Category: เศรษฐกิจ

  • ผวาน้ำท่วมซ้ำรอย ย่านเศรษฐกิจช้างคลานเริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม

    ผวาน้ำท่วมซ้ำรอย ย่านเศรษฐกิจช้างคลานเริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม

    ผวาน้ำท่วมซ้ำรอย ย่านเศรษฐกิจช้างคลานเริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม ทน.เชียงใหม่ คาดไม่ถึงจุดล้นตลิ่ง แต่ไม่ประมาทเตรียมแผนรับมือไว้แล้ว

    ผู้ประกอบการร้านค้าย่านถนนช้างคลาน ย่านเศรษฐกิจสำคัญในตัวเมืองเชียงใหม่ พากันจัดเตรียมกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม หลังจากแม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ประกอบกับ ปภ. ได้ส่งข้อความผ่านเซลล์บรอดคาสต์แจ้งเตือนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมรับมือน้ำท่วม จนสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในและร้านค้าในพื้นที่โซนน้ำท่วมที่เพิ่งจะผ่านอุทกภัยครั้งใหญ่มาเมื่อปีก่อน

    ขณะที่ประชาชนพากันไปติดตามสถานการณ์ระดับน้ำที่สถานีวัดระดับน้ำ P.1 เชิงสะพานนวรัฐ อ.เมืองเชียงใหม่ โดยในเวลา 12.00 น. ระดับน้ำเพิ่มเป็น 3.50 เมตร แม้จะมีแนวโน้มเริ่มทรงตัวและ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม จะยืนยันว่าวันนี้น้ำจะยังไม่ท่วมตัวเมือง คาดว่าระดับสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 3.70 เมตร จากระดับวิกฤตน้ำล้นตลิ่งที่ 4.20 เมตร แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่วางใจต่อสถานการณ์

    นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ระบุเทศบาลนครเชียงใหม่ได้เตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ โดยจัดเตรียมกระสอบทรายสำหรับป้องกันน้ำปิงย้อนท่อเข้าท่วมพื้นที่ตัวเมือง รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ทุกนายประจำจุดสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่ได้ทันทีหากมีกรณีน้ำย้อนท่อหรือมีฝนตกเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังดำเนินการกำจัดเศษสวะกิ่งไม้ที่ลอยมาติดอยู่บริเวณต่อม่อสะพานกีดขวางทางน้ำ

    สำหรับช่วงบ่าสยวันนี้แนวโน้มสถานการณ์ดีขึ้น ระดับน้ำปิงทรงตัว แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากยังอยู่ในช่วงฝนตกหนักจากร่องมรสุม 25-28 กันยายน โดยแจ้งเตือนไปยังชุมชนพื้นที่ลุ่มต่ำและประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ให้ติดตามประกาศข่าวสารจากทางเทศบาล ขณะที่เทศบาลนครเชียงใหม่ได้จัดเตรียมกระสอบทรายไว้แล้ว และ พร้อมแจกจ่ายให้กับประชนนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมได้ทันทีหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนเข้าสู่จุดล้นตลิ่งที่ 4.20 เมตร

    ด้าน โครงการชลประทานเชียงใหม่เผยหลังจากมีการขุดลอกลำน้ำปิงให้ลึกลงไป 2 เมตร และขยายกว้างขึ้นอีก 40 เมตร ทำให้ระบายน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระดับตลิ่งเพิ่มขึ้นเป็น 4.85 เมตร และ จากเดิมรองรับมวลน้ำได้ปริมาณ 490 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 577 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งได้มากกว่าเดิม

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังน่าห่วงคือเศษกิ่งไม้และขยะที่สะสมติดอยู่บริเวณคอสะพาน ซึ่งอาจขวางการไหลของน้ำ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศบาลเร่งเก็บออก รวมทั้งเฝ้าระวังแนวตลิ่งบางจุดที่ยังไม่มีคันกั้นถาวร โดยจะใช้กองดินและทรายเสริมแนวชั่วคราว พร้อมจัดกำลังตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ จากข้อมูลเรดาร์กลุ่มฝนพบว่า วันนี้ยังไม่มีกลุ่มฝนก่อตัวมากนัก ทำให้คาดว่าสถานการณ์ระดับน้ำปิงจะค่อยๆ คลี่คลาย และผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3779176/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aqC3OzTbA9pKKVE2bEKoF

  • ในเมื่อไม่มีหวัง ก็สู้เสี่ยงโชคให้หมด! Gen Z สหรัฐฯ สิ้นหวังกับเศรษฐกิจ

    ในเมื่อไม่มีหวัง ก็สู้เสี่ยงโชคให้หมด! Gen Z สหรัฐฯ สิ้นหวังกับเศรษฐกิจ

    เมื่อ เจคอบ แคปแลน (Jacob Kaplan) คิดถึงเส้นทางสู่ความมั่นคงทางการเงิน เขามองเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องรับ ‘ความเสี่ยง’ ครั้งใหญ่ ชายหนุ่มวัย 25 ปีผู้นี้ใช้เวลาสัปดาห์ละ 30 ชั่วโมงไปกับการเดิมพันผลการแข่งขันกีฬาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเขาไม่ได้มองว่าเป็นแค่เพียงงานอดิเรก แต่เป็นหนทางในการแก้ปัญหาที่คนรุ่นเดียวกับเขากำลังเผชิญ

    “หากคุณอยู่ท่ามกลางคนที่ใช่และรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ความเสี่ยงนี้ก็จะช่วยตอบโจทย์ปัญหาที่คนรุ่นผมกำลังมองหาทางแก้ นั่นคือการสร้างความมั่นคงทางการเงิน” แคปแลนกล่าว ซึ่งเรื่องราวของเขาคือภาพสะท้อนของปรากฏการณ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาว ที่กำลังผลักไสกลยุทธ์การลงทุนแบบดั้งเดิมทิ้งไป และหันไปหาทางเลือกที่มีความเสี่ยงสูงกว่าแทน

    ปรากฏการณ์นี้ถูกขนานนามว่า ‘สุญนิยมทางการเงิน’ (Financial Nihilism) ซึ่งเป็นผลมาจากความรู้สึกสิ้นหวังต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นราคาบ้านที่พุ่งสูงจนเกินเอื้อม, หนี้สินที่เพิ่มพูน และตลาดแรงงานที่ตึงตัว ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกที่จะ ‘หวดสุดแรงเพื่อลุ้นโฮมรัน’ แทนที่จะเล่นแบบปลอดภัยไปเรื่อยๆ

