Blog

  • ‘ศุภจี’ เผยกระทรวงเศรษฐกิจเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจถึงปลายปี

    ‘ศุภจี’ เผยกระทรวงเศรษฐกิจเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจถึงปลายปี

    “ศุภจี” เผยกระทรวงเศรษฐกิจเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องถึงปลายปี หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ยัน “พาณิชย์“ ดูราคาสินค้าไม่ให้ได้รับผลกระทบ หลัง ”Fed” ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

    เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้า และสินค้าในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า เรื่องราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ส่วนหลังจากการต่ออายุไทยช่วยไทยต่อไปอีก 2 เดือน จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอีกหรือไม่ นางศุภจี ยอมรับว่ามี ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ พร้อมระบุว่า จะออกมาเป็นแพ็กเกจของกระทรวงเศรษฐกิจโดยจะต้องมองภาพรวม เพื่อรองรับตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วย

    อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1252457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kf_zOe48JTUNW2JZcpZyI

  • วิกฤติเศรษฐกิจทำพิษ โรงงานเซรามิกส่งออก เลิกจ้างกะทันหันเกือบ 200 คน | one31.co.th

    วิกฤติเศรษฐกิจทำพิษ โรงงานเซรามิกส่งออก เลิกจ้างกะทันหันเกือบ 200 คน | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/80263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OkMAl_s-nAICaLOO5s9AA

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ปิดลบ 0.51%   ดาวโจนส์บวก 316.14 จุด เช็กน้ำมันไทย 18/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ปิดลบ 0.51%   ดาวโจนส์บวก 316.14 จุด เช็กน้ำมันไทย 18/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดตลาดนิวยอร์กลดลง 0.51% ที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันชะงักงัน ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 316.14 จุด รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ชะลอตัว ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในไทยวันที่ 18 กันยายน 2569 ยังคงมีราคาจาก 4 สถานีบริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ตลาดนิวยอร์ก ปิดการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569 ลดลง 52 เซนต์ หรือ 0.51% มาอยู่ที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 1.01 ดอลลาร์ หรือ 0.95% ปิดที่ 104.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แรงกดดันต่อราคาน้ำมันเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจเพิ่มปริมาณการจัดส่งน้ำมันดิบให้แก่โรงกลั่นน้ำมันในเอเชีย โดยใช้เส้นทางผ่านประเทศโอมาน ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันและเส้นทางการขนส่ง

    ราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวลงต่อเนื่องจากวันพุธ หลังมีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียเพิ่มปริมาณการจัดส่งน้ำมันดิบให้แก่โรงกลั่นในเอเชีย ด้วยการถ่ายโอนน้ำมันระหว่างเรือ หรือการขนถ่ายน้ำมันจากเรือลำหนึ่งไปยังอีกลำหนึ่ง บริเวณใกล้ท่าเรือโซฮาร์ของประเทศโอมาน เพื่อชดเชยผลกระทบจากการปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline หลังท่อส่งดังกล่าวได้รับความเสียหายจากการโจมตี

    สถานการณ์สงครามทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการลำเลียงน้ำมันดิบไปทางตะวันตกผ่านท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ช่วยให้สามารถขนส่งน้ำมันดิบได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม หลังท่อส่งน้ำมันได้รับความเสียหายจากการโจมตี ซาอุดีอาระเบียจึงตัดสินใจประกาศปิดท่อส่งดังกล่าว

    ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline มีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร และมีบทบาทสำคัญในการขนส่งน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย โดยช่วยให้สามารถลำเลียงน้ำมันออกสู่ตลาดโลกโดยหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ

    ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline สามารถลำเลียงน้ำมันดิบได้ประมาณ 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 4-5% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก ดังนั้น การปิดท่อส่งดังกล่าวจึงสร้างความกังวลต่อตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานและเส้นทางการขนส่งน้ำมัน

    อย่างไรก็ตาม การที่ซาอุดีอาระเบียเพิ่มปริมาณการจัดส่งน้ำมันดิบให้แก่โรงกลั่นในเอเชียผ่านทางโอมาน ช่วยลดความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และเบรนท์ปรับตัวลงในการซื้อขายล่าสุด

    ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569 โดยดัชนีดาวโจนส์ได้รับแรงหนุนจากการชะลอตัวของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งช่วยให้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมปรับตัวดีขึ้น

    นอกจากนี้ ข้อมูลด้านแรงงานล่าสุดของสหรัฐฯ ยังช่วยลดความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับผลกระทบจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี โดยนักลงทุนยังคงติดตามทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,778.04 จุด เพิ่มขึ้น 316.14 จุด หรือ 0.61% ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,637.76 จุด เพิ่มขึ้น 85.95 จุด หรือ 1.14% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,418.30 จุด เพิ่มขึ้น 439.87 จุด หรือ 1.69%

    การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นทั้ง 3 ดัชนีสะท้อนบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้น หลังนักลงทุนประเมินว่าการชะลอตัวของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุด อาจช่วยลดแรงกดดันต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะต่อไป

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย วันที่ 18 กันยายน 2569 มีการรายงานราคาน้ำมันจาก 4 สถานีบริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ โดยข้อมูลราคาที่นำเสนออัปเดต ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 05.00 น. ดังนี้

    ราคาน้ำมันปั๊มปตท. ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาทต่อลิตร และเบนซิน ราคา 48.93 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊มบางจาก ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊มพีที ได้แก่ ดีเซล ราคา 40.69 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร เบนซิน ราคา 49.43 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร

    ส่วนราคาน้ำมันปั๊มเชลล์ ได้แก่ เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาทต่อลิตร เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 40.69 บาทต่อลิตร เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ซึ่งมีการอัปเดตราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาในเวลา 05.00 น. ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลง

    ราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในกรุงเทพมหานคร ซึ่งยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้ใช้รถควรตรวจสอบราคาที่หน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rKmKyoqmXp3qNLPsR1FPc

  • เปิดกรอบ ‘แผนพัฒนาฯฉบับ 14’ ฉบับผ่าน ครม.  ‘สภาพัฒน์’ ดัน 5 เสาหลักพลิกโฉมประเทศ

    เปิดกรอบ ‘แผนพัฒนาฯฉบับ 14’ ฉบับผ่าน ครม. ‘สภาพัฒน์’ ดัน 5 เสาหลักพลิกโฉมประเทศ

    สภาพัฒน์เผย ครม.ผ่านกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14  2571 – 2575) วางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคม ประเทศ 5 ปี เน้นเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน

    • คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางการพัฒนาประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2571 – 2575
    • แผนฯ ฉบับที่ 14 มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นอย่างยั่งยืนและทั่วถึง
    • สภาพัฒน์ฯ กำหนด 5 เสาหลักในการพลิกโฉมประเทศ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ, การปฏิรูปภาครัฐ, การยกระดับทุนมนุษย์, การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการลงทุนในวิจัยและนวัตกรรม

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าในวันที่ 30 ก.ย.ที่จะถึงนี้ สศช.จัดสัมมนาใหญ่ประจำปีภายใต้ชื่องาน “เปลี่ยนไทย ให้ไปไกลกว่าเดิม” (Thailand’ Next Agenda) ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยประเด็นหลักของการจัดงานในปีนี้จะเน้นในเรื่องการนำเสนอกรอบและแนวคิดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (2571 – 2575) และรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนก่อนจะนำไปจัดทำแผนพัฒนาฯฉบับสมบูรณ์ เพื่อประกาศใช้แผนพัฒนาฯฉบับนี้อย่างเป็นทางการเพื่อใช้เริ่มใช้ในปี 2571 ต่อไป

    ทั้งนี้งานสัมมนาใหญ่ประจำปีของสศช.ในปีนี้จะมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน และมีคณะรัฐมนตรีเดินทางไปร่วมงานและรับฟังกรอบแผนพัฒนาฯหลายคน เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษาวิจัย และนวัตกรรม (อว.)

    เปิดกรอบ ‘แผนพัฒนาฯฉบับ 14’ ฉบับผ่าน ครม.  ‘สภาพัฒน์’ ดัน 5 เสาหลักพลิกโฉมประเทศ

    นายดนุชา กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะเริ่มใช้เป็นกรอบในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในปี 2571 – 2575 โดยขณะนี้ถือว่าอยู่ในขั้นตอนของการยกร่างแผนฯหลังจากที่ผ่านมาได้มีการรับฟังความคิดเห็นและรวบรวมความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆเข้ามาเพื่อจัดทำแผนพัฒนาฯฉบับนี้

    เปิดกรอบ ‘แผนพัฒนาฯฉบับ 14’ ฉบับผ่าน ครม.  ‘สภาพัฒน์’ ดัน 5 เสาหลักพลิกโฉมประเทศ

    สำหรับสาระสำคัญและทิศทางหลักของกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ที่ผ่าน ครม.จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางภาพรวมของการพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575) โดยมุ่งยกระดับไปสู่ “แผนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นอย่างทั่วถึง และยั่งยืน มุ่งยกระดับคุณภาพของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและลดความเปราะบางในระยะยาว

     ทั้งนี้ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 มีการกำหนดธีมการพัฒนา (Theme) ว่า “เพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการซ่อมและเสริมรากฐานให้มั่นคง ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมและโอกาสสำหรับอนาคต”

                  ทั้งนี้แผนพัฒนาฯฉบับนี้มีการกำหนดลักษณะสำคัญ 2 ประการ คือ  

    1.การมีจุดเน้นและริเริ่มภารกิจที่ชัดเจน โดยมุ่งเลือกดำเนินการเฉพาะประเด็นสำคัญของการพัฒนาในภาพรวม

    2.การมุ่งเน้นการขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ: ออกแบบกลไกที่เอื้อต่อการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับหลักคิดนำทาง 4 ประการ (Guiding Principles) ได้แก่ 1.การมุ่งยกระดับผลิตภาพของประเทศ (Productivity) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริการในทุกภาคส่วน

    2.การสร้างประโยชน์อย่างทั่วถึงแก่ประชาชน (Inclusiveness) เพื่อให้เกิดการกระจายโอกาสและผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียม

    3.การเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) โดยเพิ่มความยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    และ 4.การสร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นคง (Immunity) เพื่อลดความเปราะบางและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    สำหรับแนวทางการจัดทำและขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯให้ความสำคัญใน 3 มิติ ได้แก่ การสร้างเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน (Vision), การสร้างแนวร่วมและความเข้าใจร่วม (Alignment), และการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพพร้อมระบบติดตามประเมินผล (Execution) ที่มีประสิทธิภาพ

    ในการกำหนดกรอบในการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ได้กำหนด  เสาหลัก 5 ประการในการพัฒนา (5 Development Pillars) ได้แก่

     เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transform the Economy) 1.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรายสาขาและยกระดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยยกระดับภาคการผลิตเดิม ได้แก่ ภาคเกษตร อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และการท่องเที่ยว ให้มีผลิตภาพสูงขึ้น ควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High Technology)  ยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Wellness Service) ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนด้าน R&D นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล/โลจิสติกส์

    นอกจากนั้นยังเน้นที่การพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการปรับตัว ได้แก่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะแรงงาน การแข่งขันที่เป็นธรรมของภาคธุรกิจ และส่งเสริมการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14มีเป้าหมายในการลดสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบ ยกระดับระบบความคุ้มครองทางสังคม และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบ การพัฒนา SMEs อัจฉริยะ โดยส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ยกระดับศักยภาพ SMEs ให้แข่งขันได้ และสนับสนุนการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิต

    นอกจากนี้ยังมีการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) และยกระดับประสิทธิภาพของกลไกทางการเงิน

    เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ (Reform the Public Sector)

    ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ โดยสนับสนุนการทบทวนโครงสร้าง บทบาท และรูปแบบการบริหารภาครัฐให้มีขนาดเหมาะสม คล่องตัว ยึดหลักธรรมาภิบาล มีความยืดหยุ่น เปิดกว้าง และมุ่งผลสัมฤทธิ์

    การปรับปรุงระเบียบ ขั้นตอน และกฎหมาย โดยปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ และเอื้อต่อการแข่งขัน นอกจากนี้ยังเน้นที่การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยการเสริมสร้างระบบป้องกัน เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับอย่างมีประสิทธิภาพ

    เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ (Upgrade Human Capital) โดยจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีจำนวนประชากรรองรับการพัฒนาประเทศ รักษาอัตราการเกิด ดึงศักยภาพของประชากรกลุ่มที่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ออกมาเพิ่ม บริหารจัดการแรงงานต่างชาติทักษะสูง และพัฒนาระบบบริหารจัดการเมืองรองรับการเคลื่อนย้ายประชากร

    การปรับแนวคิดและรูปแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ โดยเสริมสร้างทักษะพื้นฐาน การศึกษาข้ามศาสตร์ การยกระดับบทบาทมหาวิทยาลัย กระจายอำนาจทางการศึกษา และพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning)

    นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการปรับกลไกการพัฒนาทักษะแรงงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์: ยกระดับทักษะแรงงานทักษะระดับกลางและต่ำ พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลางด้านแรงงาน ควบคู่ไปกับการวางรากฐานสวัสดิการสังคมที่มั่นคง พัฒนาฐานข้อมูลทางสังคมบูรณาการ ปรับระบบสุขภาพมุ่งเน้นคุณค่า ออกแบบสวัสดิการที่เอื้อต่อการเพิ่มผลิตภาพ และส่งเสริมระบบสุขภาพเชิงป้องกัน

    เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน: บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แก้ไขปัญหา PM2.5 จัดการขยะ และใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศ

    การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมความพร้อมและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคม และพัฒนาระบบข้อมูลและการบริหารจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ รวมทั้งการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และพัฒนากฎหมาย กลไกในการกำกับดูแล

    เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมายและเทคโนโลยีเสี่ยงวิกฤตต่อโอกาสภาคการผลิตและบริการเป้าหมายของประเทศ

