Blog

  • “กอบศักดิ์” เตือนเศรษฐกิจ-หุ้นไทยเปราะบางสูงเซ่นพิษน้ำมัน-สงคราม จี้รัฐเร่งรับมือวิกฤตพลังงานด่วน : อินโฟเควสท์

    “กอบศักดิ์” เตือนเศรษฐกิจ-หุ้นไทยเปราะบางสูงเซ่นพิษน้ำมัน-สงคราม จี้รัฐเร่งรับมือวิกฤตพลังงานด่วน : อินโฟเควสท์

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยระบุว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและมีภาวะเปราะบางสูง สะท้อนจากการปรับตัวลงอย่างหนักของตลาดหุ้นไทยที่ตื่นตระหนกมากกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค พร้อมชี้ปัจจัยเสี่ยงสำคัญจาก “การพึ่งพาน้ำมัน” และ “ตลาดหุ้นที่ร้อนแรงก่อนหน้า” เตือนรัฐบาลให้เร่งเตรียมการรับมือวิกฤตพลังงานที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนโดยด่วน

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นผลกระทบจะสะท้อนผ่านตลาดทุนก่อน โดยกรณีของตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมาปิดร่วงไปกว่า 61 จุด และล่าสุดภาคเช้าวันนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้หยุดการซื้อขายชั่วคราวตามมาตรการ Circuit Breaker ระดับ 1 ระหว่างเวลา 12.18-12.30 น.หลังจากดัชนี SET ร่วงหนักถึง 8% ถือว่าเป็นการปรับตัวลงมากพอสมควรและมากกว่าคาด

    หากเปรียบในภูมิภาค ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ช่วงเช้าปรับตัวลงแรงและประกาศใข้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit breaker) เช่นเดียวกัน ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ลงไปกว่า 3% ซึ่งทั้ง 3 ประเทศมีความคล้ายคลึงกันเนื่องจากเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงมากนับตั้งแต่ต้นปี โดยเกาหลีใต้เป็นอันดับหนึ่ง (ปรับขึ้น 50%) ตามมาด้วยประเทศไทยเป็นอันดับสอง (ปรับขึ้น 25%) ส่วนญี่ปุ่นก็ปรับขึ้นมามากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เมื่อเกิดภาวะตื่นตระหนกนักลงทุนจึงเทขายทำกำไรออกมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง

    นอกจากนี้ ทั้งสามประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กำลังเกิดความขัดแย้ง โดยเกาหลีใต้นำเข้าเกือบ 100%, ญี่ปุ่นประมาณ 90% และไทยก็มีสัดส่วนการนำเข้าที่สูงมาก ปัจจัยนี้จึงเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

    “ผมคิดว่ากระบวนการของตลาดทุนที่กำลังกระทบกับเรา มันมาทั้งผ่านช่องทางของความเชื่อมั่น แล้วก็ทำให้ทุกคนกังวลใจแล้วกำลังปรับตัว แล้วยิ่งตกก็ยิ่งวิ่งหนี ทำให้เกิดการปรับตัวอย่างรุนแรงของตลาดทุนในขณะนี้”

    ประธาน FETCO กล่าวว่า สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซนับเป็นหัวใจของวิกฤตครั้งนี้ การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบียและโรงงานก๊าซของกาตาร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งจากระดับ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปอยู่ที่ 76 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาก๊าซในยุโรปพุ่งขึ้นถึง 40-50%

    ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ปัจจุบันมีเรือขนส่งสินค้าและน้ำมันกว่า 100 ลำ (คิดเป็น 10% ของกองเรือทั่วโลก) ติดค้างอยู่ในบริเวณดังกล่าว ไม่สามารถเดินทางออกมาได้ ส่งผลให้ค่าประกันความเสี่ยงและค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น และในอนาคตปริมาณน้ำมันโลกอาจไม่เพียงพอและจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมาก เป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อด้วย แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศให้กองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าไปคุ้มกัน แต่มองว่า “ไม่ง่ายอย่างที่คิด” เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่แคบและเสี่ยงต่อการถูกซุ่มโจมตีจากอิหร่านได้ง่าย

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยคือด้านความมั่นคงทางพลังงาน ต้องเป็นวาระเร่งด่วนที่สุด รัฐบาลต้องเริ่มหาแหล่งนำเข้าพลังงานใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่นอินโดนีเซียที่ประกาศขอซื้อน้ำมันและก๊าซจากสหรัฐฯมากขึ้น ส่งเสริมพลังงานทดแทน และรณรงค์การประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง

    “เราต้องเร่งเครื่องตั้งแต่บัดนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนเหมือนกรณีหน้ากากอนามัยหรือไข่”นายกอบศักดิ์ กล่าว

    นายกอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะจบในครั้งเดียว แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะขยายวงกว้างขึ้น และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบมาถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรง แนะต้องเตรียมลดการพึ่งพาจากมหาอำนาจเพียงชาติเดียว และหันมาสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการดูแลผู้ประกอบการ SME

    “ผมคิดว่าเราถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงว่ามีความเสี่ยงเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ และวันหนึ่งประเทศไทยอาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง เราต้องเตรียมการเพื่อให้ประเทศอยู่รอดให้ได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573929&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39hmyv3XlP9cHg1qJyJ4q-

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 04/03/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 04/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zF2WccF-jANiON_sXIy7j

  • IMF เตือน! ‘ระวังตะวันออกกลาง’ เสี่ยง ‘ลามเศรษฐกิจโลก

    IMF เตือน! ‘ระวังตะวันออกกลาง’ เสี่ยง ‘ลามเศรษฐกิจโลก

    IMF เตือน สงครามตะวันออกกลาง อาจกลายเป็น ‘ความเสี่ยงใหม่’ ของเศรษฐกิจโลก หากความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่งต่อเนื่อง โดยอาจกระทบทั้งเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องระมัดระวังมากขึ้นในการกำหนดนโยบายการเงิน

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือน สงครามตะวันออกกลาง อาจกระทบเศรษฐกิจโลก “ขึ้นอยู่กับว่ายืดเยื้อแค่ไหน”

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงอันดับสองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศกล่าวว่า ผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจโลก จะขึ้นอยู่กับ “ระยะเวลาของสงคราม และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมในภูมิภาค” โดยเฉพาะราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น จะเป็นเพียงระยะสั้น หรือจะสูงต่อเนื่อง

    แดน แคตซ์ รองผู้อำนวยการ IMF กล่าวในงานประชุมด้านการเงินที่กรุงวอชิงตันว่า หากความขัดแย้งทำให้เกิดความไม่แน่นอนยาวนาน และราคาพลังงานได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ธนาคารกลางทั่วโลกก็มีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง และปรับตัวตามสถานการณ์

    เขาระบุว่า สงครามครั้งนี้อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน เช่น เงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบได้อย่างชัดเจน

    ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน และเกิดการตอบโต้ทั่วภูมิภาค IMF เคยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะ “เติบโตประมาณ 3.3%” แม้จะมีแรงกดดันจากสงครามการค้าและภาษี แต่ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

    แคตซ์กล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับระยะเวลา และพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต

    ก่อนหน้านี้ IMF ระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อการค้าโลก กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น ความผันผวนของตลาดการเงิน

    IMF ระบุในแถลงการณ์ว่า “สถานการณ์ยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้ว”

    แคตซ์กล่าวว่า IMF จะประเมินผลกระทบโดยตรงต่อภูมิภาค เช่น ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และการหยุดชะงักของอุตสาหกรรมสำคัญ

    ส่วนอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ การท่องเที่ยว การบิน โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต และโดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงาน

    ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีก หลังอิหร่านขู่ว่าจะโจมตีเรือที่ผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ”

    น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคามาตรฐานของโลก พุ่งขึ้นถึง 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 15% จากวันศุกร์

    แคตซ์มองว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราว ธนาคารกลางอาจยังไม่รีบปรับนโยบาย เพราะมักมองไปที่เงินเฟ้อพื้นฐานมากกว่า

    แต่ถ้าราคาพลังงานพุ่งสูงต่อเนื่อง และทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อของประชาชนเริ่มไม่มั่นคง ธนาคารกลางก็อาจจำเป็นต้องเข้าแทรกแซง

    เขายกตัวอย่างว่า เงินเฟ้อที่พุ่งแรงในปี 2022 หลังโควิด ส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นและส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอื่น ๆ

    ดังนั้น ธนาคารกลางทั่วโลกจึงน่าจะนำบทเรียนจากช่วงโควิดมาพิจารณาในการกำหนดนโยบายการเงิน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้
     

    อ้างอิง: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1223713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gzl_bIiakEMdoFoQx6-Vy

  • คอลัมน์การเมือง – โมโตจีพีวิถีไทย ประทับใจอินเตอร์  คุ้ม หรือไม่คุ้ม?

    คอลัมน์การเมือง – โมโตจีพีวิถีไทย ประทับใจอินเตอร์ คุ้ม หรือไม่คุ้ม?

    ผ่านไปแล้วสำหรับ MotoGP 2026 พร้อมด้วยภาพจำ ประทับใจ “โมโตจีพี วิถีไทย”

    ใส่เอกลักษณ์และเสน่ห์แบบไทยเข้ามาไม่ยั้ง

    ทั้งรถอีแต๋นรับส่ง-คนดู

    รถตุ๊กตุ๊กให้นักบิดระดับโลกขับขี่ครื้นเครง

    ไหนจะผ้าขาวม้า ชุดไทย อาหารไทย หนังใหญ่ ศิลปวัฒนธรรมไทยต่างๆ ที่ถูกนำมาผสมผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งในมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกครั้งนี้

    เป็นที่ฮือฮา น่าชื่นชม

    1. การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” เป็นการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตสองล้อเบอร์หนึ่งของโลก

    สนามแรกของปีนี้ ที่ประเทศไทย “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์” ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

    นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน

    สร้างปรากฏการณ์ เป็นสนาม MotoGP ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด 228,228 คน

    สร้างรายได้ 5,139 ล้านบาท

    2. ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลภาคสนามเพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก MotoGP สนามที่ 1 “PT Grand Prix of Thailand2026” ณ สนามช้าง อินเตอร์ เนชั่นแนล เซอร์กิต ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569

    ระบุว่า การแข่งขัน MotoGP ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมานั้น (ปี 2563 และปี 2564 ไม่มีการจัดการแข่งขันเนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19) ได้สร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับประเทศชาติเป็นอย่างมาก

    หลังจบจากการจัดการแข่งขันครั้งล่าสุดในรายการ PT Grand Prix of Thailand 2026 นั้น สามารถสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ในจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดอื่น ๆ 5,139 ล้านบาท

    ก่อให้เกิดการจ้างงาน จำนวน 7,983 ตำแหน่ง (เทียบเท่าระยะเวลา 1 ปี)

    ภาครัฐได้รับรายได้ ในรูปแบบภาษีกว่า 358 ล้านบาท

    มีผู้เข้าร่วมงานตลอดการแข่งขัน (3วัน) จำนวน 228,228 คน

    3. ประเทศไทย ได้รับการยืนยันต่อสัญญากับ โมโตจีพี ออกไปอีก 5 ปี

    การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ต่อสัญญาไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP อีก 5 ปี

    เท่ากับว่า ประเทศไทยยังคงเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์”ไปจนถึงฤดูกาล 2031

    ประเด็นการต่อสัญญาเป็นเจ้าภาพ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียล โดยผูกโยงไปกับการโจมตีทางการเมือง

    บางประเด็น มีการปั้นแต่งข้อมูลใส่ร้ายจนไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และอาจถูกดำเนินคดี

    สำหรับประเด็นสาระสำคัญ ในแฟนเพจ Chang Circuit Buriram ได้สรุปชี้แจงไว้ชัดเจน ว่าด้วย“9 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับMotoGP สนามประเทศไทย ไม่คุ้มค่า-เอกชนไม่สนับสนุน-ไม่มีคนดู จริงหรือ?”

    “1.เงิน 3,997 ล้านบาท ตกไปที่ใคร และมีการใช้ทันทีทั้งหมดหรือไม่?

    ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ มีนโยบายที่จะทำสัญญากับ รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐบาลประเทศนั้นๆ โดยตรงเท่านั้น เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐดังนั้น การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะหน่วยงานรัฐ จึงเป็นคู่สัญญาโดยตรงแต่เพียงผู้เดียวกับ ดอร์น่าสปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ MotoGP ทั่วโลก

    ค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดจะถูก ทยอยขออนุมัติงบประมาณเป็นรายปี และจ่ายตรงไปที่ ดอร์น่า สปอร์ต เท่านั้น ไม่ได้ผ่านคนกลางหรือตกไปที่เอกชนรายอื่น

    ในทางกลับกัน ผลประโยชน์และรายได้จากการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเข้าชมหรือเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน ก็จะถูกนำส่ง ตรงไปที่ กกท. เช่นกัน เพื่อใช้สมทบและลดภาระงบประมาณภาครัฐอย่างเต็มที่

    2. ค่าลิขสิทธิ์แพงขึ้นมาก มีการเจรจาปกป้องผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่?

