Category: วัฒนธรรม

  • ทม.แพร่ คว้ารางวัล “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีเด่น ด้านการศึกษา”

    ทม.แพร่ คว้ารางวัล “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีเด่น ด้านการศึกษา”

    เทศบาลเมืองแพร่คว้ารางวัล “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีเด่นด้านการศึกษา” ระดับประเทศ

    ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้จัดการแข่งขันมหกรรมงานจัดการศึกษาท้องถิ่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 ณ เทศบาลนครสกลนคร ระหว่างวันที่ 25 – 28 สิงหาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ และมอบรางวัลให้กับบุคลากรผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา

    เมื่อวันที่28 สิงหาคม 2568 เทศบาลเมืองแพร่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติถึง 4 รางวัล ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเทศบาล ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายนามผู้ได้รับรางวัลดังนี้

    นายเจตนิพิฐ หล้าประเสริฐ ปลัดเทศบาลเมืองแพร่ ได้รับโล่รางวัล “ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านการศึกษาดีเด่น”

    ดร.มุกดา เลขะวิพัฒน์ ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ ได้รับรางวัล “ศึกษานิเทศก์ดีเด่น”

    นางจินตนา ทุ่งเก้า ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลวัดเหมืองแดง ได้รับรางวัล “ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น”

    นางชลธิดา สังข์ศิริ ครูโรงเรียนเทศบาลวัดหัวข่วง ได้รับรางวัล “ครูดีเด่น”

    ​เทศบาลเมืองแพร่ขอแสดงความยินดี และขอบคุณทุกท่านที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาการศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดจนเป็นที่ประจักษ์ และสร้างชื่อเสียงให้กับเทศบาลเมืองแพร่ในระดับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3755064/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FeBtECu3YU19K6Qk_FxIU

  • ทต.ร้องกวาง มอบทุนการศึกษาเป็นกำลังใจให้แก่คณะครูและนักเรียน

    ทต.ร้องกวาง มอบทุนการศึกษาเป็นกำลังใจให้แก่คณะครูและนักเรียน

    ทต.ร้องกวาง มอบทุนการศึกษาเป็นกำลังใจให้แก่คณะครูและนักเรียน รร.อนุบาล ทต.ร้องกวาง ที่ได้รางวัลมา

    เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์ ซื่อทรงธรรม นายกเทศมนตรีตำบลร้องกวาง มอบทุนการศึกษาเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลร้องกวาง ที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง รองชนะเลิศอันดับ 2 โครงงานวิทยาศาสตร์ ป.4-6 ในการแข่งขันทักษะวิชาการ ระดับประเทศ ประจำปี 2568 ณ จังหวัดสกลนคร

    โดยนายพิพัฒน์ ซื่อทรงธรรม นายกเทศมนตรีตำบลร้องกวาง ได้มอบหมายให้ ผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูผู้ดูแล นำนักเรียนโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลร้องกวาง เข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางวิชาการ ระดับประเทศ ณ จังหวัดสกลนคร จำนวน 1 รายการ คือโครงงานวิทยาศาสตร์ ป.4-6 ผลปรากฏว่า โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลร้องกวางได้รับรางวัลเหรียญทอง รองชนะเลิศอันดับ 2 โครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับชั้น ป.4-6 ในการแข่งขันระดับประเทศ ซึ่งทางคณะผู้บริหารเทศบาลตำบลร้องกวาง มีนโยบายในด้านการส่งเสริมสนับสนุนด้านการศึกษาให้โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลร้องกวาง เพื่อยกระดับให้มีคุณภาพ และมีมาตรฐานการศึกษาเป็นที่ยอมรับของชุมชน และประชาชนทั่วไป

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3755545/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw394bkKmOPS2EzjpYB3et5_

