Category: วัฒนธรรม

  • ราษฎรฉะเชิงเทรา ปลื้ม 46 ปี “ศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อนฯ” แหล่งเรียนรู้จากพระราชดำริ สร้างความมั่นคง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    ราษฎรฉะเชิงเทรา ปลื้ม 46 ปี “ศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อนฯ” แหล่งเรียนรู้จากพระราชดำริ สร้างความมั่นคง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    46 ปี แห่งความสำเร็จ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกของประเทศ ยังคงเป็นที่พึ่งสำคัญของราษฎร ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การปรับปรุงดิน การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปผลผลิต เกษตรกรยืนยันน้อมนำไปปฏิบัติใช้จริง ช่วยให้ครอบครัว
    “มีกินมีใช้เพียงพอ” แม้ 2 เดือนไม่ไปตลาดก็ไม่ขัดสน

    ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จัดงานนิทรรศการ “ปฐมบทแห่งศูนย์ศึกษาฯ ต้นแบบการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 7- 12 สิงหาคม 2568 โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการ กปร. และหน่วยงานในพื้นที่ เข้าร่วมงาน

    นายอนุรักษ์ บัวคลี่คลาย ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การพัฒนาตามลักษณะภูมิประเทศและภูมิสังคมในลักษณะ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” เป็นพื้นที่ในการศึกษา ทดลอง และจัดทำแปลงสาธิตผลสำเร็จด้านการปรับปรุงดิน การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการประมง เพื่อให้เกษตรกรเข้ามาเรียนรู้และต่อยอดในพื้นที่ของตนอย่างจนประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม
    “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้น้อมนําแนวพระราชดําริ ด้านต่าง ๆ มาปรับใช้ไปพร้อมกับการศึกษาทดลองในพื้นที่ จนประสบผลสําเร็จ เช่น การปรับปรุงสภาพดินที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ให้เพาะปลูกได้ จนปัจจุบันสามารถปลูกข้าว ที่ให้ผลผลิตเพียงพอสำหรับการบริโภคในครัวเรือนและจำหน่าย ข้าวที่ปลูกจะเป็นข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค” นายอนุรักษ์ บัวคลี่คลาย กล่าว

    นางสมรัตน์ อินทศรี เกษตรกรต้นแบบ ที่ได้รับการขยายผลจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เผยว่า ได้นำแนวทางจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มาปฏิบัติใช้ ทั้งการปรับปรุงดิน การปลูกข้าวปลอดสารเคมี พันธุ์หอมมะลิ 105 การปลูกพืชผักรอบบ้านควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ การเพาะเลี้ยงปลาและหอยเชอรี่สีทองในบ่อซีเมนต์ ผลผลิตที่ได้สามารถบริโภคเองและแปรรูปสร้างรายได้เสริม
    “สองเดือนอยู่บ้านไม่ต้องไปตลาดก็อยู่ได้สบาย ข้าว พืชผักที่ปลูก และสัตว์เลี้ยงทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ จะนำมาหมุนเวียนบริโภคภายในครัวเรือน เหลือกินก็นำมาแปรรูป เช่น ปลาดุกร้า ปลาแดดเดียว ไข่ไก่มีให้เก็บกินทุกวัน ส่วนไข่เป็ดนำมาแปรรูปเป็นไข่เค็มสร้างรายได้อีกทาง โดยได้เรียนรู้การประกอบอาชีพเหล่านี้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ช่วงที่ทางศูนย์เปิดอบรมเพิ่มเติมก็เข้าไปอบรมแล้วนำมาพัฒนาต่อยอดทำให้มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น มีรายได้ให้ครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง” นางสมรัตน์ อินทศรี กล่าว

    เช่นเดียวกับ นางกิ่งกาญจน์ นามูล เจ้าของสวนยัยแมว อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เล่าว่า เดิมครอบครัวมีอาชีพทางการเกษตรที่อาศัยธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตไม่สมบูรณ์ รสชาติไม่ดี หลังจากได้เรียนรู้เรื่องการปรับปรุงดินจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ฯ ทำให้ผลผลิตทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด มะนาว และกะท้อน มีคุณภาพและรสชาติอร่อยเป็นที่ต้องการของตลาด สร้างความมั่นคงทางรายได้ของครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

    “นับเป็นพระมาหมากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์มีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ขึ้น ทำให้ราษฎรมีที่พึ่งในการเรียนรู้ด้านการทำกิน ตั้งแต่การเพาะปลูก การพัฒนาคุณภาพและแปรรูปผลผลิต ตลอดจนการสนับสนุนการตลาดให้กแก่เกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันมีกินมีใช้ไม่ขัดสน”นางกิ่งกาญจน์ นามูล กล่าว

    ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 46 ปี และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ยังได้จัดแสดงองค์ความรู้ที่ประสบผลสำเร็จแล้ว เช่น การเพาะเลี้ยงปลานิล การเลี้ยงชันโรง การทำปุ๋ยหมักเติมอากาศ การเพาะพันธุ์ไม้ และการผลิตผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝก รวมถึงสนับสนุนด้านการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่รอบศูนย์ฯ

    ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จึงไม่เพียงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนที่ทำให้ประชาชนมีความมั่นคงทางอาหาร รายได้ และคุณภาพชีวิต ตอกย้ำถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานแนวทางการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นภารกิจที่สืบสานต่อด้วยพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรไทยอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/852394/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eFD4vaYOGkjJH1jpZpPB5

