Category: วัฒนธรรม

  • ส.อ.ท. ดันปรับมาตรฐานเหล็กเส้นใหม่ ยึดบทเรียนจีน ยกระดับความปลอดภัยงานก่อสร้างไทย

    ส.อ.ท. ดันปรับมาตรฐานเหล็กเส้นใหม่ ยึดบทเรียนจีน ยกระดับความปลอดภัยงานก่อสร้างไทย


    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอปรับแก้มาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ชี้เตา IF คุณภาพต่ำ เสี่ยงต่อความปลอดภัยอาคาร เรียกร้องให้ใช้เฉพาะเตา BOF และ EAF

    นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กได้จัดทำผลการศึกษาเชิงวิชาการ และรวบรวมบทเรียนจากประเทศจีน เพื่อสนับสนุนการทบทวนมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ทั้ง มอก. 20-2559 (เหล็กเส้นกลม) และ มอก. 24-2559 (เหล็กข้ออ้อย) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

    การปรับมาตรฐานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพเหล็กเส้นที่ใช้ในงานก่อสร้างทั่วประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว และมีรายงานปัญหาคุณภาพเหล็กเส้นจากเตา Induction Furnace (IF) ซึ่งปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% ของการผลิตเหล็กเส้นในไทย หรือราว 1.6 ล้านตันจากการผลิตรวมปีละกว่า 3 ล้านตัน

    เตา IF มีข้อจำกัดด้านคุณภาพ เนื่องจากไม่สามารถควบคุมสิ่งเจือปนได้ดี ไม่มีระบบขจัดสารมลทิน เช่น ฟอสฟอรัสและกำมะถัน อีกทั้งขาดกระบวนการปรุงคุณภาพน้ำเหล็ก (Refining) ส่งผลให้คุณสมบัติทางกล เช่น ความเหนียวและความแข็งแรงของเหล็ก ไม่สม่ำเสมอ

    จากบทเรียนของจีน ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตเหล็กเส้น IF รายใหญ่ที่สุดของโลก พบว่าคุณภาพเหล็กที่ต่ำส่งผลต่อความปลอดภัยของโครงสร้าง เช่น อาคารและสะพานถล่ม รัฐบาลจีนจึงดำเนินการปิดโรงงาน IF กว่า 600 แห่งในปี 2560 และยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นอย่างเข้มงวด ทั้งในปี 2018 และปี 2024 โดยห้ามผลิตจากเตา IF และต้องมีการปรุงน้ำเหล็กแบบ External Refining รวมถึงห้ามใช้กระบวนการ Tempcore ในการเพิ่มความแข็งแรง

    ในประเทศไทย เดิมที มอก. 20-2543 และ มอก. 24-2548 กำหนดให้ผลิตเหล็กเส้นจาก BOF, EAF หรือ Open Hearth เท่านั้น แต่ในปี 2559 ได้มีการแก้ไขให้เปิดกว้างกรรมวิธีการผลิต รวมถึงเตา IF โดยมีข้อกำหนดควบคุมเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดดังกล่าวหลายส่วนยังไม่ชัดเจน และไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง โรงงาน IF ส่วนใหญ่ยังไม่มีระบบปรุงน้ำเหล็ก จึงยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพเหล็กอยู่มาก

    กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กจึงเสนอให้การแก้ไขมาตรฐาน มอก. ครั้งนี้ พิจารณา 4 ประเด็นหลัก ได้แก่:

    1. กำหนดวิธีผลิตเหล็กเส้นเฉพาะจากเตา BOF หรือ EAF และบังคับใช้การปรุงน้ำเหล็ก (External Refining) สำหรับเหล็กเกรดรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว

    2. ห้ามใช้กระบวนการ Tempcore ในการเพิ่มความแข็งแรงของเหล็กเส้น

    3. ยกระดับคุณสมบัติและการทดสอบเหล็กเส้น ให้สามารถทนต่อความล้าจากแรงสั่นสะเทือนทั้งรอบสูงและรอบต่ำ

    4. เพิ่มระบบตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ป้องกันไม่ให้เหล็กเส้นด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาด

    “การแก้ไข มอก. ครั้งนี้ ถือเป็นจังหวะสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กไทย เพื่อรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้างทั่วประเทศ” นายบัณฑูรย์กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36140&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1THWLsfVkLMQphmvlc6yqM

