Category: เศรษฐกิจ

  • นายกฯชู 5 แนวทางร่วมมือไทย-จีน ‘สปริงบอร์ด’ พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกฯชู 5 แนวทางร่วมมือไทย-จีน ‘สปริงบอร์ด’ พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค

    เศรษฐกิจ

    26 ก.ย. 2025 เวลา 13:16 น.

    นายกฯ อนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษงาน “Thailand–China Cooperation Expo 2025” ชูแนวทางความร่วมมือ 5 มิติ โครงสร้างพื้นฐาน–โลจิสติกส์

    • นายกฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษงาน “Thailand–China Cooperation Expo 2025”
    • ชูแนวทางความร่วมมือ 5 มิติไทย-จีน โครงสร้างพื้นฐาน–โลจิสติกส์ เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และการแลกเปลี่ยนประชาชน
    • ผลักดันไทยและจีนเป็น “สปริงบอร์ด” นำเศรษฐกิจ–นวัตกรรมของภูมิภาค

    วันนี้ (วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568) เวลา 11.00 น. ณ อาคารชาแลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Thailand–China Cooperation Expo 2025” โดยมี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย คณะกลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย–จีนอย่างยั่งยืน (TCTM) ได้เเก่ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน คุณหลิว เฉวียนเหลย นายกสมาคมการค้าวิสาหกิจจีนในไทย รวมทั้งนักลงทุนและผู้ประกอบการชั้นนำของไทยและจีนเข้าร่วม โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ซึ่งตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานความร่วมมือที่มั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ารากฐานนี้จะนำไปสู่โอกาสใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

    นายกฯชู 5 แนวทางร่วมมือไทย-จีน 'สปริงบอร์ด' พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค

    โดยจีนได้พิสูจน์ให้โลกเห็นถึงพลังแห่งการพัฒนา โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และการเป็นผู้นำในพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันประเทศไทยก็กำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์การเติบโตในอนาคต การบรรจบกันของศักยภาพทั้งสองประเทศจึงเป็นโอกาสทองที่จะร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองในหลายมิติ

    นายกรัฐมนตรีได้เสนอทิศทางความร่วมมือไทย–จีนในอนาคต ซึ่งครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่

    1. การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ซึ่งไม่เพียงเชื่อมโยงสองประเทศ แต่ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมอาเซียนกับจีนตอนใต้ สร้างเครือข่ายการค้า และการท่องเที่ยวไร้รอยต่อ

    2. เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ โดยมีจีนเป็นพันธมิตรหลัก นอกจากนี้ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ไทยและจีนยังได้ร่วมกันกำหนดแผนพัฒนาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ ระยะ 5 ปี ช่วง พ.ศ.2568 – 2572 เพื่อขยายความร่วมมือสู่สาขายุทธศาสตร์ใหม่ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี การผลิตสีเขียว เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    3. เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งสองประเทศจะสร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจดิจิทัล เชื่อมโยงระบบการเงิน การค้าข้ามพรมแดน และการวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME และสตาร์ตอัพเข้าถึงตลาดใหม่ได้สะดวกยิ่งขึ้น
    4. การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งสำคัญมากกับประเทศผู้ผลิตอย่างไทย และประเทศที่มีประชากรมหาศาลอย่างจีน 
    5. การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ครอบคลุมการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรวิชาชีพ ตลอดจนการเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ไทย–จีน มีความแน่นแฟ้นอยู่บนรากฐานของความเข้าอกเข้าใจ ต่อยอดจากมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษของทั้งสองประเทศได้สืบสานมายาวนาน

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยมุ่งมั่นจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยจะร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าลดอุปสรรค ปรับปรุงกฎระเบียบ และเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ภาคเอกชนทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง โดยประเทศไทยจะพิสูจน์ว่า เราไม่ได้เป็นเพียงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นประตูบานสำคัญ ที่จะเปิดไปสู่ความร่วมมืออื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ เพื่อให้มิตรภาพที่มีต่อกันมายาวนานระหว่างไทยและจีน เป็นเหมือน “สปริงบอร์ด” ที่จะนำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติต่อไป

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย–จีน และสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน ที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ โดยเชื่อมั่นว่า Thailand–China Cooperation Expo 2025 จะไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของอนาคตที่ไทยและจีนจะร่วมกันสร้างบนพื้นฐาน แห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ ความร่วมมือ และวิสัยทัศน์ร่วมกัน

    อนึ่ง งานแสดงสินค้า Thailand–China Cooperation Expo 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ อาคารชาแลนเจอร์ ฮอลล์ 2–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–จีน : ก้าวสู่ความรุ่งเรืองร่วมกัน” โดยมีผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้นำเข้า–ส่งออก ผู้ค้า และผู้นำธุรกิจจากไทย จีน และนานาประเทศ เข้าร่วม เพื่อสร้างการเชื่อมโยงและขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Global Supply Chain Hub ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรม การค้าและการลงทุน พลังงานสีเขียวและเกษตรเพื่อความยั่งยืน ยานยนต์และ EV โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1200563&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cDXRNLJn_kMIJGJQuGCsb

  • แถลง 29-30 ก.ย. “อนุทิน” ลุยแก้ ชู 5 นโยบายด่วน ปิดประตูคอมเพล็กซ์ อวยทีมเศรษฐกิจฟื้นเชื่อมั่น

    แถลง 29-30 ก.ย. “อนุทิน” ลุยแก้ ชู 5 นโยบายด่วน ปิดประตูคอมเพล็กซ์ อวยทีมเศรษฐกิจฟื้นเชื่อมั่น

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    แถลง 29-30 ก.ย.