    ข้อเท็จจริง คือ ค่าลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นทุกประเทศและค่าลิขสิทธิ์ประเทศไทยถือว่า ต่ำกว่าประเทศอื่น

    โดย การกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพหลักได้เจราจาต่อรองเรื่องค่าลิขสิทธิ์การแข่งขัน เพื่อให้ได้ในอัตราเท่าเดิม แต่เนื่องจากเกิดการแข่งขันในการเสนอตัวเป็นประเทศเจ้าภาพเพิ่มขึ้น ประกอบกับจากการจัดการแข่งขันที่ผ่านมา มีการแข่งขันในวันแข่งจริงเพียงวันเดียว แต่ในสัญญาใหม่ จะมีการแข่งขัน 2 วัน คือ วันที่แข่ง Sprint Race (วันเสาร์) และวันที่แข่งจริง (Race Day) (วันอาทิตย์) ส่งผลให้มีผู้ชมสนใจมากยิ่งขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการแข่งขันมากขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่การปรับเพิ่มราคาเกิดขึ้นทั่วโลก และประเทศไทยสามารถเจรจาได้ในอัตราที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นจึงถือว่าการเจรจาเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

    3. งบโมโตจีพีสำคัญกว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจริงหรือ?

    งบประมาณคนละส่วน รัฐมีการจัดสรรงบทางกีฬาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน การเปรียบเทียบวงเงินนี้เชื่อมโยงกันอย่างไม่ถูกต้อง

    ตามหลักการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยงบประมาณสำหรับกิจกรรมส่งเสริมกีฬาและการเป็นเจ้าภาพระดับโลก (เช่น MotoGP) จะถูกจัดสรรในส่วนของรายจ่ายของส่วนราชการ (การกีฬาแห่งประเทศไทย) ซึ่งมีวงเงินและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนตามยุทธศาสตร์ของประเทศ

    ในขณะที่งบประมาณสำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน มักจะมาจาก “งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” ซึ่งเป็นงบฉุกเฉินที่รัฐบาลบริหารจัดการเพื่อบรรเทาสาธารณภัยโดยเฉพาะ

    ดังนั้น งบประมาณทั้งสองส่วนจึงแยกจากกันอย่างชัดเจน และการขออนุมัติกรอบวงเงิน 4,000 ล้านบาทสำหรับสัญญาปี 2570-2574 นั้น ไม่ได้กระทบต่องบประมาณที่รัฐบาลใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในปัจจุบันแต่อย่างใด

    4.รีบเร่งต่อสัญญาเกินไปหรือไม่?

    ยืนยันว่า การเจรจาต่อสัญญาไม่ได้เป็นการ “เร่งรีบ” แต่เป็นการดำเนินการที่ล่าช้ากว่าช่วงเวลาที่ควรเริ่มดำเนินการด้วยซ้ำ เนื่องจากสัญญาเดิมจะสิ้นสุดลงในปี 2569 (2026) และ ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ กำหนดให้คู่สัญญาเดิมต้องแจ้งความประสงค์ต่อสัญญาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งหมายถึงต้องแจ้งภายในปี 2568 (2025)

    ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา และการที่มีหลายประเทศทั่วโลกกำลังรอเสนอตัวและยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นเจ้าภาพแทนประเทศไทย การดำเนินการเจรจาในขณะนี้จึงถือเป็น การตัดสินใจที่ทันต่อสถานการณ์และจำเป็น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องเสียสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันระดับโลก ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 28,000 ล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า

    5. ผู้ชมน้อยลงทุกปี ความคุ้มค่าอยู่ตรงไหน?

    ข้อเท็จจริง คือ ยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเคยได้รับรางวัล Best Grand Prix of theYear ในปี 2561 ด้วยยอดผู้ชมสูงสุดในฤดูกาล 222,535 คน และเพิ่มเป็น 226,655 คน ในปี 2562 ส่วนยอดผู้ชมที่ลดลงในช่วงปี 2565 (178,463 คน) เป็นผลมาจากการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข แต่หลังจากนั้น ยอดผู้ชมก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี

    สำหรับความคุ้มค่าด้านเศรษฐกิจ การจัดโมโตจีพี 8 ปีที่ผ่านมา (2561-2568) สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยสูงถึง 24,927 ล้านบาท และสัญญาใหม่ 5 ปี (2570-2574) ถูกประมาณการว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก 28,000 ล้านบาท และยังไม่มีอีเว้นต์ไหนในประเทศไทยที่ทำได้

    6. จริงหรือไม่ ? เอกชนลดการสนับสนุนลงทุกปี –รัฐแบกภาระเกินไป

    ในการบริหารจัดการ การจัด MotoGP ในหลายประเทศทั่วโลก รัฐบาลเป็นผู้รับค่าลิขสิทธิ์เต็มจำนวนหรือเกือบทั้งหมด

    ในทางกลับกัน ประเทศไทย เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่พึ่งพางบประมาณภาครัฐในสัดส่วนที่น้อยมาก

    โดยตลอดสัญญาที่ผ่านมา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากภาคเอกชนรายใหญ่ ทั้งกลุ่มพลังงาน ยานยนต์ และเครื่องดื่ม เข้ามาสนับสนุนการจัดแข่งขันอย่างต่อเนื่องซึ่งช่วยลดภาระของรัฐบาลลงได้อย่างมาก แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา ทำให้เอกชนบางรายต้องลดหรือหยุดการสนับสนุนไปชั่วคราว กกท. ก็ยังคงพยายามหาเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนและรายได้จากการจำหน่ายบัตร เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายและยืนยันการเป็นเจ้าภาพต่อไป

    โดยในสัญญาใหม่ (2570-2574) ก็ยังคงตั้งเป้าระดมเงินสนับสนุนจากเอกชนกว่า 700 ล้านบาท เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยมีการบริหารจัดการที่พึ่งพาเอกชนเป็นหลักมาโดยตลอด

    7.รายได้จากการแข่งขันตกไปที่เอกชนหรือไม่ -จัดที่อื่นได้ไหม ทำไมต้องที่บุรีรัมย์?

    การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ไม่ได้มีสัญญาจ้างกับบริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด (เจ้าของสนามช้างฯ) ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

    ข้อเท็จจริงคือ สนามช้างฯ ได้ให้การสนับสนุน กกท. โดย อนุญาตให้ใช้สนามแข่งฟรีโดยไม่คิดค่าเช่า

    โดยการให้ใช้สนามฟรีนี้มีมูลค่าถึง 12 ล้านบาทต่อปี

    เนื่องจากต้องใช้สถานที่ในการเตรียมการจัดการแข่งขันและวันแข่งจริงประมาณ 30 วัน คำนวณรวม 6 ปี ที่รัฐไม่ต้องจ่ายค่าเช่า เป็นมูลค่า 72 ล้านบาท

    “จัดที่อื่นไม่ได้ เนื่องจากมีสนามแห่งนี้เพียงสนามเดียวในประเทศไทย” ที่เป็นสนามระดับ FIM GRADE A ที่มีมาตรฐานสามารถจัดการแข่งขัน MotoGP ได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งานกีฬาระดับโลกในการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ รวมถึงการท่องเที่ยวต่อเนื่องไปยังจังหวัดอื่นๆ ทุกภาคในประเทศไทย

    8. เอื้อประโยชน์กับเจ้าของสนามแข่งหรือไม่?

