Blog

  • สุทธิชัย โพสต์เดือดปมน้ำมันแพง ลั่นสต็อกเก่าอย่าเอาเปรียบประชาชน

    สุทธิชัย โพสต์เดือดปมน้ำมันแพง ลั่นสต็อกเก่าอย่าเอาเปรียบประชาชน

    สุทธิชัย โพสต์เดือดปมน้ำมันแพง ลั่นสต็อกเก่าอย่าเอาเปรียบประชาชน

    วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.29 น.

    สถานการณ์ความร้อนแรงในตะวันออกกลางยังไม่มีท่าทีว่าาจะแผ่วเบาลงแต่อย่างใด จากการที่สหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากปฎิบัติการทางทหารโจมดีอิหร่าน นำไปสู่การตอบโต้กลับอย่างดุเดือดด้วยขีปนาวุธเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะยกระดับสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนอย่างหนักในขณะนี้

    ล่าสุดวันนี้ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569 สุทธิชัย แซ่หยุ่น หรือ สุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงประเด็นการปรับตัวของราคาน้ำมันในประเทศ โดยระบุข้อความสั้น ๆ “ขึ้นราคาจาก สต็อกน้ำมันราคาเก่าถือว่าเอาเปรียบประชาชนในภาวะไม่ปกติ!”

    สุทธิชัย หยุ่น

    โพสต์ดังกล่าวของ สุทธิชัย หยุ่น  กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตจำนวนมากต่างพากันเข้ามากดไลก์ กดแชร์ และแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ปากท้องที่กำลังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยมีความคิดเห็นที่หลากหลาย เช่น

    “น้ำขึ้นค่ะ ต้องรีบตัก”

    “กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงพลังงาน ทำอะไรได้บ้างมั๊ยครับแบบนี้.”

    “ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ รัฐบาลไทย ควร ทำทางเพิ่มขยาย ปั่นจักรยาน ท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ร่วมใจประหยัดน้ำมัน”

    “เขารบกัน ไม่กี่วัน ฉวยโอกาสกันจัง ประเทศกำลังพัฒนา เอาเปรียบกันจนเป็นนิสัย.”

    “ทำไงได้ เลือกเองก็ต้องยอมรับ”

    “เตาถ่าน,ถ่าน,ไฟแช็ค หาติดบ้านไว้ก็ไม่เสียหาย แล้วใครยังติดเตาถ่านไม่เป็นหัดไว้ก็ดีครับ”

    สุทธิชัย หยุ่น

    สุทธิชัย หยุ่น

    สุทธิชัย หยุ่น

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Suthichai Yoon 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/950506&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uYOCXvyEp0c3XwIPcW8WT

  • ‘ชนะ ภูมี’ ชง 5+1 ยุทธศาสตร์ ‘เอสเอ็มอี’ สู้วิกฤติซ้อนวิกฤติ ‘โลกหลายขั้ว’

    ‘ชนะ ภูมี’ ชง 5+1 ยุทธศาสตร์ ‘เอสเอ็มอี’ สู้วิกฤติซ้อนวิกฤติ ‘โลกหลายขั้ว’

    ภายใต้สภาวะที่ชะงักงันของเศรษฐกิจไทย ถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งของ 2 ขั้ว ระหว่าง ขั้วสหรัฐและอิสราเอล และขั้วอิหร่าน ซึ่งนับเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และจะส่งผลกระทบต่อ SMEs อย่างหนัก 

    สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ภาคเอกชนมุ่งเตรียมความพร้อม ร่วมมือทุกภาคส่วนจับมือเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดย นายชนะ ภูมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ 5+1 เพื่อ SMEs ไทย ก้าวกระโดดไปด้วยกันสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

    นายชนะ กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบัน คือ วิกฤติซ้อนวิกฤตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงกระทบอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของ SMEs ความร่วมมือจากภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้ SMEs อยู่รอด เติบโต และก้าวกระโดสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

    “การแก้ไขวิกฤติระดับประเทศ ตัวแทนภาคเอกชนและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต้องประสานงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดในการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม แก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจ และเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมไทยให้แข็งแกร่งและมีความในการพร้อมแข่งขัน” นายชนะ กล่าว

