Category: วัฒนธรรม

  • เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย “แบนมือถือ” ในห้องเรียน แก้ปัญหา”เด็กติดจอ”

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย “แบนมือถือ” ในห้องเรียน แก้ปัญหา”เด็กติดจอ”

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย “แบนมือถือ” ในห้องเรียน แก้ปัญหา”เด็กติดจอ”

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย

    สภาเกาหลีใต้ลงมติผ่านร่างกฎหมายแบนการใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะในห้องเรียนทั่วประเทศ หวังแก้ปัญหาเด็กติดจอและเพิ่มสมาธิในการเรียนรู้ เริ่มมีผลปี 2026

    • เกาหลีใต้ผ่านกฎหมาย ห้ามใช้สมาร์ทโฟนระหว่างชั่วโมงเรียนทั่วประเทศ โดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม ปี 2026 เพื่อเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับโรงเรียน
    • เป้าหมายหลักคือเพื่อต่อสู้กับ “ภาวะเสพติดสมาร์ทโฟน” ในกลุ่มเยาวชน ซึ่งมีสถิติสูงถึง 43% และเพื่อส่งเสริมสมาธิในการเรียนรู้และพัฒนาการทางสังคมของนักเรียน
    • แม้จะผ่านการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น แต่ยังคงมี ข้อถกเถียงในประเด็นสิทธิของนักเรียน และการมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แทนที่จะจัดการกับความกดดันในระบบการศึกษา

    สภาเกาหลีใต้ลงมติผ่านร่างกฎหมายแบนการใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะในห้องเรียนทั่วประเทศ หวังแก้ปัญหาเด็กติดจอและเพิ่มสมาธิในการเรียนรู้ เริ่มมีผลปี 2026

    สภาเกาหลีใต้ได้ผ่านร่างกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ Smart Device ระหว่างชั่วโมงเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ภาคการศึกษาใหม่ในเดือนมีนาคม ปี 2026

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย

    กฎหมายฉบับนี้เป็นผลมาจากความพยายามร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์เสพติดสมาร์ทโฟนที่ทวีความรุนแรงขึ้น และมีงานวิจัยชี้ถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ

    สถิติจากรัฐบาลในปี 2024 พบว่า เกือบ 1 ใน 4 ของประชากรเกาหลีใต้กว่า “51 ล้านคน” มีภาวะพึ่งพาสมาร์ทโฟนมากเกินไป แต่ตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว เป็น “43%” ในกลุ่มเยาวชนอายุ 10-19 ปี

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย

    ผู้ปกครองและครูต่างแสดงความกังวลว่า ‘การใช้สมาร์ทโฟนส่งผลกระทบต่อผลการเรียนของนักเรียน ทำให้ขาดสมาธิ และแย่งชิงเวลาที่ควรใช้ในการทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น การสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งการถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์’

    โช จอง-ฮุน ส.ส. ผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า มี “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่สำคัญ” ซึ่งบ่งชี้ว่าการเสพติดสมาร์ทโฟนมี “ผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางสมองและการเติบโตทางอารมณ์ของนักเรียน”

    แม้กฎหมายจะห้ามใช้โทรศัพท์เฉพาะช่วงเวลาเรียน แต่ยังให้อำนาจครูในการจำกัดการใช้ในบริเวณโรงเรียนได้ พร้อมทั้งกำหนดให้โรงเรียนต้องจัดอบรมเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม กฎหมายมีข้อยกเว้นสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ หรือกรณีจำเป็นเพื่อการศึกษาและเหตุฉุกเฉิน

    ท่าทีต่อกฎหมายฉบับนี้ยังคงเสียงแตกในหมู่ครู โดยสมาพันธ์ครูแห่งเกาหลี (KFTA) ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษนิยม สนับสนุนกฎหมายโดยให้เหตุผลว่าช่วยสร้างรากฐานทางกฎหมายที่มั่นคง ในการควบคุมการใช้โทรศัพท์และลดปัญหาการกระทบกระทั่งกับนักเรียน

