Blog

  • ‘ขวัญ’ สาวที่ถูกอ้างโลกใบที่สอง ‘เด๋อ’ โต้กลับ ลั่นหนังคนละม้วน ยันไม่มีการจดทะเบียนสมรส! | เดลินิวส์

    ‘ขวัญ’ สาวที่ถูกอ้างโลกใบที่สอง ‘เด๋อ’ โต้กลับ ลั่นหนังคนละม้วน ยันไม่มีการจดทะเบียนสมรส! | เดลินิวส์

    กลายเป็นมหากาพย์รักสามเส้าที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่นักแสดงสาวรุ่นใหญ่ “ปูกนกวรรณ บุรานนท์” ภรรยาของตลกชั้นครู “เด๋อ ดอกสะเดา” ออกมาเปิดใจทั้งน้ำตาว่าถูกหลอกให้เป็นโลกใบที่หนึ่งมาตลอด 29 ปี โดยจับได้ว่าฝ่ายชายมีโลกใบที่สองและมีการจดทะเบียนสมรสกัน จนเป็นเหตุให้ตัดสินใจประกาศแยกทางตามข่าวที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้นั้น

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 69 ในรายการ “โหนกระแส” โดย “หนุ่ม กรรชัย” ได้ต่อสายตรงถึง “คุณขวัญ” ผู้ถูกอ้างว่าเป็นโลกใบที่สองของเด๋อ เพื่อถามหาข้อเท็จจริง โดย หนุ่ม กรรชัย ได้ถาม ขวัญ ว่า “คุณขวัญอยู่ในชีวิตของคุณเด๋อตอนที่เขามีคุณปูหรือเปล่า และคุณไม่ได้เป็นโลกอีกใบของคุณเด๋อใช่ไหม?” ซึ่งด้านขวัญได้ตอบกลับว่า “ไม่ค่ะ”

    นอกจากนี้ด้านขวัญได้เผยว่า “ตนเคยคบหาคุณเด๋อแบบเป็นแฟนและคนสนิทในอดีต ถามว่ากี่ปีก็นานมาแล้ว อดีตไปแล้ว ส่วนสาเหตุที่ไปเยี่ยมคุณเด๋อที่ศูนย์คือรู้จากข่าวค่ะ สงสัยว่าทำไมแกเป็นขนาดนี้ ก็เลยขอไปเยี่ยม ไปเยี่ยมในฐานะคนรู้จักกันค่ะ ส่วนที่เรามีการไปนั่งเฝ้าคุณเด๋อ เพราะพี่ณภัทร (เปิ้ล) เขาไม่ว่างค่ะ แล้วเห็นแก (เด๋อ) อยู่คนเดียว ก็เลยให้เบอร์ไว้ พร้อมบอกว่าถ้าจะให้ช่วยก็โทรฯ บอกได้ ถ้าว่างก็จะมาดูให้ แค่นี้เอง ก็ไปดูแค่แป๊บเดียวเองค่ะ

    ส่วนที่คุณปูเขาพูดว่าพอเจอกันก็ใช้คำพูดที่ไม่ค่อยเหมาะสม “ขอโทษด้วยนะในเรื่องอดีต” แล้วจะให้พูดยังไงคะ มันเป็นอดีตไปแล้ว ก็แก่ๆ กันแล้ว เราก็พูดจริงค่ะ ก็มันไม่มีอะไรค่ะ สงสารแก (เด๋อ) พอแกนอนติดเตียงก็ไม่ได้คิดอะไร ตัวเราก็ไม่ได้คิดอะไรนะคะ ถามว่าคุณปูเคยรู้เรื่องเรามาก่อนไหม ถ้าจะเอาสมัยก่อนก็เหมือนที่เขาพูดนั่นแหละค่ะ คือเขารู้แล้วเขาก็เคยเคลียร์กับเราเมื่อ 29 ปีก่อน ตั้งแต่เคลียร์กันตอนนั้นก็เลิกรากันไป พอเจอกันมันก็เลยมีคำพูด ‘ขอโทษสำหรับอดีต’ ออกมา