    นายชนะ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวมีข้อเสนอ “5+1 ยุทธศาสตร์เพื่อ SMEs” ก้าวกระโดดสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่เพื่อสร้างการเติบโต และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากปัจจุบันมีสัดส่วน 35% ของ GDP เป็นมากกว่า 50% ของ GDP ด้วยยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วย Smart Industry 

    รวมถึงการสร้างตลาดใหม่ ปกป้องตลาดเดิม การแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ การผลักดันยกเลิกกฎข้อจำกัด และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะสีเขียวและพลัสด้วยความร่วมมือทุกภาคส่วนอย่างโปร่งใส มีประสิทธฺภาพ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวกระโดดและเป็น 1 ในภูมิภาค ดังนี้

    1. ยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วย Smart Industry โดยการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยมุ่งนำ Automation, AI, Big Data และ IoT มาเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศการพัฒนาเทคโนโลยีจากภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน และเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ

    2. ยุทธศาสตร์ด้านการตลาด โดยสร้างตลาดใหม่ ปกป้องตลาดเดิมไปพร้อมกัน ทั้งยกระดับมาตรฐาน มอก. เพื่อปกป้องสินค้าไทยจากสินค้าต่างชาติด้อยคุณภาพ ผลักดันการผลิตชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า 

    ‘ชนะ ภูมี’ ชง 5+1 ยุทธศาสตร์ ‘เอสเอ็มอี’ สู้วิกฤติซ้อนวิกฤติ ‘โลกหลายขั้ว’

    และผลักดันให้ SMEs มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุนและมาตรฐานการผลิตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ของตลาดโลก รวมทั้งส่งเสริมให้มีเครือข่าย Trading Company เพื่อช่วย SMEs รายย่อยเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้

    3. ยุทธศาสตร์ด้านแหล่งทุน เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs โดยในแนวทางการเปลี่ยนจากการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันมาเป็นการประเมินจากศักยภาพและพฤติกรรมทางการค้า ผ่าน 2 แนวทางหลัก ได้แก่ 

    แนวทางระบบ Information-based Lending เพื่อให้ SMEs ได้เข้าถึงสภาพคล่องได้รวดเร็วขึ้น 

    แนวทางการจัดตั้งกองทุนเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาวในการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยให้มีกลไกค้ำประกันและดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสม

    4. ยุทธศาสตร์ด้านกฎข้อจำกัด “ผลักดันยกเลิกกฎข้อจำกัด” ปลดล็อคอุปสรรคและลดต้นทุนแฝงให้ SMEs ผ่านการผลักดันกฎหมายรวบยอด (Omnibus Law) รวมถึง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ 

    ทั้งนี้ เพื่อเปลี่ยนกรอบความคิดจาก “รออนุญาต” มาเป็น “จดแจ้งแล้วดำเนินการได้เลย” และผลักดันการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลBiz Portal และเทคโนโลยี AI e-License เพิ่มความเร็วการให้บริการของหน่วยงานราชการ

    5. ยุทธศาสตร์ด้านต้นทุน “พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะสีเขียว” ด้านพลังงานและการขนส่งโดยขยายผลโครงการ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ให้ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมการผลิตในวงกว้าง ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่รองรับการเปิดเสรีพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง 

    ส่วนด้านการขนส่ง เร่งลดการพึ่งพาถนนและผลักดันการขนส่งหลายรูปแบบที่บูรณาการข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดทั้งต้นทุนและการปล่อยคาร์บอน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้SMEs ไทยได้อย่างยั่งยืน

    สุดท้ายคือ ความร่วมมือทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม (Public Private People Partnership Model) เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวกระโดด โดย ส.อ.ท.เป็นตัวแทนภาคอุตสาหกรรมในการประสานงานกับภาครัฐ แก้ไขปัญหา และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

    ดังตัวอย่างความสำเร็จของ “สระบุรีโมเดล” เมืองแห่งความมั่งคั่งและยั่งยืนที่ลงมือทำจริง ด้วยความร่วมมือของจังหวัด ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และชุมชน