    ไซมอน โอ (Simon Oh) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก Columbia Business School มองว่านี่คือการตอบสนองอย่างสมเหตุสมผลของนักลงทุนรุ่นใหม่ “เมื่อเทียบกับในอดีต การสร้างความมั่งคั่งด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมนั้นทำได้ยากขึ้นมาก ดังนั้นการเลือกที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนก้อนใหญ่จึงกลายเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล” เขากล่าว

    นับตั้งแต่ช่วงการระบาดใหญ่เป็นต้นมา การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงได้กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิมพันผลกีฬา หรือการเก็งกำไรในหุ้นมีม (Meme Stocks) อย่าง GameStop และ AMC ส่วนการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลซึ่งครอบคลุมตั้งแต่บิตคอยน์ไปจนถึงเหรียญมีมต่างๆ ก็ได้รับความสนใจอย่างสูง โดยผลสำรวจจาก U.S. Bank ชี้ว่า Gen Z เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มจะลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีมากที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า

    ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินก็ได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการนี้โดยตรง เช่น กองทุน Leveraged ETFs ที่ช่วยขยายผลตอบแทน (และผลขาดทุน) ให้สูงขึ้น ส่วนการซื้อขายออปชัน (Options Trading) ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดย Options Clearing Corporation เปิดเผยว่าปริมาณการซื้อขายในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียวพุ่งสูงเกิน 1.2 พันล้านสัญญา ซึ่งเพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    มาร์เซลลัส ดอนเย (Marcellous Donyae) วัย 22 ปี คืออีกหนึ่งคนที่หันมาซื้อขายออปชันเมื่อ 5 ปีก่อน เพื่อหาเงินระหว่างเรียนและหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา “ผมต้องการแหล่งรายได้ที่ให้อิสรภาพทางการเงินและอำนาจในการควบคุมชีวิตของตัวเอง ซึ่งออปชันคือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าให้สิ่งนั้นกับผมได้” เขากล่าว

    ความรู้สึกสิ้นหวังนี้มีรากฐานมาจากความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่โหดร้าย เป้าหมายแบบดั้งเดิมอย่างการเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จทางการเงิน กลายเป็นสิ่งที่ ‘ไกลเกินเอื้อม’ สำหรับคนรุ่นใหม่ โดยผลสำรวจจาก U.S. Bank พบว่า 3 ใน 10 ของคนรุ่น Gen Z ได้ล้มเลิกความฝันที่จะซื้อบ้านไปแล้วโดยสิ้นเชิง

    ไคลา สแกนลอน (Kyla Scanlon) นักวิเคราะห์เศรษฐกิจกล่าวว่า “ทุกย่างก้าวบนบันไดเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมกำลังจะไกลเกินเอื้อมสำหรับพวกเขา” เธอมองว่าเมื่อคนหนุ่มสาวรู้สึกว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลังและไม่มีอนาคต พวกเขาจึงรู้สึกว่า “ในเมื่อไม่มีหวังแล้ว ก็สู้เอาเงินที่มีไปเสี่ยงโชคให้หมดเลยดีกว่า”

    ความรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงินนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับทางสังคม เช่น จากแอปพลิเคชันหาคู่ หรือการแข่งขันเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งข้อมูลจาก University of Michigan ก็ได้ยืนยันว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในกลุ่มอายุ 18-34 ปีนั้นต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์

    อย่างไรก็ตาม คนหนุ่มสาวที่เลือกเดินในเส้นทางนี้ต่างก็ยอมรับว่านี่ไม่ใช่วิธีการที่จะใช้ไปได้ตลอดชีวิต แคปแลนเองก็ได้แบ่งรายได้ส่วนใหญ่จากการเดิมพันไปลงทุนในกองทุนดัชนีและบัญชีเงินออม เขารู้ดีว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องเลิกใช้วิธีการที่ต้องทุ่มเทเวลามากขนาดนี้ แต่ก็หวังว่าถึงวันนั้น เขาจะมีกำไรมากพอที่จะสร้างอนาคตที่มั่นคงได้

    “ผมไม่ได้มองว่านี่คือแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว” แคปแลนกล่าว “แต่สำหรับตอนนี้ให้ผลตอบแทนที่ดี และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ผมก็จะเก็บกำไรที่ทำได้ แล้วเลิกเดิมพัน” ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของ ‘ทางรอด’ ที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากกำลังแสวงหาในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน



    ภาพ: Rawpixel.com / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/financial-nihilism-genz-high-risk-investing/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C7EAPj5dmLzU5UYc6vNGl

  • “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ  “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68


    26/09/2568 | 8 |

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ 
    “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68
    บทสรุป
    รัฐบาลเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะทีมเศรษฐกิจ ประชุมหารือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เพื่อรับฟังข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุน โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) นำเสนอประเด็นการแก้ไขกฎหมาย
    ที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน และการปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย ส่วนสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (สธท.) ได้นำเสนอมาตรการ Quick-Big Win
    เพื่อสร้างความเชื่อมั่นนโยบายภาครัฐ พัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยกลไกตลาดทุน เพิ่มสภาพคล่องระยะยาวในตลาดไทย และเดินหน้าอนาคตไทยที่ยั่งยืน เช่น การ upskill reskill แรงงานไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะดำเนินการในสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ เช่น กฎระเบียบหรือแก้กฎกระทรวงตามกลไกที่มีอยู่ในกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ 4 เดือนนี้น่าจะเพียงพอที่จะสร้างรากฐานที่ดีให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต 
    และต้องเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อให้ทันต่อการผลักดันงบประมาณปี 2568 ไม่เช่นนั้นอาจทำให้บางโครงการงบประมาณตกไป ซึ่งจะกระทบต่อการดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งพร้อมเปิดให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนได้ในเดือนตุลาคมนี้ คาดว่าจะสามารถเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุดช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือหากไม่ทันจะเริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568