    รายได้หลักจากการจัดแข่งขันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแข่งขัน และเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน จะถูกนำส่งเข้าสู่การบริหารจัดการโดย กกท. โดยตรง

    ซึ่งรายได้เหล่านี้จะถูกนำไป หักลบกับภาระค่าลิขสิทธิ์ ที่ต้องจ่ายให้กับ ดอร์น่า สปอร์ต โดยตรง เพื่อลดภาระงบประมาณที่ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐให้เหลือน้อยที่สุด

    กระบวนการนี้จึงเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใส และการบริหารจัดการที่เน้นผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ

    9. MotoGP ถูกสนับสนุนมาทุกรัฐบาล?

    การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP ได้รับการสานต่อและสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่องทุกชุด มาโดยตลอด เนื่องจากตระหนักถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศที่ได้รับ ดังนี้

    สัญญาที่ 1: ปี 2561 – 2563 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รมว. กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร) ครม. เห็นชอบสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์สมทบปีละ 100 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็น 300 ล้านบาท

    ผลการดำเนินงาน: กกท. ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและรายได้รวม 528 ล้านบาท (ใน 2 ปี) จากพันธมิตรรายใหญ่ 12 ราย/แหล่ง

    ความสำเร็จ: ได้รับรางวัล Best Grand Prix of The Year ในปี 2561 และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 2 ปี (2561-2562) ได้ถึง 6,584 ล้านบาท (จัดได้เพียง 2 ปี เนื่องจากโรคระบาด COVID-19)

    สัญญาที่ 2: ปี 2565 – 2569 (เลื่อนจาก 2564-2568) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รมว. พิพัฒน์ รัชกิจประการ) ครม. เห็นชอบกรอบวงเงินเพื่อสมทบค่าลิขสิทธิ์ 900 ล้านบาทโดยเน้นให้นำรายได้จากภาคเอกชนมาสมทบก่อน

    ผลการดำเนินงาน: ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนกว่า 770 ล้านบาท และจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ 800 ล้านบาท

    ผลตอบแทนและข้อได้เปรียบ: สามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวม 6 ปี (2561 – 2568) กว่า 24,927 ล้านบาท อีกทั้งยัง ประหยัดค่าเช่าสนามได้ถึง 72 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาสัญญา จากการใช้สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ฟรี

    สัญญาที่ 3: ปี 2570 – 2574 (ล่าสุด)

    สถานะปัจจุบัน: ครม. ให้ความเห็นชอบเพียงการเป็นเจ้าภาพเท่านั้น ส่วนงบประมาณ กกท. จะนำเสนอขอรับการจัดสรรเป็นรายปีตามภารกิจ ซึ่งประมาณการรายได้จากผู้สนับสนุนไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท (ซึ่งการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเป็นไปตามแผนงานในปี 2570 และไม่ได้กระทบกับงบประมาณที่จำเป็นเร่งด่วนในปัจจุบัน)”

    สารส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QV1UfiNVkr0g30CQ5aLGI

  • กกร.จ่อรื้อเป้า ‘GDP’ ปี 69 ใหม่โตต่ำกว่า 1.6% หลังสงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทย

    กกร.จ่อรื้อเป้า ‘GDP’ ปี 69 ใหม่โตต่ำกว่า 1.6% หลังสงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทย

    กกร.จ่อรื้อเป้า ‘GDP’ ปี 69 ใหม่โตต่ำกว่า 1.6% หลังสงครามตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กกร. ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า 

    นอกจากนี้ ยังกระทบการขนส่งสินค้ารวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือและการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น 

    รวมถึงภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก โดยในเบื้องต้นสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตได้เพียง 1.3%-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0% โดย กกร. จะมีการทบทวนต่อไป

    ทั้งนี้ กกร.ให้ความสำคัญในการเตรียมแนวทางรับมือจากผลกระทบที่เกิดขึ้นร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา กกร.ได้ร่วมประชุมหารือกับภาครัฐแต่ละหน่วยงานโดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการรับมือ รวมถึงการสร้างโอกาสจากการที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศที่ดี ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก เช่น ด้านความมั่งคงทางอาหาร (Food Security) และบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) เป็นต้น โดยภาพรวมหน่วยงานภาครัฐได้กำหนดมาตรการรับมือแต่ละมิติอย่างครอบคลุม อาทิ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเร่งด่วน 

    กกร.จ่อปรับ ‘GDP’ ปี 69 ใหม่ หลังสงครามตะวันออกกลางส่อกดเศรษฐกิจไทยหดตัว

    “กกร. จะสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของภาครัฐ รวมถึงช่วยสื่อสารข้อมูลและข้อเท็จจริงจากภาครัฐไปยังภาคธุรกิจและภาคประชาชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ“

    ซึ่งข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน แต่ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

    สำหรับประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10% ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึง ขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ.

    ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ โดย กกร. มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill – Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้องให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและความสามารถในการแข่งขัน ตามแนวทาง Reinvent Thailand

    สำหรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 69 ของ กกร. เดือนมีนาคม 69 ประกอบด้วย

    • GDP 1.6 ถึง 2.0
    • ส่งออก -1.5 ถึง -0.5
    • เงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33kzOLPxYIgRlj4wzr8Evj

  • ผู้บริโภคจีนหันซื้อของมือสอง เศรษฐกิจซบเซาผลักดันตลาดรีไซเคิล

    ผู้บริโภคจีนหันซื้อของมือสอง เศรษฐกิจซบเซาผลักดันตลาดรีไซเคิล

    ปรากฏการณ์ใหม่กำลังเกิดขึ้นในศูนย์การค้าใจกลางเซี่ยงไฮ้ เมื่อลูกค้าเดินเลือกซื้อเสื้อโค้ตมือสอง กางเกงราคา 2 ดอลลาร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านการใช้งานแล้ว สิ่งที่เมื่อ 10 ปีก่อนไม่เคยเห็นในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของจีน

    สภาพเศรษฐกิกที่ซบเซา ปัญหาการว่างงานในกลุ่มวัยรุ่น และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อหลายปี ผลักดันให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย ผู้นำจีนคาดว่าจะประกาศนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในการประชุม Two Sessions ประจำปีสัปดาห์นี้ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทาย

    ความคิดเห็นเปลี่ยนไปต่อสินค้ามือสอง

    “ทุกคนรู้สึกถึงความกดดันทางการเงิน จึงต้องหาของที่ถูกลง” หลิว อายุ 42 ปี ลูกค้าที่มาซื้อหนังสือมือสองที่ร้านในเซี่ยงไฮ้ กล่าว