  • เดินหน้าสรรหาครูการศึกษาพิเศษ หวังเติมครูให้เด็กกลุ่มเปราะบาง | เดลินิวส์

    เดินหน้าสรรหาครูการศึกษาพิเศษ หวังเติมครูให้เด็กกลุ่มเปราะบาง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 30 ส.ค. นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานคร ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ กลุ่มวิชาการศึกษาพิเศษ ณ สนามสอบ อาคาร 2 มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เขตดุสิต

    รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า คาดว่าการสอบครู กทม.การศึกษาพิเศษในครั้งนี้ จะช่วยเติมครูการศึกษาพิเศษให้โรงเรียนในสังกัด กทม. เพื่อรองรับการเข้ารับการศึกษาของเด็กกลุ่มเปราะบางในสังกัด ซึ่ง กทม. ให้การสนับสนุนการเล่าเรียน ไม่มีค่าใช้จ่ายตามนโยบาย เรียนฟรี ชุดฟรี ไม่มีเก็บเพิ่ม เพื่อช่วยเหลือบรรเทาภาระผู้ปกครอง

    โดยโรงเรียนในสังกัด กทม. มีนักเรียนการศึกษาพิเศษไม่ต่ำกว่า 4,000 คนต่อปีการศึกษา และนักเรียนที่เป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) อยู่ระหว่างการรักษา รวมทั้งเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงรวมไม่ต่ำกว่า 1,000 คนต่อปีการศึกษา ซึ่งการเรียนรู้ของเด็กกลุ่มเปราะบาง จะมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กปกติ ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ พฤติกรรม และพัฒนาการทางสังคมของเด็กอย่างมีนัยสำคัญ

    ครูผู้สอนจึงมีบทบาทสำคัญในการสังเกต คัดกรองเบื้องต้น และให้การช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างเหมาะสม การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงแนวทางการจัดการเรียนรู้และพฤติกรรมในห้องเรียนจะช่วยให้ครูสามารถสนับสนุนพัฒนาการของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพและลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น

    กทม. โดยสำนักการศึกษา ดำเนินการเปิดรับสมัครคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานคร ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษครั้งที่ 1/2568 ระหว่างวันที่ 8-14 ก.ค. 68 จำนวน 1 กลุ่มวิชา ได้แก่ กลุ่มวิชาการศึกษาพิเศษ จำนวน 150 อัตรา ซึ่งดำเนินการสอบข้อเขียน ในวันที่ 30 ส.ค. 68 และสอบภาคความเหมาะสมกับวิชาชีพครู (สัมภาษณ์) ในวันที่ 31 ส.ค. 68 และประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกฯ ภายในวันที่ 18 ก.ย. 68 ซึ่งผู้ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามลำดับที่ในบัญชีฯ โดยไม่มีการขึ้นบัญชี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5067564/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NbCELI8GI-xOobjKj9PMo

  • ช่องโหว่กฎหมายที่ “ปล้นทอง” จากมือผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ช่องโหว่กฎหมายที่ “ปล้นทอง” จากมือผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ช่องโหว่กฎหมายที่

    เรื่องจริงของผู้บริโภค ที่ถูก “ปล้นทอง” ทั้งเส้น เพราะสัญญาที่เข้าใจว่า “จำนำ” กลับเป็น “ขายฝาก” สะท้อนปัญหาการสื่อสารไม่เป็นธรรม ร้านทองใช้ช่องกฎหมายเอาเปรียบ สภาผู้บริโภคชี้หน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งออกแบบสัญญามาตรฐานและคุมเข้มเพื่อปกป้องสิทธิประชาชน

    “ผมอยากใช้เงินด่วน เลยเอาทองไปจำนำ” เรื่องเล่าของ อาคม หมอพระ สะท้อนปัญหาที่ผู้บริโภคหลายคนอาจเผชิญโดยไม่รู้ตัว โดยผู้บริโภครายนี้ต้องการเงินสดไม่มากนัก เริ่มแรกนำทองน้ำหนัก 3 บาท ไปวางเพื่อกู้เพียง 6,000 บาท และส่งดอกไปได้ 1 ครั้ง (การส่งดอก คือ การที่ลูกค้าโรงรับจำนำ ได้นำเงินมาชำระค่าดอกเบี้ยของทรัพย์สินที่จำนำไว้ภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อยืดระยะเวลาการจำนำออกไป) ก่อนในครั้งที่ 2 จะนำทองทั้งเส้นไปจำนำอีกครั้ง เพื่อรับเงินออกมาเพียง 10,000 บาทเท่านั้น ด้วยความเร่งรีบและความไว้ใจ จึงไม่ได้สังเกตรายละเอียดในเอกสารที่ร้านทองให้มา

    จนกระทั่งปลายปีที่ผ่านมาเกิดปัญหาการเงิน ทำให้ไม่สามารถไปส่งดอกได้ทันครบกำหนด จนเลยเวลาไปกว่า 4 เดือน 32 วัน เมื่อไปถึงร้านจึงถูกบอกว่าทองหลุดและถูกส่งไปหลอมแล้ว แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าพร้อมนำเงินต้นและดอกเบี้ยมาจ่ายคืนทั้งหมด แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้บริโภครายนี้สูญสิทธิในทรัพย์สิน และเจ็บปวดที่สุดตรงที่เข้าใจผิดตั้งแต่ต้นเพราะการสื่อสารที่ไม่ตรงไปตรงมา