    รายละเอียด
    (25 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมหารือเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ เพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุม
        นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มารับฟังข้อเสนอแนะจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย พร้อมทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นฟันเฟืองใหญ่ในภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ สร้างอนาคต และเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาในตลาดทุนไทย เนื่องจากระยะเวลาทำงานของรัฐบาลมีไม่มากจะทำงานอย่างเต็มที่ แผนและแนวทางที่นำเสนอเมื่อมีความชัดเจนและส่งผลดีต่อภาพรวม ก็พร้อมที่จะให้คณะรัฐมนตรีพร้อมนำไปออกมาตรการสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และดำเนินการด้วยความรอบคอบ ไม่ผิดระเบียบ ไม่ผิดกฎหมายและถูกต้องโดยเฉพาะมาตรการทางภาษี 
        ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ได้นำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมาย ได้แก่
         1. การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ 
    2. การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน 
    3. การปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน และการปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย 
    สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (สธท.) ได้นำเสนอมาตรการ Quick-Big Win ประกอบด้วย   
    1. สร้างความเชื่อมั่นนโยบายภาครัฐ จัดตั้งทีมงานร่วม เพื่อโปรโมท Thailand story ผ่านมุมมอง
    ด้านเศรษฐกิจ และการลงทุน สร้างการสื่อสารอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 
    2. พัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยกลไกตลาดทุน 
    3. เพิ่มสภาพคล่องระยะยาวในตลาดไทย 
    4. เดินหน้าอนาคตไทยที่ยั่งยืน เช่น การ upskill reskill แรงงานไทย การปราบปรามการหลอกลวงการลงทุน แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นภาระอุปสรรค ช่วยลดอุปสรรคที่ลดทอนขีดความสามารถของประเทศ
    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะดำเนินการในสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ เช่น กฎระเบียบหรือแก้กฎกระทรวงตามกลไกที่มีอยู่ในกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ เหมือนการทะลวงท่อให้ลื่นไหลไปได้ คิดว่า 4 เดือนนี้น่าจะเพียงพอที่จะสร้างรากฐานที่ดีให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต โดยจะไม่เสนอให้แก้ไขกฎหมายที่ต้องใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป ขอให้ใจกว้าง นึกถึงประโยชน์ประเทศและประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก นโยบายที่ดีและค้างอยู่จากรัฐบาลชุดที่แล้ว หากเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเป็นที่นิยมสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสงบให้สังคมได้ก็จะนำมาสานต่อ เช่น นโยบายคนละครึ่ง เป็นโจทย์ใหญ่โจทย์แรกที่รัฐบาลต้องทำให้ได้ โดยเตรียมงบประมาณที่เล็งไว้ว่าหากใช้จากกรณีนี้ไม่ได้ก็มีการเตรียมงบอีกก้อนหนึ่งเพื่อนำมาดำเนินการ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองจริง ๆ
    รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือนเพื่อทำงานจึงต้องเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันที่ 29 กันยายน 2568
    ให้ทันต่อการผลักดันงบประมาณปี 2568 ไม่เช่นนั้นอาจทำให้บางโครงการงบประมาณตกไป ซึ่งจะกระทบต่อการดำเนินงานนโยบายสำคัญอย่าง “คนละครึ่ง” ที่ต้องเดินหน้าต่ออยู่แล้ว โดยรัฐบาลได้เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าแล้ว การผลักดันงบประมาณครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลฝ่ายเดียวถือเป็นความร่วมมือของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดในการแก้ปัญหาปากท้องและกระตุ้นเศรษฐกิจ
        ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามนโยบาย Quick-Big Win ฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่มุ่งผลในระยาวนั้น รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการ 
    “คนละครึ่ง พลัส” จะมีการปรับรูปแบบโดยคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง ด้วยการให้ประชาชนที่อยู่ในระบบภาษีได้สิทธิประโยชน์มากกว่า ได้หารือนอกรอบกับนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังแล้ว ยืนยันว่า จะได้เห็นโครงการคนละครึ่ง พลัส ในเดือนตุลาคมนี้แน่นอน จะเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม 2568 โดยจะใช้งบประมาณเดิมที่มีอยู่ ส่วนวงเงินและรูปแบบอย่างไรจะหารือรายละเอียดร่วมกันอีกครั้ง
        นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการคนละครึ่ง พลัสแล้ว จากนั้นสัปดาห์ถัดไปจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ พร้อมกับการเปิดลงทะเบียนร้านค้า และคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุด ช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือหากไม่ทัน จะเริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม 2568
    ขณะที่ สำนักนายกรัฐมนตรีได้ส่งหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 24 กันยายน 2568 เพื่อกราบเรียนประธานรัฐสภา เรื่องการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา พร้อมแนบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา 1 เล่ม และคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบุว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 
    7 กันยายน 2568 และวันที่ 19 กันยายน 2568 บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดวันที่พร้อมจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2568 เป็นต้นไป
        ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เปิดเผยหลังประชุมวิป 3 ฝ่ายว่า จะมีการประชุมแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 – 30 กันยายน เริ่มในเวลา 09.00 น. และในวันที่ 2 คณะรัฐมนตรีขอให้จบภายใน 18.00 น. เนื่องจากจะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษ โดยแบ่งเวลา ครม. และพรรคร่วมรัฐบาล ได้เวลา 6 ชั่วโมง ไม่นับรวมนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย สมาชิกวุฒิสภา 3 ชั่วโมง และพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลาทั้งหมด 15 ชั่วโมง 


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/426783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tyLZsiaCI6W1G6xCCUE_T

  • ผวาน้ำหลากซ้ำรอย “ย่านเศรษฐกิจช้างคลาน” เชียงใหม่ เริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม | TOPNEWS

    ผวาน้ำหลากซ้ำรอย “ย่านเศรษฐกิจช้างคลาน” เชียงใหม่ เริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม | TOPNEWS

    ผู้ประกอบการร้านค้าย่านถนนช้างคลาน ย่านเศรษฐกิจสำคัญในตัวเมืองเชียงใหม่ ผวาน้ำท่วมซ้ำรอย เริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม

    ผวาน้ำหลากซ้ำรอย “ย่านเศรษฐกิจช้างคลาน” เชียงใหม่ เริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ผู้ประกอบการร้านค้าย่านถนนช้างคลาน ย่านเศรษฐกิจสำคัญในตัวเมืองเชียงใหม่ พากันจัดเตรียมกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม หลังจากแม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ประกอบกับ ปภ. ได้ส่งข้อความผ่านเซลล์บรอดคาสต์แจ้งเตือนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมรับมือน้ำท่วม จนสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในและร้านค้าในพื้นที่โซนน้ำท่วมที่เพิ่งจะผ่านอุทกภัยครั้งใหญ่มาเมื่อปีก่อน