    ความเชื่อดั้งเดิมของจีนที่มองสินค้ามือสองเป็นสิ่งไม่สะอาดหรือเป็นสัญลักษณ์ของความยากจนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    “การได้ชานมฟรีดีกว่าจ่าย” หลิว ให้คำเปรียบเทียบกับความคิดของเธอ ตลาดออนไลน์ก็เฟื่องฟูเช่นกัน โดยนำโดย Xianyu แพลตฟอร์มของอาลีบาบาที่คล้าย eBay มีผู้ใช้งานกว่า 600 ล้านคน และ Zhuanzhuan แพลตฟอร์มขายของมือสองที่เทนเซ็นต์สนับสนุน

    A taboo in Chinese culture against used goods, seen as unclean or a shameful sign of poverty, is lifting rapidly

    A taboo in Chinese culture against used goods, seen as unclean or a shameful sign of poverty, is lifting rapidly

    การขยายตัวของตลาดมือสอง

    Xianyu เปิดสาขาแรกในปี 2024 และขยายไปกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ ร้านค้าเหล่านี้คล้ายร้านการกุศลในยุโรป โชว์ตุ๊กตาผ้าควบคู่กับรถเข็นเด็กและรองเท้าผ้าใบในสภาพต่างๆ แนวคิดใหม่ในประเทศที่คนชั้นกลางมักชื่นชอบสินค้าลักชัวรี่ล่าสุด

    Zhuanzhuan ดำเนินการเคาน์เตอร์ขายของมือสองหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ เปิดร้านขนาดใหญ่แบบโกดังในปักกิ่งเมื่อปีที่แล้ว จำหน่ายทุกอย่างจากอุปกรณ์เกมส์ไปจนถึงกระเป๋าถือ

    The International Monetary Fund has urged Beijing to expand healthcare, pensions and social benefits to improve consumer willingness to spend

    The International Monetary Fund has urged Beijing to expand healthcare, pensions and social benefits to improve consumer willingness to spend

    แรงจูงใจหลักคือ “ราคา”

    หลี่ หยูจุน ผู้ก่อตั้งร้านค้าของมือสองในเซี่ยงไฮ้ บอก AFP ว่า ผู้บริโภคจีนใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ราคาถูกยังคงเป็นแรงดึงดูดหลัก โดยสินค้ามือสองคุณภาพดีมีราคา 30-60% จากราคาเดิม

    “ชุมชนหลายแห่งจัดตลาดนัด” หลิน อายุ 37 ปี ผู้ซื้อสินค้า บอกกับ AFP “เราสามารถซื้อ (สิ่งที่มีประโยชน์) ในราคาที่ดีมาก”

    ฤดูกาลเทศกาลที่เงียบเหงา

    การบริโภคยังคงซบเซาหลังช่วงเทศกาล แม้รัฐบาลพยายามกระตุ้นการใช้จ่าย การประชุม Two Sessions มาหลังตรุษจีนที่ขยายเป็นวันหยุดสาธารณะ 9 วัน เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวและสันทนาการ

    แม้มีการเดินทางภายในประเทศสถิติใหม่ 596 ล้านครั้งตลอดช่วงวันหยุด การใช้จ่ายท่องเที่ยวต่อหัวต่ำกว่าระดับก่อนแพนเดมิก 8.8% และลดลงจากปีที่แล้ว 0.2% นักวิเคราะห์โกลด์แมนแซคส์ รายงาน

    หัว เหลย อาศัยอยู่ในปักกิ่ง กล่าวกับ AFP หลังนั่งรถไฟกลับบ้านเกิดในมณฑลเหอเป่ย ว่าจะใช้ช่วงเทศกาลอย่างเงียบเหงา “ปกติแล้วเวลากลับบ้านจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ค่อยออกไปไหน”

    รัฐบาลหลีกเลี่ยงการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่พยายามดึงดูดผู้ซื้อด้วยเงินอุดหนุนและคูปองที่จำกัดเฉพาะการซื้อบางประเภท แต่มีผลจำกัด ดันแคน ริกลีย์ จาก Pantheon Macroeconomics บอก AFP ว่า เงินอุดหนุนกระตุ้นการแลกเปลี่ยนสำหรับรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า “มีผลจำกัด เป็นการดึงการใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วมาข้างหน้า และทำให้คนลดการใช้จ่ายในที่อื่น”

    China's leaders will likely announce policies aimed at boosting domestic consumption at the annual Two Sessions political conclave this week

    China’s leaders will likely announce policies aimed at boosting domestic consumption at the annual Two Sessions political conclave this week

    ความท้าทายของตลาด

    ที่ห้างเฟอร์นิเจอร์ใจกลางเซี่ยงไฮ้ พนักงานขายเฟอร์นิเจอร์ บอกกับ AFP ว่าไม่เห็นผลกระทบมากต่อธุรกิจ “ต้องเข้าประกวดเพื่อชิงคูปอง” เธอกล่าว โดยเสริมว่าลูกสาวต้องชวนเพื่อน 10 คนเพื่อจับสลากซื้อเตียง

    เธอชี้ไปที่ศูนย์การค้าที่เกือบว่าง ซึ่งในปีที่ผ่านมาจะเต็มไปด้วยลูกค้าทันทีหลังช่วงปีใหม่ “สถานการณ์ตลาดค่อนข้างน่ากลัว”

    Low prices are a major draw for secondhand shoppers, said Li Yujun, founder of a used goods store in Shanghai

    Low prices are a major draw for secondhand shoppers, said Li Yujun, founder of a used goods store in Shanghai

    ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศเรียกร้องให้ปักกิ่งขยายสวัสดิการด้านสุขภาพ เงินบำนาญ และสิทธิประโยชน์สังคมเพื่อปรับปรุงความเต็มใจของผู้บริโภคในการใช้จ่าย นักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆ สนับสนุนแรงจูงใจที่ตรงไปตรงมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chinese-consumers-secondhand-goods-economic-slowdown&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SONjqWHQL_YS1hI8DHBQ7

  • จี้กระทรวงศึกษา ออกกฎคุมเข้ม มิจฉาชีพสแกนหน้าเด็ก – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้กระทรวงศึกษา ออกกฎคุมเข้ม มิจฉาชีพสแกนหน้าเด็ก – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้กระทรวงศึกษา ออกกฎคุมเข้ม มิจฉาชีพสแกนหน้าเด็ก

    มิจฉาชีพแฝงจัดกิจกรรมโรงเรียน หลอกสแกนหน้าเด็กเปิดซิม ช่องโหว่การคุ้มครองข้อมูลเด็กในสถานศึกษา สภาผู้บริโภคชี้ กระทรวงศึกษาฯ กำหนดมาตรการคุมเข้มการเก็บข้อมูลเด็ก เรียกร้องหน่วยงานแก้ปัญหาภัยออนไลน์ที่ต้นทางอย่างจริงจัง