    ขณะที่สหภาพครูและคนทำงานด้านการศึกษาเกาหลี (KTU) ยังไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน โดยสมาชิกบางส่วนกังวลว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิของนักเรียน และมองว่ากฎหมายนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แทนที่จะจัดการกับต้นตอความเครียดที่แท้จริงของนักเรียน เช่น ระบบการแข่งขันเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่กดดันอย่างหนัก

    ที่มา : BBCREUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-tech/gadget/859516&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FohL-DujXLDGZpfTiS7B8

  • สอศ. เดินหน้าแกร่ง! จับมือ สมศ. ยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวะ

    สอศ. เดินหน้าแกร่ง! จับมือ สมศ. ยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวะ

    การศึกษา

    สอศ. เดินหน้าแกร่ง! จับมือ สมศ. ยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวะ

    วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.01 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สอศ. เดินหน้าแกร่ง! จับมือ สมศ. ยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวะ

    สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลการสนเทศด้านการอาชีวศึกษา ณ ห้องประชุมสันถวมิตร สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้มีระยะเวลา 4 ปี

    นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศด้านการอาชีวศึกษา”เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานและการประกันคุณภาพการอาชีวศึกษา การใช้ข้อมูลสารสนเทศร่วมกันอย่างเป็นระบบ ในกระบวนการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาอาชีวศึกษา และเพื่อบริหารจัดการข้อมูลด้านการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพ มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นปัจจุบัน ปลอดภัยง่ายต่อการใช้งาน เเละการขับเคลื่อนการประกันคุณภาพด้านการอาชีวศึกษา ซึ่งมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและผู้รับบริการถึงคุณภาพและมาตรฐานของการจัดการอาชีวศึกษาของสถานศึกษา โดยอาศัยกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคือการประกันคุณภาพภายในและการประกันคุณภาพนอก ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการจัดการอาชีวศึกษาของสถานศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ขึ้นกับผู้สำเร็จการศึกษา สังคม และประเทศชาติ

    ทั้งนี้ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ ดร.ราตรีสวัสดิ์ ธนานันต์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม ร่วมลงนามในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) โดยมี ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อํานวยการสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ร่วมลงนาม

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/444257&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pm0btp5vIUQyfmnEZ-4K9

  • พบศพแล้ว “เอเยนต์ค้ายา” โดนฆ่าฝังดิน หลังครอบครัวเข้าแจ้งความหายตัวปริศนา – ช่อง3

    พบศพแล้ว “เอเยนต์ค้ายา” โดนฆ่าฝังดิน หลังครอบครัวเข้าแจ้งความหายตัวปริศนา – ช่อง3

    จว.นครศรีธรรมราช และตำรวจสืบสวน สภ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช เร่งทำการสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีการหายตัวปริศนาของนายปฏิพล หรือ “ฟิล์ม หลักช้าง …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/crime/morning/446655&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KvE8S7cxekZOxda2iopz7

  • พบร่าง “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฝังดินเขาหน้าเหมน พุ่งปมขัดแย้งธุรกิจค้ายาเสพติด – บ้านเมือง

    พบร่าง “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฝังดินเขาหน้าเหมน พุ่งปมขัดแย้งธุรกิจค้ายาเสพติด – บ้านเมือง

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างกลาง พร้อมด้วยหน่วยพิสูจน์หลักฐาน บก.จ.นครศรีธรรมราช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้า…
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/crime/444133&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hOqPGYdp2yq3z7q49sdWU