    เชียงใหม่

    ขณะที่ประชาชนพากันไปติดตามสถานการณ์ระดับน้ำที่สถานีวัดระดับน้ำ P.1 เชิงสะพานนวรัฐ อ.เมืองเชียงใหม่ โดยในเวลา 12.00 น. ระดับน้ำเพิ่มเป็น 3.50 เมตร แม้จะมีแนวโน้มเริ่มทรงตัว และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม จะยืนยันว่าวันนี้น้ำจะยังไม่ท่วมตัวเมือง คาดว่าระดับสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 3.70 เมตร จากระดับวิกฤตน้ำล้นตลิ่งที่ 4.20 เมตร แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่วางใจต่อสถานการณ์

    นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ระบุ เทศบาลนครเชียงใหม่ได้เตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ โดยจัดเตรียมกระสอบทรายสำหรับป้องกันน้ำปิงย้อนท่อเข้าท่วมพื้นที่ตัวเมือง รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ทุกนายประจำจุดสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่ได้ทันทีหากมีกรณีน้ำย้อนท่อหรือมีฝนตกเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังดำเนินการกำจัดเศษสวะกิ่งไม้ที่ลอยมาติดอยู่บริเวณตอม่อสะพานกีดขวางทางน้ำ

    สำหรับช่วงบ่ายวันนี้ แนวโน้มสถานการณ์ดีขึ้น ระดับน้ำปิงทรงตัว แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากยังอยู่ในช่วงฝนตกหนักจากร่องมรสุม 25-28 กันยายน โดยแจ้งเตือนไปยังชุมชนพื้นที่ลุ่มต่ำและประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ให้ติดตามประกาศข่าวสารจากทางเทศบาล ขณะที่เทศบาลนครเชียงใหม่ได้จัดเตรียมกระสอบทรายไว้แล้ว และ พร้อมแจกจ่ายให้กับประชนนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมได้ทันทีหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนเข้าสู่จุดล้นตลิ่งที่ 4.20 เมตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1331537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04z99OKvonJEpAGlj7TgDD

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 32.13 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง มากกว่าที่เราประเมินไว้ และสามารถอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.11-32.32 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง จากเดิมผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 70% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า กลายเป็น ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 58% ที่จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสเพียง 44% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปี 2026 หลัง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ล้วนออกมาดีกว่าคาด อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 +3.8% จากไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบเป็นรายปี รวมถึง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) และ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Jobless Claims) ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 2.18 แสนราย และ 1.926 ล้านราย ตามลำดับ นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในช่วงแรก ตามการย่อตัวลงต่อเนื่องของราคาทองคำ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงรอทยอยขายเงินดอลลาร์และปรับสถานะถือครอง อีกทั้งราคาทองคำก็เริ่มทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง กลับสู่ระดับใกล้เคียงก่อนช่วงรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการทยอยขายทำกำไรบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ อาทิ Oracle -5.6% และ Tesla -4.4% หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต่างออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.33% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.28%

    ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.66% กดดันโดยแรงเทขายหุ้นกลุ่มยาและการแพทย์ หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เริ่มกาสอบสวนประเด็นความมั่นคงของชาติ จากการนำเข้าสินค้าในกลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ยังได้ส่งผลกระทบให้บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ฝั่งยุโรป เคลื่อนไหวทรงตัวหรือย่อตัวลง

    ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ได้กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น เข้าใกล้ระดับ 4.20% ก่อนที่จะย่อตัวลงเล็กน้อย ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ซึ่งการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ดังกล่าว ยังคงสอดคล้องกับมุมมองของเรา ที่ประเมินว่า ในช่วงระยะสั้น บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นต่อได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง ทั้งนี้ เราย้ำว่า ในช่วงระยะสั้น ควรจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงต้นเดือนตุลาคม อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ สามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อได้จริง เราก็ยังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ในการทยอยเข้าซื้อ (เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip) ส่วนผู้ที่มีสถานะลงทุนในบอนด์ระยะยาว ก็สามารถ Let Profits Run ได้

    ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ล้วนออกมาดีกว่าคาด กอปรกับในช่วงปลายเดือน เงินดอลลาร์ก็ได้แรงหนุนจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด (ปรับลดสถานะ Short USD หรือมองเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง) และโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ (Month-end flows) ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 98.5 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 97.7-98.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2025) ย่อตัวลงสู่โซน 3,760 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง สู่ระดับล่าสุดแถว 3,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดและแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน

    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิด โดยการรับรู้ข้อมูลเศรษฐกิจและถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้

    ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของประธาน ECB

    สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น และเงินบาทอาจกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลง (อย่างน้อยในระยะสั้น) หลังเงินบาท (USDTHB) ได้ทยอยอ่อนค่าลงจนทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และอ่อนค่าลงต่อจนทดสอบโซนแนวต้านถัดไป 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ ซึ่งการอ่อนค่าลงของเงินบาทดังกล่าว ก็ใกล้เคียงกับที่เราประเมินไว้ ณ วันที่ 10 กันยายน ว่า เงินบาทอาจอยู่ที่ระดับ 32.00+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน (คาดการณ์ ณ วันที่ 4 มิถุนายน มองเงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.75+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์)

    อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์ รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทั้งนี้ เรามองว่า ต้องจับตาการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นต่างชาติ อย่างใกล้ชิด หลังบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ต่างชาติหลายแห่ง ได้ระบุว่า นักลงทุนแนว Systematic Hedge Funds ได้ทยอยสะสมสถานะ Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) ไว้พอสมควร ซึ่งข้อมูล Positioning ของผู้เล่นในตลาดจากหลายแห่งที่เราติดตาม ก็สะท้อนภาพว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมีสถานะ Net Long THB พอสมควร ทว่า เราเริ่มเห็นการปรับลดสถานะดังกล่าว ซึ่ง หากเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ ผู้เล่นในกลุ่ม Systematic Hedge Funds อาจต้องทยอยปิดสถานะ Long THB (เช่น stop loss) ซึ่งอาจยิ่งหนุนการอ่อนค่าลงของเงินบาทได้ในระยะสั้น โดยเราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยเพิ่มสถานะ Long THB ในช่วงเงินบาทแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ จุด Stop Loss ของผู้เล่นกลุ่มดังกล่าว อาจอยู่ในโซน 32.30-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ดังนั้น ควรต้องจับตาว่า เงินบาทจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้อย่างชัดเจนหรือไม่ในระยะสั้นนี้

