Category: วัฒนธรรม

  • ‘เบน’ ปลื้ม ‘เปิดโหมดล่า คดีเดือด ซีซั่น 2’ จบสุดประทับใจขอขอบคุณแฟน ๆ – แนวหน้า

    ‘เบน’ ปลื้ม ‘เปิดโหมดล่า คดีเดือด ซีซั่น 2’ จบสุดประทับใจขอขอบคุณแฟน ๆ – แนวหน้า

    จบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับซีรีส์สืบสวน แอ็กชั่น “เปิดโหมดล่า คดีเดือด ซีซั่น 2” จากค่าย 9 บีเวอร์ ฟิล์มส์ ของผู้จัด โอริเวอร์ บีเวอร์ ที่รอบนี้ยังคงมีกระแสตอบรับดี ไม่แพ้ซีซั่นแรก …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/918074&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dTfNTgmIu-_E8nldoCESA

  • ร้องปธ.สภาฯ จี้ตั้ง กก. เร่งรัดสอบสวน 7 คดีเอี่ยว “ฟิล์ม รัฐภูมิ” – สำนักข่าวไทย

    ร้องปธ.สภาฯ จี้ตั้ง กก. เร่งรัดสอบสวน 7 คดีเอี่ยว “ฟิล์ม รัฐภูมิ” – สำนักข่าวไทย

    รัฐสภา 3 ก.พ.- “แทนคุณ” ไม่ถอย เดินหน้าร้องปธ.สภาฯ ส่งเรื่องไปยุติธรรม จี้ “ทวี” ตั้งกรรมการ เร่งรัดสอบสวน 7 คดี เกี่ยวข้อง “ฟิล์ม รัฐภูมิ” นายแทนคุณ จิตต์อิสระ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/84742&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OZpoNXW0AwVM6i8kxgrSD

  • ไทยพีบีเอสสัมภาษณ์อาจารย์และนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  

    ไทยพีบีเอสสัมภาษณ์อาจารย์และนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    ไทยพีบีเอสสัมภาษณ์อาจารย์และนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  นวัตกรรม “MICROCAP” เครื่องผลิตออกซิเจนจากจุลสาหร่าย

    ไทยพีบีเอสสัมภาษณ์อาจารย์และนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ นวัตกรรม “MICROCAP” เครื่องผลิตออกซิเจนจากจุลสาหร่าย

    ผู้สื่อข่าวรายการ ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สัมภาษณ์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  และนายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม 2568 ณ ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ชั้น 17 อาคารมหามกุฎ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  เพื่อจัดทำสกู๊ปข่าวให้ความรู้เรื่องนวัตกรรมใหม่ MICROCAP” เครื่องผลิตออกซิเจนจากจุลสาหร่าย กำจัด CO₂ เติมอากาศบริสุทธิ์ในอาคาร  โดย ดร.พิชญา และนายธนกฤต อธิบายถึงกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงจากจุลสาหร่าย ดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในเครื่องและผลิตออกซิเจนได้สูงกว่าต้นไม้ถึง 20 เท่า

    ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  นายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก และ ผู้สื่อข่าวรายการ ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
    ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  นายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก และ ผู้สื่อข่าวรายการ ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
    “MICROCAP” เครื่องผลิตออกซิเจนจากจุลสาหร่าย กำจัด CO₂ เติมอากาศบริสุทธิ์ในอาคาร
    “MICROCAP” เครื่องผลิตออกซิเจนจากจุลสาหร่าย กำจัด CO₂ เติมอากาศบริสุทธิ์ในอาคาร 
    ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ขณะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวรายการ  ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
    ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ขณะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวรายการ
    ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
    นายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ขณะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวรายการ ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
    นายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ขณะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวรายการ ”วันใหม่วาไรตี้” สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

    ติดตามความน่าสนใจของนวัตกรรมนี้ และเรื่องราวเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นนวัตกรรมจากการคิดค้นพัฒนาโดยอาจารย์และนิสิต คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ในรายการ “วันใหม่วาไรตี้” ช่วงไทยประดิษฐ์คิดเก่ง ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เร็ว ๆ นี้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง MICROCAP ได้ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/255148/

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/263653/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g6klWt2gbbh87ep0jidcQ

  • นับถอยหลัง สิ้นสัมปทาน BTS ‘มหาดไทย’ ชี้ชะตาสายสีเขียว

    นับถอยหลัง สิ้นสัมปทาน BTS ‘มหาดไทย’ ชี้ชะตาสายสีเขียว

    โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นขนส่งมวลชนระบบรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทย โดยกลุ่มบริษัท ธนายง จำกัด ชนะประมูล และตั้งบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด หรือ BTSC ซึ่งได้รับสัญญาสัมปทานจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการสร้าง และบริหารระบบรถไฟฟ้า ซึ่งกรุงเทพมหานคร เป็นผู้จัดหาที่ดิน และเอกชนเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด 100% โดยใช้เงินลงทุน 51,000 ล้านบาท 

    ทั้งนี้ ส่วนสัมปทานประกอบด้วย ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน เปิดให้บริการเมื่อปี 2542 มีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี ตั้งแต่ปี 2542-2572 ซึ่งเมื่อครบกำหนดผู้รับสัมปทานจะต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้กรุงเทพมหานคร

    รวมทั้งปัจจุบันโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งหมดมี 60 สถานี รวมระยะทาง 68.25 กิโลเมตร มีสถานีสยามเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายหลัก

    นอกจากนี้  BTSC ยังได้รับสัญญาจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ที่ กทม.มีหนี้ค้างค่าจ้างประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งสัญญาจ้างจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2585 ดังนี้

    1.ปี 2555 ได้รับสัญญาจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 1 สะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่ และอ่อนนุช-แบริ่ง 

    2.ปี 2556 ได้รับสัญญาจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 1 วงเวียนใหญ่-ตลาดพลู-บางหว้า

    3.ปี 2560-2563 ได้รับสัญญาจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 2 แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-คูคต

    นายสิทธิพร สมคิดสรรพ์ ผู้อำนวยการ สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวในงานประชุมสัมมนาเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการงานศึกษา และวิเคราะห์โครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (รถไฟฟ้าสายสีเขียว) หลังหมดสัญญาสัมปทาน 30 ปี ให้สอดคล้องตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน พ.ศ.2562 เพื่อนำข้อเสนอแนะไปประกอบการพิจารณาจัดทำเอกสารประกวดราคา

    สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นอีกหนึ่งในภารกิจสำคัญของ กทม.ในการบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนทางรางให้เป็นระบบขนส่งมวลชนหลัก ซึ่งเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายแรกของไทยพร้อมกัน 2 สาย ได้แก่ สายสุขุมวิท และสายสีลม เมื่อปี 2542 

    รวมทั้งต่อมาได้ลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ดำเนินการก่อสร้างส่วนต่อขยายที่ 2

    ขณะที่ปี 2561 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ กทม.เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถในส่วนต่อขยายที่ 2 รวมถึงมีมติเห็นชอบให้โอนทรัพย์สินของโครงการในส่วนต่อขยายที่ 2 ให้ กทม.เพื่อประสิทธิภาพ และชาวกรุงเทพฯ ได้รับความสะดวกในการเดินทางด้วยระบบบริหารจัดการเดียวกัน

    นับถอยหลัง สิ้นสัมปทาน BTS 'มหาดไทย' ชี้ชะตาสายสีเขียว

    ศึกษาโมเดล PPP เตรียมเปิดประมูล

    กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่าสำหรับการจัดสัมมนาครั้งนี้ จะศึกษาถึงส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียวสายหลัก ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ระยะทางรวม 23.5 กิโลเมตร จำนวน 24 สถานี ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานโครงการภายใต้สัมปทานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี (2542-2572) และเมื่อครบอายุสัมปทานในปี 2572 เอกชนจะต้องส่งมอบทรัพย์สินให้กับ กทม.

    ด้วยเหตุนี้สำนักการจราจรและขนส่ง จึงต้องจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษา และวิเคราะห์โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวสายหลัก หลังหมดสัมปทาน 30 ปี เพื่อให้ต่อเนื่องในการให้บริการเป็นระบบเดียวกันกับส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 และให้สอดคล้อง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน พ.ศ.2562

    ทั้งนี้ สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร จะรวบรวมข้อมูลความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน นำมาพิจารณาประกอบการศึกษาของโครงการ พร้อมทั้งมีแผนดำเนินงานจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นการลงทุนโครงการของภาคเอกชนอีกครั้ง เดือนพ.ย.- ธ.ค.2568 เพื่อนำเสนอผลการศึกษาของโครงการให้ภาคเอกชนรับทราบ

    ปี 2569 ชงมหาดไทยเคาะก่อนเสนอ ครม.

    ตัวแทนที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า กรอบดำเนินงานศึกษาความเหมาะสมของการจัดทำโครงการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนรัฐ (พีพีพี) ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน 

    ขณะนี้ที่ปรึกษาได้เริ่มดำเนินการรวบรวมข้อมูล และศึกษาคืบหน้าประมาณ 43% คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนม.ค.2569 หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมของรูปแบบพีพีพี

    ดังนั้น ปี 2569 จะได้เห็นความชัดเจนของรูปแบบพีพีพีที่เหมาะสม สำหรับเตรียมความพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนเปิดประกวดราคาจัดหาเอกชนร่วมลงทุน โดยตามกระบวนการเมื่อศึกษาแล้วเสร็จจะต้องเสนอไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาเห็นชอบ 

    ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าจะเสนอได้ภายในเดือนมิ.ย.2569 หากผ่านการเห็นชอบก็จะเสนอไปยัง ครม.พิจารณาในเดือน เม.ย.2570 และคาดจะเริ่มกระบวนการจัดทำเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) ทันที เพื่อเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอในเดือน มี.ค.2571

    “ตามกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าเมื่อโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนรัฐใกล้จะหมดสัญญาสัมปทาน ภายใน 5 ปีก่อนหมดสัญญาจะต้องเริ่มกระบวนการศึกษาความเหมาะสมของรูปแบบที่จะดำเนินการต่อ โดยในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก ตอนนี้ก็อยู่ในกระบวนการศึกษาเปรียบเทียบโมเดลที่จะบริหารโครงการหลังหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 รูปแบบใดเหมาะสมมากที่สุด”

    ทั้งนี้ จากการพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับรายได้การเดินรถ สื่อโฆษณา และทรัพย์สินของรถไฟฟ้าสายสีเขียวในปัจจุบันที่เอกชนต้องส่งมอบให้กับ กทม.นั้น อาทิ สถานีรถไฟฟ้า สื่อโฆษณาในสถานี 

    รวมไปถึงอาคารสำนักงานที่จตุจักร พบว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีทรัพย์สิน และมูลค่าค่อนข้างมาก อีกทั้งยังมีรายได้จากค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตหากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนรถไฟฟ้าเป็นขนส่งมวลชนหลัก จะสร้างโอกาสให้กับเอกชนที่เข้ามาร่วมประมูลโครงการนี้

    PPP Gross Cost เสี่ยงต่ำ–รัฐเก็บรายได้เอง

    อย่างไรก็ดี จากปัจจัยบวกดังกล่าวที่ปรึกษาจึงประเมินว่าด้วยโครงการมีมูลค่าสูง และมีความเสี่ยงน้อย ดังนั้นรูปแบบพีพีพีที่เหมาะสมในขณะนี้อาจจะเป็น PPP Gross Cost โดยภาครัฐเป็นผู้จัดเก็บรายได้จากค่าโดยสาร และรายได้เชิงพาณิชย์ ภาครัฐจะรับความเสี่ยงด้านรายได้เองทั้งหมด และจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับเอกชนในรูปแบบของเงินค่าจ้างจากการบริหารงานเดินรถ ซึ่งรูปแบบพีพีพีลักษณะนี้ ปัจจุบันก็ใช้ดำเนินการในหลายโครงการ เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง

    ที่ปรึกษาโครงการ ระบุด้วยว่า รูปแบบการร่วมลงทุนที่เหมาะสมคงต้องรอให้ผลการศึกษาเปรียบเทียบแล้วเสร็จ แต่ลักษณะของ PPP Gross Cost เป็นรูปแบบที่เหมาะสมจะใช้ในโครงการมีความเสี่ยงต่ำ แต่อย่างไรก็ดี ที่ปรึกษาจะเปรียบเทียบความเหมาะสมในทุกรูปแบบ รวมไปถึง PPP Net Cost ที่เอกชนเป็นผู้จัดเก็บรายได้ รับความเสี่ยง และจ่ายค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งให้รัฐ