    มุ่งเน้นการพัฒนาระบบนิเวศวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจในการวิจัยและพัฒนา ยกระดับการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และปรับปรุงระบบทรัพย์สินทางปัญญา

    อย่างไรก็ตามสศช.ในฐานะหน่วยงานที่จัดทำแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ได้มีการสรุปความท้าทายและข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนแผนฯฉบับที่ 14  3 ข้อได้แก่

    1. ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำและมีแนวโน้มถดถอยเชิงศักยภาพอันเนื่องจากการลงทุนต่ำ ข้อจำกัดด้าน R&D และภาระหนี้ระดับสูง
    2. กระแสความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนจากภายนอก โดยเฉพาะความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และโครงสร้างประชากรสูงวัย
    3. การนำแผนไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งจำเป็นต้องมีความจำเป็นในการออกแบบกลไกขับเคลื่อนและติดตามผลที่เชื่อมโยงถึงระดับปฏิบัติจริง เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดในอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1252430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TUsmLaE7aqAr7G3aigc90

  • ม.หอการค้าไทยเผยคนไทยหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงสุดรอบ 18 ปี ส่อแบกภาระยาวถึงวัยเกษียณ

    ม.หอการค้าไทยเผยคนไทยหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงสุดรอบ 18 ปี ส่อแบกภาระยาวถึงวัยเกษียณ

    17 กันยายน 2569, 17:32น.

               อ.อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 69 พบว่า จำนวนหนี้สินครัวเรือนเฉลี่ยต่อครัวเรือน หนี้สินรวม 794,945.49 บาท (ขยายตัว 7.3%) แบ่งเป็น ในระบบ 77.2% และนอกระบบ 22.8%

              การผ่อนชำระรวม 21,935.3 บาท/เดือน (ขยายตัว 8.11%) แบ่งเป็น ในระบบ 21,305.17 บาท (ขยายตัว 17.29%) และนอกระบบ 7,422.51 บาท (ขยายตัว 3.52%)

            ส่วนการคาดการณ์สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในอีก 1 ปีข้างหน้า เมื่อประเมินมุมมองต่อสถานการณ์หนี้ในอนาคต พบว่า กลุ่มตัวอย่างมองอนาคตหนี้แย่ลงในภาพรวม เท่าเดิม อยู่ที่ 25.9% มองว่า แย่ลงเล็กน้อย 25.2% และไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ 20.1%

            ผลสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนไทยกว่าครึ่งไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ และมีแนวโน้มการเก็บออมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีพฤติกรรมการออม ดังนี้ การเก็บออมเพื่อใช้ยามฉุกเฉินในปัจจุบัน พบว่า ไม่เคยเก็บออม 27.8%, เคยมีเหลือเก็บแต่ตอนนี้ไม่พอเก็บ 24.3%, มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 3 เดือน 20.4%, มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือนขึ้นไป 14.5% และมีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน 13.0% ส่วนการเก็บออมเมื่อเทียบกับปีก่อน พบว่า ไม่มีเก็บออม 42.6% เท่าเดิม 24.0% ลดลง 22.6% และเพิ่มขึ้น 10.8%

             ในส่วนของประเด็นเร่งด่วนที่ควรดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน ได้แก่ 1. เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ/ปรับโครงสร้างค่าจ้าง 2. สร้างระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนแบบครบถ้วน 3. เพิ่มการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 4. ส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว และ 5. สร้างหลักสูตรการศึกษาการเงินในโรงเรียน

            ด้านรศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย  อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยและยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา หลังระดับหนี้ครัวเรือนพุ่งเกิน 80% ของ GDP พบว่า การก่อหนี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยหากเป็นการกู้ซื้อยานพาหนะและสามารถผ่อนชำระได้ตามปกติจะถือเป็นการเข้าสู่ระบบเครดิตบูโร แต่หากกลุ่ม Gen Y นำเงินในอนาคตมาใช้เร็วเกินไปและขาดความสามารถในการชำระหนี้ จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ

              ผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ภาระหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 794,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจมาในรอบ 18 ปี (ตั้งแต่ปี 52) ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มผู้สูงวัยที่เกษียณอายุและไม่มีรายได้แน่นอน ยังคงต้องแบกรับภาระหนี้สินเฉลี่ยเกือบ 300,000 บาท ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยไม่สามารถผ่อนคลายภาระหนี้ได้แม้จะเกษียณไปแล้วถึง 10 ปี ทำให้การใช้ชีวิตหลังเกษียณมีความเสี่ยงต่อการเกิด NPL หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และมีประชาชนเพียงประมาณ 14% เท่านั้นที่สามารถออมเงินได้ตามแผนที่วางไว้ก่อนเกษียณ