  • เกาหลีใต้ผ่านกฎหมาย ‘ห้าม’ ใช้โทรศัพท์ในห้องเรียน มีผลบังคับใช้มีนาคมปีหน้า

    เกาหลีใต้ผ่านกฎหมาย ‘ห้าม’ ใช้โทรศัพท์ในห้องเรียน มีผลบังคับใช้มีนาคมปีหน้า

    เกาหลีใต้ได้ผ่านร่างกฎหมาย ‘ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ’ และ ‘สมาร์ทโฟน’ ที่โรงเรียนในเวลาเรียน ยกเว้นแต่จะใช้เพื่อการศึกษา และในกรณีฉุกเฉิน โดยต้องได้รับอนุมัติจากเจ้าหน้าที่โรงเรียน หรือครู นอกจากนี้ยังเว้นให้นักเรียนที่มีความพิการ หรือความต้องการพิเศษทางการศึกษาซึ่งจะสามารถใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือทางการศึกษาได้

    มาตรการนี้มีผลบังคับใช้กับโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษาหน้าในวันที่ 1 มีนาคม 2026 ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศล่าสุดที่จำกัดการใช้โทรศัพท์ในหมู่เด็กและวัยรุ่น 

    แม้ว่ากฎหมายจะห้ามใช้โทรศัพท์เฉพาะในช่วงเวลาเรียนเท่านั้น แต่กฎหมายนี้ยังให้อำนาจครูในการห้ามนักเรียนไม่ให้ใช้โทรศัพท์ในบริเวณโรงเรียนได้ นอกจากนี้ยังขอให้โรงเรียนให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับการใช้สมาร์ทโฟนอย่างถูกต้องด้วย 

    ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาฉบับแก้ไขผ่านด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 115 เสียง คัดค้าน 31 เสียง และงดออกเสียง 17 เสียง จากสมาชิกสภานิติบัญญัติ 163 คนที่เข้าร่วมประชุม 

    ขณะที่สมาชิกรัฐสภา ผู้ปกครอง และครู ต่างก็เห็นด้วยว่า “การใช้สมาร์ทโฟนส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และทำให้พวกเขาเสียเวลาเรียนไป” 

    “เด็กสมัยนี้ดูเหมือนจะวางสมาร์ทโฟนลงไม่ได้เลย…เมื่อพวกเขาไปโรงเรียน พวกเขาควรจะเรียนหนังสือ แล้วก็ควรสร้างมิตรภาพและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ แต่พวกเขากลับไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งเหล่านั้นได้ แม้แต่ตอนที่พวกเขากำลังคุยกับเพื่อน พวกเขาก็จะกลับไปเล่นโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้จะรบกวนการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน”

    — ชเว อึนยอง คุณแม่ของเด็กหญิงวัย 14 ปีในกรุงโซล บอก 

    อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้นที่ติดโทรศัพท์ แต่จากการสำรวจของรัฐบาลในปี 2024 พบว่าเกือบ 1 ใน 4 ของประชากร 511 ล้านคนของประเทศพึ่งพาโทรศัพท์มือถือมากเกินไป แถมตัวเลขนี้ก็เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า เป็น 43% ในกลุ่มเด็กอายุ 10-19 ปี และตัวเลขนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา 

    ทั้งนี้ โรงเรียนส่วนใหญ่ในเกาหลีใต้ได้ดำเนินการห้ามใช้สมาร์ทโฟนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไปแล้ว และไม่ใช่ประเทศแรกที่ดำเนินการดังกล่าว  

    บางประเทศ เช่น ฟินแลนด์และฝรั่งเศส ได้สั่งห้ามใช้โทรศัพท์ในระดับที่เล็กกว่า โดยบังคับใช้ข้อจำกัดนี้เฉพาะกับโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กเท่านั้น ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และจีน ได้จำกัดการใช้โทรศัพท์ในทุกโรงเรียน 

    Photo by : Shutterstock / R7 Photo 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/south-korea-bans-phones-in-school-classrooms-nationwide&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LKoqnc7FLY75ykHDLRiMw

  • เปิดงานวิจัย รถไฟฟ้าสายสีเขียว 20 บาท คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

    เปิดงานวิจัย รถไฟฟ้าสายสีเขียว 20 บาท คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

    สภาผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยผลศึกษารูปแบบและเงื่อนไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้ากรณี รถไฟฟ้าสายสีเขียว และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานใน 2572 – 2585 ใช้ 20 บาทตลอดสาย ไม่กระทบ แถมคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