    “โครงการนี้ท้ายที่สุดอาจจะเป็น กทม.บริหารเอง และจ้างเอกชนเดินรถ หรืออาจจะให้เอกชนทำทั้งหมด หรืออาจจะโอนย้ายให้กระทรวงคมนาคม นำไปบริหารจัดการก็มีโอกาสเป็นไปได้หมด และมองว่าไม่ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบใดก็ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เพราะขณะนี้กำลังจะมี พ.ร.บ.ตั๋วร่วม” 

    ดังนั้น ในอนาคตเมื่อโครงการนี้เริ่ม และไม่ว่าใครเป็นผู้บริหารจัดการ ประชาชนก็สามารถเข้าออกระบบรถไฟฟ้าเชื่อมต่ออย่างสะดวก

    ส่วนในกรณีที่การเปิดกว้างให้เอกชนยื่นข้อเสนอร่วมประมูลครั้งนี้ ทางเอกชนผู้รับสัมปทานในปัจจุบันจะเป็นผู้มีข้อได้เปรียบหากเทียบกับเอกชนรายอื่นนั้น ก็คงต้องรอดูข้อเสนอของแต่ละหลาย หรือท้ายที่สุดแนวทางเหมาะสมอาจจะเป็นการเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิม เพื่อให้การให้บริการเกิดความต่อเนื่อง เงื่อนไขนี้ก็อยู่ในแนวทางการศึกษาความเหมาะสม

    BTSC ส่งสัญญาณสนใจร่วมวงชิงเค้ก

    ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ซึ่งสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในปี 2572 แต่ยังคงมีสัญญาจ้างเดินรถกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ระหว่างปี 2572-2585 เช่นเดียวกับส่วนต่อขยายที่ 1 และต่อขยายที่ 2 มีสัญญาสัมปทานจ้างเดินรถสิ้นสุดในปี 2585 

    ดังนั้นเอกชนที่ได้รับสัมปทานบริหารในโครงการนี้จำเป็นต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนเดินรถให้กับ BTSC ตามสัญญากำหนด

    ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวด้วยว่า ผู้ที่ได้สิทธิในการบริหารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักหลังจากปี 2572 ยังจำเป็นต้องจ่ายค่าผลตอบแทนให้กับ BTSC ส่วนสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียว ต่อขยายที่ 1 และต่อขยายที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับสัญญาในโครงการนี้ 

    ดังนั้น จะยังคงเป็นหน้าที่ของ กทม.ในการจ่ายค่าตอบแทนจ้างเดินรถ แต่เบื้องต้นมั่นใจว่าโครงการนี้จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน เพราะโครงการมีความเสี่ยงต่ำ ผู้รับสัมปทานมีโอกาสสร้างรายได้สูง แม้จะต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถให้กับเอกชนตามสัญญาเดิมก็ตาม

    แหล่งข่าวจาก BTSC กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ ว่า บริษัทสนใจในโครงการบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักตามที่ กทม.จะดำเนินการเปิดให้ร่วมลงทุน แต่ต้องรอพิจารณาแนวทาง และผลการศึกษาที่ชัดเจนก่อนว่าเหมาะสมต่อการเข้าร่วมประมูลหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรก็ยังไม่ได้เป็นผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจากหลังปี 2572 บริษัทยังมีสัญญาจ้างเดินรถที่จะครอบคลุมไปถึงปี 2585

    แนวทางต่อสัญญาสัมปทานไม่เป็นผล

    รายงานข่าวระบุว่า การพิจารณาสัญญาต่อสัมปทานให้ BTSC มีความพยายามที่จะดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 โดยเมื่อมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2562 ให้กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการดูแลการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว 30 ปี รวมทั้งร่างสัญญาต่อสัมปทานได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในเดือนพ.ย.2562

    ทั้งนี้ เมื่อมีการนำวาระการต่อสัญญาเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ถูกตีกลับให้หาข้อมูลเพิ่ม รวมทั้งกระทรวงมหาดไทยขอถอนวาระเองตลอดปี 2563-2564 จนกระทั่งมีการเสนอ ครม.เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2564 กระทรวงมหาดไทยขอถอนวาระหลังจากกระทรวงคมนาคมมีข้อท้วงติงเพิ่ม 4 ข้อ

    สำหรับการท้วงติงดังกล่าว นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย ขณะนั้นยืนยันว่ากระทรวงคมนาคม มีข้อทักท้วงที่ต้องการให้กรุงเทพมหานคร ตอบคำถาม

    กทม.ค้างค่าจ้างเดินรถ 3.4 หมื่นล้าน

    ขณะที่สัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง BTSC ได้ฟ้องให้ กทม.และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด แล้ว 2 คดี โดยคดีแรกเป็นค่าจ้างส่วนต่อขยาย 1 เดินรถ พ.ค.2562 – พ.ค.2564 และส่วนต่อขยาย 2 เดินรถ เม.ย.2560 – พ.ค.2564 จำนวนเงิน 14,476 ล้านบาท ซึ่งศาลปกครองชี้ว่าเป็นสัญญาชอบด้วยกฎหมาย

    สำหรับคดีดังกล่าวสิ้นสุดแล้วโดย กทม.ชำระให้สำนักงานบังคับคดี สำนักงานศาลปกครองแล้ว เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2567 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2567

    ทั้งนี้ปัจจุบัน กทม. ยังมีหนี้ค้างชำระค่าจ้างให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวมกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท ที่สภากรุงเทพมหานคร เห็นชอบในหลักการในการตั้งงบประมาณปี 2569 เพื่อชำระให้ BTSC

    หนี้ก้อนที่ 2 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2564 ถึงวันที่ 20 พ.ย.2565 รวม 11,811 ล้านบาท ซึ่งศาลปกครองกลางตัดสินวันที่ 29 ก.ย.2568 ให้ กทม.ชำระภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

    หนี้ก้อนที่ 3 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ พ.ย.2565 – ธ.ค.2567 รวม 17,596 ล้านบาท คิดเป็นเงินต้น 15,762 ล้านบาท และดอกเบี้ย 1,833 ล้านบาท (ยังไม่ฟ้องคดี)