    หลังจากสูญเสียทองหรือถูก “ปล้นทอง” โดยไม่รู้ ผู้บริโภครายนี้เริ่มค้นหาความช่วยเหลือและพยายามตรวจสอบร้านทองดังกล่าว ติดต่อสมาคมค้าทองคำ และค้นหากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ท้ายที่สุดได้รับการช่วยเหลือจากศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพะเยา หน่วยงานประจำจังหวัดพะเยาของสภาผู้บริโภค ก่อนที่ส่งต่อมายังสำนักงานสภาผู้บริโภค ซึ่งได้จัดหาทนายเข้ามาดูแล ตรวจสอบทั้งตั๋วรับจำนำและบันทึกเสียง จนนำเข้าสู่กระบวนการฟ้องศาลแขวงสมุทรปราการ โดยทีมทนายความได้ยกประเด็นพฤติกรรมที่ไม่ตรงตามเจตนาและเข้าข่าย “กลฉ้อฉล” ของผู้ประกอบการขึ้นต่อสู้ สุดท้ายคดีจบลงในชั้นไกล่เกลี่ย ร้านทองยอมชดใช้เงินคืนให้ ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า หากผู้บริโภคกล้าออกมาเรียกร้องสิทธิและได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง ก็สามารถหาทางออกและได้รับความเป็นธรรมคืนมาได้

    จากประสบการณ์ตรงของผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย จึงฝากเตือนผู้บริโภคทุกคนว่า ก่อนทำสัญญาต้องตรวจสอบให้รอบคอบว่าเอกสารระบุว่าเป็นรับจำนำ หรือขายฝากชัดเจนหรือไม่ โดยมองหาป้ายหน้าร้าน อ่านรายละเอียดในสัญญา และอย่าเชื่อเพียงคำพูดพนักงาน เพราะหากเป็นขายฝาก กรรมสิทธิ์ทองจะไม่ใช่ของเราอีกต่อไป

    ทั้งนี้ ในเวทีเสวนาที่สภาผู้บริโภคร่วมกับหน่วยงานจังหวัดพะเยา มหาวิทยาลัยพะเยา และหน่วยงานรัฐหลายฝ่าย ได้สะท้อนตรงกันว่าปัญหานี้เกิดจากช่องโหว่กฎหมายที่ไม่ได้กำหนดรูปแบบสัญญาขายฝากทองคำอย่างชัดเจน ต่างจากการขายฝากที่ดินที่ต้องจดทะเบียนกับกรมที่ดิน จึงเปิดช่องให้ร้านทองบางแห่งใช้ข้อกฎหมายเอาเปรียบผู้บริโภค ข้อเสนอจากเวทีจึงชัดเจนว่า รัฐควรเร่งออกกฎควบคุมและกำหนดแบบสัญญามาตรฐาน นำแนวทางคุ้มครองของกรมที่ดินและกรมการปกครองมาปรับใช้ พร้อมทั้งดำเนินคดีกับร้านทองที่ใช้วิธีไม่เป็นธรรม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    จากเรื่องราวของผู้บริโภครายดังกล่าวจึงไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล แต่คือภาพสะท้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคจำนวนมาก และเป็นแรงผลักดันให้สังคมร่วมกันหาทางออก ปิดช่องโหว่กฎหมาย และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนทุกคนที่จำเป็นต้องนำทรัพย์สินมีค่ามาใช้เป็นหลักประกันยามเดือดร้อน

    อย่างไรก็ตาม จากการติดตามของศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพะเยา หน่วยงานประจำจังหวัดพะเยาของสภาผู้บริโภค รายงานว่า ในช่วงปี 2566 – 2568 มีผู้บริโภคร้องเรียนปัญหาเกี่ยวกับร้านทองที่มีการรับจำนำและขายฝากรวม 21 เรื่อง โดยปัญหาที่พบมากคือผู้บริโภคมีเจตนาต้องการทำ สัญญาจำนำทอง แต่ถูกร้านค้าเปลี่ยนเป็นสัญญาขายฝาก ซึ่งขัดต่อเจตนาที่แท้จริง ซึ่งร้านทองมักจะแจ้งกับผู้บริโภคว่าเป็นสัญญาจำนำ และกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนที่ใกล้เคียงกับสัญญาจำนำ ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด แต่ความเป็นจริงแล้วผู้บริโภคได้ทำสัญญาขายฝากไปแล้ว หากไม่สามารถไถ่ถอนได้ตามกำหนด จึงถูกร้านค้ายึดทองคำไปในที่สุด


    สัญญาจำนำ คือ สัญญาที่ให้กรรมสิทธิ์ทรัพย์อยู่กับผู้บริโภคที่จะนำทรัพย์สินไปจำนองและร้านหรือผู้รับจำนองมีสิทธิยึดทรัพย์เพื่อบังคับชำระหนี้หากผิดนัด แต่ สัญญาขายฝาก กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะโอนไปยังร้านหรือผู้ซื้อฝากทันที ทำให้ผู้บริโภคไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นอีกต่อไป และหากไม่ไถ่ถอนภายในเวลาที่กำหนด ทรัพย์สินจะตกเป็นของร้านหรือผู้ซื้อฝากทันทีโดยไม่ต้องผ่านการบังคับคดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/law-gap-gold-loss/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eoGFzPiTQT9gU0p6_eOjE

  • มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว มอบทุน 8.7 แสน สานต่อโอกาสทางการศึกษา

    มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว มอบทุน 8.7 แสน สานต่อโอกาสทางการศึกษา

    มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ เดินหน้าสนับสนุนการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้เจตนารมณ์ “การศึกษา คือรากฐานของความสำเร็จ” โดยล่าสุดได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ที่เรียนดี มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

    พิธีมอบทุนครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยนายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานมูลนิธิฯ เป็นผู้มอบทุนการศึกษา จำนวน 149 ทุน รวมเป็นเงิน 875,000 บาท เพื่อสนับสนุนเยาวชนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษา

    ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นประธานรับมอบ พร้อมด้วยผู้บริหารและข้าราชการตำรวจร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.พลฑิต ไชยรส รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชูสวัสดิ์ จันทร์โรจนกิจ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ภัทรภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผบก.อก.บช.น. และ นายกิตติพงษ์ เตรัตนชัย กต.ตร.กทม.