    “ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย 5+1 ยุทธศาสตร์เพื่อ SMEs มุ่งหวังให้ SMEs พร้อมรับมือกับทุกวิกฤติ รวมถึงการเสริมความแข็งแกร่ง ยกระดับมาตรฐานสู่สากล ก้าวกระโดดสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้ และผงาดสู่ความเป็น 1 ในภูมิภาค” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1223606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DZ0EKMADvBVgFjQ3rieSM

  • กรมพัฒน์ต่อยอดธุรกิจแฟรนไชส์ เชื่อมส่วนกลางสู่ภูมิภาคปั้นเศรษฐกิจกว่า 182 ล้าน

    กรมพัฒน์ต่อยอดธุรกิจแฟรนไชส์ เชื่อมส่วนกลางสู่ภูมิภาคปั้นเศรษฐกิจกว่า 182 ล้าน

    กรมพัฒน์ต่อยอดธุรกิจแฟรนไชส์ เชื่อมส่วนกลางสู่ภูมิภาคปั้นเศรษฐกิจกว่า 182 ล้าน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ดำเนินการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค รวมถึงผลักดันให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดท้องถิ่น

    อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้เลือกแฟรนไชส์ที่เหมาะสมกับความสนใจและศักยภาพ 

    และเจรจาซื้อขายธุรกิจได้โดยตรงกับเจ้าของแฟรนไชส์ (Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงาน และผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเองสามารถเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยกระ ตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

    โดยดำเนินการผ่านโครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ซึ่งล่าสุดจะจัดเป็นครั้งที่ 3 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดอุดรธานี โดยที่ผ่านมายอดจำหน่ายสินค้าแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ก่อนหน้านี้ที่เชียงใหม่มียอดสั่งซื้อแฟรนไชส์ภายในงาน 5,159,000 บาท ยอดเจรจาธุรกิจ 177,604,987 บาท

    อย่างไรก็ดี คาดการณ์มียอดจำหน่ายค้าปลีกภายในงาน 185,590บาท ยอดรวมสะสมทั้งสิ้น 182,949,577บาท

    ปัจจุบันมีแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 4,149 แบรนด์ โดยเป็นแฟรนไชส์ไทย จำนวน 686 แบรนด์ และธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการ พัฒนาจากกรมฯ รวมทั้งสิ้น 571 แบรนด์ โดยงานที่อุดรธานีจะมาวันที่ 5-8 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JRI99VGYOHnGxb89OafGw

  • สหรัฐฯรุกคืบตะวันออกกลาง หวังล้มกระดานอิหร่าน พลิกขั้วอำนาจเดี่ยวคุมโลก

    สหรัฐฯรุกคืบตะวันออกกลาง หวังล้มกระดานอิหร่าน พลิกขั้วอำนาจเดี่ยวคุมโลก

    สหรัฐฯรุกคืบตะวันออกกลาง หวังล้มกระดานอิหร่าน พลิกขั้วอำนาจเดี่ยวคุมโลก

    กระดานหกภูมิรัฐศาสตร์: จากตะวันออกกลางสู่การปิดล้อมมังกร

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวละครหลักเบื้องหลัง กำลังถูกมองว่าเป็นมากกว่าความขัดแย้งทางศาสนาหรือพรมแดน แต่นี่คือ “ยุทธศาสตร์ระดับโลก” เพื่อสถาปนาความมั่งคั่งและอำนาจของสหรัฐฯ ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งตามแนวทาง Make America Great Again รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา วิเคราะห์ว่าหากสหรัฐฯ และอิสราเอลสามารถสยบอิหร่านได้สำเร็จ ระเบียบโลกจะกลับเข้าสู่ระบบ “ขั้วอำนาจเด่นเดี่ยว” (Unipolar System) ทันที โดยใช้อิหร่านเป็นประตูยุทธศาสตร์ในการรุกคืบไปทางเหนือเพื่อปิดกั้นเส้นทางสายไหม (BRI) ของจีน และกดดัน “หลังบ้าน” ของรัสเซียในแถบเอเชียกลาง ซึ่งจะทำให้การขยายอิทธิพลของสองมหาอำนาจคู่แข่งต้องหยุดชะงักลง

    “ทรัมป์กำลังใช้ตะวันออกกลางเป็น ‘ฐานกระโจนทางยุทธศาสตร์’ เพื่อสะสมชัยชนะก่อนขยับเข้าสู่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการจัดการคู่แข่งทางเศรษฐกิจ” — รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช กล่าว