  • สำนักงานประกันสังคมชี้แจงข้อสงสัยกรณีที่ปรึกษาด้านการลงทุนกองทุนประกันสังคม ย้ำ บริหารอย่างรัดกุม เพื่อประโยชน์สูงสุดผู้ประกันตน

    สำนักงานประกันสังคมชี้แจงข้อสงสัยกรณีที่ปรึกษาด้านการลงทุนกองทุนประกันสังคม ย้ำ บริหารอย่างรัดกุม เพื่อประโยชน์สูงสุดผู้ประกันตน

    สำนักงานประกันสังคมชี้แจงข้อสงสัยกรณีที่ปรึกษาด้านการลงทุนกองทุนประกันสังคม ย้ำ บริหารอย่างรัดกุม เพื่อประโยชน์สูงสุดผู้ประกันตน

    เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 นางนิยดา เสนีย์มโนมัย โฆษกสำนักงานประกันสังคม ได้ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านเพจ Facebook ของนางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งระบุว่าสำนักงานประกันสังคมได้เชิญบุคคลที่มิได้เป็นที่ปรึกษาจัดทำแผนยุทธศาสตร์การลงทุนเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการประกันสังคมและอนุกรรมการ 3 คณะ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน

    นางนิยดา เสนีย์มโนมัย โฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ในปี 2566 สำนักงานประกันสังคมได้ว่าจ้าง บริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาจัดทำสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งดำเนินการจัดจ้างตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และได้มีการตรวจรับงานเรียบร้อยแล้วในปี 2567 ทั้งนี้ ตามสัญญาจ้างดังกล่าว บริษัทได้แจ้งรายชื่อบุคลากรที่ปฏิบัติงานตามที่กำหนดในสัญญาจ้าง ซึ่งรวมถึงบุคคลที่ถูกกล่าวถึง โดยสำนักงานได้ตรวจสอบแล้ว บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมในฐานะลูกจ้างของบริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) ก่อนที่บริษัทจะรับงานจากสำนักงานประกันสังคม และได้เป็นลูกจ้างของบริษัทตลอดช่วงเวลาการดำเนินงานตามสัญญา แม้ว่าปัจจุบันบุคคลดังกล่าวได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทแล้วเพื่อไปปฏิบัติงานที่อื่น แต่บริษัทเมอร์เซอร์ ได้มีการว่าจ้างให้บริษัทของบุคคลดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนด้านการพัฒนาธุรกิจและสนับสนุนงานในประเทศไทย ส่วนกรณีที่บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการประกันสังคมร่วมกับคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ที่เกี่ยวข้องด้านการลงทุน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมได้ประสานขอความร่วมมือบริษัทที่ปรึกษาส่งบุคลากรที่ปฏิบัติงานที่ปรึกษาตามสัญญาจ้างไปช่วยสนับสนุนข้อมูลในการชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งเป็นการรับฟังข้อเสนอแนะประกอบการจัดทำร่างประกาศคณะกรรมการประกันสังคม ว่าด้วยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดและการลงทุนในกิจการร่วมลงทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะต้องนำมาใช้ในการดำเนินงานปรับสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ตามที่ได้มีการศึกษาไว้ โดยบริษัทได้ประสานงานให้ผู้ปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างดังกล่าว ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาดเข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์จากประเทศสิงค์โปร์ และบุคลากรที่ถูกกล่าวถึงเข้าร่วมประชุมที่สำนักงานประกันสังคมเพื่อสนับสนุนและชี้แจงข้อมูลที่ได้ส่งมอบงานแล้วแก่ที่ประชุม

    ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว มิใช่การพิจารณาลงทุนรายหลักทรัพย์แต่อย่างใด หากแต่เป็นการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขด้านการลงทุนในการปรับสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของกองทุนตามที่ได้มีการศึกษาไว้

    “สำนักงานประกันสังคมขอยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปด้วยความโปร่งใสภายใต้กรอบของกฎหมายและสัญญาที่กำหนดไว้” โฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/961966&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LufeT_GqjUs9mXK615269

  • ผลศึกษาชี้ แนวโน้มการเกิด “ไฟป่ารุนแรง” พุ่งสูงทั่วโลก | เดลินิวส์

    ผลศึกษาชี้ แนวโน้มการเกิด “ไฟป่ารุนแรง” พุ่งสูงทั่วโลก | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ว่า ผลการศึกษาระบุว่าภัยพิบัติทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า ส่วนภัยพิบัติที่คร่าชีวิตผู้คนตั้งแต่ 10 รายขึ้นไป เพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อนับตั้งแต่ปี 2523 ซึ่งเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีมานี้