    ทั้งนี้ เรามองว่า แม้รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินบ้าง แต่ผู้เล่นในตลาดต่างก็รับรู้พอสมควรจากทั้งรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ก่อนหน้ามาบ้างแล้ว อีกทั้งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดก็มีการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ทำให้ เรามองว่า รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ที่จะรับรู้ในช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย อาจไม่ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด อย่างมีนัยสำคัญ และคาดว่า อาจต้องรอลุ้นข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน ซึ่งจะรับรู้ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม ถึงจะเห็นการปรับเปลี่ยนมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ เงินบาทยังเสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-Way risk (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง)

    เรายังคงมีความกังวลเดิม คือ ความผันผวนของเงินบาทอาจกลับมาสูงขึ้นได้ ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.10-32.35 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/960023&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23xLgLkxGQKeQMdV_YgMid

  • ZoomIn: เปิดนโยบาย Quick Big Win โจทย์ใหญ่รัฐบาล “อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ 4 เดือน : อินโฟเควสท์

    ZoomIn: เปิดนโยบาย Quick Big Win โจทย์ใหญ่รัฐบาล “อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ 4 เดือน : อินโฟเควสท์

    ในห้วงเวลา 4 เดือนของการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะมีขอจำกัดในด้านเวลา แต่มีการประกาศแก้ปัญหาเร่งด่วนอย่างปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน โดยมีการนำโครงการที่เป็นประโยชน์จากรัฐบาลก่อนหน้ามาใช้ หรือเพื่อคลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

    *เติมรายได้

    • รัฐบาลเตรียมเดินหน้า “โครงการคนละครึ่ง พลัส” เป็นนโยบายเรือธง เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในชีวิตประจำวัน เงื่อนไขเบื้องต้นของโครงการครั้งนี้ จะคล้าย ๆ ของเดิมที่เคยดำเนินการไปแล้ว แต่อาจมีปรับเงื่อนไขใหม่บางเรื่อง เพื่อให้มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น ให้สิทธิกับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เงื่อนไข 60:40 ส่วนประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี รวมถึงผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ 50:50 ส่วนเรื่องวงเงินการใช้จ่าย จะเป็น 150 บาท/วันหรือไม่นั้น ยังเป็นรายละเอียดที่ต้องหารือกันต่อไป เบื้องต้นคาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ราวสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนต.ค. 68
    • บริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการสร้างรายได้และความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ รวมถึงเกษตรกรและชุมชนในท้องถิ่น
    • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) และการเพิ่มทักษะ (Upskill) เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสร้างโอกาสให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น
    • ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าภาคครัวเรือนและกิจกรรมทางการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนและเพิ่มพลังงานสีเขียวตามความต้องการของทุกภาคส่วน

    *ลดรายจ่าย

    อาทิ ค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด แพคเกจลดค่าครองชีพในการเดินทางให้ประชาชน ครอบคลุมการเดินทางสำหรับคนกรุงเทพฯและปริมณฑล เช่น รถเมล์ปรับอากาศ รถเมล์ร้อน รวมไปถึงภาระการจ่ายค่าทางด่วน ขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 จะนำมาพิจารณาร่วมกัน

    *แก้ปัญหาหนี้สิน

    • ภาคประชาชน ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้รายบุคคลในระบบ รายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อลดปัญหาหนี้ที่ทำให้คนไทยติดกับดักหนี้
    • ผู้ประกอบการ SMES เพิ่มสภาพคล่อง รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ควบคู่กับการสร้างระบบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระหนี้โดยสม่ำเสมอ
    • ให้ความรู้ทางการเงิน นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ SMEs ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและภาคธุรกิจขนาดใหญ่

    *เพิ่มโอกาสการออม

    • พัฒนาผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออม โดยกันเงินจำนวนหนึ่งที่ผู้ซื้อสลากที่ไม่ถูกรางวัลให้มีเงินออมอันเกิดจากเงินที่กันไว้

    *ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    • สร้างความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
    • ปราบปรามการฉ้อโกงและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว
    • จัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง การจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี การดึงดูดชาวต่างชาติให้พำนักในประเทศไทยระยะยาวและเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวมากขึ้น

    * แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า

    • จัดตั้งทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าไทย เพื่อยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิม
    • ดำเนินการเชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา
    • ผลักดัน ให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
    • สกัดปัญหาการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า และป้องกันการทุ่มตลาด
    • จัดทำมาตรการในการส่งเสริมการใช้สินค้าอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศเป็นหลัก
    • กำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมของสินค้ากลุ่มเป้าหมาย
    • กำหนดมาตรการมิให้นำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5
    • ปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตให้สะดวก โปร่งใส และเป็นมิตรต่อผู้ประกอบการ
    • ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ
    • ส่งเสริมให้นักลงทุนจากต่างประเทศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทย และสร้างห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ จากผู้ประกอบการไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการในประเทศ

    แม้นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน จะเป็นเพียงการ “ปัดฝุ่น” คือ หยิบมาตรการเดิมมาบรรเทาสถานการณ์เฉพาะหน้า เพราะมีเวลาไม่มากพอ แต่ถือเป็นบทพิสูจน์ผลงานของทีมเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31eUoy6FFLR8ZuxY8TYOBA

  • 5 พอดแคสต์ด้านความยั่งยืน ที่ช่วยให้เข้าใจเศรษฐกิจหมุนเวียน-แฟชั่น-การจัดการขยะ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจปรับไลฟ์สไตล์เพื่อโลกที่ยั่งยืน | SDG Move

    5 พอดแคสต์ด้านความยั่งยืน ที่ช่วยให้เข้าใจเศรษฐกิจหมุนเวียน-แฟชั่น-การจัดการขยะ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจปรับไลฟ์สไตล์เพื่อโลกที่ยั่งยืน | SDG Move

    ท่ามกลางกระแสข่าวสารวุ่นวายทั่วโลก สุดสัปดาห์นี้ หากคุณชอบฟังพอดแคสต์และอยากสร้างไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน SDG Recommends ฉบับนี้ ได้คัดสรร 5 พอดแคสต์ด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อโลกที่จะช่วยเติมไอเดียและแรงบันดาลใจได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งพอดแคสต์นี้จะช่วยให้คุณได้เรียนรู้เรื่องความยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้งแนวคิดการเปลี่ยนแปลงระบบและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงแนวทางปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันให้ยั่งยืน ตั้งแต่ประเด็นอุตสาหกรรมแฟชั่นจนถึงผู้สร้างความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม ผ่านเนื้อหาที่หลากหลายที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่และจุดประกายแรงบันดาลใจให้คุณเริ่มใช้ชีวิตที่ใส่ใจโลกมากยิ่งขึ้น