    สำหรับเรื่องการจดทะเบียนสมรสกับคุณเด๋อ ไม่มีค่ะ และลูกสาวก็เป็นลูกกับแฟนเก่าค่ะ ลูกสาวชื่อเปิ้ลค่ะ (หนุ่ม กรรชัย: ถ้าลูกพี่เด๋อเขาคงไม่ตั้งชื่อเดียวกับคุณ (ชี้ไปที่เปิ้ลลูกสาวเด๋อ) วันนั้นทางคุณและคุณปูคุยกันด้วยเหตุผล หรือว่ามีการพูดจาไม่ดีไม่งาม จนกระทั่งคุณเด๋อเขาไล่คุณออกจากห้องไปไหม) ไม่ใช่ค่ะ พอเขาเข้าไปเสร็จ เขาก็ถามว่ามาเฝ้าพี่เด๋อเหรอ เราก็เลยบอกว่าใช่ แล้วเขาถามว่าชื่ออะไร ทีแรกเราก็ยังไม่ได้บอกชื่อ ก็ไม่รู้จะโกหกยังไงเลยบอกไปว่าชื่อขวัญ เขาก็ถามว่าเราเคยคุยกันไหม ก็เลยตอบไปว่าใช่ แล้วเขาก็บอกต่อไปว่าไม่ได้คิดอะไรแล้ว อโหสิให้พี่เขาแล้ว เราก็เลยบอกไปว่าไม่ต้องคิดมากนะ”

    เปิ้ล ลูกสาวขวัญ ได้เผยต่อว่า “ปกติคือมีคนมาเยี่ยม คือมันก็ไม่สามารถเข้าไปได้หลายๆ คน ก็ต้องให้คนที่มาเยี่ยมเข้าไปพูดคุยกับผู้ป่วย แม่ก็เลยออกมา หลังจากที่ได้มีการพูดคุยกับคุณปูไป (หนุ่ม: ยืนยันไหมว่าในระยะเวลาที่คุณปูกับคุณเด๋ออยู่ด้วยกันมา 29 ปี คุณแม่ของคุณไม่ได้เข้าอยู่ในชีวิตของทางคุณเด๋อเขาเลย เป็นโลกอีกใบ) ค่ะ (ขวัญ: ยืนยันค่ะ)

    หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นเราก็ยังไปเยี่ยมอยู่ค่ะ เปิ้ลเป็นคนไปส่งแม่เอง เพราะว่าจะไปดูคุณลุงว่าเขาเป็นยังไงบ้าง ซึ่งตัวเราเองก็เข้าไปเยี่ยมค่ะ เพราะว่าแกก็เห็นว่าเปิ้ลมากับคุณแม่ ด้วยความที่แกพูดไม่ได้แต่ก็เหมือนดีใจแหละที่คนมาเยี่ยม แกก็ร้องไห้ ส่วนที่หลายคนส่งข้อความมาว่าไปเยี่ยมทำไม คือเอาง่ายๆ นะคะ คนป่วยไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่ ถ้าเรารู้จักและเขาป่วยหนักด้วยเนาะ อาการลุงแกค่อนข้างหนัก แล้วแม่บอกว่าอยากไปเยี่ยม ขอไปเยี่ยมหน่อยได้ไหม ให้พาไปหน่อย คราวนี้เปิ้ลเองก็เลยพาไป

    แล้วหลังจากที่แม่ให้สัมภาษณ์ไป กระแสที่มันเกิดขึ้นก็มีคนเข้ามาหลากหลาย เสียงแตกมากมาย แล้วก็ว่ามาทางฝั่งแม่ เอาจริงๆ ทางเราไม่ต้องออกมาสัมภาษณ์หรือพูดเรื่องพวกนี้ก็ได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าเป็นครอบครัวของเรา แต่เราแค่บริสุทธิ์ใจ ณ เริ่มต้นก็แค่เข้าไปเยี่ยมในโรงพยาบาล และหลังจากนั้นก็คือมีการแลกช่องทางติดต่อกับทางพี่ณภัทรตามที่คุณแม่แจ้ง ก็แค่นั้นเอง แล้ววันนั้นพี่ณภัทรก็แค่โทรฯ มาว่าคุณแม่สะดวกไหม ไปช่วยดูแลสักแป๊บหนึ่ง ซึ่งทางเปิ้ลเองก็เป็นคนไปส่ง แต่ว่าไม่ได้อยู่ด้วยเพราะต้องกลับมาทำงานแค่นั้นเอง ก็ยืนยันว่าไม่ได้มีประเด็นแบบนั้น