    26 ก.ย. 2568 08:16 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2885230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r38zy2bm6lIXxd6h02jOu

  • นายกฯ พร้อมผลักดันไทย-จีน เป็นสปริงบอร์ดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นวัตกรรมภูมิภาค ชู 5 มิติความร่วมมือ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ พร้อมผลักดันไทย-จีน เป็นสปริงบอร์ดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นวัตกรรมภูมิภาค ชู 5 มิติความร่วมมือ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand–China Cooperation Expo 2025 ชูแนวทางความร่วมมือ 5 มิติ โครงสร้างพื้นฐาน-โลจิสติกส์ เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และการแลกเปลี่ยนประชาชน พร้อมผลักดันไทยและจีนเป็นสปริงบอร์ดนำเศรษฐกิจ-นวัตกรรมของภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้ง 2 ประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานความร่วมมือที่มั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ารากฐานนี้จะนำไปสู่โอกาสใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

    โดยจีนได้พิสูจน์ให้โลกเห็นถึงพลังแห่งการพัฒนา โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และการเป็นผู้นำในพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันประเทศไทยก็กำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์การเติบโตในอนาคต การบรรจบกันของศักยภาพทั้งสองประเทศจึงเป็นโอกาสทองที่จะร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองในหลายมิติ

    นายกรัฐมนตรีได้เสนอทิศทางความร่วมมือไทย-จีนในอนาคต ซึ่งครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่

    1.การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ซึ่งไม่เพียงเชื่อมโยง 2 ประเทศ แต่ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมอาเซียนกับจีนตอนใต้ สร้างเครือข่ายการค้า และการท่องเที่ยวไร้รอยต่อ

    2.เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ โดยมีจีนเป็นพันธมิตรหลัก นอกจากนี้ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ไทยและจีนยังได้ร่วมกันกำหนดแผนพัฒนาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ ระยะ 5 ปี (68-72) เพื่อขยายความร่วมมือสู่สาขายุทธศาสตร์ใหม่ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี การผลิตสีเขียว เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    3.เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งสองประเทศจะสร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจดิจิทัล เชื่อมโยงระบบการเงิน การค้าข้ามพรมแดน และการวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME และสตาร์ตอัพเข้าถึงตลาดใหม่ได้สะดวกยิ่งขึ้น

    4.การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งสำคัญมากกับประเทศผู้ผลิตอย่างไทย และประเทศที่มีประชากรมหาศาลอย่างจีน

    5.การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ครอบคลุมการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรวิชาชีพ ตลอดจนการเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรม ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนมีความแน่นแฟ้นอยู่บนรากฐานของความเข้าอกเข้าใจ ต่อยอดจากมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษของทั้งสองประเทศได้สืบสานมายาวนาน

    นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลไทยมุ่งมั่นจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยจะร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าลดอุปสรรค ปรับปรุงกฎระเบียบ และเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ภาคเอกชนทั้ง 2 ประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง โดยประเทศไทยจะพิสูจน์ว่า เราไม่ได้เป็นเพียงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นประตูบานสำคัญ ที่จะเปิดไปสู่ความร่วมมืออื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ เพื่อให้มิตรภาพที่มีต่อกันมายาวนานระหว่างไทยและจีน เป็นเหมือนสปริงบอร์ดที่จะนำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติต่อไป

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน และสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน ที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ โดยเชื่อมั่นว่า Thailand-China Cooperation Expo 2025 จะไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของอนาคตที่ไทยและจีนจะร่วมกันสร้างบนพื้นฐาน แห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ ความร่วมมือ และวิสัยทัศน์ร่วมกัน

    อนึ่ง งานแสดงสินค้า Thailand-China Cooperation Expo 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 ก.ย.68 ณ อาคารชาแลนเจอร์ ฮอลล์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน : ก้าวสู่ความรุ่งเรืองร่วมกัน” โดยมีผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้นำเข้า-ส่งออก ผู้ค้า และผู้นำธุรกิจจากไทย จีน และนานาประเทศเข้าร่วม เพื่อสร้างการเชื่อมโยงและขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Global Supply Chain Hub ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรม การค้าและการลงทุน พลังงานสีเขียวและเกษตรเพื่อความยั่งยืน ยานยนต์และ EV โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2N2QP5Rc08jzeYuPH_yF-8

  • ก.คลัง ลุย! ฟื้นเศรษฐกิจ ตอบโจทย์นโยบาย “Quick Big Win” 