    การสนับสนุนครั้งนี้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาไปจนถึงอุดมศึกษา และไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครอบครัวข้าราชการตำรวจ แต่ยังมีส่วนในการสร้างขวัญและกำลังใจแก่บุคลากร โดยเงินทุนดังกล่าวได้ถูกสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการเพื่อดูแลครอบครัวตำรวจนครบาลในวงกว้าง

    นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ยังได้กล่าวถึงความตั้งใจของมูลนิธิว่า “การศึกษาไม่เพียงแต่เป็นรากฐานของความสำเร็จ แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับสังคมไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/advertorials/general-news/486251&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wWbVDFjz_tDqg9v9_LX0q

  • มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจในสังกัด บช.น. ที่เรียนดี

    มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจในสังกัด บช.น. ที่เรียนดี

    อสังหา

    มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจในสังกัด บช.น. ที่เรียนดี

    วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.07 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจในสังกัด บช.น. ที่เรียนดี

    คุณประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานมูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ ได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจในสังกัด บช.น. ที่เรียนดี มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 149 ทุน เป็นเงิน 875,000 บาท โดยได้รับเกียรติจาก พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เป็นประธานรับมอบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและข้าราชการตำรวจ อาทิ พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.พลฑิต ไชยรส รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น. พล.ต.ต.ชูสวัสดิ์ จันทร์โรจนกิจ รองผบช.น. พล.ต.ต.ภัทรภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผบก.อก.บช.น. และ คุณกิตติพงษ์ เตรัตนชัย กต.ตร.กทม. ร่วมในพิธี

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/property/444343&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o9W5Tk9AtymjBoPyrT0sa

  • รถโรลส์รอยซ์ “ทักษิณ” ออกจากบ้านจันทร์ส่องหล้า หลัง “แพทองธาร” ลูกสาวพ้นนายกฯ

    รถโรลส์รอยซ์ “ทักษิณ” ออกจากบ้านจันทร์ส่องหล้า หลัง “แพทองธาร” ลูกสาวพ้นนายกฯ

    รถยนต์โรลส์รอยซ์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ออกจากบ้านจันทร์ส่องหล้า หลัง “อิ๊งค์ แพทองธาร” ลูกสาวคนเล็ก ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นนายกรัฐมนตรี

    วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 กรกฎาคม 2568 และทำให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นไปทั้งคณะด้วยนั้น

    ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บิดาของ น.ส.แพทองธาร เมื่อเวลา 16.45 น. มีความเคลื่อนไหว พบว่ารถยนต์โรลส์รอยซ์ ทะเบียน ฐฐ 267 กรุงเทพมหานคร เคลื่อนออกจากประตูรั้วบ้านจันทร์ส่องหล้า ย่านจรัญสนิทวงศ์ โดยต่อมามีรายงานว่า นายทักษิณ เดินทางเข้าพรรคเพื่อไทย

    ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่าในเวลา 18.00 น. จะมีการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ที่โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2879601&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nw34BjQK0EmkBNiUx4LOy

  • สังคมสูงอายุกับการลดความเหลื่อมล้ำภายใต้ SDG 10 – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    สังคมสูงอายุกับการลดความเหลื่อมล้ำภายใต้ SDG 10 – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    สังคมสูงอายุกับการลดความเหลื่อมล้ำภายใต้ SDG 10

    โดย ผศ.ดร.ดารารัตน์ อานันทนะสุวงศ์
    ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่การเป็นสถาบันสรรสร้างทางปัญญาของสังคม สร้างผู้นำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา “Wisdom for Sustainable Development สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

    การเชื่อมโยงระหว่าง SDG 10 กับสังคมสูงอายุ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดารารัตน์ อานันทนะสุวงศ์ อธิบายว่า SDG 10 หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 10 ขององค์การสหประชาชาติ มีจุดประสงค์เพื่อ ลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมกัน ในมิติต่าง ๆ ของสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงบริการสาธารณะ

    เมื่อพิจารณาในบริบทของ สังคมสูงอายุ ซึ่งหมายถึงสังคมที่มีประชากรช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% (ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2567 โดยมีประชากรสูงอายุถึง 20% หรือประมาณ 14 ล้านคน) เราจะเห็นว่าความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุนั้น มีสาเหตุหลักจาก ความไม่เท่าเทียมที่เกิดจากอายุ (Ageism) ซึ่งมาในหลายรูปแบบ ได้แก่:

    • อคติในการจ้างงาน: การกำหนดให้ผู้สูงอายุต้องเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี ถือเป็นการเหยียดอายุที่จำกัดโอกาสในการทำงาน
    • สถานะทางสังคม: การมองว่าผู้สูงอายุเป็น “ผู้เฒ่า” ที่ไม่ควรทำงานหรือตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยตนเอง
    • สุขภาพที่เสื่อมถอย: สุขภาพที่แย่ลงตามวัย นำไปสู่ความไม่เท่าเทียมในการใช้ชีวิต
    • มายาคติทางสังคม: การมองว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นมายาคติที่ควรแก้ไข เพื่อให้ผู้สูงอายุยังคงมีศักดิ์ศรีและสามารถตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเองได้