    หนี้ก้อนที่ 4 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ 1 ม.ค.2568 – พ.ค.2568 รวม 3,697 ล้านบาท คิดเป็นเงินต้น 3,650 และดอกเบี้ย 46.78 ล้านบาท (ยังไม่ฟ้องคดี)

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201502&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OzFA7DXNAC800_dnNUDjv

  • แดง – ม่วง 20 บาทตลอดสาย ไม่เป็นภาระงบรัฐ หนุนเดินหน้าระยะยาว

    แดง – ม่วง 20 บาทตลอดสาย ไม่เป็นภาระงบรัฐ หนุนเดินหน้าระยะยาว

    แดง - ม่วง 20 บาทตลอดสาย ไม่เป็นภาระงบรัฐ หนุนเดินหน้าระยะยาว

    “รถไฟฟ้าแดง–ม่วง 20 บาทตลอดสาย” เป็นกรณีศึกษาสำคัญด้านนโยบายขนส่งสาธารณะของไทย เพราะไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ยังแสดงให้เห็นว่า รัฐสามารถดำเนินนโยบายค่าโดยสารที่ “เป็นธรรม” โดยไม่สร้างภาระการคลัง และยังสอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลอันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

    หลังรัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ให้ดำเนินโครงการ 20 บาท ตลอดสายสำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดงและม่วง จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นการต่อลมหายใจ เพิ่มโอกาสให้กับคนชานเมืองได้เข้ามาทำงานในเมืองกรุง โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งผลสำเร็จของโครงการ ทั้งในระยะ 1 และ 2 สะท้อนให้เห็นว่าโครงการ 20 บาทตลอดสายสำหรับสายสีแดงและสีม่วงเดินมาถูกทางและยั่งยืนได้ โดยไม่เป็นภาระด้านงบประมาณ

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวขอบคุณรัฐบาลที่เดินหน้าโครงการ “รถไฟฟ้าแดง-ม่วง 20 บาท ตลอดสาย” ซึ่งถือเป็นนโยบายด้านขนส่งมวลชนที่สะท้อนถึงการวางแนวทางที่ถูกต้อง ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้จริง โดยไม่เป็นภาระงบประมาณของรัฐ และยังเป็นโมเดลที่สามารถทำให้การดำเนินงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีความยั่งยืนมากขึ้น

    “การกำหนดอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายของรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบรางในไทย สามารถเชื่อมต่อการเดินทางจากชานเมืองเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ได้สะดวก และไม่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเกินจำเป็นต่อประชาชน โดยโครงการนี้ยังมีส่วนช่วยบรรเทาภาวะขาดทุนของรฟท. ด้วยการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง” สารี กล่าว

    โมเดลความสำเร็จแดง – ม่วง 20 บาทตลอดสาย

    ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคม ที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 ได้รายงานผลการดำเนินงานของโครงการ 20 บาท สำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีม่วง ในระยะแรกสิ้นสุด 30 กันยายน 2567 โดยสายสีแดงมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 29,279 คน-เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากก่อนมาตรการอยู่ที่ 19,335 คน-เที่ยวต่อวัน ทั้งปีมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 10.6 ล้านคน-เที่ยวต่อวัน มีรายได้รวม 210.5 ล้านบาท โดยรัฐจ่ายชดเชยค่าโดยสารที่หายไป (จากค่าเฉลี่ย30บาท) จำนวน 28.9 ล้านบาท

    ส่วนสายสีม่วง ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 66,067 คน-เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 17.54% จากช่วงก่อนมีมาตรการอยู่ที่ 56,208 คน-เที่ยวต่อวัน ขณะที่รายได้ลดลงหายไปประมาณ 250 ล้านบาท แต่ได้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมกว่า 937 ล้านบาท เช่น ประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้รถของประชาชนประมาณ 40 ล้านบาท ประหยัดเวลาในการเดินทางที่ประเมินมูลค่าเป็นเงินได้ประมาณ 25 ล้านบาท เป็นต้น ถือว่ามีมูลค่ามากกว่ารายได้ค่าโดยสารที่หายไป

    ขณะที่การขยายมาตรการออกไปถึง 30 พฤศจิกายน 2568 สายสีม่วงคาดว่าจะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 68,617 คน-เที่ยวต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 3.86% ขณะที่รายได้ค่าโดยสารจะเพิ่มเฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 3.89% ซึ่งหากเป็นไปตามคาดการณ์จะทำให้การชดเชยรายได้ลดลง แต่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.310 ล้านบาท

    สำหรับมติครม.ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ต่ออายุรถไฟฟ้าสายสีแดง – ม่วง 20 บาท ตลอดสาย จนถึง 30 พฤศจิกายน 2568 คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมประเมินผลการดำเนินมาตรการโดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปริมาณผู้โดยสารและรายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อภาระการชดเชยจากภาครัฐ และคำนึงถึงความสะดวกสบายในการเดินทางและการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน เป็นต้น เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการดำเนินมาตรการดังกล่าวต่อไป

    “การเดินหน้าคงค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการขนส่งมวลชนราคาที่เป็นธรรมสามารถเกิดขึ้นได้จริง และยังช่วยให้หน่วยงานผู้ให้บริการสามารถอยู่รอดได้โดยไม่เป็นภาระแก่รัฐ” สารีกล่าว พร้อมย้ำว่าสภาผู้บริโภคพร้อมสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการ “ตั๋วบุฟเฟต์รถไฟฟ้า-รถเมล์ 30 บาทโดยสารทั้งวัน” และขยายโครงการขนส่งสาธารณะที่ทุกคนขึ้นได้ทุกวัน เพื่อสร้างหลักประกันด้านการเดินทางที่เท่าเทียมและยั่งยืนให้กับประชาชนทุกกลุ่มทั่วประเทศ


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    20 หรือ 40 บาทก็ได้ ขอรัฐบาลใหม่เดินหน้า รถไฟฟ้า ที่ทุกคนขึ้นได้ทุกวัน

    ข่าวดี รถไฟฟ้าสายสีแดง-ม่วง มติ ครม. ต่ออายุ 20 บาทตลอดสายออกไปอีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/03102568_red-purplr-line_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28wo_U9vzMbzKcGHvdy9tq