    ก.คลัง ลุย! ฟื้นเศรษฐกิจ ตอบโจทย์นโยบาย “Quick Big Win” 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ​กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ​ว่า ตนเองได้หารือกับปลัดกระทรวงคลังแล้ว คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนตุลาคม 2568  และเตรียมนำนโยบายต่างๆเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ที่ 2 นอกจากนี้ กรณีที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือไทยเป็นลบนั้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ตระหนักดีว่าคำเตือนของฟิทช์ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ทั้งวินัยการคลัง ฐานะการคลัง รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ​ที่นายกรัฐมนตรี​มอบหมายในระยะสั้น 4 เดือน แต่จะพยายามตอบโจทย์ความกังวล โดยเฉพาะข้อกังวลทางการเมือง ซึ่งคงทำอะไรไม่ได้พูดอะไรไม่ได้  

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนเองได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้รับผิดชอบในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งสิ่งที่ตนเองตั้งใจจะทำให้เห็นในเวลา 4 เดือน คือ Quick Big Win  หรือต้องเร็ว และทำให้ใหญ่ พอที่จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย 

    เพราะฉะนั้นนโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นฟื้นเศรษฐกิจให้เร็ว แต่ต้องมีผลระยะยาวควบคู่ไปด้วย เช่น โครงการคนละครึ่ง ที่ปลัดกระทรวงการคลังได้ดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ให้เป็นโครงการคนละครึ่งพลัส โดยการเพิ่มคำว่า พลัส ซึ่งคำนึงถึงวินัยทางการคลังเอื้อผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เป็นการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษีให้มากขึ้น

     รวมถึง เป็นการยกระดับศักยภาพพ่อค้าแม่ค้า เข้าสู่ระบบอีคอมเมิร์ซ เพิ่มรูปแบบการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้สามารถขายได้มากขึ้น และยังเป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามายกระดับการทำบัญชีได้ถูกต้องและง่ายขึ้นอย่างครบวงจร 

    นายเอกนิติ ระบุว่า รูปแบบการดำเนินงานดังกล่าว จะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้า บริหารจัดการต้นทุนได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันธนาคารจะยินดีปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มมากขึ้น โดยตนเองจะไปหารือกับสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาระบบ ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัสจะช่วยยกระดับให้คนมีความสามารถ ศักยภาพเพิ่มขึ้น หารายได้ได้มากขึ้น และกระจายตัวทั้งประเทศ 

    ตนเองจะใช้ประสบการณ์ที่เคยมี ปลดล็อกกฎกติกา เพื่อทำให้เกิดการลงทุนจริง ซึ่งจะมีการหารือร่วมกับ BOI เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และจะทำให้เกิดขึ้นจริงภายใน 4 เดือน

    ในส่วนของวินัยทางการคลัง จากประสบการณ์ที่เคยได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในกรมจัดเก็บภาษี จึงพอทราบแนวทางการเพิ่มศักยภาพการหารายได้ โดยที่ไม่ต้องแก้กฎหมาย ทั้งการปฏิรูปรายได้ในส่วนไม่ต้องแก้กฎหมาย และที่สำคัญเพื่อให้ตอบโจทย์บริษัทเอเจนซีเรตติ้ง คือการยกระดับธรรมาภิบาลการคลัง เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง ให้เกิดความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่ายนโยบาย เพื่อให้เห็นต้นทุน ประโยชน์ ค่าใช้จ่าย และผลของนโยบาย โดยจะเริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อรักษาการขาดดุลการคลังที่จะไม่ให้เกิน 3% และงบประมาณปี 69 จะยังคงอยู่ในกรอบเดิม โดยจะใช้ให้มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมายมากขึ้น

    นอกจากนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนเองยังได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในการดำเนินโครงการต่างๆ โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม ทั้งไฟฟ้า พลังงานสะอาด เพื่อมุ่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ความสามารถในกาาดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้มากขึ้น ซึ่งมีแผนการดำเนินการไว้หมดแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257880&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19IpVfCTRTXgCMkElQH1gb

  • ฟิทช์คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ

    ฟิทช์คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ

    ฟิทช์คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ

    วันนี้, 07:08น.

              ฟิทช์ เรทติ้ง (Fitch Ratings) รายงานผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยได้คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ Negative Outlook เนื่องจากมีความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ประกอบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่มาจากภาวะอุปสงค์โลกที่ชะลอตัวลง สถานการณ์ของหนี้ครัวเรือน และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีความเห็นต่อภาคการเงินต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจไทย ภาคการคลัง และความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

              ภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance): ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ส่งผลให้รัฐบาลมีฐานะสินทรัพย์สุทธิต่างประเทศ (Net External Asset Position) สูงถึงร้อยละ 47 ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกันกับ BBB อยู่ที่ร้อยละ -2 และมีฐานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ของ GDP

              ภาวะเศรษฐกิจไทย (Economic Condition): การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากร้อยละ 2.5 ในปี 2567 เป็น ร้อยละ 2.2 ในปี 2568 และร้อยละ 1.9 ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือ BBB ที่ร้อยละ 2.7 เนื่องจากอุปสงค์โลกทั้งภายในประเทศและต่างประเทศชะลอตัว สถานการณ์หนี้ครัวเรือน และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 21.9 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าปี 2562 ที่มีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 39.9 ล้านคน นอกจากนี้ ภาคการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี Fitch มองว่า ประเทศไทยยังคงมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