    รถไฟฟ้าสายสีเขียวถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ และปริมณฑล สัญญาสัมปทานที่ทำกับบริษัท BTSC จะสิ้นสุดลงในปี 2572 คำถามใหญ่คือ หลังหมดสัญญาแล้ว “โมเดลใหม่” ควรเป็นแบบใด และที่สำคัญ ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายที่ถูกพูดถึงกันมาก ทำได้หรือไม่ ซึ่งผลการศึกษาจากศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุมชี้ว่าให้ผลลัพท์เชิงเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งกว่าคุ้ม ช่วยประหยัดเวลาเดินทาง 151 บาทต่อชั่วโมงต่อคน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 800 บาทต่อตัน

    รถไฟฟ้าสายสีเขียว 20 บาท เชิงเศรษฐศาสตร์คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

    ศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัญญาเบื้องต้น สรุปได้เป็น 4 แนวทาง คือ 1. ต่อสัญญาให้ผู้บริการรายเดิม 2. เปิดประมูลหาผู้บริการรายใหม่ 3. ให้กทม.บริหารเอง และ 4. โอนภารกิจการบริหารให้กระทรวงคมนาคม โดยตั้งสมมติฐานเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาท ทำได้หรือไม่ ผลปรากฏว่า ไม่ว่าจะใช้รูปแบบไหนในการบริหาร อัตราค่าบริการรถไฟฟ้า 20 บาทก็สามารถทำได้ และผู้ประกอบการยังคงมีกำไร ที่สำคัญ มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่า 40% ซึ่งคุ้มค่ากว่าต้นทุนทางการเงินหลายเท่า

    ผลการศึกษา พบว่า ความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับ เช่น ประหยัดเวลาในการเดินทาง คิดเป็นมูลค่า 151 บาทต่อชั่วโมงต่อคน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็น 800 บาทต่อตัน ลดการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เมื่อการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะของคนเมืองดีขึ้น ทำให้การจ้างงาน การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเติบโต ที่สำคัญ คือการสร้างความเท่าเทียมในสังคม คนรายได้น้อยมีโอกาสใช้รถไฟฟ้า ไม่ถูกกีดกันด้วยราคา

    “เราใช้สมมติฐานหากใช้ราคา 20 บาทตลอดสาย และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 30% ผู้ประกอบการจะต้องเพิ่มรถไฟฟ้าใหม่ 25 – 46 ขบวน ในช่วงที่มีการต่อสัญญา ปี 2572 – 2585 ต้นทุนการเดินทางต่อหัวยังอยู่แค่ 14 – 17 บาทต่อเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่า รถไฟฟ้า 20 บาท สามารถครอบคลุมต้นทุนได้ในระยะยาว ส่วนความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เป็นตัวเลขสูงจนผู้วิจัยยังตกใจ อย่างไรก็ตามจะมีการจัดทำรายงานฉบับเต็ม โดยสัมภาษณ์ผู้ให้บริการเพิ่มเติม เพื่อให้ข้อมูลวิจัยแน่นขึ้น” ทีมผู้วิจัยระบุ

    ห่วงโครงการไม่ยั่งยืน

    ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่ากทม. ให้ความเห็นว่า งานวิจัยที่ระบุว่าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ในกรณีสายสีเขียวให้ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ถึง 40% ถือว่าสูงผิดปกติ อาจเป็นเพราะประเมินต้นทุนต่ำเกินไป ขณะที่ผลตอบแทนทางการเงินยังขาดทุน ดังนั้นการดำเนินโครงการ 20 บาท แม้จะคุ้มค่าทางสังคม แต่อาจไม่ยั่งยืน หากรัฐต้องชดเชย เพราะสายสีเขียว มีปัญหาหนี้สินที่กทม.จะต้องชำระเป็นเงินกว่า 70,000 ล้านบาท หรือหากรัฐจะเลือกวิธีซื้อคืนมาบริหารเอง ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท

    “หนี้สินของกทม. และสัญญาที่ผูกพันถึงปี 2585 เป็นอุปสรรคใหญ่ ที่รัฐต้องตัดสินใจว่าจะเจรจาต่อสัญญา, เปิดประมูลใหม่ หรือโอนให้รฟม. เห็นด้วยหากจะทำให้อัตราค่าโดยสารลดลง แต่ 20 บาทเหมาะสมหรือไม่ และรัฐจะหาเงินที่ไหนมาชดเชย ต้องคิดต่อว่าจะทำให้โครงการนี้ยั่งยืนได้อย่างไร” ดร.สามารถกล่าว

    ขณะที่ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การศึกษาของกระทรวงคมนาคมก่อนหน้านี้คิดที่อัตรา 25 บาท ซึ่งกทม.สามารถดำเนินการได้ และยังมีรายได้จากการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์อีกกว่า 32,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกันทุกพรรคการเมือง ไม่เฉพาะเพื่อไทยที่เสนออัตราค่าโดยสาร 20 บาท พรรคก้าวไกล 15 บาท พรรคประชาธิปัตย์เสนอ 50 บาทตลอดวันเดินทางกี่เที่ยวก็ได้ พรรคภูมิใจไทยเสนอ 40 บาททั้งรถไฟฟ้า เรือ และรถเมล์ สะท้อนให้เห็นว่าทุกพรรคการเมืองมองแล้วโครงการนี้เป็นไปได้ หรืออาจจะใช้ภาษีรถยนต์ ซึ่งกทม.เก็บอยู่ปีละ 16,000 ล้านบาทมาใช้ในโครงการนี้ก็ได้เช่นกัน

    “ประเทศเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณ ปัญหาคือการบริหารจัดการ และจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ เช่น ค่าก่อสร้างทางด่วน เราไม่มีทางแก้รถติดได้ ถ้ายิ่งสร้างถนนรถก็ยิ่งติด ทำอย่างไรให้ทุกพรรคการเมืองสนับสนุน ซึ่งไม่ใช่แค่เพื่อไทย ที่ลดราคาลง ให้ทุกคนขึ้นได้ และขยายไปสู่ต่างจังหวัดในอนาคต ซึ่งหลายจังหวัดได้เริ่มทำแล้ว” สารีกล่าว

    ทำไม “20 บาท” ถึงสำคัญ

    สถานการณ์ในปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหาหนักจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ค่าครองชีพสูง สวนทางกับรายได้ที่ลดลง ค่าโดยสารรถไฟฟ้าถือเป็นภาระหนักของประชาชน ค่าโดยสารเต็มระยะทางอาจเกิน 100 บาทต่อเที่ยว ขณะที่ธนาคารโลกมีคำแนะนำว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนไม่ควรเกิน 10% ของค่าจ้าง

    ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำของไทยอยู่ที่ประมาณ 400 บาท ดังนั้นค่าเดินทางไม่ควรเกิน 40 แต่ทุกวันนี้ค่าเดินทางของคนกรุงเทพเกินไปมาก ไป-กลับอาจเกิน 200 บาทต่อวัน ถือเป็นภาระหนักมากของคนกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะสายสีเขียว ซึ่งเป็นเส้นทางหลักและกำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 แต่มีการต่อสัญญากับเอกชนไปอีก 13 ปี

    แม้จะยังมีข้อโต้แย้ง แต่ตัวเลขจากงานวิจัยในเบื้องต้น ได้ชี้ชัดว่า 20 บาท ยิ่งกว่าคุ้ม และไม่เพียงแค่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวกและราคายุติธรรม แต่ยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล ไม่ว่ารัฐจะเลือกโมเดลการบริหารแบบใดหลังหมดสัญญา สิ่งสำคัญที่สุดคือ การยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้ “20 บาทตลอดสาย” เป็นเครื่องมือพลิกโฉมระบบขนส่งไทยให้ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ประชาชนขอโอกาสใช้ รถไฟฟ้า 20 บาท ความหวังผู้มีรายได้น้อย