    ความเสียหายพุ่งสูงสุดในปี 2561 รวมอยู่ที่ 28,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 917,000 ล้านบาท) ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย 44 ปีถึง 5 เท่า และครึ่งหนึ่งของเหตุไฟป่าขั้นรุนแรงสร้างความเสียหายเกิน 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.39 ล้านล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2523 เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

    นายคาลัม คันนิงแฮม นักวิจัยจากศูนย์ไฟไหม้ของมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย และผู้เขียนหลักของผลการศึกษา กล่าวว่า นี่ไม่ใช่แค่ไฟป่าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่เป็นไฟป่าที่เกิดขึ้น ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายสุดโต่งมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้มองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นของผลกระทบจากไฟป่าต่อสังคม

    คณะนักวิจัยพบว่า ป่าประเภทเมดิเตอร์เรเนียนในยุโรปตอนใต้ แคลิฟอร์เนีย ออสเตรเลียตอนใต้ และชิลี รวมถึงป่าสนเขตอบอุ่นในฝั่งตะวันตกของแถบอเมริกาเหนือ เผชิญภัยพิบัติไฟป่าในอัตราที่สูงเกินกว่าพื้นที่ดิน

    นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบว่าครึ่งหนึ่งของภัยพิบัติทั้งหมด เกิดขึ้นภายใต้สภาพอากาศเลวร้ายสุดขั้วเท่าที่เคยบันทึกไว้ และสภาพอากาศลักษณะนี้เกิดบ่อยขึ้นมาก โดยสภาพอากาศไฟป่ารุนแรงเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ความแห้งในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า และภัยแล้งรุนแรงเพิ่มขึ้นถึง 3.4 เท่า เมื่อนับตั้งแต่ปี 2523

    ทั้งนี้ การศึกษาฉบับดังกล่าวเรียกร้องให้จัดทำยุทธศาสตร์การปรับตัวอย่างเร่งด่วนและรอบด้าน ซึ่งผสมผสานการจัดการไฟป่าแบบดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองเข้ากับแนวทางสมัยใหม่ เช่น ลดเชื้อเพลิงไฟป่า ยกระดับมาตรฐานสิ่งปลูกสร้าง และวางแผนการอพยพ โดยออสเตรเลียเป็นผู้นำการศึกษาครั้งนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่เสี่ยงไฟป่าอย่างมากแห่งหนึ่งของโลก.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5172307/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zASMINBodEExInXb7yWTo

  • นฤมล สั่งตั้งกรรมการกลางสอบด่วน ปม ปั่นยอดนักเรียน มหาสารคาม

    นฤมล สั่งตั้งกรรมการกลางสอบด่วน ปม ปั่นยอดนักเรียน มหาสารคาม

    วันนี้ (4 ตุลาคม) เวลา 08.30 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาธิการ) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข้อมูลเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์กล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรม ‘ปั่นยอดจำนวนนักเรียน’ โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า-ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์สำหรับการคำนวณอัตรากำลังครู ซึ่งอาจส่งผลให้มีการจัดสรรบุคลากรครูเกินจริงและบั่นทอนคุณภาพการศึกษา

    รมว.ศึกษาธิการระบุว่า ตนได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยได้ แต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกำชับว่า หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด

    สำหรับข้อสังเกตจากสังคมที่ว่า การปั่นยอดนักเรียนอาจเกี่ยวโยงกับกรณีร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วยที่ตกเป็นข่าวก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่หากผลสอบสวนพบว่ามีการทุจริตจริง จะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพราะการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

    “ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่ บ่อนทำลายระบบการศึกษา จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าการศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น” รมว.ศึกษาธิการกล่าวเน้นย้ำ

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/education-student-number-scandal/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tij0KgOKSW_v8XvAR7Bz4

  • ดูดวงรายวันประจำวันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    • การงาน : สร้างผลงานได้โดดเด่น
    • การเงิน : จะได้โชคแบบทุกขลาภ
    • ความรัก : เดินทางไกลได้พบรัก