  • ‘ดร.เอ้’ เปิดตัว ‘ไทยก้าวใหม่’ พาประเทศสตรอง ‘คุณหญิงกัลยา’ นั่งปธ.พรรค

    ‘ดร.เอ้’ เปิดตัว ‘ไทยก้าวใหม่’ พาประเทศสตรอง ‘คุณหญิงกัลยา’ นั่งปธ.พรรค

    ‘ดร.เอ้’ นําทัพ เปิดตัว ‘ไทยก้าวใหม่’ ชูนโยบายธนู 4 ดอก เปลี่ยนประเทศไทยให้สตรอง ประกาศวิสัยทัศน์ ก้าวสู่การเมืองยุคใหม่ ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์-ความกล้า ส่วน ‘คุณหญิงกัลยา’ นั่งประธานพรรค

    3 ต.ค. 2568 – ที่อาคารทรูดิจิทัลพาร์ค กรุงเทพมหานคร ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ แถลงข่าวเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมแถลงวิสัยทัศน์พรรคไทยก้าวใหม่

    โดย ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ทุกชาติที่พัฒนาแล้วในโลก ยกระดับคนจากความยากจนสู่ความมั่งดั่งจากการสร้างคนด้วยการศึกษา เพราะการศึกษาคือปากท้อง คือเศรษฐกิจ อนาคต ยาแก้จน อาวุธที่มีอานุภาพสูงสุด ดังนั้นสิ่งที่จะฟื้นฟูประเทศไทย ต้องเริ่มต้นจากการสร้างคน เริ่มต้นจากการศึกษา พรรคไทยก้าวใหม่ จึงประกาศชูการศึกษาเป็นธงนำการพัฒนาประเทศไทย เพื่อพาคนไทยพ้นความยากจน

    พรรคไทยก้าวใหม่เกิดขึ้นภายใต้สโลแกน “พรรคไทยก้าวใหม่ ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” เราต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นชาติที่อยู่ด้วยมันสมองมากกว่าแรงงาน สามารถส่งออกนวัตกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างชาติที่ทั่วโลกอยากมาลงทุน และเราต้องการสนับสนุน SMEs ไทย ไม่ให้ถูกเอาเปรียบในประเทศ สามารถผงาดขึ้นเป็นบริษัทที่มั่นคง ทันสมัย และสร้างเศรษฐกิจใหม่ รวมทั้งเรายังต้องการสนับสนุนเกษตรกรไทย อุตสาหกรรมไทย เด็กไทย โดยมีเป้าหมายว่าคนไทยต้องมาที่หนึ่ง และประเทศไทยต้องก้าวใหม่เป็นประเทศโลกที่หนึ่ง

    ดร.สุชัชวีร์ ยังชูนโยบายธนู 4 ดอก เปลี่ยนแปลงประเทศพรรคไทยก้าวใหม่ วางนโยบายหลัก 4 ประการ ที่เสมือนธนู 4 ดอก ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้สตรอง ก้าวพันความยากจน ก้าวล้ำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ก้าวหน้าปราบทุจริตคอร์รัปชัน

    ธนูดอกที่หนึ่ง “สร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษาไทย” เพราะเด็กไทยทุกคนเป็นเหมือนลูก การลงทุนกับเด็กไทยจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดทางเศรษฐกิจ คือ 1.การศึกษาฟรีจริง ๆ ถึงระดับปริญญา เงินอุดหนุนต้องถึงพ่อแม่โดยตรง เด็กจบมาไม่เป็นหนี้มีโอกาสตั้งตัวได้ทุกคน 2.ปลดล็อกโรงเรียนให้มีอิสระ ปลดล็อกครูจากงานธุรการ ลดประกัน ลดประกวด ลดประเมิน เพิ่มทักษะเพิ่มรายได้ เพิ่มคุณภาพครู 3.ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาที่สอง เด็กไทยได้เรียน AI Coding เป็นภาษาที่สาม เพิ่มความสามารถให้เด็กไทยแข่งขันได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก 4.ขจัดปัญหายาเสพติดในโรงเรียนและชุมชน ที่ทำร้ายลูกหลานไทย

    ธนูดอกที่สอง “สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อน” เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ได้เอื้อให้คนสร้างฐานะ ไม่ได้เอื้อให้ธุรกิจแข่งขันได้ รัฐต้องสร้างโอกาสให้คนส่วนใหญ่ในสังคม คือ 1.ลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัดกรรม อย่างมีเป้าหมาย เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ 2.สนับสนุนให้คนไทย จากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัดกรรม สนับสนุนการสร้างตลาดทั้งในและต่างประเทศ 3.ปฏิรูปกฎหมาย เพื่อเอื้อต่องานสร้างสรรค์ และงานนวัดกรรมของคนไทย 4.ผลักดันให้รัฐลงทุนในเครื่องมือทางเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อให้ SMEs และ Startup ไทยได้ใช้ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน 5.สร้างระบบนิเวศทางการลงทุน เพื่อดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่ออุตสาหกรรมมูลค่าสูง จ้างงานคนไทยในแผ่นดินไทย

    ธนูดอกที่สาม “สร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทย ปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข” เพราะความปลอดภัยและสุขภาพดี คือ สิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทย และแผ่นดินไทย คือ มรดกของลูกหลานไทย คือ 1.ผลักดันกฎหมายเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อมีเจ้าภาพคนกลาง หยุดปัญหาภัยพิบัติสะพานพัง ตึกถล่ม ถนนยุบ คนผิดต้องรับผิดชอบ เปิดเผยต้นตออย่างโปร่งใส 2.แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง-น้ำทะเลหนุนอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการรวมศูนย์เทคโนโลยี ไม่ให้เกิดซ้ำซาก การบริหารซ้ำซ้อน 3.รักษาแผ่นดินของชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วย AI และ เทคโนโลยีอวกาศ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิ แก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า แก้ปัญหาการอนุญาตก่อสร้างผิดกฎหมาย ตรวจสอบตันตอปล่อยมลพิษ โดยไม่เกรงใจใคร 4.สนับสนุนการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อการบริการประชาชน ปลดล็อกกฎหมายที่กดทับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการผลิตยาของไทย

    ธนูดอกที่สี่ “สร้างค่านิยมใหม่ คนดีต้องมีที่ยืน” เพราะคนดี สังคมดี เทคโนโลยี ลดโอกาสคอรัปชัน คือ 1.ปลูกฝังค่านิยมใหม่ด้วยการศึกษา เด็กไทยมีวินัย ยึดผลประโยชน์ของชาติ ไม่โกง ไม่ทนกับการทุจริต คอรัปชัน ส่งเสริมคนดี ให้ทำงานเพื่อสังคม 2.สร้าง Open Data เพื่อประชาชน ข้อมูลโครงการรัฐ เงินงบประมาณ ต้องเปิดเผย เข้าถึงง่าย แบบ Real Time 3.ป้องกันการคอร์รับชันในการจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยระบพิจิทัล Blokchain และ A 4.สร้างระบบราชการอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ทุกขั้นตอนต้องผ่านระบบออนไลน์ ปิดช่องคอรัปชัน

    “วันนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาพสิ้นหวัง ไม่มีทิศทาง ไม่รู้อนาคต ไม่รู้จะสู้ชาติอื่นอย่างไร เราจึงคล้ายคนอ่อนแรงใกล้เข้าขั้นวิกฤตในทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไม่ได้ต้องการยากระตุ้นชั่วคราว แต่ยารักษาที่ดีที่สุดคือการศึกษาที่จะทำให้ประเทศก้าวออกจากหลุมดำทางเศรษฐกิจ แก้จน แก้ปัญหาปากท้อง เราต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนการเมืองด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญพลังของความรู้ จะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นและกลับมาแข็งแรงสตรองได้” ดร.สุชัชวีร์ ระบุ

    ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า เราจะเป็นพรรคการเมือง ที่ตั้งใจจะเปิดพื้นที่ให้คนมีใจคนมืออาชีพ คนมีฝีมือ และคนไทยทุกคนได้เข้ามาทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมทำงานกับทุกฝ่าย รับฟังเสียงของประชาชน พรรคไทยก้าวใหม่เกิดขึ้นมาเพื่อไม่ทำแบบเดิม ไม่สร้างความขัดแย้ง แต่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าหากพรรคการเมืองขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังความรู้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีกว่า และลับมาสตรองได้

    ดร.สุชัชวีร์ ทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกคนสนับสนุนพรรคไทยก้าวใหม่ เพื่อให้เราดูแลคนไทยทุกคน ไม่มีท่าน ไม่มีเรา เราขออาสาได้ดูแลตัวท่าน และลูกหลานท่าน เพื่ออนาคตของประเทศไทย เราเชื่อว่า ประเทศไทยจะก้าวใหม่ ประเทศไทยจะเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาได้แล้วจริงๆ มาร่วมกับเราพรรคไทยก้าวใหม่ ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง

    สําหรับรายชื่อตําแหน่งอื่นๆ ภายในพรรค ประกอบด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรค นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา รองหัวหน้าพรรค อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ผู้ช่วยเลขาธิการด้านเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรค ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรค พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองหัวหน้าพรรค นายชยพงศ์ สายฟ้า รองหัวหน้าพรรค นายอนุพงษ์ มาคำ รองหัวหน้าพรรค นายกิติ วงษ์กุหลาบ รองหัวหน้าพรรค นายณัฐวัฒน์ บูรณะกนก รองหัวหน้าพรรค นางสาวจิตติกานต์ แจ้งเจนจิต เหรัญญิกพรรค นายภคภณ เทพอินทร์ชัย นายทะเบียนสมาชิกพรรค นางสาวธัญชนก นานา กรรมการบริหารพรรค นายธนกร บรรพศิริ กรรมการบริหารพรรค นายธีรคุปต์ ธรรมมณีวงศ์ กรรมการบริหารพรรค น.ต.ปวิณ ปีตะวรรณ กรรมการบริหารพรรค

    ทั้งนี้ สัญลักษณ์พรรค มีลักษณะเป็นลูกศร สีเหลืองเลมอน ชี้ขึ้นทางขวา โดยสีเหลืองเลมอน แสดงถึงพลังงาน ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์และความหวัง สีกรมท่าหมายถึง ความมั่นคงสุขุม และความเป็นมืออาชีพ โดยโลโก้ไทยก้าวใหม่ สื่อสารการก้าวใหม่ การพัฒนาด้วยพลังความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ บนรากฐานที่มั่นคง และความเป็นอาชีพ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/872506/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pkDrlCf-W3dx4u-vfFfWu

  • “ดร.เอ้” เปิดตัวพรรค “ไทยก้าวใหม่” ชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก”  เชื่อการศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด

    “ดร.เอ้” เปิดตัวพรรค “ไทยก้าวใหม่” ชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก” เชื่อการศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด

    “ดร.เอ้” เปิดตัวพรรค “ไทยก้าวใหม่” ชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก”  เชื่อการศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด ผลักดันประเทศอยู่ได้ด้วยมันสมองมากกว่าแรงงาน

    พรรคไทยก้าวใหม่เปิดตัว

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ฤกษ์เปิดตัวพรรคและทีมผู้บริหารอย่างเป็นทางการ โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ดำรงตำแหน่งประธานพรรค พร้อมด้วยผู้บริหารสำคัญ อาทิ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และ นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา เป็นรองหัวหน้าพรรค

    นายสุชัชวีร์กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ภายใต้สโลแกน “ไทยก้าวใหม่ ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” ว่า พรรคจะนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากหลุมดำทางเศรษฐกิจด้วยพลังของความรู้ และมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นชาติที่อยู่ได้ด้วยมันสมองและนวัตกรรมมากกว่าแรงงาน พร้อมสนับสนุน SME ไทยให้สามารถผงาดขึ้นอย่างมั่นคง

    หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ยังบอกถึงนโยบายหลักด้วยว่า จะใช้ “ธนู 4 ดอก” เพื่อปฏิรูปประเทศ ประกอบไปด้วย สร้างคนใหม่พลิกโฉมการศึกษาไทย สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่คนไทยต้องมาก่อน สร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทยปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข และสร้างค่านิยมใหม่คนดีต้องมีที่ยืน โดยเน้นย้ำว่าการศึกษาคือปากท้อง เศรษฐกิจ และอนาคต และเป็นยารักษาที่ดีที่สุดที่จะช่วยแก้จนและแก้ปัญหาปากท้องได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ โลโก้ของพรรคเป็นรูป “ธนู” สื่อถึงความหวังที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ คนไทยต้องมาที่หนึ่ง และประเทศไทยต้องก้าวใหม่เป็นประเทศโลกที่หนึ่ง