    สงครามพลังงานและจุดอ่อนทางทหาร

    ในมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจ พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ มองว่าหัวใจสำคัญคือ “การควบคุมน้ำมัน” หากสหรัฐฯ ทำให้น้ำมันราคาถูกลงได้ จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนที่อาจเผชิญภาวะล้นตลาดจนระบบธนาคารสั่นคลอน ขณะที่รัสเซียจะขาดรายได้หลักในการหล่อเลี้ยงสงครามในยูเครน

    ในด้านการทหาร พล.ท.พงศกร ชี้ให้เห็นว่าอิหร่านกำลังเพลี่ยงพล้ำจากการใช้ทรัพยากรขีปนาวุธที่ผิดพลาดและการพึ่งพาเทคโนโลยีป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในสมรภูมิจริง ส่งผลให้อิหร่านอาจถูกบีบให้เปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐฆราวาส (Secular State) เพื่อเปิดรับการลงทุนจากตะวันตกในอนาคต

    ทางรอดของไทย: จุดศูนย์ดุลแห่งอินโด-แปซิฟิก

    ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของขั้วอำนาจ ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก กำลังเผชิญแรงบีบคั้นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ รศ.ดร.ดุลยภาค เตือนว่านโยบาย “ไม่เลือกข้าง” แบบเดิมอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะการไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนจะทำให้ไทยไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากฝ่ายใดเลยเมื่อเกิดวิกฤต

    ขณะที่ พล.ท.พงศกร เสนอแนะว่าไทยควรปรับโครงสร้างกองทัพให้ทันสมัย โดยเน้น “การป้องกันเชิงรับ” เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศและเรดาร์ประสิทธิภาพสูง แทนการซื้ออาวุธเชิงรุกอย่างเรือดำน้ำ พร้อมกับสร้าง “เกราะป้องกัน” ด้วยการเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลระดับโลก เพื่อให้มหาอำนาจทุกฝ่ายเกรงใจและไม่กล้าเข้ามาสร้างความไม่สงบในพื้นที่

    ท้ายที่สุด การอยู่รอดของไทยในยุคระเบียบโลกใหม่จึงขึ้นอยู่กับการเลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการวางตัว และการสร้างมูลค่าทางยุทธศาสตร์ให้ตัวเองกลายเป็นตัวละครที่มหาอำนาจขาดไม่ได้ ไม่ใช่เพียงแค่รัฐกันชนที่รอรับแรงกระแทกจากสงครามของผู้อื่น

    เรียบเรียง:อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
    แหล่งที่มา : คมชัดลึก (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/738823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Khu6Jc4tgviXJ-LbnTB0J

  • การมาถูกที่ถูกเวลาของ “วิทัย”

    การมาถูกที่ถูกเวลาของ “วิทัย”

    บทบาทของผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่ คุณวิทัย รัตนากร ซึ่งเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ตั้งแต่เมื่อวันที่1 ตุลาคม 2568 ดูจะจับต้องได้มากกว่านักวิชาการแบงก์ชาติแบบดั้งเดิม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่นักบริหาร

    โดยเฉพาะในการเน้นการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือน-หนี้เสีย (NPL) สูง รวมถึงในการแก้ปัญหาเงินนอกระบบ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา

    ภายใต้การนำของคุณวิทัย แบงก์ชาติน่าจะต้องเปลี่ยนบทบาท จากที่เอาแต่เน้นดูแลเฉพาะเสถียรภาพค่าเงิน และระบบการเงิน ไปสู่ปัจจัยแวดล้อมมากมายที่เข้ามามีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    การให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจใต้ดิน เงินเทา การทำธุรกรรมที่ไม่อยู่ในระบบ และการใช้เงินสด จำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้กลไกตลาดบิดเบี้ยว และเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม…

    ด้วยการประกาศใช้มาตรการควบคุมธุรกรรมที่ผิดปกติ ตลอดจนถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และเส้นทางการเงินที่ไม่มีความโปร่งใส เพื่อจำกัดโอกาสในการหมุนเงินนอกระบบผ่านช่องทางที่ผิดปกตินั้น ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในแวดวงเศรษฐกิจ

    สำคัญที่สุดก็คือ การลงมือทำให้เห็น ย่อมได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่าการใช้แค่ปากพูดตามทฤษฎีเหมือนที่ผ่านๆมา และเงินที่อยู่นอกระบบมานานอาจเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น

    หลังเข้าไปควบคุมการซื้อขายในตลาดทองคำออนไลน์แล้ว ผู้ว่าการแบงก์ชาติประกาศว่า เขาจะเริ่มควบคุมการฝากถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องทำรายงานว่า เงินนั้น…ท่านได้แต่ใดมา และจะเอาไปซื้ออะไรด้วย

    “ต่อไปนี้การงัดฝาบ้าน เอาเงินสดออกมาซื้อสิ่งของต่างๆในลักษณะผิดช่องทาง ต้องรายงานให้แบงก์ชาติทราบ”

    ส่วนนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน คุณวิทัยได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือเพียง 1% โดยที่รัฐบาลไม่ต้องมานั่งร้องขออะไร ซ้ำเขายังประกาศด้วยว่าเมื่อไหร่

    ที่พบสัญญาณทางเศรษฐกิจไม่ดี เขาพร้อมจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก โดยไม่ส่งผลกระทบให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวจนเกินไป

    นโยบายนี้ ช่วยลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ของผู้กู้รายย่อย และธุรกิจขนาดเล็กให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์ต่อการสนับสนุนให้เกิดการลงทุน และการบริโภคที่เพิ่มขึ้นด้วย

    ภาระผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ก็จะลดลง แถมยังช่วยให้ผู้มีหน้ีบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลได้อานิสงส์ทางอ้อมไปด้วย

    ในแนวทางของผู้ว่าการวิทัยนี้ ชัดเจนว่าแบงก์ชาติไม่ได้มีหน้าที่แค่ปรับอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ต้องควบคุมธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ ที่เรียกกันว่าเงินใต้ดินด้วย เพื่อช่วยทำให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมอย่างจริงจัง

     สำคัญที่สุดก็คือ ผู้ว่าการวิทัยช่างมาถูกที่ถูกเวลาพอดีกับสงครามที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ+อิสราเอลกับอิหร่านที่กำลังทำให้โลกการเงิน การค้า การลงทุนทุกสาขาปั่นป่วนอยู่ในเวลานี้.

    มิสไฟน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2917658&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WNRLiDhgRYw97sLZrX34t

  • “กรณ์” นำทัพ ปชป.รุ่นใหม่ ศึกษาแนวทางแก้วิกฤตราคามะพร้าว 2 บาท เดินหน้า ศึกษาหาโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่ออนาคตเกษตรกรไทย

    “กรณ์” นำทัพ ปชป.รุ่นใหม่ ศึกษาแนวทางแก้วิกฤตราคามะพร้าว 2 บาท เดินหน้า ศึกษาหาโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่ออนาคตเกษตรกรไทย

    นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านนโยบาย นำทัพคนรุ่นใหม่ในพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชน Aromatic Farm ติดตามสถานการณ์ “มะพร้าวน้ำหอม” หลังพบปัญหาราคาหน้าสวนบางช่วงเหลือเพียง 2–3 บาทต่อผล ทั้งที่ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 5–6 บาท สวนทางกับมูลค่าส่งออกที่เติบโตต่อเนื่องและแตะเกือบ 28,000 ล้านบาทในปี 2566

    “นี่ไม่ใช่ปัญหาว่าสินค้าขายไม่ได้แต่คือปัญหา โครงสร้างการกระจายมูลค่า ในห่วงโซ่ อุตสาหกรรม แม้มะพร้าวไทยยังมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมและตลาดสุขภาพที่ขยายตัวในปี 2567–2568 แต่อำนาจต่อรองกลับกระจุกตัวอยู่ในห่วงโซ่กลางน้ำ ขณะที่เกษตรกรขายแบบต่างคนต่างขาย ทำให้ความผันผวนของราคาตกอยู่ที่ต้นทางก่อนเสมอประชาธิปัตย์เห็นว่า การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่เพียงมาตรการพยุงราคาเฉพาะหน้า แต่ต้อง “ปรับโครงสร้าง” อย่างจริงจัง” นายกรณ์ กล่าว