    ความสำคัญของข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Data)

    การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัย ข้อมูลเชิงประจักษ์ ที่สามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายได้อย่างแม่นยำและตรงจุด ข้อมูลที่ดีควรเป็น ข้อมูลแบบระยะยาว (Longitudinal Panel Data) ที่ติดตามกลุ่มประชากรเดิมตลอดช่วงชีวิต เพื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในมิติที่หลากหลาย เช่น สุขภาพ การทำงาน รายได้ และความพึงพอใจ

    ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้ดำเนินการโครงการสำรวจและศึกษาสุขภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย หรือ โครงการ HEART มาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเดิมที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปใน 13 จังหวัด ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้นักวิจัยเข้าใจถึงวิถีชีวิตผู้สูงอายุในไทย แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

    ตัวอย่างประโยชน์จากการใช้ข้อมูลของโครงการ HEART ได้แก่:

    • การประมาณการอายุการทำงาน: จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าผู้สูงอายุไทยวัย 60 ปี สามารถทำงานต่อไปได้อีกประมาณ 5.4 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญที่สนับสนุนแนวคิดการขยายอายุเกษียณ
    • การศึกษาดัชนีเงินเฟ้อ: กำลังพัฒนาตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อโดยพิจารณาจากค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เพื่อให้ข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้น
    • การวิเคราะห์โครงสร้างครอบครัว: ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครอบครัวที่กำลังเข้าสู่รูปแบบผู้สูงอายุอยู่คนเดียวมากขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในการกำหนดนโยบายด้านครอบครัว

    ข้อมูลของโครงการ HEART ยังได้รับความสนใจจากนานาชาติ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูลเหล่านี้ในการสร้างความร่วมมือระดับสากลเพื่อการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

    ความท้าทายและการก้าวต่อไป

    แม้จะมีข้อมูลที่มีคุณค่า แต่การนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ยังคงเป็นความท้าทายหลัก รศ.ดร. ดารารัตน์ ชี้ว่าความท้าทายที่สำคัญ ได้แก่:

    • การสลายมายาคติ: ต้องทำความเข้าใจว่าการสูงอายุไม่ได้หมายถึงการไร้ค่า แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีศักดิ์ศรีและสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้
    • การใช้ประโยชน์จากข้อมูล: ข้อมูลที่รวบรวมมาด้วยความพยายามและงบประมาณจำนวนมากยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐ จึงต้องส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยกับหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น
    • ความยั่งยืนของโครงการ: การเก็บข้อมูลระยะยาวต้องอาศัยงบประมาณและความต่อเนื่อง ซึ่งในประเทศไทยยังคงเป็นข้อจำกัด

    การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของผู้สูงอายุในสังคมไทยอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยทั้งการ เปลี่ยนทัศนคติ ของคนในสังคม และการ ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงประจักษ์ ในการกำหนดนโยบายที่ตรงกับความต้องการของคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในปัจจุบันและอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/ageing-society-reducing-inequality-sdg10/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29Aerv-_qBFZDDzYVmByIn

  • ดราม่าเดือด.! ออสตาเพนโก้ ว่า ทาวน์เซนต์ ไร้การศึกษา ในศึกยูเอส โอเพ่น

    ดราม่าเดือด.! ออสตาเพนโก้ ว่า ทาวน์เซนต์ ไร้การศึกษา ในศึกยูเอส โอเพ่น

    ดราม่าเดือด.! ออสตาเพนโก้ ว่า ทาวน์เซนต์ ไร้การศึกษา ในศึกยูเอส โอเพ่น

    ดราม่าเดือด.! ออสตาเพนโก้ ว่า ทาวน์เซนต์ ไร้การศึกษา ในศึกยูเอส โอเพ่น

    TNN ช่อง16

    30 สิงหาคม 2568 ( 09:20 )

    เยเลน่า ออสตาเพนโก้  ไม่พอใจที่ เทย์เลอร์ ทาวน์เซนต์ ได้แต้มจากลูกพลิกเน็ต แต่กลับไม่ขอโทษตามมารยาททำให้มีปากเสียงกัน

    จากประเด็นดราม่าในศึกเทนนิส ยูเอส โอเพ่น ประเภทหญิงเดี่ยว รอบ 2 ในแมตช์ที่ เทย์เลอร์ ทาวน์เซนต์ นักเทนนิสเจ้าถิ่น เอาชนะ เยเลน่า ออสตาเพนโก้ จากลัตเวีย 2-0 เซต ซึ่งทั้งสองคนได้มีปากเสียงกันหลังจบการแข่งขัน 

    ชนวนเหตุเกิดจากการที่ ออสตาเพนโก้ ไม่พอใจที่ ทาวน์เซนต์ ได้แต้มจากลูกพลิกเน็ต แต่กลับไม่ขอโทษตามมารยาท ซึ่งหลังจบการแข่งขันระหว่างที่ทั้งสองคนเดินมาจับมือกัน ออสตาเพนโก้ ได้พูดต่อว่า ก่อนที่ ทาวน์เซนต์ จะตอบกลับว่าให้ยอมรับความพ่ายแพ้ หลังจากนั้นเธอได้เดินไปฉลองกับแฟนๆเจ้าถิ่น ขณะที่ ทาวน์เซนต์ ได้รับเสียงโห่ระหว่างเดินออกจากสนาม