    ภายหลังการเปิดตัวพรรคนายสุชัชวีร์ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นพรรคน้องใหม่ที่มีเวลาเตรียมตัวน้อยก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าแต่พร้อมลงสู้ศึก และตนพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และจะเป็น สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่หนึ่งของพรรค ส่วนการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาพื้นที่ เราตั้งใจสร้างสังคมนิยมใหม่ที่ส่งเสริมคนดีในการปราบปรามคอร์รัปชัน และขอคะแนนเสียงให้ได้ สส. มากพอในการเลือกตั้ง

    เมื่อถามถึงการแบ่งขั้วทางการเมืองที่ชัดเจน นายสุชัชวีร์ยืนยันว่า เราตั้งใจเป็นพรรคที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงระยะยาวให้กับประเทศพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย โดยไม่มีข้อจำกัดในการร่วมงานกับพรรคใดตราบใดที่มีโอกาสได้ทำงานสร้างคนและ ไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมให้กับสังคมไทย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2886785&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21oiCopCeAkmHboZ5SJvLu

  • สลด! นศ.จบชีวิตตัวเองหลังได้รับแจ้งผลผิด ไม่อนุมัติให้จบการศึกษา ทั้งที่ได้เกียรตินิยม | เดลินิวส์

    สลด! นศ.จบชีวิตตัวเองหลังได้รับแจ้งผลผิด ไม่อนุมัติให้จบการศึกษา ทั้งที่ได้เกียรตินิยม | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศเผยเรื่องราวการเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจของนักศึกษาหนุ่มจากสหราชอาณาจักร เนื่องจากความผิดพลาดของระบบ หลังจากครอบครัวของเขาเปิดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา

    อีธาน บราวน์ นักศึกษาจากสหราชอาณาจักรวัย 23 ปี ได้ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองในเดือนธันวาคม 2567 นับเป็นเวลาสามเดือนหลังจากที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์แห่งสกอตแลนด์ แจ้งข้อมูลผิดพลาดว่า ผลการเรียนของเขาไม่ดี และเขาไม่มีหน่วยกิตการเรียนเพียงพอที่จะสำเร็จการศึกษาได้ในภาคเรียนนี้ ทั้งที่ความจริงแล้วเขาเรียนจบด้วยคะแนนสอบระดับเกียรตินิยม

    เทรซี สกอตต์ มารดาของบราวน์ เป็นผู้พบศพบุตรชายในห้องนอนของเขาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันที่เขาควรจะเข้ารับปริญญา เธอเปิดเผยกับสำนักข่าวเอสทีวีนิวส์อย่างสุดสะเทือนใจว่า “คุณตื่นขึ้นมาแล้วคิดว่ามันเป็นฝันร้าย แต่มันไม่ใช่”

    เทรซี สกอตต์ ในวันแถลงข่าวสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 (Jane Barlow/PA Images via Getty Images)

    อีธานเป็นนักศึกษาวิชาเอกภูมิศาสตร์ ซึ่งตามกำหนดการเดิมจะสำเร็จการศึกษาในช่วงฤดูร้อนปี 2567 แต่ก่อนหน้านั้น ในเดือนกันยายนของปีเดียวกัน ทางมหาวิทยาลัยกลับแจ้งผลผิดพลาดว่า เขา “เก็บหน่วยกิตที่จำเป็นสำหรับการสำเร็จการศึกษาได้ไม่ครบ”

    อาเมอร์ อันวาร์ ทนายความของครอบครัวอีธาน กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคารที่ 30 กันยายน 2568 ว่า ครอบครัวของบราวน์เชื่อว่า “มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ทำให้ชีวิตของอีธานพังทลาย” และเชื่อว่าการตัดสินใจจบชีวิตของเขา เป็นผลมาจากความผิดพลาดของการแจ้งผลการจบการศึกษาดังกล่าว

    มารดาของอีธานกล่าวเสริมกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า “ความจริงก็คือ อีธานทำคะแนนการเรียนได้ในระดับเกียรตินิยม แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะแจ้งกับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาเรียนได้ไม่ดีก็ตาม… มันทำให้หัวใจฉันแตกสลายที่ได้รู้ถึงความทุกข์ทรมานทางจิตใจที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก่อให้เกิดขึ้นกับลูกชายของฉัน”

    หลังเกิดเหตุ ครอบครัวได้ติดต่อมหาวิทยาลัยในวันที่ 13 มกราคม  2568 เพื่อขอคำอธิบาย ซึ่งนำไปสู่การสอบสวนภายในโดยมหาวิทยาลัย 

    ต่อมา มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ยอมรับในแถลงการณ์ ว่าเกิด “ความผิดพลาดอันน่าเศร้า” ในการคำนวณผลการเรียนของอีธาน โดยระบุว่าความผิดพลาดนี้ “ควรจะถูกตรวจพบในระหว่างกระบวนการของคณะกรรมการคุมสอบ” 

    มหาวิทยาลัยยังกล่าวถึงความบกพร่องเพิ่มเติมว่า บราวน์ไม่ได้รับการส่งตัวไปยังหน่วยงานสนับสนุนนักศึกษา เมื่อเขา “เผยความกังวลด้านสุขภาวะ”

    มหาวิทยาลัยได้จัดทำรายงานการสอบสวนภายในโดยศาสตราจารย์อาวุโส และได้ส่งต่อรายงานดังกล่าวแก่ครอบครัวของบราวน์ โดยรองอธิการบดีและผู้จัดทำรายงานได้เข้าพบตัวแทนครอบครัวในต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งขออภัยและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้ตาย

    ทนายอันวาร์ ระบุว่า ครอบครัวมีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับปัญหาการขาดการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและวิชาชีพที่มหาวิทยาลัยจัดหาให้สำหรับนักศึกษาที่มีปัญหา และกล่าวว่านักศึกษารายนี้เคยรายงานปัญหาด้านสุขภาพจิตของตัวเองก่อนหน้านี้ แต่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด

    มหาวิทยาลัยกลาสโกว์กล่าวในแถลงการณ์ว่า ได้ตรวจสอบบันทึกทั้งหมดแล้ว และ “มั่นใจ” ว่าความผิดพลาดในการคำนวณเกรดของบราวน์ เป็นเหตุการณ์เฉพาะกรณีและไม่มีนักศึกษาคนอื่นได้รับผลกระทบ 

    มหาวิทยาลัยระบุว่ากำลังดำเนินการ “ทบทวนอย่างละเอียด” เกี่ยวกับการจัดการด้านวิชาการและสุขภาวะ รวมทั้งทบทวนโปรแกรมการฝึกอบรมสำหรับบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการด้านการสอบ 

    “เราขออภัยอย่างสุดซึ้งที่เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวนี้เกิดขึ้น และเข้าใจถึงความทุกข์ใจอย่างสุดซึ้งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของอีธาน” แถลงการณ์ระบุ

    เทรซี สกอตต์ บอกผู้สื่อข่าวจากเอสทีวีนิวส์ ว่า สิ่งที่ทำให้เธอมีกำลังใจในการต่อสู้ คือการรู้ว่าลูกชายของเธอเป็นฝ่ายถูกและมหาวิทยาลัยทำผิด พร้อมระบุว่ามหาวิทยาลัยกลาสโกว์ “ล้มเหลว” ในการช่วยเหลือและสนับสนุนลูกชายของเธอ ทั้งในแง่วิชาการและในแง่ตัวบุคคล 

    ที่มา : people.com

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5169759/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw020Lu-2A3tXUWO5djBHzPf

  • คณะนิติศาสตร์ นิด้า เปิดรับสมัครนักศึกษา ปริญญาโท ภาคพิเศษ

    คณะนิติศาสตร์ นิด้า เปิดรับสมัครนักศึกษา ปริญญาโท ภาคพิเศษ

    นิติศาสตรมหาบัณฑิต ครั้งที่ 4/2568 ภาคพิเศษ

    คณะนิติศาสตร์ นิด้า เปิดรับสมัครนักศึกษา 

    นิติศาสตรมหาบัณฑิต รุ่นที่ 24 ภาค 4/2568 

    นิติศาสตร์มหาบัณฑิต (น.ม.) ที่ใช่ เพื่ออนาคตที่มั่นคงในสายกฎหมาย กฎหมายไม่ใช่เรื่องยาก แค่เลือกเรียนกับหลักสูตรที่ใช่

    • ก.ต./ก.อ. รับรอง
    • มหาวิทยาลับในกำกับของรัฐ
    • อาจารย์เชี่ยวชาญในวงการกฎหมาย

    ภาคพิเศษ (เรียนวันเสาร์-อาทิตย์) หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต เปิดรับสมัคร 4 สาขาวิชาเอก

    • สาขาวิชาเอกกฎหมายเอกชน
    • สาขาวิชาเอกกฎหมายมหาชน
    • สาขาวิชาเอกกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
    • สาขาวิชาเอกกฎหมายธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    สาขาวิชาเอกกฎหมายมหาชน สามารถเทียบโอนรายวิชาจากหลักสูตรประกาศนียบัตรทางกฎหมายปกครองฯ (ก.ศป.) ของ NIDA และศาลปกครองได้ 4 วิชา (12หน่วยกิต) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    ตั้งแต่บัดนี้ – ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

    (เปิดเทอม วันเสาร์ 10 มกราคม 2569)

    รายละเอียดและเอกสารการรับสมัครที่ https://law.nida.ac.th/how-to-apply-master-of-laws/ 

    สมัครออนไลน์ได้ที่ https://entrance.nida.ac.th/registrar/applogin.asp 

    *สมัครและแนบหลักฐานการสมัครในระบบออนไลน์*

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

    Line ID : @LLMLAWNIDA

    หรือ 088 022 6789

    #LawNIDA #NIDA #NIDAThailand


    คณะนิติศาสตร์ นิด้า รับสมัครนักศึกษา ป.โท นิติศาสตรมหาบัณฑิต รุ่นที่ 25

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/master-of-gsl-nida-25/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35MxRCCss3R5xVgnOTOYjJ

  • ลำปาง เปิดตัวคาเฟ่ผู้สูงอายุชงเอง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | TOPNEWS

    ลำปาง เปิดตัวคาเฟ่ผู้สูงอายุชงเอง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | TOPNEWS

    ลำปาง เปิดตัวคาเฟ่ผู้สูงอายุชงเอง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

    • เผยแพร่ : 03/10/2025 14:55

    พื้นที่การเรียนรู้รูปแบบใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจังหวัดลำปางเปิดตัวร้านกาแฟ คาเฟ่ โดยผู้สูงอายุ มาปรุง มาชง ให้ กับนักท่องเที่ยวทุกท่าน

    SOCAIL 16-9-Recovered

    SOCAIL 16-9-Recovered

    ทส. ผนึกกำลังภาครัฐ–เอกชน ลงนามผลักดันบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนผ่าน ‘Aluminium Loop Model’ หนุนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดปล่อยคาร์บอนฯ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

    “นฤมล” ฝ่าฝนลุยเยี่ยม โรงเรียนชัยภูมิ โดนน้ำท่วม เผยศธ.วางเป้าหมายปรับปรุงอาคารเรียนทั่วปท. ย้ำแก้เร่งด่วนภาระหนี้ครู

    “อรรถกร” ร่วมฉลอง วันคล้ายวันสถาปนา “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” ครบรอบ 23 ปี มั่นใจนำพาประเทศไทยก้าวสู่ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวและกีฬา

    มทบ.21 จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับบัญชาคนใหม่

    หวาดเสียว!! หน่วยกู้ภัยฯ เข้าช่วยจับงูตัวใหญ่เขมือบไก่ชนถึง 2 จุด จ.สระแก้ว

    ปชป.คึกคัก เลือดสีฟ้าทยอยไหลกลับ “นิพิฏฐ์-ผ่องศรี-อรอนงค์” พร้อมเป็นโหวตเตอร์หนุน “อภิสิทธิ์” นั่งหน.พรรค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1341381&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yZ-HE2cHNLaM6ncQ2AB5Q