    รสนาเตือนชัชชาติระวังซ้ำรอยอดีตผู้ว่าฯ ขึ้นค่ารถไฟฟ้าสายสีเขียว 15 บาท 

    แนะ กทม. แก้ปมสายสีเขียว รื้อสัญญาล่วงหน้า เร่งทำสัญญาใหม่ ก่อนสายเกินแก้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/29082568_greenline-bts_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ss1DhT3lZr9iaxJ1OJzy3

  • สังคมไทยเรียนรู้“สันติภาพ”ช้าไป ถึงเวลาต้องอยู่ในแบบเรียน

    สังคมไทยเรียนรู้“สันติภาพ”ช้าไป ถึงเวลาต้องอยู่ในแบบเรียน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-198&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33ahqQ80KLzrc_3_nSUphW

  • โอซากะ ตำหนิ ออสตาเพนโก้ หลังว่า ทาวน์เซนต์ ไร้การศึกษา

    โอซากะ ตำหนิ ออสตาเพนโก้ หลังว่า ทาวน์เซนต์ ไร้การศึกษา

    โอซากะ ตำหนิ ออสตาเพนโก้ หลังว่า ทาวน์เซนต์ ไร้การศึกษา

    นาโอมิ โอซากะ นักเทนนิสลูกครึ่งญี่ปุ่น-เฮติ ออกมาตำหนิ เยเลน่า ออสตาเพนโก้ ที่ไปต่อว่า เทย์เลอร์ ทาวน์เซนต์ ว่าไร้การศึกษาและไม่มีมารยาท

    จากประเด็นดราม่าในศึกเทนนิส ยูเอส โอเพ่น ประเภทหญิงเดี่ยว รอบ 2 ในแมตช์ที่ เทย์เลอร์ ทาวน์เซนต์ นักเทนนิสเจ้าถิ่น เอาชนะ เยเลน่า ออสตาเพนโก้ จากลัตเวีย 2-0 เซต ซึ่งทั้งสองคนได้มีปากเสียงกันหลังจบการแข่งขัน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา(27 ส.ค. 68)

    ชนวนเหตุเกิดจากการที่ ออสตาเพนโก้ ไม่พอใจที่ ทาวน์เซนต์ ได้แต้มจากลูกพลิกเน็ต แต่กลับไม่ขอโทษตามมารยาท ซึ่งหลังจบการแข่งขันระหว่างที่ทั้งสองคนเดินมาจับมือกัน ออสตาเพนโก้ ได้พูดต่อว่า ก่อนที่ ทาวน์เซนต์ จะตอบกลับว่าให้ยอมรับความพ่ายแพ้ หลังจากนั้นเธอได้เดินไปฉลองกับแฟนๆเจ้าถิ่น ขณะที่ ทาวน์เซนต์ ได้รับเสียงโห่ระหว่างเดินออกจากสนาม

    เทย์เลอร์ ทาวน์เซนต์ ให้สัมภาษณ์หลังแมตช์ว่าเธอโดนต่อว่าว่าไร้การศึกษาและไม่มีมารยาท แถมคู่แข่งยังบอกว่าจะรอดูถ้าไปเล่นนอกอเมริกาแล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งเธอก็สวนกลับไปว่าพร้อมเสมอและมันคงน่าตื่นเต้นดี และบอกว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน เพียงแต่ถ้าใครมาหาเรื่องก็พร้อมปกป้องตัวเอง และยังบอกว่าเธอไม่ได้ตีความคำพูดไปในทางเหยียดผิว

    ส่วนทางด้าน เยเลน่า ออสตาเพนโก้ ได้โพสต์ในโซเชียลของตัวเองว่าเธอได้บอกกับคู่แข่งเรื่องที่ไม่ยอมขอโทษ แต่กลับได้ยินคำตอบกลับมาว่าไม่จำเป็น ซึ่งกีฬาเทนนิสมีทำเนียมที่นักกีฬาปฏิบัติตามกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเธอ แม้ว่าคู่แข่งจะเล่นในบ้านตัวเอง แต่มันไม่ได้หมายความว่าเธอจะทำอะไรก็ได้ 