              การเก็บออมของประชาชนลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากรายได้ที่หามาได้ต้องนำไปใช้จ่ายดูแลค่าครองชีพในชีวิตประจำวันทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างผู้มีรายได้ในครัวเรือนส่วนใหญ่มีเพียง 1-2 คน แต่ต้องแบกรับดูแลผู้ไม่มีรายได้ในครอบครัวจำนวน 3-5 คน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45% และหากมีผู้ไม่มีรายได้มากกว่า 5 คนขึ้นไป สัดส่วนจะสูงถึงเกือบ 60% ซึ่งหากเกิดเหตุสะดุดทางเศรษฐกิจ จะทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนหวนกลับมาเป็นวิกฤตทันที

               จากผลสำรวจ พบว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็น K-Shaped (ฟื้นตัวไม่เท่าเทียม) โดยกลุ่มที่เดือดร้อนหนักที่สุดคือครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทลงมา เช่นเดียวกับภาคประชาชน ภาคธุรกิจจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อประคองสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนเนื่องจากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่โดดเด่น โดยประชาชนมีการกู้ยืมในระบบมากขึ้น เช่น บัตรเครดิต, สินเชื่อเงินด่วน/non-bank, นาโนไฟแนนซ์, ไมโครไฟแนนซ์ หรือการนำหลักทรัพย์ประเภทบ้านและรถยนต์ไปค้ำประกัน

              3 ปัจจัยบวกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาส 4/69 ในภาพรวม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงประมาณการ GDP ของไทยไว้ที่ 2.0-2.5% โดยมีปัจจัยหนุน ได้แก่

             1. ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่จะเริ่มเก็บเกี่ยวและออกสู่ตลาดในเดือนต.ค.-พ.ย. รวมถึงยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระดับภูมิภาคทั่วประเทศ

             2. ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัว หากสถานการณ์สงครามไม่บานปลาย คาดว่าจะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเฉลี่ยเดือนละ 3 ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเดือนละ 150,000 ล้านบาท หรือรวมกว่า 500,000 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 4/69

             3. การส่งออกขยายตัวสูง 15-20% ผลจากการเจรจาการค้า ART กับสหรัฐอเมริกา โดยทีมไทยแลนด์คาดว่าจะตกลงกับสหรัฐฯ ได้ และการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดว่าอัตราภาษีของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 12.5% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนาม

    #หนี้ครัวเรือนไทย69

    Cr:ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164513&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02P7BhnraWE209Z0twkRI6

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    set

    set

    • ข้อมูลการซื้อขาย

      ผลิตภัณฑ์

      ดัชนี

      ข้อมูลและสถิติ

      ข่าวและการแจ้งเตือน

      รายชื่อบริษัทจดทะเบียน/หลักทรัพย์

      ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

    • ผู้ออกหลักทรัพย์

      การออกตราสารทุน

      ข้อมูล IPO

      การเป็นบริษัทจดทะเบียน

      รายชื่อบริษัทจดทะเบียน/หลักทรัพย์

    • กฎเกณฑ์และการกำกับ

      เกณฑ์และการกำกับ

    • บริการ

      บริการเชื่อมต่อและข้อมูล

      บริการซื้อขาย

      บริการหลังการซื้อขาย

      บริการเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน

      บริการสำหรับสมาชิก

      บริการสำหรับนักลงทุนสถาบัน

      บริการอื่นๆ

    • ความรู้และวิจัย

      ความรู้

    • เกี่ยวกับ ตลท.

      กลุ่ม ตลท.

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D106831701%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yplRYntd6ePLFkafKQei7

  • “ธนวรรธน์” ชี้รายได้ไม่พอจ่าย-ค่าครองชีพสูง ดันหนี้ครัวเรือนพุ่ง 8 แสนบาท/ครัวเรือน คาดสิ้นปีหนี้ต่อ GDP ลดเหลือ 84% – สยามรัฐ

    “ธนวรรธน์” ชี้รายได้ไม่พอจ่าย-ค่าครองชีพสูง ดันหนี้ครัวเรือนพุ่ง 8 แสนบาท/ครัวเรือน คาดสิ้นปีหนี้ต่อ GDP ลดเหลือ 84% – สยามรัฐ

    วันที่ 17 กันยายน 2569 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2569 ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะแม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอ่อนแอ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและครัวเรือนที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง โดยการสำรวจครั้งนี้ดำเนินการทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 7-13 กันยายน 2569 จำนวน 1,720 ตัวอย่าง โดยพบว่า 91.8% ของกลุ่มตัวอย่างมีหนี้ ลดลงจาก 95.1% ในปี 2568 ขณะที่ 8.2% ไม่มีหนี้

    อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 794,945.49 บาท จาก 740,596.94 บาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 7.3% โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ในระบบ 77.2% และหนี้นอกระบบ 22.8% ขณะที่ภาระผ่อนชำระเฉลี่ยอยู่ที่ 21,935.31 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 8.11% จากปีก่อน