    1. Sustainable Jungle

    พอดแคสต์นี้เกิดขึ้นจากบล็อก Sustainable Jungle แหล่งแบ่งปันเคล็ดลับ เทคนิค และไอเดียเพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ถูกเรียกว่าเป็น “รายการภารกิจ” ที่มุ่งเน้นการสนทนาที่น่าสนใจกับผู้คนที่ทำงานเพื่อปกป้องโลก รายการเน้นการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ผ่านบทสนทนาเชิงสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษเรื่องสัตว์ป่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และโลกธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสำรวจหัวข้อที่ไม่ธรรมดา เช่น โรงเรียนป่าของกัวเตมาลา และการนำอาหารที่ไม่สามารถรับประทานได้มาอัพไซเคิล ตัวอย่างเช่น Scanning Endangered Landscapes And Creating An Earth Archive 

    2. Hey Change

    พอดแคสต์นี้ได้เชิญแขกรับมาร่วมสนทนาเพื่อสำรวจมุมมองใหม่ ทั้งผู้ประกอบการเพื่อสังคม นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนักกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นความหมายของการเป็น ‘Climate Optimist’ หรือผู้มองโลกในแง่บวกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมแนวทางสร้างทัศนคติเชิงบวก ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในประเด็นที่ผู้คนมักมองเห็นแต่ความสิ้นหวังและวิตกกังวล พอดแคสต์นี้ช่วยให้ผู้ฟังยอมรับความเป็นจริงใหม่ และเปลี่ยนมุมมองจากความคิดเชิงลบหรือสิ้นหวังไปสู่แรงบันดาลใจ พร้อมกระตุ้นให้ผู้ฟังสนใจใคร่รู้อยากเห็นมุมมองและแนวคิดใหม่ ๆ

    3. Wardrobe Crisis

    พอดแคสต์นี้มาจากผู้เขียนหนังสือ Wardrobe Crisis: How We Went from Sunday Best to Fast Fashion ของ Clare Press ในแต่ละตอนมีแขกรับเชิญจากสายงานในอุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้งดีไซเนอร์ เจ้าของแบรนด์ นักวิจัย และนักกิจกรรม มาร่วมสนทนาและพาผู้ฟังสำรวจระบบแฟชั่นในปัจจุบัน รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบตัว นอกจากนี้ รายการยังนำเสนอแบรนด์แฟชั่นยั่งยืนที่โดดเด่นพร้อมเรื่องราวน่าสนใจของแบรนด์

    4. Practical(ly) Zero Waste

    พอดแคสต์จากแคนาดาที่เน้นนำเสนอเป้าหมายง่าย ๆ แต่ทรงพลังอย่างการใช้ชีวิตแบบลดขยะให้เป็นศูนย์ “Zero Waste” ให้สามารถปฏิบัติได้ง่ายและใช้ได้จริง รายการครอบคลุมตั้งแต่หัวข้ออาหารและการเกษตร จนถึงแฟชั่นและชีวิตประจำวันในบ้าน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและทำได้จริง นอกจากนี้ แต่ละตอนยังแนะนำหัวข้อที่เกี่ยวข้องให้ฟังต่อ ช่วยให้ผู้ฟังสามารถต่อยอดความรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

    5. Good Together

    พอดแคสต์จากแพลตฟอร์ม Brightly ที่นำเสนอการเสริมพลังให้ผู้บริโภคที่ใส่ใจ และทำให้การใช้ชีวิตอย่างมีจริยธรรมเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน รายการช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจประเด็นที่สำคัญแต่ซับซ้อนเกี่ยวกับความยั่งยืน เช่น เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) แฟชั่นยั่งยืน (slow fashion) และชี้ให้เห็นจุดร่วมของการเคลื่อนไหวทางสังคมกับสิ่งแวดล้อม (intersectional environmentalism) แต่ละตอนยังนำเสนอแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน ช่วยให้ผู้ฟังได้รับทั้งความรู้และแรงบันดาลใจไปพร้อมกัน

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    คัดสรรมาแล้วว่าดี 5 พอดแคสต์ ที่จะช่วยให้เข้าใจประเด็น ‘สิ่งแวดล้อม’ มากขึ้น
    – MediMusic แอปพลิเคชันจ่ายยาให้คนไข้เป็นเพลย์ลิสต์เพลง ช่วยลดความเครียดและความเจ็บปวดทางร่างกาย
    – 10 พอดแคสต์ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ มากยิ่งขึ้น
    – SDG Recommends | จากพลังงานสะอาดสู่ความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม ฟังนานาประเด็นสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนกับ GreenBiz 350
    – SDG Recommends | 10 เพลงที่ฟังแล้วเติมไฟให้มาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
    – SDG Recommends | ‘SDG Move TH’ ฟังบทความของ SDG Move ในรูปแบบพอดแคสต์ได้ทุกที่ทุกเวลา