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • มอบทุนการศึกษาแก่เด็กยากไร้
    • อัญมณีมงคล : แบลคมูนสโตน
    • สีมงคล : สีดำ
    • เลขนำโชค : 0, 1, 2, 4, 6, 9

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 1 – 7 ตุลาคม 2568 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม) 

    • 09:01 – 12:01 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ 
    • 09:19 – 13:19 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่ 
    • 08:45 – 11:59 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ      
    • 08:19 – 09:29 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่     
    • 05:19 – 09:09 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/314859/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-bx11QSqoY0667cUFiIhb

  • “นฤมล”สั่งตั้ง กก.กลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม ลั่นเอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู 

    “นฤมล”สั่งตั้ง กก.กลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม ลั่นเอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู 

    การศึกษา

    “นฤมล”สั่งตั้ง กก.กลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม ลั่นเอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู 

    วันเสาร์ ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.44 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 4 ต.ค.2568 เวลา 08.30 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรมปั่นยอดจำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า–ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรครูและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

    รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า ตนได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกำชับว่า หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด

    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่า อาจเกี่ยวโยงกับกรณีร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วยที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่หากผลสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริงจะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพราะการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

    “ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบการศึกษา จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าการศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/449150&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T6D_Ys6xLjVEVymoUAkto

  • นักท่องเที่ยวเข้ากัมพูชา 8 เดือนแรกลดลง 5.6% นทท.จีนสวนทาง พุ่ง 45.7% : อินโฟเควสท์

    นักท่องเที่ยวเข้ากัมพูชา 8 เดือนแรกลดลง 5.6% นทท.จีนสวนทาง พุ่ง 45.7% : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาเปิดเผยในวันนี้ (3 ต.ค.) ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ากัมพูชาในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 4.05 ล้านคน ลดลง 5.6% จาก 4.29 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

    รายงานระบุว่า ไทยครองอันดับหนึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเยือนกัมพูชาในช่วงเดือนม.ค.-ส.ค. ด้วยจำนวน 962,462 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวร่วงลง 28.2%

    เวียดนามตามมาอันดับสองที่จำนวน 808,471 คน ลดลง 6.9% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนอยู่ที่ 784,965 คน เพิ่มขึ้น 45.7%

    ทอง เมงเดวิด อาจารย์จากสถาบันการศึกษานานาชาติและนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัย Royal University of Phnom Penh กล่าวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงสะท้อนสองสาเหตุ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจภูมิภาค และการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    อย่างไรก็ดี เขากล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า สนามบินนานาชาติเตโชที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้ จะเป็นประตูหลักสู่กัมพูชา โดยจะรองรับเที่ยวบินมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่ดีขึ้น การรองรับเที่ยวบินตรงทั้งระยะไกลและเที่ยวบินภูมิภาคได้มากขึ้นจะทำให้การเดินทางมายังกัมพูชามีความสะดวกและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็น 1 ใน 4 เสาหลักที่สนับสนุนเศรษฐกิจของกัมพูชา นอกเหนือไปจากการส่งออกเสื้อผ้า รองเท้าและสินค้าสำหรับการเดินทาง เกษตรกรรม การก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534482&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06RTVLW9m1Qwka5HbmLKMo

  • “ซีพี” หนุน 20 คนรุ่นใหม่ไทยก้าวสู่เวที One Young World 2025 เยอรมนี [PR]

    “ซีพี” หนุน 20 คนรุ่นใหม่ไทยก้าวสู่เวที One Young World 2025 เยอรมนี [PR]

    ซีพี

    เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และบริษัทในเครือ เดินหน้าสนับสนุนคนรุ่นใหม่ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องปีที่ 10 โดยส่ง 20 พนักงานรุ่นใหม่ จากบริษัทในเครือ อาทิ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ทรู คอร์ปอเรชั่น, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ซีพีแลนด์, Ascend Group, FIT, CPCRT และ CPLI เข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลก One Young World Summit 2025 ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–20 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองมิวนิก เยอรมนี ร่วมกับเยาวชนกว่า 190 ประเทศ ภายใต้แนวคิด “Brave the Future, For a Better Tomorrow – กล้าก้าวสู่อนาคต เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันหาทางออกต่อ 5 วาระสำคัญของโลก ได้แก่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy), การต่อต้านความเกลียดชังและการแบ่งแยก (Anti-Hate), การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Tech), การศึกษาเพื่อความเสมอภาค (Education) และ สันติภาพและความมั่นคงของโลก (Peace & Security) โดยตัวแทนทั้ง 20 คนซึ่งซีพีเชื่อมั่นว่าเป็นพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ได้ผ่านการเรียนรู้และพัฒนาอย่างเข้มข้น ทั้งการศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมในเครือ ตลอดจนเข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อม ณ สถาบันพัฒนาผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPLI) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเสริมองค์ความรู้ทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ พร้อมรับแรงบันดาลใจจากผู้เชี่ยวชาญและผู้นำทางความคิด ก่อนนำไปต่อยอดและแลกเปลี่ยนกับเพื่อนเยาวชนบนเวทีโลก