              ภาคการคลัง (Fiscal Position): มองว่า รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายทางการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการขาดดุลงบประมาณจะอยู่ที่ร้อยละ 4.6 ของ GDP ในปี 2568 และร้อยละ 4.3 ในปี 2569 เนื่องจากรัฐบาลมีการออกมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจและมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งอาจส่งผลทำให้หนี้ภาครัฐบาล (Gross General Government Debt) จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 59.4 ของ GDP ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะต่ำกว่าค่ากลางของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกันกับ BBB อยู่ที่ร้อยละ 59.6 ของ GDP

              ความไม่แน่นอนทางการเมือง (Political Uncertainty): มองว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีวาระในการปฏิบัติงานอยู่เพียง 4 เดือน และจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งโดยทั่วไปภายในปีหน้า อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในอนาคต อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจจะส่งผลให้การดำเนินการตามแผนการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ในระยะปานกลางล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    #อันดับความน่าเชื่อถือ

    #ฟิทช์เรทติ้ง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mNETX126rPVZyBkmjwsxf

  • 4 กฎหมายใหม่ ผลักดันเศรษฐกิจเยอรมนี

    4 กฎหมายใหม่ ผลักดันเศรษฐกิจเยอรมนี

    เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วที่กระทรวงต่าง ๆ มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับโครงการสำคัญเพื่อผลักดันเศรษฐกิจของเยอรมนี ในที่สุดพวกเขาก็สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ โดยรัฐบาลกลางฯ วางแผนที่จะผ่านกฎหมายสำคัญ 4 ฉบับ ในวันพุธหน้า กล่าวคือ (1) กฎหมายมุ่งลดภาษีไฟฟ้า (2) กฎหมายลดค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้า (3) กฎหมายนำรายงานความยั่งยืนมาใช้ และ (4) การยกเลิกพระราชบัญญัติห่วงโซ่อุปทานโดยพฤตินัย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มาจากเอกสารของกระทรวงเศรษฐกิจฯ โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานาง Katherina Reiche รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ สังกัดพรรคสหภาพคริสต์เตียนเพื่อประชาธิปไตยประเทศเยอรมนี (CDU – Christlich Demokratische Union Deutschlands), นาย Alexander Dobrindt รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สังกัดพรรคสหภาพสังคมนิยมคริสต์เตียน แห่งบาวาเรีย (CSU – Christlich-Soziale Union in Bayern), นาง Bärbel Bas รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสังกัดพรรคสังคมนิยมเพื่อประชาธิปไตยเยอรมนี (SPD – Sozialdemokratische Partei Deutschlands), นาง Stefanie Hubig รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (SPD) และสำนักนายกฯ ได้ตกลงกันในแนวทางแก้ไขปัญหาแบบที่ทุกฝ่ายพอใจ ก่อนหน้านั้น พรรคร่วมรัฐบาลต่างไม่สามารถหาข้อสรุปกฎหมายฉบับนี้ได้ในหลาย ๆ ประเด็น

    ซึ่งในเอกสารระบุว่า การลดภาษีไฟฟ้ายังคงมีผลบังคับใช้ตามที่คุยกันไว้ก่อนหน้า ซึ่งจะยังมีเพียงภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และป่าไม้ เท่านั้น ที่จะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีดังกล่าว โดยว่า จะมีบริษัทกว่า 600,000 แห่ง ที่จะได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ สำหรับ การลดภาษีไฟฟ้า ที่พรรคร่วมรัฐบาลได้เคยประกาศไว้ในข้อตกลงร่วมเพื่อการจัดตั้งรัฐบาล (MOU) สำหรับภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ และสำหรับผู้บริโภค โดยในเอกสารดังกล่าวได้ระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า จะลดภาษีไฟฟ้า “ทันทีที่รัฐฯ มีความยืดหยุ่นทางการเงิน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาง Reiche ถือเป็นตัวตั้งตัวตีที่ต้องการให้มีการบังคับใช้โดยทันที แต่ดูเหมือนว่า งบประมาณที่จัดเตรียมไว้สำหรับเรื่องนี้จะยังคงไม่มี โดยตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าจะถูกยกเลิก รัฐบาลกลางเยอรมันจะเป็นผู้รับผิดชอบผ่านกองทุนรวมเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (KTF – Klima- und Transformationsfonds) โดยจะจัดสรรเงินงบประมาณในเรื่องนี้ไว้ที่ 6.5 พันล้านยูโร กระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุว่า ในอีก 4 ปีข้างหน้า KTF ได้จัดสรรเงินกว่า 26 พันล้านยูโร ไว้สำหรับการลดต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งในร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ถูกเผยแพร่เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่ระบุอย่างชัดเจนว่า จะมีการลดค่าธรรมเนียมโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มเติมภายหลังปี 2026 หรือไม่ ปัจจุบันมีเพียงเนื้อหาเกี่ยวกับการยกเลิกค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าสำหรับปี 2026 เท่านั้น ซึ่งตัวแทนภาคธุรกิจได้วิจารณ์เรื่องนี้อย่างหนัก ซึ่งในเอกสารระบุเพียงว่า ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไปจะมี “จะให้เงินอุดหนุนจำนวนมากในค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้านอกชายฝั่ง” โดยค่าธรรมเนียมดังกล่าวนี้แตกต่างจากค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้าทั่วไป และมีจุดประสงค์เพื่อชดเชยให้กับผู้ประกอบการฟาร์มกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเป็นหลัก ในส่วนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการรายงานความยั่งยืน และพระราชบัญญัติห่วงโซ่อุปทาน นั้น ถือเป็นเรื่องที่ถูกนำขึ้นมาถกเถียงกันอย่างหนัก โดยพรรค CDU/CSU พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ข้อกำหนดกฎระเบียบทางราชการเพิ่มเติมสำหรับภาคเอกชน ขณะที่พรรค SPD มุ่งเสริมสร้างและรักษาสิทธิของแรงงานและสิ่งแวดล้อมไว้ ข้อตกลงในปัจจุบันประกอบด้วยการนำข้อบังคับสำคัญที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการรายงานความยั่งยืน โดยกำหนดให้ธุรกิจต่าง ๆ เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน (CSRD – Corporate Sustainability Reporting Directive) มาปรับใช้ในกฎหมายระดับชาติ โดยหลักเกณฑ์ (Directive) นี้รับรองว่า บริษัทต่าง ๆ ต้องจัดทำเอกสารมาตรการด้านความยั่งยืนของตนและต้องมีรายละเอียดครบถ้วน โดยตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา EU ก็ได้ดำเนินการจัดการกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ข้อบังคับดังกล่าวอย่างจริงจัง หลังจากที่เยอรมนีได้เลื่อนการบังคับใช้ CSRD ทั่วประเทศ มานานกว่าหนึ่งปี กระทรวงเศรษฐกิจฯ ก็ระบุว่า ได้สนับสนุนให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง แต่ขณะนี้บริษัทต่าง ๆ กำลังเผชิญกับภาระผูกพันในการจัดทำรายงานใหม่เข้าไปอีก