    เทย์เลอร์ ทาวน์เซนต์ ให้สัมภาษณ์หลังแมตช์ว่าเธอโดนต่อว่าว่าไร้การศึกษาและไม่มีมารยาท แถมคู่แข่งยังบอกว่าจะรอดูถ้าไปเล่นนอกอเมริกาแล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งเธอก็สวนกลับไปว่าพร้อมเสมอและมันคงน่าตื่นเต้นดี และบอกว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน เพียงแต่ถ้าใครมาหาเรื่องก็พร้อมปกป้องตัวเอง และยังบอกว่าเธอไม่ได้ตีความคำพูดไปในทางเหยียดผิว

    ส่วนทางด้าน เยเลน่า ออสตาเพนโก้ ได้โพสต์ในโซเชียลของตัวเองว่าเธอได้บอกกับคู่แข่งเรื่องที่ไม่ยอมขอโทษ แต่กลับได้ยินคำตอบกลับมาว่าไม่จำเป็น ซึ่งกีฬาเทนนิสมีทำเนียมที่นักกีฬาปฏิบัติตามกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเธอ แม้ว่าคู่แข่งจะเล่นในบ้านตัวเอง แต่มันไม่ได้หมายความว่าเธอจะทำอะไรก็ได้ 

    จากนั้นก็ตามมาด้วยโพสต์ยืนยันว่าชีวิตตนไม่เคยมีความคิดเหยียดผิวเลย และที่ผ่านมาก็ให้ความเคารพกับคนทุกเชื้อชาติ ซึ่งเธอไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังตกรอบประเภทคู่เมื่อวันพฤหัสบดี ด้วยเหตุผลที่อ้างกับผู้จัดว่ามีอาการป่วย

    ทางด้าน นาโอมิ โอซากะ นักเทนนิสลูกครึ่งญี่ปุ่น-เฮติ ออกมาพูดถึประเด็นนี้ว่า “ฉันคิดว่ามันเป็นจังหวะเวลาที่ไม่ดีเลย และเป็นคนที่แย่มากๆ ไม่รู้ว่าเขาทราบเรื่องประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประเด็นนี้ในอเมริกาหรือไม่ แต่เธอคงจะไม่มีวันพูดแบบนั้นอีกในชีวิต มันเป็นสิ่งที่แย่มากๆ

    นี่คือสิ่งที่แย่ที่สุดที่คุณจะพูดกับนักเทนนิสผิวดำในวงการกีฬาที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว ฉันรู้จักเทย์เลอร์ และรู้ว่าเธอต้องทำงานหนักแค่ไหน เพราะฉะนั้นเธอจึงห่างไกลกับคำว่าไร้การศึกษาหรืออะไรทำนองนั้น”

    ขณะที่ โคโค่ กอฟฟ์ มือวางอันดับ3 ชาวอเมริกัน เผยถึงประเด็นนี้ว่า “ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ เยเลน่า คงจะสะเทือนใจกับความพ่ายแพ้ มันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรพูดไม่ว่าจะรู้สึกอะไรอยู่ก็ตาม ยิ่งเมื่อพิจารณาจากเหตุผลที่เธอพูด ฉันรู้จักกับเทย์เลอร์ เป็นการส่วนตัว ซึ่งมันตรงกันข้ามกับสิ่งนั้น”

    ส่วนทางฝั่ง อารีนา ซาบาเลนกา นักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลก เผยว่าเธอได้พูดคุยกับ ออสตาเพนโก้ เพื่อช่วยให้ผ่านเรื่องราวนี้ไป “ฉันช่วยให้เธอเผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้อย่างเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น บางครั้งเธอก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แถมยังมีเรื่องที่ต้องดิ้นรนในชีวิต

    ฉันแค่ช่วยให้เธอตั้งหลกได้ และพูดคุยเปิดใจให้ปล่อยวาง หวังว่าสักวันเธอจะค้นพบตัวเองและรับมือกับมันได้ดีขึ้น ฉันมั่นใจว่าเมื่อเธอได้มองย้อนกลับไป เธอคงจะเสียใจกับพฤติกรรมของตัวเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sport.trueid.net/detail/75zJbMOqA795&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dJhlB0XDUSFg_eEcqJP5-

  • ผู้ประกอบการค้าปลีกฝรั่งเศสคาดหวังว่า   การเปิดภาคเรียนเดือนกันยายนจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ

    ผู้ประกอบการค้าปลีกฝรั่งเศสคาดหวังว่า การเปิดภาคเรียนเดือนกันยายนจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ

    ช่วงสองสัปดาห์ก่อนการเปิดภาคศึกษาใหม่ในเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่มีความสำคัญต่อธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากยอดขายสินค้าในช่วงเวลานี้สามารถทำได้ใกล้เคียงกับช่วงเทศกาลปลายปีหรือมหกรรมลดราคา Black Friday (ช่วงเดือนพ.ย.) ผู้ประกอบการค้าปลีกจึงตั้งความหวังว่าการจับจ่ายเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอมจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม   

    ตลาดการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมในฝรั่งเศสช่วงครึ่งปีแรกปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากตัวเลขยอดขายรวมของห้างค้าปลีกก่อนที่ปิดเทอมภาคฤดูร้อนจะสิ้นสุดลง   โดยมีปัจจัยสภาพอากาศเป็นแรงหนุนสำคัญ