    การที่เราแสดงความบริสุทธิ์ใจแค่ไปเยี่ยมคนป่วย แล้วมันทำให้คนทั่วไปมองว่าทำไมถึงกลับไปเยี่ยม ทั้งๆ ที่เคยเป็นอดีตกันมาก่อน คือสิ่งที่เรามองคือแค่ว่าเราเคยรู้จักกัน อาจจะมีความรู้สึกดีๆ ที่เคยให้กัน และเคยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราก็มาเยี่ยมตามปกติด้วยมนุษยธรรมที่มันควรจะมี ซึ่งเปิ้ลมองว่ามันเป็นเรื่องปกติทั่วไป ส่วนเรื่องที่ว่าเรื่องโลกใบที่สองที่สาม เราแค่คิดว่าคุณปูลองมาพูดคุยกันก่อนไหมก่อนที่จะมาออกข่าว ซึ่งเปิ้ลก็มองว่ามันก็ไม่แฟร์เหมือนกันที่เราจะต้องมารับคอมเมนต์และกระแสสังคมตีกลับมา ก็อยากให้ค่อยๆ ลองคิดทบทวนดูนิดหนึ่ง คือมันไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เราเข้าไปและเป็นมือที่สาม อันนี้บอกเลยว่าแม่ก็อายุไม่ใช่น้อยแล้ว ทางคุณปูหรือทางลุงเด๋อก็ไม่น่าจะมาในเรื่องหึงหวงอะไรแบบนี้ ซึ่งคุณแม่ของเปิ้ลก็อายุประมาณ 61-62 แล้วค่ะ”

    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการโหนกระแส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5653103/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PqpBcgkacikFONcGtSdRd

  • ภาคการท่องเที่ยวไทยดูแลนักท่องเที่ยวเต็มสูบ ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    ภาคการท่องเที่ยวไทยดูแลนักท่องเที่ยวเต็มสูบ ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความอุ่นใจของนักท่องเที่ยวทุกคน โดยภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างร่วมมือร่วมใจกันในการให้ความช่วยเหลือและดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่ง ททท. จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ททท. สำนักงานในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา ได้ช่วยประสานในการดูแลนักท่องเที่ยว ทั้งในเรื่องโรงแรมที่พัก ให้ข้อมูลข่าวสารอำนวยความสะดวกการเดินทาง รวมทั้งประสานงานผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ขณะที่ ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวและสมาคมโรงแรมจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา ต่างร่วมกันออกมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการช่วยบรรเทาผลกระทบแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยความรับผิดชอบ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    economic-business-thai-tourists-middle-east-war-support-SPACEBAR-Photo01.jpg

    สำหรับมาตรการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้เพิ่มการอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลและการประสานงานภายในท่าอากาศยาน จัดเตรียมน้ำดื่มแจกจ่ายแก่ผู้โดยสารที่รอเช็กอิน และจัดพื้นที่รองรับให้เพียงพอ ตลอดจนประสานงานกับสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการเที่ยวบินและดูแลผู้โดยสารให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะที่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา และสมาคมโรงแรมจังหวัดพังงา, สมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมการเลื่อนการเดินทางหรือเลื่อนการเข้าพัก (Reschedule) และยกเว้นค่าธรรมเนียมการยกเลิก (Cancellation) สำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมถึงเสนออัตราพิเศษหรือเงื่อนไขที่เหมาะสม สำหรับนักท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องขยายระยะเวลาการพำนัก ตลอดจนอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์และเที่ยวบิน ในส่วนของสายการบินได้มีการผ่อนผันเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนการเดินทางตามสถานการณ์ รวมทั้งดูแลจัดโรงแรมที่พักให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความกังวลของผู้โดยสาร