    จากนั้นก็ตามมาด้วยโพสต์ยืนยันว่าชีวิตตนไม่เคยมีความคิดเหยียดผิวเลย และที่ผ่านมาก็ให้ความเคารพกับคนทุกเชื้อชาติ ซึ่งเธอไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังตกรอบประเภทคู่เมื่อวันพฤหัสบดี ด้วยเหตุผลที่อ้างกับผู้จัดว่ามีอาการป่วย

    ทางด้าน นาโอมิ โอซากะ นักเทนนิสลูกครึ่งญี่ปุ่น-เฮติ ออกมาพูดถึประเด็นนี้ว่า “ฉันคิดว่ามันเป็นจังหวะเวลาที่ไม่ดีเลย และเป็นคนที่แย่มากๆ ไม่รู้ว่าเขาทราบเรื่องประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประเด็นนี้ในอเมริกาหรือไม่ แต่เธอคงจะไม่มีวันพูดแบบนั้นอีกในชีวิต มันเป็นสิ่งที่แย่มากๆ”

    “นี่คือสิ่งที่แย่ที่สุดที่คุณจะพูดกับนักเทนนิสผิวดำในวงการกีฬาที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว ฉันรู้จักเทย์เลอร์ และรู้ว่าเธอต้องทำงานหนักแค่ไหน เพราะฉะนั้นเธอจึงห่างไกลกับคำว่าไร้การศึกษาหรืออะไรทำนองนั้น”

    ขณะที่ โคโค่ กอฟฟ์ มือวางอันดับ3 ชาวอเมริกัน เผยถึงประเด็นนี้ว่า “ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ เยเลน่า คงจะสะเทือนใจกับความพ่ายแพ้ มันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรพูดไม่ว่าจะรู้สึกอะไรอยู่ก็ตาม ยิ่งเมื่อพิจารณาจากเหตุผลที่เธอพูด ฉันรู้จักกับเทย์เลอร์ เป็นการส่วนตัว ซึ่งมันตรงกันข้ามกับสิ่งนั้น”

    ส่วนทางฝั่ง อารีนา ซาบาเลนกา นักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลก เผยว่าเธอได้พูดคุยกับ ออสตาเพนโก้ เพื่อช่วยให้ผ่านเรื่องราวนี้ไป “ฉันช่วยให้เธอเผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้อย่างเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น บางครั้งเธอก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แถมยังมีเรื่องที่ต้องดิ้นรนในชีวิต”

    “ฉันแค่ช่วยให้เธอตั้งหลกได้ และพูดคุยเปิดใจให้ปล่อยวาง หวังว่าสักวันเธอจะค้นพบตัวเองและรับมือกับมันได้ดีขึ้น ฉันมั่นใจว่าเมื่อเธอได้มองย้อนกลับไป เธอคงจะเสียใจกับพฤติกรรมของตัวเอง”

    gettyimages

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://truevisions.co.th/sports/25932/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QbtxwgOYD1zv6oGZHKOsb

  • พฤติกรรมและเทรนด์การช้อปปิ้งออนไลน์ของ Gen Z สหรัฐฯ

    พฤติกรรมและเทรนด์การช้อปปิ้งออนไลน์ของ Gen Z สหรัฐฯ

    ทำความรู้จักผู้บริโภคชาว Gen Z

         Gen Z คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 1997 – 2012 กำลังมีบทบาทสำคัญในโลกค้าปลีก เติบโตมาในฐานะ “คนดิจิทัลโดยกำเนิด” (digital natives) จึงคุ้นเคยกับเทคโนโลยี สื่อสังคมออนไลน์ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นอย่างดี แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เช่น ค่าครองชีพที่สูงและภาระหนี้การศึกษา แต่ก็ยังคงมีอำนาจการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

         Gen Z เป็นผู้บริโภคที่จริงจัง รอบคอบ และใส่ใจคุณค่าทางสังคม โดยคาดหวังให้แบรนด์มีความโปร่งใส ดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และความยั่งยืน

    พฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ของกลุ่ม Gen Z สหรัฐฯ

    • ความถี่ในการซื้อ: เกือบครึ่งของวัยรุ่นและ 59% ของผู้ใหญ่ Gen Z ในสหรัฐฯ ช้อปออนไลน์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หลายคนซื้อบ่อยถึง 2 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์

