฟฟ้าจากปัจจุบันอยู่ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย และจากเดิมจะตรึงราคานี้ไปจนถึงเดือนธ.ค.2568 โดยหากทำได้จะลดค่าไฟฟ้าในช่วงที่เหลือของปีนี้ และดูแลให้งวดเดือนม.ค.- เม.ย.2569 ลดลงเพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยมอบหมายให้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดูแนวทางที่จะลดค่าไฟฟ้าลง

    สำหรับโครงการที่เป็นเมกะโปรเจกต์ระยะยาวนั้นโครงการที่รัฐบาลนี้จะทำนั้น คือ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์

    ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจะมีอายุเพียง 4 เดือน แต่เนื่องจากสำนักงานนโยบาย และแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ผลักดันกฎหมายต่อเนื่อง และจัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาแลนด์บริดจ์

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198753&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wGpmP-FI6F8ieVZLfSdpi