    นอกเหนือจากมาตรการดูแลเฉพาะหน้า ภาครัฐได้กำหนดนโยบายเชิงรุก เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางในมิติการท่องเที่ยวอย่างรอบด้าน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะสำคัญ ได้แก่

    ·     ระยะสั้น มุ่งกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการชะลอการเดินทางออกนอกประเทศ และรักษาการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ที่ผันผวน

    ·     ระยะยาว มุ่งเสริมศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็น “Second Hub” ทางการบิน เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาศูนย์กลางการบินในพื้นที่ที่มีความไม่แน่นอน พร้อมผลักดันการเพิ่มโอกาสเที่ยวบินตรงของสายการบินไทยสู่ตลาดสำคัญทั่วโลก อันจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบการเดินทางระหว่างประเทศในอนาคต

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่มีแผนเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือพื้นที่ใกล้เคียง ขอให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินอย่างใกล้ชิด ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน เคาน์เตอร์สายการบิน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือช่องทางติดต่อโดยตรงของสายการบิน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ หากต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางหรือประสานขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อ TAT Call Center โทร 1672 Travel Buddy หรือสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว โทร 1155

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourists-middle-east-war-support&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VkoCJjkBI0QEiyRYBEs_t

  • ชัดเจน! เกณฑ์เยียวยา 2,000 บ./วัน ช่วยผู้ประกอบการดูแลนทท.ตกค้าง

    ชัดเจน! เกณฑ์เยียวยา 2,000 บ./วัน ช่วยผู้ประกอบการดูแลนทท.ตกค้าง

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้แถลงชี้แจงถึงเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาจำนวน 2,000 บาทต่อวัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือ

    พร้อมระบุว่าเงินจำนวนนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย เช่น โรงแรมและร้านอาหาร ที่ต้องรับภาระดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งติดค้างอยู่ในประเทศไทยเนื่องจากเหตุสุดวิสัย
     

    สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาจ่ายเงินนั้น กระทรวงฯ จะดำเนินการเมื่อสถานการณ์มีความรุนแรงและยืดเยื้อ จนถึงจุดที่ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลนักท่องเที่ยวที่ตกค้างได้อีกต่อไป 

    โดยลักษณะการจ่ายจะเป็นการเหมาจ่ายค่าที่พักและอาหารในอัตราเฉลี่ย 2,000 บาทต่อราย ซึ่งเป็นการจ่ายตรงให้กับผู้ประกอบการ ไม่ใช่การจ่ายให้กับตัวนักท่องเที่ยวโดยตรง

    ในปัจจุบัน กระทรวงฯ กำลังติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และได้มีการหารือร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อเตรียมแนวทางรองรับ
     

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบของกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในการช่วยเหลือกรณีวิกฤต เช่น การปิดสนามบินในอดีตมาแล้ว โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากการตั้งเรื่องของบกลางที่รัฐบาลจัดสรรให้ในแต่ละปี เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีตามการประเมินสถานการณ์รายวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/738835&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NBI1mfDJWVGIIW904jsWT

  • “ภรรยาโชต้า” อดีตแข้งลิเวอร์พูล โพสต์โซเชียล เช็กอินเที่ยวประเทศไทย

    “ภรรยาโชต้า” อดีตแข้งลิเวอร์พูล โพสต์โซเชียล เช็กอินเที่ยวประเทศไทย

    Thairath Sport

    • facebook
    • twitter
    • youtube
    • instagram
    • tiktok

    “ภรรยาโชต้า” อดีตแข้งลิเวอร์พูล โพสต์โซเชียล เช็กอินเที่ยวประเทศไทย

    ไทยรัฐออนไลน์

    3 มี.ค. 2569 12:33 น.