    หลักเกณฑ์ (Directive) ของสหภาพยุโรปที่จะแทนที่กฎหมายห่วงโซ่อุปทานแห่งชาติ เหนือสิ่งอื่นใดแผนดังกล่าวกำหนดให้ข้อบังคับเกี่ยวกับการรายงานฯ เริ่มต้นใช้กับบริษัทที่มีพนักงานอย่างน้อย 1,000 คน แทนที่จะเป็น 500 คน ตามแผนเดิม ในทางกลับกันรัฐบาลได้ตกลงที่จะผ่อนปรนกฎหมายห่วงโซ่อุปทานแห่งชาติลง ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลง MOU แต่ยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับรายละเอียด ซึ่งกล่าวกันว่าเป็น “การเจรจาที่ยากลำบาก” เลยทีเดียว โดยภายใต้พระราชบัญญัติห่วงโซ่อุปทานที่กำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องตรวจสอบการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตภายใต้ห่วงโซ่อุปทานของตน โดยจะยกเลิกข้อกำหนดในการรายงานออกไป นอกจากนี้ บทลงโทษสำหรับการละเมิดก็ถูกยกเลิกด้วยเช่นกัน เว้นแต่จะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเท่านั้น และเนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของกฎหมายจึงสามารถกล่าวได้ว่า การยกเลิกกฎหมายนี้มีผลอย่างเป็นทางการทันที โดยกฎหมายภายในประเทศจะถูกแทนที่ด้วยหลักเกณฑ์ (Directive) ว่า ด้วยห่วงโซ่อุปทานของสหภาพยุโรปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในกรุงบรัสเซลส์ กระทรวงเศรษฐกิจเขียนว่า ในตอนแรกกระทรวงแรงงานที่นำโดยพรรค SPD พยายาม “อย่างต่อเนื่อง” ที่จะสร้างแนวการเจรจาที่เข้มงวดในส่วนของเยอรมนี แต่แนวการเจรจานี้ “ถูกลดหย่อนลง” อย่างไรก็ตามโฆษกกระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุในการตอบแบบสอบถามว่า โดยทั่วไปแล้ว กระทรวงฯ จะไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการประสานงานภายในของรัฐบาลกลาง

    จาก Handelsblatt 26 กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/nswbbgekv3dsyz21otg7jq29&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KN27tFUp9aus0mW8zE9Cp

  • สำนักงานพัฒนาชุมชนอำนาจเจริญ โชว์โมเดลแก้จน ดันเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    สำนักงานพัฒนาชุมชนอำนาจเจริญ โชว์โมเดลแก้จน ดันเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    ภูมิภาค

    สำนักงานพัฒนาชุมชนอำนาจเจริญ โชว์โมเดลแก้จน ดันเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นางนวลจันทร์ ศรีมงคล ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานเปิดงาน “ มหกรรมความสำเร็จ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดอำนาจเจริญ” พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่อำเภอที่มีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมี ส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้แทนกลุ่ม องค์กร และภาคีเครือข่ายร่วมกิจกรรม ที่หอประชุม ANT HALL วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ

    นายชัยยงค์ ผ่องใส พัฒนาการจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า เพื่อเผยแพร่ความสำเร็จและองค์ความรู้จากการดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึง เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับครัวเรือน โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาคนทุกช่วงวัย

    ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อสะท้อนผลสัมฤทธิ์ของโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1.การมอบเกียรติบัตร เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ และ สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ 7 อำเภอ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการในระดับพื้นที่จนเกิดความสำเร็จ 2. เวทีเสวนา “ ความสำเร็จพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง คนอำนาจเจริญ “ เปิดโอกาสให้ตัวแทนหน่วยงานและชุมชน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ ประสบการณ์จริง ในการแก้ไขปัญหาความยกจน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปต่อยอด และขยายผลในพื้นที่อื่นๆ 3. นิทรรศการแสดงผลงาน มีการจัดแสดงนวัตกรรมและผลงานเด่นจาก 12 หน่วยงาน ทั้งในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ประกอบด้วย 1. งานนโยบาย/ภารกิจ 5+1 IPA 2. การบริหารจัดการ หนี้กองทุนการพัฒนาบทบาทสตรี 3.ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน 4.ผ้าไทยใส่ให้สนุก และ 5. การขับเคลื่อนงานบริษัทประชารัฐสามัคคีอำนาจเจริญ(วิสาหกิจเพื่อชุมชน) จำกัด อำเภอทั้ง 7 อำเภอ ได้นำความสำเร็จในการส่งเสริมสัมมาชีพชุมชน การบริหารจัดการกองทุนชุมชน ครัวเรือนต้นแบบโคกหนองนา หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่ตำบลเข้มแข็ง กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน(กข.คจ.) การสาธิตอาชีพแก้จน รวมถึง การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งงานมหากรรมครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งของจังหวัดอำนาจเจริญ ที่ได้บูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448028&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_SXbWaDoMC-aUQBDWosd6

  • ‘ธนกร’ หนุนเร่งใช้ ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจ แนะเพิ่มเฟส 2

    ‘ธนกร’ หนุนเร่งใช้ ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจ แนะเพิ่มเฟส 2

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง’ ถือว่าเป็นมาตรการที่ดีที่ต้องเร่งดำเนินการ และไม่ต้องการให้มีแค่เฟสเดียว

    ทั้งนี้ ในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมาตนพูดเสมอในรัฐสภาว่าประชาชนเดือดร้อน ต้องการให้รัฐบาลช่วยสนับสนุน โดยการที่ประชาชนจ่ายครึ่งหนึ่ง และรัฐบาลช่วยจ่ายให้อีกครึ่งหนึ่ง หรือคนละครึ่งนั้น เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะจะไม่ได้ให้สิทธิ์แค่เพียง 14.5 ล้านคน ซึ่งเท่าที่รับทราบข้อมูลอาจจะมีการขยายสิทธิ์ไปถึงเยาวชนด้วย

    ขณะที่ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมก็จะเข้าไปดูในรายละเอียดว่า มีความเกี่ยวข้องอย่างไร และจะสามารถสนับสนุนอะไรได้บ้าง

    อย่างไรก็ดี ยังให้ความสำคัญกับการเร่งผลักดัน พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม ฉบับแก้ไข ซึ่งทีมงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีต รมว.อุตสาหกรรมได้วางไว้ โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของกระทรวงการคลัง 

    ‘ธนกร’ หนุนเร่งใช้ ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจ แนะเพิ่มเฟส 2

    นายธนกร กล่าวอีกว่า สิ่งหนึ่งที่ตั้งใจทำก่อนที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาคือการมาตรการออกมาอย่างรวดเร็ว หรือควิกวิน (Quick win) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นลำดับแรก เช่น การเสริมสภาพคล่อง การแก้ปัญหาหนี้ต่างๆ รวมไปถึงการป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์ และสินค้าทะลักเข้าไทยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีนที่ปัจจุบันมีเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องมีมาตรการในการป้องกัน และคุมเข้มเรื่องดังกล่าวนี้

    นอกจากนี้ โรงงานอุตสาหกรรมที่ดีก็จะต้องส่งเสริม แต่โรงงานอุตสาหกรรมที่มีปัญหา ทำลายเศรษฐกิจของประเทศ และมีปัญหาก็ต้องเด็ดขาด เพราะภาคอุตสาหกรรมต้องอยู่กับชุมชน ไม่ใช่ว่าลงทุนอย่างเดียวแล้วสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยไม่สนใจชุมชน นี่คือสิ่งสำคัญ

    ขณะที่ในระยะยาว จะต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อนาคต โดยได้มีการเตรียมดำเนินการไว้แล้ว เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) ส่วนนโยบายที่ถูกวางไว้ดีอยู่แล้วจากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรมคนเดิมก็จะสานต่อ 

    “ใน 4 เดือนอย่างน้อยที่สุดอุตสาหกรรมจะต้องดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเอสเอ็มอี ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบัน กลุ่มดังกล่าวค่อนข้างลำบาก การเข้าถึงแหล่งทุนค่อนข้างยาก ซึ่งสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ การให้แต้มต่อเอสเอ็มอี โดยต้องไปดูว่าที่ผ่านมา มีเอสเอ็มอีปลอมจากการที่บริษัทใหญ่ตั้งขึ้นมา เพื่อต้องการแต้มต่อจากรัฐบาล ก็จะเข้าไปดู ต้องช่วยเอสเอ็มอีที่แท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639884&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18QEF8fDzXmOsAOHmjR0Gh

  • ‘พิพัฒน์ – มัลลิกา’ เข้าคมนาคมวันแรก ประกาศ 4 เดือนดันลงทุนค้างท่อ

    ‘พิพัฒน์ – มัลลิกา’ เข้าคมนาคมวันแรก ประกาศ 4 เดือนดันลงทุนค้างท่อ

    เศรษฐกิจ

    25 ก.ย. 2025 เวลา 13:49 น.