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ระดับหนี้เฉลี่ยดังกล่าวถือว่าสูงสุดตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเริ่มสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนในปี 2552 สะท้อนว่าภาระหนี้ยังคงกดดันกำลังซื้อและสภาพคล่องของครัวเรือน แม้ในเชิงสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงก็ตาม ซึ่งหากพิจารณาลักษณะการก่อหนี้ พบว่า 72% ของกลุ่มตัวอย่างมีเฉพาะหนี้ในระบบ เพิ่มขึ้นจาก 50.9% ในปี 2568 ขณะที่ผู้มีเฉพาะหนี้นอกระบบลดลงเหลือ 5% จาก 15.4% และผู้ที่มีทั้งหนี้ในและนอกระบบลดลงเหลือ 23% จาก 33.7%

    ประเภทหนี้ที่พบมากที่สุดในปี 2569 ได้แก่ หนี้บัตรเครดิต 55.1% รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค 45.8% สินเชื่อยานพาหนะ 41.9% สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ 33.6% และสินเชื่อที่อยู่อาศัย 27.2% ขณะที่หนี้ Buy Now Pay Later หรือ BNPL อยู่ที่ 14.2% เพิ่มขึ้นจาก 6.2% ในปีก่อน

    สำหรับหนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ส่วนใหญ่นำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค 23.6% ซื้อสินค้าคงทน 21.8% ซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 13.5% และนำไปชำระหนี้เดิม 12.1% สะท้อนว่าหนี้บางส่วนถูกใช้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและหมุนภาระหนี้เดิม

    ส่วนกลุ่มที่ก่อหนี้เพื่อประกอบธุรกิจ พบว่า 57.2% ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือเสริมสภาพคล่อง เพิ่มขึ้นจาก 32.5% ในปี 2568 รองลงมาเป็นการลงทุนทางการเกษตรรอบใหม่ 19.5% และใช้เพื่อขยายกิจการ 7.8%

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เด่นชัด รายได้ของประชาชนและธุรกิจยังเพิ่มขึ้นไม่มาก ทำให้หลายครัวเรือนต้องพึ่งสินเชื่อเพื่อประคองสภาพคล่อง ขณะที่ภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ

    เมื่อถามถึงสาเหตุที่ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน กลุ่มตัวอย่างระบุว่า มาจากภาระทางการเงินในครอบครัว 15.6% รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย 15.5% ค่าครองชีพสูงขึ้น 14.1% และมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินโดยไม่คาดคิด 11.8% ขณะที่ 9.4% ก่อหนี้เพิ่มเพื่อลงทุนประกอบธุรกิจ

    ด้านความสามารถในการชำระหนี้ พบว่า 73.1% ยังสามารถชำระได้ตามกำหนด ขณะที่ 16.1% ประเมินว่าสามารถชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน 8.9% สามารถชำระได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 1.9% ระบุว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้

    นอกจากนี้ 67.5% ของกลุ่มตัวอย่างเคยประสบปัญหาขาดการผ่อนชำระหรือผิดนัดชำระหนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักคือมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินโดยไม่คาดคิด 32.2% รายได้ลดลง 24.8% เศรษฐกิจไม่ดี 21.3% ยอดชำระเพิ่มขึ้น 11.4% และตกงาน 10.4%

    ในอีก 1 ปีข้างหน้า กลุ่มตัวอย่างยังมองสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในเชิงลบ โดย 25.2% คาดว่าจะแย่ลงเล็กน้อย และ 18.9% คาดว่าจะแย่ลงมากหรือปัญหารุนแรงขึ้น ขณะที่ผู้ที่มองว่าจะดีขึ้นเล็กน้อยมี 5.9% และมองว่าจะดีขึ้นมากหรือได้รับการแก้ไข 4%

    สำหรับแนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้หรือยกระดับค่าจ้างมากที่สุด 20.7% รองลงมาคือการให้ความรู้ด้านการเงิน 17.7% ปรับปรุงระบบประกันสังคมหรือ Social Safety Net 16.3% และจัดโปรแกรมปรับโครงสร้างหนี้ 15.4%

    ส่วนเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการมากที่สุด คือ เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำหรือปรับโครงสร้างค่าจ้าง 21.1% สร้างระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนให้ครบถ้วน 16.2% เพิ่มการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 15.8% และส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว 11%

    นายธนวรรธน์ ประเมินว่า หนี้ครัวเรือนทั้งระบบมีโอกาสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 16.5-16.6 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสภาพคล่องของครัวเรือนที่ยังเป็นอุปสรรค