    English version

    LightDark

    แชร์ข่าวนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/sport/eurofootball/premierleague/2917549&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Avd9MXIR3S_voG1ZviMb4

  • การ์ทเนอร์ อิงก์ คาดยอดใช้จ่ายไอทีทั่วโลกปี 69 จะพุ่งแตะ 6.15 ล้านล้านดอลลาร์ โต 10.8%

    การ์ทเนอร์ อิงก์ คาดยอดใช้จ่ายไอทีทั่วโลกปี 69 จะพุ่งแตะ 6.15 ล้านล้านดอลลาร์ โต 10.8%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นาย จอห์น-เดวิด เลิฟล็อค รองประธานฝ่ายวิเคราะห์ การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีชั้นนำ เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกในปี 2569 จะสูงถึง 6.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.8 เปอร์เซ็นต์จากปี 2568

    ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายไอทีของประเทศไทยในปี 2569 นั้น การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่า จะมียอดสูงเกือบ 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.36 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2568

    สำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI ในปี 2569 จะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การ์ทเนอร์คาดว่า ยอดการใช้จ่ายในกลุ่มระบบดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย จากทั้งฝั่งองค์กรและผู้ให้บริการ จะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เพิ่มขึ้น 27.9 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นมูลค่า 70.6 พันล้านบาท ซึ่งภายในหมวดนี้ ยอดใช้จ่ายเซิร์ฟเวอร์ จะเพิ่มขึ้นเกือบ 38 เปอร์เซ็นต์ มีมูลค่าแตะ 51.1 พันล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการลงทุนในเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งมาเพื่อรองรับ AI หรือ AI-optimized servers สำหรับรองรับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000021320&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Q1DHKK7nMWrBVM34Kboj

  • “การ์ทเนอร์”คาดยอดใช้จ่ายไอทีในไทยสูงเกือบ 1.1 ล้านล้านบาท | เดลินิวส์

    “การ์ทเนอร์”คาดยอดใช้จ่ายไอทีในไทยสูงเกือบ 1.1 ล้านล้านบาท | เดลินิวส์

    นาย จอห์น-เดวิด เลิฟล็อค รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีชั้นนำ  เปิดเผยว่า บริษัทได้ คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกในปี  69 จะสูงถึง 6.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.8% จากปี 2568 ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายไอทีของประเทศไทยในปี 69 นี้  การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าจะมียอดสูงเกือบ 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.36% จากปี 68

    โดยปีนี้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI จะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การ์ทเนอร์คาดว่ายอดการใช้จ่ายในกลุ่มระบบดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย จากทั้งฝั่งองค์กรและผู้ให้บริการ จะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เพิ่มขึ้น 27.9% หรือคิดเป็นมูลค่า 70.6 พันล้านบาท ซึ่งภายในหมวดนี้ ยอดใช้จ่ายเซิร์ฟเวอร์ จะเพิ่มขึ้นเกือบ 38% มีมูลค่าแตะ 51.1 พันล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการลงทุนในเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งมาเพื่อรองรับ AI หรือ AI-optimized servers สำหรับรองรับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มขึ้น

    ในปี 69 นี้ บริการด้านการสื่อสาร ยังเป็นหมวดที่มียอดการใช้จ่ายไอทีสูงที่สุดในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้จ่ายในด้านการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก ซึ่งการ์ทเนอร์คาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายในส่วนนี้ จะเติบโตสูงเกือบ 457.1 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.63% จากปี 68

    “การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่พุ่งสูงเกินจริงอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า ‘ภาวะฟองสบู่ AI’ โดยพบว่ามียอดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยความต้องการจากผู้ให้บริการคลาวด์ระดับไฮเปอร์สเกลยังเป็นปัจจัยหนุนหลักที่ขับเคลื่อนการลงทุนในเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งมาเพื่อรองรับภาระงานของ AI โดยเฉพาะ” 

    ในปีนี้ยอดการใช้จ่ายในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกจะเร่งตัวขึ้น โดยเติบโตถึง 36.9% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่การใช้จ่ายด้านดาต้าเซ็นเตอร์ในภาพรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 31.7% คิดเป็นมูลค่าทะลุ 650 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าเกือบแตะ 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    ยอดใช้จ่ายซอฟต์แวร์เติบโตสูงเป็นอันดับ 2 แม้มีการปรับลดลง