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG2 ขจัดความหิวโหย
    – (2.4) ทำให้เกิดความมั่นใจในระบบการผลิตอาหารและการปฏิบัติด้านการเกษตรที่ยืดหยุ่น เพื่อเพิ่มผลิตภาพผลผลิตและผลผลิตที่จะช่วยรักษาระบบนิเวศน์ที่จะเพิ่มความเข้มแข็งในศักยภาพในการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ภูมิอากาศที่เลวร้าย, ความแห้งแล้ง, น้ำท่วม และความเสียหาย และเพื่อปรับปรุงคุณภาพดินและที่ดินอย่างก้าวกระโดด ภายในปี 2573
    #SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    – (8.4) ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของโลกในการบริโภคและการผลิตอย่างต่อเนื่อง และพยายามที่จะไม่เชื่อมโยงระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามกรอบการดำเนินงานระยะ 10 ปี ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนโดยมีประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้นำในการดำเนินการไปจนถึงปี 2573
    #SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
    – (11.6) ลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมต่อหัวประชากรในเขตเมือง รวมถึงการให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการจัดการคุณภาพอากาศ การจัดการของเสียของเทศบาล และการจัดการของเสียอื่น ๆ ภายในปี 2573
    #SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
    – (12.3) ลดของเสียอาหาร (food waste) ของโลกลงครึ่งหนึ่งในระดับค้าปลีกและผู้บริโภค และลดการสูญเสียอาหาร (food loss) ตลอดการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ภายในปี พ.ศ. 2573
    – (12.4) บรรลุการจัดการสารเคมีและของเสียทุกชนิดตลอดวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตกลงกันแล้ว และลดการปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกสู่อากาศ น้ำ และดินอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจะลดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดภายในปี 256
    – (12.5) ภายในปี 2573 จะต้องลดการเกิดของเสียโดยให้มีการป้องกัน การลดการแปรรูป เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และการนำกลับมาใช้ซ้ำ
    – (12.6) สนับสนุนให้บริษัท โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ รับแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนไปใช้ และบูรณาการข้อมูลด้านความยั่งยืนไว้ในรอบการรายงานของบริษัทเหล่านั้น
    – (12.8) สร้างหลักประกันว่าประชาชนในทุกแห่งมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องและมีความตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนและวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ภายในปี พ.ศ. 2573
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศ
    – (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
    – (13.3) พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตือนภัยล่วงหน้า

    แหล่งที่มา: 10 sustainable podcasts that will inspire you to change the world (Imagine5)

    • Praewpan Sirilurt

      Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    จำนวนครั้งที่เข้าชม: 61

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2025/09/26/5-sustainability-podcasts-circular-economy-fashion-waste/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Cl5tS1RZJJh0f1BxQIJDy

  • ปัญหาเศรษฐกิจไทย โครงสร้างบิดเบี้ยว คนรวย-คนจนรายได้เหลื่อมล้ำ | เดลินิวส์

    ปัญหาเศรษฐกิจไทย โครงสร้างบิดเบี้ยว คนรวย-คนจนรายได้เหลื่อมล้ำ | เดลินิวส์

    นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานการประชุมประจำปี 68 ของสศช. ว่า เศรษฐกิจไทยประสบปัญหาเติบโตต่ำ 5% มานาน ทำให้ไม่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง จนอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยไอเอ็มดี ไทยหล่นจากอันดับ 25 ลดลง 5 อันดับจากปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่อันดับ 30 โดยไทยเจอข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ลดทอนความเชื่อมั่นเอกชนและประชาชน ยอมรับไทยไม่พัฒนาได้ไกล ถ้ามีโครงสร้างบิดเบี้ยว

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวในหัวข้อ ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย ว่า ที่ผ่านมาความก้าวหน้าของการพัฒนาหยุดชะงักมานาน เพราะทำแต่เรื่องเดิมๆ ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจริงๆ โดยตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 เป็นต้นมา อัตราการเติบโตเศรษฐกิจโตต่ำ 5% มาโดยตลอด ไม่เพียงพอที่จะขยับเป็นประเทศรายได้สูง

    ขณะที่ไอเอ็มดีปรับลดอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันหล่นมาอยู่อันดับ 30 ในปี 68 มาจากสองเรื่อง คือ โครงสร้างพื้นฐาน กับประสิทธิภาพภาครัฐ โดยเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ไม่เคยอยู่เหนือระดับ 40 และประสิทธิภาพภาครัฐไม่เคยอยู่เหนือระดับ 30 ส่วนใหญ่มาจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา และเทคโนโลยีที่มีปัญหาที่อยู่อันดับมากกว่า 50 ทำให้ดึงอันดับภาพรวมลงมา

    สำหรับทางด้านฝั่งรายได้ของคนที่มีฐานะดี ร่ำรวย มีสัดส่วน 10% เทียบกลุ่มเปราะบาง รายได้แตกต่างกันมากถึง 10 เท่า ในปี 66 เกิดปัญหาการกระจายรายได้ และความเหลื่อมล้ำมากขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทุกหน่วยงานพยายามแก้ไข และไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว ซึ่งเกิดมานานแล้ว จากทั้งภายในและภายนอก มองว่าเป็นเรื่องการบริหารเชิงสถาบัน ทำให้เป็นปัญหาการพัฒนาถดถอยลง

    “ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยเชิงสถาบันที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ คือเรื่องกฎหมายและระเบียบ, การทุจริต และคอร์รัปชัน, หลักนิติธรรม, ความเป็นประชาธิปไตย และการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งโครงสร้างที่ไม่เข้มแข็งจะทำให้ไทยยิ่งขาดศักยภาพในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด จากโลกร้อนสู่โลกเดือด และความก้าวหน้าเทคโนโลยีและเอไอ”

    อย่างไรก็ตามมองว่าปัญหาเชิงโครงสร้างต้องรีบทำ ต้องกล้าทำ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ยอมรับว่า สศช.ยังไม่มีคำตอบ แต่ต้องมี  ต้องการเปลี่ยนมีความมุ่งมั่นแนวแน่, ต้องลงมือร่วมกันทุกภาคส่วน, ออกแบบนวัตกรรมเชิงสถาบันและกติกาใหม่, ทำทันที ไม่รีรอ

    นายดนุชา กล่าวว่า จากแผนพัฒนาฯ ฉบับ 13 ผ่านมา 2 ปีครึ่ง ทางภาครัฐได้ขับเคลื่อนงบประมาณปี 66 จนปี 68 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี ดำเนินผ่าน 9,132 โครงการ ขับเคลื่อนผ่านระดับ 3 จำนวน 1,230 แผน ผลที่ออกมา รายได้ประชาชาติต่อหัว 7,497 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป้าหมายสิ้นปี 70 ให้ได้อยู่ที่ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี, ดัชนีความก้าวหน้าของคน ปี 67 อยู่ที่ ระดับปานกลาง 0.6354 จากเป้าหมาย 0.7209 ในปี 70 เป็นความท้าทายอย่างมากที่จะเดินหน้าให้ได้ตามเป้า

    ส่วนเรื่องการมุ่งสู่สังคมที่เป็นธรรม ดูจากรายจ่ายประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ให้ต่ำกว่า 5 เท่า ปี 70 แต่ในปี 67 อยู่ที่ 5.22 เท่า, การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัญหาคือข้อมูลล่าช้า ปี 67 ปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้น 1% เทียบปีก่อนหน้า เป้าหมายลดลงไม่น้อยกว่า 20% ในปี 70 และเรื่องความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลง ปี 67 อยู่ที่ 89.69% โดยปี 70 ต้องไม่ต่ำกว่า 90%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5149188/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JC2RsrELKndP3gsya1cUp

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 26 กันยายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 26 กันยายน 2568 – InterGold

    วันที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 10.53 น.