  • หายตัวนานกว่าเดือน พบ “ฟิล์ม หลักช้าง” เป็นศพถูกฆ่าฝังดิน – ไทยรัฐออนไลน์

    หายตัวนานกว่าเดือน พบ “ฟิล์ม หลักช้าง” เป็นศพถูกฆ่าฝังดิน – ไทยรัฐออนไลน์

    กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ พร้อมขุดจุดต้องสงสัย จนพบร่าง “ฟิล์ม หลักช้าง” เป็นศพถูกฆ่าฝังดิน ที่นครศรีธรรมราช หลังหายตัวนานเดือนครึ่ง คาดหักธุรกิจผิดกฎหมาย.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2879334&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zQBcpKIHXlZ13AwkWFfL_

  • พบศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฆ่าฝังดินกลางหุบเขา – สำนักข่าวไทย อสมท

    พบศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฆ่าฝังดินกลางหุบเขา – สำนักข่าวไทย อสมท

    นครศรีธรรมราช 28 ส.ค. – พบศพถูกฆ่าฝังกลางหุบเขาช้างกลาง คาดเป็นศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” หนึ่งในขบวนการค้ายาถูกอุ้มฆ่าฝังดิน ล้างหนี้ยาบ้า 42000 เม็ด จากกรณ…
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/latest-news-1578081&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw130py0L1OzA-i_B9ayXDKz

  • ‘จาตุรนต์’ แนะอนุโลมให้เด็กกัมพูชา 13 ปีได้รับการศึกษา

    ‘จาตุรนต์’ แนะอนุโลมให้เด็กกัมพูชา 13 ปีได้รับการศึกษา

    ข่าวทั่วไป

    28 ส.ค. 2025 เวลา 21:18 น.

    “จาตุรนต์” ชี้ไทยต้องปฏบัติตามสากล รัฐทุกรัฐต้องจัดการศึกษาให้เด็กโดยไม่เลือกปฏิบัติ ต้องอนุโลมเด็กกัมพูชาได้รับการศึกษากรณีถูกจับเข้าเมืองผิดกฎหมาย

    เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุถึงกรณีเด็กนักเรียนอายุ 13 ปีถูกจับข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายและอาจถูกส่งกลับกัมพูชา ว่า กรณีเด็กนักเรียนอายุ 13 ปี ถูกจับในข้อหาเข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและอาจจะถูกผลักดันให้ออกจากประเทศไทยไปอยู่ในกัมพูชานั้น กรณีนี้เกิดขึ้นกับเด็กอายุ 13  ปีที่เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนของไทยมาตั้งแต่เด็ก จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ทั้งนี้ แนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศที่มีเกียรติภูมิในเวทีระหว่างประเทศ มีพันธะกรณีในการปฏิบัติตาม ปฏิญญาสากลและอนุสัญญาที่ไทยเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ที่มีแนวคิดเรื่องรัฐทุกรัฐต้องจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ (Education for All) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้การรับรองไว้ 

    อีกทั้งแนวคิดเดียวกันนี้ยังตรงตามอีกหลายอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก(CRC), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AHRD)

    นายจาตุรนต์ ระบุว่า ประเทศไทยมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ในสมัยที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันทำให้เกิดมติคณะรัฐมนตรี 2 ฉบับ ได้แก่ 18 ม.ค. 2548 และ 5ก.ค. 2548 เจตนารมณ์ก็คือต้องการคุ้มครองเด็กทุกคนในประเทศไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด เข้าเมืองถูกกฎหมายหรือไม่ มีเอกสารหรือไม่ ไม่รู้ว่าเป็นคนของประเทศไหน ไม่มีบัตรอะไรติดตัวเลยก็ตาม แต่เด็กทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองทั้งนั้น โดยเฉพาะคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาเพื่อยืนยันหลัก Education for All

    มติ ครม.นี้เป็นเรื่องต่อเนื่องจากมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ แสดงให้เห็นว่าทั้งหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานทางการศึกษาเข้าใจและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ดังนั้น กรณีพบเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเด็กไร้สัญชาติ ฝ่ายจัดการศึกษาจึงมีหน้าที่จัดการให้เด็กคนนั้นได้รับการศึกษา