    “พิพัฒน์ – มัลลิกา” เข้ากระทรวงคมนาคม วันแรก ประกาศ 4 เดือนดันโครงการลงทุนค้างท่อ เร่งประมูลส่วนต่อขยายสายสีแดง – ทางด่วนภูเก็ต ขณะที่ “รถไฟฟ้า 20 บาท” ล้มโครงการเตรียมต่อยอดเป็นแพ็กเกจ “ลดค่าครองชีพ” ย้ำข้อพิพาท “เขากระโดง” สั่ง รฟท.เดินหน้าฟ้องรายบุคคล 995 แปลง

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรก เมื่อเวลา 08.19 น. โดยระบุว่า กระทรวงคมนาคม ถือเป็นกระทรวงใหญ่เกรด AAA+ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศอย่างมาก ในช่วงเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภา ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ตนขอให้ข้าราชการ และทุกหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมปฏิบัติหน้าที่เต็มความสามารถ

    อย่างไรก็ดี ในช่วงงบประมาณปี 2569 ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ต.ค.68 นี้ ขอให้ข้าราชการ และทุกหน่วยงานเดินหน้าโครงการตามแผน ผลักดันการใช้งบประมาณให้ได้มากที่สุด เพราะกระทรวงคมนาคมจะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนและเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นหากโครงการใดมีความพร้อมให้ดำเนินการทันที เพื่อให้ช่วงเวลา 4 เดือนนับจากนี้ กระทรวงคมนาคมต้องเป็นบทบาทสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจ

    'พิพัฒน์ - มัลลิกา' เข้าคมนาคมวันแรก ประกาศ 4 เดือนดันลงทุนค้างท่อ

    สำหรับ โครงการที่มีความพร้อมเปิดประมูลในช่วง 4 เดือนนี้ เบื้องต้นมีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงช่วงตลิ่งชัน – ศาลายา และตลิ่งชัน – ศิริราช วงเงิน 15,176 ล้านบาท และสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วงเงิน 6,473 ล้านบาท รวมไปถึงโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้ – ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กิโลเมตร วงเงิน 10,964.77 ล้านบาท

    ส่วนโครงการอื่นที่มีความพร้อมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นโครงการที่ค้างจากรัฐบาลก่อน ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคมเร่งรวบรวมข้อมูลเสนอ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย

    1.ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท

    2.ช่วงสุราษฎร์ธานี – ชุมทางหาดใหญ่ – สงขลา ระยะทาง 321 กิโลเมตร วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท

    3.ช่วงชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท

    'พิพัฒน์ - มัลลิกา' เข้าคมนาคมวันแรก ประกาศ 4 เดือนดันลงทุนค้างท่อ

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดง ตามมติ ครม.ชุดก่อน ได้เห็นชอบขยายอายุมาตรการไปสิ้นสุด 30 ก.ย.2569 แต่เนื่องจากขณะนี้เปลี่ยนรัฐบาล จึงจำเป็นต้องพิจารณามติดังกล่าวด้วยว่าจะยังมีผลหรือไม่ ดังนั้นรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดง จะต้องสิ้นสุดกลับไปราคาเดิมเริ่มวันที่ 1 ต.ค.68 นี้ก่อน หลังจากนั้นรัฐบาลจะพิจารณาจัดทำมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนในรูปแบบแพ็กเกจการเดินทาง ให้ครอบคลุมทั้งมติ บก น้ำ ราง จะได้ประโยชน์ไม่เพียงรถไฟฟ้าเท่านั้น

    “การที่ไม่สามารถเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพการเดินทางได้ต่อเนื่อง เพราะกรอบเวลาที่รัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะมีขึ้นในวันที่ 29 – 30 ก.ย.68 นี้ หลังจากนั้นจึงจะมีการเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ภายใน 2 สัปดาห์นับจากแถลงนโยบายแล้วเสร็จ เบื้องต้นก็จะมีการทยอยปรับลดค่าครองชีพของประชาชนในระบบขนส่งมวลชนทันที”