    อย่างไรก็ตาม หาก GDP ไทยปี 2569 ขยายตัวได้ในกรณีฐาน 2.5% ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงจาก 85.9% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ประมาณ 84% ในไตรมาส 4 โดยหาก GDP โต 2% สัดส่วนจะอยู่ที่ 84.4% และหากโต 2.8% จะลดลงเหลือ 83.7%

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมองว่า แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ยังไม่ควรตีความว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลาย เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ฐานะทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NMkVFrbLpTkMoY1Jc3kaN

  • เตือนปฏิรูปการคลังก่อนโคม่า เร่งขยายฐานรายได้-หั่นสวัสดิการซ้ำซ้อน

    เตือนปฏิรูปการคลังก่อนโคม่า เร่งขยายฐานรายได้-หั่นสวัสดิการซ้ำซ้อน

    Loading…

    เตือนปฏิรูปการคลังก่อนโคม่า เร่งขยายฐานรายได้-หั่นสวัสดิการซ้ำซ้อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-151&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K6drSH-DkwaH6o6biO8VR

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 18 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 18 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    จับตา 4 ประเด็นร้อน การเมืองเดือดปม สว. – BOJ ขยับดอกเบี้ย – UN เปิดเวที SDGs – ฝนถล่มไทย

    วันที่ 18 กันยายน 2569 เป็นอีกวันที่มีหลายประเด็นให้ติดตามทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่เกมการเมืองไทยที่เดินหน้าตรวจสอบปมการเลือก สว. ความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินโลก หลังจับตาทิศทางดอกเบี้ยญี่ปุ่น ไปจนถึงเวทีใหญ่ของสหประชาชาติและสถานการณ์ฝนตกหนักในประเทศไทย

    1. การเมืองไทยจับตาปมเลือก สว. กกต. เดินหน้าคดี 77 ราย

    ประเด็นการเมืองที่ยังต้องจับตาคือความคืบหน้ากรณีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลัง กกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม 77 ราย โดยในจำนวนนี้เป็น สว. 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย

    หลังมติดังกล่าว ประเด็นการทำงานของ กกต. จึงยังเป็นหนึ่งในจุดที่ฝ่ายการเมืองติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการตรวจสอบกระบวนการและข้อเท็จจริงในคดี ขณะที่ขั้นตอนต่อจากนี้ กกต. ต้องจัดทำคำวินิจฉัยและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในกรอบเวลาที่กำหนด

    อีกด้านหนึ่ง วันที่ 19 กันยายน ยังตรงกับวาระครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ช่วงก่อนเข้าสู่วันดังกล่าวมีความเคลื่อนไหวและการพูดถึงประเด็นการเมืองในอดีตเพิ่มขึ้น

    2. เศรษฐกิจโลกจับตา BOJ ตัดสินใจดอกเบี้ย กระทบเยน-ตลาดเอเชีย

    ตลาดการเงินโลกจับตาการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ วันที่ 17–18 กันยายน โดยตลาดคาดหมายว่า BOJ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 1.00% เป็น 1.25% ซึ่งหากเกิดขึ้นจะเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ

    นอกจากตัวเลขดอกเบี้ยแล้ว นักลงทุนยังจับตาสัญญาณจากผู้ว่าการ BOJ เกี่ยวกับทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยในระยะต่อไป เพราะอาจส่งผลต่อค่าเงินเยน กระแสเงินทุน และตลาดการเงินในเอเชีย

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและค่าเงินเยน โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นยังส่งสัญญาณให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่เป็นระเบียบ หลังเงินเยนกลับมาอ่อนค่าบริเวณ 155 เยนต่อดอลลาร์

    สำหรับไทย ทิศทางตลาดเงิน ค่าเงินบาท และต้นทุนทางเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อเนื่องจากแรงกระเพื่อมของนโยบายการเงินประเทศเศรษฐกิจหลัก

    3. เวทีโลกจับตา UN เปิด SDG Moment 2026 ก่อนเข้าสู่ UNGA 81

    บนเวทีระหว่างประเทศ วันที่ 18 กันยายนเป็นวันสำคัญของสหประชาชาติ โดย UN มีกำหนดจัด SDG Moment 2026 ณ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ระหว่างเวลา 10.00–13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ภายใต้แนวคิด “Together, We Can Get There”

    เวทีดังกล่าวมุ่งเร่งการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ก่อนถึงปี 2030 โดยประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือครอบคลุมทั้งปัญหาหนี้ ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนโอกาสและความท้าทายจาก AI

    SDG Moment ยังถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของช่วง High-level Week ของการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติสมัยที่ 81 ซึ่งจะมีการประชุมระดับสูงและการอภิปรายทั่วไปต่อเนื่องในช่วงวันที่ 18–28 กันยายน