    ส่วนเมื่อพบเด็กที่เรียนหนังสืออยู่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบางเรื่อง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องหาทางอนุโลมผ่อนผันให้สามารถเรียนหนังสือต่อไปได้ ไม่พึงพรากเด็กจากการศึกษาและไม่พึงส่งเด็กออกไปจากประเทศโดยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะไปอยู่ที่ไหนกับใครและจะได้รับการศึกษาหรือไม่ หลักการนี้ใช้กับเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะถือสัญชาติอะไรก็พึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน รวมทั้งเด็กไร้สัญชาติไร้เอกสารหลักฐานก็พึงได้รับการคุ้มครองเช่นนี้เหมือนกัน

    นายจาตุรนต์ ระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านที่ติดตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ซึ่งอนาคตยิ่งมีเพิ่มขึ้น ขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัย หากเขาเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีความรู้ คุยกับนายจ้างคนไทยรู้เรื่องก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเรื่องนี้มีตัวอย่างแนวคิดจากหลากหลายประเทศทั่วโลกที่เผชิญปัญหาเดียวกัน เช่น ประเทศใน EU ที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อพัฒนาทักษะของแรงงานและมนุษย์ธรรมต้องได้สัดส่วนกัน

    การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติไทยเรานั้น ต้องการความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและการสนับสนุนจากประชาคมโลก เราจึงจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้มีภาพลักษณ์ในทางลบ ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

    “หลักง่ายๆที่ทั่วโลกยึดถือกันคือโลกนี้เขายอมรับว่าต้องให้เด็กได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้น ไม่ต้องไประแวงว่าเราจะเสียหายอะไร การใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าต่อสังคมมากที่สุด”

    ‘จาตุรนต์’ แนะอนุโลมให้เด็กกัมพูชา 13 ปีได้รับการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1196358&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1djF3_2YzssoSXHXXnmDwc

  • ‘เท้ง’ แทงกั๊กเลิก MOU 43-44 ชงศึกษา 4 ข้อส่งต่อรัฐบาลหน้า มีความชอบธรรมสูงกว่า

    ‘เท้ง’ แทงกั๊กเลิก MOU 43-44 ชงศึกษา 4 ข้อส่งต่อรัฐบาลหน้า มีความชอบธรรมสูงกว่า

    “หัวหน้าพรรคประชาชน” มองไม่จำเป็นต้องรีบหาข้อสรุปยกเลิก MOU 43-44 แต่ควรศึกษาไว้เป็นแนวทาง 4 ข้อ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งและมีความชอบธรรมสูงกว่านี้ ชี้ต้นตอปัญหามาจากรัฐบาลปัจจุบัน-ผู้นำสองประเทศขัดแย้งกัน 

    28 สิงหาคม 2568 – เวลา 14.40 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกและทางทะเล (MOU 43 และ 44)

    นายณัฐพงษ์ อภิปรายว่า ถึงแม้สมาชิกทั้งหมดในสภาฯ ร่วมกันส่งข้อสรุปและส่งให้รัฐบาล ก๊เชื่อว่าปัญหาจะไม่จบ เพราะปัญหานี้มีต้นตอจากรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้นำประเทศ ความขัดแย้งของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ เกิดขึ้นเพราะผู้นำ

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องสำคัญอย่างยิ่งคือความชอบธรรมของรัฐบาล คือความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหา แม้ผลการศึกษาของสภาจะดีแค่ไหน แต่สุดท้ายประชาชนคนไทยไม่เชื่อถือ ต่างประเทศไม่ให้ความเคารพ ปัญหาจะได้แก้ไขหรือไม่

    “จึงเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาก่อน หาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ และส่งต่อไปยังรัฐบาลชุดหน้า ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีความชอบธรรมสูงกว่านี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

    นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เข้าใจดีว่าสมาชิกบางส่วนกังวลว่า MOU เป็นกลไกที่ขาดประสิทธิภาพ แต่อย่าลืมว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้ ที่เราทำมากว่า 20 ปี ช่วยให้เราเดินหน้าปักปันเขตแดนไปแล้ว 74 หลักเขตด้วยกัน ดังนั้น สมาชิกทุกคนไม่มีความจำเป็นต้องรีบเร่งส่งข้อสรุปให้รัฐบาลที่ไร้ความชอบธรรมดำเนินการแก้ไขปัญหาในตอนนี้

    สำหรับกรอบในการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ ประกอบด้วย 1. ศึกษาผลกระทบกฎหมายระหว่างประเทศ และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเวทีระหว่างประเทศ

    2. ศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกระบวนการทวิภาคีในการเจรจาปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา

    3. ถ้าศึกษาเรื่องการยกเลิก ก็อย่าลืมคิดเผื่อว่าจะมีกลไกใดมาแทนที่ ระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงฉบับใหม่

    และ 4. การบริหารจัดการความมั่นคงชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ ระหว่างมีสภาวะช่องว่างที่ขาดกลไกการเดินหน้าปักปันเขตแดนระหว่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/851808/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XKFkty5xkubSvn62vsjAG

  • หารือสภา ไฟส่องสว่างถนนสุวรรณศร 33 และถนนสาย 304 ดับสนิทยาวเกือบ 20 กม. หวั่นเกิดอันตราย บนถนนสายหลัก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    หารือสภา ไฟส่องสว่างถนนสุวรรณศร 33 และถนนสาย 304 ดับสนิทยาวเกือบ 20 กม. หวั่นเกิดอันตราย บนถนนสายหลัก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/108952&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ktO8cZcJ3wxff2p0lNLT_

  • เคาะ 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ดึงลงทุน 2.06 แสนล้านบาท

    เคาะ 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ดึงลงทุน 2.06 แสนล้านบาท


    บอร์ดอีอีซี ไฟเขียวขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอีก 5 แห่ง รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร กาแฟเขาช่อง ยานยนต์ ศูนย์การแพทย์ คลังแอลเอ็นจี พร้อมเดินหน้าศึกษาดึงปราจีนบุรีเข้า“อีอีซี”

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 4/2568 วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ว่า ที่ประชุมกพอ. มีมติเห็นชอบ การประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม จำนวน 5 แห่ง  ดังนี้

    1.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท

    ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย และการผลิตกาแฟส่งเสริมการประกอบอาชีพของชุมชน เกษตรกร ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน โดยคาดว่าเมื่อดำเนินโครงการฯ เต็มรูปแบบ จะมีความต้องการเมล็ดกาแฟสูงถึง 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างงานและรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟทั่วประเทศ และร่วมพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบอย่างยั่งยืน โดยให้สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น 

    2.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดย บริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่ บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร เป็นต้น คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน 

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมี่ยม คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ

    ทั้งนี้ ให้ สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น

     5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยแอลเอ็นจี ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า และยังสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพแอลเอ็นจี จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอเบอรี่ เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป  

    นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบการเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก เป็นต้น 

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร พัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    3. เห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3(ช่วงที่ 2) จากการดำเนินโครงการตามหลักการร่วมลงทุนตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ.2560 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) เป็น การดำเนินการตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และเพื่อให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด 350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง ต่อไป

    อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังได้รับทราบ เรื่องการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่อีอีซี

    ปัจจุบันสกพอ. ได้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม และศักยภาพของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในการขยายเป็นพื้นที่อีอีซี ให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งศักยภาพ โอกาส และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดบทบาทของจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซี และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568

    สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป สกพอ. จะนำผลการศึกษาฯ เสนอต่อ กพอ. เพื่อพิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบ ทั้งนี้ หากเห็นชอบให้มีการขยายพื้นที่ฯ ดังกล่าว สกพอ. จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เพิ่มเติม) เพื่อเสนอ กพอ. และ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/34739&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TKH3lJ91Rk0VGCV67fQMq