    กลยุทธ์  : เข้าซื้อ เมื่อราคาย่อ
    แนวรับ  :  $3,735  หรือ  56,950 บาท
    แนวต้าน  : $3,800  หรือ  57,700 บาท

    ข่าว :  

    .

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง : ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาดการณ์ ทั้งตัวเลข GDP, ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และตัวเลขการจ้างงาน ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

    ราคาทองคำไทยปรับตัว : ณ วันที่ 26 กันยายน 2568 ราคาทองคำในประเทศมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยสมาคมค้าทองคำประกาศราคาครั้งที่ 1 ทองคำแท่งขายออกอยู่ที่บาทละ 57,050 บาท และรับซื้อ 56,950 บาท

    นโยบายการค้าสหรัฐฯ : ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงดำเนินนโยบายสงครามการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าในกลุ่มเวชภัณฑ์และยา ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนในตลาดและอาจเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในระยะยาว

    ค่าเงินบาทผันผวน : เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ประมาณ 32.12 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจัยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีเกินคาด และการที่ Fitch Ratings ปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือของไทย

    ตลาดหุ้นปรับตัวลง: แม้ข้อมูลเศรษฐกิจจะแข็งแกร่ง แต่ตลาดหุ้นกลับปรับตัวลดลง อาจเกิดจากการเก็งกำไรและความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับสงครามการค้า

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ปัจจัยกดดันระยะสั้น : การแข็งค่าของเงินดอลลาร์จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในตลาดโลกให้ปรับตัวลดลงเล็กน้อย

    ปัจจัยหนุนระยะยาว : ภาพรวมในระยะยาวยังคงดูดี โดยมีปัจจัยหนุนจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้า และแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม ซึ่งจะทำให้ทองคำน่าสนใจมากขึ้น

    ภาพทางเทคนิค : ในทางเทคนิค ราคาทองคำยังคงทรงตัวได้ดี สามารถรีบาวด์กลับขึ้นมาได้หลังจากย่อตัวลง โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ประมาณ 3,730 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำไทยยังเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 57,000 บาท

    ผลกระทบจากค่าเงินบาท : การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาอาจทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นได้ไม่เต็มที่เมื่อเทียบกับราคาทองคำในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าล่าสุดของเงินบาทอาจช่วยหนุนราคาทองไทยได้

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนระยะสั้น : แนะนำให้ใช้กลยุทธ์การเทรดในกรอบราคา โดยมองหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว เนื่องจากราคามีความผันผวนรายวันในกรอบประมาณ 470-500 บาท อาจตั้งโซนเข้าซื้อสุดท้ายไว้ต่ำกว่าราคาสูงสุดของวันประมาณ 500 บาท เช่น หากราคาสูงสุดอยู่ที่ 57,000 บาท จุดเข้าซื้อที่น่าสนใจอาจอยู่ที่ 56,500 บาท

    กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนระยะยาว : ยังไม่มีความจำเป็นต้องกังวลต่อความผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง สามารถถือครองต่อไปได้ และอาจพิจารณาขายทำกำไรเมื่อมีสัญญาณชัดเจน เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด หรือสถานการณ์สงครามการค้าคลี่คลาย

    การบริหารความเสี่ยง: ควรให้ความสำคัญกับแนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลกเป็นหลัก และใช้ปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทเป็นตัวแปรเสริมในการตัดสินใจ สำหรับผู้ลงทุนในทองคำไทย ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเป็นโอกาสในการทยอยเข้าซื้อสะสม (DCA) เนื่องจากทำให้ได้ราคาทองที่ถูกลง

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-26-sep-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x9ZiJQU7DoVEDQjZJPNvA

  • สรุปที่นี่ เอกนิติ รมว.คลัง ตอบแล้ว “คนละครึ่ง 2568” ใช้ได้วันไหน

    สรุปที่นี่ เอกนิติ รมว.คลัง ตอบแล้ว “คนละครึ่ง 2568” ใช้ได้วันไหน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเสนอโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคมนี้ โดยจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนและใช้สิทธิได้ทันทีหลัง ครม. เห็นชอบ สำหรับ “คนละครึ่งพลัส” มีแนวคิดหลัก 2 ด้าน คือ จะเน้นวินัยการคลังและการเข้าสู่ระบบภาษี

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

    ซึ่งสิทธิที่ได้รับจะพิเศษกว่าสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบการเสียภาษี และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย ที่จะมีการรีสกิลและอัพสกิลพ่อค้าแม่ค้า ให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำบัญชีและขายสินค้าออนไลน์ ขยายตลาดจากขายเฉพาะในพื้นที่ไปสู่ระดับอำเภอหรือทั้งประเทศ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลบัญชีให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

    ทั้งนี้ การกำหนดวงเงินงบประมาณและจำนวนผู้มีสิทธิ์ จะต้องรอนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เรียบร้อยก่อน

    เราจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว แต่ไม่ทำให้การขาดดุลเพิ่มขึ้น ใช้งบเดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มาตรการนี้ไม่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานระยะยาว ด้วยการยกระดับทักษะผู้ค้าให้บริหารจัดการธุรกิจได้ดีขึ้น และสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลัง จะมีการเสนอโครงการดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในสัปดาห์ที่ 2 ของการประชุม ซึ่งหลังจากที่ ครม. เห็นชอบโครงการดังกล่าวแล้ว จะเริ่มให้ลงทะเบียนทันที ทั้งร้านค้าและประชาชน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มโครงการได้เลยภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ และ มีระยะเวลาใช้จ่าย 2 เดือน คือต้องใช้จ่ายภายในเดือนพฤศจิกา ถึง เดือนธันวาคม 68 

    ส่วนรูปแบบโครงการจะเป็นการช่วยเหลือ แบบ 50/50 หรือไม่ นายลวรณ ระบุว่า รายละเอียดจะต้องรอให้นายเอกนิติ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงนโยบายเรียบร้อยก่อน แต่รายละเอียดคร่าวๆ ณ ขณะนี้คือ คนที่เสียภาษีจะได้วงเงินมากกว่าคนที่ไม่ได้เสียภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเสียภาษีมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UhkewIzrokEll56Gyoj-4