    • เหตุผลที่เลือกซื้อสินค้าออนไลน์: ความสะดวก ความรวดเร็ว ตัวเลือกการชำระเงินหลากหลาย รวมถึงบริการ Buy Now, Pay Later ขณะที่ความล่าช้าในการจัดส่งหรือค่าขนส่งสูง มักเป็นเหตุผลที่ทำให้เลิกซื้อ

    • ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ: Gen Z ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มักเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจ และรอโปรโมชันเพื่อให้ได้ดีลที่ดีที่สุด

      image.png

    หมวดสินค้าที่นิยมซื้อ

    • เสื้อผ้าและรองเท้า โดยเฉพาะสนีกเกอร์และแฟชั่น (ประมาณ 70%)

    • สินค้าความบันเทิง เช่น วิดีโอเกมและบริการสตรีมมิ่ง

    • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น หูฟังและสมาร์ทโฟน (38–46%)

    • ผลิตภัณฑ์ความงามและดูแลส่วนบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง

    หมวดสินค้าที่เติบโตใหม่ ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ สินค้าเพื่อความยั่งยืนและสินค้ามือสอง

    image.png

    ช่องทางและแพลตฟอร์มที่ Gen Z เลือกใช้

    • ร้านค้าออนไลน์รายใหญ่ เช่น Amazon, Walmart, Target

    • แบรนด์สินค้าแฟชั่นและความงาม เช่น H&M, Sephora

    • โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Instagram และ TikTok

    • มือถือคืออุปกรณ์หลักในการเลือกซื้อสินค้า มากกว่าคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต

    แรงจูงใจและคุณค่าที่มีอิทธิพล

    • ใส่ใจจริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม

    • เลือกแบรนด์ที่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว เช่น ความยั่งยืน ความหลากหลาย

    • ยอมจ่ายเพิ่มเพื่อสินค้าที่รักษ์โลก หากราคาเหมาะสม

    ความภักดีต่อแบรนด์

    Gen Z มี “ความภักดีแบบมีเงื่อนไข” คือพร้อมสนับสนุนแบรนด์ที่จริงใจ โปร่งใส และสอดคล้องกับค่านิยม แต่หากไม่ตอบโจทย์ ก็พร้อมเปลี่ยนไปหาแบรนด์อื่นทันที

    บทบาทของโซเชียลมีเดีย

    • เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาและซื้อสินค้า

    • Influencer และคอนเทนต์รีวิวมีอิทธิพลสูงต่อการตัดสินใจ

    • กลยุทธ์ Nostalgia Marketing เช่น เทรนด์ยุค 90s และ 2000s ช่วยสร้างการเชื่อมโยงทางอารมณ์

    สิ่งที่ Gen Z ต้องการจากแบรนด์

    • ความจริงใจและความโปร่งใส ทั้งด้านที่มาของสินค้าและการกำหนดราคา

    • ความยั่งยืนและการรับผิดชอบต่อสังคมที่พิสูจน์ได้

    • ประสบการณ์ Omnichannel ที่ผสานออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ

    • การปรับแต่งเฉพาะบุคคล เช่น AR ทดลองใช้ หรือโหวตออกแบบสินค้า

    • Social Commerce ที่สะดวก รวดเร็ว และเชื่อมโยงกับโซเชียลแพลตฟอร์ม

    สรุป

    Gen Z เป็นผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์อีคอมเมิร์ซ มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล มีความคาดหวังสูง และตัดสินใจซื้อสินค้าโดยยึดโยงกับคุณค่าทางสังคม แบรนด์ที่จะคว้าความภักดีจาก Gen Z ได้ต้องขายสินค้าด้วย ความจริงใจ นวัตกรรม และมีการเชื่อมโยงออนไลน์-ออฟไลน์อย่างสอดคล้องและต่อเนื่อง