    4. โลกออนไลน์รับวันรักแรก แต่เรื่องใกล้ตัวอย่าง “ฝนหนัก-ไฟดับ” ยังต้องจับตา

    ขณะที่โลกออนไลน์วันที่ 18 กันยายนมีทั้งกระแสเบา ๆ อย่าง “วันรักแรก” และข่าวบันเทิงที่ได้รับความสนใจ โดยหนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงคือ “หมอปลาย พรายกระซิบ” ซึ่งมีกำหนดเข้าพิธีมงคลสมรสในวันที่ 18 กันยายน หลังมีการเผยภาพพรีเวดดิ้งและรายละเอียดงานจนกลายเป็นกระแสบนโซเชียล

    แต่ประเด็นที่กระทบชีวิตประจำวันโดยตรงยังเป็นเรื่องสภาพอากาศ หลังกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศช่วงวันที่ 17–20 กันยายน โดยวันที่ 18 กันยายนมีพื้นที่เสี่ยงจำนวนมาก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

    นอกจากนี้ กฟน. ยังประกาศงดจ่ายไฟชั่วคราวใน 12 จุดในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนนทบุรี วันที่ 18 กันยายน เพื่อดำเนินงานพัฒนาและบำรุงรักษาระบบ ประชาชนในพื้นที่ควรตรวจสอบช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า

    วันนี้มีประเด็นต้องจับตาครบทั้ง 4 มิติ ตั้งแต่การเมืองไทยที่ยังร้อนจากปมเลือก สว. ตลาดการเงินโลกที่รอทิศทาง BOJ เวที SDG Moment ของ UN ไปจนถึงสถานการณ์ฝนตกหนักและข่าวที่กำลังเป็นกระแสบนโลกออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/322375&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EBUDcfnY4zCidB_F-f93Z

  • พรรคเศรษฐกิจดุ! ชงแก้ กม.เพิ่มโทษประหารคดีทุจริต-ผิดซ้ำซาก

    พรรคเศรษฐกิจดุ! ชงแก้ กม.เพิ่มโทษประหารคดีทุจริต-ผิดซ้ำซาก

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ชงแก้กฎหมาย 3 ฉบับ โทษประหารชีวิตคดีทุจริต-กระทำผิดซ้ำซาก ไม่มีลดโทษ ยกระดับไปยังเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม เตรียมขอเสียงสส. สนับสนุนให้ครบ 20 คน

    17 ก.ย.2569 – ที่รัฐสภา พรรคเศรษฐกิจ นำโดย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงเสนอแก้ไขร่างกฎหมายกำหนดโทษประหารชีวิตในคดีทุจริตและความผิดซ้ำซาก จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างแก้ไข พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ประมวลกฎหมายอาญา ร่างแก้ไขพ.ร.บ..ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และร่างแก้ไข พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ โดยเพิ่มโทษประหารชีวิต คดีทุจริต ทั้งผู้ให้-ผู้รับ ไม่ลดโทษ และยกระดับความผิดเจ้าหน้าที่รัฐและกระบวนการยุติธรรม

    พล.อ.รังษี กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจมีนโยบายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของประเทศและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและการท่องเที่ยว เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) อยู่ที่ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาด้านความโปร่งใสของประเทศ

    “สาเหตุหนึ่งที่กลุ่มทุนสีเทาหรือกลุ่มบุคคลจากต่างประเทศเข้ามาดำเนินกิจกรรมในประเทศไทย เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายและมาตรการปราบปรามการทุจริตของไทยยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจจึงจัดทำร่างกฎหมายเพื่อยกระดับมาตรการในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน”พล.อ.รังษี กล่าว

    พล.อ.รังษี กล่าวต่อว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ พรรคฯเสนอให้กำหนดโทษสูงสุดสำหรับการทุจริตเป็นโทษประหารชีวิต ทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมถึงกำหนดให้โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกในคดีดังกล่าวไม่สามารถลดโทษได้ โดยภายหลังศาลมีคำพิพากษาจะเปิดโอกาสให้จำเลยอุทธรณ์ภายในระยะเวลา 1 ปี หากไม่สามารถนำพยานหลักฐานเพิ่มเติมมาหักล้างคำพิพากษาได้ ก็ให้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังครอบคลุมถึงกรณีการกระทำความผิดซ้ำซากรวมถึงให้ยกระดับความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยทุจริตหรือมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยกำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และขยายหลักการดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ตุลาการ อัยการ พนักงานสอบสวน และเจ้าพนักงานสืบสวนด้วย

    พล.อ.รังษี กล่าวว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไป พรรคฯ ต้องรวบรวมรายชื่อ สส. เพิ่มเติมอีก 17 คน เพื่อให้ครบ 20 คน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนยื่นร่างแก้ไขกฎหมายต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1070902/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WqKg3Pr9qZhdmfIqO_ePy