    • ผลการประเมินตัวเลขการบริโภคล่าสุด (ระหว่างวันที่ 16 มิ.ย. – 13 ก.ค.) ของบริษัทการตลาด Kantar พบว่า อัตราการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคของผู้บริโภคฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  โดยมีแรงหนุนจากปริมาณการซื้อสินค้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3  หลังจากที่การบริโภคซบเซามาเป็นระยะเวลาหนึ่ง  นาง Gaëlle Le Floch ผู้อำนวยการบริษัท Kantar กล่าวว่าตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งหนึ่ง

    • ห้างค้าปลีก Carrefour ระบุว่ายอดขายสินค้าไอศครีม เครื่องดื่ม น้ำอัดลม ผักผลไม้ และเครื่องสำอาง เพิ่มขึ้นระหว่างร้อยละ 5–20  ขณะที่คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมหลายประเทศในยุโรปรวมทั้งฝรั่งเศส ส่งผลให้ยอดขายพัดลมพุ่งสูงถึงร้อยละ 320

    • กลุ่มห้างค้าปลีก  Coopérative U (Hyper U, Super U, U Express)  เปิดเผยข้อมูลว่ายอดขายสินค้าอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์และเนยสูงขึ้น เนื่องมากจากความนิยมในการจัดปิกนิกหรือทำอาหารทานเล่นเพื่อการสังสรรค์ร่วมกันในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนเพิ่มขึ้น   ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในภาวะเศรษฐกิจตึงตัว  แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคกลับปรับลดการรับประทานอาหารนอกบ้าน ส่งผลให้ความถี่ในการเข้าร้านอาหารลดลงราวร้อยละ 15–20 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    ในส่วนของสินค้าอุปกรณ์การเรียนเตรียมรับเปิดเทอมนี้ ยอดขายกลับไม่เป็นไปตามคาดหวังของผู้ประกอบการ   นาย Dominique Schelcher ผู้อำนวยการ  Coopérative U ระบุว่าผู้บริโภคยังคงขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ  ส่งผลให้ยอดขายสินค้าอุปกรณ์การเรียนลดลงร้อยละ จากปีก่อนหน้าถึงแม้ว่าสินค้าหลายรายการมีการปรับราคาลดลงจากปีที่แล้วก็ตาม     สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก่อให้เกิดภาวะ “การลดการบริโภค”  ซึ่งได้สร้างผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกหลายประการโดยที่เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว  ได้แก่ การลดขนาดพื้นที่ห้างค้าปลีกบางส่วนหรือปิดบางสาขา ปริมาณพื้นที่เช่าร้านค้าที่เพิ่มขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น 

    สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ  บรรยากาศทางการเมืองในประเทศและการเตรียมประท้วงใหญ่ประจำปีในฝรั่งเศสซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 10 กันยายนที่จะถึงนี้   ล้วนส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคฝรั่งเศสลดลงและเลือกชะลอการใช้จ่าย    นาย Emmanuel Le Roch ตัวแทนผู้ประกอบการค้าปลีกสมาพันธ์ Procos1  กล่าวเสริมว่าสถานการณ์ชะลอการบริโภคส่งผลให้ระดับเงินออมเพิ่มสูงขึ้นส่งผลเสียต่อตลาดการบริโภค   เห็นได้จากยอดขายของสินค้าทุกประเภทรวมกันในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปีนี้ลดลงร้อยละ 0.5   มีเพียงสินค้าบางประเภทเท่านั้นที่ยังสามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นได้แก่ สินค้าที่ผู้บริโภคซื้อเพื่อมอบเป็นของขวัญ ของเล่นและเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย   ในขณะที่ร้านอาหาร สินค้าเกี่ยวกับกีฬา ของตกแต่งบ้านและน้ำหอมมียอดขายลดลง  

    นาย Christophe Noël  ตัวแทนผู้ประกอบการศูนย์การค้าของสมาคมการค้าปลีก FACT กล่าวว่า สถานการณ์ของศูนย์การค้าในปัจจุบันยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในลักษณะที่ทรงตัว โดยไม่มีความเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นเป็นพิเศษ  สามารถดำเนินอยู่ได้เนื่องมาจากกิจกรรมหลักที่ขับเคลื่อนด้วยสินค้าในหมวดหมู่ความงาม-สุขภาพ   ความบันเทิง  และบริการต่าง ๆ

    ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจฝรั่งเศสกลับเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีนที่รุกหนักในตลาดทวีปยุโรป หลังจากที่ตลาดทางฝั่งสหรัฐอเมริกาเริ่มปิดตัวมากขึ้น   โดยเฉพาะเว็บไซต์ Shein และ Temu ที่มียอดขายรวมในครึ่งแรกของปี 2025 คิดเป็นมูลค่า 2.6 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้นถึง 400 ล้านยูโรเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าตามรายงานของบริษัท Circana

    ความเห็นสคต.

    เดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและการเมืองฝรั่งเศสในอนาคตอันใกล้  นอกเหนือจากการเปิดภาคการศึกษาใหม่ที่มีผลต่อตัวเลขการบริโภคซึ่งฝรั่งเศสมีจำนวนนักเรียน นักศึกษาประมาณ 16 ล้านคนทั่วประเทศ    ในช่วงปลายเดือนนี้ของทุกปีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลจะต้องนำเสนอแผนงบประมาณสำหรับปีหน้าเพื่อขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร    โดยเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นาย François Bayrou  นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ได้แถลงแผนร่างนโยบายงบประมาณประจำปี 2026 ผ่านสื่อต่างๆ สรุปใจความสำคัญได้ว่า  รัฐบาลจะต้องทำการปรับลดงบประมาณรวมมูลค่า 43,800 ล้านยูโรซึ่งมากกว่าจากเดิมที่คาดการณ์ไว้จำนวน 40,000 ล้านยูโร  โดยใช้วิธีการลดงบประมาณในหลายส่วนและเพิ่มรายได้จากภาษีบางประเภท  ดังเช่น 

    • งดการขึ้นเงินช่วยเหลือด้านสวัสดิการสังคม เงินบำนาญ และอัตราภาษี ซึ่งคาดว่าจะประหยัดงบประมาณได้ราว พันล้านยูโร

    • ยกเลิกวันหยุดราชการ วันในเดือนพฤษภาคม เพื่อเพิ่มวันทำงานและเพิ่มประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ

    • ลดจำนวนข้าราชการลง 3,000 ตำแหน่งภายในปี 2026 โดยจะไม่มีการแต่งตั้งบุคคลใหม่แทน อาจนำไปสู่การยุบหน่วยงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ

    • เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบภาษี 

    • เพิ่มการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มผู้มีรายได้สูง  เป็นต้น 

    ขณะเดียวกัน งบประมาณด้านกลาโหมเป็นเพียงส่วนเดียวที่ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น จำนวน 3.5 พันล้านยูโร

    นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจในวงกว้าง โดยสมาพันธ์แรงงานได้ประกาศจัดการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในวันที่ 10 กันยายนนี้ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่างนโยบายของรัฐบาล  ซึ่งหากสถานการณ์บานปลายอาจส่งผลให้เกิดความตึงเครียดทางการเมือง และมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต   อย่างไรก็ตามทาง สคต. ณ กรุงปารีส จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

    ที่มาของข่าว

    Julia Lemarchand

    ข้อมูลจาก 

    https://www.lesechos.fr/industrie-services/conso-distribution/consommation-les-acteurs-du-commerce-jouent-gros-en-cette-rentree-2182761

    1. สมาพันธ์ Procos ประกอบด้วยสมาชิกผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าและงานบริการทุกประเภท  310 ราย ยกเว้นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ มีร้านค้าและพื้นที่ค้าปลีกจำนวนรวมกันทั้งสิ้น 60,000  แห่ง มียอดขายของผู้ประกอบการสมาชิกรวมกันคิดเป็นมูลค่า 110,000 ล้านยูโร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 35 ของยอดขายตลาดค้าปลีกโดยรวม 

    2. สมาพันธ์ผู้ประกอบการค้าปลีก  FACT – Fédération des Acteurs du Commerce dans les Territoires  ประกอบด้วยสมาชิกมากกว่า 170 ราย ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการห้างค้าปลีกทุกประเภท ได้แก่ ผู้ประกอบการร้านอาหาร (Mc Donald’s, La Brioche Dorée เป็นต้น)  รวมทั้ง บริษัทนักพัฒนาโครงการหรือบริษัทเจ้าของโครงการศูนย์การค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zlgez05z3hmblp7re3lbreuz&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YjGuRzai-SLQlXFUzARy5

  • “นฤมล” นำถกปฏิรูปการศึกษา มุ่งเป้าปรับปรุงข้อกม. พัฒนาศักยภาพเรียนรู้ ก้าวทันโลกยุคใหม่ | TOPNEWS

    “นฤมล” นำถกปฏิรูปการศึกษา มุ่งเป้าปรับปรุงข้อกม. พัฒนาศักยภาพเรียนรู้ ก้าวทันโลกยุคใหม่ | TOPNEWS

    29 ส.ค. 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยมีคณะกรรมการสภาการศึกษา และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมประชุม

    โดยการประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ร่างทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทยเพื่อสร้างพลเมืองที่เข้มแข็ง ผ่านเสาหลักการเรียนรู้ 5 ด้าน หรือ The L.E.A.R.N. Pillars ซึ่งประกอบด้วย การเสริมศักยภาพผู้เรียน การสร้างบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพและสุขภาวะที่ดี การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม โดยทั้งหมดจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย

    รวมถึงแนวทางการปรับระบบการบริหารงบประมาณและทรัพยากรด้านการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ โดยเน้นการกระจายอำนาจ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพื่อการวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการจัดสรรงบประมาณให้ถึงผู้เรียนโดยตรง ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนพื้นฐานและพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อการวัดผลและปรับปรุงอย่างเป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังพิจารณานโยบายการสร้างเสริมชุดทักษะจำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนบนฐานทักษะที่จำเป็น การจัดระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เป็นระบบ และการสร้างพื้นที่เรียนรู้โดยใช้ทุนทางสังคมและทรัพยากรในแต่ละพื้นที่

    นอกจากนั้นที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าของการดำเนินงานของ สกศ. อาทิ ผลการจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษา 2025 ที่ไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์ยกระดับให้ชัดเจน มติสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติที่ผลักดันแนวคิด “Learn to Earn” และระบบเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนากรอบคุณวุฒิสำหรับเยาวชนฝีมือ พร้อมการเปิดแพลตฟอร์มธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติในปีหน้า รวมถึงความคืบหน้าการผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาทางกฎหมาย ตลอดจนการจัดทำแผนการศึกษาในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ เพื่อรับมือสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้เรียนและบุคลากรในพื้นที่

    “ทั้งสามเรื่องที่สภาการศึกษาผลักดันในการประชุมครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งและยกระดับระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1292784&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NneTexrOrclHBmy6r0VSR