    'พิพัฒน์ - มัลลิกา' เข้าคมนาคมวันแรก ประกาศ 4 เดือนดันลงทุนค้างท่อ

    ในส่วนของแนวคิดตั๋วร่วมหรือค่าโดยสารราคาเดียว ซึ่งเคยเป็นนโยบายหาเสียง จะถูกพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจใหม่ แต่จะเป็นอัตราในราคาเท่าไรนั้น ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมก่อน เพราะต้องคำนึงถึงจุดสมดุลระหว่างภาระงบประมาณรัฐบาล และประโยชน์ของประชาชน โดยจะอ้างอิงบทเรียนจากนโยบาย 20 บาททุกเส้นทางในอดีต พบว่าสร้างภาระชดเชยให้รัฐเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนโยบายนี้ก็อาจไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในต่างจังหวัดเพราะดำเนินการเฉพาะส่วนของรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ประเด็นข้อพิพาทเขากระโดง เช้าวันนี้ (25 ก.ย.) ตนได้หารือร่วมกับผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยเน้นย้ำว่าเรื่องดังกล่าวต้องดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย โดยถือว่าเป็นเรื่องของ รฟท.ที่ต้องไปดำเนินการฟ้องร้องกับผู้บุกรุกในแต่ละราย รวมจำนวน 995 แปลง ดังนั้นเรื่องนี้ตนขอยืนยันว่าแม้ตนจะมาจากพรรคภูมิใจไทย และทางกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลโดยนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค แต่ก็ไม่ได้จะเอื้อประโยชน์ฝ่ายใด เรื่องนี้ต้องทำตามกฎหมาย ขอให้ รฟท.เร่งฟ้องดำเนินคดี

    ด้านนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช กล่าวเสริมว่า ขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น จากนี้จะร่วมมือกับท่านรองนายกรัฐมนตรีฯ และทีมผู้บริหารผลักดันงานสำคัญของกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ระบบการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ยกระดับมาตรฐาน และบริการที่ดียิ่งขึ้น ให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และทั่วถึง

    การเข้ากระทรวงคมนาคมวันแรกของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมรัฐมนตรีช่วยฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน เพื่อให้กระทรวงคมนาคมเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการเดินทางของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาประเทศต่อไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1200384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zqh3lLpqC-bm47HkB2fmV

  • “ศุภจี”พร้อมลุยภารกิจเร่งด่วน Quick Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “ศุภจี”พร้อมลุยภารกิจเร่งด่วน Quick Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ


    รมว.พาณิชย์ เข้ากระทรวงวันแรก เร่งแก้ค่าบาทแข็งช่วยผู้ส่งออก เดินหน้าบริหารจัดการสินค้าเกษตรตามฤดูกาล ผลักดันเจรจาการค้า

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  รมว.พาณิชย์ เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงพาณิชย์เป็นวันแรก โดยได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ร่วมกับนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหาร ก่อนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงแนวนโยบายและภารกิจเร่งด่วนที่จะดำเนินการในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    นางศุภจี กล่าวว่า ภาพรวมกระทรวงพาณิชย์จะมุ่งสร้างความสมดุลด้านการค้า ทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงผู้บริโภคและผู้ผลิต ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกรมกองภายในกระทรวง ตลอดจนการประสานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนรายละเอียดเชิงนโยบายจะชี้แจงต่อสาธารณะภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    สำหรับภารกิจเร่งด่วนจะดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่กำหนดให้มี “Quick Win” เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในระยะสั้น พร้อมวางรากฐานเพื่อการพัฒนาในอนาคต โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว

    ทั้งนี้แม้กระทรวงพาณิชย์มีภารกิจจำนวนมาก แต่ด้วยเวลาที่จำกัดจึงต้องจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน ผ่านการหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม

    สำหรับกรณีค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก นั้น รัฐบาลกำลังหารือร่วมกันในทุกกระทรวงเศรษฐกิจ โดยกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่สนับสนุนและผลักดันให้นโยบายออกมาอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ ในช่วง 4 เดือนข้างหน้า กระทรวงพาณิชย์จะเร่งเตรียมการด้านการค้าสำคัญ อาทิ การบริหารจัดการสินค้าเกษตรตามฤดูกาล เช่น ข้าวและกาแฟ รวมทั้งการผลักดันการเจรจาการค้าระหว่างประเทศทั้งในระดับ joint agreement หรือ trade  mission ซึ่งมีประเทศเป้าหมายชัดเจนแล้ว แต่จะเปิดเผยรายละเอียดหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล

    ด้านความสัมพันธ์ทางการค้ากับกัมพูชา  จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการค้าข้ามแดนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน จึงต้องทำงานประสานกับพาณิชย์จังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด และกระทรวงมหาดไทย เพื่อหามาตรการช่วยเหลืออย่างรอบด้าน

    “ส่วนกรณีที่ไม่มีรัฐมนตรีช่วยเหมือนในอดีต ไม่รู้สึกหนักใจเพราะไม่ได้ยึดถือหลักในการทำงานคนเดียวอยู่แล้ว เรามีความรู้น้อยเราเข้ามาที่กระทรวงมีคนที่มีความรู้เยอะมากกว่า เราก็มีหน้าที่ทำในสิ่งที่เรามี เอาสิ่งที่เรามีมาช่วยสอดประสานเอามุมมองจากสิ่งที่ทางกระทรวงอาจจะไม่เคยมองมุมนี้ แต่ก็ต้องยึดทางท่านอธิบดี ท่านปลัดเป็นคนช่วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uP1KjRP1s9UQs2Uh5zsHe