    ซีพี

    นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า “ท่ามกลางความซับซ้อนของโลกในปัจจุบัน ซีพีตระหนักดีว่าการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนต้องอาศัยพลังของคนรุ่นใหม่ เราจึงสนับสนุนให้พนักงานของเราได้มีโอกาสเข้าร่วมเวที One Young World ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และร่วมสร้างสรรค์แนวทางใหม่เพื่อขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะใน 5 ประเด็นสำคัญของโลกที่จะถูกหยิบยกขึ้นอภิปรายในครั้งนี้ ได้แก่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy), การต่อต้านความเกลียดชังและการแบ่งแยก (Anti-Hate), การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Tech), การศึกษาเพื่อความเสมอภาค (Education) และ สันติภาพและความมั่นคงของโลก (Peace & Security)ซึ่งล้วนสอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของซีพี การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้จึงไม่เพียงมอบแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนไทยและคนรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นการสร้าง “สะพาน” เชื่อมสู่เวทีโลก เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และเสียงที่ทรงพลัง อันจะก่อให้เกิดความกล้าที่จะคิด ลงมือทำ และยืนหยัดต่อความท้าทายต่าง ๆ พร้อมนำสิ่งที่ได้กลับมาสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศไทยในลำดับถัดไป”

    นางสาวศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะคณะกรรมการโครงการ One Young World เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดโครงการว่า “One Young World ถือเป็นเวทีประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรวบรวมคนรุ่นใหม่อายุ 18–30 ปีจากกว่า 190 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นเร่งด่วนที่ส่งผลต่อมนุษยชาติ โดยมีผู้นำระดับโลกเข้าร่วมเพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจและประสบการณ์ตรงให้แก่เยาวชนทั่วโลก โดยทาง ซีพี ได้ส่งพนักงานรุ่นใหม่เข้าร่วม One Young World อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพในระดับสากล”

    นายชิษณุพงศ์ ศิริธนะวุฒิชัย Specialist, Web and Ecommerce, Product and Service บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) กล่าวว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis) คือปัญหาที่ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบ และ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” คือแนวทางสำคัญในการแก้ไขอย่างยั่งยืน เพราะสามารถมุ่งลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง นำสิ่งที่เหลือกลับมาใช้ซ้ำและต่อยอดให้เกิดมูลค่าสูงสุด ควบคู่กับการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต เชื่อมั่นว่าเวที One Young World จะเปิดโอกาสให้ได้รับมุมมองจากผู้นำความคิดและเพื่อนคนรุ่นใหม่จากทั่วโลก พร้อมกันนั้นยังเป็นพื้นที่ที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองในฐานะตัวแทนประเทศไทย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนร่วมกันอย่างแท้จริง

    นางสาวภูริชญา สุวรรณศรี Business Development Officer, CPCRT ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น “การต่อต้านความเกลียดชังและการแบ่งแยก” (Anti-hate) กล่าวว่า “ตนเคยมีโอกาสใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับผู้คนในประเทศเมียนมา ซึ่งทำให้เห็นว่าความแตกต่างทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม หรือความคิด ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นรอยร้าว หากแต่สามารถเป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพและเกื้อกูล เมื่อผู้คนเรียนรู้ที่จะยอมรับและก้าวข้ามความเกลียดชัง ความหลากหลายก็จะกลายเป็นพลังสำคัญที่นำพาสังคมไปสู่สันติสุขอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ยังเชื่อมั่นว่าเวที One Young World จะเป็นพื้นที่ที่ศูนย์รวมความหลากหลาย เพื่อให้เราได้เรียนรู้ความแตกต่างทางความคิด มุมมอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่นำพาสังคมไปสู่สันติ ลดความเกลียดชังได้”