    กรณีตำรวจจับกุมขบวนการมิจฉาชีพ 3 ราย แอบอ้างเข้าไปจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องสแกมเมอร์ในโรงเรียน แต่กลับลักลอบสแกนใบหน้าและเก็บข้อมูลบัตรประชาชนนักเรียนประถม–มัธยมกว่า 200 คน ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เพื่อนำไปลงทะเบียนซิมจำนวนมาก ก่อนส่งต่อให้แก๊งในท่าขี้เหล็กใช้ก่อเหตุหลอกลวงประชาชน เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนภัยใกล้ตัวในสถานศึกษาอย่างน่ากังวล สภาผู้บริโภคเสนอกระทรวงศึกษาเร่งหามาตรการคุ้มครองข้อมูลเด็ก จี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ภัยออนไลน์ที่ต้นทาง

    ศุภโชค ปิยะสันติ์ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี ให้ความเห็นว่า ขบวนการมิจฉาชีพแอบอ้างเข้าไปจัดกิจกรรมในโรงเรียนเพื่อหลอกสแกนใบหน้าเด็กเปิดซิมเพื่อใช้ก่อเหตุหลอกลวงประชาชนเกิดขึ้นหลายจังหวัด ล่าสุด สภาผู้บริโภคยังได้รับเบาะแสจากผู้ปกครองในจังหวัดยะลา ว่ามีค่ายโทรศัพท์มือถือ ขอจัดกิจกรรม “ซิมเพื่อการศึกษา” ในโรงเรียน อ้างเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน โดยขอบัตรประชาชนและสแกนใบหน้าเด็กหลายครั้ง จนผู้ปกครองกังวลถึงความเหมาะสมและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เหตุการณ์ลักษณะนี้ถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แฝงตัวมาในคราบของกิจกรรมให้ความรู้ในโรงเรียน ซึ่งสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัด อาจยังขาดแนวทางรับมือที่ชัดเจน

    กำหนดแนวทางชัดก่อน เข้า-ออก พื้นที่โรงเรียน

    ศุภโชค เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและสื่อสารลงมายังทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบป้องกันที่รัดกุม โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่ การกำหนดหลักเกณฑ์ด้านเอกสารและการติดต่อประสานงาน หน่วยงานเอกชน บริษัท หรือองค์กรใดที่จะเข้ามาจัดกิจกรรมในโรงเรียน ต้องมีหนังสือแจ้งวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน ระบุแหล่งที่มา วันเวลา และรายละเอียดกิจกรรมอย่างครบถ้วน เพื่อให้โรงเรียนตรวจสอบได้ก่อนอนุญาต รวมถึง การจัดทำข้อบังคับหรือประกาศแนวปฏิบัติอย่างเป็นทางการในระดับประเทศ เพื่อให้ทุกฝ่ายรับทราบตรงกันว่า การเข้าดำเนินกิจกรรมในโรงเรียนต้องผ่านขั้นตอนที่ถูกต้อง

    นอกจากนี้ นายศุภโชค ได้สะท้อนว่า ในโรงเรียนขนาดเล็กตามต่างจังหวัด มักมีกลุ่มบุคคลเข้าไปในลักษณะของตัวแทนขายหนังสือ ผู้ให้บริการตัดแว่นตา หรือพนักงานเสนอขายบัตรเครดิต ซึ่งอาศัยความคุ้นเคยหรืออัธยาศัยไมตรีของบุคลากรในโรงเรียน เข้าไปนำเสนอบริการในช่วงเวลาพักเที่ยง จึงยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของมาตรการคัดกรองที่ชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม แนวทางการแก้ปัญหา ไม่อาจพึ่งพากระทรวงศึกษาธิการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องจัดการที่ต้นทาง โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องมีมาตรการกำกับดูแลและปราบปรามขบวนการมิจฉาชีพและสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เพราะหากระบบส่วนกลางยังไม่เข้มแข็ง การป้องกันที่ปลายทางในโรงเรียนก็ย่อมทำได้อย่างจำกัด และความเสี่ยงอาจย้อนกลับมาสร้างความเสียหายแก่เด็กและประชาชนในวงกว้างอีกครั้ง

    ขณะที่ ปาริชาต ชัยวงษ์ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนครู ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า กรณีบริษัทค่ายโทรศัพท์เข้าไปจัดกิจกรรมในโรงเรียน พร้อมมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กเพื่อเปิดหมายเลขโทรศัพท์นั้น จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของขั้นตอนปฏิบัติของโรงเรียน และการคุ้มครองสิทธิเด็กตามกฎหมาย

    ในด้านมาตรการและข้อกำหนดของโรงเรียน โดยปกติสถานศึกษาจะมีขั้นตอนรับหน่วยงานภายนอกอย่างเป็นระบบ ผู้ประสงค์เข้าจัดกิจกรรมต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้า ระบุวัตถุประสงค์ กำหนดการ และกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อให้โรงเรียนตรวจสอบความเหมาะสม รวมถึงแจ้งหน่วยงานต้นสังกัดและผู้ปกครองตามลำดับ นอกจากนี้ โรงเรียนยังมีหน้าที่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของหน่วยงานผู้จัด และประเมินว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ละเมิดสิทธิหรือกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน

    อย่างไรก็ตาม แม้เอกสารจะผ่านการตรวจสอบแล้ว ปัญหาอาจเกิดขึ้นในขั้นตอนปฏิบัติจริง หากผู้จัดกิจกรรมดำเนินการนอกเหนือจากที่แจ้งไว้ เช่นกรณีนี้ มีการสแกนใบหน้าเด็กหรือเก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ได้ระบุในกำหนดการ ซึ่งถือเป็นจุดเปราะบางที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

    ในประเด็นการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล นางสาวปาริชาตย้ำว่า โรงเรียนไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการส่งมอบข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ–นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน หรือข้อมูลชีวภาพอย่างการสแกนใบหน้า ให้แก่เอกชนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า การตลาด หรือการเปิดเบอร์โทรศัพท์ การดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเด็กต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและความยินยอมที่ถูกต้องจากผู้ปกครอง

    ความเสี่ยงหน้างานและบทบาทครู

    สำหรับครูผู้ควบคุมกิจกรรมในวันจัดงาน มีอำนาจและหน้าที่โดยตรงในการสั่งยุติกิจกรรมทันที หากพบความผิดปกติ หรือมีการร้องขอข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เหมาะสม เช่น การขอเลขบัตรประชาชน การสแกนใบหน้า หรือให้เด็กลงลายมือชื่อแลกของแจก ซึ่งอาจเข้าข่ายเอาเปรียบหรือสร้างความเสี่ยงต่อสิทธิของนักเรียน

    แต่ทั้งนี้ ในปัจจุบันครูถูกคาดหวังให้ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีเอไอ หรือกิจกรรมอย่างการเล่นเกมคาฮูท (Kahoot) ในห้องเรียน แต่ปัญหาคือเด็กในหลายโรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ตให้ใช้งานจริง เมื่อโรงเรียนขาดแคลนอินเทอร์เน็ต และมีบริษัทเอกชนยื่นข้อเสนอซิมเน็ตฟรีมาให้ ครูและโรงเรียนย่อมมองว่าเป็นโอกาสที่เด็กจะได้เข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งจุดนี้เองที่กลายเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีใช้ความใจดี เข้ามาบังหน้าเพื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเด็ก