    โมเดลของ Aromatic Farm สะท้อนคำตอบเชิงระบบ ผ่านแนวคิด 3 เสาหลัก คือ People – Planet – Profit โดยมี “ความยั่งยืน (Sustainability)” เป็นแกนกลาง โดยมีกลไก รับซื้อมะพร้าวจากสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม – มีช่องทางการตลาดของตนเอง และมีการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและการบริหารจัดการแบบมืออาชีพนายกรณ์ ย้ำ “นี่คือแนวทางที่ช่วยลดความเปราะบางระยะยาว ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาระยะสั้น เราสามารถศึกษา บทเรียนจากต่างประเทศอย่าง Fonterra แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกษตรกรรวมตัวและถือหุ้นในห่วงโซ่มูลค่าของตนเอง อุตสาหกรรมทั้งระบบจะเข้มแข็งและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน”พรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่ สนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรให้มีอำนาจต่อรอง วางกรอบการแข่งขันที่โปร่งใส เป็นธรรม กำกับระบบล้งไม่ให้เอาเปรียบต้นทาง และสร้างระบบคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรที่เกษตรกรเข้าถึงได้โดยตรง

    หากปล่อยสถานการณ์ “มะพร้าว 2 บาท” ดำเนินต่อไป สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือเกษตรกรขาดทุน ไม่มีทุนบำรุงรักษาต้นและดิน และท้ายที่สุดผลผลิตของประเทศจะลดลงประชาธิปัตย์เชื่อว่า มะพร้าวไทยไม่ควรเป็นเพียงสินค้าเกษตรราคาผันผวน แต่ต้องพัฒนาเป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว” ที่สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรไทยในระยะยาวถึงเวลาแล้วที่เราต้องกล้าปรับโครงสร้าง เพื่ออนาคตของเกษตรกรไทยทั้งประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/281283&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lf0Jdk4XGPFqfVA1mgtxT

  • บางจากฯ ตรึงราคาน้ำมันต่อ! ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง ช่วยลดภาระประชาชน ย้ำไม่ต้องกักตุน

    บางจากฯ ตรึงราคาน้ำมันต่อ! ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง ช่วยลดภาระประชาชน ย้ำไม่ต้องกักตุน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132578&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w6TKZz7mWRzM7LZOOwC-H

  • เซเลนสกีกังวล สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อการจัดหาอาวุธของยูเครน

    เซเลนสกีกังวล สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อการจัดหาอาวุธของยูเครน

    เซเลนสกีกังวล สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อการจัดหาอาวุธของยูเครน

    วันนี้, 01:11น.

              ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน แสดงความกังวลว่าสงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านในตะวันออกกลางอาจทำให้ยูเครนประสบปัญหาในการจัดหาขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ เมื่อพันธมิตรของยูเครนเบี่ยงเบนความสนใจออกจากความขัดแย้งในยูเครน และคาดหวังว่าความขัดแย้งจะอยู่ในวงจำกัด ไม่กลายเป็นสงครามยืดเยื้อ เขากล่าวว่าการใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศในภูมิภาคตะวันออกกลางในเวลานี้ จะทำให้อาวุธมีราคาสูงขึ้นและหาได้ยากขึ้น โดยยกกรณีเมื่อครั้งที่อิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในปีที่แล้ว ทำให้โครงการส่งขีปนาวุธให้แก่ยูเครนเริ่มชะลอตัวลง และเขาเกรงว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นอีก

    เป็นเวลานานกว่า 4 ปีแล้วที่มีการสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน และมีความพยายามเจรจาสันติภาพอย่างต่อเนื่อง แต่ประธานาธิบดีเซเลนสกี ไม่แน่ใจว่ากำหนดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียในเดือนนี้ (มี.ค.69) จะเกิดขึ้นหรือไม่

              อย่างไรก็ตาม สถาบันวิจัยเพื่อการศึกษาเรื่องสงคราม (Institute for the Study of War) ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา เผยแพร่รายงานระบุว่า รัสเซียอาจได้รับประโยชน์หากราคาน้ำมันโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นไปได้ยากที่อิหร่านจะสามารถปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งมองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจบานปลายกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค

    #สงครามตะวันออกกกลาง

    #ยูเครน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159684&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vSx7fiKZSu4H_rZV0mSXQ

  • อัลบั้มรูป : ประมวลภาพ BNK48 รุ่นที่ 3 คอนเสิร์ตจบการศึกษา

    อัลบั้มรูป : ประมวลภาพ BNK48 รุ่นที่ 3 คอนเสิร์ตจบการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/galleries/485&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pszh9C4foELN7uM18uafx

  • กระทรวงท่องเที่ยวฯ เร่งดูแลประสานงานนักท่องเที่ยวติดค้างพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน ยึดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    กระทรวงท่องเที่ยวฯ เร่งดูแลประสานงานนักท่องเที่ยวติดค้างพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน ยึดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ติดตามสถานการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยว ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบ ต่อเนื่อง

    วันนี้ (3 มีนาคม 2569) เวลา 12.00 น มีการยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลาง ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้มีการปิดน่านฟ้าในเส้นทางการบิน

    การยกเลิกเที่ยวบินประจำวันที่ 3 มีนาคม 2569

    1) กระบี่ ยกเลิกขาออก 3 เที่ยวบิน

    2) เชียงใหม่ ยกเลิกขาออก 1เที่ยวบิน (เชียงใหม่-อาบูดาบี)

    3) ภูเก็ต ยกเลิก 14 เที่ยวบิน (ขาเข้า 6 เที่ยวบิน และขาออก 8 เที่ยวบิน)

    4) ดอนเมือง วันนี้ไม่มียกเลิก

    5) สุวรรณภูมิ **รอข้อมูลจากการท่า**

    ทั้งนี้ ภาพรวมสะสม 4วัน (28 ก.พ. – 3 มี.ค.) มีการยกเลิกของขาออก 105 เที่ยวบิน ขาเข้า 61 เที่ยวบิน รวมเป็น 166 เที่ยวบิน

    *อ้างอิงข้อมูลรายงาน ของเจ้าหน้าที่กระทรวง TAC 5 สนามบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และกระบี่ อาจมีความคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ไม่มีรายงานผู้โดยสารตกค้างตามสนามบิน

    สำหรับ กรณีวีซ่าของนักท่องเที่ยว ณ วันที่ 3 มีนาคม สตม. ได้ออกมาตรการที่เกี่ยวข้องแล้ว โดย (2 มีนาคม 69) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ประกาศมาตรการช่วยเหลือคนต่างชาติ เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา ได้ส่งผลให้เกิดการปิดน่านฟ้าในภูมิภาคดังกล่าว และทำให้คนต่างชาติไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อกลับประเทศได้

    เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่คนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือ สำหรับคนต่างชาติที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง (Overstay) ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

    (1) กรณีประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศ

    สำหรับคนต่างชาติที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดลงแล้ว และมีความประสงค์ที่จะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ทางเจ้าหน้าที่จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียค่าเปรียบเทียบปรับ

    (2) กรณีประสงค์จะขออยู่ต่อชั่วคราว

    สำหรับคนต่างชาติที่ประสงค์จะขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว หากพบว่าการอนุญาตเดิมได้สิ้นสุดลงแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายก่อน จากนั้นจึงจะพิจารณาอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปได้อีก “ครั้งละไม่เกิน 30 วัน” โดยผู้ยื่นคำร้องจะต้องเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณา ดังนี้ (2.1) แบบคำขออนุญาตเพื่ออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไป (ตม.7) (2.2) สำเนาหนังสือเดินทาง หรือ เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง (2.3) หนังสือรับรองจากสถานทูต หรือ สถานกงสุล (ในกรณีที่ไม่สามารถขอหนังสือรับรองได้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการบันทึกถ้อยคำ เพื่อระบุเหตุผลและความจำเป็นในการขออนุญาตอยู่ต่อเป็นการชั่วคราว ตามแบบฟอร์มที่กำหนดไว้) (2.4) แบบฟอร์มการแจ้งข้อมูล (แบบ สตม.2, สตม.2/1 และ สตม.9)

    ทั้งนี้ มาตรการเยียวยาดังกล่าวจะเริ่มมีผลดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือ จนกว่าทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/0a-oipfLh&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16oYyTfFi5Mlk0T3_93LFh