    นางสาวจิณต์ธญา โภคาวสิทธิ์วรกุล Business Analyst, CPF Ventures กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น “การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ” (Responsible Tech) กล่าวว่า “การนำเทคโนโลยีระดับโลก โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้กับการทำงานใน CPF ถือเป็นภารกิจสำคัญ ตนมีโอกาสทำงานพัฒนาโครงการที่เชื่อมโยง AI เข้ากับภาคเกษตรกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรที่ปัจจุบันย้ายเข้าสู่เมืองมากขึ้น จึงมองว่าคำถามสำคัญคือ “เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ AI ได้อย่างแท้จริง” ซึ่งผู้พัฒนาเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบ ทั้งในการออกแบบ การประยุกต์ใช้ และการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม โดยการดึงภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมมือกัน เพื่อให้เกษตรกรไทย หรือคนไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ที่เหมาะสม ไม่ต่างจากตัวอย่างในประเทศจีนที่ประสบความสำเร็จในการทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาคเกษตรกรรมอย่างกว้างขวาง ซึ่งคาดว่าเวที One Young World จะให้โอกาสได้เรียนรู้ ต่อยอดประสบการณ์ และนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้”

    นางสาวรำไทย มาคะเซน LDP All Grocer, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น “การศึกษาเพื่อความเสมอภาค” (Education) กล่าวว่า “ตนให้ความสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน เพราะเห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งความเหลื่อมล้ำดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อโอกาสในการเรียนรู้ แต่ยังส่งผลต่อปัญหาสังคมด้านอื่น ๆ ตามมา ตนได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ และเล็งเห็นว่าร้านสาขาเหล่านี้สามารถกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทั้งในรูปแบบการแนะแนวทางการศึกษาและการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้จริง ตนเชื่อมั่นว่าเวที One Young World จะเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้นำรุ่นใหม่จากนานาประเทศ เพื่อเก็บเกี่ยวแนวคิดและโมเดลการพัฒนาการศึกษาที่หลากหลาย และนำกลับมาปรับใช้ในประเทศไทย เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างความเสมอภาคและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง”

    นางสาวรัชพร ศิริพงษ์ Project Manager สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประเด็น สันติภาพและความมั่นคงของโลก (Peace & Security) กล่าวว่า การสร้างสันติภาพและความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่คือ “ความมั่นคงของมนุษย์” ที่เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยทางจิตใจของทุกคน ตนเคยมีประสบการณ์ทำงานในพื้นที่ชายแดน ซึ่งทำให้เห็นถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสของผู้คน อันนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและความไม่มั่นคงในชีวิต การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยการศึกษา การสร้างความเข้าใจเพื่อต่อต้านความเกลียดชัง และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ โดยเชื่อว่าเวที One Young World จะเปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนมุมมองจากนานาประเทศ และนำหลักการหรือแนวคิดที่ได้มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเท่าเทียมมากขึ้น

    ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ทั้ง 20 คนได้อุ่นเครื่องและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าร่วมเวที One Young World Summit 2025 ผ่านกิจกรรมการเยี่ยมชมโรงงานข้าวนครหลวง CPI โดยข้าวตราฉัตร โรงงานข้าวขนาดใหญ่ และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บนพื้นที่กว่า 270 ไร่ งบประมาณ 3,000 ล้านบาท ที่มีโรงเก็บวัตถุดิบข้าว 8 โรง รองรับข้าวได้ถึง 240,000 ตัน และควบคุมทุกขั้นตอนการผลิตด้วยระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมกันนี้ยังได้เยี่ยมชมโรงงานซีพี-เมจิ ผู้ผลิตและจำหน่ายนมพาสเจอร์ไรส์อันดับหนึ่งของประเทศไทย พร้อมสัมผัสประสบการณ์จริงที่ Milk Museum by CP-Meiji ศูนย์การเรียนรู้กระบวนการผลิตนมและโยเกิร์ตแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย เพื่อเรียนรู้การดำเนินการธุรกิจของเครือฯ ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรม Bootcamp เพื่อเติมเต็มความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญใน 5 ด้านสอดคล้องกับหัวข้ออภิปรายในเวที One Young World Summit 2025 ได้แก่ “Circular Economy” โดย ผศ.ดร.พรพรหม สุธาทร ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการเปลี่ยนแปลง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, “Anti-Hate” โดย นางสาวสุภาณี พงษ์เรืองพันธุ์ ที่ปรึกษาด้านความเท่าเทียมทางเพศและการมีส่วนร่วมทางสังคม โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), “Responsible Tech” โดย นายนพปฎล ประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ แผนกพัฒนาบริการใหม่ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น, “Education” โดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และ “Peace & Security” โดย ผศ.ดร.ไพลิน กิตติเสรีชัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนการอบรมธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) โดยมร. คัลลัม แมคเคนซี่ ผู้ร่วมก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการ Yunus Thailand Foundation และการอบรมคิดวิเคราะห์เพื่อการแก้ปัญหา และการสื่อสารสาธารณะ (Critical Thinking for Problem Solving and Public Global Communication) โดยนายวิศรุต เคหะสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Critical Thinking ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้ช่วยให้ตัวแทนเยาวชนได้เรียนรู้ทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและแนวคิดที่จะนำไปต่อยอดในการประชุม One Young World Summit 2025 อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.brandbuffet.in.th/2025/10/cp-group-one-young-world-2025/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bsJssqOo7YyPmlDLBtI9h

  • ประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษาและคณะกรรมการทุนการศึกษา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษาและคณะกรรมการทุนการศึกษา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115676/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZAUDeGnhUNFPQHDApe6pr

  • ม.อ. เปิดเวที Hub of Knowledge รวมพลังนักวิจัย-ภาครัฐ-เอกชน พัฒนาเทคโนโลยีเซ็นเซอร์เพื่อคุณภาพชีวิต

    ม.อ. เปิดเวที Hub of Knowledge รวมพลังนักวิจัย-ภาครัฐ-เอกชน พัฒนาเทคโนโลยีเซ็นเซอร์เพื่อคุณภาพชีวิต

    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดย คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ ศูนย์กลางความรู้ด้านเทคโนโลยีตัวรับรู้ทางเคมีและชีวภาพ จัดกิจกรรมอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ ภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมเทคโนโลยีตัวรับรู้ทางเคมีและชีวภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตและความยั่งยืน” เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุม EILA 5 อาคารศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ (LRC1) และห้อง Smart Classroom คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ โดยมีการบรรยาย เสวนา และการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการที่มุ่งเน้นการต่อยอดผลงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้จริง

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ. นพ.สุนทร วงษ์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ศ. ดร.อัญชนา ประเทพ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ กล่าวต้อนรับ และ ศ. ดร.อรวรรณ ชัยลภากุล ผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวรายงาน ซึ่งต่างสะท้อนวิสัยทัศน์การสร้าง “Hub of Knowledge” ที่เป็นเวทีเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัย นักศึกษา ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมทั่วประเทศ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเซ็นเซอร์อัจฉริยะและไบโอเซ็นเซอร์

    กิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วยการบรรยายและเสวนาจากนักวิชาการหลายสถาบัน เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา ตลอดจนภาคเอกชนอย่างบริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) โดยมีการนำเสนอหัวข้อที่สะท้อนความสำคัญของเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ในชีวิตจริง อาทิ กรณีศึกษาการใช้ผลงานวิจัยในงานพิสูจน์หลักฐาน และการพัฒนา “Water Card อัจฉริยะไร้แบตเตอรี่” สำหรับตรวจวัดคุณภาพน้ำดื่ม

    นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในบรรยากาศ “Coffee Lab” พร้อมสาธิตการใช้อุปกรณ์วิจัยใหม่ ๆ เช่น เครื่องโพเทนซิโอสแตทแบบพกพา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นศักยภาพของงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้จริงได้ทันที กิจกรรมทั้งหมดมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายวิจัย การเปิดเวทีสนทนาเชิงวิชาการ และการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่สนใจด้านนวัตกรรมเซ็นเซอร์

    การประชุมครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการรวมพลังทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของไทย โดยมุ่งหวังให้ Hub of Knowledge ด้าน Chemical และ Biological Sensor Technology เป็นฐานความรู้กลางที่เข้มแข็ง สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของประเทศ

    ติดตามข้อมูลและกิจกรรมต่อเนื่องของศูนย์ฯ ได้ที่ https://sensorhub2025.org และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/961767&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fRAnV7WrCk1TxUOJ_6rls