    ปาริชาต เสนอว่า กระทรวงศึกษาธิการควรสนับสนุนทรัพยากรอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้มีศักยภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกัน ในระดับนโยบาย ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ควรถูกตั้งคำถามถึงบทบาทในการควบคุม กำกับ และป้องกันปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงติดตามแก้ไขเป็นรายกรณีภายหลังเกิดความเสียหายแล้ว เพราะหากกลไกระดับโครงสร้างยังไม่เข้มแข็ง ภาระในการปกป้องสิทธิเด็กก็จะตกอยู่กับโรงเรียนและครูเพียงลำพัง ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือภัยรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/scammer-scan-children/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Qi2stQW5kOSzE0NbLCZaZ

  • ยื่นภาษีออนไลน์ 2568 ได้ถึงวันไหน ลดหย่อนบริจาคการศึกษา ได้ 1 เท่า

    ยื่นภาษีออนไลน์ 2568 ได้ถึงวันไหน ลดหย่อนบริจาคการศึกษา ได้ 1 เท่า

    ยื่นภาษีออนไลน์ 2568 ได้ถึงวันไหน? กรมสรรพากร คอนเฟิร์ม ปรับสิทธิ “ลดหย่อนบริจาคการศึกษา” ได้ 1 เท่าเท่านั้น หลังเคยได้ 2 เท่า พร้อมเปิดไทม์ไลน์วิธียื่นภาษีล่าสุด

    เตรียมตัวให้พร้อมก่อนหมดเขต ยื่นภาษีออนไลน์ 2568 ได้ถึงวันไหน? กรมสรรพากร คอนเฟิร์ม ปรับสิทธิ “ลดหย่อนบริจาคการศึกษา” ได้ 1 เท่าเท่านั้น หลังเคยได้ 2 เท่า พร้อมเปิดไทม์ไลน์ วิธียื่นภาษีล่าสุด 

    ยื่นภาษีออนไลน์ 2568 ได้ถึงวันไหน ลดหย่อนบริจาคการศึกษา ได้ 1 เท่า

    เช็กด่วน! สิทธิลดหย่อน 2 เท่า “หายไปไหน?” สรรพากรแจงชัดไม่ใช่ข่าวปลอม

    จากกระแสข่าวในโลกโซเชียลที่ว่า “บริจาคการศึกษาปี 68 ลดหย่อนได้แค่เท่าเดียว” ล่าสุด กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ยืนยันแล้วว่าเป็น “เรื่องจริง” โดยระบุว่า ตามพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 768 สิทธิการนำเงินบริจาคผ่านระบบ e-Donation ไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่านั้น เป็นมาตรการจูงใจชั่วคราวที่มีกำหนดระยะเวลา

    • ช่วงเวลาที่ได้ 2 เท่า: ต้องบริจาคระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2565 – 31 ธ.ค. 2567 เท่านั้น
    • เริ่มปีภาษี 2568: เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าว สิทธิประโยชน์จะกลับเข้าสู่หลักเกณฑ์ปกติ คือ ลดหย่อนได้เพียง 1 เท่า ของที่จ่ายจริง

    หมายเหตุ: สำหรับการยื่นภาษีในช่วงต้นปี 2568 นี้ (ซึ่งเป็นการสรุปรายได้ของปี 2567) ท่านยังคงใช้สิทธิลดหย่อนบริจาคการศึกษา 2 เท่าได้อยู่ เพราะเป็นยอดของปีที่ผ่านมา แต่ในปีหน้า (2569) ยอดบริจาคของปีนี้จะเหลือเพียง 1 เท่าเท่านั้น!
     

    เปิดวิธียื่นภาษีออนไลน์ 2568 มือใหม่ทำตามได้ใน 5 นาที

    ใครที่ยังไม่เคยยื่นเอง หรือกลัวทำผิดจนโดนเรียกตรวจย้อนหลัง ไม่ต้องกังวล! ปัจจุบันระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ด้วยฟีเจอร์ My Tax Account ที่ดึงข้อมูลมาให้เกือบครบ

    1. เตรียมคลังเอกสารที่ต้องใช้

    • หนังสือรับรอง 50 ทวิ: หัวใจสำคัญที่ระบุรายได้ทั้งปีและภาษีที่ถูกหักไว้
    • รายการลดหย่อน: ประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ, กองทุน SSF/RMF/Thai ESG หรือค่าอุปการะพ่อแม่
    • Easy E-Receipt: ใครที่ช้อปปิ้งช่วงต้นปี 2567 อย่าลืมเตรียมข้อมูลส่วนนี้มาลดหย่อนด้วย!

    2. ขั้นตอนการยื่นแบบฉบับรวบรัด

    • Log-in: เข้าเว็บไซต์ efiling.rd.go.th กรอกเลขบัตรประชาชน
    • เช็กข้อมูลอัตโนมัติ: ตรวจสอบยอดประกันสังคมและเบี้ยประกันที่ระบบดึงมาให้ว่าตรงไหม
    • กรอกรายได้ & ค่าลดหย่อน: เลือกประเภทรายได้ (ส่วนใหญ่คือมาตรา 40(1)) และใส่ยอดลดหย่อนที่เตรียมไว้
    • สรุปยอด: หากจ่ายเกิน ให้เลือก “ขอคืนเงิน” (เงินจะเข้าผ่าน PromptPay) หากขาดให้จ่ายผ่าน QR Code ทันที!

    ยื่นภาษีออนไลน์ 2568 ได้ถึงวันไหน ลดหย่อนบริจาคการศึกษา ได้ 1 เท่า

    ขีดเส้นตาย! ยื่นภาษี 2568 ได้ถึงวันไหน? พลาดไปมีหนาว

    อย่าชะล่าใจจนนาทีสุดท้าย เพราะหากยื่นไม่ทันคุณอาจต้องเสียค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย โดยมีกำหนดการดังนี้

    • ยื่นแบบกระดาษ: สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2568
    • ยื่นแบบออนไลน์: สิ้นสุดวันที่ 8 เมษายน 2568 (แนะนำวิธีนี้เพราะสะดวกและได้คืนเงินไวกว่า)

    ยื่นภาษีออนไลน์ 2568 ได้ถึงวันไหน ลดหย่อนบริจาคการศึกษา ได้ 1 เท่า

    การยื่นแบบออนไลน์นอกจากจะขยายเวลาให้มากกว่าแล้ว ยังช่วยให้ระบบประมวลผลไว และได้รับเงินคืนภาษีรวดเร็วกว่าการยื่นแบบกระดาษหลายเท่าตัว

    อ้างอิง-ภาพ : กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง , ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1223674&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26MX9mjG-eC9NVk3xwk5ps

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D581926&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FgIw9rcVdyzWXA0BDIcqu