    ข้อเสนอแนะจากสคต.นิวยอร์ก

         ผู้ประกอบการที่ต้องการเจาะตลาด Gen Z ในสหรัฐฯ ควรสื่อสารด้วยความจริงใจ โปร่งใส และเน้นคุณค่าด้านความยั่งยืน ใช้โซเชียลมีเดียและ Influencer เป็นช่องทางเข้าถึง พร้อมนำเสนอโปรโมชันหรือดีลที่คุ้มค่า การสร้างประสบการณ์ Omnichannel และการปรับสินค้าให้ตรงความต้องการเฉพาะบุคคล จะช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสคว้าความภักดีจากผู้บริโภคกลุ่มนี้

    ส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก

    ข้อมูลอ้างอิง Mintel

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vt0whzylu1wjfv6kimftuo5i&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03jc6hO4dJW5oQg-G_Vccy

  • จ.ราชบุรีจัดพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนพิการจังหวัดราชบุรีในมูลนิธิคุณพุ่ม ปี 2568

    จ.ราชบุรีจัดพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนพิการจังหวัดราชบุรีในมูลนิธิคุณพุ่ม ปี 2568

    จ.ราชบุรีจัดพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนพิการจังหวัดราชบุรีในมูลนิธิคุณพุ่ม ปี 2568


    29/08/2568 | 15 |

    จ.ราชบุรีจัดพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนพิการจังหวัดราชบุรีในมูลนิธิคุณพุ่ม ปี 2568

    วันที่ 29 สิงหาคม 2568 นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนพิการจังหวัดราชบุรีในมูลนิธิคุณพุ่ม โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นพื้นฐาน ซึ่งจัดขึ้นทุกปี ตามพระดำริทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ได้ทรงมีพระเมตตาประทานทุนให้เด็กพิการ ที่มีฐานะยากจนเพื่อส่งเสริมสนับสนุน การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนพิการ ทั่วประเทศ ในพิธีมีส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ปกครองเด็กเข้าร่วม ที่ ห้องประชุมเทศบาลตำบลหลักเมือง จ.ราชบุรี

    โดยปีการศึกษานี้มีเด็กพิการที่มีฐานะยากจนทั่วประเทศได้รับประทานทุน จำนวน 10,633 ทุน ในส่วนของจังหวัดราชบุรี ได้รับประทานทุน จำนวน 122 ทุน ทุนละ 5,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 610,000 บาท อันประกอบด้วยนักเรียนพิการจากหน่วยงาน ดังนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรี ,สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 และเขต 2, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดราชบุรี

    สำหรับทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม เป็นทุนการศึกษาที่ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงมีพระกรุณาธิคุณประทานให้แก่นักเรียนเด็กออทิสติกและเด็กพิการ เพื่อสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาสมรรถภาพให้ตรงตามความจำเป็นเฉพาะบุคคล ทุนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมเด็กพิการให้ได้รับการศึกษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยทุนการศึกษาจะมอบให้ผ่าน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ในแต่ละจังหวัด.

    /////////////////////////////////////////////////////////////////////////


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/419183&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KtySXUvhO-_4pr9M-B6nQ

  • ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามของอียิปต์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามของอียิปต์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามของอียิปต์

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามของอียิปต์

    วันที่นำเข้าข้อมูล 29 ส.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 ส.ค. 2568

    | 96 view

    เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับและพบหารือกับศาสตราจารย์ ดร. Nazir Mohammed Ayyad ผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามของอียิปต์ เนื่องในโอกาสเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของกระทรวงฯ

    ทั้งสองฝ่ายยินดีกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศที่มีมาตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี และได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการศึกษา ศาสนศึกษา และวัฒนธรรม รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ปาเลสไตน์

    ผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามย้ำความตั้งใจของฝ่ายอียิปต์ในการจัดตั้งศูนย์ภาษาอาหรับระดับภูมิภาคในประเทศไทย ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญและการเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศไทย ขณะที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ แสดงความขอบคุณที่อียิปต์ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสนับสนุนข้อเสนอการจัดตั้งศูนย์ภาษาอาหรับในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อนักศึกษาไทยและประชาชนทั่วไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/vfm-meets-grand-mufti-of-egypt-aug-25-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683b&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fbE3XjsSmiHwx0EZCHMm-