    การ์ทเนอร์ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของการใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ในปีนี้ลงเล็กน้อยเหลือ 14.7% จากเดิม 15.2% ซึ่งครอบคลุมทั้งซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐาน

    อย่างไรก็ตาม มูลค่ารวมยังคงสูงกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะกลุ่ม GenAI ที่ตัวเลขคาดการณ์ในปีนี้ยังคงเดิมคือเติบโตสูงถึง 80.8% และคาดว่า GenAI จะมีสัดส่วนในตลาดซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นอีก 1.8%

    ตลาดอุปกรณ์ดีไวซ์ส่งสัญญาณชะลอตัวในปี 69 

    แม้การส่งมอบโทรศัพท์มือถือ พีซี และแท็บเล็ตจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับ 836 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 แต่ข้อจำกัดด้านความต้องการของตลาดทำให้การเติบโตชะลอตัวลดลงเหลือเพียง 6.1%

    “สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาหน่วยความจำ (Memory) ซึ่งส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ย (Average Selling Price หรือ ASP) สูงขึ้น จนทำให้ผู้บริโภคชะลอการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ นอกจากนี้ ต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นยังทำให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลนในตลาดระดับล่าง ซึ่งมีกำไรน้อยอยู่แล้ว ด้วยปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ตัวเลขการส่งมอบอุปกรณ์ดีไวซ์เติบโตไม่หวือหวา” เลิฟล็อค กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5653641/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw165OHD-jmHZbpLMckQD7e8

  • เศรษฐกิจออสเตรเลียขยายตัวแกร่งเกินคาด 0.8% ใน Q4/68 : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจออสเตรเลียขยายตัวแกร่งเกินคาด 0.8% ใน Q4/68 : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (ABS) รายงานในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 0.8% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเมื่อเทียบเป็นรายปี GDP มีการขยายตัว 2.6%

    ทั้งนี้ GDP ไตรมาส 4 ของออสตเรเลียขยายตัวได้ดีกว่าในไตรมาส 3 ซึ่งมีการขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบรายปี

    สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าวออสเตรเลียน บรอดคาสติง คอร์ปอเรเชัน (ABC) ซึ่งมีการเผยแพร่ในช่วงเช้าวันนี้ว่า นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า GDP ไตรมาส 4 ของออสเตรเลียจะขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 2.2% เมื่อเทียบรายปี

    ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ได้เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์อย่างเป็นทางการในเดือนก.พ.ที่ผ่านมาว่า GDP จะขยายตัว 2.3% ในช่วงเวลา 12 เดือนซึ่งสิ้นสุดเดือนธ.ค.

    จิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของออสเตรเลียได้ออกมาแสดงความเห็นว่า ตัวเลข GDP ที่มีการเปิดเผยล่าสุดนี้บ่งชี้ถึงรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้ออสเตรเลียสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่านและทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u8R2jtuab19rRqcFEc7OU

  • ภาคการท่องเที่ยวไทยดูแลนักท่องเที่ยวเต็มสูบ ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    ภาคการท่องเที่ยวไทยดูแลนักท่องเที่ยวเต็มสูบ ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความอุ่นใจของนักท่องเที่ยวทุกคน โดยภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างร่วมมือร่วมใจกันในการให้ความช่วยเหลือและดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่ง ททท. จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ททท. สำนักงานในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา ได้ช่วยประสานในการดูแลนักท่องเที่ยว ทั้งในเรื่องโรงแรมที่พัก ให้ข้อมูลข่าวสารอำนวยความสะดวกการเดินทาง รวมทั้งประสานงานผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ขณะที่ ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวและสมาคมโรงแรมจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา ต่างร่วมกันออกมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการช่วยบรรเทาผลกระทบแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยความรับผิดชอบ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    economic-business-thai-tourists-middle-east-war-support-SPACEBAR-Photo01.jpg

    สำหรับมาตรการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้เพิ่มการอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลและการประสานงานภายในท่าอากาศยาน จัดเตรียมน้ำดื่มแจกจ่ายแก่ผู้โดยสารที่รอเช็กอิน และจัดพื้นที่รองรับให้เพียงพอ ตลอดจนประสานงานกับสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการเที่ยวบินและดูแลผู้โดยสารให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะที่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา และสมาคมโรงแรมจังหวัดพังงา, สมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมการเลื่อนการเดินทางหรือเลื่อนการเข้าพัก (Reschedule) และยกเว้นค่าธรรมเนียมการยกเลิก (Cancellation) สำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมถึงเสนออัตราพิเศษหรือเงื่อนไขที่เหมาะสม สำหรับนักท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องขยายระยะเวลาการพำนัก ตลอดจนอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์และเที่ยวบิน ในส่วนของสายการบินได้มีการผ่อนผันเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนการเดินทางตามสถานการณ์ รวมทั้งดูแลจัดโรงแรมที่พักให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความกังวลของผู้โดยสาร

    นอกเหนือจากมาตรการดูแลเฉพาะหน้า ภาครัฐได้กำหนดนโยบายเชิงรุก เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางในมิติการท่องเที่ยวอย่างรอบด้าน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะสำคัญ ได้แก่

    ·     ระยะสั้น มุ่งกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการชะลอการเดินทางออกนอกประเทศ และรักษาการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ที่ผันผวน

    ·     ระยะยาว มุ่งเสริมศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็น “Second Hub” ทางการบิน เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาศูนย์กลางการบินในพื้นที่ที่มีความไม่แน่นอน พร้อมผลักดันการเพิ่มโอกาสเที่ยวบินตรงของสายการบินไทยสู่ตลาดสำคัญทั่วโลก อันจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบการเดินทางระหว่างประเทศในอนาคต

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่มีแผนเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือพื้นที่ใกล้เคียง ขอให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินอย่างใกล้ชิด ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน เคาน์เตอร์สายการบิน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือช่องทางติดต่อโดยตรงของสายการบิน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ หากต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางหรือประสานขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อ TAT Call Center โทร 1672 Travel Buddy หรือสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว โทร 1155

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourists-middle-east-war-support&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VkoCJjkBI0QEiyRYBEs_t

  • เศรษฐกิจออสเตรเลียขยายตัวแกร่งเกินคาด 0.8% ใน Q4/68

    เศรษฐกิจออสเตรเลียขยายตัวแกร่งเกินคาด 0.8% ใน Q4/68

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)

    สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (ABS) รายงานในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 0.8% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเมื่อเทียบเป็นรายปี GDP มีการขยายตัว 2.6%

    ทั้งนี้ GDP ไตรมาส 4 ของออสตเรเลียขยายตัวได้ดีกว่าในไตรมาส 3 ซึ่งมีการขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบรายปี

    สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าวออสเตรเลียน บรอดคาสติง คอร์ปอเรเชัน (ABC) ซึ่งมีการเผยแพร่ในช่วงเช้าวันนี้ว่า นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า GDP ไตรมาส 4 ของออสเตรเลียจะขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบรายไตรมาส และขยายตัว 2.2% เมื่อเทียบรายปี

    ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ได้เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์อย่างเป็นทางการในเดือนก.พ.ที่ผ่านมาว่า GDP จะขยายตัว 2.3% ในช่วงเวลา 12 เดือนซึ่งสิ้นสุดเดือนธ.ค.

    จิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของออสเตรเลียได้ออกมาแสดงความเห็นว่า ตัวเลข GDP ที่มีการเปิดเผยล่าสุดนี้บ่งชี้ถึงรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้ออสเตรเลียสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่านและทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRE30IQ351KB82UU906WOD7P7GZS57ZZ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MW6SGbOFv27S2jDLHJwDX

  • “ไทยสร้างไทย” เสนอ 3 แนวทางเชิงรุก ยกระดับการสื่อสารรัฐบาล สกัดผลกระทบเศรษฐกิจจากสงคราม

    “ไทยสร้างไทย” เสนอ 3 แนวทางเชิงรุก ยกระดับการสื่อสารรัฐบาล สกัดผลกระทบเศรษฐกิจจากสงคราม

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/132656&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35NbtLiKZ1icD-h2_VkUba