  • นักวิจัยธรณี แนะเร่งสำรวจแอ่งตะกอนน้ำมันใต้ผืนแผ่นดินไทยแก้วิกฤตตื่นตูม

    นักวิจัยธรณี แนะเร่งสำรวจแอ่งตะกอนน้ำมันใต้ผืนแผ่นดินไทยแก้วิกฤตตื่นตูม

    ภูมิภาค

    นักวิจัยธรณี แนะเร่งสำรวจแอ่งตะกอนน้ำมันใต้ผืนแผ่นดินไทยแก้วิกฤตตื่นตูม

    วันพุธ ที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 4 มี.ค.69 เวลา 09.00 น. นายอารักษ์ แสงสมพงษ์ อดีตนักวิจัยธรณีวิทยาโครงสร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชาว ต.หัวไทร อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงอาการเริ่มแตกตื่นของประชาชนในหลายพื้นที่ของประเทศไทยที่กำลังเกิดขึ้น และพากันเริ่มออกมาต่อแถวในปั้มเพื่อกักตุนน้ำมันกันอยู่ในขณะนี้ จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางว่า หน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะรัฐบาลต้องเร่งสำรวจหาแหล่งน้ำมันในประเทศไทยของเราอย่างจริงจังได้แล้ว

    หลังจากมีข้อมูลที่ไม่ใช่แต่เฉพาะเพียงตนเองที่เคยทำงานด้านการวิจัยธรณีโครงสร้างมากว่า 8 ปี เกี่ยวกับการศึกษาข้อจำกัดทางธรณีวิทยาโครงสร้างของการสำรวจก๊าซในพื้นที่ภาคอีสาน และการศึกษาธรณีวิทยาโครงสร้างพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งมีการค้นพบโครงสร้างแอ่งตะกอนชั้นหินมีโซโซอิก ที่มีอายุในช่วง 100 – 200 ล้านปี ซึ่งเป็นยุคเดียวกันกับแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ทั่วโลกพบมากสุด และเป็นแอ่งชั้นหินตะกอนรูปแบบให้ปริมาณปิโตรเลียมมากและมีศักยภาพสูง เช่น เวเนซุเอลาและไนจีเรีย โดยกลุ่มจังหวัดที่พบร่องรอยแอ่งชั้นหินตะกอนนั้นอยู่ในแถบ จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร จ.เพชรบูรณ์ จ.นครสวรรค์ และ จ.ลพบุรี นอกจากนั้นยังมีการขุดเจาะพบน้ำมันดิบในชั้นหิน มีโซโซอิก ใต้แอ่ง ซีโนโซอิก มาแล้ว แต่ยังไม่มีการตามหาโครงสร้างหลักของแอ่งมีโซโซอิก กันต่อ

    จากหลักฐานทางธรณีวิทยาโครงสร้าง ที่เราค้นพบว่ามีโครงสร้างของแอ่งตะกอนที่เป็นแอ่งตะกอนอยู่ในยุคมีโซโซอิกอยู่จริง ด้วยข้อมูลธรณีฟิสิกส์ที่เป็นความเข้มสนามแม่เหล็กที่บ่งชี้ว่าแอ่งตะก่อนนี้มีโอกาสที่จะเป็นแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ประมาณ 6 ล้านไร่ให้กับประเทศไทยได้ การสำรวจธรณีโครงสร้างนั้น จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการสำรวจทรัพยากรใต้ดิน แต่ในประเทศไทยยังสำรวจทางธรณีวิทยาไม่ครบทุกโครงสร้าง โดยที่ผ่านมามีการยึดติดอยู่กับการสำรวจปิโตรเลียมแค่เพียง 2 ยุคโครงสร้างเท่านั้น

    โดยโครงสร้างหลักในการสำรวจปิโตรเลียมเป็นแอ่งซีโซโซอิกในพื้นที่ภาคกลางและทะเลอ่าวไทย และโครงสร้างรอง คือ ในแอ่งพาลีโอโซอิก ในพื้นที่ภาคอีสาน แต่ในทางวิชาการประเทศไทยยังอาจมีแอ่งตะกอนอีก 1 ยุคโครงสร้างที่ซ่อนตัวอยู่และยังไม่เคยถูกสำรวจอย่างจริงจัง คือ แอ่งตะกอนยุคมีโซโซอิก ทั้งที่มีหลักฐานการขุดเจาะพบน้ำมันดิบในชั้นหินยุคนี้ใต้แอ่งซีโนโซอิกมาแล้ว ทั้งในอ่าวไทยและพื้นที่ภาคกลางของไทย

    แต่จากการสำรวจกลับไม่ได้เดินหน้า เพื่อตามหาโครงสร้างหลักของแอ่งมีโซโซอิก ทั้งที่พบว่ามีหลักฐานสำคัญแล้วว่ามีการค้นพบปิโตรเลียมจริง ในขณะที่หลักฐานทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจยังชี้ว่า แอ่งมีโซโซอิกอาจเป็นแหล่งปิโตรเลียมรูปแบบขนาดใหญ่ เพราะเป็นยุคที่ทั่วโลกสำรวจพบแหล่งปิโตรเลียมแหล่งใหญ่จำนวนมาก ซึ่งเป็นแหล่งที่เกิดจากการสะสมของตะกอนทะเลตามที่ปิโตรเลียมแหล่งใหญ่ทั่วโลกเกิดจากการสะสมของตะกอนทะเลเช่นกัน จึงหมายความว่าประเทศไทยอาจยังไม่เคยรู้ศักยภาพที่แท้จริงของทรัพยากรพลังงานใต้ผืนแผ่นดินไทยของเรา

    คำถามคือเราสำรวจครบทุกโครงสร้างแล้วหรือยัง และเรายังจะปล่อยให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าพลังงาน ที่อาจเกิดจากความไม่รู้ของเราอยู่หรือไม่ หากประเทศเราหันกลับมาใช้หลักในทางธรณีวิทยาโครงสร้างอย่างเป็นระบบในการสำรวจ เช่น เดียวกันกับที่ในหลายประเทศทั่วโลกที่มีการสำรวจแล้วค้นพบแหล่งปิโตรเลียม หรือแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ในอดีต เราก็อาจมีโอกาสค้นพบแหล่งทรัพยากรที่มีศักยภาพมากขึ้น

    ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องในทางวิชาการ แต่เป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายของประชาชน ค่าน้ำมัน ค่าพลังงาน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว “ประเทศเราอาจจะไม่ได้จนทรัพยากร แต่อยู่ที่ว่าเราจะกล้าใช้ความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสำรวจและบริหารทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจังหรือไม่” เพราะความหวังของ ปชช.ทั้งประเทศ อาจยังอยู่ที่ใต้ผืนแผ่นดินของเราที่กำลังรอการสำรวจอย่างจริงจังและเป็นระบบ ตามหลักวิชาการ นายอารักษ์ กล่าว
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/468040&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QkiSGo9QgnrPWl6XX_aak